คุรุจิต นาครทรรพ หารือการปฏิรูประบบสื่อสารและโทรคมนาคมเพื่อรองรับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยเสนอการใช้เทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายและนวัตกรรมดิจิทัล ร่วมกับการจัดทำมาตรฐานข้อมูลกลางเพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการกำหนดหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบชัดเจน รวมถึงตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงเรื่องต้นทุนสูง การสิ้นเปลืองงบประมาณ และปัญหาความปลอดภัยของข้อมูลหากเปิดการเข้าถึงให้หน่วยงานที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางเสริมความเข้มแข็งของระบบป้องกันภัยผ่านการฝึกซ้อมประจำปี การกระจายอำนาจการตัดสินใจไปยังหน่วยปฏิบัติจริง และการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์หมายเลขเดียว โดยให้ กสทช. ทำหน้าที่จัดสรรเลขหมาย ขณะที่การกำหนดผู้รับผิดชอบควรเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหารและรัฐบาล
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านกรรมาธิการ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ท่านประธานครับ ก็ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อสารมวลชนที่ได้นำเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบและเครื่องมือด้านการสื่อสาร และโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและประโยชน์ สาธารณะนะครับ เรื่องนี้ก็ได้เลื่อนมาจากการประชุมครั้งที่แล้ว เนื่องจากท่านประธาน เข้าใจว่าไม่สบาย ผมเลยได้มีเวลาอ่านมากขึ้นหน่อยนะครับ ก็อยากจะเรียนว่าโดยสรุป ในรายงานนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนได้มีข้อเสนอ หลัก ๆ ก็คือให้นำเทคโนโลยีการสื่อสารแบบบรอดแบนด์ (Broadband) บรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สาย แล้วก็นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation) มาสนับสนุนงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย ตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๘ ของรัฐบาล ก็เพื่อแจ้งเตือนภัยให้แก่ประชาชนและใช้ในการรับแจ้งเหตุภัยพิบัติต่าง ๆ รวมถึง เพื่อใช้ในการประสานงานควบคุมการสั่งการและรายงานผลการปฏิบัติในการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยระหว่างหน่วยเผชิญเหตุด้วยกัน ซึ่งในรายงานก็เรียกว่า เป็นระบบบรอดแบนด์ พับบลิก โพรเทกชัน แอนด์ ดิสแอสเตอร์ รีลีฟ (Broadband Public Protection and Disaster Relief) หรือพีพีดีอาร์ (PPDR) นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการก็ยังเสนอให้จัดทำมาตรฐานข้อมูลกลางที่มีการบูรณาการข้อมูลในลักษณะ ต่าง ๆ ระหว่างส่วนราชการเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของศูนย์บัญชาการ ที่อยากจะเห็นเป็นลักษณะของคอมมานด์เซ็นเตอร์ (Command Center) ในการตัดสินใจ ต่าง ๆ รูปแบบและลักษณะของข้อมูลที่ท่านเห็นว่าอาจนำมาบูรณาการในการเชื่อมโยงกัน นอกจากข้อมูลมัลติมีเดีย (Multimedia) ที่เป็นปกติ เช่นข้อความเท็กซ์ (Text) เสียง และรูปภาพหรือวิดีโอแล้ว ท่านก็ยังเสนอหรือเอ่ยถึงข้อมูลแผนที่ฐานข้อมูลอาชญากร ข้อมูลทะเบียนรถ พิมพ์เขียว การก่อสร้างอาคาร รายชื่อที่ตั้งสถานพยาบาล หน่วยกู้ภัย เบอร์โทรศัพท์เจ้าหน้าที่ติดต่อ เบอร์หมอ แล้วท่านก็เสนอว่าในอนาคตควรจะมีเลขหมาย โทรศัพท์ฉุกเฉินในการรับแจ้งเหตุภัยพิบัติ เพื่อบรรเทาสาธารณภัยเพียงหมายเลขเดียว ท่านประธานครับ ผมก็มีข้อคิดเห็นและข้อสังเกตที่อยากจะฝากไปยังท่านกรรมาธิการ ในการนำไปปรับปรุงรายงานของท่านว่า ในหลักการทุกคนก็คงเห็นด้วยที่ประเทศไทยรวมถึง หน่วยราชการที่มีหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่จะทำงานไม่ซ้ำซ้อนกัน แก้ปัญหา ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ แล้วก็ผู้ที่ประสบภัยได้รับการแก้ไขจากที่จะต้อง เสียชีวิตก็ไม่เสียชีวิต จากบาดเจ็บมากก็เป็นบาดเจ็บน้อยหรือไม่บาดเจ็บเลย ด้วยการนำ เทคโนโลยีบรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สายและระบบดิจิทัล (Digital) มาใช้ในการสื่อสาร ซึ่งกรรมาธิการของท่านก็ได้ศึกษาแล้วพบว่าปัจจุบันสำนักงาน กสทช. ได้จัดสรรช่องความถี่ ในย่าน ๑๔๔ ถึง ๑๖๘ เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นช่องความถี่ที่ค่อนข้างแคบให้กับส่วนราชการและ มูลนิธิเอกชนต่าง ๆ เพื่อใช้ในการสื่อสารแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายโดยเป็นเทคโนโลยีแบบอนาล็อก (Analog) ที่ใช้ระบบเสียงเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามก็พบว่า กสทช. ก็ได้ออกประกาศ ในปี ๒๕๕๘ เพื่อจัดสรรและสำรองคลื่นความถี่เพิ่มขึ้นในย่านความถี่ ๘๐๖ ถึง ๘๒๔ เมกะเฮิรตซ์ และ ๘๕๑ ถึง ๘๖๙ เมกะเฮิรตซ์ เพื่อใช้ในภารกิจป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และประโยชน์สาธารณะ โดยจะมีความพร้อมตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ เป็นต้นไป ท่านประธานครับ เมื่อพูดถึงสาธารณภัยหรือภัยพิบัติมันมีขนาดและสเกล (Scale) หลาย ๆ ขนาด อย่างเมื่อ สัปดาห์ที่แล้วเราก็ได้ยินที่อิตาลีเกิดแผ่นดินไหวขนาด ๖ เกือบ ๗ ริกเตอร์ บ้านเมืองถล่ม คนตายต้องมีการกางเต็นท์ให้คนมาอยู่นะครับ แล้วก็เมื่อวีกเอ็น (Weekend) นี้เอง ก็มีสาธารณภัย แต่สเกล (Scale) เล็ก รถปิกอัปบรรทุกแก๊สแอลพีจี (LPG) ไปส่งลูกค้าคว่ำ หรืออย่างไรเกิดไฟไหม้เราก็เห็นในทางไลน์ (Line) ที่ถนนหทัยราษฎร์ เขตสายไหม มันก็เป็น สาธารณภัย แต่อาการและความรุนแรง และความต่อเนื่องมันต่างขนาดกัน เพราะฉะนั้น ระบบอะไรก็ตามที่จะมาสนับสนุนมันก็ต้องพอดีกับโรค พอดีกับภัย เราคงไม่ส่งคนที่แค่ ไอแค๊ก ๆ ก็ต้องไปโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือสมิติเวช หรืออะไรแบบนี้ ทีนี้ประเด็นที่ผม อยากจะฝากข้อสังเกตไว้ในรายงานก็คือ สิ่งที่ท่านเสนอระบบบรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สาย ดิจิทัล (Digital) นวัตกรรมอะไรนี่ ไม่มีใครขัดข้องหรอกครับ แต่อันแรกคือใครจะเป็น เจ้าภาพ หน่วยงานไหนจะเป็นเจ้าภาพที่รับผิดชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเป็น หน่วยงานอย่างกระทรวงไอซีที (ICT) หรือจะเป็นหน่วยงานอนุญาตและกำกับดูแลอย่าง กสทช. ที่จะมาทำในเรื่องของการกำหนดสเปก (Spec) จัดหา ติดตั้ง ออกแบบระบบสื่อสาร โทรคมนาคมที่ท่านต้องการบูรณาการเชื่อมโยงเป็นบรอดแบนด์ดิจิทัล (Broadband Digital) พีพีดีอาร์ (PPDR) นี่ ซึ่งถ้าเป็น กสทช. ผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะท่านเป็นหน่วยงานเรกูเลเตอร์ (Regulator) ท่านไม่ใช่หน่วยงานนโยบายและหน่วยงานปฏิบัติหรือควรจะเป็นหน่วยงาน ที่เขามีหน้าที่หลักในการบำบัดสาธารณภัยโดยตรง เช่น หน่วยงานอย่างหน่วยทหาร ของกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ หน่วยงานตำรวจ เขารับแจ้งเหตุ อยู่ทุกวันอยู่แล้ว กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น
เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากฝากข้อสังเกตก็คือ การออกแบบจัดหาอุปกรณ์ บรอดแบนด์ (Broadband) และดิจิทัล (Digital) เพื่อพีพีดีอาร์ (PPDR) ของท่านที่ว่านี้มันจะ ใช้งบประมาณสักเท่าไร ในรายงานท่านก็เขียนอยู่ในหน้าสุดท้ายผมเปิดดูเมื่อกี้จำหน้าไม่ได้ นะครับ หน้า ๑๑ ท่านก็เขียนแต่ว่าแหล่งที่มางบประมาณจะมาจากงบประมาณประจำปี งบกลาง งบลงทุนบรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สายให้หน่วยงานไปตั้ง สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ ท่านไม่ได้บอกไพรซ์แท็ก (Price tag) มาด้วย สมมุติว่าระบบที่ท่านว่ามันสัก ๑๐๐ ล้านบาท ผมก็โอเค ถ้ามันสัก ๑,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็คงต้องคิดหนัก และถ้าทุกหน่วยแย่งกันมีแบบคุณมีผมก็ต้องมีบ้างนี่ มันก็เป็นการส่งเสริมให้ซื้อของ แล้วซื้อของโดยจำเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของการออกแบบออกสเปก (Spec) การบูรณาการมันไม่อยากให้เห็นว่ารายงานของท่านถูกคนหยิบนำไปใช้ เพื่อประโยชน์ของการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ แล้วก็สิ้นเปลืองงบประมาณเป็นหมื่นล้าน งบประมาณเป็นหมื่นล้านมันจะช่วยแก้ปัญหาสาธารณภัยได้ดีกว่า ถ้าสมมุติน้ำท่วม คุณไปซื้อบิ๊กแบ็ก (Big bag) คุณวางเต็นท์ให้เขา เพราะว่าระบบบรอดแบนด์ (Broadband) ระบบสื่อสารมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเป็นงานซัปพอร์ต (Support) เท่านั้น แต่งานหลักคือ ทำอย่างไรไม่ให้เขาตาย ไม่ให้เขาบาดเจ็บ หรือที่บาดเจ็บก็บาดเจ็บน้อยลง ส่งถึงโรงพยาบาล เร็วขึ้น การประสานงานต่าง ๆ ต่างหากนะครับ
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องข้อมูลข่าวสารที่ท่านเสนอให้เชื่อมโยงบูรณาการ ถ้าเอา แบบเต็มยศอย่างที่ท่านเสนอมันมากไปหรือเปล่า แล้วจะเสี่ยงต่อการเอาความลับส่วนบุคคล หรือความลับทางราชการให้รั่วไหลไปถึงมือคนที่ไม่ควรจะได้ข้อมูลเหล่านี้หรือเปล่า เพราะอย่าลืมว่าหน่วยงานที่เข้าไปบำบัดบางครั้งราชการก็เข้าไปไม่ถึง ในรายงานท่านก็ยัง พูดเองเลยว่ามูลนิธิเอกชน อย่างมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิร่วมกตัญญูหรือไปต่างจังหวัด มูลนิธิ สามัคคีธรรมอะไรก็แล้วแต่ ถ้าท่านเอาระบบนี้มาเขาก็ได้ไปด้วย แล้วท่านก็เสนอว่ามีข้อมูล เรื่องเบอร์โทรศัพท์ ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ แบบพิมพ์เขียวอาคารเอาไปทำไมครับ แบบนี้ ผมกลัวว่าจะเข้าไปถึงมือคนที่ไม่ดีมันก็จะไม่ดีเปล่า ๆ มันก็ควรจะเป็นหน่วยงานที่เขา เป็นคอมพีเทนต์ออฟฟิศเซอร์ (Competent Officer) มีหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่เชื่อมโยง อะไรก็ได้แล้วคนก็เข้าไปเจาะได้ ยิ่งมีจอดูเยอะมันก็รั่วไหลได้เยอะ เพราะฉะนั้นมันต้องมี มุมมองฉุกคิดสักนิดว่าไปเชื่อมโยงนี่มันจำเป็นต่อการบรรเทาสาธารณภัยหรือเปล่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเขามีอยู่แล้ว
อีกประการหนึ่งครับ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ดีและ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลนั้น ผมคิดว่ามันหนีไม่พ้นเบสิก (Basic) หรอกครับ คือว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องการมีการฝึกซ้อม ฝึกฝน ฝึกประจำปีเหมือนอย่างที่ทหารเขาฝึก เพราะถ้าไม่ฝึกถึงเวลาก็เข้าไปรถก็ชนกันการจราจรติดขัด ทางเอก ทางโท ก็ไปกันไม่ถูกแล้วก็ ซ้ำซ้อนอยู่ดี ระบบนี้มันจะช่วยได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการบรรเทาสาธารณภัย ที่ดีที่สุดคือเอ็กซีคิวชันแพลน (Execution Plan) การฝึกฝนนะครับ เรื่องที่ท่านเสนอมันก็ เป็นส่วนหนึ่งที่จะไปสนับสนุนเท่านั้นนะครับ แล้วบางครั้งการแก้ปัญหาให้ได้ผลถูกจุด การกระจายอำนาจให้หน่วยปฏิบัติเขาตัดสินใจเลยบางครั้งได้ผลดีกว่านะครับ ดีกว่าการที่ ท่านจะมารวมศูนย์สั่งงานแบบคอมมานด์เซ็นเตอร์ (Command Center) แบบที่ท่านเสนอ ว่าจะต้องมีคอมมานด์เซ็นเตอร์ (Command Center) แล้วซื้ออุปกรณ์มาเยอะ ๆ มันก็ อาจจะดีในบางขณะ แล้วผมก็อยากจะเรียนว่าภัยพิบัติในเมืองไทยที่ผมนึกถึงผมไม่นึกถึง เรื่องแผ่นดินไหวนะครับ เพราะผมก็เคยทำงานอยู่ในกรมทรัพยากรธรณีความเสี่ยงของเรา ไม่เหมือนพม่า ภัยพิบัติของเราที่จะเกิดก็คือแบบน้ำท่วมปี ๒๕๕๔ แล้วมันจะยืดเยื้อ เป็นเดือน ต้องการบิ๊กแบ็ก (Big bag) ต้องการแผนบริหารจัดการมากกว่า ระบบบรอดแบนด์ (Broadband) ก็คงช่วยน้ำท่วมไม่ได้เท่าไรเพราะข่าวมันออกทุกวันอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ารายงานของท่านถ้าส่งไปรัฐบาลเขาควรจะต้องตั้งหน่วยงานมาศึกษาว่า อุปกรณ์ที่ท่านเสนอมันจำเป็นไหม มันอยู่หน่วยไหน แล้วผมไม่อยากให้ว่ามีการแข่งขัน ประกวดกันว่าหน่วยท่านซื้อได้หน่วยผมก็ซื้อได้ เหมือนผมเคยทำงานมีระบบจีไอเอฟ (GIF) กระทรวงสาธารณสุขเขาทำได้ผลก็มาขายที่หน่วยผมบอกต้องมีจีไอเอฟ (GIF) ๓๐ ล้านบาท ซื้อไปทำไมครับ ๓๐ ล้านบาท จีไอเอฟ (GIF) นะครับ
แล้วเรื่องสุดท้ายครับ เรื่องหมายเลขโทรศัพท์รับแจ้งเหตุหมายเลขเดียวนี่ ผมคิดว่าท่านคงไม่ได้เสนอ ผมอ่านดูแล้วนะครับว่าให้ กสท. หรือกระทรวงไอซีที (ICT) มาทำหน้าที่ศูนย์รับแจ้งเหตุหมายเลขเดียวนะครับ กสทช. ก็ควรมีหน้าที่แค่จัดสรรเลขหมาย เท่านั้น ส่วนจะเป็นหมายเลขเดียวแล้วใครเขารับผิดชอบนี่ให้ฝ่ายบริหาร ให้รัฐบาล ครม. เป็นผู้กำหนด เรื่องนี้กรรมาธิการด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมก็เคยเสนอมาทีหนึ่งแล้ว ต่อสภาแห่งนี้ในบริบทของเรื่องการแพทย์ฉุกเฉิน ก็ถูกอภิปรายกันยกใหญ่เลยท่านก็จำได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ยังดีท่านไม่ได้เสนอหมายเลขมาด้วยนะครับ ผมเห็นว่าเรื่องนี้ก็เสนอ กว้าง ๆ อย่างนี้ดีแล้ว เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารเขาจะไปตัดสินใจนะครับ เพราะเลขหมายนี่ เปลี่ยนไปทีก็ใช้เงินเยอะ แล้วเปลี่ยนไปแล้วคนก็จำไม่ได้อยู่ดี อันนี้ก็ฝากไว้ด้วย ขอบพระคุณครับ