วิทยา แก้วภราดัย หารือความจำเป็นในการปฏิรูประบบการสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อรองรับสถานการณ์อุบัติภัยฉับพลัน โดยยกตัวอย่างประสบการณ์จริงจากเหตุน้ำท่วมใหญ่และสึนามิ ที่ทำให้เห็นชัดถึงข้อบกพร่องในการสื่อสารระหว่างพื้นที่ประสบภัยกับส่วนกลาง จนส่งผลให้การช่วยเหลือล่าช้า และเรียกร้องให้จัดระบบเครื่องมือสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ เฉพาะในกรณีภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น ดินถล่ม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว และสึนามิ เพื่อให้สามารถแจ้งเหตุ ประสานงาน และช่วยเหลือได้ทันท่วงที
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิทยา แก้วภราดัย นะครับ ขออนุญาตที่จะเสนอความเห็นต่อคณะกรรมาธิการในการมีส่วนร่วม ในการช่วยกันเพื่อปฏิรูปเครื่องมือการสื่อสารโทรคมนาคมในการสนับสนุนภารกิจ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ใจผมเองคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องบรรเทาสาธารณภัยนะครับ เพราะสาธารณภัยมันเป็นภัยหลายประเภทซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้การสารสนเทศ สารสนเทศ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในกรณีฉับพลันนะครับ ผมเข้าใจว่าภัยที่เราต้องจัดการ ก็คืออุบัติภัย คือภัยที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด แต่ถ้าภัยแบบน้ำท่วมภาคกลางที่ค่อย ๆ ทยอยมา อย่างนี้ ผมคิดว่าสารสนเทศคงใช้เครื่องมือจับทางดาวเทียมวิเคราะห์น้ำ มวลน้ำว่าจะท่วม ดอนเมืองหรือไม่ท่วมดอนเมืองอันนี้น่าจะแม่นกว่า แต่การใช้สารสนเทศผมมีประสบการณ์ เจอกับตัวเองจริง ๆ ในสถานการณ์จริง ๆ ผมคิดว่าภัยที่จะเกิดขึ้นฉับพลันภายในบ้านเมือง เรานะครับ ที่เราเจอกันมาแล้วก็ ๑. น้ำท่วมฉับพลันหรือดินถล่มนะครับ อันนี้ฉับพลันครับ แล้วก็ชุมชนแก้ตัวเองตั้งหลักไม่ได้ครับ ต้องได้รับการสนับสนุนจากข้างนอก กรณีไฟไหม้ อัคคีภัย กรณีแผ่นดินไหว ซึ่งเรายังไม่เคยโดนหนักไม่เป็นไรครับ แต่กรณีที่เราโดนมาครั้งใหญ่และเพื่อนสมาชิกพูดถึงบ่อยก็คือกรณีสึนามิ และกรณีสุดท้าย เกิดตั้งแต่ผมเด็ก ๆ คือพายุวาตภัยที่แหลมตะลุมพุก ท่านประธานครับ ในภาวะที่เกิดวิกฤต ที่เป็นอุบัติภัย ทั้งชุมชนได้รับผลกระทบหมด ไม่สามารถที่จะเอาชุมชนรับมือเองได้ ปี ๒๕๓๑ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ผมจะขึ้นเครื่องบินกลับไปจังหวัดนครศรีธรรมราช สมัยนั้น จังหวัดนครศรีธรรมราชยังไม่มีเครื่องบิน ต้องขึ้นเครื่องบินไปลงที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปถึงสนามบินดอนเมืองปรากฏว่าสนามบินจังหวัดสุราษฎร์ธานีปิด ข่าวบอกว่าน้ำท่วม เครื่องบินลงไม่ได้ ผมก็ต้องออกจากสนามบินดอนเมืองไปขึ้นรถทัวร์สายใต้กลับ เพราะรู้ว่า เวลาน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้นี่ประชาชนเขาเดือดร้อน อย่างน้อยเราก็เป็นกำลังใจให้เขาได้ ขึ้นรถทัวร์จากสายใต้ไปถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีตอนหกโมงเช้า ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีน้ำท่วม ในตลาดเต็มหมดแล้ว รถทัวร์จอดทิ้งผมที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าจังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่ได้ พวกผมกับผู้โดยสารต้องอาศัยรถเขามาได้ค่อนทาง มาถึงอำเภอกาญจนดิษฐ์ รถก็ไปไม่ได้อีก มีทางเดียวก็คือต้องหารถที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ ไปได้รถบรรทุกน้ำแข็งครับ รถหกล้อขนาดใหญ่ ก็นั่งกันไปตลอดทางฝนตกเปียกหมด ไปถึงได้ครึ่งทางก่อนเข้า จังหวัดนครศรีธรรมราชสะพานขาดครับ สะพานขาดก็ได้ชาวบ้านซึ่งกำลังชุลมุนวุ่นวายอยู่ เขาทำสายสลิง (Sling) เดินข้ามแม่น้ำอยู่ น้ำไหลเชี่ยวแรงมากครับก็เดินข้ามไป ตอนผมออกจาก กรุงเทพฯ ที่กรุงเทพฯ ไม่มีใครรู้ครับว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ฝนหนัก ๆ ภาคใต้ สนามบิน สุราษฎร์ธานีปิด ผมไปถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช วันที่ ๒๒ เวลาประมาณบ่ายสามโมงได้ ใช้เวลาเดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปจังหวัดนครศรีธรรมราช ระยะทาง ๑๐๐ กว่า กิโลเมตร ๗ ชั่วโมง ไปถึงชุลมุนวุ่นวายหมดแล้วทั้งจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้ เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบินขึ้นบินลงขนคนเจ็บมา ทางกรุงเทพฯ ครับ นายกรัฐมนตรี ชาติชาย ตอนนั้นผมดูทีวี (TV) อยู่ครับ ท่านยังให้สัมภาษณ์ครับว่ากำลังติดตามสถานการณ์ น้ำท่วมทางภาคใต้ รัฐบาลไม่รู้เรื่องครับ จังหวัดนครศรีธรรมราชขาดการติดต่อกับส่วนกลางไป ๓ วันเต็ม ๆ สมัยนั้นมือถือก็ยังใช้น้อย หน่วยงานเดียวที่สื่อสารแจ้งกรุงเทพฯ ได้ว่าเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช คือหน่วยงานทหารครับ ใช้วิทยุสื่อสาร รายงานเข้าส่วนกลาง ดินถล่มที่ตำบลกะทูน อำเภอพิปูน ประชาชนหายไปกับสายตา ๒๐๐ กว่าศพ ไม่มีใครรู้เลยครับในส่วนกลาง ผ่านไปวันที่ ๓ แล้วถึงจะรู้ว่าที่เกิดภัยพิบัติขึ้น ในแผ่นดินไทย จังหวัดนครศรีธรรมราชหายจากแผนที่จากการสื่อสารทั้งหมด ก็เป็นข้อที่ ผมคิดว่ารัฐนี้ระบบสื่อสารจำเป็นต้องดำเนินการ คิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ครับ วันนี้ ได้คณะกรรมาธิการมาเสนอก็ปรับท่านหน่อยว่าสาธารณภัยไม่เป็นไร แต่อุบัติภัยที่มา อย่างรวดเร็วฉับพลันเป็นเรื่องที่จะต้องได้รับการติดต่อสื่อสารอย่างรวดเร็ว ปี ๒๕๔๗ ผมกำลังจะขึ้นเครื่องบินกลับจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ดอนเมืองอีก ปรากฏว่ารอขึ้น เครื่องบินครับ เพื่อนที่จังหวัดภูเก็ตโทรศัพท์เข้ามาบอกว่าเกิดอะไรขึ้น ผมถามมีอะไร เขาบอกเขาอยู่บ้านบนเนินเขา คลื่นใหญ่มาก มาแล้ว มาอีกลูกหนึ่งแล้ว ๆ ผมก็ฟังภูเก็ต คลื่นใหญ่ ก็คงอย่างนั้นกระมัง ก็ขึ้นเครื่องบินไปลงจังหวัดนครศรีธรรมราช พอบ่ายสามโมง ระบบสื่อสารเราเริ่มดีขึ้น ปี ๒๕๔๗ มือถือเริ่มแพร่ขึ้นมา มีคนโทรศัพท์แจ้งว่าอดีตรัฐมนตรี บรม ตันเถียร จมน้ำตายที่พังงา ผมก็ออกจากจังหวัดนครศรีธรรมราชประมาณ ๓-๔ โมงเย็น วันนั้น ไปถึงโรงพยาบาลตะกั่วป่า ทั้งโรงพยาบาลคลาคล่ำไปด้วยทั้งฝรั่ง คนไทย เลือดแดง ติดตัวกันหมด เต็นท์กางอยู่หน้าโรงพยาบาลเต็มหมดแล้วครับ คนอยู่กันเต็มหมด ข่าวส่วนกลางไม่ออกเลยครับ ผมไปร่วมพิธีรดน้ำศพให้คุณบรม ตันเถียร เสร็จค้างที่นั่นคืนวันที่ ๒๖ วันที่ ๒๗ เช้ามืดครับ ผมก็ออกจากบ้านที่ไปอาศัยเขาอยู่ เพราะว่าญาติเขาหายไปคนหนึ่ง ก็ขับรถออกจากตัวเมืองพังงา ตัวเมืองตะกั่วป่า วิ่งจาก ตะกั่วป่าไปเพื่อไปทางบ้านน้ำเค็ม ระหว่างไปถึงบ้านน้ำเค็มทหาร ตำรวจเขาปิดทางไม่ให้เข้า บ้านน้ำเค็มแล้ว ก็มีโทรศัพท์จากกรุงเทพฯ ครับ ผมอยู่ในรถก็นั่งฟังวิทยุไปตลอดครับ กรมประชาสัมพันธ์บอกว่าเกิดคลื่นใหญ่ที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดพังงา มีประชาชนเสียชีวิต ๓๖ คน นั่นตอนแปดโมงเช้าแล้วนะครับ วันที่ ๒๗ รุ่งขึ้นจากสึนามิเกิดขึ้นแล้ว แล้วก็ สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยโทรศัพท์ไปสอบถามผม ผมบอกว่าเฉพาะที่ผมขับรถผ่านมา เห็นคนแบกศพ ตำรวจช่วยแบกศพกันทั้งหมด ผมว่าไม่ต่ำกว่าร้อยแล้ว แต่ผมเชื่อว่าจะมี คนตายเป็นพัน ระหว่างขับรถไปก็มีข่าวลือตลอดครับว่าสึนามิขึ้นอีกแล้ว ก็ต้องขับรถหนี ขึ้นไปบนภูเขาครับ ไปติดค้างอยู่ ๓-๔ ชั่วโมงกลับลงมา พอตอนเย็นก็ได้ทราบข่าวครับว่า ที่ภูเก็ตเริ่มทยอยขนศพไปแล้ว ไปไว้ที่วัดแล้ว และมีหมอผู้หญิงคนหนึ่งไปเที่ยวก้ม ๆ เงย ๆ ดูศพอยู่ ซึ่งทราบชื่อทีหลังว่าคุณหมอพรทิพย์ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ แล้วคนที่นั่นก็บอกว่า หมอประหลาดแกไม่กลัวอะไรเลย แกไปก้ม ๆ เงย ๆ ดูตรงนั้น แต่สิ่งที่ผมจะสะท้อนไม่ใช่ เรื่องหมอพรทิพย์ไปทุ่มเทที่นั่นนะครับ แต่สะท้อนว่าระบบของการเตือนภัยที่นั่น สึนามิขึ้น วันที่ ๒๖ ช่วงสาย วันที่ ๒๗ เช้าประเทศไทยยังไม่รู้ครับว่ามีคนตายเป็นพันเป็นหมื่น เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ระบบสารสนเทศครับที่ต้องจัดการ แต่บอกท่านได้เลยครับว่า ระบบสารสนเทศก็มีปัญหาถ้าระบบล่มทั้งหมด ล่มทั้งหมดเมื่อไรก็จบครับ ปี ๒๕๓๑ รัฐบาล นายกชาติชายรู้ว่าพิปูนเกิดดินถล่มจากวิทยุมือถือสื่อสารของกองทัพ ใช้เสาสูงส่งมา เป็นระยะ ๆ จากนครศรีธรรมราชจนมาถึงกองทัพ ปี ๒๕๔๗ มือถือมีทั่วไปหมดแล้วครับ นักข่าวยังโทรสัมภาษณ์ผมได้ แต่รัฐบาลส่วนกลางยังไม่รู้ครับว่ามันเกิดภัยพิบัติหนัก ขนาดไหน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเสนอเป็นข้อมูลประกอบกับคณะกรรมาธิการนะครับ เพื่อที่จะได้ปรับดูนะครับว่าระบบที่ท่านจะใช้เวลาเกิดภัยจริง ๆ มันไม่สามารถช่วยเหลือ ตัวเองได้เลยครับ ทุกคนอ่อนแอหมด หมดกำลังครับ คนภูเก็ต คนพังงาช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องขนคนจากสุราษฎร์ธานี จากนครศรีธรรมราชไปช่วย น้ำท่วมที่นครศรีธรรมราชจะใช้คน ขนข้าวสารแจก กำลังคนก็ไม่พอครับ เพราะฉะนั้นนอกจากการใช้ระบบสารสนเทศแล้ว ต้องสามารถสนธิกำลังจากส่วนอื่นเข้าไปสนับสนุนได้ด้วย จึงขออนุญาตที่จะแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับทางคณะกรรมาธิการครับ ขอขอบพระคุณครับ