นิกร จำนง แสดงความกังวลต่อการจัดตั้งกรรมาธิการที่รวมเรื่องกีฬา การศึกษา และศิลปะ ซึ่งมองว่าเป็นประเด็นต่างธรรมชาติที่ไม่อาจบูรณาการได้ง่าย พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงจากการแทรกแซงหลักสูตรการศึกษา โดยเฉพาะการรวมศาสนา วัฒนธรรม และคุณธรรมเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจกระทบต่อเด็กและขัดกับหลักศรัทธา โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้ จึงเรียกร้องให้พิจารณาแยกแยะประเด็นอย่างรอบคอบและระมัดระวังต่อคุณค่าและความเชื่อที่หลากหลาย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิกหมายเลข ๗๙ ที่จริงแล้วเรื่องนี้ผมดูเดิมเป็นเรื่องเกี่ยวกับกีฬา ก็ตั้งใจว่าวันนี้พักนี้ จะพยายามอภิปรายให้น้อยนะครับ ไม่ได้เตรียมการอะไร แต่พอมาฟังมาดูมาอ่านแล้ว มีความกังวลมาก ก็คืออภิปรายด้วยความกังวล ผมเคยไปทำงานอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ ประมาณสัก ๔ ปี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการชุดท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ท่านอาจารย์ชุมพล ช่วงนั้นนะครับ ก็ได้ศึกษางานทางด้านการศึกษาอยู่บ้างนะครับ แต่ที่มากกว่านั้นก็คือว่าผมจะเป็นคนที่สนใจเรื่องปรัชญาอะไรต่าง ๆ นี่มาก สนใจเรื่องเหล่านี้ มากทีเดียว จะอยู่ในเส้นทางตรงนี้ชอบคิดชอบอะไรไปอยู่เรื่อย ๆ ผมมาดูเรื่องนี้แล้วผมก็เป็น กังวลมากว่าเรากำลังจะทำอะไรนะครับ ต้องขออนุญาตท่านกรรมาธิการว่าจะขออภิปราย โดยไม่ได้เตรียมการ แต่ว่าด้วยความกังวลจริง ๆ ผลที่จะได้ตรงนี้ก็คือว่าเรากำลังจะให้ นักเรียนระดับประถมศึกษา ผมไปที่ปลายทางเลยนะครับ ได้เรียนรู้ในห้องเรียนและ นอกห้องเรียนอย่างมีความสุข นักเรียนได้รับการปลูกฝังเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีความภาคภูมิใจในประเทศชาติ นักเรียนเติบโตเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นกำลังในการพัฒนาบ้านเมือง เป็นนามธรรม ผลลัพธ์เป็น นามธรรม จะเรียกว่าเป็นเอาต์คัม (Outcome) ก็ไม่ได้ คือเรากำลังจะมีนโยบายทำให้ คนเป็นคนดี ประเด็นที่ผมอยากจะทวนเรื่องนี้ก็คือว่า เรื่องนี้จริง ๆ มันคงเป็นความผิดพลาด เมื่อกี้ท่านวิทยาบอกว่าไม่ใช่เป็นความผิดพลาด ผมก็บอกเป็นความผิดพลาดในการเขียน ข้อบังคับ ตอนที่เราเขียนข้อบังคับเราล้อไปตามรัฐธรรมนูญมี ๑๐ ด้านนะครับ แล้วตอนนั้นก็ มีท่านสมาชิกให้ความเห็นว่าอยากจะตั้งกรรมาธิการกีฬาเพราะมีการทำต่อเนื่องมา แต่สุดท้ายมันไม่มีที่ลง พอไม่มีที่ลงก็เลยไปอยู่ในหัวข้อ เพราะเรากำหนดว่ากรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ ตอนที่เราเขียนข้อบังคับ ผมย้อนไปถึงต้นทางเลยนะครับ ให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ ตามนโยบายรัฐบาลก็คือมี ๑๐ ข้อ แล้วก็ด้านอื่น ๆ ก็เติมว่ามีด้านอื่น ๆ อยู่ด้วย ที่สามารถจะทำได้ ตอนนั้นคุยกัน ล็อบบี (Lobby) กันตามสมควรทีเดียวในที่ประชุมผมเป็น กรรมาธิการอยู่ด้วย แล้วก็มีความเห็น ๒ อย่างว่าพอเราคุยกันระหว่างนั้น ถ้าท่านประธาน จำได้เราจะมีการทำเวิร์กชอป (Workshop) กัน ตอนทำเวิร์กชอป (Workshop) ข้อสรุปก็คือ เรื่องคอร์รัปชันเป็นอันดับหนึ่ง เราก็เลยตกลงกันว่าจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะเดียว ตามข้อบังคับคือคอร์รัปชัน เพื่อสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและจาก เวิร์กชอป (Workshop) และตรงนั้นก็คุยกัน แล้วก็เอาความเห็นของ สปช. ที่ว่าเราต้องทำตาม สปช. มีหลายเรื่องมาก รวมกันมาเป็นกรรมาธิการชุดนี้ เรากังวลใจ ผมนี่กังวลใจตั้งแต่ต้น เพราะว่าเรื่องบางเรื่อง ในกรรมาธิการชุดนี้เป็นเรื่องที่เคล้ากันไม่ได้ ไม่สามารถจะเอามาบดและหลอมเป็น อันเดียวได้เลย มันต่างกรรมต่างวาระ และถ้าเราสังเกตว่า ผมไม่ได้ไปก้าวก่ายในเรื่องงาน ของท่านกรรมาธิการ แต่ว่าเราจะเน้นไปเรื่องกีฬาเป็นหลัก ประเด็นขณะนี้เรากำลังมาวาง หลักการเรื่องหลักสูตรในกระทรวงศึกษาธิการ คำถามก็คือว่าได้คุยกับกระทรวงศึกษาธิการ หรือยัง ไม่ใช่คุยกับกรรมาธิการการศึกษานะครับ เพราะว่าผมเองอยากจะเรียนว่าตอนที่เราทำ ท่านประธานคงจำได้ว่าตอนที่เราทำเอ็มโอยู (MOU) กับกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนหน้านี้ ทำไมต้องทำเอ็มโอยู (MOU) เพราะว่าเราเสนอเข้าไปโดยให้ท่านสมาชิกท่านกอบกุลไปคุย แล้วก็หลักสูตรมีอยู่แล้วเรื่องสวีโรด (SweRoad) ทำไว้เดิม ก็เรื่องโรดเซฟตี (Road safety) สำหรับเด็กตั้งแต่ประถมมีอยู่ครบหมด เอาไปเสนอไม่ทันเพราะว่าการตัดสินใจเรื่องหลักสูตร ไปแล้ว เราไม่มีทางเลือกทางอื่นก็เลยต้องไปหาท่านรัฐมนตรีแล้วก็คุยกันทำเอ็มโอยู (MOU) เพื่อจะได้เซ็น เพื่อจะได้ผูกว่าให้ทำกันต่อไปเพราะว่ามันเลยไปแล้ว เพราะฉะนั้นหลักสูตร ของเด็กเป็นเรื่องที่ซีเรียส (Serious) มาก เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากเหลือเกิน คือถ้าเราทำกัน เรื่องความไม่ปลอดภัยที่เราคุยกันเมื่อเช้า ให้ไฟไหม้ ให้มีแผ่นดินถล่มเป็นเรื่องของผู้ใหญ่เรา เราสู้กันไปได้ แต่การที่ไปเขียนอะไรเพื่อมีผลกับเด็กอันตรายมาก และละเอียดอ่อนมาก เกินกว่าที่จะให้ผ่านเลยไปได้ เราไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดผลอะไร ผมเรียนก็ได้ว่าจริง ๆ แล้วที่ผม บอกว่ามันเคล้ากันไม่ได้ เหมือนกีฬากับศิลปะ เหมือนกระทรวงที่เราตั้งเหมือนกันนะครับ กีฬาจะเป็นหยาง มันเป็นเรื่องความแข็งแกร่ง เป็นเรื่องอะไร ศิลปะผมเอาแค่กีฬากับศิลปะ กับหยิน คนละอย่างเลย ท่านสังเกตว่าผมนี่ผมเล่นดนตรี ผมไม่เล่นกีฬา คนที่เล่นกีฬา จะไม่ค่อยเล่นดนตรี คนที่เล่นดนตรีก็จะไม่ค่อยเล่นกีฬา อาจจะเป็นเขานอนดึกอะไร ก็แล้วแต่ แต่มันเป็นลักษณะของหยินกับหยาง ความต่างกันของบุคคล เพราะฉะนั้น เราไม่มีทางที่จะสามารถทำให้คนที่เล่นดนตรีมีความสามารถทางด้านศิลปะไปทำเรื่องกีฬา ได้ดีเลย ทำไม่ได้เพราะมันเป็นสมองคนละปีก เป็นลักษณะคนละอย่างกัน แต่นี่เรากำลังมา ทำหลักสูตรวางรวมลงไปเป็นเมลติงพอต (Melting Pot) เราจะมาหลอมลงในหม้อเดียวกัน ไม่ได้ นี่เฉพาะเรื่องกีฬากับศิลปะที่เป็นของที่ต่างกันคนละอย่างกันเลย ต้องแยกกันดูนะครับ คนอีกแบบหนึ่งกับอีกแบบหนึ่งจะต่างกันมากนะครับ แต่พอเราลึกเข้าไปอีกเรื่องคุณธรรม นี่เมื่อกี้ยังเป็นเรื่องที่อยู่ภายนอกที่เข้ามาตัวมนุษย์ได้ เรียนรู้ได้ เรียนรู้ว่าควรจะออกแบบ วิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นอย่างนี้ ศิลปะต้องเขียนอย่างนี้ ต้องลายเส้นอย่างนี้ ฟอร์ม (Form) อย่างนี้ สเปซ (Space) อย่างนี้ สีเป็นอย่างนี้ พอมาถึงคุณธรรมเรากำลังก้าวเหนือขึ้นไปอีก ชั้นหนึ่งมันเป็นเรื่องของจิตใจ เรื่องคุณธรรม จริยธรรม มันเป็นเรื่องที่มนุษย์เรียนรู้ ด้วยตนเอง มันเป็นเรื่องที่สอนกันไม่ได้ ถ้าเป็นเรื่องการศึกษามันก็ไปสู่ระดับของต้นร่างของ การศึกษาคือเอดูโค (Educo) มาจากภาษาละตินที่บอกว่า เป็นการเรียนรู้จากภายใน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เรียนรู้ด้วยตนเองไม่สามารถจะสอนได้ ไม่สามารถจะชี้นำได้เลย มันเป็นเรื่องของหลายอย่าง พ่อแม่บ้าง สังคมที่กล่อมเกลาเขา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ตัวหิ้ว ตัวที่ประคองไว้คือศาสนา ของท่านมีศาสนาเข้ามาอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในกรรมาธิการชุดนี้ ยิ่งละเอียดเข้าไปใหญ่ ศาสนาผมอยากจะเรียนว่าเป็นตัวส่งเสริมทำให้เกิดคุณธรรมและ จริยธรรม นี่เรากำลังลึกเข้าไปสู่ชั้นที่เหนือขึ้นไปอีกแล้ว เหนือกว่ากีฬา กีฬาคือเป็นเรื่องที่ผม ไม่ได้บอกว่าหยาบ แต่เป็นเรื่องที่ศิลปะก็เป็นเรื่องที่ละเอียดขึ้นมาอีก คุณธรรม จริยธรรม ละเอียด ทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นเรื่องศาสนา ศาสนาท่านประธานครับ ผมเองทำเรื่องศาสนา ผมอยู่ที่ภาคใต้ ผมอยากจะเรียนว่ามันมีรายละเอียดบางอย่างที่ครูไม่อาจจะสอนเขาได้ ผมเองเหมือนจะเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่าเคยเข้าไปหาพระพุทธทาส พาลูกเล็ก ๆ คนโตที่ยัง เด็กมากไปที่ไชยาแล้วก็ไปกราบท่าน ท่านก็กำลังเลี้ยงไก่อยู่ ข้างหลังท่านก็มีต้นมะพร้าว นาฬิเกร์ที่หมายถึงอยู่ในวัฏสงสาร ทุกอย่างเป็นปริศนาธรรมหมด ผมก็ไปกราบท่าน แล้วเรียนท่านว่า ท่านครับ สังคมปัจจุบันซับซ้อนมาก ผมจะสอนลูกผมให้เป็นพุทธที่ดีได้ อย่างไร ท่านก็หันมายิ้มแล้วก็บอกว่า แล้วพ่อมันรู้หรือยังว่าเป็นพุทธที่ดีอย่างไร นี่คือพุทธ ซับซ้อนมาก คือมันเป็นเรื่องคำพูดของท่านเป็นปริศนาธรรมให้พ่อ ซึ่งเป็นผมรู้ว่าวิธีที่จะสอน ลูกให้เป็นพุทธที่ดีได้ คือตัวเองต้องเรียนรู้ความเป็นพุทธที่ดีก่อนถึงจะสอนได้ เรากำลังจะมา สอนเด็กให้เป็นพุทธที่ดีได้อย่างไร
อีกประเด็นหนึ่ง ศาสนาอิสลาม ผมเองตั้งแต่เป็น ส.ส. มา ผมไม่เคยเป็น กรรมาธิการศาสนาอิสลามเลย หมายถึงไม่ว่าจะทำอะไร ผมคิดว่าผมรู้ไม่จริง ผมไม่กล้า แล้วก็มีอยู่เรื่องหนึ่ง มีอยู่คราวหนึ่งขออนุญาตท่านประธานเรื่องเวลานิดเดียวนะครับ มีการคุยกันว่าจะมีการบังคับให้เรียนเป็นหลักสูตร หมายความว่า เรียนเป็นภาคบังคับ ก็มีความ แย้งในศาสนาอิสลามขึ้นมา ส.ส. ที่เป็นอิสลามว่าเราบังคับเป็นปี ผมก็จะให้ท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ตอนนั้นผมไม่ได้เป็น ส.ส. ท่านสมศักดิ์เป็น ส.ส. จะไปอภิปรายเรื่องนี้ บอกว่าอย่างในอิสลาม ถ้าหากว่าผู้หญิงมีประจำเดือน เด็กมีประจำเดือนก็สามารถจะมี สามีได้ ก็ไม่ต้องเรียนแล้ว ผมยังคุยกับท่านสมศักดิ์ว่าไปพูดอย่างนี้เลยว่า ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ธรรมชาติจะเป็นคนบอก ไม่ใช่ว่าเราไปออกกฎหมายบังคับว่าให้เขาเรียนเมื่อไร ไม่เรียน เมื่อไร ไปบังคับแบบนี้มันผิดหลักศาสนาเขา ส.ส. กูเฮง ยาวอหะซัน ซึ่งนั่งข้าง ๆ มาบอกว่า ท่านครับ ท่านจะพูดแบบนั้นไม่ได้ครับ แย้งผม ผมถามว่า ทำไมกูเฮง ก็เราคิดว่าเราใจกว้าง มากแล้วขึ้นอยู่กับธรรมชาติ อดีต ส.ส. กูเฮงบอกว่า ในอิสลามไม่มีธรรมชาติครับ ท่านประธานลองนึกดูว่ามันละเอียดซับซ้อนขนาดไหน ไม่มีธรรมชาติ หมายความว่า พระเจ้า เป็นคนบอก เป็นคนให้ ไม่มีธรรมชาติ เราเข้าใจว่าธรรมชาตินี่ลึกแล้ว เราเก่งแล้ว ดีแล้ว เรื่องเหล่านี้ละเอียดมากเหลือเกิน เกินกว่าที่เราจะไปวางกรอบ แล้วก็สุดท้าย ถ้าเราไปเป็น หลักสูตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือที่ไหน สมมุติเรามีการเรียนการสอนศาสนา เราจะไปสอนศาสนาพุทธกับอิสลามกันอย่างไรที่จะไม่ให้มีปัญหา
ในอดีตมามีการเอาพระพุทธรูปเข้าโรงเรียนมาระยะหนึ่ง แก้กันเป็นสิบปี กว่าจะแก้ตก ท่านประธานก็ทราบดีว่าปัญหาตรงนี้มันมีอยู่จริง เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องที่ ละเอียดจริง ๆ ผมก็เลยอยากจะเรียนว่าทั้งหมดเรามีกีฬา ศิลปะ คุณธรรม จริยธรรม ศาสนา เรามีอยู่ครบแล้ว เรามีวัฒนธรรม วัฒนธรรมไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะสอนได้ มันเป็นเรื่องที่ออกมาเอง เป็นเอาต์พุต (Output) จากบุคคล จากผู้คนในสังคม เราจะไปสอนอย่างไร เรื่องวัฒนธรรม มันเป็นสิ่งที่ออกมาเองจากสิ่งที่เขาเป็นคนดีเขาเป็นคนไทย สิ่งเหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้น ผมขอฝากตรงนี้ว่าเรื่องนี้ท่านอย่าเดินหน้าไปเลย ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้มากพอที่จะเรียน และผมจะหาความรู้มาจะเขียนเป็นเปลาะ ๆ จะอภิปรายเป็นเปลาะ ๆ แต่ผมกังวลมากว่า สิ่งที่เรากำลังจะทำ เรากำลังจะทำกับเด็ก ๆ และถ้ามันเกิดผิดพลาด เราไปเคล้าแบบนี้ คือให้เขาทานยาแบบวิตามินรวมยังไม่ได้ มันอันตรายกับเขาแล้วถ้าเราไปคุยกันแล้วมันจะ ผ่านกันไปอย่างไร ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร เรากำลังจะมากำหนดว่าให้เรียน มากขึ้น แล้วก็เพิ่มอย่างโน้นอย่างนี้มันหยาบเกินไปสำหรับเรื่องที่ละเอียดแบบนี้ มันเป็นเรื่อง ที่ให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเองต่าง ๆ ก็กราบเรียนไว้ว่า จริง ๆ แล้วผมไม่เคยขอด้วยความเกรงใจว่า เอาเรื่องที่เข้ามาไปทำอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ผมจะขอ เพราะผมเห็นว่ามันซีเรียส (Serious) เกินไปที่จะให้ผ่านออกไปได้ เราไม่รู้เลยว่าการที่ว่าเราทำเรื่องนี้ขึ้นมาให้ครบตามชื่อ คณะกรรมาธิการ เอามาเคล้ารวมกันท่านแยกเป็นส่วน ๆ ดีกว่า กีฬาก็กีฬาไป เรื่องอื่นก็เรื่องอื่นไป ศาสนาก็ให้วัดกับมัสยิดเขาว่าไป ให้โบสถ์ว่าไป เราอย่ามาทำอยู่ในนี้เลยมันสุ่มเสี่ยงเกินไปที่ จะทำให้เด็ก ๆ ของเราต้องมีปัญหาโดยที่เราไม่รู้ตัว ก็นำเรียนเป็นข้อคิดเห็นด้วยความจริงใจ จริง ๆ และด้วยความเกรงใจด้วยครับ กราบเรียนด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ