เลิศรัตน์ เสนอปฏิรูปการเรียน-การรับเข้าศึกษา สร้างโอกาสเท่าเทียม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๔ · ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือการปรับปรุงการเรียนการสอนในระดับประถมและมัธยมศึกษา โดยเน้นปัญหาการพึ่งพากวดวิชาและความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส พร้อมเสนอให้เพิ่มเวลาเรียนวิชาศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา และกีฬา เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน และเสนอแนวทางการรับนักศึกษาใหม่โดยยกเลิกระบบแอดมิชันกลาง หันมาพิจารณาผลการเรียน คุณสมบัติส่วนตัว และกิจกรรมเสริม คล้ายระบบในสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนจากทุกภูมิหลังได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่ออย่างเท่าเทียมกัน

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับ การปรับปรุงการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่คณะกรรมาธิการได้ เสนอในประเด็นที่ได้มีผู้อภิปรายมา ๕ ท่านแล้วนะครับ ก็ให้ข้อสังเกตในเรื่องต่าง ๆ ที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ ในส่วนผมเองก็อยากจะมองในมุมหนึ่งที่ได้ยินได้รับทราบมา

ประเด็นแรกก่อนคือกรรมาธิการได้ศึกษาสภาพการเรียนการสอนในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับมัธยมศึกษาว่ามีปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งปัญหาที่สำคัญก็คือปัญหา เรื่องของการที่จะเตรียมตัวเพื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาต่อไป ซึ่งส่วนหนึ่งของนักเรียน ก็จะไปตรงนั้น อีกส่วนหนึ่งก็อาจจะไม่ได้ไป เพราะฉะนั้นการจะไปเรียนระดับอุดมศึกษาหรือ ระดับมหาวิทยาลัยนั้นก็ต้องมีการเตรียมตัว กรรมาธิการก็ไปค้นพบว่าต้องมีการไปติวไปเรียน กวดวิชา บางคนไม่มีเงินมีทองหรือมีความเสียเปรียบได้เปรียบ การสอบก็สอบกันหลายเดือน ทำให้ขาดความสนใจในการเรียน ซ้ำร้ายระยะหลังนี้ก็ยกเว้นใน ๓ สาระวิชาที่เกี่ยวข้อง ที่เรากำลังพูดถึงนี่ ไม่ต้องอยู่ในข้อสอบกลาง เนื่องจากว่าไม่ได้มาตรฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็จึงเป็นประเด็นที่เป็นสภาพปัจจุบันที่กรรมาธิการได้ศึกษามา แล้วจึงมีข้อเสนอว่า ควรจะเพิ่มเวลาเรียนในวิชาศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา และกีฬา ให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะสร้าง เด็กให้เป็นเด็กดี ให้เป็นคนดี ซึ่งแน่นอนครับสิ่งเหล่านี้มันสร้างให้คนเป็นคนดีแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมต่าง ๆ ศาสนาหรือกีฬา ซึ่งท่านประธานท่านเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาของประเทศหมายเลข ๑ อยู่แล้ว ที่ผมจะเรียนคือว่าเมื่อ ๒ วันนี้ก็มีข่าว ออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นข่าวที่ผมคิดว่ามีผลต่อข้อเสนอนี้เป็นอย่างยิ่ง คือการประชุมของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกับผู้บริหารระดับสูงอีก ๕-๖ หน่วยงาน แล้วมติของที่ประชุมคือว่าจะยกเลิกแอดมิสชัน (Admission) กลาง ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๑ เป็นต้นไป ไม่ใช่แค่เรื่องการสอบพวกแกต (GAT) กับแพต (PAT) ออกไปนะครับ ให้เป็นหลังการจบการเรียนภาคสุดท้ายของ ม. ๖ แล้ว ยังให้ยกเลิกแอดมิสชัน (Admission) กลางด้วย การสอบแอดมิสชัน (Admission) กลางด้วย โดยจะตั้งเป็นคณะกรรมการ ประสานงานระหว่างสถาบันอุดมศึกษาขึ้นมา ให้เด็กที่จะเข้าเรียนสมัครตรงเลือก ๒ แห่ง จากนั้นแต่ละแห่งก็ไปพิจารณาถึงคุณสมบัติของเด็ก ถ้ารับก็มาประชุมประสานงานกันว่ารับ แล้วตรงนี้อีกอันหนึ่งไม่ต้องรับ หรืออันหนึ่งไม่รับ อันสองรับหรือเปล่า ถ้ายังไม่รับก็ให้ยื่น สมัครใหม่เพิ่มเติม เป็นลักษณะของการสมัครตรงต่อมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังมีการประสานงาน ระหว่างมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะให้แต่ละมหาวิทยาลัยได้รับเด็กจนครบถ้วน เพราะฉะนั้น เด็กอาจจะสมัครเป็นครั้งที่ ๒ ถ้าครั้งที่ ๑ สมัครไปแล้วไม่ได้ การสมัครเรียนแบบนี้จะตัด ข้อสอบแอดมิสชัน (Admission) กลางออก โดยพิจารณาการสอบ อาจจะยังมีการสอบ ในเรื่องของวิชาบางวิชา เช่น จีเอที (GAT) หรือพีเอที (PAT) อยู่ แล้วก็พิจารณาผลการศึกษา ของเด็กคือจีพีอาร์ (GPR) หรือจีพีเอ (GPA) ที่เรียนมาในระดับมัธยมศึกษา พิจารณาถึง คุณสมบัติอื่น ๆ เพื่อที่จะให้ทางมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งนั้นตัดสินใจว่าจะรับเด็กคนใดหรือไม่ วิธีการรับนักศึกษาแบบนี้มันจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่กรรมาธิการได้พูดถึง ที่หลาย ๆ ท่านได้พูดถึง แล้วก็สอดคล้องกับที่ท่านคุณหมออำพลนะครับ ผมขอเอ่ยนาม ได้พูดถึงการรับนักเรียน ในบางแห่งนั้น ผมเองเป็นนักเรียนอเมริกา เรียนที่นั่น ๘ ปี การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในสหรัฐอเมริกาทั้งระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก เขามีข้อสอบกลางจริง ถ้าสอบเข้าปริญญาโทก็สอบจีอาร์อี (GRE) หรือสอบจีแมตช์ (G-match) มีโทเฟล (TOEFL) ระดับปริญญาตรี แล้วก็มีวิชาคล้าย ๆ กับโอเน็ต (O-NET) ของเรา แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เป็นเพียงแค่ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับสมัครของ มหาวิทยาลัย เขาพิจารณาประเด็นอื่น ๆ เขาพิจารณาผลการศึกษาของมหาวิทยาลัย ของระดับ ถ้าจะเรียนโทเขาก็ดูระดับปริญญาตรีว่าเราเรียนมาเป็นอย่างไร การพิจารณา เขาพิจารณาเปรียบเทียบเป็นรีเลทิฟ (Relative) คือว่านักเรียน ๑๐๐ คน เราเรียน เป็นที่เท่าไร เขาบอกว่าถ้าเผื่อไม่ถึงทอปไฟว์ (Top Five) ไม่ต้องมาสมัครมหาวิทยาลัยแห่งนี้ นี่เป็น ตัวอย่างนะครับ เขาไม่ได้มองว่ามหาวิทยาลัยแห่งไหนดีกว่าใคร เขามองว่าเรานี่เป็นคน อย่างไรในชั้นเรียนในโรงเรียนที่เราเรียน แล้วเขาก็ไปดูจดหมายเรกคอมเมนเดชัน (Recommendation) ที่เราได้มาจากครูอาจารย์ จากผู้ที่เกี่ยวข้อง อันนั้นมันก็จะบ่งบอกถึง อุปนิสัย ถึงความเป็นคนของเราว่าเราเป็นคนที่เหมาะไหม เขาดูกิจกรรมพิเศษที่เรียกว่า เอกซ์ตร้าเคอริคูลัม (Extra Curriculum) พวกกีฬา เป็นนักกีฬา เป็นนักเล่นดนตรี เปียโน (Piano) เป็นนักเขียน นักวาดภาพอะไรหรือไม่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกประมวลเข้ามาแล้วก็ ประกาศว่าปีนี้มหาวิทยาลัยคณะนี้จะรับใคร มันเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยเล็ก ๆ เข้าเรียนได้ ถ้าเราเป็นครีม (Cream) ของคอลเลจ (College) เล็ก ๆ เราสามารถเข้าเรียนอะไรก็ได้ ผมสมัครเข้าได้ทุกแห่ง ผมก็เรียนจากมหาวิทยาลัยที่จาก คอลเลจ (College) ที่ไม่ใหญ่นักนะครับ ก็เพราะเราเรียนดีที่สุดในโรงเรียนมันก็สามารถไป ได้ที่ไหนก็ได้ อย่างเช่นที่อาจารย์บางท่านได้พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ในการอภิปราย เพราะฉะนั้น การรับสมัครเด็กก็ควรจะปรับเปลี่ยน อย่างวิธีที่เป็นมติของกระทรวงศึกษาธิการที่เพิ่งผ่านมา ซึ่งจะทำให้เราก็ลดความกดดันกับเด็กลง แล้วก็ทำให้เด็กหันมาให้ความสนใจในวิชา ที่ทางกรรมาธิการได้พูดถึงว่า เด็กไม่ค่อยสนใจเพราะไม่ได้ถูกนำไปใช้วัดผลในการสอบเข้า และเราก็สามารถที่จะเติมเต็มในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยการสอนนอกเวลาที่ขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการก็มีนโยบายอยู่แล้วนะครับ แต่แน่นอนจำนวนชั่วโมงที่ท่านจะเพิ่มเข้าไป ในแต่ละระดับชั้น ในแต่ละวิชานั้นจะมากจะน้อยเพียงใดผมเองคงจะไม่สามารถไปพิจารณา แทนท่านได้นะครับ แต่ก็เห็นด้วยว่าทุกวิชานั้นมีความสำคัญเท่า ๆ กัน การเรียนของคนนั้น ของนักเรียน ของนักศึกษานั้นไม่ได้เรียนเพื่อจะไปเอาวิชานั้นไปประกอบอาชีพเสียทีเดียว แต่เรียนเพื่อการสร้างความเป็นคน สร้างสติปัญญา สร้างทักษะในการคิดในการวิเคราะห์ คนไทยที่จบมาจากมหาวิทยาลัยผมว่าเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ที่ทำงานในสิ่งที่เขาไม่ได้เรียน มานะครับ เอนจิเนียร์ (Engineer) นี่เยอะแยะเลย เป็นหมอที่ไปเป็นนักบริหารการเงินที่เก่ง ไปดูสิครับ ระดับรัฐมนตรีที่บริหารกระทรวงการคลังทั้งหลายจบวิศวะทั้งนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นการเรียนการสอนจะเป็นเรื่องของการสร้างทักษะ สร้างไอคิว (IQ) เอคิว (AQ) อีคิว (EQ) ทั้งหลาย การปรับหลักสูตรให้เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณา แต่ว่าที่นี่ก็ไม่ใช่ เป็นที่สุดท้ายนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราส่งออกไปได้ ก็ยังมีอีกหลายด่านที่เขาจะเอาไป พิจารณาร่วมกันว่าถ้าจะปรับเพิ่มตรงนี้ลดตรงนั้น แล้วขณะนี้จะมีนโยบายเปลี่ยนในระดับ การรับนักศึกษาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วจะสอดคล้องกันอย่างไรต่าง ๆ ผมเองก็ยังสนับสนุน ข้อเสนอของกรรมาธิการ แต่ถ้าหากจะนำข้อคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปราย ไปปรับเปลี่ยนให้ดูเหมาะสมขึ้น แล้วก็มีความเป็นไปได้ อย่างที่บอกว่าให้กระทรวง ทบวง กรม ตั้งงบประมาณอย่างนี้ อันนี้ก็ต้องไปคิดอีกนิดหนึ่งนะครับ บอกกระทรวงกีฬาตั้งงบประมาณ ไปสอนหนังสือเด็กอย่างนี้นะครับ กระทรวงวัฒนธรรมตั้งงบประมาณไปสอนวัฒนธรรมเด็ก อย่าลืมว่าสถาบันการศึกษา ประถม มัธยม มีตั้ง ๓๐,๐๐๐ กว่าแห่งนะครับ มันก็ไม่ใช่ง่าย จะต้องให้เงินกระทรวงวัฒนธรรมเท่าไรเพื่อจะไปสอนวิชาศิลปะ วัฒนธรรมกับเด็ก ๓๐,๐๐๐ กว่าแห่งนี่ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องจัดระบบให้ชัดเจนขึ้น ให้มันทำได้นะครับ เพราะถ้าไปอนุมัติกันอย่างนั้น อีกหน่อยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็จะมีงบประมาณ เป็นหมื่นล้านกับเขาบ้างละ แข่งกับกระทรวงศึกษาธิการล่ะ เพราะฉันมีหน้าที่สอนทั้งกีฬา และการท่องเที่ยวให้กับเด็กนะครับ ก็ขอฝากเป็นข้อสังเกตครับ แต่ในภาพรวมผมก็คิดว่า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งแล้วก็ผมสนับสนุนครับ ขอบพระคุณครับ