เฉลิมชัย เครืองาม ยกตัวอย่างเด็กชายผู้มีความกตัญญูที่ได้รับรางวัลคนดีประเทศไทย เพื่อชี้ให้เห็นว่าความดีเกิดจากคุณธรรมภายใน ไม่ขึ้นอยู่กับอายุหรือการศึกษา และเรียกร้องให้ส่งเสริมการพัฒนาเด็กให้เติบโตเป็นคนดีอย่างแท้จริง พร้อมเน้นความสำคัญของการสมดุลระหว่างการเคลื่อนไหวร่างกายและการเจริญสติ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายใจและภูมิคุ้มกันทางจิตในยุคที่วิถีชีวิตสมัยใหม่ส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ เดิมทีก็ไม่ได้เตรียมไว้ที่จะอภิปรายเนื่องจาก ปวดฟันอยู่ แต่ในที่สุดตัดสินใจที่จะกินยาแก้ปวดแล้วก็ขออนุญาตมีส่วนร่วมด้วย เพราะว่า ยิ่งได้ฟังประเด็นต่าง ๆ ก็มันก็ยิ่งแตกออกไปเป็นประเด็นที่กระจัดกระจาย แล้วก็เห็นว่า ทุกประเด็นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก วันนี้จริง ๆ แล้วเรื่องที่เสนอเข้ามาให้เราอภิปราย กันนั้นเอกสารนิดเดียวครับ หนา ๑๗ หน้าแค่นั้นเอง แต่ผมอ่านดูแล้วและพยายามคิดตามไป ผมบอกว่า โอ้โฮเรื่องนี้เรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ใหญ่เกินกว่าเอกสารแค่ ๑๗ หน้า ผมจัดให้เป็นวาระแห่งชาติได้เลยท่านประธานครับ สาเหตุก็เพราะว่าคีย์เวิร์ด (Keyword) ของชื่อเรื่องที่ท่านทำเสนอเข้ามานี่ จุด จุด จุด และลงท้ายด้วยคำว่า เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็น คนดี คีย์เวิร์ด (Keyword) อยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะอภิปรายนี้ ผมจะไม่อภิปรายนอกเหนือไปจากคีย์เวิร์ด (Keyword) คำว่า เพื่อให้เด็กเป็นคนดี เพราะมันจะไปสู่การปฏิรูปการศึกษา ซึ่งวันนี้เราคงจะไม่ได้พูดเรื่องปฏิรูปการศึกษา ท่านประธานครับ ชื่อของกรรมาธิการนี่ผมเคยอภิปรายไว้ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เป็น ๖ หัวข้อย่อย ๖ หัวข้อย่อยนี้เปรียบเสมือนห่วง ๖ ห่วงที่คล้องไว้ด้วยกันคือ กีฬา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม คุณธรรม และจริยธรรม ทั้งหมดนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากเป็นประเด็นที่สามารถ ชี้ซ้ายชี้ขวา ชี้ทิศชี้ทางของการพัฒนาการของเด็กได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่ก่อนอนุบาลเลย เพราะมีคำว่า กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้นเราลองมาดูอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เปลี่ยนอารมณ์นิดหนึ่งครับท่านประธาน ผมอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับวันเสาร์ และวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง มีสิ่งที่น่าปลาบปลื้มใจและน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีการมอบรางวัลเด็กดีประเทศไทย โดยมูลนิธิเด็กดีประเทศไทย อุปถัมภ์ โดยซีพี ออลล์ แล้วก็มีสปอนเซอร์ (Sponsor) อีกหลายราย เด็กที่สมควรที่จะได้รับการเชิดชู ในสภาแห่งนี้ในวันนี้เพื่อให้สอดคล้องกับคำว่า เพื่อเน้นให้เด็กเป็นคนดี คือเด็กชายธีรพัฒน์ วงษ์บุญมี หรือน้องเจมส์ อายุเพียงแค่ ๙ ขวบ ปัจจุบันเรียนอยู่ ป. ๔ ๒ ปีที่แล้วน้องเจมส์ เรียนอยู่ ป. ๒ ชีวิตประจำวันของน้องเจมส์ซึ่งพิการตานะครับ มีตาเพียงข้างเดียว ชีวิตประจำวันของน้องเจมส์คือต้องขี่จักรยานไปกลับจากบ้านถึงโรงเรียนเป็นระยะทาง ๑๒ กิโลเมตรเกือบทุกวันเพื่อไปดูแลพ่อแม่ที่นอนป่วย กลับไปเพื่อที่จะให้อาหาร ให้ยา และเลี้ยงน้องที่อายุขวบกว่าเป็นประจำเกือบทุกวัน บางวันไม่มีอาหารกิน ต้องเที่ยวขอข้างบ้าน หรือขอครูที่โรงเรียน สิ่งเหล่านี้สร้างความสลดหดหู่ใจให้แก่เพื่อนบ้านและครูที่โรงเรียน เป็นอย่างยิ่ง บางวันต้องเอาน้องอายุขวบกว่าสะพายแล้วขึ้นขี่จักรยานไปโรงเรียน แล้วก็นำไว้ หน้าห้องเรียน บางวันก็เอาเข้าไปในห้องเรียน เกือบทุกวันต้องขี่จักรยาน ๑๒ กิโลเมตร เพื่อไปให้อาหารกลางวัน อาหารนี้ได้จากการขอเขามานะครับ ทำอยู่อย่างนี้ปีแล้วปีเล่าจนข่าว กระฉ่อนไปทั้งประเทศ ๒ ปีที่แล้วถ้าท่านติดตามข่าว มีผู้มีจิตกุศลสงสารแล้วก็ช่วยเหลือ ในที่สุดน้องเจมส์ได้รับความช่วยเหลือ จากบ้านที่ปะผุแล้วปะผุเล่า พังแหล่มิพังแหล่ ต่อมามีผู้อุปการะสร้างบ้านให้ และต่อ ๆ มาน้องเจมส์ได้รับรางวัลหลายรางวัล ทั้งรางวัลลูกที่มี ความกตัญญูเป็นอย่างสูงต่อแม่ รางวัลดาราอะวอร์ด (Award) รางวัลเยาวชนต้นแบบ และล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้เองครับน้องได้รับรางวัลคนดีประเทศไทย นี่ละครับเส้นตรง ๒ เส้น เส้นหนึ่งคือเส้นเยาวชน เส้นที่ ๒ คือเส้นคนดี ได้มาบรรจบกันเมื่อวันศุกร์น้องจึงได้รับ รางวัลคนดีประเทศไทยจากมูลนิธิคนดีประเทศไทย โดยท่านรัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ไปมอบรางวัล บทสัมภาษณ์น้องเจมส์บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ครับว่า ตอนนั้นอายุเพียงแค่ ๗ ขวบนะครับ เรียนอยู่ชั้น ป. ๒ แค่นั้นเอง ถึงแม้จะลำบาก แต่ผมไม่เหนื่อย เพราะพ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณมาก ถ้าไม่มีพ่อแม่เราก็อยู่ไม่ได้ อีกอย่างพ่อแม่ เหนื่อยกว่าผมมาก นี่คือบทสัมภาษณ์ของน้องเจมส์ คนดีหรือครับ คนดีในความคิดของผม คือคนดีที่ถ้าทำดีแล้วก็ได้ดี ถ้าทำชั่วก็ได้ชั่ว แม่สอนผมเสมอให้เป็นคนดี ใครมีพระคุณต่อเรา เราต้องตอบแทน นี่คือหัวใจเพชรของเด็กชายเจมส์ ซึ่งผมขออนุญาต สดุดีเอาไว้ในที่นี้ รางวัลนี้เป็นรางวัลที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง แล้วเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ผมกำลัง จะพูดครับ เกี่ยวอย่างแน่นอน สิ่งที่น้องเจมส์ทำนั้นคือความดีแน่นอน น้องเจมส์เป็นคนดี แน่นอน แสดงว่าคนดีนั้นไม่เกี่ยวกับอายุ ไม่เกี่ยวกับเพศ ไม่เกี่ยวกับการศึกษา น้องเจมส์ เรียนเพียงแค่ ป. ๒ ไม่เกี่ยวกับหลักสูตรในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียน วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรม หรืออะไรเลย แต่สิ่งที่น้องเจมส์ได้นั้นผมเชื่อ เป็นอย่างยิ่งคือได้รับจากการอบรมสั่งสอนของผู้เป็นพ่อ ผู้เป็นแม่ โดยเฉพาะในกรณีนี้ คือคุณแม่สอนไว้ดี สิ่งที่แม่สอนไว้ย่อมได้มาจากยาย ย่อมได้มาจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด นั่นก็คือวัด ผมกำลังจะพูดอะไรครับ ผมกำลังจะบอกว่าสิ่งที่จะหล่อหลอมหรือเป็นเบ้า หรือเป็นน้ำรดให้แก่รากแก้วให้เยาวชนเติบโตขึ้นเป็นคนดีนั้นได้มาจาก ๓ สถานที่ คือ บ้าน วัด และโรงเรียน คือบวรที่เราท่องจำกันนั่นแหละครับ บ้าน วัด โรงเรียน ทั้ง ๓ สิ่งนี้คือสิ่งที่จะ เป็นเบ้าหล่อหลอมให้กับเยาวชนที่จะเป็นคนดีในอนาคต แต่ ๓ สิ่งนี้ในเวลานี้กำลังเผชิญกับ ศัตรูตัวฉกาจฉกรรจ์นั่นคือ ส หรือตัวเอ็ม (M) คืออะไรครับ ส นี่คือสื่อ เอ็ม (M) ที่ว่านี้คือมีเดีย (Media) เพราะฉะนั้นบ้าน วัด โรงเรียน กำลังเจอกับศัตรูตัวร้ายคือสื่อหรือมีเดีย (Media) ถ้า ๓ สิ่งนี้ไม่สามารถบูรณาการรวมกันที่จะต่อสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบันนี้ได้ สิ่งที่จะ เกิดขึ้นเลวร้ายที่สุดคือเด็กย่อมจะถูกชี้นำไปสู่แนวทางที่ไม่ดี นั่นก็คือย่อมไม่สามารถเป็นคนดีได้ ทั้ง ๓ สิ่งนี้จะสู้กับศัตรูตัวร้ายนั้นได้อย่างไร ผมเป็นหมอ ผมรู้และผมมีความเชื่อในเรื่องของ หลักการสร้างภูมิต้านทาน ภูมิต้านทานที่ว่านั้นคืออิมมูไนเซชัน (Immunization) คือการสร้างอิมมูน (Immune) ให้กับเด็กย่อมต้องสร้างตั้งแต่ก่อนโรงเรียนด้วยซ้ำ ก่อนประถมด้วยซ้ำ ก่อนอนุบาลด้วยซ้ำ สร้างไปเรื่อย ๆ ปลูกฝังไปเรื่อย ๆ สร้างด้วยวิธีไหนครับ สร้างด้วยวิธีที่ท่านกรรมาธิการกำลังนำเสนอเข้ามานี่แหละครับ ซึ่งผมใช้หลักนี้มาโดยตลอด คือกีฬา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม คุณธรรม และจริยธรรม ทั้ง ๖ สิ่งนี้เป็นห่วงคล้องไว้ ด้วยกันที่จะสร้างภูมิต้านทานให้กับเด็กที่จะมีภูมิต้านทานที่จะต่อสู้กับสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้น ทั้งจากชุมชน จากสังคม จากครอบครัว และจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เพราะฉะนั้น การที่ทางกรรมาธิการท่านได้เสนอแนวทางนี้เข้ามา ถึงแม้จะมีเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพียงบางประการ แต่ผมขออนุญาตเรียนว่าดีกว่าไม่ทำอะไรเลยครับ มันคือจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ตัวหนึ่ง จิ๊กซอว์ (Jigsaw) ในการสร้างให้เด็กเป็นคนดีนั้นมีเยอะแยะครับ เหมือนกับการฉีด วัคซีนเข็มหนึ่งมี คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก รวมไว้อยู่ในเข็มเดียวกัน แล้วก็หยอดโปลิโอ ฉีดให้กับเด็ก ๑ เข็ม มีวัคซีนอยู่ ๓ ตัว ๔ ตัวผสมกัน กรณีนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน การที่จะสร้าง ภูมิต้านทานให้กับเด็กตั้งแต่เป็นเยาวชนนั้นสร้างได้หลายวิธี การศึกษาก็ทำได้หลายวิธี ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เพราะฉะนั้นการปฏิรูปอันนี้ถึงแม้ว่า จะโอเวอร์แลป (Overlap) หรือคาบเกี่ยวกับการปฏิรูปของการศึกษานั้น แต่สิ่งที่จะทำที่จะ เกิดขึ้นกับเยาวชนนั้นมากเหลือเกิน ผมขออนุญาตอัญเชิญบทพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ มา ผมจดเอาไว้แล้วก็เรคคอร์ด (Record) เอาไว้ตลอดเวลาพูดเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และผมมักจะยกบทพระราชนิพนธ์นี้ขึ้นมากล่าวอ้างเสมอ ขออนุญาตอัญเชิญครับ ถึงสูงศักดิ์อัครฐานสักปานไหน ถึงวิไลเลิศฟ้าสง่าศรี ถึงเก่งกาจฉลาดกล้าปัญญาดี ถ้าไม่มี “คุณธรรม” ก็ต่ำคน ท่านทรงเปรียบเทียบคนที่ไม่มีคุณธรรมนั้นต่ำกว่าคนเสียอีก เพราะฉะนั้นการปฏิรูปสิ่งที่ทางกรรมาธิการกำลังดำเนินการอยู่นั้น จริงอยู่มีการปรับลด วิชาเรียน ชั่วโมงเรียนในบางวิชา ซึ่งย่อมมีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถ้ากรรมาธิการปฏิรูป ด้านวิทยาศาสตร์เข้ามาก็คงจะบอกว่า อ้าวมาลดชั่วโมงวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ของผมทำไม มีแต่จะเพิ่ม อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นนานาจิตตัง แต่ข้อมูลทางวิชาการเป็นสิ่งที่กรรมาธิการหรือทางรัฐบาล ถ้าหากรับเรื่องนี้ไป ถ้าเรารับเรื่องนี้ไปนะครับ เป็นสิ่งที่เขาจะต้องไปศึกษา ไปวิเคราะห์ ผมเชื่อว่าอย่างไร ๆ ก็คงไม่ได้ใช้ง่าย ๆ การจะไปลดชั่วโมงเรียนในบางวิชานั้นย่อมส่งผล กระทบต่อแนวทางการพัฒนาเด็กในบางสาขาอีก ในบางสาขาเราต้องการสร้างให้เขาเป็น อินเทลลิเจนต์ (Intelligent) แต่ในบางสาขาในภาพรวมเราต้องการสร้างให้เขาเป็นคนดี เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดผมขออนุญาตฝากทางกรรมาธิการท่านเอาไว้ ท่านใช้หลักบ้าน วัด โรงเรียน ในการปฏิรูปเรื่องนี้ ในการพัฒนาหลักสูตรนี้ สิ่งที่จะเข้ามาร่วมด้วยสำคัญที่สุดคือ บ้านหรือชุมชน อันดับถัดไปคือวัด วัดในที่นี้ผมไม่ได้หมายความว่าจะเอาเด็กเข้าวัด ไปเรียน หนังสือในวัด แต่เราสามารถหาความร่วมมือร่วมใจบูรณาการกันได้ เรามีมหาวิทยาลัยสงฆ์ ๒ แห่ง อย่าปล่อยให้ท่านว่างอยู่ เราสามารถคุยกันได้ สำนักพุทธ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สามารถบูรณาการเรื่องนี้ได้ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งนั้นเป็นระดับสากล เป็นระดับโลกนะครับ เราสามารถที่จะ บูรณาการได้ ช่วยกัน เพราะเพียงแค่ผมถามว่าท่านต้องการให้มีการเพิ่มชั่วโมงกีฬา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม คือชั่วโมงสังคม ชั่วโมงพลศึกษา และชั่วโมงศิลปะ คำถามที่ผมจะถามคือ ว่าท่านจะเอาใครมาสอน สอนอย่างไร สอนอะไร สอนแค่ไหน ผมว่าแค่นี้ท่านก็ตอบไม่ได้แล้ว ใครเป็นคนสอน ประเมินอย่างไร แค่นี้ก็ต้องหาคำตอบแล้ว คำว่า ใครสอน สอนอย่างไรนั้น ผมต้องการให้มีการคุยกันกับมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ว่าพระจะเป็นคนที่จะมาช่วยสอนวิชาต่าง ๆ ได้แต่ต้องมีการทำหลักสูตร หลักสูตรนี้ต้องเป็นหลักสูตรแกนกลางเหมือนกันทั่วประเทศ และไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของศาสนาพุทธ ที่ผมมานำเรียน คือศาสนาใดเป็นไปตาม ความเชื่อและความศรัทธาของบุคคลในกลุ่มชุมชนนั้น ๆ เป็นเรื่องที่ชุมชนและสังคมจะต้อง ไปพิจารณา
ท้ายที่สุดผมขออนุญาตที่จะฝากว่าโลกทุกวันนี้เรามุ่งเน้นที่จะแข่งขันกัน สิ่งที่จะสร้างพละกำลังหรือสร้างสุขภาพนั้นเราบอกว่าให้เคลื่อนไหวเยอะ ๆ กีฬาเป็นสิ่งที่จะ ทำให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายให้เป็นประโยชน์ แต่ในขณะเดียวกันหลักที่ผมอยากจะเสนอ เอาไว้ซึ่งท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ท่านบอกเอาไว้ ท่านสอนเอาไว้ ร่างกายให้เคลื่อนไหว แต่จิตใจ ให้นิ่ง นิ่งอย่างไรครับ เจริญภาวนา เจริญสติ นี่คือสิ่งที่ควรจะต้องเป็น แล้วภูมิต้านทานก็จะ เกิดขึ้น เพราะโลกทุกวันนี้ร่างกายอยู่นิ่งเฉย ทุกอย่างใช้รีโมต (Remote) หมด จิตใจวิ่ง กระจัดกระจาย ฟุ้งซ่าน โลกจึงวุ่นวาย จึงฝากเอาไว้นะครับว่าร่างกายให้เคลื่อนไหว จิตใจ ต้องนิ่ง ขอบพระคุณครับ