คุรุจิต นาครทรรพ หารือเรื่องการพัฒนาและบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อให้เด็กเป็นคนดี และห่วงว่าข้อเสนอจะปฏิบัติได้หรือไม่ และมีผลกระทบต่อหลักสูตรการเรียนเด็กไทยในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการสอบเอนทรานซ์ และการให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันในการเข้ามหาวิทยาลัย
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ผมคงไม่ใช้เวลาถึง ๑๐ นาที ก็อยากจะเรียนว่าได้ศึกษารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ในหัวข้อเรื่องการพัฒนา และบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดีแล้ว ก็มีความเป็นห่วงและมีความเป็นกังวล ในหลาย ๆ เรื่องนะครับ ผมคิดว่าพวกเราทุกคนที่อยู่ในที่นี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าเราต้องการเห็น เด็กไทยและคนไทยเป็นผู้มีจริยธรรม แต่ข้อเสนอในหลาย ๆ ประเด็นที่ท่านนำเสนอนี่ผม ก็ออกจะเป็นห่วงว่ามันจะปฏิบัติได้หรือไม่ เมื่อส่งไปที่รัฐบาล ส่งไปที่กระทรวงศึกษาธิการ แล้วบางเรื่องมันก็โอเวอร์แลป (Overlap) กับงานของกรรมาธิการการศึกษาด้วย ซึ่งน่าจะมี การบูรณาการกันมากกว่านี้ ประเด็นที่ผมเป็นห่วงก็คือท่านสรุปว่าปัจจุบันนี้หลักสูตร ที่เด็กไทยเรียนอยู่นี้มันมากเกินไป ทำให้เด็กล้า ก็รัฐบาลเขาก็เห็นด้วย เขาก็ถึงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ อันนี้ทุกคนก็เห็นด้วย ท่านเห็นว่าครูที่จะสอนเรื่องหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม นี่ไม่ควรเป็นครูที่จบภาษาอังกฤษหรือคณิตศาสตร์ ก็ควรเป็นครูที่จบด้านสังคมศึกษามา ก็จริง ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นนะครับ แต่ว่าอัตรากำลังที่ราชการกำหนดมันมีเท่านี้ มันก็ต้อง เมก (Make) ดู เขาถึงพยายามจะควบรวมโรงเรียน แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านเสนอก็คือว่า ท่านเสนอว่า จะให้เพิ่มสาระของหมวดการเรียนรู้กลุ่มที่ ๘ หรือกลุ่มสังคมศึกษา กีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม ในประถมศึกษาจาก ๒๔ เปอร์เซ็นต์ของเวลาเรียนเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็ต้องไปเบียด วิชาหลักของวิชาอื่นด้วย ในระดับมัธยมศึกษาท่านก็เสนอจะเพิ่มจาก ๒๓ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ เด็กไทยเมื่อไปประกวดกับอาเซียน (ASEAN) ตอนนี้เรามีความล้าหลังอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องความสามารถในการแข่งขัน แล้วถ้าเราจะเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ก้าวพ้น มิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) มันก็ต้องมีวิชาหลัก ก็คือวิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาภาษาอังกฤษ แล้วถ้าท่านไปลดเวลาเหล่านี้ คือท่านเวลาไปเพิ่มรวมไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นผมเป็นห่วงจริง ๆ ว่าเรื่องนี้มันจะหาจุดลงตัว ได้อย่างไร แล้วจริง ๆ ผมคิดว่าคนจะดีนี่ไม่ใช่ว่ามีครูสอนวิชาสังคมศาสตร์มาก ๆ มันอยู่ที่การอบรมที่บ้านด้วย แล้วนอกเวลาเรียนอย่างผมโตมานี่นอกเวลาเรียนก็ไปเล่นกีฬา กับเพื่อน ก็ได้เรียนรู้ มีน้ำใจนักกีฬาต่าง ๆ มันเรียนนอกห้องเรียนด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ ที่ผมเป็นห่วงแล้วก็อยากจะฝากท่านไปทบทวน
อีกเรื่องหนึ่งก็คือบางข้อเสนอรู้สึกว่าท่านก็จะเสนอว่าในเชิงที่เกี่ยวกับหน้าที่ ของกรรมาธิการการศึกษาเขาโดยตรง อย่างเช่นที่บอกในหน้า ๙ รัฐบาลใช้มาตรา ๔๔ ตั้งกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ท่านไปตรวจสอบดูแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยเวิร์ก (Work) เป็นตรายางเสียมากกว่า น่าจะบูรณาการกับเขตการศึกษา อันนี้ก็ควรจะต้องมีข้อมูล มากกว่านี้ อาจจะมีสักเขต ๒ เขต ท่านควรจะปรึกษากับกรรมาธิการการศึกษา แล้วเรื่องของ การสอบเอนทรานซ์ (Entrance) สอบแอดมิสชัน (Admission) เข้ามหาวิทยาลัย ท่านก็เสนอในหลาย ๆ ประการ แต่ที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าสิ่งที่เขาดำเนินมาในปัจจุบันนี้ มันก็มีประวัติศาสตร์ มีที่มาของมัน อย่างท่านบอกว่าตอนนี้การสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางแห่งมีสิทธิโควตาพิเศษจัดทุนการศึกษาให้ด้วย ทำให้ไม่มีความเท่าเทียมกัน ผมคิดว่า หลักที่เขาคิดคือต้องการให้มีความเท่าเทียมกัน เด็กด้อยโอกาสในต่างจังหวัด เด็กมีความสามารถพิเศษ เด็กนักกีฬาจะได้เข้ามหาวิทยาลัยดัง ๆ ได้ ที่ท่านจะเสนอยกเลิก หรือว่ายกเลิกการสอบเอนทรานซ์ (Entrance) ที่ความจริงเขาไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการ นะครับ เป็น ทปอ. เขากำหนดว่ามหาวิทยาลัยสามารถสอบรับตรงได้ เพราะฉะนั้น ในประเด็นเหล่านี้ ผมอยากจะฝากท่านช่วยไปทบทวนกับกรรมาธิการการศึกษาว่าจะหาจุด ลงตัวได้อย่างไร เพราะจริง ๆ เราก็ทราบว่ารัฐบาลเขากำลังเห็นว่าเด็กก็เรียนเยอะอย่างที่ ท่านว่า เขาถึงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ให้ไปเรียนนอกห้องเรียนมากขึ้น แต่ท่านเห็นว่า คนไทยไม่มีจริยธรรม ไม่มีศีลธรรม ก็เลยจะเพิ่มหลักสูตรนี้เข้าไป แล้วก็ไปลดหลักสูตรหลัก ที่จะทำให้ประเทศแข่งขันได้ ผมเองก็ต้องเรียนตรง ๆ ว่าไม่ค่อยเห็นด้วย ขอบพระคุณครับ