สุวิระ ทรงเมตตา แสดงความเห็นต่อข้อเสนอปรับหลักสูตรวิชาการศึกษา โดยเห็นด้วยกับเจตนารมณ์แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการ เสนอให้ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทยให้ก้าวพ้นเพียงการอ่านออกเขียนได้ ไปสู่การอ่านเข้าใจ เขียนดี และคำนวณเก่ง พร้อมเน้นการแก้ปัญหาการศึกษาอย่างตรงจุด โดยเสนอให้ปลูกฝังวินัยเป็นลำดับแรก ตามด้วยคุณธรรม ความรักชาติ และการส่งเสริมผ่านกิจกรรมกีฬา รวมถึงการใช้เวลาทั้งในและนอกโรงเรียนให้เกิดประโยชน์ ผ่านความร่วมมือกับวัด โบสถ์ มัสยิด ค่ายทหาร และหน่วยงานต่างๆ โดยให้ครู นักบวช ตำรวจ และทหารเป็นแบบอย่างที่ดีในการเสริมสร้างวินัย คุณธรรม และวัฒนธรรมให้เยาวชน
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สมาชิกลำดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศึกษา คุณธรรมและจริยธรรม ที่ได้เสนอเรื่องนี้นะครับ เรื่องที่ท่านเสนอผมก็เห็นว่าท่านเห็นว่า ควรเพิ่มในเนื้อหาวิชาเหล่านี้ ผมเห็นว่าถูกต้องครับ แต่วิธีการเพิ่มของท่านนั้นผมไม่เห็นด้วย นะครับ ผมอยากจะให้ท่านหาใช้วิธีการอื่นนะครับ โดยที่จะมีประเด็นที่จะนำเสนอท่านดังนี้
ท่านได้นำเสนอว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปัญหาเรื่องสื่อการสอนและ ตำราเรียน เมื่อกี้ท่านพูดนะครับเรื่องที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ในเรื่องตำราเรียนในวิชา ต่าง ๆ นะครับ อันที่ ๒ ท่านบอกว่าปัญหาครูไม่มีความรู้ ความสามารถในวิชาที่สอน ข้อ ๓ ท่านบอกว่าปัญหาการบรรจุครูไม่ตรงกับสายวิชาที่ขาดแคลน ประการที่ ๔ ท่านบอกว่า การสอบเข้าในอุดมศึกษาโดยใช้คะแนนโอเน็ต (O-NET) นั้นไม่เหมาะสม แล้วท่านบอกว่า ก็แก้ไขด้วยวิธีการลดวิชาคณิตศาสตร์แล้วก็เศรษฐศาสตร์ แล้วก็เพิ่มวิชาศิลปะ วัฒนธรรม ตามที่ท่านบอกนี่นะครับ ผมเห็นว่าปัญหาท่านตั้งอย่างหนึ่ง แต่วิธีแก้ไขท่านแก้ไขอีกอย่างหนึ่ง มันไม่สอดคล้องกัน อันนี้เลยฝากท่านพิจารณาครับ
แล้วก็ที่บอกไม่เห็นด้วยอีกอันหนึ่งครับ บอกว่า เด็กไทยอ่านออก เขียนได้ คำนวณเป็นก็พอ แต่ในข้อเท็จจริงผมอยากให้เป็นอย่างนี้นะครับว่า เด็กไทยต้องอ่านเข้าใจ เขียนดี คำนวณเก่งครับ เพราะตอนนี้เด็กไทยอ่านออกแต่จับใจความไม่ได้ครับ สอบแล้ว อยู่ในเลเวิล (Level) ๑ จาก ๖ เลเวล (Level) เด็กไทยเขียนได้ครับ แต่เขียนแล้วคนอ่าน ไม่รู้เรื่องครับ สื่อใจความไม่ได้ และเด็กไทยคำนวณเป็นครับ แต่คิดไม่เก่งครับ คิดเลขไม่เก่งครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะแก้ไข เรียกสโลแกน (Slogan) หรือว่าค่านิยมหรือว่า แนวความคิดของผู้บริหารการศึกษาที่บอกว่า เด็กไทยแค่อ่านออก เขียนได้ คำนวณเป็น เปลี่ยนใหม่นะครับเป็น อ่านเข้าใจ เขียนดี คำนวณเก่งครับ
แล้วก็ในหัวข้อที่ท่านบอกว่า จะปรับเพิ่มนี่นะครับ ผมขอเพิ่มเติมนะครับ นอกเหนือจากที่ท่านกล่าวแล้ว ผมเห็นว่ายังขาดในเรื่องสำคัญอยู่นะครับ ที่สำคัญอันดับหนึ่ง เลยของเยาวชนแล้วก็คนไทยทั้งชาติขณะนี้นะครับคือเรื่องวินัยครับ อยากให้เอาคำว่า ปลูกฝังวินัย ขึ้นต้นครับ แล้วก็ตามด้วย ความมีอุดมการณ์และความรักชาติ ตามขึ้นมาครับ แล้วก็ความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละครับ และจริยธรรม คุณธรรมครับ แล้วก็ตามด้วย การกีฬาครับ
ทีนี้ผมจะนำเสนอท่านเป็นหัวข้อ ๆ ดังนี้นะครับ หัวข้อแรก พูดถึงเรื่อง เนื้อหาวิชาที่เพิ่มขึ้นนะครับ ประเด็นที่ ๒ ช่วงเวลาที่สามารถดำเนินการได้นี่นะครับ ก็คือช่วงเวลาที่ ๑ นะครับ คือช่วงเวลาเรียนรู้ตามปกติ ทุกนาทีในโรงเรียน ก็คือตั้งแต่ เดินทางจากบ้านมาโรงเรียนระหว่างทางก็ได้นะครับ ขึ้นรถเรียบร้อยไหม รักษากฎจราจร หรือเปล่า พอเข้าประตูโรงเรียนครับ ก่อนเข้าประตูโรงเรียน อันที่จริงเช้า ๆ มีครูไปยืน หน้าประตูโรงเรียน ตรงนั้นนี่นะครับเริ่มตั้งแต่กวดขันวินัย จริยธรรม คุณธรรมของเด็ก แล้วครับ นี่ละครับคือไม่จำเป็นต้องไปเข้านั่งเรียนในชั่วโมงเรียนแล้วต้องไปลดวิชาชั่วโมงอื่น ทุกวินาทีที่เด็กอยู่ในโรงเรียนนั้นสามารถทำแบบนี้ได้นะครับ แล้วก็ช่วงพักกลางวัน ช่วงเลิกเรียน ช่วงเดินทางกลับบ้าน แล้วก็นอกเหนือจากนั้นที่จะดูวินัยของเด็กดีที่สุด ดูว่ามี จริยธรรม คุณธรรมหรือไม่ ดีที่สุดก็คือว่าเด็กทำการบ้านหรือเปล่า หรือว่าลอกการบ้านมาส่ง ส่งการบ้านหรือเปล่า ตรงนี้ครับเป็นตัวสำคัญที่จะมาพิจารณาแล้วก็ปลูกฝังในประเด็นที่ท่าน เป็นห่วงว่าขาดไปนะครับ ๒.๒ ช่วงเวลาเรียน เมื่อกี้ช่วงเวลาเรียนอยู่ตามปกตินะครับ อันที่ ๒ ช่วงเวลาวันหยุด วันเสาร์ วันอาทิตย์ครับ มีการเข้าวัดไปฟังพระเทศน์ ไปปฏิบัติธรรมบ้าง อันนี้ก็ถือเป็นชั่วโมงเรียน เป็นเวลาเรียนได้ แล้วจริง ๆ แล้ววัดทุกวัดครับ โบสถ์ก็ว่าง ศาลา ก็ว่าง พระก็ว่างครับ แต่ครูยังไม่ได้จัดนักเรียนเข้าไปที่วัดนั่นเอง ทั้งที่โรงเรียนตั้งอยู่ในเขตของวัดครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้ อย่างเพียงพอนะครับ อยากให้ไปปรับยุทธวิธีใหม่ ๒.๓ ช่วงปิดเทอมในภาคเรียนที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๑๒-๓๑ ตุลาคม ๑๙ วัน ช่วงที่ ๑ นะครับ และช่วงที่ ๒ ช่วงปิดเทอม ภาคปลายหรือภาคเรียนที่ ๒ ตั้งแต่ ๑ เมษายนถึง ๑๕ พฤษภาคม ประมาณ ๔๕ วัน ขอเรียนท่านตรงนี้นะครับ ผมได้สัมภาษณ์เด็กที่ติดยาเสพติดหลายร้อยคนครับ ผลสรุปว่า เริ่มจากการเสพยาเสพติดครั้งแรกในช่วงที่ปิดภาคเรียน ๑ กับภาคเรียน ๒ และสัมภาษณ์เด็ก ทั้งเด็กหญิงเด็กชาย โดยเฉพาะเด็กหญิงที่มั่วสุมเตร็ดเตร่ แล้วก็ที่มั่วสุมกันทางเพศแล้วเราไป ทลายแก๊งแล้วมาสัมภาษณ์นี่นะครับ เด็กนักเรียนหญิงเด็กประถมนี่นะครับ จะเริ่มมี เพศสัมพันธ์หรือเริ่มมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนตั้งแต่ปิดภาคเรียน ก็ถามต่อว่าทำไมไปมีพฤติกรรม เบี่ยงเบนเมื่อปิดภาคเรียน เขาบอกว่าปกติไปโรงเรียนก็ไม่มีปัญหาอะไรไปเช้าเย็นกลับ กลับมาถึงก็มาเจอคุณพ่อคุณแม่ แต่ช่วงปิดเทอมพ่อแม่ไปทำงานทิ้งลูกอยู่กับบ้านลูกเหงา ครับไม่รู้จะไปไหนก็เลยนัดกันไปเที่ยว ไปเที่ยวเสร็จก็เตร็ดเตร่แล้วก็มั่วสุมแล้วก็เริ่มมี พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ เริ่มไปเสพยาเสพติดครั้งแรก ทั้ง ๒ อย่างนี้เมื่อเสพครั้งแรกหรือ เบี่ยงเบนครั้งแรกมันจะเบี่ยงเบนตลอดไปและยากต่อการเยียวยาแก้ไข เพราะฉะนั้น คงจะต้องหาวิธีการให้เด็กและเยาวชนในช่วงปิดเทอมมีกิจกรรมครับ และกิจกรรม ที่เหมาะสมที่สุดก็คือกิจกรรมที่ท่านได้นำมาเสนอนะครับ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปลดเวลาเรียน เขาครับ ท่านเอามาเพิ่มในช่วงเวลาว่างเสียเลยครับ
ประเด็นที่ ๓ ที่ผมจะพูดถึงก็คือว่าสถานที่ล่ะใช้ที่ไหน เมื่อกี้มีผู้ที่อภิปราย ก่อนหน้านี้หลายท่านพูดถึงเรื่องจะทำอย่างไร ผมก็จะบอกเลยนะครับสถานที่ที่ใช้ก็คือ โรงเรียนนั่นแหละ เพราะในช่วงปิดภาคเรียนก็ไม่ได้ใช้อะไรนะครับ หรือที่วัด หรือมัสยิด หรือโบสถ์คริสต์ ในการฝึกอบรมตำรวจผมใช้มัสยิดสำหรับผู้ที่เป็นมุสลิมก็ได้ผลนะครับ หรือถ้าเป็นคริสต์ก็โบสถ์คริสต์นะครับ ๓.๓ ค่ายลูกเสือหรือค่ายเยาวชน ๓.๔ ค่ายทหาร ไม่ว่าทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ มีหมดนะครับ ค่ายที่ดี ๆ ยกตัวอย่างนะครับ ค่ายบุรฉัตรของทหารช่าง ราชบุรี เขาก็ฝึกค่ายเยาวชนได้อย่างดีนะครับ อันนี้แค่ตัวอย่าง ๓.๕ ค่าย ตชด. ทั่วประเทศ มี ๒๖ กองกำกับครับ แล้วก็ ๓.๖ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจ ทั้ง ๙ ภาคนะครับ แล้วก็ศูนย์ฝึกอบรมของส่วนราชการอื่น ๆ ด้วย
ประเด็นที่ ๔ ครูผู้ฝึกหรือวิทยากร หรือครูสอนใช้ที่ไหนครับ ๔.๑ ใช้ครู ทุกคนในโรงเรียน ก็คือว่าครูทุกคนในโรงเรียนนั่นแหละคือครูสอนจริยธรรม คุณธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม เพราะครูต้องเป็นต้นแบบกับนักเรียนเขาเหล่านั้น ๔.๒ ภิกษุ สามเณร ๔.๓ ตำรวจ ๔.๔ ทหาร ๔.๕ วิทยากรค่ายลูกเสือหรือค่ายเยาวชน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมนำเสนอนี้คือ ๔ ประเด็น ทีนี้ใน ๔ ประเด็นที่ผมนำเสนอนี่นะครับ ก็สอดคล้องกับท่านที่ได้อภิปรายไปแล้วก่อนหน้านี้นะครับ ยกตัวอย่างเลยนะครับ ท่านกษิต ภิรมย์ เสนอให้ไปหารือกับกรรมาธิการการศึกษาก่อน
ท่านที่ ๒ ขออนุญาตที่เอ่ยชื่อนะครับ ท่านอำพล จินดาวัฒนะ บอกว่า ครูทุกคนคือต้นแบบในเรื่องจริยธรรม ผมเห็นด้วยตรงนี้เพราะอะไร เพราะในเรื่องคุณธรรม ครูในโรงเรียนต้องไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนันให้ลูกศิษย์เห็นครับ ผมเห็น หลายโรงเรียนเลยครับ ตั้งโต๊ะดื่มเหล้าให้ลูกศิษย์เห็นเลยครับ อันนี้ก็ไม่ถูก ครูสูบบุหรี่ ให้ลูกศิษย์ดูเลย ลูกศิษย์ก็เลียนแบบ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องไม่มีครับ ทางด้านศาสนา ครูต้องเข้าวัดปฏิบัติธรรมบ้าง ครูเองไม่เข้าวัดแล้วจะให้นักเรียนเข้าวัดมันก็ยาก ทางด้าน วัฒนธรรม การแต่งกายของครูต้องถูกต้องเหมาะสมตามวัฒนธรรม ครูสุภาพสตรี ก็ต้องไม่นุ่งกระโปรงสั้นเกินไปนะครับ ด้านกีฬา