อิศรา หารือปฏิรูปการศึกษา ชูปรับหลักสูตร-เน้นความเท่าเทียม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๔ · ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙

อิศรา ศานติศาสน์ หารือประเด็นการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นความสำคัญของการปรับโครงสร้างหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการจริงและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน ทั้งในและต่างกรุงเทพฯ โดยเสนอให้ทบทวนความสอดคล้องระหว่างหลักสูตรโรงเรียนกับเกณฑ์การรับเข้ามหาวิทยาลัย พร้อมเรียกร้องให้แก้ปัญหาทุจริตและพฤติกรรมรุนแรงในสถานศึกษาอย่างรอบด้าน รวมถึงยืนยันความจำเป็นของทุนการศึกษาและโควตาพิเศษสำหรับเด็กด้อยโอกาสว่าเป็นมาตรการสร้างโอกาสที่ควรส่งเสริมต่อไป

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม อิศรา ศานติศาสน์ ครับ สปท. หมายเลข ๑๙๑ ผมเองมาอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพราะว่าท่าน เสนอให้ลดวิชาเศรษฐศาสตร์นะครับ ผมเองชื่นชมกับการทำเรื่องของการศึกษา เพราะผม มองว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเป็นเบ้าหลอมสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพ ที่มีคุณค่า ในการทำงานเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาตินะครับ แต่ว่าเมื่อลงมาถึงประเด็น แล้วผมเองค่อนข้างเห็นด้วยกับท่านผู้อภิปราย ๒ ท่านแรกนะครับ ท่านแรกท่านมอง ในเรื่องภาพรวมของการปฏิรูปการศึกษา ท่านที่ ๒ นั้นท่านมองในเรื่องของการศึกษา ทั้งในระบบ นอกระบบ แล้วก็ตามอัธยาศัยนะครับ ท่านมองถึงการบูรณาการนะครับ ผมเอง ขออนุญาตอภิปรายในรายละเอียดแล้วกันเพื่อไม่ให้ซ้อนกับท่านทั้งสองนะครับ ท่านกรรมาธิการได้ระบุปัญหาในปัจจุบันของการศึกษาหลายด้าน เช่น ปัญหาครูสอน ไม่ตรงตามวุฒิการศึกษา หรือจบมาไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ปัญหาการขาดแคลนครู ปัญหาการขาดโอกาส ความไม่เสมอภาคในการศึกษานะครับ แล้วก็สถานศึกษาขนาดเล็ก ในชนบท ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ปัญหาอาชญากรรมการศึกษา เยาวชนยกพวก ตีกัน ปัญหาการมุ่งผลิตในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ ท่านได้ระบุปัญหาไว้ครบถ้วนนะครับ ทั้งหมดนี้ปัญหาที่กล่าวมาผมว่าท่านก็มองในเชิงโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการ แต่ท่านไม่ได้มองในเรื่องของเนื้อหาในความเห็นของผมนะครับ ท่านชี้จุดด้อยของหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานปี ๒๕๕๑ ว่ามีเนื้อหาสาระมากเกินความจำเป็น เน้นรูปแบบวิธีการ ดำเนินงานมากกว่านำมาใช้จริง มีเคพีไอ (KPI) มากกว่า ๒,๐๐๐ เคพีไอ(KPI) ทำให้ครูมีงาน ล้นมือ ซึ่งทั้งหมดนี้ผมเองเห็นด้วยครับ ไม่มีข้อไหนที่ขัดข้องท่านเลยนะครับ แต่ประเด็น ที่ผมอยากจะอภิปรายนะครับ ผมอยากจะมองแบบนักเศรษฐศาสตร์มองนะครับ วันนี้เด็ก เรียนหนังสือมีอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ ชั่วโมง ถ้าเด็กประถมนะครับต่อปี ๑,๒๐๐ ชั่วโมงถ้าเป็น เด็กมัธยมต่อปีนะครับ การปฏิรูปที่ผ่านมาเราจะวนอยู่ตรงนี้ครับว่าเราจะเพิ่มวิชาไหน ลดวิชาไหนนะครับ วิชาเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาในสาขาของผม วิชาคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นวิชา ในตอนที่ผมเรียนก่อนเรียนปริญญาเอก ก็จะวนกันอยู่อย่างนี้เพิ่มกับลดนะครับ สิ่งที่ขาด อยู่มากคือการพูดถึงเนื้อหาในแต่ละวิชา ซึ่งผมจะขอเข้าไปตรงประเด็นนั้นในทีหลังนะครับ ท่านได้เสนอการปฏิรูปโครงสร้างหลักสูตรการสอนโดยการลดวิชาหลายวิชาแล้วก็ไปเพิ่มใน สาขาทางด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะครับ ในตรงนั้น แต่ประเด็นก็คือว่าเราไปลดในเรื่องของวิชาภาษาไทยตอนประถมต้น ลดคณิตศาสตร์ตอนประถมต้น ลดพัฒนาผู้เรียนเตรียมความพร้อมนะครับ แล้วพอประถมปลาย เราก็ลดวิชาคณิตศาสตร์อีกนะครับ วันนี้เด็กไทยเวลาไปสอบแข่งกับเขา วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์แพ้เขานะครับ ไม่อยากจะพูดแพ้ทั่วโลก แต่ในอาเซียน (ASEAN) เราแพ้แน่ ๆ เรากำลังไปลดวิชาซึ่งมีความสำคัญมาก แล้วเรากำลังแพ้อยู่ในตลาดในระดับโลกมันจะทำให้ เราเก่งขึ้นมาได้หรือไม่ในการลดน้อยลงคงจะยากนะครับ ระดับมัธยมนั้นท่านเพิ่มวิชาเรียน อีก ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วท่านไปลดเตรียมความพร้อม เข้าใจว่าตรงนี้ประเด็น เรื่องเศรษฐศาสตร์ ผมเรียนอย่างนี้ว่ากรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ กรรมาธิการอื่น ๆ กำลังพูดถึง การจะสร้างเยาวชนให้ไปแข่งขันในตลาดโลกได้ ไปค้าขายแข่งได้ ให้มีเรื่องของเขาเรียกอะไร นะครับ ไฟแนนเซียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) ก็คืออ่านออกเขียนได้ทางด้านการเงิน ทางด้านเศรษฐกิจ แต่วันนี้เรามาลดเวลาเรียนทางด้านเศรษฐศาสตร์จากเด็กมัธยม อันนี้เป็นเรื่อง ที่ผมห่วง วันนี้ผมสอนหนังสือผมพบเลยว่าเด็กไทยภาษาไทยในการเขียนรายงานมีปัญหา มาก ท่านไปลดตั้งแต่ประถม อยากจะฝากให้ท่านพิจารณานิดหนึ่งว่าจริง ๆ แล้วการแก้ไข ปัญหาเรื่องวิชาทางด้านต่าง ๆ มันแก้ปัญหาได้ทั้งในระดับโครงสร้าง จำนวนชั่วโมง แล้วก็เนื้อหารายวิชา ผมขออนุญาตยกตัวอย่างงานวิจัยที่สภาการศึกษาเป็นเจ้าของทุน ได้มีการชี้ให้เห็นว่าในบรรดาโจทย์คณิตศาสตร์ ๑๐๐ โจทย์นั้นนะครับ เป็นโจทย์เกี่ยวกับ การซื้อของมาบริโภคอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งประมาณ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ อีกครึ่งหนึ่ง อีก ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นโจทย์เกี่ยวกับการผลิต เป็นโจทย์เกี่ยวกับการทำบุญทำทาน ให้กับศาสนาเพียงแค่ ๑ หรือ ๒ ข้อไม่ถึงร้อยละ ๕ อันนี้คือการปฏิรูปทางการศึกษา ซึ่งแนวทางของงานวิจัยอันนั้นก็คือว่าให้เพิ่มโจทย์คณิตศาสตร์ที่พูดถึงเรื่องการทำบุญลงไป นะครับ อันนี้คือการปฏิรูปในเรื่องของเนื้อหา งานวิจัยขององค์กรอื่นก็พูดถึงเรื่อง การสอดแทรกเนื้อหาทางด้านสุขศึกษา พลศึกษาไปในบางสาขาวิชาด้วย นี่คือการบูรณาการ ของเนื้อหาอยากจะฝากให้ท่านพิจารณานะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านได้พูดถึงคือเรื่องการสอบเข้าระดับอนุบาล ประถมศึกษา ท่านเสนอให้หลีกเลี่ยงและยกเลิก อันนี้เห็นด้วยมาก ๆ ครับ วันนี้สังคมไปถึงขนาดที่ว่า ไม่เฉพาะเด็กต้องสอบ ตอนนี้เป็นผู้ปกครองต้องไปสอบด้วย ถ้าผู้ปกครองไม่เหมาะสม ถึงแม้เด็กจะเหมาะสมก็เข้าเรียนไม่ได้ในโรงเรียนดัง ๆ แต่คำถามที่ผมตั้งคำถามคือ โรงเรียน ดัง ๆ หลายโรงเรียนเราจะไปห้ามเขาได้หรือที่จะไม่ให้เขาเปิดสอบนะครับ เพราะว่า ผู้ปกครองกับเด็ก ๆ ก็อยากจะเรียนโรงเรียนดัง ๆ ที่มีชื่อเสียง มีคุณภาพนะครับ หลายโรงเรียนนั้นจุดเด่นอยู่ที่โลเคชัน (Location) คือที่ตั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ผมทำงานอยู่เรามีงานวิจัยชี้เลยว่าประเด็นหนึ่งที่ทำให้คนอยากเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาก ไม่ใช่เฉพาะชื่อเสียงของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและความเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องของ ที่ตั้งที่อยู่ตรงสามย่านด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่หลายโรงเรียนที่มีชื่อเสียงจะมีประโยชน์ มีจุดเด่น ตรงนั้นนะครับ ปัญหาโรงเรียนเล็กนั้นท่านเสนอให้ยุบ อันนี้ผมมีความรู้นิดน้อยนะครับ อยากจะเรียนว่าอย่างนี้ ถ้าเป็นโรงเรียนของภาครัฐก็เห็นด้วยนะครับ เพื่อเป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของรัฐนะครับ โรงเรียนเอกชนนั้นผมเองไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะว่าน่าจะให้ผู้ประกอบการเจ้าของโรงเรียนเป็นผู้ตัดสินใจมากกว่าว่าเขาจะอยู่หรือไป นะครับ การสร้างแรงจูงใจให้ครูที่มีคุณภาพนั้นเห็นด้วย แต่จะทำอย่างไร จริง ๆ แล้วในเรื่อง ที่ครูเข้าเรียนจบสาขาอื่นแล้วมาทำงานเป็นครู หรือคนจบครูแล้วทำงานสาขาอื่นนั้น มันมีงานวิจัยอยู่มากเรียกว่า มิสแมตช์ เลเบอร์ ฟอร์ซ (Mismatch Labor Force) มิสแมตช์ (Mismatch) ก็คือทำงานผิดสาขา มันมีทั้งระดับ เขาเรียกเวอร์ติคัล (Vertical) แนวตั้ง คือจบโทไปทำงานตรี เพราะว่าตำแหน่งปริญญาโทไม่มี ไปทำงานปริญญาตรีรับเงินเดือน ต่ำกว่าระดับ หรือข้ามสาขาคือจบครุศาสตร์ไปทำงานสาขาหนึ่งไปเป็นเซล (Sale) จบวิทยาศาสตร์มาเป็นครู มันมีองค์ความรู้อยู่มาก แล้วก็วิธีการแก้ไขนั้นหลัก ๆ แล้วเริ่มถึง การให้ข้อมูลให้ความรู้กับเยาวชนก่อนที่เขาสอบเอนทรานซ์ (Entrance) การใช้เงิน เป็นตัวล่อ การใช้กฎหมาย กฎเกณฑ์ ไปควบคุมนั้นทำไม่ได้ครับ อันนี้เป็นงานวิจัยที่ทำกันมา อยู่ในหลายประเทศทั่วโลกอยากให้ทางคณะกรรมาธิการมีโอกาสได้อ่านตรงนั้น เรื่องระดับ มัธยมศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัยนั้นที่มีปัญหาการกวดวิชา ซึ่งท่านเห็นว่าเป็นต้นทุน หรือภาระผู้ปกครองและเยาวชนนั้นผมเห็นด้วยมาก ๆ ครับ ผมเองก็เป็นผู้ปกครองของลูก ๓ คน ซึ่งทั้ง ๓ คนต้องผ่านการติวมาเหมือนกันครับ แต่อยาก ให้ท่านมองความเป็นจริงครับว่าในการติวนั้นมันมี ๒ สาเหตุ สาเหตุแรกนั้นเกิดจากว่า รีไควร์เมนต์ (Requirement) จากมหาวิทยาลัยนะครับ คนที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้นั้น จะต้องสอบแข่งกันและข้อสอบที่ออกมานั้นก็จะออกจากข้อสอบที่มีอยู่ในเนื้อหา ของหลักสูตร แต่บางครั้งเนื้อหาในหลักสูตรมันไม่สอดคล้องกัน ขออนุญาตยกตัวอย่าง นิดหนึ่งนะครับ เป็นข้อสอบเก่าแก่มากแล้วนะครับ ผมไม่แน่ใจผมเคยยกตัวอย่างที่นี่หรือไม่ เป็นข้อสอบที่ถามเด็กว่าทราบหรือไม่ว่าตรงหัวถนนราชดำเนินนั้นมีสถานที่สำคัญอะไรอยู่ นะครับ ก. มีสนามหลวง ข. มีลานพระรูป ค. มีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ง. ไม่มีข้อไหน ถูกเลย เด็กกรุงเทพฯ ก็จะเลือกตอบ ก. ข. ค. อันใดอันหนึ่งนะครับ เด็กต่างจังหวัดหลาย จังหวัดเลือกตอบ ง. ครับ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าในหลายจังหวัดนั้นมีถนนราชดำเนิน นะครับ แล้วต้นถนนราชดำเนินนั้นไม่ใช่ลานพระรูป ไม่ใช่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไม่ใช่ สนามหลวงครับ อย่างเช่นเชียงใหม่นั้นต้นถนนราชดำเนินนั้นก็คือวัดพระสิงห์ ถ้าผมจำไม่ผิด ดังนั้นเด็กเลือกตอบ ง. ครับ เฉลยออกมาก็กลายเป็นเด็กผิดนะครับ

ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งก็คือว่าเนื้อหาที่จำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะเรียนในสาขา วิชาเฉพาะอันนี้เป็นปัญหาสำคัญมากครับ ในบางคณะบางสาขาวิชานั้นเขาต้องการเด็กที่มี คุณสมบัติแบบที่ไม่มีสอนอยู่ในโรงเรียนนะครับ เด็กเหล่านี้ต้องมาติวในโรงเรียนติวเพื่อให้ ตัวเองสอบได้ ดังนั้นการจะไปแก้ที่โรงเรียนติวมันน่าจะยาก มันน่าจะเป็นการคุยกับทาง มหาวิทยาลัยมากกว่าว่าอยากได้แบบไหน ผมเองนอนเฝ้าลูกถึง ๔ ทุ่มเพื่อให้ลูกเรียน โรงเรียนติวโรงเรียนหนึ่งซึ่ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของเด็กโรงเรียนนี้สอบเข้าในสาขาวิชาที่ลูก อยากได้เรียน อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์สอบเข้าได้ปีหน้า ๙๐ เปอร์เซ็นต์เข้าได้ปีนี้นะครับ อย่างนี้ เราจะไปทำอย่างไรครับที่จะแก้ไข ท่านประธานครับ ผมอาจจะขอเวลาเกินสักนิดนะครับ การจะนับคะแนนวิชาสังคมศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรม สุขศึกษา พลศึกษา เพิ่มเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ไม่เกี่ยวกับจำนวนชั่วโมงนะครับ คือถ้าท่านต้องการให้มีการนับคะแนนในสาขาวิชาเหล่านี้ ในการสอบเพื่อคัดเลือกคนเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั้นไม่น่าจะเกี่ยวกับการเพิ่มจำนวน ชั่วโมง น่าจะเกี่ยวกับการคุยกับมหาวิทยาลัย คนที่ดูแลเรื่องการทดสอบการศึกษาว่าจะให้ นับขึ้นมา เรามาเพิ่มชั่วโมงเรียนไม่น่าจะแก้ไขได้นะครับ

ปัญหาสิทธิพิเศษทุนการศึกษานะครับ ผมอยากให้มองอย่างนี้ครับ ท่านกำลัง มองว่าความเหลื่อมล้ำในการศึกษาเป็นต้นเหตุของปัญหานะครับแล้วเป็นภาระแก่ สถานศึกษา ผมอยากชวนท่านมองในทางกลับกันครับ ท่านคุณหมออำพล ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านเอ่ยเรื่องคล้าย ๆ กับผมนะครับ ผมคิดว่าสิทธิพิเศษหรือโควตา พิเศษนั้นมีมาให้กับเด็กซึ่งเป็นเด็กด้อยโอกาสครับ ไม่ใช่เด็กที่ได้โอกาสนะครับ เด็กด้อย โอกาสนี่ผมยกตัวอย่างท่านนะครับ อย่างเช่นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของผมที่ผมทำงาน อยู่เรามีทุนให้กับเด็กชนบทนะครับ เรามีทุนให้กับเด็กที่เก่งด้านกีฬา เด็กเหล่านี้ได้โควตา พิเศษนะครับ เด็กชนบทเรารู้ว่าเขาด้อยโอกาส เด็กที่ได้โควตากีฬาเราก็รู้เขาทำงานเพื่อชาติ ดังนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรับเข้ามาเป็นโควตาพิเศษ ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ดีนะครับ เด็ก ๓ จังหวัดทำไมให้ครับ เพราะว่าโครงการชนบทนั้นไม่คัฟเวอร์ (Cover) ๓ จังหวัด เมื่อโครงการจุฬาชนบทไม่ไปถึง ๓ จังหวัดก็ต้องมีโครงการพิเศษขึ้นมาเพื่อให้โอกาสกับเด็ก ๓ จังหวัด ดังนั้นเวลาพูดเรื่องทุนการศึกษาเราต้องมองครบ อย่าไปมองเฉพาะทุนการศึกษา นะครับ ที่ผมให้อยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์เราให้ทั้งเด็กมลายู มุสลิมและเด็กไทยพุทธ และเด็กเหล่านี้เมื่อจบออกไปแรก ๆ ก็ไม่เก่ง ผ่านไป ๔–๕ ปีตอนนี้ผมก็มีลูกศิษย์ เป็นเกียรตินิยมจากโครงการ ๓ จังหวัด เพราะว่าอะไร เพราะเราให้โอกาสเขา ผมเคยสอนให้ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีซึ่งรับเด็กจากชนบทมาเรียนพยาบาลก็พบว่าเด็กเหล่านี้ พอจบไปแล้วสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติมากครับกลับบ้านเกิด อย่าไปมองว่าเขาเป็นปัญหา มองว่าเขาคือผู้ต้องการโอกาส มีเด็กจำนวนมากที่มาจากครอบครัวที่ปีนี้พี่เรียนปีหน้า น้องเรียนครับ เพราะพ่อแม่ไม่สามารถจะส่งลูก ๒ คนให้เรียนพร้อม ๆ กัน คนเหล่านี้ ต้องการความช่วยเหลือครับ เรื่องภาระแก่สถานศึกษาของเด็กเหล่านี้นะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับ ผมเองดูแลทุนการศึกษาของคณะมานาน แล้วก็เรียนว่าเรา ไม่เฉพาะผม น้อง ๆ ที่ดูแล ทุนการศึกษาของคณะไม่เคยมองว่าเป็นภาระที่ต้องดูแลเด็กด้อยโอกาสเลยนะครับ เรารู้สึก ว่าเป็นความภาคภูมิใจ เป็นความยินดีที่เรามีส่วนร่วมในการดึงเด็กกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่มีโอกาสในการศึกษาให้เขามีโอกาส ให้เขาได้เรียนหนังสือจนจบแล้วก็มีงานทำ และเด็กเหล่านี้จำนวนมากเมื่อจบแล้วเขาจ่ายคืน ให้สังคมครับ

ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านนะครับว่า ท่านได้พูดถึงปัญหา สำคัญมาก ๆ ๒ ปัญหา แต่ท่านยังไม่ได้แตะนะครับ คือปัญหาอาชญากรรมทางการศึกษา ทุจริตวิทยานิพนธ์ ทุจริตการสอบ ปัญหายกพวกตีกัน ผมเข้าใจว่าท่านแอสซูม (Assume) ว่า ถ้าเพิ่มชั่วโมงเรียนแล้วจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ผมเรียนอย่างนี้ครับ เพิ่มชั่วโมงเรียนก็ไม่แก้ครับ ปัญหาเหล่านี้อยู่ที่หัวใจของคนนะครับ อยู่ที่โครงสร้างในโรงเรียนอาชีวศึกษาต่าง ๆ ผมขอ เสนอครั้งสุดท้ายเลยนะครับว่าอยากให้ท่านนำเรื่องนี้มามองอีกครั้งหนึ่ง แล้วมองร่วมกันให้ รอบด้าน เอาหลาย ๆ ฝ่าย หลาย ๆ คนที่สนใจเรื่องเดียวกันมาช่วยกันมองครับ งานของท่าน จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมาก ๆ เลยครับ ขอบพระคุณครับ