อำพล เปิดแนวคิดปฏิรูปการเรียนรู้ เน้นคุณธรรมนอกห้องเรียน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๔ · ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙

อำพล จินดาวัฒนะ หารือการปฏิรูปการเรียนรู้ของชาติ โดยเน้นความจำเป็นในการปลูกฝังคุณธรรม ศิลปวัฒนธรรม กีฬา และจิตสำนึกทางสังคมนอกห้องเรียนและนอกระบบการศึกษา ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยยกตัวอย่างความสำเร็จจากการรับนักศึกษาดีเด่นจากชุมชนและโครงการผลิตแพทย์จากคนในพื้นที่ พร้อมเสนอให้ขยายผลเป็นแบบอย่างเพื่อสร้างความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างยั่งยืน

นายอำพล จินดาวัฒนะ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิก สปท. ครับ เรียนท่านประธานไปถึงท่านประธาน กรรมาธิการ ท่านเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของผมที่เราให้ความเคารพ แล้วก็เรียนถึง ท่านกรรมาธิการทุกท่านครับ เรื่องที่ท่านได้นำเสนอต่อสภานี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ ผมจะขอ ต่อยอดของท่านกษิตนิดหนึ่ง ผมคิดว่าพอคุยเรื่องนี้ผมพยายามจะจับความสำคัญของเรื่อง ซึ่งสำคัญมาก ผมจับได้ทั้งหมดว่ามันมี ๘ เรื่องอยู่ในเรื่องนี้ และในขณะเดียวกันมันอาจจะมี ซ้อนทับหรือมีช่องว่างอยู่ครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้มันมีเรื่องที่ ๑ คือเรื่องกีฬา ก็จะไม่ไปยุ่ง กับเรื่องวัฒนธรรมสักเท่าไร ศิลปะอีกเรื่องหนึ่งเป็น ๒ วัฒนธรรมก็แยกกัน ท่านใช้เว้นวรรค ไว้ตลอดนะครับซึ่งสำคัญ การศาสนาด้วย คุณธรรม และจริยธรรม ตรงนี้ผมจับได้ทั้งหมด ๕ เรื่องแล้ว ซึ่งท่านมารวมไว้เป็นเรื่อง ๑ เรื่อง ทั้งหมดนี้ก็บอกให้เด็กเป็นเด็กดี เรื่องที่ ๖ ที่ผมจับได้คือท่านจะทำเรื่องนี้ ปฏิรูปเรื่องนี้ท่านจะไปใส่ไว้ในเรื่องการบรรจุในหลักสูตร การเรียนการสอน อันนี้เป็นเรื่องที่ ๖ ซึ่งท่านกษิตได้กล่าวไปแล้วนะครับ เรื่องที่ ๗ ผมคิดว่า ใหญ่กว่านั้น คือเรื่องปฏิรูประบบการศึกษาของชาติ ซึ่งมีกรรมาธิการอีกชุดหนึ่งดูแล ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับเรื่องหลักสูตรซึ่งเป็นส่วนเดียว เรื่องที่ ๘ เราอาจจะไม่ได้พูดกันมาก แต่สำคัญมาก คือปฏิรูประบบการเรียนรู้ของคนไทยทั้งชาติ ซึ่งระบบการเรียนรู้อาจจะไม่ใช่ ระบบการศึกษาของชาติ มันซ้อนทับกันครับ คราวนี้เผอิญ ๕ เรื่องที่ท่านกรรมาธิการชุดนี้ ท่านดูมันจะอยู่ในระบบการเรียนรู้มากกว่าระบบการศึกษาด้วยซ้ำ เพราะเรื่องของศิลปะ วัฒนธรรม กีฬา ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม นี่มันอยู่ในวิถีสังคม เพราะฉะนั้นระบบ การเรียนรู้สังคมไทยสำคัญมาก ซึ่งท่านกษิตได้กล่าวไปแล้ว เพราะฉะนั้นการที่เราจะปฏิรูป ตรงนี้เพื่อจะไปปรับอยู่ในเรื่องของหลักสูตรมันจะเพียงพอหรือไม่ มันจะใช่จุดที่เป็นคานงัด หรือไม่นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พอพูดเรื่องนี้ทีไรมันก็จะไปมีเรื่องตลกร้ายอยู่เยอะ ในระบบการศึกษาหรือระบบการเรียนรู้ของไทยนะครับ ผมจะเล่าตลกร้ายเรื่องที่ ๑ นักเรียน ก็ถามครูสอนวิชาอะไร ครูภาษาไทย แล้วทำไมครูไม่สอนภาษาอังกฤษ ทำไมครูไม่สอน คณิตศาสตร์ คุณครูก็บอกว่าสอน ๓-๔ วิชาครูจะไปสอนไหวอย่างไร ครูก็สอนวิชาเดียว เด็กก็บอกแล้วทำไมผมต้องเรียนทุกวิชา อันนี้ก็เป็นตลกร้ายที่ ๑ นะครับ ตลกร้ายที่ ๒ เมื่อกี้นี้อาจจะเกี่ยวข้องกับที่ท่านพูดถึงตอนรายงานนะครับ อันนี้เรื่องจริง เด็ก ป. ๕ เรียนวิชาวาดเขียน กลับไปบ้านพ่อก็มาดู อันนี้ไม่ใช่ลูกผมนะครับ ลูกของรุ่นน้อง ได้คะแนน ๕ เต็ม ๑๐ ครับวาดเขียน พ่อก็ถามว่าครูให้วาดอะไร ครูบอกให้วาดเรื่องครอบครัว พอเอารูปมาดูก็จะเป็นคล้าย ๆ รูปคน ๒-๓ คน ดูแล้วก็น่าสงสัยว่าทำไมถึงได้ ๕ คะแนน พ่อก็ถามลูกว่าวาดรูปอะไร ลูกบอกว่าวาดรูปตัวเขาดูแลคุณย่าซึ่งไม่สบายอยู่บ้าน นอนติดเตียงมานานแล้ว เด็กก็วาดประสาเด็กนะครับ พ่อก็เลยไปคุยกับครูที่โรงเรียนครับ ถามว่าที่คุณครูให้ ๕ คะแนนเต็ม ๑๐ ให้จากอะไร คุณครูบอกว่าให้เพราะว่าเด็กวาดสัดส่วนคน ไม่ได้สัดส่วนครับ เขาก็เลยถามว่าคุณครูสอนวิชาอะไร คุณครูบอกว่าจบเอกมาทาง คณิตศาสตร์ แต่โรงเรียนไม่มีครูสอนวาดเขียนก็เลยให้มาสอนวาดเขียน ครูเขาก็จะวัดศิลปะ โดยการที่ดูสัดส่วนครับ ไม่ได้ดูศิลปะความงามที่เด็กได้ถ่ายทอดลงไปในงานของเขา อันนี้ ก็เป็นตลกร้ายซึ่งมีอยู่เสมอในระบบการศึกษานะครับ คราวนี้เราจะเอาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ไปฝากในหลักสูตรในระบบการศึกษาใช่ทางออกหรือไม่ อันนี้ผมไม่แน่ใจ

ประเด็นที่ ๒ อยากกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เมื่อกี้มีการพูดคุยกัน ถ้าเรา ให้เด็กคนหนึ่งโตขึ้นมาจนจบมหาวิทยาลัย เรียน ๑๒ ปีต่อเนื่อง ในแต่ละปีให้เรียน ๑๐ เดือน เลยครับ เดือนหนึ่งก็คือ ๒๐ วันให้หยุดวันเสาร์ อาทิตย์นะครับ ปีหนึ่งก็ ๒๐๐ วัน ๑๒ ปี ๒,๔๐๐ วันครับ ถ้าเขาเรียนไปแล้วถึงอายุ ๓๐ ปี เรียนก่อนอายุ ๓๐ ปีพอจบไปแล้วอายุ ๓๐ ปี มีชีวิต ๓๖๕ วัน คำนวณได้เท่ากับ ๑๐,๐๐๐ กว่าวัน ถ้าอายุ ๕๐ ปีคำนวณได้เกือบ ๒๐,๐๐๐ วันครับ เพราะฉะนั้นเวลาที่อยู่ในโรงเรียน ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ ของชีวิตเท่านั้น ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องศิลปะ กีฬา วัฒนธรรม ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม เป็นการเรียน นอกห้องเรียนในชีวิตมากกว่าเรียนในโรงเรียนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เราเรียนรู้เรื่อง ขับรถยนต์จะมีวินัย ไม่มีวินัย ซึ่งทุกวันนี้ของเราไม่ค่อยมีวินัย แล้วก็เรียนกันไปเราก็ตามกัน ไปนะครับ จะขับรถดี ขับรถไม่ดีเป็นอย่างไรก็ตามนั้น เราเรียนบนท้องถนนครับ เราไม่ได้ เรียนที่โรงเรียนนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญ ๕ เรื่องที่เรากำลังจะสอนกันอยู่นอก ห้องเรียนมากกว่าในโรงเรียนครับ ดังนั้นการที่เราจะปฏิรูปเพื่อไปจัดใส่ในหลักสูตร โดยเฉพาะใน ๕ เรื่องนี้ใช่ทางออกที่สำคัญหรือไม่ ผมเองไม่ปฏิเสธครับท่านประธานว่า อาจจะต้องมีการเติมให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ในหลักสูตร แต่อย่าไปหวังว่าการเติมไปใน หลักสูตรแล้วจะได้รับความสำคัญ เราทุกคนมีครูครับ จะพบว่าเราจะเคารพครูที่เป็นคนดี แล้วเป็นแม่แบบให้กับเรา ไม่ใช่เป็นครูสอนคุณธรรม จริยธรรมหรือวิชาใดวิชาหนึ่ง แต่เป็นครู ที่ท่านดีครับ เป็นครูที่เรากราบไหว้ด้วยความเคารพแล้วเราศรัทธาเป็นโรลโมเดล (Role model) เป็นแบบอย่างให้กับเราไม่ใช่จากวิชาที่เราเรียน ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือเมื่อเราคุย ๕ เรื่องนี้ การบรรจุหลักสูตรอย่างเดียวนั้นพอหรือไม่นะครับ เราควรจะเน้นนอกระบบ มากขึ้นไหมครับ คิดนอกระบบการศึกษาไปสู่ระบบการเรียนรู้ ท่านประธานครับ เมื่อเช้า สื่อมวลชนไทยพีบีเอส (Thai PBS) มาสัมภาษณ์ผมเรื่องสมัชชาการศึกษา ผมก็ชื่นชมไปว่า ขณะนี้กำลังมีกระบวนการสนับสนุนสมัชชาการศึกษาในพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ สิ่งที่ผม ได้ฝากกราบเรียนไปก็คือว่า สมัชชาการศึกษาต้องไม่ใช่เครื่องมือของกระทรวงศึกษาธิการ หรือของระบบการศึกษา แต่จะต้องเป็นเครื่องมือให้กับคนไทยทุกภาคส่วนเป็นเจ้าของ แล้วใช้เป็นกระบวนการให้ผู้คนทุกวัยครับเหมือนที่ท่านกษิตว่า เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงวัยต้องเป็น กระบวนการมาเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติจริงในชีวิตของผู้คน มีคนดี ๆ ในชุมชน ในท้องถิ่น ในพื้นที่ก็นำมาพูดคุยเป็นครูบาอาจารย์ คนขายก๋วยเตี๋ยว เกษตรกรที่เขาเป็นคนดี ก็มาสอนหนังสือมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กิจกรรมต่าง ๆ จะต้องส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ผมคิดว่าถ้าเราจะปฏิรูปกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม คงต้องมุ่งสู่ การปฏิรูประบบการเรียนรู้นอกระบบการศึกษาที่เด่นชัดครับ และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ให้เรื่องของการเรียนรู้เพื่อให้คนดี คนเก่ง คนมีความสุข มีสมรรถนะต่าง ๆ เป็นของทุกคน ทุกภาคส่วนในสังคม ดำเนินการโดยเขา เพื่อเขา กระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายครู ฝ่ายรัฐเป็นตัว สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เราจะเกิดกระบวนการเรียนรู้ใหญ่มากในแผ่นดินครับ ไม่ใช่ไปอยู่แค่ในหลักสูตรในชั่วโมงเรียน แต่จะเกิดการเรียนรู้ทั้งแผ่นดิน เรามีเรื่องราวต่าง ๆ เป็นสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เราควบคุมไม่ได้ เพราะฉะนั้นการเรียนก็ต้องเรียนรู้ บนบริบทจริงของสังคมที่เปลี่ยนไป ผมอยากจะกราบเรียนประเด็นนี้ว่าถ้าเราจะปฏิรูป ๕ เรื่องนี้เพื่อมุ่งให้เด็กเป็นคนดี สังคมมีความสุขแล้วเก่งด้วย ขอกราบเรียนว่าสิ่งที่ผมพูดมา ทั้งหมดนี้เน้นย้ำว่าอยากจะเห็นการเสนอการปฏิรูปที่ระบบการเรียนรู้นอกระบบการศึกษา นอกหลักสูตรด้วยควบคู่กันไป ไม่ปฏิเสธด้านใดด้านหนึ่งครับ แต่จะต้องควบคู่แล้วเน้นตรงนั้น ให้แรงครับ

สุดท้ายผมเหลืออีกประมาณ ๑ นาทีเศษ ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องคิดแบบ บูรณาการครับ ผมมีกรณีตัวอย่าง ๒ กรณี เมื่อเช้าผมเพิ่งเช็ก (Check) ข้อมูล จังหวัดนครปฐม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เขาเน้นรับนักเรียนจากนักเรียนที่มีคุณสมบัติดี ในจังหวัด คือเป็นเด็กที่เสียสละ มีกิจกรรมต่าง ๆ การเรียนของเขาดีในระดับหนึ่ง แล้วก็มี การตรวจสอบว่าประวัติเป็นอย่างไร ครอบครัวเป็นอย่างไร อยู่ในชุมชนอย่างไร ทำอะไรมา บ้าง แล้วเขารับเด็กพวกนี้เข้าเรียนครับ ทำมาหลายปีแล้ว ขณะนี้เด็กที่เขารับรุ่นแรกจบ ปริญญาเอกไปแล้ว เป็นวิธีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงการเข้ารับการศึกษาครับ เพราะฉะนั้น ความดีความงาม คุณธรรม จริยธรรม สิ่งต่าง ๆ ในเด็กจะถูกหล่อหลอมแล้วก็ถูกวัดเขาไปสู่ การเรียนระดับสูงขึ้น เราอาจจะต้องส่งเสริมกรณีตัวอย่างแบบนี้ให้กว้างขวางครับ

สุดท้ายขออนุญาตกราบเรียนนิดหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุข ผมขออนุญาต กล่าวถึงนิดหนึ่งนะครับ ในฐานะที่ใช้ชีวิตทำงานอยู่กระทรวงสาธารณสุขประมาณ ๔๐ ปี แล้วก็เห็นความดีความงามหลายอย่างที่ผมอยากจะกราบเรียน กระทรวงสาธารณสุขได้มี การรับลูกชาวบ้านในจังหวัดต่าง ๆ เข้าเรียนพยาบาล เรียนหมออนามัย แล้วก็ให้เขาเรียน ในวิทยาลัย ในสถานศึกษาในต่างจังหวัด แล้วก็ส่งเขากลับไปอยู่ในบ้านเขา อาจจะระดับ อำเภอ จังหวัด และภูมิภาค ปรากฏว่าคนเหล่านี้ถ้าเขามาสอบแข่งขันกับเด็กใน กรุงเทพมหานครเขาสู้ไม่ได้ครับ แต่เขาแข่งขันโดยมีระบบการคัดเลือกของเขา วันนี้เรามี หลักสูตรเรื่องของแพทย์ชนบททำมา ๒๐ ปีแล้วครับ รับเขาเข้ามาเรียนแล้วก็เรียนในชนบท ในภูมิภาคแล้วกลับไปทำงานที่บ้าน เราพบว่าคนเหล่านี้เราสามารถคัดเด็กที่มีคุณธรรม จริยธรรม แล้วสามารถที่อยู่ในพื้นที่เขา บ้านเขาได้อย่างยาวนานมากกว่าครับ ลดความเหลื่อมล้ำได้ เพิ่มความเป็นธรรมได้ สร้างคุณธรรม จริยธรรมได้ ถ้าเราปฏิรูปแล้ว ปรับระบบต่าง ๆ ไปด้วยกันนะครับ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นและมีตัวอย่างครับ วันนี้ผู้บริหาร กระทรวงสาธารณสุขระดับรองปลัดกระทรวงก็มาจากเป็นแพทย์ชนบทแบบนี้ก็มีครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าเรามองบูรณาการแล้วก็เห็นด้วยกับท่านกษิตครับ อาจจะต้องเป็นประเด็นที่จะต้องมีการทำงานกับกรรมาธิการด้านการศึกษา แต่ที่ผมเรียน เสนอเมื่อครู่นี้ไปไกลกว่านั้นอีกคือจะต้องคิดเรื่องการปฏิรูประบบการเรียนรู้ของสังคมทั้ง สังคม ด้วยความเคารพ ขอบพระคุณท่านประธานครับ