บวรเวท เสนอปฏิรูปการศึกษาเพิ่มชั่วโมงเรียน-ยุบโรงเรียนเล็ก

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๔ · ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙

บวรเวท รุ่งรุจี หารือประเด็นการปฏิรูปการศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาคุณธรรม คุณภาพหลักสูตร ความไม่เพียงพอของชั่วโมงเรียน และการขาดแคลนครูในกลุ่มสาระสำคัญ โดยเสนอให้มีการปรับโครงสร้างเวลาเรียน เพิ่มชั่วโมงวิชาสังคม ศิลปะ และสุขศึกษา พร้อมผลักดันการปฏิรูปการผลิตครูให้เป็นวิชาชีพเฉพาะทาง นอกจากนี้ยังเสนอให้จัดทำหนังสือเรียนมาตรฐานเดียว ยุบโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อยกระดับคุณภาพ ทบทวนนโยบายการสอบที่ไม่เป็นธรรม และเร่งรัดการจัดทำ พ.ร.บ. การอุดมศึกษา เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับทิศทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานด้านกีฬา ศาสนา และวัฒนธรรมในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดีของสังคมอย่างแท้จริง

นายบวรเวท รุ่งรุจี กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติครับ ก่อนอื่น ผมขออนุญาตท่านประธานสภาเพื่อปรับแก้รายงานที่ได้แจกให้กับท่านสมาชิกนะครับ คือในหน้าสารบัญนะครับ ความเดิม ๓.๑ ระยะที่ ๑ (กรกฎาคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙) ขอแก้เป็น กรกฎาคม ๒๕๕๙-กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ แล้วก็ในข้อที่ ๒ ในหน้าที่ ๕ บรรทัดที่ ๑๐ ความเดิมใช้คำว่า คิดเป็นร้อยละ ๓ ของทุกช่วงชั้นนะครับ แก้เป็น คิดเป็นร้อยละ ๓๐ ของทุกช่วงชั้นครับ ตามที่ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ให้ข้อมูลรายละเอียดตั้งแต่ต้นแล้ว ว่าตามที่คณะกรรมาธิการด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ได้นำเสนอรายงานเกี่ยวกับการพัฒนาและบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดีนั้นมันมีส่วน ที่คาบเกี่ยวกับคณะกรรมาธิการการศึกษา ซึ่งเราได้มีการประชุมร่วมกันแล้วและมีความเห็น ว่าน่าที่จะมีการนำเสนอต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อขอความคิดเห็น เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตในช่วงนี้ที่จะนำเสนอถึงประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการ ด้านกีฬาและวัฒนธรรมได้คิดไว้ว่าประเด็นของประเทศเราก็คงสืบเนื่องมาจากที่เราพบเห็น กันอยู่ในปัจจุบันนะครับว่านักเรียนของเราเกิดการทะเลาะเบาะแว้งตีกัน ในส่วนทั้งที่ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ แล้วทางรัฐบาลเองก็มีความพยายามที่จะแก้ไขโดยการที่จะนำเข้าไปฝึกอบรม ในลักษณะต่าง ๆ นอกจากนั้นเรายังพบว่าการศึกษาของบ้านเรามีการรับจ้างทั้งการเรียน การทำวิทยานิพนธ์ และการศึกษาในด้านอื่น ๆ และสุดท้ายที่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่สำคัญก็คือ มีการทุจริตในการสอบครูผู้ช่วยในการที่จะเข้าไปเป็นครูสอนหนังสือ และที่สำคัญที่แสดง ให้เห็นถึงการขาดคุณธรรม จริยธรรมเป็นอย่างยิ่งก็คือการทุจริตในการสอบของมหาวิทยาลัย รังสิตที่จับทุจริตในการสอบเข้าแพทย์ได้ โดยใช้เทคโนโลยีในสมัยใหม่เข้ามาดำเนินการ จากการสำรวจของสถาบันการจัดการนานาชาติประกาศว่าความสามารถแข่งขันของ ประเทศไทยด้านการศึกษาเราถูกลดระดับลงจากลำดับที่ ๔๘ มาอยู่ลำดับที่ ๕๒ ต่างจาก ด้านอื่น ๆ ซึ่งมีการปรับปรุงได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่าความสามารถด้านการศึกษา ของเรานั้นต้องมีการปรับปรุง ในส่วนนี้ทางคณะกรรมาธิการได้มีการลงพื้นที่ไปพบปะกับ ครูบาอาจารย์ตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยทั้งทุกภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ เพราะฉะนั้นในประเด็นที่เราจะนำเสนอในเที่ยวนี้นั้นจะเป็นทั้งลักษณะ ของการที่เราจะขอปฏิรูป และที่เป็นลักษณะของข้อเสนอแนะ ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องที่ สำคัญในการที่จะให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าเป็นกระทรวงศึกษาธิการหรือ ท่านคณะกรรมาธิการการศึกษาได้นำไปพิจารณาในการที่จะพัฒนาหลักสูตรการเรียนการ สอนของประเทศเราต่อไป และมันจะมีการเกี่ยวข้องไปถึงบุคลากรที่ใช้ในการเป็นครูบาอาจารย์ สอนหนังสือกับเราด้วยนะครับ เพราะจากการศึกษาเท่าที่เราลงในพื้นที่นั้นเราพบว่า สภาพปัญหานั้นก็เกิดจากการขาดหลักคุณธรรม จริยธรรม การเรียนการสอนมุ่งเน้นที่จะให้ เด็กเป็นคนเก่งมาก่อนที่จะให้เด็กเป็นคนดี ปัญหาสังคมอันนี้สืบเนื่องจากเราได้ข้อมูลจากครู ว่าเด็กนั้นครูสามารถดูแลได้เฉพาะในโรงเรียนในห้องเรียนแต่เมื่อกลับไปบ้านแล้วผู้ปกครอง ต้องรับช่วงต่อ ซึ่งในบางครั้งผู้ปกครองก็ปล่อยให้เด็กอยู่กับของเล่น เช้ามาบางวันก็จะให้เงินไว้ โดยไม่เคยมีการพบปะกัน ไม่มีการอบรมสั่งสอนกันแล้วก็ให้ไปเรียนหนังสือกันนั่นก็เป็น ปัญหาทางด้านสังคมการขาดจิตสำนึกและไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเองก็เป็นผลพวงที่ตามมา เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าปัจจัยต่าง ๆ นั้นเรามองว่ามันน่าที่จะเกิดมาจากการศึกษาตั้งแต่ เบื้องต้น ซึ่งปัจจุบันนี้เราใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ จากข้อมูลที่คณะกรรมาธิการศึกษาได้กรุณาให้มานั้นเราทราบว่าหลักสูตรการเรียนการสอน ที่เราถือว่าเป็นแกนกลางของปี ๒๕๕๑ นั้นเป็นสิ่งที่คิดกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ในการที่จะเริ่ม เตรียมบุคลากรเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ เป็นการเตรียมความพร้อมของคนในรุ่นนั้น แต่เขาคิดมาปี ๒๕๔๒ นะครับ แต่เราเอามาแปลงเป็นหลักสูตรและประกาศใช้ จริง ๆ นี่คือ ปี ๒๕๕๑ เพราะฉะนั้นโดยหลักของหลักสูตรแกนกลางที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ก็เน้นในการที่จะเตรียมคนเพื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ นะครับ โดยเน้นสาระหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม สุขศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพ และภาษาต่างประเทศ ซึ่งเราพบว่าในส่วนของเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลางนั้น เขามีความต้องการที่จะสร้างให้คนมีคุณธรรม มีจริยธรรม มีความรู้ความสามารถในการสื่อสาร มีสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตที่ดี มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย อันนี้อยู่ในวัตถุประสงค์ของหลักสูตร แต่เมื่อเราเจาะลงไป ในหลักสูตรของสาระการเรียนนะครับ ซึ่งมีกลุ่มสาระหลัก ๆ ผมขออนุญาตแค่ ๓ สาระ ที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการของผมนะครับ คือด้านสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ก็จะมีวิชาเรียนที่สอดแทรกอยู่ในวิชานั้นจะเป็นวิชาศาสนา หน้าที่พลเมือง วิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาประวัติศาสตร์ วิชาภูมิศาสตร์ อันนี้รวมกันเป็นหมวดหนึ่ง นะครับ ส่วนด้านสุขศึกษาและพลศึกษาก็จะแบ่งเป็นสุขศึกษาอันนี้ก็จะเรียนในห้อง กับพลศึกษาอันนี้ก็คือพานักเรียนออกไปนอกห้อง ส่วนทางด้านศิลปะจะแบ่งออกเป็น ๓ ด้าน คือวิชาทัศนศิลป์ อันนี้เกี่ยวกับงานศิลปะทั้งวาดเขียนหรือลักษณะของศิลปะ ร่วมสมัย วิชาดนตรี แบ่งเป็นทั้งดนตรีไทยแล้วก็ดนตรีสากล วิชานาฏศิลป์ก็จะเกี่ยวกับ การรำฟ้อนต่าง ๆ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นได้ว่าสาระของสิ่งที่จะต้องเรียนใน ๓ สาระวิชา นั้นมีเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเรามองเข้าไปในโครงสร้างของเวลาเรียน โครงสร้าง ของเวลาเรียนในระดับประถมศึกษาเราพบว่าชั้นประถมศึกษานั้นเด็กจะมีเวลาเรียนใน ๓ สาระวิชาอยู่ประมาณ ๒๔๐ ชั่วโมง ต่อ ๑,๐๐๐ ชั่วโมงต่อปี ซึ่งถ้าแยกตามโครงสร้างเวลา เรียนของเด็กชั้นประถมศึกษาแล้ว เราจะพบว่าวิชาเรียนทางด้านสังคม จะมีเวลาเรียน ประมาณ ๒ คาบต่อ ๑ สัปดาห์ วิชาสุขศึกษา ซึ่งรวมทั้งพลศึกษาด้วยก็จะมีเวลาเรียนอยู่ ประมาณ ๒ คาบ ก็คือ ๒ ชั่วโมง และศิลปะก็ประมาณ ๑ คาบ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ในช่วงของเวลาเรียนที่มีการจัดให้นั้นค่อนข้างน้อยมาก ในลักษณะเดียวกันของระดับ มัธยมศึกษา มีการเพิ่มเวลาเรียนขึ้นมาจาก ๒๔๐ ชั่วโมง ในระดับประถมศึกษาเป็น ๒๘๐ ชั่วโมง แต่เพิ่มเวลาเรียนเป็น ๑,๒๐๐ ชั่วโมงต่อปี ในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ในลักษณะของการให้เวลาเรียนนั้นค่อนข้างน้อย นั่นเป็นที่มาของปัญหา ซึ่งเรามองว่าปัญหา การเรียนการสอนใน ๓ กลุ่มสาระวิชานั้น

ประเด็นแรกเลยก็คือชั่วโมงการเรียนการสอนไม่เพียงพอต่อการฝึกฝน หรือปลูกฝัง การเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนดนตรี การเรียนนาฏศิลป์ การเรียนทัศนศิลป์ ถ้าจะให้เด็กได้มีการฝึกฝนมันจะต้องมีระยะเวลาให้กับเขา ในลักษณะเดียวกันนะครับ การเรียนพลศึกษา สุขศึกษาก็ต้องมีระยะเวลาให้กับเขาเช่นเดียวกันควบคู่กันไปกับ ด้านศาสนาหรือแม้แต่คุณธรรมจริยธรรม นอกจากนั้นเราก็พบว่าในแต่ละสาระวิชาย่อยนั้น มีเนื้อหาสาระวิชาเป็นจำนวนมากและมีความคาดหวังนะครับ มีความคาดหวังว่าถ้าเด็กเรียน ประวัติศาสตร์ที่ผมยกตัวอย่างมาให้ดูนี่นะครับ เป็นเอกสารที่ปรากฏอยู่ในเอกสารการเรียนของเด็ก ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ซึ่งผู้เขียนเขาบอกว่าถ้าเด็กเรียนประวัติศาสตร์ในระดับชั้นนี้แล้ว เด็กควรจะต้องสามารถตั้งคำถามหรือมีความเข้าใจเกี่ยวกับ เพราะเหตุใดศาลโลกจึงตัดสิน ให้ปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา พ.ศ. ๒๕๐๕ การตัดสินของศาลโลก มีผลกระทบต่อคนในจังหวัดศรีสะเกษอย่างไร มีเหตุการณ์ใดบ้างที่เกิดขึ้นหลังจากการตัดสิน ของศาลโลกที่ให้ปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ อันนี้เป็นความคาดหวังของผู้ที่ทำตำราที่คิดว่าถ้าเด็กชั้น ป. ๕ ได้เรียนแล้วเขาควรจะต้องมี ความรู้ความเข้าใจแล้วสามารถตั้งโจทย์ประมาณนี้ได้ ซึ่งเรามองว่ามันเป็นเรื่องที่หนักเกินไปสำหรับเด็ก ป. ๕ เขาไม่ควรที่จะต้องมา รับรู้เรื่องราวอะไรต่าง ๆ มากมายขนาดนี้นะครับ ในขณะเดียวกันปัญหาอื่น ๆ นะครับ การเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจไม่สอดคล้องกันและที่สำคัญอีกอันหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมากก็คือครูผู้สอนไม่ชำนาญการในรายวิชาที่ต้องสอน จากการลงพื้นที่ นะครับ เราพบว่าครูประจำชั้นซึ่งสอนในระดับประถมศึกษา ซึ่งครูประจำชั้นนั้นจะต้องสอน ทุกวิชาในระดับประถมศึกษา เพราะฉะนั้นอาจารย์ที่จะต้องมาสอนในระดับประถมศึกษานั้น จะต้องจบวิชาเอกประถมศึกษามา ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะให้เขาสอนได้ทุกวิชา ในระดับประถมศึกษา แต่ปัจจุบันที่เราพบนั้นเราพบว่าครูประจำชั้นบางแห่งใช้ครูประจำชั้น ที่จบเอกคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ แต่จำเป็นที่จะต้องมาสอนในระดับประถมศึกษา ผมถามทางผู้บริหารของโรงเรียนเขาบอกว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่มีอัตรากำลังของครูระดับ ประถมศึกษาให้ มีแต่อัตรากำลังของครูที่จบวิชาเอกคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือวิชา อื่น ๆ นะครับ มันก็เลยเป็นความจำเป็นที่โรงเรียนจำเป็นที่จะต้องเลือกรับครูที่จบวิชาเอกอื่น มาใช้เป็นครูสอนประถมศึกษา อันนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้ขาดความเชี่ยวชาญและความชำนาญ ในการที่จะสอนนักเรียนนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งคือการบรรจุครูผู้สอนไม่ตรงตามสายวิชาที่ขาดแคลนนะครับ เราพบว่าบางโรงเรียนรอครูสอนศิลปะ เขาบอกว่าขออัตราไป ๒ ปี กว่าจะได้ครูสอนศิลปะ มา ๑ คน แล้วถ้าล่าสุดในหนังสือพิมพ์ที่ประกาศถึงการรับสมัครครูสอบบรรจุ เราก็จะพบว่า สายสังคม สายศิลปะนั้นจะมีอัตรากำลังที่น้อยมาก เพราะฉะนั้นการบรรจุครูไม่ตรงกับ สายวิชาที่ขาดแคลนก็เป็นที่มาอันหนึ่งที่จะทำให้เกิดความไม่ค่อยมีสมรรถนะในการที่จะ สั่งสอนเด็กนะครับ นอกจากนั้นแล้วเรายังพบว่าปัญหาในการให้ความสำคัญกับคะแนนสอบ ใน ๓ กลุ่มสาระวิชา สำหรับเด็กที่จะสอบเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นน้อยมาก ในส่วนของ ๓ สาระวิชา คือการสอบโอเน็ต (O-NET) ซึ่งถือเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่จะ สอบเข้าในระดับอุดมศึกษานั้น ถ้าแบ่งตามสาระวิชา ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ การงานและเทคโนโลยีนั้นจะได้เปอร์เซ็นต์เฉลี่ยไปคนละ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ในส่วนของสังคม วัฒนธรรม ศิลปะ พละ ๓ สาระวิชารวมกันแล้ว ๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของการศึกษาทางด้านนี้ ยิ่งไปกว่านั้นคือตอนที่ประกาศที่จะทำให้เด็กสอบน้อยลงก็จึงมีการยกเลิกการสอบใน ๓ กลุ่ม สาระวิชาทางด้านกีฬา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยให้โรงเรียนไปสอบเอาเอง เพราะฉะนั้น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงไม่คิดที่จะเอาคะแนน ไม่เอาคะแนนในของ ๓ หมวดวิชานี้มาคิด เป็นคะแนนในการสอบเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย โดยเอาเปอร์เซ็นต์อีก ๕ เปอร์เซ็นต์ ที่เคยมีไปใส่ให้กับ ๕ สาระวิชาที่เหลือนะครับ มันก็ยิ่งเป็นตัวชี้วัดที่ทำให้เห็นว่านักเรียน คือไม่จำเป็นต้องเรียนในส่วนนี้เพราะว่าพอโรงเรียนไปสอบกันเอาเองแล้ว ทางสถาบันที่ เขาทดสอบเขาบอกว่ามันไม่มีมาตรฐาน เพราะฉะนั้นเขาไม่สามารถที่จะเอาคะแนนพวกนี้ มาคิดเป็นคะแนนสอบให้ได้นะครับ มันยิ่งทำให้ความสำคัญของงานทางด้านนี้ยิ่งถอยลงไป นะครับ เพราะฉะนั้นในวิธีการปฏิรูปที่ทางคณะกรรมาธิการจะขอนำเสนอนั้น

ในเรื่องที่ ๑ เราจะขอปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน โดยปฏิรูปในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับเวลาในการเรียนนะครับ โดยเราขอแบ่งเป็นระยะเวลาในการเรียนในระดับ ประถมศึกษานั้น ในระดับ ป. ๑ ถึง ป. ๓ จากเดิมเวลาเรียนมีอยู่ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ คือ ๒๔๐ ชั่วโมงต่อปี เราขอเพิ่มเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์หรือ ๔๐๐ ชั่วโมงต่อปี แล้วก็ ป. ๔ ถึง ป. ๖ เช่นเดียวกันครับ เดิมเขาก็เรียนอยู่แค่ ๒๔๐ ชั่วโมง หรือ ๒๔ เปอร์เซ็นต์

- ๕ ๒ /๑ เราขอเพิ่มเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นแล้วเราพิจารณาว่าในสาระวิชาอื่น ๆ อย่างที่เรียนไปแล้วว่ามีสาระวิชาเยอะมาก อะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับเด็ก เราคิดว่าควรจะต้อง ปลดออก หรือตัดออกบ้างนะครับ ยกตัวอย่างเช่น วิชาเศรษฐศาสตร์ซึ่งเราคิดว่าอันนี้ เด็กคงยังไม่จำเป็นที่จะต้องมาเรียนรู้นะครับ แล้วทางคณะกรรมาธิการศึกษาได้ให้คำแนะนำ กับทางคณะกรรมาธิการด้านกีฬาและวัฒนธรรมว่าถ้าเราจะปรับลดแล้วมันจะมีการไป กระทบกับเวลาเรียนของช่วงชั้นวิชาอื่น ๆ หรือไม่ อันนี้เราจึงได้ทำเป็นสถิติมาให้ดูว่า ในส่วนที่เราขอปรับลดจะเห็นจากในกราฟที่ทุกท่านคงเห็นอยู่ว่าเราเปรียบเทียบเวลาเรียน ในระดับประถมศึกษาที่เราจะขอเพิ่ม เราขอเพิ่มเวลาเรียนในเรื่องของสังคม สุขศึกษา และศิลปะให้มากขึ้นนั้น ในเวลาเรียนอื่น ๆ เราจะขอปรับลดเฉพาะในส่วนของคณิตศาสตร์ ลงมาเล็กน้อยนะครับ นอกจากนั้นเราขอปรับในเรื่องเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แล้วก็รายวิชาตามความพร้อมซึ่งอันนี้แล้วแต่ครูอาจารย์ที่จะสอนเอานะครับ เพราะฉะนั้น เราพยายามที่จะไม่ให้กระทบกับตารางสอนเดิมใน ๘ สาระวิชาที่เขามีอยู่นะครับ ส่วนในระดับ ประถมศึกษาชั้นปีที่ ๔ ถึงประถมศึกษาปีที่ ๖ ก็เช่นเดียวกันนะครับ เราก็จะขอลดสัดส่วน ในส่วนของวิชาคณิตศาสตร์ลงบ้าง ในขณะเดียวกันเราก็จะไปลดที่ดูแล้วมีนัยก็คงจะเป็น กิจกรรมทางด้านพัฒนาผู้เรียน ซึ่งอันนี้มันขึ้นอยู่กับครูผู้สอนว่าจะสอนเอาวิชาใดขึ้นมาใช้ ในการสอนนะครับ ในเอกสารที่แจกให้นั้นจะมีตารางสอนนะครับ ซึ่งถ้าท่านดูในตารางสอนนั้น ท่านจะเห็นว่าเราจะขอในช่วงของ ๒ ชั่วโมงสุดท้ายของการเรียนในแต่ละวันที่จะเพิ่ม การเรียนทางด้านกีฬา วัฒนธรรม ศาสนา แล้วก็พลศึกษาเข้าไปในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นเราคิดว่า ไม่น่าที่จะเป็นส่วนที่กระทบกับตารางเรียนเดิม แล้วก็น่าที่จะสอดคล้องกันกับนโยบาย ในเรื่องลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เพราะว่าวิชาในเรื่องเกี่ยวข้องกับศาสนา หรือในเรื่อง เกี่ยวกับพลศึกษานั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนอยู่ในห้อง ออกมานอกห้อง พาไปดูพิพิธภัณฑ์ พาไปดูโบราณสถาน หรือพาเข้าวัดเข้าวาต่าง ๆ เหล่านั้นก็สามารถดำเนินการได้ เพราะฉะนั้น เราก็จึงคิดว่าเราเอามาไว้ตรง ๒ ชั่วโมงสุดท้ายของตารางเรียนนั้นไม่น่าที่จะกระทบกระเทือน กับเด็กนะครับ เพราะว่าข้อมูลอันหนึ่งที่เราได้จากทางโรงเรียนนั้นก็คือเด็กที่เรียนจบ ป. ๑ ถึง ป. ๖ บางคนเมื่อไปเรียนชั้น ม. ๑ ยังไม่สามารถอ่านออกและเขียนภาษาไทยได้ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เราได้มาจากโรงเรียน ทางโรงเรียนต้องจัดชั้นพิเศษขึ้นมาเพื่อให้เด็ก ที่ยังอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ไปรวมกันไว้ที่ห้องนั้นแล้วจัดครูเข้าไปสอนให้ เพราะฉะนั้นข้อมูลจากครูผู้สอนเขาบอกว่าเด็กในระดับประถมศึกษานั้นเอาแค่อ่านออก เขียนได้ แล้วก็คำนวณเป็นก็น่าจะพอแล้วนะครับ เพราะว่าหลังจากเขาเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษา ก็เป็นหน้าที่ของครูที่มีความรู้ความสามารถในสาระวิชาเฉพาะทางจะเป็นผู้สอนเขาเอง แต่ในระดับประถมศึกษานั้นเอาแค่อ่านออกเขียนได้และคำนวณเป็นในส่วนนั้น นี่คือข้อเสนอแนะจากครูในระดับประถมศึกษานะครับ นอกจากนั้นผมมีข้อเสนอแนะ ในระดับประถมศึกษาเท่าที่เราไปพบมาว่าการผลิตและบรรจุครูระดับประถมศึกษาที่มี คุณภาพและตรงความต้องการของโรงเรียนนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก และเราควรจะสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ได้คนดีมีคุณภาพ มีความตั้งใจที่จะเป็นครู ให้เขารู้สึกว่า การเข้ามาเป็นครูนั้นไม่ใช่ว่าเขาไม่สามารถไปสอบบรรจุหรือทำวิชาชีพอื่นใดไม่ได้แล้วจึงต้อง มาเป็นครู วิชาชีพครู การสร้างคนให้เป็นคนดีของสังคมควรจะได้รับการยกย่องนะครับ ควรจะได้รับการบรรจุให้เป็นข้าราชการสอนนักเรียน โดยที่ไม่ต้องมาสอบแข่งขันกัน เพราะถ้าเรายังมองว่าวิชาชีพครูนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องมาสอบแข่งขันกันหรือการผลิตครูนั้น จะผลิตออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เพราะในปัจจุบันนี้การผลิตครูนั้นมีทั้งสายที่เรียนตรงจากคณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ กับสายที่ไม่ได้เรียนในด้านนี้มาโดยตรง แต่อยากเป็นครู ก็จะใช้สิทธิในการเข้ามาฝึกสอน และไปเรียนต่อ ป.บัณฑิต อีก ๑ ปี และใช้สิทธินั้นในการไปสอบบรรจุเป็นครู ซึ่งเรามองว่า ในลักษณะอย่างนี้ ความตั้งใจที่จะมาเป็นครูสอนหนังสือนั้นมันไม่เกิดตั้งแต่เบื้องต้น มันเป็นสิ่งที่ เขามาคิดได้ทีหลัง เพราะฉะนั้นความพร้อมของการเป็นครูควรจะต้องเริ่มตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เขาเป็นนักศึกษา เพราะฉะนั้นการสอบเอนทรานซ์ (Entrance) ที่จะเข้ามานั้น ควรต้องมีการคัดเลือกและควรจะต้องบอกเขาได้เลยว่าวิชาชีพครูนั้นเป็นวิชาชีพเฉพาะ เราควรจะต้องพิจารณาให้วิชาครูเป็นวิชาชีพเฉพาะว่า ถ้าเขาจบการศึกษาครูแล้ว เขาควรจะได้รับการบรรจุให้เป็นครูสอนหนังสือได้เลย เหมือนทหาร ตำรวจ ที่พอเรียนจบ แล้วก็มีการสอบบรรจุเข้าไป ส่วนจะเข้าไปสอนที่ไหนโรงเรียนไหนนั้น ผมว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันนี้เท่าที่ผมได้รับข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการเขาก็มีนะครับ เขาจะใช้อัตรา ของครูเกษียณประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ในการที่จะผลิตครูขึ้นมาโดยที่ไม่ต้องสอบแข่งขันกัน เพราะฉะนั้นในแต่ละปี ผมเชื่อว่ากระทรวงศึกษาธิการสามารถเรียนรู้แล้วก็มีข้อมูลว่า ในรอบปีจะมีครูที่เกษียณกี่คนกี่ท่าน เพราะฉะนั้นการเตรียมบุคลากรเพื่อที่จะเอาคนเข้าไป บรรจุแทนนั้น ถ้าเราเริ่มต้นตั้งแต่เขาเป็นนักศึกษาอยู่ เป็นนักศึกษาเราคัดอย่างดีเข้ามาเรียน เพื่อให้เขาออกไปเป็นครูและบรรจุให้เขา ผมคิดว่ามันจะเป็นแรงจูงใจให้กับคนที่จะต้องการ มาเป็นครูแย่งกันเข้ามา และเราสามารถที่จะคัดเลือกเด็กที่ตั้งใจมาเป็นครูได้จริง ๆ เพื่อจะ ออกไปแล้วก็สอนลูกหลานของเรานั้นให้เขาเป็นเด็กดีของสังคม ในลักษณะเดียวกันนะครับ สวัสดิการก็เป็นเรื่องที่สำคัญ สวัสดิการของครูเราคงไม่อยากจะให้เข้าไปปากกัดตีนถีบ ยังต้องหา ปัจจัย ๔ เพราะฉะนั้นสวัสดิการผมคิดว่าต้องพิจารณาไปควบคู่กัน เพราะในสาขาวิชาอื่น เราก็จัดสวัสดิการให้ได้ บางสาขาวิชาหิ้วกระเป๋าเข้าไปก็อยู่ได้เลย มีบ้านพักอาศัย มีเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) มีอะไรต่าง ๆ พร้อมหมด แต่ครูบางแห่งก็ไม่มีที่พักอาศัยให้ หรือมีแต่บ้านให้ ต้องไปหาเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ต้องไปหาสิ่งอำนวยความสะดวกเอาเอง เพราะฉะนั้นในเรื่องเกี่ยวกับสวัสดิการนั้นก็เป็นสิ่งที่ควรจะต้องพิจารณาให้กับครูเช่นเดียวกัน นะครับ

ส่วนประเด็นที่ ๓ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเอกสารที่ใช้ในการเรียนการสอน ผมขอยกตัวอย่างก็คืออย่างเรื่องหนังสือที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ผมคิดว่า มันควรจะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ว่าให้หน่วยงานหรือให้โรงพิมพ์ หรือให้ ครูบาอาจารย์ท่านใดไปเขียนมา ปัจจุบันจะเป็นแบบนั้นครับ อย่างวิชาประวัติศาสตร์ จะมีให้เลือก ๓ หรือ ๔ เล่มแล้วแต่ครูที่สอนว่าจะเอาเล่มไหนหยิบเล่มไหนขึ้นมาใช้เป็น เอกสารในการประกอบการเรียนการสอน มันจึงทำให้เกิดความหลากหลาย แล้วความเที่ยง หรือความนิ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทยนั้นมันก็ไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ ผมคิดว่าควรจะต้องทำเป็นมาตรฐานในส่วนนั้นนะครับ

และสุดท้าย อันนี้ผมเสนอเพราะว่าเราพบว่าโรงเรียนในระดับประถมศึกษานั้น มีเป็นจำนวนมาก ๓๐,๐๐๐ โรง และส่วนใหญ่แล้วครูประจำโรงเรียนก็ยังมีไม่ครบ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันควรจะมีแนวความคิดในการที่จะยุบโรงเรียนในระดับประถมศึกษา ลงบ้าง คือที่ผ่านมาเรามีการควบรวม แต่ปริมาณของโรงเรียนนั้นยังอยู่เท่าเดิม ในส่วนของเรา เราคิดว่าถ้ามีการยุบลงและใช้ระบบเรียนรวม แล้วสนับสนุนเขาด้วยระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ที่จะทำให้นักเรียนมาโรงเรียนที่เป็นศูนย์กลางได้ ก็น่าจะเป็นการเพิ่มคุณภาพ และมาตรฐานให้กับโรงเรียนนั้น เพราะในปัจจุบันนั้นกระทรวงศึกษาธิการยังให้งบประมาณ การเรียนการสอนกับเด็กเป็นรายหัว ประถมศึกษาประมาณ ๑,๕๐๐ มัธยมศึกษาประมาณ ๑,๙๐๐ เพราะฉะนั้นถ้าดูจากปริมาณเม็ดเงิน โรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน ๑๐๐ คน เขาไม่สามารถละครับที่จะไปส่งเสริมหรือพัฒนาเด็กได้ มีแต่โรงเรียนใหญ่ ๆ มีชื่อเสียง ที่สามารถเรียกร้องการสนับสนุนจากผู้ปกครองได้ ซึ่งผู้ปกครองเขาก็คงยินดีที่จะให้ ในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นมันก็เกิดความเหลื่อมล้ำกันในระดับประถมศึกษาด้วยกันเอง เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่ามันควรจะต้องมีแนวความคิดว่า ถ้าเราไม่สามารถทำให้เป็น มาตรฐานได้ มันควรจะต้องทำให้เป็นมาตรฐาน อะไรที่มันเป็นส่วนเกินที่จะต้องยุบเลิก ก็ต้องยุบครับ

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องการเรียนการสอนนี่นะครับ ในระดับอนุบาลยังมี การสอบแข่งขันกันเข้าอนุบาล อนุบาลนี่คืออนุบาล ๑ นะครับ มีการประกาศรับสมัคร สอบแข่งขันเด็กเข้าอนุบาล ซึ่งเด็กประมาณ ๕ ขวบ ๖ ขวบที่จะเรียนอนุบาลนั้นเขายัง ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่เราบอกเขาว่าต้องสอบแข่งถ้าเขาอยากจะเรียนโรงเรียนนี้ มันเป็น ที่มาของการเปิดกวดวิชาครับ ปัจจุบันนี้จะมีการกวดวิชาเข้าอนุบาลแล้วนะครับ ในเว็บไซต์ (Web site) มีการประกาศว่าเด็กอนุบาลใครอยากจะเข้าอนุบาลดัง ๆ ก็ต้องไปกวดวิชา มันจะเหมือนกับการกวดวิชาเข้าโรงเรียนในระดับประถมและมัธยม รวมทั้งมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่อยากตกเป็นเหยื่อของโรงเรียนกวดวิชาในระดับต่าง ๆ ผมคิดว่าเราต้อง พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนของเราให้ได้มาตรฐานในส่วนนี้ ส่วนในระดับ มัธยมศึกษาที่เราจะขอปฏิรูปก็คือในเรื่องเกี่ยวกับระยะเวลาการเรียน ในระดับ มัธยมศึกษาตอนต้นนั้นจากเวลาเรียนเดิม ๒๓ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๘๐ ชั่วโมงต่อ ๑,๒๐๐ ชั่วโมง เราขอเพิ่มเป็น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๔๐๐ ชั่วโมงต่อ ๑,๒๐๐ ชั่วโมง มัธยมศึกษาตอนปลายการเรียนน้อยลงเหลือ ๑๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ๑๖๐ ชั่วโมง เราขอเพิ่มเป็น ๓๓ ชั่วโมง หรือ ๔๐๐ ชั่วโมงเช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งในกราฟที่เรานำเสนอ ให้ท่านดูนั้นเราก็ยังคงความสำคัญของวิชาหลักอื่น ๆ เอาไว้ ที่เราจะลดลงนั้นก็จะเป็น รายวิชาตามความพร้อม อันนี้คือแล้วแต่ว่าครูประจำชั้นท่านเห็นว่าจะสอนเพิ่มเติมให้แก่เด็ก อันไหนเราก็จะขอลดช่วงชั้นอันนั้นลงนะครับ เพราะฉะนั้นเราคิดว่าตารางสอนหรือชั่วโมง การเรียนในสาระวิชาอื่นนั้นเขาจะไม่ได้รับการกระทบกระเทือนมากไป ส่วนในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย คือ ม. ๔ ถึง ม. ๖ นั้นก็เช่นเดียวกันครับ เราก็ยังคงช่วงชั้นอะไร ต่าง ๆ เอาไว้นะครับ แล้วในลักษณะของการเรียนภาษาต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ภาษาอังกฤษอะไรต่าง ๆ ซึ่งมีนโยบายมานั้นเราก็พยายามที่จะเพิ่มเวลาเรียนให้กับเขา

และอีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญก็คือขอให้นำคะแนน การสอบใน ๘ กลุ่มสาระวิชา คือในปัจจุบันนี้ ๘ กลุ่มสาระวิชานั้นยกเว้นในส่วนของกลุ่ม สาระวิชาทางด้านสังคม พลศึกษา ศิลปะนะครับ ที่ให้โรงเรียนสอบเองแล้วไม่คิดคะแนน ในการสอบเอนทรานซ์ (Entrance) เราขอให้เอากลับมาครับ คือเอาคะแนนที่มีอยู่ ถึงแม้ว่า จะมีอยู่ ๕ เปอร์เซ็นต์ก็ขอให้เอากลับมา เพราะว่าจะทำให้เด็กรู้สึกว่าการเรียนการสอน ใน ๓ สาขาวิชานี้อย่างน้อยก็มีคุณค่าในการที่จะทำให้เขาสอบเอนทรานซ์ (Entrance) เข้ามหาวิทยาลัยได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ต้องขอให้นำกลับมานะครับ

ส่วนข้อเสนอแนะ อันนี้ก็จะคล้าย ๆ กัน ถ้าท่านอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อเช้า นะครับ ตอนนี้ที่ประชุมของ ทปอ. ที่มีการที่จะเปลี่ยนการสอบเอนทรานซ์ (Entrance) เข้ามหาวิทยาลัยจากเดิมที่จะต้องเริ่มสอบกันตั้งแต่เดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ จะไปเป็นการสอบ หลังเดือนมีนาคมเมื่อเด็กเรียนชั้น ม. ๖ จบแล้ว แต่อันนี้จะต้องเริ่มทำในปีการศึกษา ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๐ คือปีนี้ยังเหมือนเดิม คือเดี๋ยวพอเดือนตุลาคมเด็กที่เรียนอยู่ช่วงชั้น ม. ๖ จะต้อง สอบแกต (GAT) แพต (PAT) แล้วก็โอเน็ต (O-NET) เพื่อที่จะเอาคะแนนไปสอบเข้า มหาวิทยาลัย ซึ่งอันนั้นมันเป็นความไม่ยุติธรรมและเป็นความเหลื่อมล้ำสำหรับเด็กที่ขาด ทั้งเงินทอง ผู้ปกครองไม่สามารถที่จะสนับสนุนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ได้นะครับ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็จะคล้ายกัน เพียงแต่ว่าอันนี้ต้องขอยืนยันนะครับว่าเด็กนั้นควรจะต้องสอบเอนทรานซ์ (Entrance) เข้าเมื่อเขาเรียนจบ ม. ๖ แล้ว แล้วจะต้องเรียน ๖ เทอมด้วยนะครับ เพราะว่า อนุกรรมาธิการของเราบอกว่าบางโรงเรียนสอนเร็วครับ ไม่ครบ ๖ เทอม สอนแค่จบ ม. ๕ นี่เด็กเรียนจบคอร์ส (Course) หมดแล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้เราขอว่าจะต้องเรียนครบทั้ง ๖ เทอมในส่วนนั้นนะครับ แล้วเป็นข้อเสนอแนะจากทาง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นะครับ ว่าเขาขอให้มีความเท่าเทียมกันในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา เพราะเขาพบว่าในส่วนของเด็กที่ จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแล้วไม่สามารถเอนทรานซ์ (Entrance) เข้าที่ไหนได้ ให้ไปยื่น สมัครว่าต้องการเรียนเข้ามหาวิทยาลัยไหน แล้วเป็นเรื่องของคณะกรรมการที่จะหาโรงเรียน ให้กับเขาในการเรียน พร้อมกับมีทุนสนับสนุนให้ด้วยนะครับ อันนี้คงต้องบอกว่าทางโรงเรียนของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เขาขอมาว่า ขอให้เป็น มาตรฐานเดียวกัน เพราะว่าถ้าเด็กอ่อน แล้วก็ไม่สามารถที่จะเรียนในคณะที่เขาต้องการ เรียนได้ เมื่อเรียนไปแล้วจบออกมาแล้วก็ไม่สามารถที่จะทำงานให้เป็นผลประโยชน์แก่ ประเทศชาติได้

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ประเด็นสุดท้ายก็คงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การเร่งรัดให้จัดทำร่าง พ.ร.บ. การอุดมศึกษา พ.ศ. .... เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุม และพัฒนากำหนดทิศทางการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาของประเทศ คือในปัจจุบันนี้ กระทรวงศึกษาธิการไม่มี พ.ร.บ. ที่จะไปควบคุมมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ถือว่าตัวเองนั้นเป็นนิติบุคคลจะกำหนดการสอบหรือการเรียนอะไรต่าง ๆ ก็ได้ตามที่ตัวเองคิด เพราะฉะนั้นการมี พ.ร.บ. นี้ผมคิดว่ามันจะเป็นเครื่องมือที่จะทำให้กระทรวงศึกษาธิการ ใช้เป็นเครื่องมือที่จะกำหนดนโยบายหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนของนักเรียนได้

ส่วนการปฏิรูปที่ ๒ ที่ผมขอเสนอต่อที่ประชุม ก็คือการขอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอนทางด้านกีฬา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นจริง ๆ แล้วก็จะเป็นกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพราะจากการที่เราออกพื้นที่เราพบว่าโรงเรียน ในรอบปีเขามีงบประมาณที่จะพาเด็กออกไปทัศนศึกษานอกสถานที่ได้ประมาณครั้งหนึ่ง แล้วเขาก็บอกว่าเขาก็ต้องเลือกในสิ่งที่เด็กต้องการ อย่างที่เราไปจังหวัดเชียงใหม่ ที่อำเภอสะเมิง เขาบอกเด็กเขาเลือกที่จะไปเที่ยวทะเล ไม่เลือกที่จะไปดูพิพิธภัณฑ์หรือไปดู อุทยานประวัติศาสตร์ หรือไปดูโบราณสถานแห่งอื่น ๆ เพราะฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการ จึงคิดว่าการที่เราอยากจะให้เด็กเข้ามาศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่ภาครัฐได้เตรียมเอาไว้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ๓ หน่วยงานนั้นควรจะต้องสนับสนุนงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ สนับสนุนเขาไปเลยในการเข้ามาดูพิพิธภัณฑ์ ดูอุทยานแห่งชาติ การที่จะพาเด็กเข้าวัด พาเด็กไปเล่นกีฬา หรือดูกีฬาต่าง ๆ เหล่านี้ควรจะต้องสนับสนุนงบประมาณให้กับเขาด้วย เพราะว่าไม่อย่างนั้นแล้วเขาก็ไม่มีงบประมาณในส่วนนั้น และเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพ ให้กับเด็ก เราพบว่าถ้าเป็นต่างประเทศหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทางด้านประวัติศาสตร์ อย่างหอจดหมายเหตุ หรือหอสมุดแห่งชาติเขาจะเป็นคนเตรียมหลักสูตรการเรียนการสอน ด้านประวัติศาสตร์ไว้ให้ เพราะว่าหอจดหมายเหตุ หรือหอสมุดแห่งชาติจะเป็นที่เก็บเอกสาร และข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์มาในทุกยุคทุกสมัย เพราะฉะนั้นเขาจะต้องรู้ว่าอะไร ควรจะต้องสอน อะไรควรที่จะต้องบอกให้กับเด็ก เพราะฉะนั้นมันควรจะต้องให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นผู้จัดเตรียมหลักสูตร เพื่อให้โรงเรียนเอาไปใช้ ในลักษณะเดียวกันทางด้าน ศาสนาก็เช่นเดียวกัน ควรจะต้องรู้ว่าจะสอนให้เด็กตั้งอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรมและจริยธรรม อย่างไร ควรจะต้องมีการกำหนดและให้รายละเอียดเพื่อให้ครูบาอาจารย์ได้เอาไปใช้

และสุดท้ายของข้อเสนอแนะ คือสืบเนื่องจากตามที่ทาง คสช. ได้ใช้ มาตรา ๔๔ ยกเว้นอำนาจบางประการของการศึกษาในพื้นที่ แล้วก็ตั้งคณะกรรมการ ศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมาโดยให้มีหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วม ก็จะมีในส่วนของ ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านกีฬา เราก็จะมีกีฬาจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด พุทธศาสนาจังหวัด เข้าไปเป็นกรรมการศึกษาร่วมด้วย แต่ปรากฏว่าพอเข้าไปทำงานกันจริง ๆ แล้ว ทั้ง ๓ หน่วยงานนี้ไม่ได้มีโอกาสในการที่จะนำเสนอว่าเด็กควรจะเรียนอะไรหรือต้องเป็น อย่างไร เพราะว่าในซีกของการศึกษาก็ยังมีการแบ่งเป็นคณะทำงานจัดตารางการเรียน การสอนเสร็จเรียบร้อย แล้วก็มาเสนอในคณะกรรมการศึกษารับทราบ แล้วก็อนุมัติแผนก็ถือ เป็นอันจบ เพราะฉะนั้นที่เราทำไปแล้วมันก็สะท้อนกลับมาว่าในสิ่งที่ทำไปก็ยังมีจุดอ่อน เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะให้เด็กของเราเติบโตไปแล้วเป็นคนดีของสังคมมีคุณภาพ ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเคยมี ผู้กล่าวไว้ว่า กฎหมายอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับ การทำให้คนเป็นคนดี เพราะว่าคนถ้าเป็นคนดีแล้วเขาสามารถที่จะประพฤติปฏิบัติแล้วก็ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม นั่นก็คงเป็นทั้งหมดที่ทางคณะกรรมาธิการด้านกีฬา การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม คุณธรรม และจริยธรรมได้ศึกษามาและนำเสนอต่อที่ประชุม สภาแห่งนี้เพื่อขอรับทราบข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปดำเนินการต่อไปครับ ขอบคุณครับ