ถวิลวดี บุรีกุล หารือถึงความสำคัญของการเรียนรู้ผ่านกีฬา ศิลปะ และการศึกษา โดยเน้นบทบาทของครูในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองและการคิดสร้างสรรค์ พร้อมเสนอให้จัดการออกแบบการศึกษาที่เน้นความอยากรู้ ความริเริ่ม และการมีส่วนร่วมของผู้เรียน ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น และรองรับความหลากหลายของเด็กทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาสและเด็กพิการ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ นะคะ ประเด็นที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่นี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ดิฉัน ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมา แล้วก็มองว่าการเรียนการสอน ในเรื่องนี้มีความสำคัญมาก ดิฉันอยากจะยกคำกล่าวสั้น ๆ ของผู้รู้บางคนที่เรารู้จักกันนะคะ อย่างเช่น เบนจามิน แฟรงคลิน บอกว่า เกมเป็นเครื่องผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ เพราะฉะนั้นเราน่าจะเดินมาถูกทางที่มองเรื่องของกีฬาเป็นเรื่องสำคัญนะคะ นอกจากนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญเขาบอกว่า เขาไม่เคยสอนเด็กนักเรียน เขาเพียงแต่ให้เด็กเหล่านั้นมีสภาวการณ์ที่พวกเขาได้เรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่องนี้มีความสำคัญ นะคะ แล้วก็เรื่องของการเน้นตัวอย่างที่จะให้เกิดการเรียนรู้ได้ และศิลปะของการเป็นครู คือการสร้างการตื่นตัว สร้างเวทีให้มีการแสดงออกแล้วก็คิดเรื่องของนวัตกรรมในการเรียนรู้ ดิฉันถือว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะมิเช่นนั้นเขาคงเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ ที่เก่งกาจไม่ได้นะคะ
นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่อาริสโตเติล เคยบอกก็คือมนุษย์ มีความอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความอยากรู้ อยากเห็นจึงมีความสำคัญมาก แล้วก็แม้กระทั่งอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ยังบอกว่า วิชาการต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวงนี่นะคะ สุดท้ายสิ่งที่สำคัญก็ต้องหันกลับมาในเรื่องของ การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งดิฉันก็ยังมองไม่เห็นในเรื่องนี้ ในเรื่องที่เราคุยกันอยู่นะคะ เพราะว่าลินคอล์น ยังบอกว่าเราไม่สามารถที่จะสร้างบุคลิกลักษณะของคนได้นะคะ เราไม่สามารถจะสร้างการตื่นตัวต่าง ๆ เหล่านั้นได้ โดยไม่ให้เขามีความริเริ่ม ไม่ให้เขา สามารถที่จะริเริ่มทำอะไรได้ด้วยตนเอง รวมทั้งไม่ให้อิสระในการแสดงความคิดเห็น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่จะนำมาสู่การออกแบบหลักสูตรในเรื่องของ การเรียนรู้ทั้งหมดเลยนะคะ และจะทำอย่างไรดี ดิฉันมองว่าในเรื่องของทำอย่างไรให้มี การเรียนการสอนที่ผู้เรียนรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ หลังจากที่รู้สึกว่ามันสำคัญแล้วก็จะเกิดสำนึกรับผิดชอบ ทำอย่างไรถึงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อสำนึก รับผิดชอบแล้วก็จะเกิดความเข้าใจ เกิดความเข้าใจก็จะรู้สึกรักและหวงแหน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องเหล่านี้สามารถเอามาใช้ในเรื่องของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม การสร้างให้เขา มีความรักในพื้นถิ่น แล้วก็รักในอัตลักษณ์ของตนเอง เพราะว่าเขาได้เรียนรู้โดยไม่ต้องบอกว่า เหตุผลของการเรียนเรื่องนี้คืออะไร เพราะสุดท้ายเขาจะเข้าใจเอง เขาจะเข้าใจว่าทำไม จะต้องรักความเป็นวัฒนธรรมของพวกเขา หรือทำไมจะต้องรักความเป็นชาติ ทำไมจะต้อง รักชาติไทย ทำไมจะต้องทำโน่นทำนี่เพื่อส่วนรวม อันนี้เป็นสิ่งที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วย ตนเองของเขาแล้วเราจะทำอย่างไรให้เกิดสิ่งนั้นนะคะ เพราะว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของ การสร้างกระบวนการเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำให้ไปสู่เป้าหมายที่เราอยากจะเห็น เป้าหมายที่เราอยากจะเห็นก็คือเด็กมีความสุขเป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม เพราะฉะนั้น กระบวนการที่ไปถึงตรงนั้นทำอย่างไร ซึ่งก็ด้วยความเคารพดิฉันก็อ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพราะดิฉันไม่ใช่นักการศึกษานะคะ ก็อาจจะงงเล็กน้อยกับการเขียนเอกสารตรงนี้นะคะ ก็เลยไม่รู้ว่ากระบวนการมันอยู่ตรงไหน แต่อย่างไรก็ตามดิฉันมองว่าการออกแบบหลักสูตร ต่าง ๆ มันต้องมองให้เหมาะสมกับพื้นที่ เรื่องของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในกรรมาธิการอีกชุดหนึ่ง ที่ดิฉันอยู่ก็คือเรื่องของบริหารราชการแผ่นดินที่เน้นเรื่องแอเรียเบส (Area based) เรื่องของ การจัดการศึกษาที่ควรจะให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เอาพื้นที่เป็นตัวตั้งจึงมีความสำคัญ แล้วก็เรื่องของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนก็มีความสำคัญ ก็เหมือนกับดิฉันเอาคำกล่าว ของผู้รู้คนเก่งหลาย ๆ คนมาพูดว่ามันต้องมีการมีส่วนร่วมประชาชนแล้วผ่านกระบวนการ เรียนรู้ เพราะฉะนั้นบริบทของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ไม่มีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถเอาไปใช้ได้กับทุกที่ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร ดิฉันเพิ่งไปทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ ที่พะเยาก็เป็นเรื่องของแอเรียเบส (Area based) นี่นะคะ เพื่อเสริมสร้างโรงเรียน แห่งความซื่อตรง เด็ก ๆ เขาก็จะคิดเองว่าทำอย่างไรถึงจะเกิดความซื่อตรง แล้วเด็กกลุ่มที่ ได้รางวัลจะทำเรื่องของการแก้ปัญหาการลอกข้อสอบ เขาก็จะมีมาตรการวิธีการที่จะไปดูว่า ใครลอกข้อสอบคนอื่นบ้าง แล้วจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เพื่อนที่ลอกข้อสอบเกิดความละอาย นะคะ ก็จะมีการเข้าไปคุย กรรมการของกลุ่มของเขาที่เขาเรียกว่าชมรมซื่อตรงก็จะเข้าไปคุย แล้วก็ช่วยให้คำปรึกษาในเรื่องของการทำการบ้านเพื่อไม่ให้เกิดการลอกข้อสอบนะคะ สุดท้ายเด็กลอกข้อสอบก็จะลดลง อันนี้เป็นการสร้างความตระหนักในการเป็นคนที่มี ความซื่อตรงแล้วก็สร้างความดีร่วมกัน แล้วสุดท้ายเด็กก็บอกว่าดีใจมากเลยที่ทำงานเป็นกลุ่ม แล้วมีความสามัคคี แล้วรู้สึกว่าตัวเองได้ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม อะไรอย่างนี้เป็นต้นนะคะ เพราะฉะนั้นมันต้องเรียนรู้ในลักษณะที่แตกต่างกัน แล้วตัวอย่างของหลายประเทศก็จะมี เวลาช่วงหนึ่งให้เด็กไปทำงานกับภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ เป็นโวลันเทียร์ (Volunteer) เป็นอาสาสมัครแล้วก็ได้เกรด (Grade) จากตรงนั้น ซึ่งของเราก็น่าจะมี ในลักษณะนั้น คือเขาจะเรียนรู้ด้วยตนเองแทนการบอกว่าต้องทำ ๑ ๒ ๓ ๔ หรือความดีคือ ๑ ๒ ๓ ๔ แต่สุดท้ายเขาเรียนรู้ได้ด้วยตนเองนะคะ แล้วก็นอกจากนี้การศึกษาอีกแบบหนึ่ง ที่เราลืมไปเลย เพราะว่าเราคิดว่าเด็กทุกคนเหมือนกันหมด มาจากตะกร้าเดียวกันหมด แต่จริง ๆ แล้วในตะกร้านั้นมันมีความแตกต่างเด็กที่มีศักยภาพแตกต่างกัน รวมทั้งสรีระ ก็แตกต่างกัน รวมทั้งการพัฒนาทางปัญญาทางสมองก็แตกต่างกัน ซึ่งยังไม่มีการพูดถึงในจุดนี้ ว่าเด็กด้อยโอกาส เด็กพิการที่มีความแตกต่างทางการพิการจะอยู่ตรงไหนของจุดที่ท่าน ออกแบบ แล้วเขาสามารถที่จะดูแลศิลปวัฒนธรรม เขาสามารถจะเล่นกีฬาอย่างไร มีการ ออกแบบอย่างไร ตรงนั้นยังไม่เห็นนะคะ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการพัฒนาตรงนี้ก็อยากจะ ให้เพิ่มเติม แล้วก็ในเรื่องของการศึกษาเพื่อสร้างบุคลิกภาพที่สำคัญสำหรับเด็กที่เราอยากจะ เห็นมันเป็นอย่างไรแน่ อะไรที่เรียกว่าพลเมือง อะไรที่เรียกว่าเป็นคนดี เพราะว่าสิ่งที่สำคัญ คือการเป็นพลเมืองดี ไม่ใช่เป็นแค่เป็นคนดี เพราะว่าพลเมืองดีนี่มันหมายถึงเรื่องของทำ เพื่อส่วนรวม แต่ถ้าเป็นคนดีเราทำเพื่อตัวเองต่างหาก ดิฉันคิดว่ามันต้องมองไปไกลถึงตรงนั้น นะคะ ก็ต้องขอขอบคุณที่ทุกท่านกรรมาธิการชุดนี้มีความพยายามที่จะทำให้เกิดสิ่งดีขึ้น ในสังคมไทย ขอบพระคุณค่ะ