พอพล สนับสนุนปฏิรูปการศึกษา เน้นสร้างเด็กดี-พัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๔ · ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙

พอพล มณีรินทร์ หารือประเด็นการศึกษา โดยชี้ว่าหลักสูตรแกนกลางมีความสมบูรณ์แต่การจัดการเรียนการสอนยังขาดการปฏิบัติที่เน้นการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ต่ำกว่าเป้าหมาย

พลเอก พอพล มณีรินทร์

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ กระผมในฐานะที่อยู่ในกรรมาธิการด้านการศึกษาได้ศึกษาแล้วก็ ประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการที่นำเสนอแล้ว ทางเรามีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ที่ว่าเราจะต้องสร้างเด็กให้เป็นเด็กดี จริง ๆ แล้วตามที่ผู้อภิปรายหลายท่านได้กล่าว ไปแล้วว่ามันเป็นลักษณะของนามธรรม เพราะฉะนั้นจากการที่ท่านกรรมาธิการหรือ ท่านอนุกรรมาธิการวัฒนธรรมได้กรุณาไปศึกษามานั้น ท่านบวรเวทท่านได้มีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง ท่านได้ไปศึกษาเรื่องนี้มาก็ทราบถึงสาเหตุต่าง ๆ แล้วก็ข้อมูลต่าง ๆ จริง ๆ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าประเด็นปัญหาที่ท่านได้กรุณาเขียนแล้วก็เป็น ข้อเท็จจริงที่อยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี ๒๕๔๕ หรือปี ๒๕๕๙ ในการพัฒนาคนอย่างรอบด้านอย่างสมดุลก็เขียนไว้ครบถ้วนทั้ง ๓ ข้อ และมีนโยบายที่ปฏิบัติอยู่ ๑๑ ประการอย่างครบถ้วน แม้กระทั่งในเรื่องของหลักสูตร แกนกลางปี ๒๕๕๑ จริง ๆ แล้วเราก็คาดหวังไว้ว่าในการจัดการศึกษาเพื่อให้ครบถ้วน ตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานเมื่อปี ๒๕๕๑ เพื่อที่จะเตรียมคนเตรียมมนุษย์ ให้อยู่ในสังคมโลกของศตวรรษที่ ๒๑ อย่างสง่างาม ก็คือ ๑. ต้องเป็นคนที่คิดอย่างมีเหตุมีผล ๒. ทำงานเป็นทีมได้ ๓. สามารถแก้ไขปัญหาได้ ๔. สามารถสื่อสารกันได้ด้วยภาษาแล้วก็ เทคโนโลยี ประการที่ ๕ คือต้องมีอุดมการณ์ขั้นจิตวิญญาณ อย่างไรก็ตามในจุดมุ่งหมาย ของการจัดการศึกษาหลักสูตรแกนกลางนั้นก็เขียนไว้ครบถ้วนว่าเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเอกสารหน้า ๒ นะครับ ชัดเจนครับว่ามีคุณธรรม มีจริยธรรม มีค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่นที่ตนนับถือ มีความรู้ มีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและทักษะชีวิต มีความรักชาติ มีจิตสำนึก มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัยที่ดี รักการออกกำลังกาย มีจิตสำนึกในการรักวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้นะครับ ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนแล้วก็ถูกกำหนด ออกมาเป็นเนื้อหาของสาระแต่ละสาระ จึงเป็นที่มาของ ๘ สาระ จริง ๆ แล้วในหลักสูตร แกนกลางถ้าเราดูจริง ๆ แล้วมีความสมบูรณ์ ในฐานะที่ผมได้ศึกษาเรื่องผลการสอบ โอเน็ต (O-NET) ตกต่ำ เราก็ลงไปดูในเนื้อหา ปรากฏว่าเนื้อหาตามที่ท่านทราบอยู่แล้วครับว่ามาก แต่จริง ๆ แล้วหลักสูตรแกนกลางที่มีเนื้อหามากเขาไม่ได้ให้เอาเนื้อหามาสอน เขาเอาเนื้อหา มาตั้งโจทย์ มาตั้งกระบวนการ มาตั้งบ่งการ แล้วก็เรียนแบบโรงเรียนนานาชาติ คือเมืองนอก เขาเรียน ไม่ว่าจะเรียนอินเตอร์ (Inter) ก็ดี เรียนสาธิตก็ดี หรือการศึกษาต่างประเทศก็ดี ครูเขาหรืออาจารย์เขานี่เขาไม่ได้เอาเนื้อหามาพูดให้เด็กฟังนะครับ เขาให้เด็กไปอ่านมา หรือครูก็มากล่าวนำในห้อง แล้วก็มีการโต้ตอบกันหรือที่เรียกว่าการสอนแบบแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) พวกเราคงจะคุ้นเคยต่อการเรียนแบบแพสซิฟเลิร์นนิง (Passive Learning) คือมานั่งในห้องและนั่งฟังอาจารย์สอน อาจารย์สอนไม่หมดละครับ วันนี้ ต้องรับผิดชอบสอน ๓ บท ปรากฏว่าอาจารย์พูดตั้งแต่วินาทีแรกถึงวินาทีสุดท้าย ไม่ได้ พักเลยครับ ถามว่าเด็กรับได้ไหม เด็กไม่มีการโต้ตอบครับ เด็กไม่มีโอกาสการคิด เพราะฉะนั้นที่จะสร้างเด็กให้คิดแต่ว่ามาฟังครูพูด มาฟังอาจารย์พูดมาบอกเนื้อหา เพราะฉะนั้นตรงนี้ต่างหากที่เราเข้าใจผิดกันครับว่า ทำไมเนื้อหาเยอะ จริง ๆ แล้วในแต่ละบท ในแต่ละภาคส่วนนั้นเขาจะบอกว่า บทนี้มีมาตรฐานอะไร และมีตัวบ่งชี้อะไร ต้องการให้เด็กรู้ อะไร ตัวอย่างเช่น ครูให้ท่องว่าจริยธรรมคืออะไร คุณธรรมคืออะไร แล้วก็ไปสอบ แล้วก็มาเขียน ถามว่าเด็กคนนั้นมีคุณธรรมไหม มีจริยธรรมไหม ตอบได้ครับ ได้คะแนน เต็มด้วย แต่เด็กคนนั้นไม่มีคุณธรรมกับไม่มีจริยธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ผมจะบอกว่าสาระการเรียนรู้ทั้ง ๘ สาระ แม้กระทั่งสาระที่ท่านได้กรุณาเขียนมาว่า ในสาระ ที่ท่านเกี่ยวข้องนั้นมีอยู่ ๓ สาระหลัก ว่าด้วยกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม มีอีก ๕ วิชาย่อยซึ่งดูเหมือนมาก สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา วิชาสุขศึกษา วิชาพลศึกษา เช่นกันครับเขามีในวงเล็บ มีการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม สอนทางเนื้อหาแป๊บเดียวครับ ชั่วโมงเดียวจบ แต่ที่จะทำอย่างไรให้เด็ก มีสุขอนามัย รู้จักการเจริญเติบโตของมนุษย์ทั้งชีวิตและครอบครัวอย่างไร ตรงนั้นต่างหากครับ ที่ครูจะต้องตั้งโจทย์ เพราะฉะนั้นจากการที่ผมได้ศึกษาว่าทำไมผลการสอบโอเน็ต (O-NET) จึงตกต่ำ ตอนแรกผมก็ไปโทษว่า สทศ. คงออกข้อสอบไม่ตรงกับที่ครูสอน ปรากฏว่าจริง ๆ แล้ว หลักการออกข้อสอบโอเน็ต (O-NET) นั้น เขาไม่ได้สอบเนื้อหาครับ เราเข้าใจว่าเนื้อหา หรือคอนเทนต์ (Content) ในเนื้อหาที่มีเยอะมากมายนั้นนั่นคือความรู้ จริง ๆ ไม่ใช่ครับ ตัวนั้นคือเนื้อหาพื้นฐานความรู้เดิมที่ต้องมาถกแถลงกันอีกเพื่อให้เกิดความรู้จริงและเกิดการ ปฏิบัติ โดยจัดกระบวนการเรียนรู้กับกิจกรรมเข้าไปครับ เหมือนกับที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการทำอยู่ปัจจุบันนี้ คือลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาการเรียนรู้ เพราะฉะนั้น การท่องจำเมื่อสอบก็ลืมหมด แต่การเรียนแบบแอ็กทิฟ (Active) หรือการเรียนแบบคิด วิเคราะห์ เมื่อจบการเรียน จบการสอนแล้วจะรู้หลักการและนำหลักการนั้นไปแก้ไขปัญหา ชีวิต ที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะอะไรครับ เพราะว่าท่านได้เสนอว่าจะต้องนำหลักสูตร มีการบรรจุหลักสูตรเข้าไป ผมมาดูในเนื้อในแล้วทั้ง ๓ สาระที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬานั้นอยากจะกราบเรียนว่าผมได้ศึกษาเนื้อในแล้ว จริง ๆ แล้วที่สอนไว้นั้นเพียงพอ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือกระบวนการจัดการเรียนการสอนต่างหากที่จะเป็นตัวชี้ว่าท่านมีความรู้ ตรงนั้นอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ท่านเสนอ จริง ๆ แล้วผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ในการปรับ โครงสร้างหรือปรับหลักสูตรนั้น ถ้าสามารถปรับได้ตามภาคผนวกที่ท่านเสนอมานะครับ ก็เป็นสิ่งที่ดี สามารถบรรจุเพื่อให้เกิดความสำคัญ อันนี้ผมไม่ขัดข้อง แล้วก็ค่อนข้างจะเห็นด้วย แต่เกรงว่าเมื่อบรรจุหรือเพิ่มเวลาเรียนเข้าไปแล้วนี่มันจะไปกระทบกับวิชาอื่น สิ่งที่ท่าน จะปฏิบัติได้เลยก็คือว่า เปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน ผมอยากจะเสนออย่างนั้นครับว่า ท่านสามารถเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนให้มาเป็นการสอนแบบที่เรียกว่า เด็กเป็นศูนย์กลาง หรือชายด์เซ็นเตอร์ (Child Center) หรือเรียนด้วยคำถาม เรียนด้วยกระบวนการ เรียนด้วย กิจกรรม การปฏิบัติ ซึ่งเช่นนี้มีตัวอย่างที่ทำอยู่แล้วคือโรงเรียนสาธิตกับโรงเรียนต่างชาติ หรืออินเตอร์ (Inter) ครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมค่อนข้างที่จะเห็นด้วยต่อการที่จะต้อง พัฒนาเด็กให้เป็นคนดี แต่ว่าในการที่ท่านเสนอว่าการพัฒนาและบรรจุหลักสูตร ผมเกรงว่า ตรงนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้ปฏิบัติคงจะปฏิบัติได้ยาก แต่ถ้าปฏิบัติได้ทันที ผมยังอยากจะกราบเรียนว่า การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนด้วยกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดี ตรงนี้ผมว่า จะสามารถปฏิบัติได้เลย แล้วก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่า จากสิ่งที่ท่านอภิปราย หลาย ๆ ท่านมานั้น ผมคิดว่าทุกท่านต่างก็อยากจะเห็นเด็กเป็นเด็กดี แต่ว่าจริง ๆ แล้ว หลักสูตรที่เราใช้อยู่ปัจจุบันนี้นะครับ เพิ่งใช้มาเมื่อปี ๒๕๕๑ ถึงปัจจุบันนี้เป็นเพียง ๘ ปีครับ เด็กที่เรียนตั้งแต่หลักสูตรแกนกลางประถมศึกษาปีที่ ๑ ปัจจุบันนี้ยังอยู่แค่ ม. ๑ ม. ๒ แต่เด็ก ที่ถูกใช้หลักสูตรนี้ตรงในระหว่างกลาง ผมเชื่อว่าถ้าใช้เมื่อ ม. ๖ เมื่อ ๘ ปีป่านนี้ก็เพิ่งจบ มหาวิทยาลัยมาได้ ๔ ปีนะครับ แต่ถ้าจบถ้าเรียนหลักสูตร ปี ๒๕๕๑ เอามาใช้คนที่อยู่ ม. ๑ ม. ๒ บางคนก็ยังอยู่ในมหาวิทยาลัยอยู่เลยครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเชื่อว่า ๘ ปีที่ผ่านมานั้น ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๙ จนปัจจุบันนี้ เนื้อหาตรงนี้นะครับ สิ่งที่เรากำลังจะทำก็คือ ต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนของครู ให้ครูสอนด้วยกระบวนการที่สอนแบบให้เด็กรู้ปฏิบัติ แล้วก็เด็กเลิกท่องจำมาคิดวิเคราะห์ครับ ผมขออนุญาตกราบเสนอเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ