รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๒๕/๒๕๕๙
วันจันทร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมทั้ง ๓ ครั้งดังกล่าว นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
ขอเรียนเชิญท่านนิกรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผมมีเรื่องด่วน จะหารือ แล้วก็ไม่ทราบว่าจะมีทางออกหรือไม่อย่างไร ถ้าท่านประธานจําได้ผมได้เคยเสนอ ต่อสภาแห่งนี้ว่าช่วงที่มีภริยาของท่านวุฒิสมาชิกเสียชีวิตบนชั้น ๑๑ ที่ตึกไฟไหม้ ผมก็ได้ เสนอความเห็นว่าอยากจะทําหนังสือ หรือว่าสภาแห่งนี้มีประเด็นไปยังกระทรวงมหาดไทย ว่าเรื่องอัคคีภัยเป็นเรื่องมีปัญหาอยู่มาก เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องปรับปรุงนะครับ ท่านประธาน ได้กรุณาให้ผมทําเรื่องเข้ามายังวิป (Whip) ผมก็ทําไม่ถูก เพราะว่าเดิมเราสามารถจะส่งไปได้ ก็เลยไม่ได้ทํา ปรากฏว่าเรื่องก็ล่วงเลยเพราะว่าเราไม่มีกรรมาธิการที่รับผิดชอบเรื่องพลับบลิกเซฟตี (Public Safety) ตรงนี้ที่ชัดเจน เมื่อคืนนี้ที่เวียงป่าเป้ามีไฟไหม้หอพักนักเรียนหญิง ขณะนี้ เสียชีวิตไป ๑๗ ศพ แล้วก็ไม่สามารถจะระบุได้ว่าใครเป็นใคร เป็นนักเรียนเล็ก ๆ นี้ ก็คงจะ เป็นข่าวเร็ว ๆ นี้ เมื่อสัก ๒๓.๐๐ นาฬิกาเมื่อคืน คือมันเป็นเรื่องที่มีอยู่จริง ทีนี้ผมก็ไม่รู้ จะทําอย่างไร รู้สึกแต่เสียใจแล้วก็โทษตัวเองว่าผมน่าจะสู้ให้หนักกว่านี้ ก็นําเรียนว่าเรื่องนี้ เรื่องสาธารณภัยนี้เราทําอยู่ ก็ขอบคุณท่านประธานที่ให้ทําเรื่องภัยทางท้องถนน กําลังทํากัน อย่างเร่งรัดขณะนี้ แล้วเราก็นําเสนอ มีคนเสียชีวิตทุกวัน วันละ ๓๐-๔๐ ศพทุกวันขณะนี้ก็ ใส่เข้ามาโพสต์ (Post) เข้ามาในไลน์ (Line) แต่มีเรื่องนี้แทรกขึ้นมาก็รู้สึกสะท้อนใจ แล้วก็ บางจังหวะเราก็ไม่รู้เราจะทําอะไรได้บ้าง ในฐานะที่เราเป็นสภา เป็นที่พึ่งหวัง ก็นําเรียนว่า ถ้ากรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมจะได้กรุณา เพราะว่าผมทําไปเองก็ ไม่ถูกเพราะว่าผมไม่ได้อยู่ในคณะนั้น ทําบันทึกไปว่าให้รื้อกันสักครั้งเถอะเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้น เราจะเสียใจกัน และมันจะมาถึงเราวันไหนก็ไม่รู้ นําเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ
ก็กราบขอบพระคุณในข้อเสนอแนะที่มีคุณค่านี้ ผมขอมอบให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมรับไว้พิจารณาด้วยก็แล้วกันนะครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปก็ขอดําเนินการประชุมดังนี้นะครับ ก็ขอเชิญกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเข้าประจําที่นะครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ได้มีหนังสือขออนุญาต ให้ พลตรี เถกิงศักดิ์ เครือหงส์ เลขานุการอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบ ประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วได้อนุญาต ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยนะครับ
(พลตรี เถกิงศักดิ์ เครือหงส์ เลขานุการอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
สําหรับรายชื่อผู้นําเสนอและชี้แจงมีดังนี้ครับ ๑. ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ๒. ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต ประจําหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ๓. พลตรี เถกิงศักดิ์ เครือหงส์ เลขานุการอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ดังที่เรียนให้ทราบ เมื่อกี้ แล้วก็เป็นผู้ชํานาญการสํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหมด้วย ขอเรียนเชิญท่านเสรี
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ขอเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมืองต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการขออนุญาตเสนอรายงานโดยใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) และเอกสารข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ตามที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เสนอ แผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ประกอบด้วย ๖ ประเด็นหลักดังนี้ ๑. ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ๒. ระบบพรรคการเมือง ๓. การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ๔. การควบคุม และตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ๕. การเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ๖. การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง ซึ่งคณะกรรมาธิการได้เสนอ รายงาน เรื่อง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้ว เมื่อวันที่ ๔ เมษายนที่ผ่านมานั้น ในการนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ได้จัดทําแนวทางและข้อเสนอแนะการปฏิรูป การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง โดยคํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วน และสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ และเป็นแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ในห้วง ๑ ปีครึ่ง คือในช่วงรัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ๒๐ ปีในช่วงรัฐบาลต่อ ๆ มา เพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองไทยใหม่ให้สอดคล้องเหมาะสม กับสังคมไทย การเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน ซึ่งแนวทาง การปฏิรูปการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จะต้องสร้าง รากฐานทางการเมืองให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยได้ปลูกฝังและสร้างจิตสํานึกทางการเมือง ให้ทุกคนรับผิดชอบต่อบ้านเมือง และการสร้างการเมืองใหม่ที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และ สร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมร่วมกันด้วยการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยเพื่อให้การเมืองของไทยเรามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อความ สถาพรของประเทศชาติและประชาชนสืบไป อันจะก่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองที่มั่นคง ยั่งยืน โดยการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีตั้งแต่ขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนทั่วไป ตั้งแต่ อายุเยาว์วัย จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีความรับผิดชอบในทางการเมืองร่วมกัน ต้องกราบเรียน ท่านประธานว่า นอกจากนี้ปัญหาในเรื่องการสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ต้องเรียนว่า นักการเมืองในบ้านเรายังมีปัญหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการเมือง เช่น ท่านประธานจะเห็นว่า ในช่วงเวลานี้มีอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือที่เรียกว่า นักการเมืองมักเสนอความ คิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งบางคนก็มีสาระ บางคนก็ไร้สาระบางคนเสนอแบบไม่มีข้อมูล อย่างเช่นช่วงเวลานี้จะมีอดีตนักการเมืองมักจะพูดว่า ให้ยุบสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือยุบ สปท. แล้วก็เป็นข่าวอยู่ในหนังสือพิมพ์ จนกระทั่งมีการพูดถึงกล่าวขานว่าสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ทําหน้าที่อยู่ไม่มีผลงานหรืออย่างไร ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า แนวข้อเสนอความคิดเห็นของนักการเมือง หรืออดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอ ความเห็นดังกล่าวขาดข้อมูล ขาดจิตสํานึก ขาดความรับผิดชอบ ถ้าจะนําเสนอข้อมูล ต่อสาธารณะต้องเป็นข้อมูลที่เป็นความจริง ซึ่งการทําหน้าที่ของสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศจะเห็นได้ว่าผ่านมาเป็นเวลาประมาณ ๖ เดือน และในช่วงเวลา ๖ เดือนดังกล่าวนี้มีการจัดทําข้อบังคับ ก็จะใช้เวลาหมดไปอีกประมาณ เดือนเศษ เวลาที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทําหน้าที่ก็ประมาณ ๔ เดือนเศษ ๆ แล้วก็ พวกเราก็ทําหน้าที่อย่างเต็มที่ ประชุมกันเกือบทุกวัน รายงานก็รายงานกันทุกสัปดาห์ ทุกเดือน แล้วก็รายงานต่อที่ประชุมสภานี้ก็รายงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องเรียนว่าในส่วนของการทํา หน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นมีข้อเสนอแนะในการที่จะปฏิรูปประเทศไทย ให้ดีขึ้น แต่การปฏิรูปดังกล่าวนั้นก็เป็นในเรื่องของการวางหลักการสําคัญ ๆ ในการที่จะให้ ประเทศพัฒนาเจริญก้าวหน้า ส่วนความสัมฤทธิผลนั้นก็อาจต้องใช้เวลา แต่อาจจะมีบางเรื่อง ที่สามารถทําได้อย่างรวดเร็ว เราก็จะเร่งทําในเรื่องนั้น ๆ นี่เป็นตัวอย่างครับท่านประธาน ว่าในเรื่องของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองให้บรรดานักการเมืองเป็นนักการเมืองที่ดี มีคุณภาพนั้นเป็นเรื่องสําคัญ ถ้ายังปล่อยให้นักการเมืองออกมาพูดเหมือนให้ร้าย เหมือนกับ ไม่รู้ข้อเท็จจริง เหมือนกับไม่สนใจข้อเท็จจริง แต่พยายามสร้างประเด็นให้เกิดขึ้น เพื่อที่จะ กล่าวให้ร้าย ผมคิดว่าเป็นตัวอย่างที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ก็น่าจะนําปัญหาเหล่านี้มาพูดคุยกันในที่ประชุมของสภาของเราด้วย ดังนั้นข้อมูลทั้งหลาย หรือแนวทางที่กรรมาธิการ สปท. ได้ทําไปนั้น ได้ทําอย่างเต็มที่นะครับ ในส่วนตัวเองก็ไม่ได้ ห่วงใยเรื่องการจะให้ สปท. อยู่ยาวนานแค่ไหน แต่เป็นเรื่องที่เราต้องรับผิดชอบว่าสิ่งที่เราทํานั้น เมื่อนําสู่สาธารณชน นําสู่สภาแล้วก็ควรที่จะต้องมีคนออกมาพูดในเรื่องที่เป็นความจริง ในเรื่องที่เราทํางานอย่างเต็มที่ ในเรื่องที่เราพยายามจะช่วยกันแก้ไขปัญหาประเทศบ้านเมือง ซึ่งจะเกิดจากอดีตนักการเมือง อดีต ส.ส. ที่สร้างปัญหาเอาไว้ และเราได้เข้ามาเพื่อจะ แก้ปัญหาดังกล่าว ดังนั้นถ้าหากว่าเราสามารถที่จะเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองเราให้ดีขึ้น ทําให้พี่น้องประชาชน รวมตั้งแต่เยาวชนขึ้นไป สามารถที่จะมีประสบการณ์ ได้รับการศึกษา ได้รับการพัฒนาทางการเมือง มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองร่วมกัน ก็จะทําให้นักการเมือง ในอนาคตเป็นนักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ นี่คือปัญหาใหญ่ ปัจจัยใหญ่สําคัญของการสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ดั้งนั้นเพื่อให้การปฏิรูปการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยสัมฤทธิผล คณะกรรมาธิการจึงได้ตั้ง อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย โดยมีท่านกษิต ภิรมย์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ และเพื่อให้การดําเนินงาน การปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นไปในแนวทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพ เกิดวัฒนธรรม ทางการเมืองที่ยั่งยืน มีความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง จึงกําหนดแผนหลักของการปฏิรูปการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อบรรลุเป้าประสงค์และวัตถุประสงค์ ประกอบด้วย ๔ แผนหลัก คือ แผนหลักที่ ๑ คือการให้การศึกษา เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน แผนหลักที่ ๒ การสร้างการเมืองที่ดี และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน แผนหลักที่ ๓ การประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน แผนหลักที่ ๔ การบริหาร การขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมการเมืองที่ยั่งยืน
ในการนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ขอขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่ได้กําหนด หลักสูตรการศึกษาสร้างประชาชน วัฒนธรรมประชาธิปไตยไว้ในร่างกฎหมายเกี่ยวกับ การศึกษา ซึ่งได้เสนอต่อที่ประชุมสภานี้ไปแล้ว ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านการศึกษาอีกครั้งหนึ่งนะครับ ทั้งนี้เพื่อให้การนําเสนอรายงาน เรื่อง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เป็นไปด้วยความรวดเร็ว และครอบคลุมทุกประเด็น จึงขออนุญาตท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอให้ท่านกษิต ภิรมย์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย นําเสนอรายงานในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อ ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วยครับ
ขอเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ดี และผมขออนุญาตที่จะกล่าวชื่นชมคณะ คสช. ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะไม่ได้ทําในเรื่องกายหรือว่า ทางด้านกายภาพของการยกร่างร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็การวางโครงข่าย เครือข่ายของ การเมืองการปกครองของไทย การจะมีการพัฒนา ส่งเสริมความเป็นพลเมือง การเรียน การเสริมสร้างความเข้าอกเข้าใจ การมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย ทั้งในภาควิชาการ ในภาคทดลองปฏิบัติคู่ขนานไปกับการประชาสัมพันธ์ รณรงค์ ให้ประชาชนพลเมืองของคนไทยทุกคนมีความรู้เข้าความเข้าใจ ฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นที่มาของ สิ่งที่ทางพวกกระผมกําลังจะขอเสนอต่อที่ประชุม สปท. คือแผนแม่บทว่าด้วยการส่งเสริม วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข จะเป็น วาระแห่งชาติ มีเป้าหมายที่จะไปให้ถึงประชาชนพลเมืองไทยทุกหมู่เหล่า ทุกกลุ่ม เยาวชน ในแวดวงการศึกษา แม้กระทั่งเยาวชนในเครือข่ายของกระทรวงกลาโหม สํานักงานตํารวจ แห่งชาติ พนักงานท้องถิ่น ข้าราชการพลเรือน พนักงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ผู้ที่เกี่ยวข้อง กับองค์กรทางภาคประชาสังคม พนักงานของสื่อ เจ้าของสื่อ นักการเมืองทั้งในระดับ ส่วนกลางและท้องถิ่น ทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องมาร่วมเรียนรู้ด้วยกันเพื่อมีความ เข้าอกเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นองค์ประมุข เพราะฉะนั้นเราจะมีโครงสร้างทางการเมืองที่ดีภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกการคู่ขนานกันไปนั้น เราจะมีการเสริมสร้างองค์ความรู้ ทัศนคติ จิตใจ ของคนไทยที่ดีต่อสังคมประชาธิปไตยเพื่อการอยู่ร่วมกันได้ในสังคมระหว่างพลเมือง ๑ คน กับพลเมืองอีก ๖๕ ล้านคน เพื่อจะได้ขับเคลื่อนแล้วก็ก้าวหน้าไปได้ในสังคมประชาธิปไตย ส่วนในรายละเอียดนั้นผมจะขออนุญาตท่านประธานเพื่อจะขอมอบให้ท่าน พลตรี เถกิงศักดิ์ ได้กล่าวในรายละเอียดเกี่ยวกับแผนแม่บทนี้เพื่อการพิจารณาของที่ประชุม สปท. ขอกราบ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันขอแจ้งเรื่องผู้เข้ารับฟังการประชุมนะคะ วันนี้มีคณะบุคคล ขออนุญาตเข้าฟังการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะคะ คือคณะนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จํานวน ๔๐ ท่าน ยินดี ต้อนรับค่ะ เรียนเชิญท่าน พลตรี เถกิงศักดิ์ เครือหงส์ เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลตรี เถกิงศักดิ์ เครือหงส์ เลขานุการอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยขอเรียนชี้แจงรายละเอียดดังนี้ครับ
หลักการและเหตุผล สภาพการเมืองของประเทศไทยยังมีปัญหาที่ไม่อาจ ทําให้การเมืองของประเทศไทยมีความพร้อม มีความเข้มแข็ง และเป็นการเมืองที่ยังไม่อาจ สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยที่เกิดจาก ตัวนักการเมืองและประชาชนที่ขาดความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพฤติกรรมของนักการเมืองหรือคนที่เข้าสู่อํานาจทางการเมือง ยังไม่อาจสร้างความเชื่อมั่น ของประชาชนที่มีต่อนักการเมือง และความรับผิดชอบของประชาชนส่วนใหญ่ยังยึดถืออยู่ที่ ตัวบุคคลและยังอยู่ในระบอบอุปถัมภ์ที่มีแต่ผลประโยชน์ในตัวเองและพวกพ้อง โดยขาด จิตสํานึกในความรับผิดชอบร่วมกันที่จะสร้างการเมืองให้เป็นนักการเมืองที่รักษาผลประโยชน์ ของชาติเป็นสําคัญ จึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางแนวทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในทางการเมืองที่มีมิติสําคัญ อันจะก่อให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ที่เข้มแข็ง ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อชาติและประชาชน ได้แก่ ๑. การสร้างอุดมการณ์ ๒. การสร้าง ความเชื่อในระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ๓. การสร้างความเชื่อในพรรคการเมือง และ ๔. การสร้างความเชื่อในตัวนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ มีความรู้ความสามารถและมี คุณธรรม
อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ทันที ต้องอาศัยปัจจัยหลายประการที่สําคัญ คือ กระบวนการกล่อมเกลาทางการเมืองที่มี รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การมีส่วนร่วมทางการเมือง การปลูกฝังหรือสร้างให้เกิด การผูกพันหรือสร้างประสบการณ์ให้กับเยาวชนได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ยังเยาว์วัย จึงเป็นปัจจัย สําคัญในการก่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ ดังนั้นรูปแบบการปกครองจึงเป็นเพียง สิ่งบ่งชี้ภายนอก ในขณะที่วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นแกนสําคัญทางการเมืองอย่างแท้จริง
สภาพปัญหาของประเทศไทยปัจจุบัน
๑. ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติและความเชื่อถือที่ผิดและเป็นอุปสรรคต่อ วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
๒. ปัญหาด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาการและเรียนรู้ที่จะนําไปสู่วัฒนธรรมทาง การเมืองในระบอบประชาธิปไตย
๓. ปัญหาการเมืองในระบบ ณ ปัจจุบัน
๔. ปัญหาที่ไม่มีผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีให้กับเยาวชนรุ่นต่อไป นะครับ สําหรับรายละเอียดอยู่ในเอกสารแล้วนะครับ
จากสภาพการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยดังได้กล่าว ข้างต้น คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองกําหนดเป้าประสงค์ วัตถุประสงค์และแผนการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ดังนี้
วัตถุประสงค์ เป้าประสงค์หลัก สังคมและประเทศชาติมีการพัฒนาอย่าง มั่นคง เกิดความรักความสามัคคีในหมู่คณะ สังคมมีความเป็นระเบียบ สงบเรียบร้อย เกิดความเป็นธรรมในสังคม ประชาชนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีน้ําใจต่อกัน เพื่อให้บรรลุวัตถุ เป้าประสงค์หลักก็ตั้งเป้าประสงค์รองเอาไว้ ๕ ประการ ๑. ระบบการเมืองที่มีความชอบทาง การเมือง ๒. ระบบการเมืองที่มีคุณธรรมจริยธรรม ๓. ระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล ๔. ระบบการเมืองที่มีประชาชนมีส่วนร่วม และ ๕. ระบบการเมืองที่มี เสถียรภาพ
และเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์หลักและเป้าประสงค์รอง ทางคณะกรรมาธิการ ก็ได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ คือประชาชนจะต้องมีวัฒนธรรมทางการเมือง ๗ ประการดังนี้ ๑. ความเป็นราชอาณาจักร ๒. อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ๓. หลักสิทธิและเสรีภาพ ๔. หลักความเสมอภาค ๕. หลักภราดรภาพ ๖. หลักเหตุผล ฉันทามติ และ ๗. หลักธรรมาภิบาล
และเพื่อให้บรรจุเป้าประสงค์หลัก เป้าประสงค์รองและวัตถุประสงค์ ที่กําหนดไว้ จึงได้กําหนดแผนหลักไว้ ๔ แผนคือ ๑. การให้การศึกษาเพื่อให้เกิดวัฒนธรรม ทางการเมืองที่ยั่งยืน ๒. แผนการสร้างนักการเมืองที่ดีและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน ๓. แผนการประชาสัมพันธ์ และ ๔. แผนบริหาร การขับเคลื่อน
แผนหลักที่ ๑ การให้การศึกษาเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน ประกอบด้วย ๓ แผนคือ แผนที่ ๑.๑ แผนการจัดทําหลักสูตรการศึกษาประชาชน วัฒนธรรม ประชาธิปไตย ประกอบด้วย ๒ แผน คือ โครงการหลักสูตรเร่งรัดสร้างประชาชนและวัฒนธรรม ประชาธิปไตย และโครงการหลักสูตรสร้างประชาชนวัฒนธรรมประชาธิปไตยมาตรฐาน แห่งชาติ
สําหรับโครงการหลักสูตรเร่งรัดนั้นจะมีกลุ่มเป้าหมายดังนี้ครับ นักเรียน มัธยมศึกษาตอนปลาย นักเรียนทหาร ตํารวจ นักศึกษาวิชาทหาร ลูกเสือ ยุวกาชาด ข้าราชการพลเรือน ตํารวจ ทหาร พนักงานเทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ตําบล กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรอิสระ องค์กรไม่แสวงผลกําไร สมาคม ชมรม และสื่อ
โครงการหลักสูตรสร้างประชาชนวัฒนธรรมประชาธิปไตยมาตรฐานแห่งชาติ แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือในระบบการศึกษา และนอกระบบการศึกษา
ต่อไปแผนการสร้างวิทยากรวัฒนธรรมประชาธิปไตยหลักสูตรเร่งรัดและ หลักสูตรมาตรฐาน กลุ่มเป้าหมายก็มีข้าราชการจากกระทรวงศึกษาธิการ อาจารย์จาก มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยของรัฐ ๗๗ แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชน ๖๑ แห่ง รวมทั้งสิ้น ๑๓๘ มหาวิทยาลัย พนักงานเทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบล องค์การบริหาร ส่วนจังหวัด กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการ ทหาร ตํารวจ พระภิกษุ ผู้นําศาสนา สมาชิก สมาคม ชมรมเอ็นจีโอ (NGOs) และประชาชนทั่วไป หลังจากนั้นแล้วก็ยังมีแผนจัดการ วิทยากรลงพื้นที่ให้ความรู้วัฒนธรรมประชาธิปไตยหลักสูตรเร่งรัด สําหรับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับแผนงานที่ ๑ นั้น ประกอบด้วย กลุ่มประชาชน ก็จะมีสํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง สภาพัฒนาการเมือง ภาคประชาชน สื่อมวลชน ข้าราชการ พนักงานของรัฐ สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สถาบันพระปกเกล้า แล้วก็กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มองค์กรไม่แสวงผลกําไร
แผนหลักที่ ๒ การสร้างนักการเมืองที่ดีและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ประกอบด้วย
แผนที่ ๑ แผนการสร้างนักการเมืองที่ดีก็จะมีโครงการหลักสูตรอบรมเยาวชน นักการเมือง โครงการหลักสูตรอบรมนักการเมือง โครงการหลักสูตรอบรมผู้ที่จะสมัครเป็น นักการเมือง องค์กรอิสระและผู้ที่สนใจการเมือง โดยจัดเป็นหลักสูตรสั้น ๆ ระยะ ๑ ถึง ๒ เดือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีสถาบันพระปกเกล้าและคณะกรรมการการเลือกตั้ง
แผนที่ ๒ แผนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ประกอบด้วย โครงการกําหนด มาตรฐานระบบคุณธรรมของนักการเมืองโดยประชาชน โครงการเสวนาจัดให้ประชาชน ร่วมแสวงหาทางออกในประเด็นต่าง ๆ โครงการจัดตั้งสภาพลเมือง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะมีสภาพัฒนาการเมือง สภาองค์กรชุมชน เครือข่ายประชาสังคมจังหวัด คณะกรรมการ การเลือกตั้งกระทรวงมหาดไทย
แผนหลักที่ ๓ เป็นแผนการประชาสัมพันธ์ ประกอบด้วย ๒ แผน
แผนแรก คือการประชาสัมพันธ์ทั่วไป ก็จะมีการจัดทําโครงการสร้างความตื่นตัว จัดทําเว็บไซต์ (Web site)
แผนที่ ๒ การประชาสัมพันธ์กลุ่มประชาชนที่ไม่สนใจการเมือง ขั้นตอน การดําเนินงานของการประชาสัมพันธ์นั้นแบ่งเป็น ๔ ขั้นคือ ขั้นก่อนมีรัฐธรรมนูญ ขั้นมี รัฐธรรมนูญแล้ว ขั้นการเลือกตั้งหรือขั้นหลังการเลือกตั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะมีสถานี วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา โทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงของรัฐ ผู้อํานวยการ สารสนเทศ คณะกรรมการการเลือกตั้ง วิทยุชุมชน เคเบิล (Cable) ภาคเอกชน สื่อ แล้วก็ คณะทํางานประชาสัมพันธ์
แผนหลักที่ ๔ การบริหารการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมือง ที่ยั่งยืน ประกอบด้วย
แผนที่ ๑ แผนกําหนดกลไกการบริหาร ประกอบด้วย คสช. คณะรัฐมนตรี รัฐสภา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กองทัพบกหรือสภาพัฒนาการเมือง ร่วมกันจัดตั้ง ศูนย์บริหารการขับเคลื่อนเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง โดยมอบหมายให้กับมณฑล ทหารบกเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในพื้นที่ ก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ คือ ศูนย์ส่งเสริม ประชาธิปไตยตําบลของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรมส่งเสริมการปกครอง ส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สํานักงานปลัด กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ
แผนที่ ๒ แผนการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ก็จะมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศร่วมกับสภาพัฒนาการเมือง จัดตั้งคณะกรรมการ ปฏิรูปและพัฒนาการเมือง เพื่อปฏิบัติงานให้เสร็จภายในระยะ ๓ ปี
แผนที่ ๓ จัดตั้งกองทุนดําเนินงานวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งที่มางบประมาณประกอบด้วย จากรัฐบาล จากมาตรการภาษี จากภาคีเครือข่าย และ กองทุนดําเนินงานวัฒนธรรมทางการเมือง กระผมขอจบการชี้แจงเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ
จะมีคณะกรรมาธิการท่านอื่นชี้แจงอีกไหมคะ เชิญท่านเสรีค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ขออนุญาตรายงานต่ออีกเล็กน้อยนะครับ ว่าข้อเสนอ ๔ แผนดังกล่าวนั้นเป็นแผนการที่จะต้องนําไปดําเนินการต่อไปนะครับ แต่ในช่วงแรกนี้เป็น ช่วงที่จะต้องให้การขับเคลื่อนในเรื่องของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นรูปธรรม ในคณะกรรมาธิการเราก็เลยมีแนวทางที่จะนําร่องในการที่จะดําเนินการให้วัฒนธรรม การเมืองเกิดขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ระหว่างการพิจารณาเกี่ยวกับรายงานดังกล่าวนี้ ท่านประธาน อนุกรรมาธิการ ก็คือท่านกษิต ภิรมย์ และคณะอนุกรรมาธิการได้ดําเนินการให้ความรู้แล้วก็ รับทราบข้อมูลจากสถานการศึกษาในบางแห่ง บางจังหวัด แล้วก็เริ่มที่จะนําร่องขับเคลื่อน เป็นตัวอย่างหรือเป็นแนวทางที่จะให้เกิดการขับเคลื่อนการปฏิรูปทางด้านวัฒนธรรม ทางการเมืองต่อไป ซึ่งกําหนดระยะเวลาในการปฏิรูปจริง ๆ ตามรายงานเรากําหนดไว้ เดือนพฤษภาคม เราขออนุญาตแก้ไขนะครับ ให้เริ่มที่จะนําร่องการปฏิรูปดังกล่าวนั้น ตั้งแต่เดือนมิถุนายน คือเดือนหน้าเป็นต้นไปนะครับ ซึ่งตามรายงานนี้เราก็ได้วางแนวทาง ดําเนินการ ซึ่งเราก็จะให้มีการรายงานสรุปข้อเสนอแนะให้กับท่านสมาชิกได้พิจารณา รับทราบด้วย ส่วนแหล่งที่มาของงบประมาณนั้น แนวทางการปฏิรูปการสร้างวัฒนธรรม ทางการเมือง เราก็กําหนดให้เป็นงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุน ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ กองทุน ดําเนินงานวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ข้อที่ ๓ จากภาคีเครือข่าย ข้อที่ ๔ จากการบริจาคของประชาชนทั่วไป ข้อที่ ๕ ในระหว่างการนําร่องนั้นก็จะใช้ งบประมาณของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในส่วนที่กรรมาธิการได้รับการจัดสรร และด้านการเมืองได้รับการจัดสรรไว้นะครับ ซึ่งในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มีหน่วยงาน ที่รับผิดชอบหลายหน่วยงานในการจะปฏิรูปการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองให้เกิดขึ้น ทั้งในส่วนภาคประชาชนและภาคการเมืองเอง ซึ่งก็จะเป็นไปตามรายงานนะครับ แล้วส่วนนี้ ถ้าหากว่าสมาชิกได้พิจารณาหรือเห็นว่าเสนอแนะในเรื่องที่จะให้มีการสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองให้ดีขึ้นกว่าเดิมกว่ารายงานอย่างไรก็ได้โปรดพิจารณานะครับ จากรายงาน ทั้งหมดนี้เราได้จัดทําข้อเสนอแนะไว้นะครับว่าจะดําเนินการปฏิรูป แล้วเรามีข้อสรุปและ ข้อเสนอแนะ ขออนุญาตท่านอาจารย์วรรณธรรมซึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการได้สรุป ข้อเสนอแนะให้กับที่ประชุมได้ทราบด้วยครับ ขออนุญาตครับ
เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ในฐานะเลขานุการ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ขออนุญาตที่จะสรุป ข้อเสนอแนะที่ทางอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยนั้นได้ตกผลึกร่วมกัน เราตกลงกันก่อนนะครับว่าเรื่องวัฒนธรรม ทางการเมืองนั้น เป็นเรื่องค่อนข้างจะเป็นนามธรรมนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ทุกคนในสังคมไทยเรา เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกันครับที่ต้องการอยากจะให้มีวัฒนธรรม ทางการเมืองนั้นเป็นรูปแบบที่เรียกว่า เป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตย และปัญหาทางการเมืองไทย โดยตลอดมาคงทราบกันดีว่าปัญหาที่แท้จริงและสําคัญที่สุดนั้น อยู่ตรงนี้ละครับ ที่เรียกว่า วัฒนธรรมทางการเมือง เราคงมีทุนทางสังคม ในทุนทางวัฒนธรรมไม่มากก็น้อยครับ ซึ่งใน ๘๐ กว่าปีที่ผ่านของการ พัฒนาประชาธิปไตย เราก็มีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองดั้งเดิมของเรานั้น ให้รองรับสนับสนุนในแนวคิดวัฒนธรรมของประชาธิปไตย มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง และแน่นอนที่สุดครับ ณ ขณะนี้เราอยู่ในระยะที่กําลังเปลี่ยนผ่าน เราพยายามนําเอาทุนทาง สังคมเดิมหรือวัฒนธรรมเดิมที่ได้สร้างไว้แล้ว หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ สภาพัฒนาการเมือง หรือกระทรวงศึกษาธิการ หรือแม้กระทั่งต้อง ยอมรับนะครับว่า รัฏฐาธิปัตย์ คสช. คือแม่งานสําคัญทั้งสิ้นครับ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ครับ ว่าระยะเปลี่ยนผ่านตรงนี้นั้น ทางคณะของเราจึงให้ความสําคัญไปที่ผู้ที่เกี่ยวข้องที่เรียกว่า รัฐบาล ถ้าท่านพิจารณาดูในเอกสารหน้า ๒๗ นะครับ ข้อเสนอแนะ
ประการที่ ๑ จําเป็นอย่างยิ่งครับที่ต้องให้รัฐบาลนั้น กําหนดปฏิรูปการ เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ตามรายงานฉบับนี้ครับเป็นวาระแห่งชาติ รายงานฉบับนี้ มีข้อเด่นตรงที่ว่า ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านกษิต ภิรมย์ ครับ ได้รวบรวมข้อเท็จจริง ที่เป็นทุนในการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ด้วยวิธีการเข้าพบปะ เข้าไปแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ซึ่งในระยะเวลาที่ช่วงเดือนมิถุนายนถึงปัจจุบัน นะครับ เราเข้าไปพบ เข้าไปทําความเข้าใจ และขอความร่วมมือครับ สําคัญมากเลย ต้อง ยอมรับนะครับว่าการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ผ่านมานั้น แม่งานหลักนั้นจะอยู่ที่ สภาพัฒนาการเมืองก็ดี หรือกระทรวงศึกษาธิการก็ดีนั้น อาจจะมีความคล้ายคลึงกัน ซ้ําซ้อน กันบ้าง แต่จากนี้ไปครับโดย สปท. ตรงนี้นั้น เราจะทําหน้าที่บูรณาการกัน เอารวบรวม นําส่งรัฐบาล ทําอย่างไรถึงจะกําหนดเป็นวาระแห่งชาติให้ได้ตามรายงานฉบับนี้
ประการที่ ๒ ให้รัฐบาลกําหนดเป็นนโยบายโดยมีมติคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดําเนินงานตามแผนหลัก ๑ ถึง ๔ ขออนุญาตครับว่า แผนหลัก ๑ ถึง ๔ นั้น เรามีประสบการณ์ครับว่า ครั้งหนึ่งเราเคยทําแผนพัฒนาการเมืองก็ดี แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติก็ดีครับ แต่เรายังไม่เคยมีแผนวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นรูปธรรม จุดอ่อนของการนําแผนนําไปสู่การปฏิบัติก็คือ ต้องเอาผู้มีส่วนได้เสีย หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้มี ทั้งงบประมาณ มีทั้งแผนงานมานั่งคุยกัน ซึ่งทั้งนี้ครับเราลดช่องว่างตรงนี้มากครับ โดย ท่านประธานอนุกรรมาธิการนั้นจัดประชุมหลายครั้ง เราขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนหลัก ๑ ถึง ๔ นี้ครับมานั่งตกลงกัน ทันทีที่รัฐบาลกําหนดเป็นมติ ครม. ตรงนี้ผมเชื่อว่าจะเป็น มิติใหม่ทางการเมืองครับที่จะฝ่าวิกฤตทางการเมืองของเรา รวมทั้งระยะเปลี่ยนผ่านตรงนี้ ให้เกิดวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ดีขึ้นตามแผนนี้ แล้วที่สําคัญครับ เราเสนอไปถึงขั้นว่า ขอให้ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคําสั่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๔๔ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินตามแผนหลัก เลยนะครับ ถ้าวันนี้นั้นเราอยากเห็นระยะเปลี่ยนผ่านนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่เป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่รวดเร็วขึ้นนะครับ มีการเรียนรู้ที่เอาจริงเอาจังขึ้น เราก็เสนอ ทางออกไว้เหมือนกันครับว่า ถ้ามีประเด็นอะไร โดยเฉพาะหน่วยงานครับ ให้เป็นเอกภาพ มากที่สุด วันนี้มาตรา ๔๔ ก็ควรเอามาเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองได้เช่นกันนะครับ
ประการที่ ๓ ครับ ให้การแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนปฏิรูปและเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อธิบายสั้น ๆ อย่างนี้ว่า หน่วยงานหลักในการพัฒนาทางการเมืองนั้น มีหน่วยงานสําคัญที่เรียกว่า สภาพัฒนาการเมือง สภาพัฒนาการเมืองนั้นเกิดขึ้นในสมัย คมช. นะครับ เมื่อประมาณเกือบ ๑๐ ปีที่แล้วนะครับ มีแผนพัฒนาการเมือง หน้าที่ของ สภาพัฒนาการเมือง คือการติดตามสอดส่องให้มีการดําเนินงานตามแผนพัฒนาการเมือง ดีครับ เป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากในการวางรากฐานประชาธิปไตย แต่พูด ตรงไปตรงมาครับ ยังจับต้องไม่ได้ กินไม่ได้ ยังทําแล้ววัดยังไม่เห็นภาพเท่าไร ครั้งนี้จําเป็น จะต้องทําให้หน่วยงานนี้ขับเคลื่อนไปให้ได้ และรองรับสนับสนุนจากการพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องของการปฏิรูป โดยเฉพาะการปฏิรูปทางการเมืองนะครับ ในอนาคตนั้นจะต้องมี หน่วยงานเข้ามาทําหน้าที่ที่เป็นเจ้าภาพอย่างชัดแจ้ง จึงทําให้มีแนวคิดว่าน่าจะมีการปรับปรุง พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองให้มาเป็นเจ้าภาพหลักในการที่จะนําไปสู่การเสริมสร้าง การปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมืองและด้านการเมืองอื่น ๆ ต่อไปนะครับ
ประการที่ ๔ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตย สัมฤทธิ์ตามรายงานฉบับนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง จะดําเนินการจัดทําโครงการนําร่อง อย่าลืมว่านะครับว่าวัฒนธรรมการเมืองนั้นเป็นเรื่องของ การเรียนรู้ครับ ไม่มีอะไรดีเท่ากับการที่จะต้องให้มีการเลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by doing) มีการที่จะต้องนําร่องไป ปฏิบัติไป ปรับปรุงไปนะครับ หรือในกรณีนี้เราแบ่งออกเป็น ๕ ประเด็นด้วยกันครับ
ประเด็นที่ ๑ จัดทําร่างหลักสูตรการศึกษาด้านเสริมสร้างวัฒนธรรม การเมืองที่ดีและถูกต้อง โดยให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ อยากเห็นครับ กระทรวง ศึกษาธิการมา กศน. มา สภาพัฒนาการเมืองมา คณะกรรมการการเลือกตั้งมา ทําเป็น หลักสูตรที่ดีที่เหมาะสมกับสถานการณ์เปลี่ยนผ่านอย่างนี้ให้คนเข้าใจได้อย่างไรว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นคืออะไร เราคงไม่อยากจะเห็นความล้มเหลวของการปฏิรูป หรือ การที่เราเปลี่ยนผ่านมาแล้วไม่มีผลงานครับ อยากเห็น โดยเฉพาะการสร้างทําความเข้าใจ ที่สําคัญนะครับว่าวัฒนธรรมทางการเมืองที่ถูกต้องนั้นคืออะไร แบบไหน เราคงไม่กลับไปสู่ การเลือกตั้งที่ซื้อเสียงอีกใช่ไหม เราคงไม่กลับไปสู่การที่จะมีนายทุนทางการเมืองเข้ามา ครอบงําอีกใช่ไหม หลายสิ่งหลายอย่างนี้ต้องนําไปสู่การนําร่องนะครับ
ประเด็นที่ ๒ จัดทําโครงการฝึกอบรมวิทยากรอาสาสาสมัครจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานต่าง ๆ ประมาณ ๑๐๐ คนถึง ๒๐๐ คน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตร การศึกษา เพื่อสร้างวิทยากรให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ว่าเรามาซักซ้อม กันหน่อย เอาคนที่ตั้งใจ มีความรู้ความสามารถที่ไปถ่ายทอดเป็นวิทยากรกระบวนการ ซึ่งเราก็ทํางานในลักษณะนี้เพื่อต้องการให้กระชับกับเวลาที่ สปท. มีอยู่นะครับ รวมทั้งเพื่อ เป็นจุดสําคัญในการที่จะเกิดการมีเครือข่ายนะครับ ซึ่งตรงนี้เองก็ต้องยอมรับนะครับว่า ทางคณะของเรานั้นก็ได้มีการประสานงานไปในหลายหน่วยงานแล้วในขณะนี้ เพียงแต่ว่า ถ้าวันนี้รายงานนี้ได้ดําเนินการต่อไปอย่างจริงจังคิดว่าทําได้ทันทีนะครับ
ประเด็นที่ ๓ การจัดสัมมนาเรื่องความเป็นประชาธิปไตยของพุทธศาสนา เพื่อศึกษาถึงพื้นฐานประเพณี วัฒนธรรมที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งตรงนี้แน่นอนว่าพุทธศาสนานั้น มีหลักการสําคัญเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยอยู่หลายประการ แต่เรายังไม่พูดกันอย่างชัดแจ้ง หรือมีการพูดชัดแจ้งแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่นิยม ยังไม่ถือเป็นวัฒนธรรมที่เราน่าจะเอาจริงเอาจัง นะครับ ซึ่งตรงนี้เองก็ถือว่าเป็นโครงการหนึ่งนะครับ
ประเด็นที่ ๔ เราต้องการอบรมนักเรียนอายุก่อนเลือกตั้งครับ คือกลุ่มบุคคลชุดนี้ คือชุดเปลี่ยนผ่านที่จะสร้างตํานานการเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่แท้จริง ทําอย่างไร ถึงจะเริ่มนําร่องกันในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และไม่เฉพาะพุทธศาสนาอย่างเดียว อย่างเช่นโครงการฝึกอบรมเด็กมุสลิมที่ น้อง ๆ มุสลิมจากยะลามานะครับ ก็ต้องถือว่าก็เป็น กลุ่มเป้าหมายหนึ่งครับ โดยดําเนินการร่วมกับมูลนิธิ ศูนย์อิสลามแห่งประเทศไทย
สิ่งสําคัญประการต่อมาที่เร่งด่วนตรงนี้ที่เราขอเสนอก็คือการดําเนินการจัดพิมพ์ หนังสือคู่มือที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างประชาธิปไตยทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย นะครับ
อันนี้ก็คืองานที่เราคิดว่าอนุกรรมาธิการของเรา หรือคณะกรรมาธิการของเรา สามารถนําไปสู่ความเป็นรูปธรรมในการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในเบื้องต้นนะครับ เราต้องรออีกหลายสิ่งนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจะมีรัฐธรรมนูญที่แท้จริงฉบับถาวร การที่จะต้องดําเนินการตามโรดแมป (Road map) ของรัฐบาล หรือ คสช. เห็นไหมครับว่า เรื่องของวัฒนธรรมทางการเมืองนั้นจึงเป็นเรื่องท้าทาย เป็นเรื่องที่ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา เมื่อเป็นคนไทยแล้ว ตกลงกันอย่างแน่วแน่แล้วที่จะเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ต้องเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองอย่างเป็น รูปธรรม และผมอยากจะใช้คํานี้ครับว่า เรายังไม่เคยมีแผนเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ที่แท้จริงนะครับ อาจจะบอกว่าครั้งนี้คงเจาะลงลึกมากขึ้น ไม่ใช่พัฒนาทางการเมืองอย่างที่ เราเคยเห็นมานะครับ แต่นี่คือการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นจริงจังมากกว่า ทุกครั้งที่ผ่านมา ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ผมขอชี้แจง ๑ นาทีเท่านั้นเองนะครับว่าถึงแม้ว่าจะมีการสัมมนา ว่าด้วยความเป็นประชาธิปไตยของพุทธศาสนานั้นมิได้ว่าจะหยุดแค่นั้นนะครับ เพราะว่า ในแผนงานนี้ก็จะมีการฝึกอบรมเยาวชนไทย-มุสลิม อายุ ๑๕ ถึง ๑๗ ปีด้วย ร่วมกับทาง มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ที่คลองตัน นอกจากนั้นแล้วกระผมเองก็มี กําหนดการที่จะไปพบกับผู้นําทางศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ แล้วก็ทางกลุ่มคริสเตียน แล้วก็คริสตังนะครับ ทุกศาสนาสําคัญ ๆ นั้นจะไปพบ เพื่อจะไปขอองค์ความรู้ว่าแต่ละศาสนานั้นสั่งสอนให้ผู้นับถือศาสนาของเขานั้นอยู่ร่วมกัน อย่างสันติอย่างไร แล้วถูกกํากับด้วยหลักธรรมะของเขาอย่างไร และเพื่อที่จะมาประมวล แล้วก็ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรของการเรียนการสอนที่เรากําลังจะดําริที่จะทําขึ้น แล้วก็ถ้าเผื่อเรื่องนี้ผ่านที่นี่ก็จะมีงานชิ้นแรก โครงการนําร่อง คือการประชุมผู้ยกร่างหลักสูตร ประมาณ ๓๐ ท่านด้วยกัน ในวันที่ ๔-๕ มิถุนายน โดยเชิญเกจิอาจารย์จากทุกสถาบันที่ได้ เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนว่าด้วยวิชาการเมืองหรือว่าวัฒนธรรมทางการเมือง ขอกราบ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านนิกร จํานง ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ในฐานะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ ขณะนี้ผมเข้าใจว่าต่อจากนี้คงจะต้องรับฟังความเห็นจากท่านสมาชิกเกี่ยวกับเรื่องสําคัญ ที่เรากําลังดําเนินการ แต่ผมมีประเด็นหนึ่งที่อยากจะทําความเข้าใจกับท่านทั้งหลายก่อน โดยเฉพาะผู้รู้ทางด้านกฎหมาย คือในหน้า ๕ ผมได้เสนอไปว่าควรจะมีการเอาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีการกําหนดเรื่องการปฏิรูปประเทศในด้านการเมือง ซึ่งเป็นด้านหลักลงมาบันทึกไว้ในนี้ ก็มีการเขียนไว้ชัด แต่ประเด็นก็คือว่าเรากําลังคุยเรื่องรัฐธรรมนูญ เรากําลังเขียนไปเรื่อง รัฐธรรมนูญ ประเด็นปัญหาก็คือว่าอยากจะให้ท่านสมาชิก อาจจะเป็นท่านประธานเสรี หรือ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน นะครับ ได้อธิบายกับท่านสมาชิกว่า เนื่องจากว่าการพูดถึงรัฐธรรมนูญ ต่อจากนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในความกังวลของประชาชน ผมเองได้ไปพูดหลายเวทีอยู่ว่าก่อนที่จะ มีการยกร่างพระราชบัญญัติการทําประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ออกเสียงประชามติว่า ในมาตรา ๖๑ เป็นประเด็นมาก ทําให้จนถึงขณะนี้ประชาชนมีความกังวล มีความหวาดกลัว ไม่กล้าแสดงความเห็นกันนะครับ ทีนี้ไม่เว้นแม้แต่ห้องประชุมนี้ว่าสิทธิของเราในการได้รับ ความคุ้มครองว่าเราพูดต่อจากนี้ไป เรากําลังพูดถึงรัฐธรรมนูญไม่ว่าเราจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อย่างไร แล้วก็มีการกระจายเสียงออกไปทั่วประเทศ ดังนั้นสิทธิการคุ้มครองของพวกเราเอง เป็นอย่างไร และมาตรา ๖๑ ที่กล่าวถึงเรื่องนี้จะมีปัญหาไหมถ้าเราจะพูดถึงเรื่องนี้อย่างไร ตรงนี้เป็นประเด็นมาก เพราะว่าผมเองมีความกังวลว่า ถ้าอยู่ในสภาวะเช่นนี้ประชาชน อาจจะมีความกังวล แล้วก็การออกมาใช้สิทธิตามพระราชบัญญัตินี้นะครับ ผมได้พูดถึง รัฐธรรมนูญ ผมพูดถึงพระราชบัญญัตินี้ว่าอาจจะมีปัญหาทําให้จํานวน ผมยังกังวลว่าถ้าจะ ต่ํากว่าจํานวนผู้มีสิทธิทั้งประเทศเดี๋ยวเราก็มีปัญหากันต่อไปอีกเรื่องความชอบธรรม ก็เคย คิดว่าประเด็นนี้ก็อยากจะขอท่านผู้รู้ที่ออกมาบรรยายอยู่ขณะนี้ อาจจะเป็นท่าน ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ท่านคํานูณ ท่านชํานาญเรื่องนี้ได้อธิบายกับพวกเราว่าเรื่องเหล่านี้เราจะพูดกันถึง ได้แค่ไหน เพียงไร เพราะเราพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญมาตราหนึ่งคือมาตรา ๒๕๘ ครับ นําเรียน ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ กรรมาธิการชี้แจงเรียบร้อยแล้วนะคะ ดิฉันมีรายชื่อ ผู้ขออภิปรายอยู่เพียง ๒ ท่านนะคะ คือท่านเลิศรัตน์ รัตนวานิช และท่านสุวัฒน์ จิราพันธุ์ ท่านแรกเชิญท่านเลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปราย เรื่อง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญที่สุดในความสําเร็จหรือความล้มเหลว ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เดิมผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะอภิปราย แต่พอทราบว่าไม่มี คนยื่นขออภิปรายเท่าไร ก็คิดว่าจะใช้เวลาในการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะเป็น ประโยชน์กับคณะกรรมาธิการบ้าง เหตุผลหนึ่งที่มีผู้ขออภิปรายน้อยอาจจะเป็นโดยที่ว่า ถ้ามองขึ้นไปที่บัลลังก์บรรดาท่านกรรมาธิการและสมาชิกทั้งหลาย ๘-๙ ท่านนี่ แต่ละท่าน เป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งประสบการณ์ทางด้านการเมือง มีตําแหน่งแห่งที่ที่สําคัญมา ก็คิดว่าถ้าจะ อภิปรายอะไรไปก็คงยากที่จะไปทําได้ดีกว่าท่านนะครับ ผมก็คงจะไม่ได้คิดที่จะไปเพิ่มเติม อะไรมากมาย นอกจากจะชี้ให้เห็นเพิ่มเติมถึงความล้มเหลวของวัฒนธรรมทางการเมือง ของไทย จากประสบการณ์ที่ได้เรียนได้ศึกษาและได้เดินทางไปในต่างประเทศมา เป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยที่เราคิดจะปลูกฝัง ที่เราจะคิด จะเสริมสร้างนี้มันก็เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาหลัก เป็นที่รับทราบกันมาโดยตลอดในการร่าง รัฐธรรมนูญแต่ละครั้งนี้เราจะหยิบนักการเมืองมาเป็นตัวตั้งเสมอ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตระหนักถึงวัฒนธรรมทางการเมืองของนักการเมืองไทยที่ยังไม่มี ประสิทธิภาพ ยังไม่มีความเหมาะสมต่อระบอบการปกครอง ก็ได้ออกแบบการตรวจสอบ โดยตั้งองค์กรอิสระขึ้นมา ๔-๕ องค์กร องค์กรอิสระเหล่านั้นก็ขึ้นมาเพื่อที่จะตรวจสอบ นักการเมือง ตรวจสอบพฤติกรรมนักการเมือง ถ้าเราพูดถึงวัฒนธรรมทางการเมืองของ นักการเมืองก็คงหนีไม่พ้นจากพฤติกรรมปฏิบัติ ความรู้สึกนึกคิดของบรรดานักการเมือง ของไทยที่เข้ามาดํารงตําแหน่ง ที่เขามาทําหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ต่อมาในการ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่จะลงประชามติในวันที่ ๗ สิงหาคมนี้ ยิ่งคํานึงถึงเรื่อง พฤติกรรมของนักการเมืองมากกว่าแทบจะทุกฉบับก็จะว่าได้ จึงเรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับ ปราบโกง และมุ่งไปสู่การเข้าสู่อํานาจของนักการเมือง ใครที่คิดว่ามีประวัติที่ด่างพร้อย มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ตัดไฟแต่ต้นลม คือไม่ให้เข้ามาเลย ไม่ว่า ท่านจะถูกถอดถอน เขาบอกว่าถูกถอดถอน ห้ามดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๕ ปี ที่จริงคือ ห้ามดํารงตําแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต เพราะว่าในรัฐธรรมนูญในคุณสมบัติของการ เข้าสมัครสู่ตําแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาตินั้น ได้กําหนดว่า ต้องไม่เคยถูกถอดถอน เป็นต้น หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่ผ่านการให้ลงมติของ สภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อปลายปีที่แล้ว ได้เพิ่ม ๑ หมวดเลยนะครับ เขียนว่า ความเป็น นักการเมืองที่ดี เขียนเป็นอย่างนั้นเลย ๑ หมวด โดยมีเจตนาที่จะบอกกับนักการเมือง กับผู้ที่จะมาเป็นนักการเมืองว่าท่านจะต้องทําตัวอย่างไรบ้าง แม้กระทั่งบอกว่าห้ามเอา ของหลวงไปใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง เพื่อครอบครัว ห้ามขับรถหลวงไปตีกอล์ฟอะไร ต่าง ๆ เขียนไว้เกือบหมดเลยครับ ก็ทุกคนนี่ที่มาร่างรัฐธรรมนูญหรือผู้ที่อยู่ในแวดวง อย่างพวกเรานี่ เวลาจะปฏิรูปทางการเมืองสิ่งแรกที่เรานึกถึงคือวัฒนธรรมทางการเมือง ทีนี้ปัญหาว่าทําไมนักการเมืองไทยจึงมีวัฒนธรรมที่น่ารังเกียจ ที่ต้องถูกตั้งแง่ตั้งมุมอยู่เสมอว่า มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม มีจิตสํานึก มีความคิดที่ไม่ใช่นักการเมืองอันเหมาะสมแก่ระบบ การปกครองประชาธิปไตย เราลงไปดูในประเทศที่เป็นต้นแบบของประชาธิปไตย อย่างใน ประเทศสหรัฐอเมริกาคนจะเป็นนักการเมืองร้อยละ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ผ่านการพิสูจน์ ตนเอง เหมือนทองแท้ต้องผ่านการพิสูจน์มาก่อน ผ่านการหลอมด้วยอุณหภูมิสูง ๆ เขาไต่เต้า มาจากการเป็นผู้แทนในระดับตําบลขึ้นมาเป็นเขต เป็นอําเภอ เป็นรัฐ แล้วก็มาเป็นระดับชาติ จนมาเป็นผู้ว่าการมลรัฐ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นซีเนเตอร์ (Senator) หรือสมาชิก วุฒิสภา แล้วก็จะมีส่วนหนึ่งที่มาวิ่งมาเสนอตัวเป็นผู้แข่งขันเข้าเป็นประธานาธิบดี ก็มาจาก การผ่านการพิสูจน์การทําหน้าที่รับใช้ประชาชน ก็จะมีที่เห็นในยุคปัจจุบันก็มีท่านโดนัลด์ ทรัมป์ เท่านั้นที่ไม่ได้มาจากการพิสูจน์ตนเองเป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่นขึ้นมา แต่ก็ได้ พิสูจน์ตนเองในการเป็นนักธุรกิจ ในการเป็นบุคคลสาธารณะในหลาย ๆ ด้าน และการเป็น บุคคลสาธารณะมันก็มีคุณสมบัติที่มีคําจํากัดความที่ผมคิดว่ามากมายพอสมควรที่เราจะต้อง รับผิดชอบต่อสังคมและต่อผู้อื่น ในต่างประเทศ ในอเมริกาผมเห็นรัฐมนตรี ผมเห็นผู้แทน ส.ว. เขาลาออกจากตําแหน่งอยู่บ่อย ๆ เพราะผมติดตามข่าวเกือบทุกวัน ข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) บางคนมีคนรับใช้ซึ่งเป็นผู้หนีเข้าเมือง เช่น หนีมาจากประเทศเม็กซิโก เข้าเมืองไม่ถูก กฎหมาย พอถูกเปิดโปงออกมาก็ต้องลาออก ใช้โทรศัพท์ของทางราชการ ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ไปในทางที่ไม่ถูกต้องก็ต้องลาออก ถูกจับได้ว่าเสียภาษีไม่ถูกต้อง จะโกงหรือไม่โกง ก็ต้องลาออก แล้วออกแล้วคือลาออกไปตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสมารับใช้ประชาชน เพราะ นักการเมืองคือผู้รับใช้ประชาชน ถ้าเราไปที่ประเทศเกาหลีไม่ใช่แค่ลาออก อดีตประธานาธิบดี ถูกเปิดโปงว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะผิดหรือไม่ก็แล้วแต่ ท่านกระโดดภูเขาเลย ฆ่าตัวตาย ในประเทศญี่ปุ่นหลายครั้งที่เอาชีวิตตนเองเพื่อแลกกับเกียรติยศชื่อเสียงที่เสียไป เพราะฉะนั้น ความเป็นนักการเมืองที่ดีมันอยู่ที่เกียรติยศชื่อเสียง มันอยู่ที่สํานึกของการเป็นผู้รับใช้ ประชาชนอย่างบริสุทธิ์ อย่างมีความซื่อสัตย์สุจริต เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือสิ่งซึ่งมีอยู่ ในนักการเมืองของต่างประเทศที่เขาเข้ามาเล่นการเมือง และปัญหาของบ้านเราที่คณะกรรมาธิการ ได้หยิบเจาะเข้าไปบอกว่าการพัฒนานักการเมืองคือการให้การศึกษานั้น ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง มีท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งบอกว่า เลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by doing) ใช่เลยครับ ก็ต้อง มีภาคปฏิบัติ มีความพยายามในการให้การศึกษาเพื่อสร้างคนไทยให้เป็นนักการเมืองที่ดี มากมาย สถาบันพระปกเกล้า สภาพัฒนาการเมือง มีหลักสูตร มีการปฏิบัติ มีการแสดงละคร ที่เราเพิ่งเห็นไปเมื่อเดือนที่แล้ว มีมุขต่าง ๆ ที่จะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีให้กับผู้ที่จะ เข้าสู่แวดวงการเมือง แต่บางครั้ง อันนี้ก็ต้องขอพูดอย่างตรงไปตรงมา หลักสูตรของบ้านเรา ทางการศึกษาเพื่อหวังพัฒนาประชาธิปไตย หวังพัฒนาคนให้เป็นผู้มีจิตสํานึกที่ดี รับใช้ ประชาชนถ้าท่านจะเป็นนักการเมือง ตอนนี้เปิดกันเป็น ๑๐ กว่าหลักสูตร อาจจะเกือบ ๒๐ หลักสูตรแล้ว แล้วเป็นหลักสูตรที่มีคนต่อคิวเข้าศึกษากันมากมาย แต่ผลของหลักสูตรนี้ กลายเป็นหลักสูตรที่สร้างเครือข่าย สร้างความเป็นอภิสิทธิ์ชน สร้างระบบอุปถัมภ์ให้เป็น ที่นิยมชมชอบ เพราะฉะนั้นใครที่มารู้จักกันผ่านการศึกษาในหลักสูตรต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะ มีโอกาส โทรศัพท์ครั้งเดียวก็ได้ทุกอย่าง มุ่งหวังเดิมนั้นบอกว่าโทรศัพท์เพื่อใช้ในการทํางาน การเรียน วปอ. เพื่อให้รู้จักกันจากทุกเครือข่าย ทุกภาคส่วน เวลาทํางานจะได้สะดวก แต่ก็ กลับนําไปใช้ในการฝากฝัง ในการขอเลื่อนยศเลื่อนตําแหน่งต่าง ๆ ที่ผมพูดนี้มีหลักฐาน เพราะว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติ ครม. เรื่องการจัดการศึกษาของหลักสูตร ทั้งหลายที่มุ่งหวังพัฒนาประชาธิปไตยและจิตสํานึกของผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองมีข้อจํากัด หลายเรื่องเลย และมีอยู่ข้อหนึ่งบอกว่า ต้องไม่จัดการศึกษาให้เกิดความฟุ้งเฟ้อ ความฟุ้งเฟ้อนี้ ก็เป็นเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่งของสังคมไทย ขออนุญาตอีกสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะดูแล้ว ไม่ค่อยมีคนอภิปรายเท่าไร ความฟุ้งเฟ้อเป็นปัญหาหลักเลยที่ทําให้เกิดวัฒนธรรมที่ไม่ถูกต้อง ในวงการเมืองไทย ทําไมประเทศสิงคโปร์เขาจึงมีปัญหาเรื่องการทุจริตน้อย มีปัญหาเรื่อง นักการเมืองที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่เหมาะสมน้อย เพราะเขาไม่ฟุ้งเฟ้อ สังคมในประเทศ สิงคโปร์ ผมเห็นนักการเมือง เห็นนักธุรกิจเขาแต่งตัวก็เสื้อขาว กางเกงตัวหนึ่ง แล้วก็คงไม่ใช่ ยี่ห้อแพง ๆ อย่างที่พวกเราใส่กันอยู่ เนกไท (Necktie) เขาก็ไม่ค่อยผูก ถ้าคิดเนกไท (Necktie) แต่ละคนที่มีอยู่ในบ้าน ผมว่ามูลค่าเป็นล้านบาทเลยนะครับ เพราะเส้นหนึ่งเดี๋ยวนี้เกือบหมื่นบาท คนหนึ่งมีหลายร้อยเส้นมาก แล้วก็ซื้อใหม่เกือบทุกอาทิตย์ มีคนเอามาให้เกือบทุกเดือน เพราะฉะนั้นปัญหาความฟุ้งเฟ้อนี้ก็เป็นปัญหาหลักอันหนึ่ง เราจะแก้ไขอย่างไรที่จะให้คนไทย มีค่านิยมที่ลดความฟุ้งเฟ้อ มีหลายคนบอกว่าต้องจํากัดไม่ให้นักการเมืองไปบริจาคเงินในเวลา ไปงาน นั่นก็เป็นแนวคิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามีแนวคิดต่าง ๆ มากมายในการที่จะแก้ไข ปัญหาเรื่องพฤติกรรม เรื่องวัฒนธรรมของนักการเมืองไทย ซึ่งก็เห็นตรงกันกับที่กรรมาธิการ จริง ๆ ถ้าไปอ่านละเอียดท่านเขียนไว้เป็นสิบหน้าเลย ถึงปัญหา ถึงข้อประพฤติปฏิบัติที่ ไม่เหมาะสมของนักการเมืองไทยที่เขียนเท่าไรก็ไม่หมด มีมากมายเหลือเกินที่จะต้องนําไปสู่ การปรับเปลี่ยน นําไปสู่การแก้ไข เพราะฉะนั้นการให้การศึกษาก็เป็นเรื่องที่ดีครับ ผมก็ สนับสนุนแนวทางของกรรมาธิการนะครับ แต่อาจจะต้องทําอย่างไร หรือจะตีฆ้องร้องป่าว อย่างไรให้หนักแน่นกว่านี้ ให้มันกว้างขวางกว่านี้ ให้มันครอบคลุมกว่านี้ เพราะแผนที่เสนอ อยู่เพียง ๔-๕ ประเด็นนั้นก็อาจจะยังดูน้อยอยู่ แต่ก็คงจะต้องบอกว่าก็ต้องมีการเริ่มต้น มิฉะนั้นแล้วมันก็คงจะไม่มีการสานต่อได้ เพราะฉะนั้นการให้เป็นวาระแห่งชาติในแผนหลัก ๔ แผนโดยมติ ครม. ก็สนับสนุนว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่สําคัญว่าการแก้ไขปัญหาการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยที่บ้านเรามีมาแล้วกว่า ๘๐ ปีก็คงจะต้องเล่นกันแรง เล่นกัน อย่างกว้างขวาง แล้วก็ต้องทําให้เป็นตัวอย่างอย่างชัดเจน ก็ขอขอบพระคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาส ก็ขอสนับสนุนที่จะให้เดินหน้าการแก้ไขปัญหาวัฒนธรรมทางการเมืองของ นักการเมืองไทยให้เป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการเสนอ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านเลิศรัตน์ ต่อไปเรียนเชิญท่านสุวัฒน์ จิราพันธุ์ รองปลัด กระทรวงการต่างประเทศ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๕ ประเด็นแรก ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ที่ได้นําเรื่องนี้ขึ้นมาเสนอ ผมมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งเลยว่าการปฏิรูปต่าง ๆ ทั้งหลายนั้นไม่มี ทางจะสําเร็จลงได้ถ้าหากเราไม่เริ่มต้นจากการสร้างวัฒนธรรมที่ถูกต้อง ก็อย่างที่นักวิทยาศาสตร์ อันเลื่องชื่อ ท่านอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็เคยพูดไว้ว่าเราคงจะไม่มีทางแก้ไขปัญหาอะไรที่เกิดได้ ด้วยวิธีคิดแบบเดียวกันที่ทําให้เกิดปัญหานั้นขึ้นมา ผมเองเมื่อต้นปีที่แล้วได้มีโอกาสไปร่วม การสัมมนาของสภาที่ประเทศเยอรมัน เขาก็เชิญกระผมกับท่านสุรินทร์ พิศสุวรรณ ในฐานะ อดีตเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) นะครับ ในการสัมมนาครั้งนั้นผมมีโอกาสได้พูดถึงอาเซียน (ASEAN) ของรัฐบาล ผมไปในฐานะรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้พูดถึงสิ่งที่รัฐบาล คสช. จะดําเนินการต่าง ๆ ในเรื่องของโรดแมป (Road map) ต่าง ๆ นั้น สิ่งหนึ่งที่ในที่ประชุม สัมมนาของสภาของประเทศเยอรมันนั้นเขาให้ความสนใจอย่างมากเลยก็คือเรื่องการปฏิรูป เพราะฉะนั้นผมจึงขอชื่นชมอีกครั้งหนึ่งที่คณะกรรมาธิการได้นําประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา แล้วจากเอกสารต่าง ๆ เท่าที่ผมมีเวลาได้ศึกษาดูนั้น ก็ถือว่าค่อนข้างจะสมบูรณ์นะครับ มีลักษณะของการปฏิรูปอย่างแท้จริง อย่างไรก็แล้วแต่ผมก็มีข้อคิดเห็น ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นแรกนั้นก็จะเป็นเรื่องของคําถาม ก็ขอฝากคณะกรรมาธิการช่วยให้ ความกระจ่างเพิ่มเติมนิดหนึ่งนะครับ ในส่วนที่จะเป็นความเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป โดยเฉพาะ ในตามข้อเสนอนี้ กับข้อเสนอในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพราะผมเชื่อว่าการที่เราจะ สามารถจะสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ ๆ นั้น คงไม่สามารถจะเสร็จได้ในชั่วข้ามคืน คงจะต้อง ใช้ระยะเวลาพอสมควรนะครับ
ประเด็นถัดไป ก็เป็นเรื่องของข้อเสนอแนะนะครับ ในฐานะที่ผมเองก็มีโอกาส ได้เป็นหนึ่งในคณะวิป (Whip) ๓ ฝ่ายด้วย อันแรกก็คือว่าผมดูจากเอกสารแล้วก็ยังไม่เห็น ในส่วนที่ข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้มันจะไปเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อน ทั้งในแง่ของข้อเสนอเรื่องที่ เป็นที่จะใช้ในส่วนของอํานาจรัฐ หรืออํานาจบริหารของรัฐบาล และอันที่ ๒ คือเห็นมีพูดถึง การแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ไม่ทราบว่าจะมีการนําเสนอในส่วนนี้ต่อไปด้วยเลยหรือไม่ เพราะเมื่อ หากว่าในที่ประชุม สปท. นี้ได้อนุมัติ แล้วก็เห็นชอบกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการแล้ว ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของการที่จะถูกส่งต่อไปที่ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็จะลงไปที่วิป (Whip) ๓ ฝ่ายต่อไป
ประเด็นถัดไปที่มันจะเกี่ยวข้องกับข้อเสนอนี้ก็คือเรื่องของข้อเสนอพูดถึง การมีกองทุนดําเนินงานวัฒนธรรมทางการเมืองนะครับ ซึ่งผมก็ยังไม่เห็นข้อชัดเจน ตรงที่ว่าในเรื่องของมาตรการภาษีนั้น ท่านจะนํามาใช้เพื่อจะมาตรงนี้อย่างไร เพื่อที่จะ นํามาสนับสนุนกองทุนดําเนินงาน ก็ขอรับความกระจ่างเพิ่มเติมด้วย
ประเด็นสุดท้าย ซึ่งก็ใกล้เคียงกับที่ท่านเลิศรัตน์ได้กรุณากล่าวไปถึงแล้วนะครับ ก็คือเรื่องของวัฒนธรรมการเมืองนั้น ผมเชื่อว่ามันเป็นกระบวนการที่ต้องต่อเนื่องยาวนาน แล้วก็พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่จะขอฝากคณะกรรมาธิการก็คือ เรื่องของการที่คํานึงถึงมาตรฐานของวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศไทยที่สอดคล้อง และเป็นค่านิยมที่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการที่จะยกระดับ ของวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศไทยด้วย ก็ขอฝากท่านคณะกรรมาธิการเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ลําดับต่อไปนะคะ เชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จริง ๆ กระผมควรจะนั่ง อยู่ข้างบนนะครับ เพราะว่าเป็นกรรมาธิการชุดนี้ด้วย แล้วก็เป็นอนุกรรมาธิการชุดท่านกษิต ภิรมย์ ด้วย แม้ว่าจะเข้าประชุมน้อยเพราะว่าเวลาจะตรงกับเวลาประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศที่ผมเป็นเลขานุการอยู่ แต่ว่าตลอดระยะเวลา ผมก็ได้พูดในคณะอนุกรรมาธิการว่า ขอให้ท่านกษิตทํางานนี้ให้ประสบความสําเร็จอย่างยิ่ง เถอะครับ เพราะว่านี่คือความหวังหนึ่งเดียวที่จะแก้ไขวิกฤตทางการเมืองของประเทศไทย นี่คือความหวังหนึ่งเดียวที่จะทําให้ประเทศไทยได้หลุดพ้นจากวิกฤตประชาธิปไตยที่ดําเนิน มายาวนาน แล้วก็นําประเทศไทยไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นจริงเสียที แม้ว่าจะไม่ใช่ ในชั่วระยะเวลาชั่วข้ามคืน อาจจะต้องกินเวลาถึง ๕ ปี หรือ ๒๐ ปี ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะต้องเกิดมีขึ้นก็ตาม ที่กระผมกล่าวเช่นนั้นเพราะว่ามีความเชื่อมาโดยตลอดว่า การปฏิรูป หรือการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย หรืออาจจะเรียกได้ว่า การปฏิวัติวัฒนธรรมประชาธิปไตย ที่จะต้องเกิดขึ้นนั้น มีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการร่างรัฐธรรมนูญถาวร นี่พูดอย่างเกรงใจนะครับ เกรงใจก็เป็นวัฒนธรรมแบบไทย ๆ ที่ไม่มีในภาษาอื่นอยู่เหมือนกัน แต่พูดอย่างความเป็นจริงก็คือว่ามีความสําคัญเสียยิ่งกว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเสียอีก ประเทศไทยเรากําลังจะมีรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒๐ ที่ว่ากันว่าจะเป็นฉบับถาวร คณะผู้ร่างไม่ว่า คณะใดก็อยากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญที่ตนเองร่างนั้นเป็นฉบับสุดท้ายทั้งสิ้น แต่ในทางความ เป็นจริงแล้วพวกเราก็คงจะเชื่อตรงกันนะครับว่าอาจจะไม่ใช่เช่นนั้น ทั้งนี้เพราะอะไรครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามันมีรัฐธรรมนูญถาวรที่ไม่เคยถูกฉีกมาฉบับหนึ่งที่อยู่ในสังคมไทย เรื่องนี้ก็ เป็นเรื่องที่นักวิชาการหลายคนได้เคยพูดกันตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ตั้งแต่ครั้งมีการรัฐประหารของ คณะ รสช. แล้วก็มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ตอนนั้นก็ว่าจะถาวรนะครับ อันนั้นก็ผ่าน ไปแล้ว ๓ ฉบับ เราก็กําลังจะถาวรอีก สังคมในขณะนั้นก็มีการอภิปรายกัน แล้วก็ค่อนข้างที่ จะเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่ไม่เคยถูกฉีกทิ้งเลยของประเทศไทยก็คือวัฒนธรรม การเมืองของคนไทย วัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมไทยก็คือรัฐธรรมนูญที่ไม่เคยถูกฉีกทิ้ง หรือนักวิชาการบางท่านเขาบอกว่าในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรนี้ถ้าพูดในมุมมองของกฎหมายนี้ มันก็เหมือนมีรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับซ้อนกันอยู่ ก็คือรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติโดยทั่วไป กับอีก ฉบับหนึ่งก็คือบทเฉพาะกาลที่จะทําให้กลไกบ้านเมืองการปกครองในระยะของบทเฉพาะกาล มีความแตกต่างออกไป แต่แท้ที่จริงแล้วก็มีรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่งที่ซ้อนทับกันอยู่ ก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยที่เป็นอิสระของตัวเอง ไม่มีลายลักษณ์อักษรที่เขียนไว้ แต่ว่า ก็คงอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยนอกเหนือไปจากรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรทุกฉบับ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยนี้นะครับที่ทําให้ ๘๐ กว่าปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ตั้งใจจะให้เป็นระบอบประชาธิปไตยนี้ไม่เคยสําเร็จ แล้วเราก็วนเวียนอยู่แต่กับการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งก็จําเป็นนะครับ แต่ว่าสิ่งที่จะต้องทําควบคู่กันไปด้วยก็คือว่า เราจะต้องสร้างหรือจะต้องแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยนี้ให้มันมีความ สอดคล้องกับวัฒนธรรมประชาธิปไตยของสากลโลกที่แท้จริง กระผมเชื่อว่าวัฒนธรรมไทย หลายอย่างนี้เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ควรรักษาไว้ แต่ถ้าเราอ่านในรายงานนี้อย่างละเอียดเราก็ จะพบว่า วัฒนธรรมไทยหลายอย่างนี้มันขัด มันแย้งกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ขัดกับพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย พูดสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือวัฒนธรรมอุปถัมภ์ของสังคมไทย ที่ยังคงเหนียวแน่นและเข้มแข็ง เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกท่านหนึ่งก็ได้อภิปรายไปแล้วว่า เราก็พยายามสร้างหลักสูตรการอบรมขึ้นมาในสถาบันต่าง ๆ จนเดี๋ยวนี้มีหลักสูตรให้เรียนกัน เยอะแยะไปหมด เป็นความตั้งใจดีครับ แต่สุดท้ายรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยนี้ก็ก่อให้เกิด ความตั้งใจที่ดีนั้นเบี่ยงเบนหรือบิดเบนไป กลายเป็นหลักสูตรการศึกษาเหล่านั้นส่งเสริม ระบบอุปถัมภ์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น กลายเป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตยมากขึ้นไปอีก อย่างที่ ๒ ก็คือวัฒนธรรมอํานาจนิยมครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตย เช่นกันนะครับ ผมเป็นลูกศิษย์ทางกฎหมายของท่านอาจารย์ปรีดี เกษมทรัพย์ เดี๋ยวนี้ ท่านชรามากแล้วนะครับ ในชั้นเรียนเมื่อ ๔๐ กว่าปีก่อนนี้ เคยถามท่านว่าถ้าเราจะดูความ เป็นประชาธิปไตยของประเทศต่าง ๆ ได้อย่างไรบ้าง ท่านก็บอกว่าถ้าคุณมีโอกาสไปดูงานยังประเทศต่าง ๆ คุณไม่ต้องเข้าไปดูในรัฐสภาหรอก คุณดูบนท้องถนนเขาก็แล้วกัน นั่นละมันจะบ่งบอกวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ ว่าอยู่ในระบอบอะไร ผมเองเมื่อมีโอกาสได้ไปดูงานในประเทศต่าง ๆ สิ่งที่ผมชอบมากที่สุด ก็คือ การดูการขับรถบนถนน การเดินบนท้องถนน แล้วก็ดูชีวิตของผู้คนแล้วก็มาเปรียบเทียบ กับสังคมไทย ท่านประธานคงเคยไปขับรถในต่างประเทศนะครับ ที่เขาเคยกําหนดความเร็ว ขั้นสูงสุดไว้ไม่เกิน ๑๑๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่เคยไปขับสามารถจะ ขับได้ ๑๑๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป๊ะครับ อยู่ในเลน (Lane) ที่ถูกต้องเป๊ะ แต่เมื่อกลับมาอยู่ ในประเทศไทย ไม่เคยเป๊ะเลยครับ ขับรถในเมืองก็ ๑๒๐ แล้วครับ สิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏบนถนน นี่นะครับ ผมอยากจะยกตัวอย่าง ไฟเขียว ไฟเหลือง ไฟแดง ผมไม่แน่ใจผมเข้าใจถูกหรือเปล่า ถ้ามีไฟเขียวก็ไปใช่ไหมครับ ไฟเหลืองขึ้นมาแปลว่าเราจะต้องเตรียมตัวหยุดใช่ไหมครับ แต่รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยกําหนดไว้ว่า ไฟเหลืองก็คือเร่งไปให้พ้น หรือไฟแดงนิด ๆ สัก ๑ วินาทีก็ยังไปได้ นี่ตัวอย่างที่ ๑ ครับ
ตัวอย่างที่ ๒ ก็คือ ทางม้าลายที่เปิดโอกาสให้คนเดินข้ามถนนนี่นะครับ เมื่อเราเห็นคนเดินลงมาเราต้องชะลอรถ เราต้องหยุดใช่ไหมครับ แต่ความเป็นจริงก็คือว่า เมื่อเราเห็นคนมายืนอยู่ข้างถนนเตรียมจะข้ามถนน เราก็เร่งเครื่องเพื่อจะให้ผ่านทางม้าลายนั้น ไปให้ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ทําให้ตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ถูกวัฒนธรรมของสังคมทําให้เบี่ยงเบนไป สิ่งที่ผิดกลายเป็นสิ่งที่ถูก จนกระทั่งไม่รู้ว่าผิดจริงหรือเปล่า อย่างเป็นต้นว่าทุกวันนี้เราเริ่ม ไม่รู้แล้วว่าไฟเหลืองแปลว่าอะไร ทางม้าลายเมื่อเราผ่านเราต้องชะลอหรือเราต้องเร่งเครื่อง การเคารพกฎหมายที่จะต้องเกิดขึ้นโดยจิตสํานึกก็เป็นเรื่องที่มันจะต้องอยู่ภายใต้จิตสํานึก แต่ตัวอย่างที่เราเห็นจากท้องถนนนี้คืออะไรครับ คือจ่าเฉยครับท่านประธาน อันนี้ก็เป็น นวัตกรรมของสังคมไทยที่ไม่มีที่ไหนในโลกมี คือเป็นการคิดค้นที่สุดยอดของตํารวจไทย นะครับ ก็คือเพราะรู้ว่าคนไทยนั้นเคารพกฎหมายต่อเมื่อมีคนเห็น มีคนจับตาดู ถ้าไม่มีคนเห็น ไม่มีคนจับตาดู ก็หลบ ๆ เลี่ยง ๆ หรือไม่ต้องเคารพก็ได้ เพราะฉะนั้นการขับรถบนท้องถนน เราก็สามารถจะแทรก สามารถจะเบียด สามารถจะทําทุกอย่างได้ที่ผิดกฎจราจรเพื่อให้เรา ไปได้เร็ว แต่การเอาจ่าเฉยมาตั้งไว้นี่นะครับมันเข้ากับวัฒนธรรมของสังคมไทยครับ คือ พอเหลือบไปเห็นนี่ใจมันวาบขึ้นมาว่ามีตํารวจมายืนคอยกํากับดูแลอยู่ เพราะฉะนั้นที่จะ เบียดเข้าทางขึ้นสะพานลอยนี่เราก็ชะลอ ยอมเสียเวลาได้ ก็เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจําวัน แต่ถ้าเราเอาตัวอย่างนี้มาใช้กับบ้านเมือง กับการปกครองบ้านเมือง หรือเรื่องที่ใหญ่ขึ้นมา เราก็จะพบเห็นได้ครับ เรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง ผมเชื่อว่าพวกเรา ไปดูงานในต่างประเทศมา เราเคยไปถามเขาว่าประเทศของท่านมีวิธีการแก้ไขการซื้อสิทธิ ขายเสียงอย่างไร ต้องใช้เวลายาวครับ อธิบายให้เขาฟังก่อนว่าการซื้อสิทธิขายเสียงคืออะไร เพราะของเขาไม่มีครับ ทั้งนี้และทั้งนั้นผมไม่ได้บอกว่าประเทศอื่นเขาดีกว่าเรา ประเทศเรา แย่กว่าเขา แต่กําลังจะบอกว่าการที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรในลักษณะการปฏิรูปนั้นนอกเหนือจาก ตัวบทกฎหมายแล้วสิ่งสําคัญอย่างยิ่งก็คือเปลี่ยนความเคยชิน เปลี่ยนวิถีชีวิตของสังคมหรือ เปลี่ยนวัฒนธรรมของสังคม ท่านประธานครับ นี่ละครับผมถึงเห็นว่าแผนแม่บทของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนั้นมีความสําคัญอย่างยิ่งครับ ควบคู่ไปกับการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับนี้ หรืออาจจะมีฉบับต่อไปนี่นะครับ ก็ว่ากันไป ก็ทํากันไปออกความเห็นกันไปได้ แต่สิ่งหนึ่งก็คือเราไม่สามารถจะทําให้โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ว่าจะพยายามออกแบบ ให้ดีอย่างไรนี่นะครับ เกิดความเป็นจริงในทางปฏิบัติได้เลยก็คือว่า ถ้าเราไม่สามารถที่จะ รณรงค์หรือจัดทําวาระแห่งชาติขึ้นมา ว่าด้วยการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยขึ้นมา สมัยผมเป็นเด็กนะครับ การเข้าคิวก็ยังเป็นเรื่องใหม่สําหรับสังคมไทย แต่ในที่สุดเราสร้าง การเข้าคิวให้เป็นวัฒนธรรมขึ้นมาได้ในระดับสูง แตกต่างกับที่เราไปประเทศอื่นบางประเทศ นะครับ ซึ่งการเข้าคิวยังเป็นปัญหา ผมว่าเราจะต้องไปศึกษาในทางประวัติศาสตร์ถึงการแปล การเข้าคิวที่สังคมไทยยังไม่เคยชินให้มาเป็นที่ยอมรับ และการเข้าคิวนี้ครับ ที่จริงก็ไม่ได้ มีกฎหมายเขียนเอาไว้ ไม่ได้มีระเบียบขององค์กรใด ๆ ที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน ไว้สักเท่าไรนักว่าท่านจะต้องเข้าคิว แต่เป็นที่รู้กันครับว่าบางคนที่ไม่อยากจะเข้าคิวเพราะ อยากจะเร็วนี่นะครับ มันจําเป็นต้องเข้าคิว เพราะอะไรครับ มันกลัวถูกด่าครับ มันกลัวคนที่ เขาเข้าคิวอยู่แล้วนี่ลุกขึ้นมาประณามหรือมาชี้หน้า หรือมาแอนตี้ (Anti) และนี่ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ครับที่กระผมเห็นว่ารายงานชิ้นนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง แต่มันจะปรากฏเป็นจริงขึ้นมาได้ ผมไม่ฝากคณะกรรมาธิการหรอกครับ เพราะว่าคณะกรรมาธิการนั้นไม่สามารถจะรับฝาก เรื่องใหญ่ ๆ แบบนี้ได้ แต่สิ่งที่คณะกรรมาธิการทําแล้วก็คือว่าได้เสนอเรื่องที่มีความสําคัญ อย่างยิ่งนี้มาขอความเห็นจากพี่น้องสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ถ้าเราสามารถ ลงมติผ่านญัตตินี้ไปได้ด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้น ท่านประธานกรุณาออกเสียงด้วยนะครับ อย่างดออกเสียงตามมารยาท ให้เป็นคะแนนเสียงร้อยกว่า ๆ ต่อศูนย์นี่นะครับ มันก็จะเป็น พลังอย่างยิ่งและที่สําคัญก็คือเราก็จะต้องไปผลักดันในคณะกรรมการประสานงาน ๓ ฝ่าย เพื่อให้ทั้งรัฐบาล ทั้งสภา ๒ สภานี่นะครับ จะต้องรับเอาเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ แล้วก็เร่ง บรรจุไว้อยู่ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาลชุดนี้ก่อนจะมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ อีกประมาณ ๑ ปี ๖ เดือน ระยะเวลาหน่วงหรือระยะเวลาเปลี่ยนผ่านอีก ๕ ปี และที่สําคัญ ก็คือมันก็จะต้องไปอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี นี้ด้วยครับ ขอให้เราตั้งความหวังเถอะครับ ว่าพ้นจาก ๒๐ ปีนี้ไปแล้ว วัฒนธรรมประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับสังคมไทยจะถือกําเนิด ขึ้นมา เหมือนกับที่คนไทยเราเมื่อ ๕๐ ปีก่อนเข้าคิวไม่เป็น แต่เดี๋ยวนี้เราเข้าคิวได้ เป็นระเบียบเรียบร้อย นี่คือสิ่งสําคัญครับ เพราะว่าไม่เช่นนั้นมันก็จะเป็นเสมือนการพายเรือ อยู่ในอ่าง พูดเรื่องเดิม ๆ ซ้ํา ๆ ทุกการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ไม่เกิดมีอะไรขึ้น อันที่จริงผมมี ประเด็นที่จะพูดอยู่อีกตามสมควร แต่ว่าคงจะไม่จําเป็นนะครับ ที่อภิปรายมานี้ก็เพียงเพื่อว่า ยกเป็นตัวอย่าง แล้วก็เป็นภาพรวมของความสําคัญว่า นี่คือการสร้างประชาธิปไตยอย่างมั่นคง และอย่างยั่งยืน เป็นความสําคัญอย่างยิ่งก็คือการสร้าง การปรับปรุง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับวัฒนธรรมไทยที่ไม่เคยถูกฉีกทิ้งนี่ ให้มีความเหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะ เป็น ซึ่งกระผมเห็นว่ามีความสําคัญมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่เรากําลังจะมีฉบับที่ ๒๐ อยู่นี้อีก เราต้องร่วมกันผลักดันเป็นมติ ผลักดันไปยังคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ผลักดันไปยังรัฐบาลนะครับ อาศัยช่วงจังหวะที่เรามีระบอบพิเศษด้วยความจําเป็นเหลืออยู่ อีก ๑ ปี ๖ เดือน บวกกับอีก ๕ ปีนี้ พยายามเขียนปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่ไม่เคยถูกแก้ไข ไม่เคยถูกฉีกทิ้งมาให้มีความสอดคล้องกับ วัฒนธรรมประชาธิปไตยที่แท้จริงให้ได้ ก็จะเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อบ้านเมือง ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกเสนอรายชื่ออภิปรายมาอีกหลายท่านนะคะ เพราะฉะนั้นท่านต่อ ๆ ไปก็คงจะต้องรักษาเวลาให้อยู่ภายใน ๑๐ นาทีแล้วนะคะ ต่อไปคือ ท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม ต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ ครับ ในเบื้องต้นผมก็รู้สึกดีใจนะครับที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคม ได้หยิบยกประเด็นสําคัญ ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดปัญหาหนึ่ง ของประเทศไทยขึ้นมาพัฒนาเป็นข้อเสนอที่จะขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ในเบื้องต้นผมอยากจะกราบเรียนว่าในความเข้าใจของผมเองนะครับ วัฒนธรรมจะแบ่งเป็น องค์ประกอบ ๒ ส่วนใหญ่ ส่วนที่ ๑. ก็คือในส่วนของวิธีคิดหรือเวย์ ออฟ ทิงก์ (Way of think) นะครับ ส่วนที่ ๒ คือวิถีชีวิตหรือเวย์ ออฟ ไลฟ์ (Way of life) ซึ่งวิธีคิดนะครับหรือวิธีคิดกับ วิถีชีวิตมันจะเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ถ้าคนมีความเชื่อมีความคิดแบบหนึ่ง พฤติกรรม ที่แสดงออกมาก็จะเป็นแบบหนึ่ง และคําถามวิธีคิดที่ว่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร จากความเข้าใจ ของผมที่ได้ศึกษามา ผมเข้าใจว่าวิธีคิดต่าง ๆ ของมนุษย์มักจะเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ เกิดขึ้น จากการมีปฏิสัมพันธ์หรือมีวิถีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมจนกลายเป็นความเข้าใจ เป็นทัศนคติ เป็นความเชื่อ แล้วก็เป็นวิธีคิดตามลําดับ ผมคิดว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่เราต้องการที่จะ ทําให้เกิดขึ้นในประเทศไทยก็คงจะอยู่บนบริบทนี้เช่นเดียวกัน ผมเห็นด้วยกับตัววัฒนธรรม ที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอมา ๖-๗ ประการนี่นะครับ แล้วก็เห็นด้วยกับตัวแผนงาน ต่าง ๆ ที่จะคิดว่าเป็นแผนในการขับเคลื่อนตัววัฒนธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ผมอยากจะให้ ท่านกรรมาธิการได้ตอบโจทย์ในการใช้กิจกรรมหรือใช้แผนงานให้ตรงกับสิ่งแวดล้อมหรือ กลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย ผมเรียนนะครับว่าในภาษาหรือในกระบวนการวิชา ทางการตลาด เขาจะแบ่งคนออกเป็นเจเนอเรชัน (Generation) นะครับ เมื่อก่อนก็อาจจะ มี ๒-๓ เจเนอเรชัน (Generation) เช่น เบบี้บูม (Baby Boom) แล้วก็เป็นเจเนอเรชัน (Generation) ต่อจากลูกเบบี้บูม (Baby Boom) ก็เป็นเจเนอเรชัน เอกซ์ (Generation X) เอกซ์เทนด์ (Extend) ต่อขยาย แล้วก็เป็นเจเนอเรชัน (Generation) ที่ปัจจุบันก็อายุ ๓๐ เศษ ๆ ที่เขาเรียกว่า เจนวาย (Gen Y) วาย (Y) นี้ไม่ใช่ตัววาย (Y) นะ ดับเบิลยูเอชวาย (Why) หรือเจน (Gen) ทําไมนี่ละครับ เกิดมาก็ตั้งคําถามเลยว่า ทําไม และเจน (Gen) ที่เกิดขึ้น หลังจากมิลเลนเนียม (Millennium) หรือว่าสหัสวรรษหรือปี ๒๐๐๐ นี่นะครับ เขาเรียก เจนเอ็ม (Gen M) ผมตั้งคําถามต่อว่าสิ่งที่เรากําลังจะทําจากการเปลี่ยนแปลงหรือสร้าง วัฒนธรรมที่ว่านี้นะครับ เราทํากับใคร กลุ่มไหน ซึ่งผมคิดว่าท่านกรรมาธิการก็คงจะ สร้างแผนต่าง ๆ เพื่อรองรับในแต่ละกลุ่มช่วงวัย สิ่งที่เกิดขึ้นจากการดําเนินการตามแผนงาน ผมคิดว่าเกิดอยู่ ๒ อย่าง ๑. คือการสร้าง ๒. คือการเปลี่ยนแปลง ผมจะพูดถึงการสร้างก่อน นะครับ การสร้างที่ว่านี้ผมคิดว่าคนที่เราจะคาดหวังที่จะให้เขามีวัฒนธรรมประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์แบบก็คือมีทั้งหลักยึดทั้ง ๖ ข้อหรือ ๗ ประการ แล้วก็มีความอดทนที่จะอยู่กับคน ที่มีความเห็นต่าง คนที่เคารพสิทธิของคนอื่น เคารพสิทธิของตัวเองไม่ไปละเมิดต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าน่าจะคาดหวังในกลุ่มที่อยู่ในกลุ่มเจนเอ็ม (Gen M) เจนเอกซ์ (Gen X) หรือ เจนวาย (Gen Y) ถามว่าคนเหล่านี้เขาอยู่ที่ไหนครับ คนเหล่านี้เขาอยู่ในระบบการศึกษาหรือ เขาอยู่ในระบบการทํางานในช่วงต้น ผมคิดว่าวิธีที่จะสร้างวิทยากรอาจจะเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าการสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาในสถานศึกษาให้มีบรรยากาศของความ เป็นประชาธิปไตยให้ได้เรียนรู้ ผมคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่สําคัญยิ่งกว่า นอกเหนือจากนั้นเขาอยู่ ที่ไหนเขาอยู่ในครอบครัวครับ เขาอยู่ที่บ้าน ยังมีคําพูดอยู่เสมอครับ เด็ก ๆ วัยรุ่น เยาวชน ว่าไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ยังมีคําพูดอยู่เสมอครับว่าคนนี้เป็นเด็กดื้อ ยังถูกสังคมชี้หน้าหรือตีตรา นะครับว่าคนเหล่านี้ไม่เคารพผู้ใหญ่ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สังคมไทยเราให้คุณค่าไว้ แต่ถ้ามอง ในแง่ของสังคมประชาธิปไตยแสดงว่าครอบครัวเขาอาจจะไม่รับความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือเปล่า ซึ่งผมก็ตั้งคําถามย้อนกลับไปที่ท่านกรรมาธิการว่าวัฒนธรรมฐานรากที่มาจาก ครอบครัว มาจากการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ ๘ ชั่วโมงอยู่ในโรงเรียน ๘ ชั่วโมงอยู่ในสิ่งแวดล้อม อื่น ๆ แล้วก็อีกประมาณ ๘ ชั่วโมงอยู่ที่บ้านนี่นะครับ ท่านทําอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลง หรือการสร้างวัฒนธรรมในครอบครัว ส่วนต่อมาที่ผมอยากจะพูดก็คือในแง่ของการเปลี่ยนแปลง นั่นคือผมคิดว่าต้องดําเนินการ ในกลุ่มที่เป็นเจนเอกซ์ (Gen X) หรือ ๓๐-๔๐ ปีขึ้นนะครับ ส่วนกลุ่มคนที่แก่กว่านั้นผมก็ ไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนอย่างไรนะครับ ผมอยากจะสอบถามหรืออยากจะเสนอนะครับว่าคือ ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้นะครับมันต้องเกิดขึ้นจากการที่เรามองสิ่งแวดล้อม ผมไปในท้องถิ่น เยอะ ๆ ผมก็เจอคนพูดถึงการปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือจะเป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขาก็พูดกันถึงการไม่ชอบมาพากลหรือไม่ถูกต้องในการได้มาซึ่ง การดํารงตําแหน่งเยอะแยะมากมาย เราจะทําอย่างไรให้วิถีชีวิตความเคยชินของประชาชน ที่อยู่ในของใกล้ตัวเขาที่สุดเองนะครับ ทําให้มันเปลี่ยนแปลงตรงนั้น เพราะผมเชื่อว่าถ้าเรา ไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ในระดับฐานรากองค์กรหรือว่าการเมืองในระดับชาติมันก็คงจะ เปลี่ยนแปลงได้ยาก หรือไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้นบทบาทขององค์กร ที่ทําหน้าที่ในการกํากับหรือในการทําให้เกิดความสุจริตโปร่งใสในสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัวเขา ในการเมืองระดับท้องถิ่นผมคิดว่าสําคัญมากแล้วอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนว่าในเรื่อง วัฒนธรรม มันต้องมีความเชื่อบางอย่างที่ทําให้สิ่งที่เขาหวงแหนเขาต้องรักษาไว้ด้วย การรักษาวัฒนธรรมนี้ เช่น มันต้องเชื่อมโยงให้ออกครับว่าการคอร์รัปชันเป็นสาเหตุของ ความยากจน มันต้องทําให้คนเขาเห็นครับว่าถ้าเขายังส่งเสริมการคอร์รัปชันมันมีค่าเท่ากับ เขายังส่งเสริมให้ตัวเองมีความยากจนอยู่ ซึ่งอันนี้ก็คงจะต้องใช้การประชาสัมพันธ์ ใช้การ ยกตัวอย่าง หรือใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อที่จะสื่อสารกับประชาชนทั่วไป และสิ่งสุดท้ายจริง ๆ ผมทราบว่าพรุ่งนี้จะมีการนําเสนอข้อเสนอจากทาง ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านอาจารย์ถวิลวดี เรื่องเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายสาธารณะ ฟังดูอาจจะไม่มีคําว่า การเมือง นะครับ แต่นโยบายสาธารณะเป็นเรื่องของผู้มีอํานาจ เป็นเรื่องของผู้อยู่ในอํานาจ ทางการเมือง เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่าข้อเสนอวันนี้ในเรื่องการมีส่วนร่วมกับภาคปฏิบัติ ที่เป็นความจริงจังในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจะเป็นปัจจัยสุดท้ายที่ทําให้วัฒนธรรม ทางการเมืองที่ถูกสร้างหรือเปลี่ยนแปลงนั้นมีความมั่นคงและยั่งยืน ผมก็คาดหวังในแผน ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ว่าคนที่อายุ ๑๐ ปี หรือ ๑๕ ปี หรือต่ํากว่านั้นในวันนี้ อนาคตเขาจะ มาอ่านหนังสือครับว่าประเทศไทยเคยมีการซื้อสิทธิขายเสียงด้วยหรือ ถ้าเราสามารถ ตั้งความหวังนั้นได้เพื่อลูกเพื่อหลานของเรา ผมคิดว่าข้อเสนอวันนี้แล้วก็สิ่งที่เราช่วยกันทํา ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ประสบความสําเร็จแล้วครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ รักษาเวลาได้ตรงเป๊ะเลยนะคะ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ อยู่ไหมคะ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ครับ ความจริงผมก็คงเหมือนท่านสมาชิก สภาหลาย ๆ ท่าน ก็คงไม่อยากจะพูดครับ แต่ว่าเนื่องจากเป็นหัวข้อที่สําคัญที่คณะกรรมาธิการ ได้ตั้งใจอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นเรื่องที่อ่อนแต่ทรงพลัง ทั้งอ่อนและแข็งอยู่ในที่เดียวกัน แล้วก็ เป็นเรื่องที่เป็นรากแก้วของระบอบประชาธิปไตยที่สําคัญยิ่งของทั่วโลกนานาอารยประเทศ หรือแม้แต่โซน (Zone) ภูมิภาคย่อยลงมาถึงประเทศเรานะครับ ดูประหนึ่งว่าจับต้องยาก นะครับ เพราะว่าไปโยงเกี่ยวกับระบบใหญ่คือเรื่องการเมือง พ่วงด้วยเศรษฐกิจและสังคม นะครับ เพียงแต่อันใหญ่อันเดียวเรื่องการเมืองนี่ก็มันทั้งใหญ่และเล็ก และบางคนก็บอกว่า เป็นวิถีชีวิต ถึงไม่อยากยุ่ง ไม่ชอบ แต่เขาก็ต้องมายุ่งกับเราเอง หรือเราก็ต้องยุ่งกับการเมือง นะครับ วัฒนธรรมทางการเมืองนี้จริง ๆ ก็เหมือนโลหิตที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์นะครับ จําเป็นอย่างยิ่ง มีมาตั้งแต่ก่อนเกิด ตั้งแต่ก่อนสภาพเป็นทารกอีกนะครับ แล้วก็อยู่รอดเป็น บุคคล พอรอดเป็นบุคคลก็ยิ่งเห็นชัดเจนขึ้น จนกระทั่งเป็นปัจเจกบุคคล เป็นกลุ่มบุคคล เป็นชุมชน สังคม ประเทศชาตินะครับ ส่วนหนึ่งที่ผู้อภิปรายหลายท่านได้บอกว่ามันล่องลอย อยู่ในอากาศ แต่อีกส่วนหนึ่งเราต้องพยายามจะให้มันจับต้องได้ คือเหมือนกับว่ากินได้อยู่ได้ เพื่อพี่น้องประชาชนชาวไทยหรือพี่น้องเราจะได้มีความสุข เพราะตรงนี้ช่วงหลัง ๆ มาเราจะ ได้ยินว่าการเมือง หรือย่อยลงมาเป็นนักการเมือง ทําอย่างโน้นทําอย่างนี้นะครับ อย่างเช่น ผมไปต่างประเทศบ่อย หรือเจอชาวต่างชาติซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเขาจะถามว่า นักการเมืองของบ้านท่าน คนนั้นคนนี้เดิมอาชีพอะไร เพราะพฤติกรรมของมนุษย์ดูจาก ทั้งอินคัม (Income) ดูจากรายได้และรายจ่าย คือดูจากสเตทเมนต์ (Statement) เขาก็รู้กัน ทั้งประเทศ รู้ตั้งแต่ย้อนยุคอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตด้วยว่าจะมีทายาทตระกูลโน้นตระกูลนี้ สืบทอด ถามว่ารายได้เขามาจากอะไร มาจากการเมือง มาจากอาชีพการเมือง นักการเมืองเหล่านั้นซึ่งหลาย ๆ ประเทศ เอาแค่ รอบ ๆ บ้านเราก็ถามผมบ่อย ว่าคุณเรืองศักดิ์ช่วยตอบก่อนว่า นักการเมืองของคุณแต่ละคน อาชีพอะไร คนนี้ตอบได้ คนนั้นตอบไม่ได้ คนนี้ตอบไปแล้วเขาก็ยิ้ม ๆ สื่อนี้ก็สะท้อนไปถึง เรื่องวัฒนธรรมการเมืองซึ่งเป็นเงาทะมึนส่วนหนึ่งว่าอธิบายยากนะครับ ตรงนี้เราต้องให้ ประชาชนเกิดความรักความศรัทธาและความเชื่อมั่นในเรื่องการเมือง ก็คือพฤติกรรม ของการเมืองของผู้ที่มีส่วนองค์ประกอบของการเมืองคือนักการเมือง รวมทั้งผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ นักการเมือง รวมทั้งผู้ที่เป็นองค์ประกอบของการเมือง คือประชาชนในรัฐนะครับ ทุกคน ก็ต้องมีส่วนในเรื่องวัฒนธรรมการเมือง แล้วเราก็มาย้อนเรื่องปลูกฝังวัฒนธรรมการเมือง ซึ่งผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการนะครับ ซึ่งทําแผนหลักทั้ง ๔ แผนนะครับ แผนหลักก็คือ อันแรก ๆ เราจะว่าด้วยปรัชญาและอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ โดยเน้นไปที่ปลูกต้นไม้หลัก คือการศึกษา ปูพื้นตั้งแต่พื้นดินไปเลยนะครับ แล้วก็ค่อยต่อยอดไปอีก ๒ แผน นะครับ ๒ แผน จนกระทั่งถึงขั้นสร้างความรู้ความเข้าใจ ตรงนี้พวกเราก็คงขอให้กําลังใจนะครับว่า เป็นเรื่อง ที่ยากลําบาก ทําแล้วทําเล่า ก็ต้องทําต่อไป ทีนี้ในส่วนนี้มันเป็นเหมือนกับว่ามันเป็นอาการ ของโรค อาการของโรคคือว่าคนอาจจะชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง แล้วก็บอกว่าเรื่องวัฒนธรรม การเมืองนี่ทํายาก เป็นสมมุติฐานของโรค เราก็ต้องหายาวิเศษรักษาโรค แล้วก็ต้องรุกคืบไปถึง ป้องกันโรคด้วยนะครับ ขอบคุณครับที่คณะกรรมาธิการพยายามจะเดินสายหลักทั้ง ๔ แผน นะครับ แล้วท้ายสุดก็ถึงเป็นกลไกในการขับเคลื่อน เป็นหน่วยงานต่าง ๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรม นะครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ที่จะให้มีการขับเคลื่อนโดยเร็ว ถึงแม้ว่าคําว่า ปฏิรูป ก็คือบางคนบางส่วนก็เข้าใจไปว่า ต้องทําแบบพลิกหน้ามือฝ่ามือมันคงยาก รอบ ๆ บ้านเรา เขาทํามาหลายส่วน เราคงรู้ หลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายถึงประเทศสิงคโปร์ เราจะเห็นว่า ประเทศสิงคโปร์ท้ายสุดเมื่อท่านถึงแก่อสัญกรรม ประชาชนทั้งประเทศก็เข้าคิว ที่ผมเคยบอก แล้วว่า ได้มอบความปลอดภัยให้กับพี่น้องชาวสิงคโปร์อย่างไม่รู้ลืมนะครับ เราจะเห็นว่า ท่านผู้นําของท่านยามว่างท่านก็ใส่เสื้อแขนสั้นหรือง่าย ๆ ไปเดิน มีรูปภาพเยอะ ตั้งแต่พัฒนา จากพื้นที่ชายทะเลต่าง ๆ จากเป็นที่ว่างเปล่า จนกระทั่งปัจจุบันมันมีการพัฒนาการอย่าง เหมือนเนรมิตขึ้นมาได้ ถือว่าท่านก็เป็นผู้นําที่ปลูกฝังด้วยความอดทน และด้วยความยั่งยืน นะครับ หรือถ้าเราไปเวียดนาม ทุกวันนี้ ถ้าไปเดี๋ยวนี้ก็จะเห็นว่าเด็ก ๆ เข้าแถว ฝนตกก็ตาม เพื่อมาดูบ้านลุงโฮ ผมเคยไปหลายครั้งคุยกับเขาว่า ทําไม เขาเพิ่งเป็นเด็กเล็ก ๆ เขารู้จัก ลุงโฮ เพราะลุงโฮอยู่บ้านเล็ก ๆ ท่านไม่ยอมอยู่บ้านใหญ่ ๆ นะครับ นี่คือการปลูกฝังนะครับ ซึ่งท้ายสุดแล้วผมก็จะขอสรุปว่าตรงนี้เราต้องดําเนินต่อไป ทั้งขอสนับสนุนในการดําเนินการ ทั้งแผนหลักทั้ง ๔ แผน ก็คือเป็นรูปแบบ แบบเป็นทางการนะครับ เหมือนเราได้พูดถึง วิถีชีวิตประชาธิปไตย มันมีทั้งวิถีชีวิตแบบปรัชญาหรือแบบอุดมการณ์ และวิถีชีวิตที่กินได้ จับต้องได้ ปากท้องของพี่น้องประชาชน คือวิถีชีวิตจริง ๆ วิถีชีวิตของความเป็นไทยที่มี รากเหง้านะครับ ตรงนี้ครับก็คือผมจะฝากไปด้วยเรื่องแบบไม่เป็นทางการ นอกเหนือจาก ๔ แผนหลักแล้วนี้ มันคงมีเยอะนะครับท่านประธาน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมฟังมาตลอดนะครับ ซึ่งผมเองก็ไม่อยากจะพูดในส่วนที่เกรงว่าพูดไปแล้วคนจะไม่เข้าใจ แต่ผมก็ตัดสินใจที่จะพูดว่า มันมีหลายส่วน เมื่อกี้ผมพูดว่ามันเหมือนเป็นอาการของโรคนะครับ แล้วเราก็พยายามพูดกัน อยู่เสมอ แม้แต่ใน ๔ แผนหลัก ในเรื่องการศึกษาหลาย ๆ คนที่เรียนทางด้านรัฐศาสตร์ การปกครอง กัฟเวิร์นเมนต์ (Government) เราจะมีข้อสอบตั้งแต่ครูบาอาจารย์ยังถาม ข้อสอบสั้น ๆ ขอโทษพูดภาษาอังกฤษครับ วอต อีส โพลิติก (What is politic) ก็คือ การเมืองคืออะไร ออกข้อสอบในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ถามแค่นี้ครับ นักเรียน นักศึกษา เด็ก ๆ ก็ยังตอบยาก ต้องถามและต้องตอบนะครับ ผู้ใหญ่ต้องมีตัวอย่างที่ดีให้เด็กเหล่านั้น เขียนเป็นตัวอักษรมา เหมือนอย่างประเทศเวียดนาม ที่การศึกษาว่าการบ้านของเด็กมีเพียง ๑๐ ข้อ และข้อ ๑ ก็คือว่าน้อง หนู ๆ ที่ตื่นขึ้นมายันเข้านอน มีจิตมั่นที่จะทําความดีอะไรบ้าง ๑ ใน ๑๐ ข้อนั้น ผมไปประเทศเวียดนามมาเขาก็ตอบอย่างนี้ครับ เด็กก็ตอบได้ เป็นเอสเซย์ (Essay) สั้น ๆ นะครับ เฉกเช่นเดียวกัน ผมสรุปก็คือว่าผมเห็นด้วยที่คณะกรรมาธิการได้ ดําเนินการเรื่องนี้นะครับ แต่ส่วนหนึ่งที่ผมเสนอในส่วนเสริมไปทั้งที่เป็นทางการที่ได้ทําไปแล้ว ส่วนไม่เป็นทางการก็คือว่าท่านต้องฟังดู ท่านลองไปพิจารณาดูก็ได้ครับ ท่านคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมฝากให้ท่านคณะกรรมาธิการบอกว่าคงอยากจะให้มีการติดตามผลศาล คดีทุจริตให้มีผลโดยเร็ว ท่านครับ ท่านกรรมาธิการท่านคงทราบมากกว่าผม เพราะผมไม่ใช่ เป็นนักกฎหมาย แต่ผมฟังจากพี่น้องแล้วก็ฟังจากทั่ว ๆ ไป ผมเดินตลาดบ่อยนะครับ ไปท้องไร่ ท้องนา ไปในเมืองหลวง ย่านศูนย์การค้า ไปในที่ต่าง ๆ เขาบอกว่าอยากให้มีศาลคดีทุจริต คดีทุจริตนี่มันคงหลาย ๆ คดีให้มีผลโดยเร็วนะครับ ตอนนี้กําลังเดินไปหลายส่วนแล้วนะครับ ให้มีผลโดยเร็ว ตรงนี้ที่เราพูด ที่ท่านกรรมาธิการพูดเหมือนกับพูดสิ่งที่เย็น ๆ พูดในสิ่งที่ดี ๆ แต่ที่ผมเสนอเรื่องนี้มันอาจจะเป็นเรื่องแข็ง แต่มันเป็นอาการของโรคนะครับ ถ้าเรารักษา ตามอาการก็กินยาแก้ปวดไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นบางทีท่านลองพิจารณาดูว่าศาลคดีทุจริต ให้มีผลโดยเร็ว มีผลโดยเร็วก็คือเกิดมรรคผลนะครับสั้น ๆ และพ่วงด้วยคดีที่รัฐเป็น ผู้เสียหาย ประชาชนมีสิทธิฟ้องคดีได้นะครับ คือบางครั้งเราจะเห็นว่าต้องผ่านทางด้านของ ผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับ ต่อไปนี้ผมคิดว่าประชาชนส่วนหนึ่ง ตาสีตาสา หรือว่าองค์กร ที่เห็นแก่บ้านเมือง แม้ว่าจะถูกเป็นเป้า หรือเป็นผู้ที่ตกในอันตราย สิ่งเหล่านี้จะต้องคุ้มครอง ก็คือว่าประชาชนมีสิทธิที่จะฟ้องคดีได้โดยตรงครับ กราบขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบพระคุณมากนะคะ ต่อไปเชิญท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด รองประธาน สภาพัฒนาการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กระผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด สมาชิกหมายเลข ๕ ครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกรรมาธิการนะครับที่หยิบยกเรื่องนี้ซึ่งเป็น เรื่องสําคัญ แล้วกระผมเห็นด้วยทั้งหมดนะครับกับสิ่งที่ทางกรรมาธิการได้เสนอ แต่กระผม มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อที่จะเป็นประโยชน์ในการที่จะเพิ่มเติมในรายงานนะครับ คือฐานคิด สําคัญอันที่ ๑ ก็คือว่าเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง สาระสําคัญน่าจะอยู่ที่การเปิดพื้นที่การมี ส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการที่จะมาพัฒนาการเมือง ถ้าเรามีพื้นที่การมีส่วนร่วมทางการเมือง ให้กับทุกส่วน วัฒนธรรมทางการเมืองจะถูกเปลี่ยนไปโดยปริยาย การเมืองจะถูกเปลี่ยน ผมมีรูปธรรม ๒ รูปธรรมนะครับ รูปธรรมที่ ๑ ก็คือว่าเป็นรูปธรรมของการเมืองภาคพลเมือง มีรูปธรรมที่เกิด พ.ร.บ. สภาพัฒนาการเมือง ปี ๒๕๕๑ ท่านอาจารย์วรรณธรรมได้หยิบยก ขึ้นมา มี พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ เกิดขึ้นมาพร้อมกันครับ ปี ๒๕๕๑ เช่นกัน ๒ พ.ร.บ. นี้เป็น พ.ร.บ. ที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม หลังจากเกิด พ.ร.บ. ทั้ง ๒ พ.ร.บ. ที่คู่แฝดกัน มันเกิดพื้นที่ทางการเมืองขึ้นระดับพื้นที่ตําบล วันนี้ ประมาณสัก ๔,๐๐๐ กว่าตําบล พอมีพื้นที่ทางการเมือง ๔,๐๐๐ กว่าตําบล แล้วโยงกันมา มีพื้นที่ทางการเมืองระดับจังหวัด มีพื้นที่จังหวัดของภาคประชาชน มีสภาพัฒนาการเมือง มีสภาองค์กรชุมชน ๒ พ.ร.บ. นี้เป็น พ.ร.บ. สําคัญที่สร้างวัฒนธรรมใหม่ของการเมือง รูปธรรมที่ผมอยากจะหยิบยกตรงนี้ก็คือว่า วันนี้ในความหมายของวัฒนธรรมการเมืองไม่ได้ แปลว่าเลือกตั้งวัฒนธรรมการเมืองคุณภาพชีวิตของประชาชนต่างหาก ถ้าภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงทุกส่วน ทุกองค์กร ทุกกลุ่ม มาสัมพันธ์กับท้องถิ่น มาสัมพันธ์กับ ท้องที่แล้วก็มาสัมพันธ์กับหน่วยงานที่อยู่ตรงนั้น พลังการเปลี่ยนแปลงตรงนี้มันก็จะเกิดขึ้น อันนี้เรียกว่า สภาองค์กรชุมชน มันมีประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าตําบล ประเด็นมันอยู่ที่ว่ามันจะ จัดความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมทางการเมืองของสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร สภาองค์กรชุมชน สภาท้องถิ่น หน่วยงานท้องที่ แล้วก็รวมทั้งการบริหารส่วนท้องที่ ถ้า ๔ ประสานนี้ยึดหลัก เป็นฐานสําคัญ แล้วสร้างพลังใหม่ขึ้นมา มันเป็นวัฒนธรรมใหม่ครับ ก็แปลว่าพื้นที่การมี ส่วนร่วมเป็นสาระสําคัญ จะทําอย่างไรให้เกิดพื้นที่ตรงนี้ การเมืองจะถูกเปลี่ยนโดยปริยาย ในรูปธรรมเหล่านี้การเชื่อมโยงทุกตําบล ๖๓ ตําบลในจังหวัดอํานาจเจริญเห็นภาพชัดเจน ทุกตําบล ๖๓ ตําบล ในจังหวัดอํานาจเจริญโยงพื้นที่ระดับตําบล ๔ ประสาน สร้างธรรมนูญ ของตําบลตัวเอง แล้วก็เอาธรรมนูญทุก ๆ ตําบลใน ๖๓ ตําบลโยงมาเป็นธรรมนูญจังหวัด การเมืองเปลี่ยนครับ ประเด็นตรงนี้ก็คือว่ามันจะสร้างพลังตรงนี้ให้มันเกิดได้อย่างไร การเมืองเปลี่ยนในความหมายของผมตรงนี้ก็คือว่าวันนี้พื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการกําหนดว่าอนาคตชะตาชีวิตของเขาควรเป็นอย่างไร เศรษฐกิจควรเป็นอย่างไร ที่ดิน ควรเป็นอย่างไร การศึกษาควรเป็นอย่างไร หยิบยกเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมาเป็นพื้นที่กลาง แล้วก็มาพูดคุยกันตรงนี้มันเลยเป็นแรงสําคัญ วันนี้รูปธรรมเหล่านี้มันกําลังเกิดขึ้นทุก ๆ จังหวัด ไม่ใช่แปลว่าสภาที่ขัดแย้งครับ แต่เป็นสภาการมีส่วนร่วม เราเปิดพื้นที่ให้พลังตรงนี้ มันก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นผมอยากให้เสริมประเด็นตรงนี้ขึ้นไปว่ามันจะเกิด ฐานสําคัญในระยะยาวได้อย่างไร อันนี้คือรูปธรรมระดับพื้นที่ ตําบล แล้วก็จังหวัด ซึ่งเกิดขึ้น มากมาย ประชาชนไม่ได้แปลว่าไม่มีวัฒนธรรม ประชาชนมีพื้นฐานเยอะมากแต่ทําอย่างไร ถึงจะเปิดพื้นที่ตรงนี้จัดความสัมพันธ์ระบบที่มันมีอยู่ตรงนี้ให้มันเกิดพลังร่วมได้อย่างไร วันนี้ นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน พูดคําว่า ประชารัฐ แต่กระบวนการประชาชนที่เคลื่อนมาวันนี้ กําลังพูดถึงสภาพลเมือง สภาการมีส่วนร่วม การสร้างพื้นที่กลาง การสร้างเวทีกลางให้กับสังคม กระบวนการตรงนี้มันถูกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นระบบการเมืองที่เกิดขึ้นถ้าพลัง ประชาชนเชื่อมโยงกัน มีพื้นที่กลางทุกเรื่องราวเกิดขึ้นมาพูดคุยกันผมว่ามันเป็นการศึกษา ทางการเมืองชนิดหนึ่งที่ท่ามกลางการปฏิบัติ และเกิดในภายใต้วิถีชีวิตจริง อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ที่เป็นรูปธรรม ที่อยากจะหยิบยกขึ้นมา
ประเด็นที่ ๒ การให้การศึกษาทางการเมือง ผมมีความคิดว่ากระบวนการ ณ วันนี้ ในการศึกษาทางการเมืองมีรูปธรรม พยายามคิดค้นออกแบบเยอะแยะมากมาย ผมยกรูปธรรม ผมมีโอกาสได้ไปพบไปดูงานที่โรงเรียนอนุบาลเมืองอุตรดิตถ์ เป็นโรงเรียน ที่สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยค่อนข้างสูงมาก โยงทั้งเด็ก ครู พนักงาน แล้วรวมทั้งผู้ปกครอง องค์ประกอบเหล่านี้มีฐานสําคัญพอสมควร แต่ประเด็น อยู่ที่ว่าหลังจากที่เขาจบจากโรงเรียนนั้นเขาไปตรงไหน เขาก็มาเจอสังคมโรงเรียนที่ไม่ได้ มีพื้นฐานแบบนี้ กระบวนการต่อเนื่องแบบนี้มันจะเกิดได้อย่างไร ซึ่งผมว่าลักษณะแบบนี้ ในการศึกษาทางการเมืองมันส่งผลให้วัฒนธรรมทางการเมืองเปลี่ยนด้วย แล้วก็ต้อง มีความต่อเนื่อง
ประเด็นสําคัญที่ผมหยิบยก ๒ เรื่องนี้ แท้ที่จริงแล้วก็มีหน่วยงานเยอะแยะ มากมายที่รับผิดชอบอยู่ตอนนี้ ท่านอาจารย์วรรณธรรมได้หยิบยกมา สภาพัฒนาการเมือง ได้เกิดขึ้น ปี ๒๕๕๑ ๙ ปี ถ้าเปรียบถึงคนก็คือประมาณอยู่ ป. ๓ เท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน การเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองฝังรากลึกไม่ต่ํากว่า ๖๐ ปี ถ้าเป็นเขี้ยวก็เดินไปไม่ได้แล้ว มันฝังดิน มันรากไปเลย เพราะฉะนั้นกระบวนการการมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมทาง การเมือง เครื่องมือสําคัญของสภาพัฒนาการเมืองสู่แผนพัฒนาการเมือง แผนพัฒนา การเมืองคล้าย ๆ กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่หน่วยงาน เวลาวางแผน งบประมาณประจําปีต้องอ้างถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ในขณะเดียวกันแผนพัฒนาการเมืองไม่ได้ถูกหยิบยกตรงนั้น ประเด็นปัญหาก็คือว่าอํานาจ บทบาทหน้าที่สาระสําคัญตรงนั้นมีไม่เพียงพอ พ.ร.บ. สภาพัฒนาการเมืองอาจจะต้องมีการ ปรับเปลี่ยน ในขณะเดียวกันแผนพัฒนาการเมืองไม่ใช่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเท่านั้น ที่จะต้องหยิบยกแล้วก็ไปทํา ผมว่าทุกกระทรวง ทบวง กรมเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งหมด เกี่ยวข้องอย่างไรครับ เกี่ยวข้องก็คือว่ามันคือพื้นฐานทางวิถีชีวิตของคนทั้งหมด ถ้าพูดถึง วัฒนธรรม เศรษฐกิจมันก็คือการเมือง สังคมมันก็คือการเมือง เพราะฉะนั้นทุกหน่วยงานต้อง เอาแผนพัฒนาการเมืองไปดูด้วย ไม่ใช่เฉพาะกับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้นถ้าเป็น ชุดข้อเสนอเพิ่มเติม ณ ตอนนี้ก็คือว่าในเรื่องแผนพัฒนาการเมืองนี้ทุกหน่วยงานก็จะต้องเอา เรื่องราวเหล่านี้ไปสอดคล้องกับแผนพัฒนาของตัวเอง ในขณะเดียวกันการศึกษาทาง การเมืองก็จะต้องพูดถึงเรื่องของความต่อเนื่อง ประเด็นผมมีนิดเดียวครับ ที่เป็นข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการนะครับ ผมดูแผนงานปุ๊บมันก็มีคําว่า โครงการ วันนี้ผมอยู่ข้างล่างครับ ผมอยู่กับพี่น้องภาคประชาชน คําว่า โครงการ นี้มันเฝือครับ ทําอย่างไรถึงจะเปลี่ยน โครงการให้มันเป็นเรื่องราวที่เป็นวิถีครับ วันนี้พี่น้องประชาชนบริโภคคําว่า โครงการ เดี๋ยวก็ มีโครงการนั้น เดี๋ยวก็มีโครงการนี้ ผมไม่ได้แปลว่าผมไม่เห็นด้วยนะครับ เห็นว่าจะทําอย่างไร ถึงจะไม่ใช่โครงการ ถ้าเป็นโครงการเมื่อไรความรู้สึกของชาวบ้านบอก เดี๋ยวเขาก็มาทํา เดี๋ยวเขาก็กัก ทําอย่างไรให้เกิดกระบวนการที่ต่อเนื่องและเห็นวิถีของวัฒนธรรมทางการเมือง อันนี้คือประเด็นสําคัญ
ข้อเสนอประเด็นที่ ๓ ก็คือผมว่ากําลังคิดว่าวัฒนธรรมทางการเมือง ถ้าพลเมือง เข้มแข็งวัฒนธรรมการเมืองก็ต้องเปลี่ยน การเมืองที่จะเข้มแข็งได้ก็คือสร้างจากความสัมพันธ์ สร้างพื้นที่ทางการเมืองให้กับภาคประชาชนทุกส่วน มีพื้นที่กลางได้ไหมระดับพื้นที่ ระดับตําบล ชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ แล้วก็ภาคีหน่วยงาน มีวงกลางกันได้ไหมที่จะมาพูดคุยมาออกแบบ ด้วยกันในแผนพัฒนา ๕ ปี ๒๐ ปี ถ้ากระบวนการตรงนี้มันเกิดขึ้น แน่นอนก็คือว่าท้องถิ่น จะทําอะไรที่นอกเหนือจากยุทธศาสตร์กลางหรือพื้นที่กลางตกลงกันมันก็ยาก ในขณะเดียวกัน ถ้าพื้นที่จังหวัดมันมีคําว่า ภาคชุมชน ที่มีสภาองค์กรชุมชน มีภาคของท้องถิ่น มีภาคของ ท้องที่ว่าด้วยบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งภาคีหน่วยงานในรูปของประชารัฐปัจจุบันวันนี้ ถ้ามันมีพื้นที่กลาง มันมีวงกลาง วัฒนธรรมทางการเมืองตรงนี้มันก็ถูกเปลี่ยนแปลง มันแปลว่า เอาทุกเรื่องขึ้นมาอยู่ในเวทีกลาง หงายกระทะขึ้นมาให้ทุกคนได้รับรู้รับทราบและเห็นด้วยกัน พลังตรงนี้มันจะเปลี่ยนแปลงครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ รักษาเวลาทุกท่านเลยนะคะ ขอบพระคุณมาก ๆ ค่ะ ท่านต่อไปนะคะ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ วันนี้เรากําลังพิจารณาเรื่องที่หลายท่านได้กล่าว แล้วว่ามีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งต่อรากฐานในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงมี ถ้อยคําคําว่า วัฒนธรรมทางการเมือง จริง ๆ แล้วคําว่า วัฒนธรรมทางการเมือง นั้นเป็นคําที่ ไม่ใหม่นักแล้วก็ไม่เก่านัก ช่วงหลัง ๆ นี้มีการพูดถึงกันค่อนข้างจะบ่อยขึ้นหลังจากที่ ประเทศไทยประสบปัญหากับพัฒนาการทางการเมืองมาตลอดระยะเวลา ๘๐ ปี คําว่า วัฒนธรรมทางการเมือง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังในอดีต ถ้าผม จําไม่ผิดคือท่าน ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์กมล สมวิเชียร ท่านได้ศึกษาเรื่องนี้และท่านก็ พยายามที่จะเขียนตํารับตํารา แล้วก็เขียนบทความที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการเมือง โดยอ้างอิงจากนักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์จากต่างประเทศ รู้สึกจะเป็นอัลมอนด์ และ พาวเวลล์ แต่อย่างไรก็แล้วแต่การเมืองของไทยนั้นคงจะหยิบตํารับตําราต่างประเทศ มาเทียบเคียงหรืออ้างอิงนั้นค่อนข้างจะยาก ประเทศไทยนั้นมีวัฒนธรรมหลาย ๆ อย่าง เป็นของตัวเอง หลาย ๆ อย่างสืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ หลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นจากการผสมผสาน จากหลาย ๆ วัฒนธรรม แต่สิ่งที่อยู่ในรากเหง้า ผมอยากจะบอกว่าอยู่ในสายเลือดของคนไทยเลยก็ว่าได้ มีอยู่หลาย ประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมทางด้านความกตัญญู วัฒนธรรมในระบบอุปถัมภ์ วัฒนธรรมการนับถือหรือเกรงใจคนที่มีฐานะ วัฒนธรรมที่บอกว่าบุญคุณต้องทดแทนอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น หลาย ๆ อย่างที่เราพูดว่าเป็นวัฒนธรรมนั้นบางอย่างเป็นผลเสียต่อ พัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทย วันนี้ดีครับ เป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่ทางกรรมาธิการ ท่านนําเรื่องนี้เข้ามา ผมคิดว่านี่จะเป็นยุคบุกเบิก ยุคริเริ่มของการปรับวัฒนธรรมทาง การเมืองของคนไทยเสียที แทนที่จะอยู่ในสายเลือด ผมอยากจะให้อยู่ใน ดีเอ็นเอ (DNA) เลยก็ว่าได้ หรืออยู่ในยีน (Gene) ของคนไทยเลยก็ว่าได้ หลายเรื่องหลายอย่างเป็นรูปแบบ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มาจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักคิด หรือว่าอุดมการณ์ หรือวิธีการนําระบอบประชาธิปไตยมาใช้นั้น เพื่อให้เกิดเป็นรูปแบบ ซึ่งท่านเขียนไว้ในเอกสารของท่านในหน้า ๑๓ ข้อ ๑ คือความเป็นราชอาณาจักร ข้อ ๒ คือ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ข้อ ๓ หลักสิทธิและเสรีภาพ ข้อ ๔ หลักความเสมอภาค ข้อ ๕ หลักภราดรภาพ ข้อ ๖ หลักเหตุผล และข้อ ๗ หลักธรรมาภิบาล ท่านประธานครับ ท่านได้ขยายความคําว่า หลักธรรมาภิบาล เอาไว้ว่าองค์ประกอบของหลักธรรมาภิบาลนั้น มีอยู่หลายประการด้วยกัน แต่สิ่งที่ผมอยากจะนําเรียนถ้อยคําของครูบาอาจารย์ของทาง พุทธศาสนาและหลักคิดของคนไทยเลยก็ว่าได้ ก็คือคํากล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านกล่าวเอาไว้นานมากแล้ว สิ่งที่ท่านเอามาเทียบเคียงเป็นวาทกรรมทางการเมืองของท่าน พุทธทาสภิกขุนั้น ท่านใช้คําว่า ศีลธรรมเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ท่านกล่าวไว้ค่อนข้าง จะเป็นอมตะวาจา ว่าประชาธิปไตยนั้นต้องถือประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ การทําให้ ศีลธรรมกลับมาเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยนี้มันดีต่อเมื่อมีศีลธรรม เป็นรากฐาน ถ้าไม่มีศีลธรรมเป็นรากฐานมันก็เป็นประชาธิปไตยโกง เมื่อไม่มีศีลธรรม เป็นพื้นฐานแล้ว ระบบประชาธิปไตยนั่นละจะเป็นระบบที่เลวร้ายที่สุด ยังมีใครปฏิเสธ ถ้อยคํานี้ได้ ผมขอนําเรียนอย่างนี้ครับ หลักคุณธรรม หลักจริยธรรม อะไรต่าง ๆ นั้นสามารถ ใช้ได้กับคนไทยในเมือง แต่คนไทยอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในภูมิภาค ที่อยู่ในชนบท ที่อาจจะ ด้อยกว่าในเรื่องของเศรษฐสถานะหรือการศึกษาแล้ว บางครั้งการเอาคําว่า วัฒนธรรมทาง การเมืองที่ดีเป็นอย่างไร หลักสิทธิเสรีภาพ หลักประชาธิปไตย หลักภราดรภาพ หรืออะไร ต่าง ๆ ที่เป็นหลักการของประชาธิปไตยไปอบรม ไปบอกเขานั้น บางครั้งเขาจะไม่เข้าใจ แต่คําว่า ศีลธรรมนี้มันอยู่ในดีเอ็นเอ (DNA) ของคนไทยมาตั้งแต่เกิด ศึกษาขึ้นมา พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้หลักผู้ใหญ่ก็จะบอกว่าเติบโตขึ้นมาให้เป็นคนดีมีศีลธรรม เพราะฉะนั้นการที่ คนไทยจะมีศีลธรรมเป็นรากฐานของการดําเนินชีวิตนั้น ย่อมจะเป็นพื้นฐานในการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างดี คงเคยได้ยินทฤษฎีที่มีนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ท่านพูด และท่านเขียนเอกสารเอาไว้ ๒ มกรา ประชาธิปไตย แสดงว่าเราให้ความสําคัญทั้งในเมือง และในชนบทเท่า ๆ กัน พอ ๆ กัน นักการเมืองหรือคนที่อยู่ในเมืองสร้างหรือตั้งรัฐบาล นักการเมืองที่อยู่ในชนบทร่วมตั้งรัฐบาล แต่เวลาล้มรัฐบาลแล้ว บ่อยครั้งที่ในเมืองเป็นฝ่ายล้ม เพราะฉะนั้นรากฐานของประชาธิปไตยที่ดี ที่จะยั่งยืนมั่งคง คือรากฐานที่คนไทยช่วยกัน ฝึกอบรมบ่มนิสัยให้คนไทยรุ่นใหม่ ยุคใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นคนไทยที่มีศีลธรรม ผมจึงฝากเอาไว้ว่าถ้าทางกรรมาธิการท่านจะศึกษาเรื่องนี้ มีเอกสารเยอะแยะมากมายที่ทาง ท่านพุทธทาสภิกขุได้เขียนหรือได้กล่าวบรรยายธรรมเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีอยู่ที่คนไทย เอามาน้อมนําอยู่มากมาย ผมขออนุญาตฝากเรียนท่านประธานผ่านไปทางกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการ ตํารวจภูธร ภาค ๑ เรียนเชิญค่ะ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิก สปท. ลําดับ ๑๙๗ ก็ต้องขออนุญาตย้อนหลังนิดหนึ่ง วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ เมื่อวานนี้ครบ ๒ ปีที่ต้องมีวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ ก็คงจะเป็นคําตอบที่ชัดเจนว่าเป็นปัญหาในทางการเมือง ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองขึ้นไปแล้วมีนักการเมืองที่มีความอาวุโส ทําการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาในอนาคตให้ยั่งยืน ผมเห็นด้วยครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ไม่ว่าจะเป็น ท่านกษิต ภิรมย์ จนเป็นผลให้ท่านสุรินทร์ไม่อภิปรายหรือเปล่าไม่ทราบ ท่านนิกร จํานง ซึ่งที่ ผมเอ่ยนามถึง เป็นนักการเมืองอาวุโสที่เป็นน้ําดี ท่านคงทราบปัญหาทั้งหมด และท่านกษิตเอง เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ผมยิ่งไว้ใจใหญ่ แต่ที่ต้องลุกมาอภิปรายเพราะต้องการจะฝาก ไว้บางเรื่อง รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๕ บัญญัติ ๑๐ ประการที่เรามักเรียกกันสั้น ๆ เกือบครึ่งหนึ่งในบัญญัติ ๑๐ ประการหรือครึ่งหนึ่งเป็นปัญหาทางการเมืองทั้งสิ้น ฉายสั้น ๆ นิดเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็นอนุกรรมาธิการต้น ๆ นะครับ ผมจําอนุไม่ได้ เอาเนื้อก็แล้วกันว่า ปัญหาแรกคือนักการเมืองที่ฉ้อฉล โกงบ้านโกงเมืองจะต้องตัดสิทธิทางการเมือง ไม่ให้เข้ามา อยู่ในเวทีนี้อีก ผมเคยอภิปรายไว้ตรงนี้ครับ นักมวยล้มมวยเขาห้ามชกตลอดชีวิต นักการเมือง โกงบ้านโกงเมืองยังกลับมาเล่นอีก นี่มันอะไรกัน รัฐธรรมนูญเขียนไว้ครับ พรรคการเมือง นักการเมืองจะต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่เป็นของนายทุน นโยบายของพรรคการเมือง จะต้องไม่ประชานิยม ผมอภิปรายไว้ตอนต้น ๆ ที่เป็นสมาชิกใหม่ ๆ ว่า นโยบายประชานิยม คือช็อกโกแลตที่เคลือบด้วยยาพิษ จะต้องไม่เป็นพรรคการเมือง ไม่ต้องเป็นนักการเมือง ที่เผด็จการในสภา แก้รัฐธรรมนูญให้หัวหกก้นขวิดก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องตอบโจทย์ตรงนี้ครับ ท่านกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้ ต้องแก้โจทย์เหล่านี้ให้ได้ทั้งหมดก่อน ถ้ายังต้องทําให้ได้ สิ่งหนึ่งที่กรรมาธิการลุกมาชี้แจงเมื่อสักครู่ ผมฟังแล้วคล้อยตามครับ แต่อยากจะเติม ท่านมุ่งเน้นไปที่นักการเมืองเป็นหลัก ท่านจะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไปที่ตัวนักการเมือง ผมขอเติมตรงนี้ครับว่า ท่านต้องมุ่งไปที่ประชาชนเป็นหลักครับ ต้องสร้าง วัฒนธรรมในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้กับประชาชนเป็นหลัก เพราะประชาชน นั่นละครับจะมาเป็นนักการเมือง ถ้าท่านไปแก้ที่ปลายอย่างเดียว คือไปสร้างวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือสิ่งที่ดีงามให้กับตัวนักการเมือง แต่นักการเมืองที่มานั้นไม่ดีมาแล้วมันยากครับ มาดัดตอนปลายมันยากครับ เราต้องสร้างวัฒนธรรมในทางการเมืองให้กับประชาชนก่อนครับ สร้างอย่างไรครับ ผมจะเชื่อมสะพานให้ท่านนิดเดียวครับ ขณะนี้ กกต. ครับ คณะกรรมการ การเลือกตั้งมีโครงการอยู่โครงการหนึ่งครับ เรียกย่อว่า ศส.ปชต. ศูนย์ส่งเสริมพัฒนา ประชาธิปไตยประจําตําบล ผมเป็น กกต. อยู่ กทม. ครับ ผมสร้างศูนย์นี้ขึ้นมาเฉพาะใน กรุงเทพมหานคร มี ๑๖๙ ศูนย์ครับ มีทุกเขต มีทุกแขวง ทั่วประเทศต้องสร้างเสร็จภายใน ปีนี้ครับ ทั้งหมด ๗,๔๒๔ ศูนย์ครับ ศส.ปชต. ศูนย์ส่งเสริมประชาธิปไตยประจําตําบล ศูนย์นี้ จะไปสร้างประชาธิปไตยให้กับประชาชน จะเข้าไปในทุกชุมชน จะสร้างวัฒนธรรมในทาง การเมืองให้กับประชาชนในทุกชุมชนในประเทศนี้ โครงการนี้เมื่อสักครู่ ท่านกษิต ภิรมย์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านบอกว่าถ้าผ่านสภานี้ไปแล้ว ก็จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเขียน หลักสูตรเพื่อสร้างวัฒนธรรมในทางการเมือง ผมฝากครับว่า ต้องเขียนสร้างวัฒนธรรมในทาง การเมืองให้กับประชาชนครับ ไม่ใช่นักการเมือง แล้วไปใส่เชื่อมโยงกับศูนย์นี้ครับ ท่านจะมี เส้นทางที่จะนําวัฒนธรรมทางการเมืองสู่ประชาชนที่ง่ายขึ้น ขอบคุณครับที่ท่านเขียนใน แผนว่า มี กกต. ร่วมอยู่ด้วยนะครับ ตรงนั้นไปด้วยกันได้แล้วครับ ก็ฝากไว้ตรงต่อท่อไปสู่ ประชาชนสร้างวัฒนธรรมในทางการเมืองให้กับประชาชนครับ แล้วประชาชนที่มาเป็น นักการเมือง ก็จะเป็นนักการเมืองที่มีวัฒนธรรมที่ดี เราก็สามารถแก้ปัญหา วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ ได้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ฉบับชั่วคราว มาตรา ๓๕ ในบัญญัติ ๔ ประการ ปัญหาของบ้านเมืองนี้ก็จะหมดสิ้นไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านอํานวยมากค่ะ ต่อไปท่านสุดท้ายคือท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ลําดับที่ ๑๐ จาก จังหวัดยะลาครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมได้ฟังจาก คณะกรรมาธิการที่นําเสนอเรื่องที่สําคัญที่เกี่ยวข้องกับความคงอยู่ของบ้านเมืองในระบอบ การปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมันไปสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เกือบทุกฉบับที่ได้ตราไว้ในเรื่องอย่างนี้ เช่น ที่เขียนไว้ว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถ้าจะถามผม ผมคิดว่าอันนี้เป็นหลักของ บ้านเมืองของเราที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับตราขึ้นมา เราจะต้องรักษาไว้ในส่วนนี้ตลอดไป ในหลวงทรงตรัสว่า การรักษาวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ เพราะฉะนั้นรักษาวัฒนธรรม คือการรักษาชาติ วัฒนธรรมของการเมือง การปกครองบ้านเรามันก็ต้องไปสอดคล้องกับสิ่งที่ เป็นสถาบันหลักของเราที่มีอยู่ ก็คือพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ของชาติ ของบ้าน ของเมือง แต่ในปัจจุบันนี้มันก็มีสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากว่า ผู้รู้ ผู้เก่ง ไปศึกษา มาจากที่อื่น ก็เอาความคิดเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับฐานคิดของเรา ถามผมว่าอันนี้เป็นภัยไหมต่อหลักคิดของเราที่บอกว่า การเมืองการปกครองของเรานั้น ฐานคิดมันก็คือเรื่องพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข เพราะฉะนั้นถ้าหากว่านอกเหนือไปจาก สิ่งเหล่านี้นั้น ก็คือเป็นวัฒนธรรมที่แปลกปลอมเป็นภัยคุกคามของประเทศไทยเรา ซึ่งมาตรการอันนี้ จากรัฐธรรมนูญที่ร่างที่จะถูกนําเสนอเพื่อนําไปสู่การลงประชามติ ก็มีมาตรการต่าง ๆ เพื่อที่จะขจัดคนที่เป็นภัยคุกคามต่อบ้านเมือง ก็สอดคล้องกับสิ่งที่เรา กําลังจะดําเนินการอยู่ ท่านประธานครับ ผมเองนั้นสมัยเป็นข้าราชการเด็ก ๆ เคยเป็น ปลัดอําเภอ ในขณะนั้นมีภัยคุกคามที่เรียกว่า คอมมิวนิสต์ กรมการปกครองก็ได้มีการเอาตัวพวกปลัดอําเภอทั้งหลายไปอบรมเพื่อจัดทําหลักสูตรคู่มือ อย่างที่ท่านกรรมาธิการได้บอกว่าจะมีทําหลักสูตรเพื่อออกไปอบรม ผู้ใหญ่ก็บอกผมว่า การต่อสู้เรื่องที่จะเอาชนะภัยคอมมิวนิสต์นั้น หมู่บ้านเป็นจุดแตกหักครับท่านทั้งหลายครับ เพราะในส่วนนี้นั้นผมคิดว่าทั้งระดับชาติ ระดับล่าง มันจะต้องรองรับซึ่งกันและกัน ข้างบน เราเขียนว่าอะไรก็แล้วแต่ ๒๐ ปี ๕ ปี หรือว่าอีกปีครึ่งก็สุดแล้วแต่ ในขณะเดียวกัน ข้างล่างเราจะว่าอย่างไร ในขณะที่ผู้หลักผู้ใหญ่ให้ข้อคิด ในสมัยก่อนบอกว่าหมู่บ้าน เป็นจุดแตกหัก เพราะฉะนั้นถ้าหากหมู่บ้านปราศจากเสียซึ่งความมั่นคง มีความคิดเรื่อง ทางการเมืองที่ผิดแผกไปจากสิ่งที่เราเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น อันนั้นเป็นเรื่องของการก่อตัว จากน้อยไปหามาก จากเล็กไปหาใหญ่ ซึ่งเป็นอันตราย ไม่เพียงแต่เฉพาะภายในประเทศ เท่านั้น ในขณะนี้มันยังมีภัยคุกคามที่มาจากข้างนอกด้วย อย่างที่เราได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมานําเสนอเพื่อให้สภานี้ให้ความ เห็นชอบนั้น โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าอันนี้ถูกต้อง แต่สิ่งที่เป็นข้อกังวลก็คือว่าเรามีเวลาเพียง ปีเศษ ๆ เรียกว่าอายุสั้น ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีเวลาน้อย เพราะฉะนั้นทําอย่างไรในห้วง เวลาสั้น ๆ อย่างนี้เราจะขับเคลื่อนสิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อวัฒนธรรมทางการเมืองของเราที่มี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะได้เสร็จตามสมควรแก่เวลาที่มีอยู่ ผมอยากจะเห็นอย่างนี้ ครับท่านประธาน ก็คือผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นพิษเป็นภัย อันนี้ส่วนตัว ที่เป็นพิษเป็นภัย ภัยคุกคาม ทางการเมืองซึ่งรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้อยู่แล้ว ที่รอคอยอยู่ แต่จะคอยรัฐธรรมนูญก็คงจะช้า ทําอย่างไรเราจะขับเคลื่อนตัวนี้ให้เร็วทันกับเวลา อยากจะเห็นความเด็ดขาด ความรวดเร็ว ในเวลาอันสั้น ๆ นี้ อันนี้สิ่งที่อยากจะเห็นมาก แล้วก็ในขณะเดียวกันในเรื่องกระบวนการ ยุติธรรมกับเรื่องของการที่จะพิจารณาบุคคลที่อยู่ในฐานะที่เป็นภัยคุกคามของชาติบ้านเมืองนั้น อย่าให้ล่าช้าครับ ตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา หรือปลายน้ําก็สุดแล้วแต่ ไม่อยากจะให้ล่าช้า เราจะ กําหนดกระบวนการการขับเคลื่อนในฐานะที่เราเป็น สปท. อย่างไร ผมว่าอันนี้จําเป็น เพราะ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วที่เป็นภัยคุกคามต่อวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีของพวกเรานั้น มันก็ถูกเก็บฟักตัวไปเรื่อย รอเวลาเลือกตั้งเมื่อไรมันก็จะโผล่ขึ้นมาอีก
แล้วประการต่อไปสิ่งที่ฟังจากคณะกรรมาธิการได้นําเสนอขึ้นมานั้น อันนั้น ผมคิดว่ามีค่าอย่างมาก ก็คือเรื่องศาสนาชี้นํา อันนี้ผมเห็นด้วยครับ เพราะว่าคนไทยเรานั้น จะนับถือศาสนาอะไรก็สุดแล้วแต่ แต่มีความยึดมั่นศรัทธาในหลักธรรมแห่งศาสนาเรียกได้ว่าสูง ผู้นําชี้ไปทางไหนก็จะเชื่อไว้ก่อน อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของ การชี้นําทางศาสนานั้น ทําอย่างไรเราจะได้ผู้ชี้นําในทางศาสนาที่อยู่ในศีล ในธรรม ตั้งอยู่บน ความถูกต้อง ซื่อสัตย์ในวิชาชีพของผู้นําทางศาสนา อันนี้ผมคิดว่ามันจะช่วยในการผ่อนแรง ในการชี้นํา ชี้นําทางศาสนาที่มีศักยภาพ ดีไม่ดีมันจะครอบคลุมทั้งหมู่บ้าน ทั้งตําบล บางพื้นที่ทั้งจังหวัด เราก็จะได้สิ่งที่เรียกว่าเครื่องทุ่นแรงอย่างมีประสิทธิภาพ
ในประการต่อไปที่อยากจะเห็นมาก ๆ ก็คือแกนนําที่เป็นนักศึกษาครับ ท่านประธานครับ เพราะนักศึกษานั้นมีพลังขับเคลื่อน มีพวกที่เป็นแนวร่วมคิดอย่างเดียวกัน อยู่ในสถาบันและมีความเชื่อมโยงที่เป็นเครือข่ายที่ค่อนข้างแน่น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า เราได้นักศึกษาที่เป็นเครือข่าย เป็นแนวร่วมในการขับเคลื่อน มันก็จะทําให้ประสิทธิภาพ ในการขับเคลื่อนในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งจะทําได้หรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ก็ฝากไว้เป็นข้อคิดในการ ที่จะกําหนดวิธีการเพื่อการขับเคลื่อน กําหนดเป้าหมายในการที่เราจะใช้บุคคลเหล่านี้ให้เกิด ประโยชน์กับชาติบ้านเมือง ผมคิดว่านักศึกษาเป็นปัญญาชนครับ ไม่ยาก ถ้าถามผม เพราะ ผมเป็นประธานสภาวิทยาลัยชุมชนอยู่ เราก็พูดคุยกับนักศึกษาอยู่ตลอดเวลาว่านักศึกษา มีความเห็นเรื่องอย่างนี้เป็นอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการให้เหตุให้ผลที่ถูกต้องกับ สถานการณ์ เวลาที่สอดคล้องนั้น นักศึกษาจะเชื่อครับ ยอมรับในสิ่งที่เรานําเสนอ เพราะฉะนั้น ๓-๔ ประเด็นที่นําเสนอฝากเป็นข้อคิด จะเป็นเรื่องของผู้ชี้นําทางศาสนาที่มีศักยภาพ จะเป็น เรื่องของนักศึกษาที่เป็นแกนนําสําคัญ รวมไปตลอดจนถึงการเร่งรีบขจัดบุคคลที่เป็น ภัยคุกคามต่อแนวคิดเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขนั้น ผมคิดว่าอันนี้ต้องรีบจัดการก่อนที่พวกเราจะหมดอายุครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันเรียนไปว่าท่านกิตติเป็นท่านสุดท้าย มีท่านขออภิปราย เพิ่มอีก ๑ ท่านนะคะ ขอเชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติ เป็นท่านสุดท้ายแล้วก็จะปิดอภิปรายแล้วนะคะ ขอบคุณค่ะ ขอท่านรักษาเวลา ภายใน ๑๐ นาทีด้วยค่ะ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ผมต้องขอขอบคุณ ท่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่นําเสนอรายงาน เรื่อง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ที่จะทําการปลูกฝังประชาธิปไตยที่ดีที่งามให้กับเยาวชนและให้กับประเทศชาติ และถือเป็น เกียรติภูมิของประเทศชาติของเราครับ ผมเห็นด้วยทุกประการ แต่ผมขอเสนอเพิ่มเติม ใน ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นแรก ก็คือการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ประชาชน อยากเห็น ประเด็นที่ ๒ คือวิธีการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเร็วว่ามีวิธีไหนบ้างนะครับ
ประเด็นแรก การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในประเด็นที่ควรพัฒนา และประชาชนอยากเห็นนะครับ
๑. นักการเมืองต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต
๒. นักการเมืองต้องยึดประโยชน์ของประชาชน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ เป็นที่ตั้งเหนือประโยชน์ของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง ข้อนี้ขอเน้น สําคัญนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในระดับชาติหรือว่าการเมืองในระดับท้องถิ่น ขณะนี้หรือว่าในอดีต นะครับ ในอดีตที่ผ่านมาจะมีปัญหาอย่างมาก เพราะว่านักการเมืองนั้นยึดผลประโยชน์ของ พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ แล้วก็ทําให้ประเทศชาติ เสียหาย ณ ขณะนี้การเมืองท้องถิ่นบางแห่งก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะนักการเมืองยึดถือ ผลประโยชน์ของกลุ่มมากกว่าผลประโยชน์ของชุมชนหรือองค์กรที่ตัวเองสังกัดอยู่นะครับ
๓. นักการเมืองต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรีทางการเมือง คือรู้แพ้ รู้ชนะ และรู้ให้อภัยในการแข่งขันทางการเมือง เมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ปัญหานี้เกิดมาก ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วผู้แพ้ก็ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ผู้ชนะก็เหยียดหยามผู้แพ้ แล้วก็เกิดการอาฆาตกัน เกิดการเข่นฆ่ากัน เกิดการเช็กบิล (Check bill) หรือว่าทําร้ายกันในตอนหลัง อันนี้ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีและเป็นค่านิยม ที่ไม่ถูกต้อง และเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง
๔. นักการเมืองต้องไม่ใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายหรือผิดวัฒนธรรม หรือขาด คุณธรรมในการเอาชนะคู่แข่งขันทางการเมือง ทั้งก่อนเลือกตั้ง ขณะเลือกตั้ง แล้วก็ หลังเลือกตั้งที่มาเป็นนักการเมืองแล้ว
๕. นักการเมืองต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมายทั้งทางตรง หรือทางอ้อม อันนี้เป็นปัญหามากในท้องถิ่นในปัจจุบันหรือในระดับชาติในอดีตที่ผ่านมา ก็เพราะว่าเหตุการณ์แสวงหาผลประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมายนั้นเอง
๖. ให้นักการเมืองยึดหลักเหตุผลแทนการยึดหลักพวกพ้องหรือมติกลุ่ม หรือมติพรรค ในอดีตที่ผ่านมาทั้งนักการเมืองในระดับท้องถิ่นและระดับชาติเราจะเห็นว่า หลายครั้งหลายคราวที่นักการเมืองนั้นไม่ได้ยึดหลักเหตุผล แต่ยึดหลักมติพรรคเป็นที่ตั้ง อันนี้ก็จะสร้างความผิดหวังให้กับประชาชนและจะเกิดความเสียหายกับประโยชน์ของ ประเทศชาติโดยส่วนรวม
๗. นักการเมืองต้องมีมารยาทในการอภิปรายและต้องอภิปรายให้ได้ประเด็น ตรงประเด็น ไม่เยิ่นเย้อ หรือใช้สภาเป็นเวทีทําลายชื่อเสียงของบุคคลอื่น ตรงนี้จะเห็นได้ มากเลยครับในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่าบางครั้งในที่ประชุมแห่งนี้ละครับ ในสภาแห่งนี้ ในอดีตที่ผ่านมานั้นเราจะเห็นว่ามีการใช้สภานั้นเป็นเวทีในการทําลายชื่อเสียงของบุคคลอื่น หรือในการดิสเครดิต (Discredit) คนอื่น อันนั้นก็เป็นตัวอย่างที่ไม่อยากเห็นนะครับ แล้วก็ บางครั้งก็ใช้สถานที่แห่งนี้นะครับเป็นเวทีประลองกําลังกัน อันนั้นก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีงาม แล้วก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเด็กและเยาวชน เพราะเด็กและเยาวชนก็ชมการถ่ายทอด การอภิปรายบางครั้งอภิปรายยืดเยื้อมีแต่น้ําหาสาระไม่ได้ คนชม ประชาชนก็อยากฟัง การอภิปรายที่เป็นสาระแต่ก็ไม่ได้สาระเป็นการดูถูกประชาชน เป็นการทําให้ประชาชน เสียเวลา เป็นการทําให้สภาเสียเวลาและทําให้การพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาประเทศชาตินั้น ล่าช้าออกไป เพราะฉะนั้นผู้ที่จะไปเป็นนักการเมืองจะต้องจับประเด็นให้ได้ อภิปรายให้ถูก และเข้าประเด็นเพื่อที่จะได้ทําให้ประชาชนคนไทยนั้นสนใจ อยากฟัง อยากชม อยากติดตาม การอภิปราย เพราะว่าถ้าเขาชมเขาฟังแล้วเสียเวลานานเขาก็ไม่อยากฟังอยากชม แต่ถ้า เขาชมแล้วฟังแล้วได้เนื้อหาสาระเขาก็อยากติดตามจะทําให้ประชาชนนั้นสนใจการเมือง มากยิ่งขึ้น แล้วก็จะทําให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองเกิดขึ้น ผมต้องขอชื่นชมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ การอภิปรายของสภาแห่งนี้ได้เนื้อหาสาระ ได้ประเด็น ไม่มีเยิ่นเย้อต้องทุกท่านที่อภิปรายนะครับอันนั้นเป็นตัวอย่างที่ดี ผมอยากเห็น รูปแบบการอภิปรายแบบนี้ในที่ประชุมในยุคการเมืองที่มีการเลือกตั้งที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะว่าจะเป็นสร้างสรรค์ที่ดีและเป็นการวางรูปแบบที่ดีและเป็นการปลูกฝังค่านิยมที่ดี ให้กับเด็กและเยาวชนรุ่นหลังนะครับ
๘. นักการเมืองต้องไม่ทําให้ที่ประชุมสภาเสียเวลาในการประชุมโดยไม่จําเป็น อันประกอบด้วย ประการที่ ๑ ผู้อภิปรายก็ต้องปฏิบัติตัวไม่ให้ผิดข้อบังคับในการอภิปราย หรืออภิปรายไม่เหมาะสมจะเกิดประเด็นการประท้วงขึ้นก็จะทําให้เสียเวลา และประการที่ ๒ ก็คือต้องไม่มีการประท้วงโดยไม่จําเป็น ในอดีตที่ผ่านมาเท่าที่ชมการอภิปรายทางสื่อถ่ายทอด ทางโทรทัศน์นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีการใช้เวทีสภาแห่งนี้ ในการประท้วง ในการขัด หรือในการโต้แย้งการอภิปราย บางทีนั่งชมทางทีวีทางโทรทัศน์ ครึ่งชั่วโมงไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลย โต้กันไปโต้กันมา ประชาชนก็อยากฟังว่าข้อเท็จจริง เป็นอย่างไร เนื้อหาสาระเป็นอย่างไร แต่ก็มีการประท้วงกันอยู่ตลอดเวลาทําให้ประชาชนนั้น เบื่อหน่ายในการที่จะฟังแล้วทําให้เบื่อหน่ายในระบบการประชุมนั้นด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมอยากให้นักการเมืองทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้ตระหนักถึงตรงนี้ แล้วก็เป็น นักการเมืองรุ่นใหม่ยุคใหม่นะครับหลังจากที่มีการเลือกตั้งไปแล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะนําเสนอครับ วิธีการเสริมสร้างวัฒนธรรมที่เห็นผล เป็นรูปธรรมโดยเร็วนะครับ มีดังนี้ครับ
๑. ให้ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติต้องผ่าน การฝึกอบรมตามหลักสูตรสําหรับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนะครับ ที่ดํารงตําแหน่งอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองท้องถิ่นเข้าอบรมหลักสูตรเลยครับ หลักสูตรร่างเสร็จแล้ว ปฏิบัติเลยครับตอนนี้ก็สามารถดําเนินการได้นะครับ นี่ประเด็นที่ ๑ นะครับ
๒. คือผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในอนาคตจะต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร วัฒนธรรมทางการเมืองสําหรับผู้สมัครรับเลือกตั้ง เวลาเขาลงไปหาเสียงจะได้มีวัฒนธรรม นะครับ แล้วเขาจะได้ไม่กระทําการในสิ่งที่ไม่ถูกต้องดังที่ผมกล่าวแล้วตอนต้น
๓. ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจะต้องผ่านหลักสูตรวัฒนธรรมทางการเมืองสําหรับผู้ที่ ได้รับการเลือกตั้งก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่ โดยให้กําหนดให้เป็นเงื่อนไขที่สําคัญของผู้ที่จะเข้า รับสมัครการเลือกตั้งหรือจะเข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองต้องมีคุณสมบัติครบดังกล่าว
ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ครับจะทําให้เห็นผลเป็นรูปธรรมและทําได้ทันที แล้วก็ ผู้ที่จะเป็นต้นแบบของการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีนั้น ก็คือนักการเมืองท้องถิ่น และนักการเมืองในระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองที่เข้ามาอยู่ในสภาห้องแห่งนี้ จะเป็นบุคคลที่สําคัญอย่างยิ่งที่จะขับเคลื่อนปฏิรูป แล้วก็เป็นต้นแบบของการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี และเมื่อนั้นประเทศไทยของเราก็จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มี วัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีและเป็นที่ภาคภูมิใจของประชาชนทั้งชาติต่อไปครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ สมาชิกได้อภิปรายกันมาพอสมควรแล้วนะคะ ดิฉันขอปิด การอภิปราย และขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการตอบข้อซักถามของสมาชิก เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ก่อนที่ผมจะกล่าวสรุปสุดท้าย นะครับ ขออนุญาตให้ท่านกรรมาธิการได้ตอบข้อคิดเห็นของท่านสมาชิก โดยมีท่านกษิต ภิรมย์ แล้วถ้าท่านกรรมาธิการท่านอื่นจะตอบในประเด็นที่ตัวเองรับผิดชอบเรื่องใด ก็ขออนุญาตท่านประธานด้วยครับ
เรียนเชิญทุกท่านโดยสรุปนะคะ เรายังมีอีก ๒ รายงานที่จะต้องพิจารณา ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ รองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง คนที่หนึ่ง
ประเด็นแรกนะครับ เกี่ยวกับคําถามว่าแผนแม่บทว่าด้วยการส่งเสริม วัฒนธรรมทางการเมืองจะโยงกับแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ ระยะ ๒๐ ปีอย่างไร ตัวเชื่อมโยง คงจะมี ๓ องค์กรด้วยกันหรือว่า ๓ ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกคือในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ข้อ ๑ ก ที่ได้ระบุไว้แน่ชัดให้มีการส่งเสริมองค์ความรู้ของประชาชน เรื่อง การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ส่วนประเด็นที่ ๒ คือเมื่อแผนนี้ได้รับความ เห็นชอบจาก สปท. และส่งไปที่ฝ่ายรัฐบาล ตัวรัฐบาลเอง ตัว ครม. แล้วก็ คสช. สามารถที่จะ ออกคําสั่งต่าง ๆ จะเป็นมติ ครม. หรือจะใช้มาตรา ๔๔ ของร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ได้ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนแล้วก็ดําเนินการ
ส่วนประเด็นต่อไป คือแล้วจะเชื่อมโยงกับอํานาจรัฐอย่างไร ก็คงจะขึ้นอยู่กับ ครม. หรือ คสช. ว่าจะมอบงานนี้ให้กับหน่วยงานใดหรือรองนายกรัฐมนตรีหรือตัวรัฐมนตรีเอง จะรับผิดชอบนะครับ แต่ว่าขณะนี้เรามีสภาพัฒนาการเมืองอยู่แล้ว แล้วก็ใกล้จะหมดวาระ แล้วได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยสภาพัฒนาการเมืองขึ้นมาใหม่ ซึ่งทางฝ่าย คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองก็ได้พบปะติดต่อกันเป็นระยะ ๆ อย่างน้อย ก็ ๔-๕ ครั้งในช่วง ๔-๕ เดือนที่ผ่านมาว่าจะทํางานร่วมกันอย่างไร ทั้งในเรื่องของร่าง พระราชบัญญัติ กับอันที่ ๒ คือในเรื่องของการที่จะจัดตั้งองค์กรกลางหรือว่าจะปฏิรูป หรือว่าจะปรับปรุงสภาพัฒนาการเมืองให้เป็นหน่วยงานสมบูรณ์แบบ โดยขอเทียบเคียง กับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มีคณะกรรมการระดับชาติ มีองค์กรที่ทํางาน แล้วก็มีแผนพัฒนาออกมาหลายฉบับ ๕ ปีเข้าฉบับที่ ๑๒ ต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว แต่เป็นที่น่า สังเกตว่าโดยตลอดมา ๕๐ ปี ๖๐ ปี เรามิได้มีสภาพัฒนาทางด้านการเมือง เราก็จะเติม ให้เต็มในเรื่องนี้ถ้าเผื่อได้รับความเห็นชอบจากสภาที่นี่ แล้วก็ส่งไปยังคณะรัฐบาลแล้วก็ คสช. มันก็จะมีองค์กรกลางที่จะทํางานได้ แล้วก็ในข้อเสนอที่อยู่ในเอกสารคณะกรรมการที่จะ บริหารสภาพัฒนาการเมืองนี้ก็จะมีประมาณสัก ๓๐ ท่าน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ที่มี ประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งทางด้านการเมืองการปกครอง ทั้งหมดนี้นะครับ นั่นก็เป็นแนวคิด ที่จะได้มีการดําเนินการต่อไป
ส่วนประเด็นต่อไปคือแล้วกองทุนจะมาจากไหน ก็ขออ้าง ณ วันนี้ก่อน นะครับว่าประชาชนพลเมืองทุกคนที่เสียภาษี สามารถที่จะหักภาษีของตนเอง ๑๐๐ บาท ให้กับ กกต. เพื่อใช้ในการส่งเสริมการเมืองหรือประชาชนสามารถที่จะระบุว่าเงิน ๑๐๐ บาท ของภาษีนี้สามารถจะไปมอบให้พรรคการเมืองหนึ่งใด แต่ถ้าเผื่อเราจะมาช่วยกันพัฒนา วัฒนธรรมทางการเมืองให้มีกองทุนที่จะดําเนินการต่าง ๆ ตามแผนแม่บทได้ก็จะต้องมีการ รณรงค์ในการที่จะขอให้ประชาชนช่วยบริจาคเงินภาษีคนละ ๑๐๐ บาทเพื่อการนี้ นั่นก็เป็น จุดเริ่ม ส่วนอันที่ ๒ ก็แน่นอนเมื่อทุกท่านได้เห็นความสําคัญของการส่งเสริมวัฒนธรรม ทางการเมืองเพื่อจะแก้ความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยของไทยเมื่อจะเป็นวาระ แห่งชาติ งบกลางส่วนหนึ่งจากรัฐบาลก็คงจะพึงมีมา แล้วก็อาจจะช่วยกันที่จะขอให้รัฐบาล เพิ่มงบประมาณให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ทํางานทางด้านนี้อยู่แล้ว จะเป็นสถาบันพระปกเกล้า จะเป็น กกต. ในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เครือข่ายของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้ง มหาวิทยาลัยภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งหมดนะครับ องค์กรเครือข่ายในหน่วยงานของ กระทรวงมหาดไทย แล้วก็รวมทั้งสํานักงาน ก.พ. สํานักงานข้าราชการพลเรือนด้วย ต่าง ๆ เหล่านี้ก็น่าจะได้รับการเพิ่มงบประมาณเพื่อจะไปทํางานในส่วนที่เกี่ยวกับการฝึกอบรม การยกระดับองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมทางการเมืองได้
ส่วนประเด็นต่อไป ก็คือว่าในช่วงว่าด้วยเรื่องของการที่จะส่งเสริมสิทธิ พลเมือง เรื่องของการกระจายอํานาจต่าง ๆ นั้นคงจะต้องพิจารณาเรื่องนี้คู่ขนานกับการ ปฏิรูปการเมืองว่าด้วยพรรคการเมือง ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง ว่าด้วยเกี่ยวกับการเข้าสู่อํานาจ ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองภายใต้การนําพาของท่านเสรี กําลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ ในขณะเดียวกันก็คงต้องโยงใย ไม่ใช่ไปที่แค่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แต่ต้องโยงใยไปที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศระบบบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็ท้องถิ่นด้วย แน่นอนทั้งหมดนี้เพื่อจะ ช่วยเร่งรัดต่าง ๆ บทบาทของสื่อเป็นเรื่องที่สําคัญ ทั้งสื่อของรัฐ สื่อของเอกชน กระผมเอง ก็ได้พบปะกับนายกสมาคมผู้สื่อข่าวแล้ว ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ก็เป็นเรื่องของการที่จะต้อง วางแผนการทํางานร่วมกัน แล้วก็เร่งกันขับเคลื่อน ส่วนในช่วงอายุของ สปท. นั้นเราก็ได้ เสนอโครงการนําร่องไว้แล้วที่จะช่วยเร่งรัดแต่เบื้องต้นนะครับ ถ้าเผื่อได้รับการตอบสนอง ได้รับความร่วมมือ ความกระตือรือร้น ความรู้ในเรื่องของประชาธิปไตยก็จะเพิ่มขึ้น
ประเด็นสุดท้าย ในกรอบงานของเรา เรามีคณะทํางานที่เปรียบเทียบทัศนคติ ในเชิงลบและบวกต่อประชาธิปไตย แล้วก็ในคณะทํางานอันนี้ได้เริ่มมีการประมวล พระราชดํารัสขององค์พระมหากษัตริย์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๔ เรื่อยมานะครับ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองที่มีธรรมะเป็นตัวตั้ง ได้มีการเริ่มที่จะประมวล คําสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเรื่องที่เกี่ยวกับการที่สังคมจะอยู่ร่วมกันก็จะขยาย ไปสู่ศาสนาอื่น ๆ นอกจากนั้นแล้วก็ได้มีการเริ่มประมวลคําพังเพยสุภาษิตต่าง ๆ ของไทย ที่บ่งบอกว่าสามารถที่จะร่วมกันโดยการที่จะปฏิเสธอํานาจนิยมหรือว่าระบบอุปถัมภ์ได้ หรือไปลบล้างความเชื่อถือที่ผิด ๆ ถูก ๆ ที่มีมาโดยตลอด อันนี้ก็เป็นสิ่งที่กําลังดําเนินการ อยู่แล้วก็จะทํากันต่อไปโดยที่จะจัดทําให้เป็นเอกสารอ้างอิงประกอบกับหลักสูตรของ การเรียนการสอนกับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ เรียนเชิญท่านนิกร จํานง ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง ครับ ในฐานะอนุกรรมาธิการ อยากจะเรียนว่าประเด็นที่ท่านสมาชิกให้ความเห็น ในแต่ละด้านจะมีความชํานาญที่ท่านสัมผัสมาเองในทั้งสิ้นนะครับ ทางกรรมาธิการก็ต้องขอ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดท่านก็อยู่ในภาคใต้ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องศาสนาซึ่งจะส่งผลเป็นอย่างไรนะครับ ผมมีประเด็นที่สําคัญก็คือว่า ประเด็นเรื่องที่ท่านสมาชิก ท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ท่านได้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ ๒ ประเด็นที่สําคัญมาก ๆ สําหรับงานนี้นะครับ ก็อยากจะนําเรียนแล้วก็อยากจะขอความ กรุณาท่านด้วยว่า ประเด็นแรกที่ท่านพูดถึงการให้ความรู้เรื่องการเมืองโรงเรียนที่จังหวัด อุตรดิตถ์นะครับ แล้วก็ในหลาย ๆ แห่งที่เห็นว่ามีความสําคัญมาก เรื่องนี้อยากจะเรียนว่า ทางกรรมาธิการเองได้เริ่มตั้งแต่ต้นนะครับ ถ้าท่านจําได้เราพยายามที่จะเสนอไปยัง กรธ. หลายครั้งมาก หลายฉบับมาก ที่จะให้บรรจุเรื่องการให้ความรู้เรื่องการเมืองลงไปในรัฐธรรมนูญ เราก็เกือบตกขบวน สุดท้ายท่านประธานเสรีได้คว้าไปขบวนสุดท้ายได้ก็คือตอนปฏิรูปการศึกษา ที่ท่านกรรมาธิการศึกษาได้รับปากไปซึ่งสามารถทําได้นะครับ เรามองเป็นเรื่องใหญ่ แต่ว่า มีความสําคัญ ผมเองได้เคยมีโอกาสศึกษาเรื่องนี้แล้วเป็นที่หวาดกลัวมากว่า เห็นเรื่องนี้ มานานแล้วว่าบุคคลอายุ ๑๘ ปีที่ใช้สิทธิครั้งแรกไม่เคยมีการให้ความรู้เรื่องการเมืองเลย ในระบบของโรงเรียนมัธยมไม่มีอาจารย์ที่จบมาทางการเมืองสักคน เพราะฉะนั้นบุคคลเหล่านี้ เข้าไปสู่การเลือกตั้งครั้งแรก ผมไปทําวิจัยก็อยากจะเรียนไปยังท่านสมาชิกที่ได้พูดถึง หลักสูตร ผมเรียนหลักสูตรพัฒนาการเลือกตั้งชั้นสูงนะครับ แล้วก็ในนั้นเราได้ทําไอเอส (IS) หรือทําเอกสารวิชาการกันอาจจะไม่มากนักแต่เราทํากันครบนะครับ ผมเองได้ไปเป็น รองนายกสมาคม เราตั้งเป็นสมาคม แล้วก็อยากจะเรียนว่าในนั้นคือเหรียญมีสองด้าน คุณูปการที่มีก็คือว่ามันมีความรู้ในที่สมาชิกทั้ง ๖-๗ รุ่นทํา โดยเฉพาะเรื่องการเมืองท้องถิ่น การเลือกตั้งเยอะมาก เราก็รวบรวมเข้ามาแล้วกําลังจะมาต่อยอด เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ผม ทําเองด้วยตัวเอง ปรากฏว่าเด็ก ๆ เริ่มยอมรับกับการซื้อสิทธิขายเสียงตั้งแต่เด็ก ซึ่งอันตราย มากนะครับ ในกรรมาธิการก็เสนอว่ารูปธรรมที่เราจะทํานอกจากจะมีการกําหนดในหลักสูตร ซึ่งจะต้องขอความอนุเคราะห์จากทาง กกต. มาด้วยแล้ว รุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นเราต้องทําให้ได้ ตรงที่ว่าบุคคลที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งในการโหวตครั้งแรก ซึ่งสําคัญที่สุดจะต้องได้รับการดูแล เป็นอย่างยิ่ง หมายถึงว่าต้องให้เขาเข้าใจว่าสําคัญตรงไหน การซื้อสิทธิขายเสียงมันลดลง ตรงไหน และที่สําคัญเลือกกันไปทําไม ที่เราไม่ค่อยให้ความรู้ ตรงนี้อยากจะเรียนกับท่านว่า ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ต่อจากนี้ทุกแห่งนะครับ แล้วถ้าหากว่ารุ่นใหม่ทุกรุ่น เข้าสู่การเลือกตั้งในคูหาครั้งแรก ได้รับการอบรมตรงนี้ เราเชื่อว่าน้ําใหม่นี่ล่ะจะมา เปลี่ยนแปลงสังคมไทยในอนาคตเรื่องการเมือง เราละเลยตรงนี้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเรามัวแต่ไป แก้ปัญหาในอดีต ปัญหาปัจจุบันยังมีอยู่นะครับ มันต้องทั้งอดีต ปัจจุบัน และขณะเดียวกัน อนาคตไปพร้อมกัน อีกประเด็นต้องขอความอนุเคราะห์ท่านนะครับ คือเนื่องจากว่าเรา ไม่สามารถจะตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาได้นะครับ ก็คิดว่าจะต้องหาหน่วยงานขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ เป็นเหมือนเซเครทาเรียต (Secretariat) หรือจะดูแลเรื่องนี้ ท่านเองท่านเป็นรองประธาน คนที่หนึ่ง ขณะนี้ของสภาพัฒนาการเมือง ผมเองเคยได้มีโอกาสไปเป็นอยู่ประมาณ ๒ ปี แล้วก็ตอนหลังพรรคถูกยุบก็เลยออกมา ก็ได้ทราบว่ากลไกตรงนี้มองเห็นว่ามีความสําคัญมาก เพราะว่าในโรงเรียนขณะนี้เราล็อกได้แล้วว่าควรจะใช้กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกระทรวง ศึกษาธิการต้องร่วมมือแน่นอน นั่นเฉพาะนักเรียน แต่ประชาชนทั่วไปกลไกที่สภาพัฒนา การเมืองมีก็คือว่าเป็นเหมือนเน็ตเวิร์กกิง (Networking) ทั่วประเทศในชุมชนต่าง ๆ ตรงนี้ ก็สําคัญมากในการให้ความรู้กับประชาชน คือไม่ใช่ว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่เราก็ทํา แต่ว่าคนรุ่นเก่า หรือประชาชนทั่วไปก็ต้องทําก็ต้องอาศัยตรงนี้ด้วย ประเด็นจะอยู่ตรงนี้ครับ จะมีการ ปรับปรุงเรื่องสภาพัฒนาการเมือง เราอาจจะใช้ชื่อเป็นสภาปฏิรูปและเป็นคณะกรรมการ ปฏิรูปและพัฒนาการเมือง ปฏิรูปก็คือ เอาจากขุดขึ้นมาจากที่ต่ํากว่าศูนย์ขึ้นมาให้เสมอได้ เพราะถ้าพัฒนาไปมันไม่ทันแล้ว ประเทศเราพัฒนาไม่ทัน เราจะย้อนกลับมาทําลายอนาคต หมดนะครับ ในอดีตก็จะใช้ตรงนี้ ดังนั้นตรงนี้เกรงเพียงแต่ว่าสมาชิกของสภาอาจจะ มีความรู้สึกกังวลใจว่า ผมเรียนว่าเป็นการอัปเกรด (Upgrade) ขึ้นมา แล้วก็ทํางานร่วมกัน ทั้งปฏิรูปในทุกมิติ แล้วก็เพื่อไปทดแทนสภาซึ่งเราไม่ได้สร้างกันมาตั้งแต่อดีตที่ท่านกษิต ได้กรุณาพูดแล้ว เรามีสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ไม่พัฒนาการเมือง ปรากฏว่า การเมืองมาทําลาย ๒ อย่างนั้นหมดเลย ก็นําเรียนว่า ในการยกร่างกฎหมายเพื่อดูแลเรื่องนี้ อาจจะต้องกราบเรียนขอเชิญท่านมาช่วยให้ความเห็น และมาช่วยดูรายละเอียดก็จะ สมประโยชน์ เราจะได้สภาที่พึงประสงค์แล้วก็ค่อยดูแลเรื่องการพัฒนาปฏิรูปเรื่องวัฒนธรรม ทางการเมืองที่จะมีครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านวรรณธรรมจะชี้แจงสัก ๕ นาทีไหมคะ ขอโดยสรุป ๓ นาที ได้ค่ะ ๓ นาที แล้วเดี๋ยวเชิญท่านเสรีค่ะ
เรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมในฐานะอนุกรรมาธิการ นิดเดียวครับว่าฟังทุกท่านในวันนี้แล้ว มีความเห็นที่น่าสนใจร่วมกันนะครับว่า วัฒนธรรมทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องสําคัญที่สุด ในการจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ทุกทัศนคติวันนี้ครับ ที่ท่านนําเสนอมานั้น สอดคล้องกับ แนวทางการศึกษาทั้งหมดเลยนะครับ แต่อย่างไรก็ดีครับ อยากจะให้ท่านได้กรุณาเข้าใจ ร่วมกันอีกสักนิดหนึ่งครับว่า สิ่งที่ท่านฝากถึงยุทธศาสตร์ชาตินะครับ ตรงนั้นก็เป็นเรื่อง สําคัญที่ทางคณะกรรมาธิการเรานั้นคงจะได้มีการประสานความร่วมมือไปสู่เรื่องของการ ทํายุทธศาสตร์ชาติต่อไปด้วย เพราะว่าเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองนั้น เป็นเรื่องตั้งแต่ ก่อนครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอนนะครับ ตั้งแต่ก่อนเราเกิดเลย เกิด แก่ เจ็บ ตายแล้ว วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องที่เราต้องไปสู่อนุชนรุ่นหลังด้วยนะครับ เราอยากเห็น ประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายวันข้างหน้า เราก็ต้องปรับเปลี่ยนครับ ซึ่งเรากําลังสู้กับระบบ อุปถัมภ์ ระบบอุปถัมภ์ก็ไม่ได้หมายความว่าเลวร้ายทั้งหมดครับ หลายเรื่องนั้นดี และเอื้อต่อ ประโยชน์การปกครองระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน ผมอยากจะเห็นนะครับว่า เราต้องมี อัตลักษณ์ในความเป็นเรา และอัตลักษณ์ของเรานั้น วันหนึ่งครับชาติอื่น ๆ ในโลกจะเอาตัว แบบของเรานั้นไปใช้ ซึ่งตรงนี้การทํางานที่อยากจะให้ท่านได้มีความกังวลน้อยลงนะครับว่า คณะอนุกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนั้น ได้พยายามถอดบทเรียนครับ ทั้งต่างประเทศ สิ่งสําคัญที่สุดเลยคือ อัตลักษณ์ บริบท ของความเป็นไทยนะครับว่าเรานั้นเหมาะสมในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ที่เป็นของเราที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งหลายส่วนนั้น โดยเฉพาะหลักการสําคัญครับที่จะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง เรามักจะมอง ในเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่การมีส่วนร่วมทางการเมืองก็มีอีกหลายระดับครับ บางครั้งนั้นเราลืมไปครับว่าหัวใจลึกที่สุดของการจะมีวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น คือการที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบจิตอาสานะครับ ตรงนี้ผมอยากจะนําเสนอนะครับว่า เรากําลังทําในสิ่งที่ทําอย่างไรเราถึงจะไม่ใช้เงิน ถ้าการมีส่วนร่วมแล้วใช้เงิน เราคิดว่าเราก็ไป ผิดอีกล่ะครับ แต่ต้องช่วยกันสร้างครับ หลายสิ่งหลายอย่างนั้นมีแบบทดลอง มีแบบฝึกหัด ในชั้นเรียน ทั้งนอกโรงเรียน ทั้งนอกห้องเรียนนะครับ เรามีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา หลายสิ่งหลายอย่างเป็นงานมหึมาครับต้องใช้เวลา จากนี้ไปครับคงเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะ บูรณาการหลาย ๆ ส่วนเข้าด้วยกัน จึงนําเรียนมาเพื่อโปรดทราบครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณ เชิญท่านประธานกรรมาธิการสรุปค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ในส่วนรายงานดังกล่าวนี้จะสังเกตนะครับว่า กรรมาธิการเราใช้เวลาน้อยตั้งแต่แรกเพื่อที่จะ รายงานโดยสรุปนะครับ ก็เลยทําให้สมาชิกอาจจะมีข้อซักถามว่า รายงานดังกล่าวนั้นอาจจะ ไม่ละเอียดหรือไม่ครอบคลุม จริง ๆ แล้วเรารายงานละเอียดนะครับ แต่เราสรุปประเด็น สําคัญ ๆ เพื่อให้เวลากระชับนะครับ ซึ่งต้องกราบเรียนครับว่า เรื่องของการสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่จะต้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม หรือสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองให้เกิดขึ้นในประเทศ มีคําถามครับว่าทําไมต่างประเทศเขา ถึงสงบเรียบร้อย บ้านเมืองเราทําไมมันถึงสับสน วุ่นวาย อลหม่าน ก็ได้รับคําตอบครับว่า ต่างประเทศ หลายประเทศ ก็คงไม่ทุกประเทศครับ ที่เขาสงบเรียบร้อย เกิดจากประชาชน เขามีวินัยทางการเมือง รู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบ เลือกที่จะทํา และเลือกที่จะไม่ทํา สิ่งใดก็ตาม ถ้าเป็นประโยชน์ส่วนรวมเขาก็จะให้ความสําคัญที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับคนอื่น ก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่เขาสร้างขึ้น แต่ของเรา วัฒนธรรมทางการเมืองของเราแทบจะยัง ไม่มี วัฒนธรรมทางการเมืองของเราในชีวิตประจําวันนั้นพอมีอยู่บ้าง แต่เราก็ยังขาดหลาย ๆ เรื่อง อย่างเช่นเราไปโรงเรียน กลับจากโรงเรียน เด็กยุคปัจจุบันยกมือไหว้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ทั้งไปโรงเรียนและกลับจากโรงเรียนมากน้อยแค่ไหน สมัยรุ่นก่อนของพวกเรามีเรื่องเหล่านี้ แต่ปัจจุบันนี้พอเด็กกลับบ้านก็ไปวิ่งเล่นโดยขาดวัฒนธรรมในเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นในทาง การเมืองเองจึงควรที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้นในสังคมไทยเรานะครับ ซึ่งผมต้องขอบพระคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านที่เสนอความคิดเห็นที่ดี ๆ จํานวนมาก จะเห็นได้ว่าคนที่อภิปรายนั้นก็ถือ ได้ว่าเป็นลูกค้าใหม่ ๆ เยอะ หลายคนที่ไม่ค่อยได้อภิปรายช่วงก่อน แต่มาในชุดผมนี้ก็ได้มี การอภิปราย ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีนะครับ ต้องขอบคุณท่าน พลเอก เลิศรัตน์ นะครับ ท่านอภิปรายคนแรก ท่านก็บอกว่าส่วนใหญ่แล้วกรรมาธิการที่อภิปรายอยู่บนสแตนด์ (Stand) อยู่บนที่รายงานของกรรมาธิการหมดแล้วนะครับเลยอภิปรายน้อย จริง ๆ ไม่น้อยครับ สมาชิกเราอภิปรายเยอะ แต่ต้องขอบคุณครับ ไม่รู้ว่าชมหรือว่าผมก็ไม่แน่ใจ แต่ถือว่าเป็น คําชมก็แล้วกันนะครับ ว่าส่วนใหญ่ก็ได้อภิปรายกันจํานวนมากนะครับ แล้วทางกรรมาธิการ ก็ได้บันทึกรายงานครอบคลุมนะครับ ที่ท่านบอกว่ามีรายละเอียดหรืออาจจะครอบคลุมน่าจะ มีมากกว่านี้นะครับ จริง ๆ เราก็พยายามใส่เต็มที่นะครับ
ส่วนท่านสุวัฒน์นะครับ ท่านสุวัฒน์เป็นห่วง ตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญนะครับ ผมก็อยากจะตอบเฉพาะส่วนที่ท่านเป็นข้อสังเกตที่น่าพิจารณานะครับ ท่านสุวัฒน์บอกว่า การจะให้มีการปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมืองควรจะใช้อํานาจรัฐหรือรัฐบาล แต่รายงานนี้ ต้องกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วอยู่ในหน้า ๒๗ นะครับ ใน ๘.๒ นี้นะครับ มีข้อเสนอว่าหากให้ สัมฤทธิผลโดยเร็ว ผมไม่อ่านหมดนะครับ ขอให้หัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติมีคําสั่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินการตามแผนหลักที่ ๑ ถึง ๔ ก็ให้ความสําคัญตรงนี้ครับว่ายังอยู่ในอํานาจรัฐ แล้วก็ให้สามารถปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว ส่วนมาตรฐานและค่านิยมที่ท่านพูดถึงว่า ต้องให้เกิดมาตรฐานเกิดขึ้นในการสร้างวัฒนธรรม ทางการเมือง ตรงนี้ถ้าหากว่าสามารถดําเนินการตามที่กรรมาธิการเราได้รวบรวมแนวทาง ทั้งหลายนะครับเราก็จะดูว่านี่ละมาตรฐานที่จะให้สังคมไทย ประชาชน ตั้งแต่เด็กไปจนถึง ผู้ใหญ่ ไปถึงนักการเมืองรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวมนะครับ นอกจากนั้นท่านกษิดิ์เดชธนทัต ตอบไปแล้วนะครับ ท่านอื่นผมคงไม่ตอบ ซ้ําแล้วก็ไม่ตอบ ถือว่าเป็นความกรุณาของท่านที่ให้ ข้อมูลไว้แล้วนะครับ ส่วนท่านกษิดิ์เดชธนทัตติดอยู่นิดหนึ่งครับว่า ท่านบอกว่าไม่อยากเห็น คําว่า โครงการ เพราะรายงานเราใส่คําว่า โครงการ ไว้นะครับ ในรายงานนะครับ ให้บันทึก เกี่ยวกับเรื่องเกี่ยวกับแผนงานเป็นสําคัญ และแผนงานนั้นก็มีโครงการต่าง ๆ แต่ท่านอย่าไป ติดที่ถ้อยคําเลยครับ เพราะมันเป็นชื่อเรียกที่ทําให้ได้เข้าใจว่างานที่จะไปทํานั้นมีเรื่องอะไร ๆ แล้วก็เป็นแผนงานใหญ่เขาเรียกว่าโครงการนะครับ นอกจากนั้นท่านกิตติ ท่านสุวิระนะครับ ท่านสุวิระก็ให้ข้อมูลที่ดีนะครับ จริง ๆ แล้วตามรายงานเราจะรวบรวมเกี่ยวผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองซึ่งเป็นอีกคณะหนึ่ง อีกรายงานหนึ่งนะครับ แต่เราก็พยายามจะรวมมาตรงนี้ เดี๋ยวเราจะไปปรึกษาต่อนะครับ ว่าในส่วนของการกระทําของนักการเมืองทั้งหลาย การจะ ให้ได้นักการเมืองที่ดีควรจะทําอย่างไร ส่วนที่ท่านอํานวย นิ่มมะโน ท่านเสนอว่า อยากได้ นักการเมืองที่ดี ที่ท่านบรรยายนะครับ ก็จริง ๆ แล้วเราได้มีรายงาน ๖ เรื่อง เรื่องที่รายงานนั้น เป็นส่วนหนึ่งของ ๖ เรื่อง ก็คือเป็นส่วนของวัฒนธรรมทางการเมือง ส่วนข้อวิพากษ์วิจารณ์ ของนักการเมืองต่าง ๆ นั้นเราก็จะไปอยู่อีก เดี๋ยวกําลังไปปรึกษากันนะครับ อาจจะมีอีก ฉบับหนึ่ง จริง ๆ แล้วนะครับนักการเมืองบ้านเราดี ๆ เยอะครับท่านประธานครับ แต่ก็มีหลายประเภท ประเภทที่มีความรับผิดชอบ ประเภทไม่มีความรับผิดชอบ แต่ผมยืนยันว่า นักการเมืองที่อยู่ในกรรมาธิการผมมีความรับผิดชอบทุกคนครับ แล้วก็เป็นคนดีทุกคนครับ ยืนยันนะครับ เพื่อที่จะบอกว่านักการเมืองที่ไม่ดีมันมีเยอะ แต่เราก็ต้องสร้างมาตรฐาน ให้นักการเมืองเหล่านี้ดีขึ้น ส่วนนักการเมืองดี ๆ ท่านก็อย่าไปห่วงว่าผมไปว่าอะไรท่าน แต่สิ่งหนึ่งที่ฟังจากสมาชิกนะครับเห็นว่านักการเมืองส่วนที่ยังไม่ดีควรจะต้องมีการปฏิรูป รวบรวมจากสิ่งที่ท่านอภิปรายว่า จริง ๆ แล้วกรรมาธิการเราก็พยายามที่จะมองในมิติของ นักการเมือง แต่ไม่ได้มองด้วยอคติ มองด้วยจากสภาพปัญหาที่ผ่านมาว่าเราอยากเห็น นักการเมืองเป็นอย่างไร เราอยากเห็นนักการเมืองที่ดีเป็นอย่างไร จริง ๆ แล้ว ลักษณะ นักการเมืองคิดดูแล้วสัก ๑๐ ประการ ที่จะต้องปฏิรูป ก็คือ
๑. พวกที่เห็นแก่ตัว แสวงอํานาจและผลประโยชน์ โดยเฉพาะทุจริตคอร์รัปชัน และแทรกแซงข้าราชการ นักการเมืองที่ควรปฏิรูป
๒. นักการเมืองที่ขาดอุดมการณ์ทางการเมืองและขาดความรับผิดชอบต่อ บ้านเมืองและประชาชน
๓. พวกที่สร้างสถานการณ์เพื่อเป็นช่องทางทํามาหากิน หาผลประโยชน์ บนความทุกข์ร้อนของชาวบ้าน
๔. สร้างปัญหาในบ้านเมืองให้วุ่นวายเข้าไว้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และพวกพ้องเข้าประเภทสู้แล้วรวยครับพวกนี้ แล้วก็พวกใช้สื่อสาธารณะ ปลุกปั่นยุยง ประชาชนให้เกิดความแตกแยก อันนี้คือเรื่องสําคัญครับ ไม่มีประเทศไหนที่ปล่อยเสรีภาพ อย่างประเทศไทย ให้เปิดโทรทัศน์ช่องนั้นช่องนี้ได้ แล้วก็ด่ารัฐบาลกันได้ทุกวัน มีประเทศเรา นี้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คิดว่าถ้าจะแก้ปัญหาประเทศต้องเปลี่ยนแปลงครับ ไม่ใช่เรื่อง จํากัดสิทธิแต่เป็นเรื่องที่ว่ามันเป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ความเจริญรุ่งเรือง ของประเทศ แต่ประเทศเราก็เปิดสถานีให้ด่ากันไปด่ากันมา ด่ารัฐบาลกันทุกวี่ทุกวันนะครับ อันนี้ต้องปฏิรูปนะครับ
๕. นักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ พวกเรียกร้องความสนใจพูดจาไร้สาระ เอาดังเข้าว่า พวกนี้พวกที่ชอบให้ยุบ สปท. ยุบ สปท. มีไม่กี่คนหรอกครับ พวกนี้พูดจา ไร้สาระนะครับ เอาดังเอามันอย่างเดียวไม่รับผิดชอบ ไม่คํานึง ไม่รู้หน้าที่ ไม่แยกแยะ ว่าเขามากเกินไปแล้วนะครับ แต่พูดให้รู้ตัวครับ
๖. พวกไม่มีมารยาททางการเมือง ขาดคุณธรรมและขาดจริยธรรม อันนี้ก็ เข้าข้อนี้อีก
๗. พวกอิจฉาตาร้อน พวกหลงตัวเอง ชอบท้าท้าย ชอบให้ร้ายคนอื่น พูดไป พูดมา พวกนี้เข้าหลายข้อนะครับ
๘. พวกไขว่คว้าหาอํานาจ มักหาเงิน และใช้จ่ายเงินในทางที่ผิด นําเงิน มาซื้อเสียง ซื้อตําแหน่ง
๙. พวกที่เอาประโยชน์ เอาประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วสร้างประชาชน ให้เกิดความแตกแยก
๑๐. พวกที่ได้แล้วไม่รู้จักพอนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าพวกได้คืบเอาศอกด้วย หรือเปล่านะครับ
อันนี้ก็ ๑๐ ข้อนะครับ ที่คิดว่าอย่างน้อยควรจะปฏิรูปนักการเมืองเหล่านี้ ถ้าหากนักการเมืองเหล่านี้ยังไม่ปฏิรูป เลือกตั้งไปก็ไม่เป็นประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตาม ก็คงต้องเลือกตั้งนะครับ เพราะกําหนดไว้แล้ว ประชาชนคงต้องดําเนินชีวิตแล้วก็ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่กับวังวนดังกล่าวนี้นะครับ อันนี้ก็คือข้อสรุปแนวทางของกรรมาธิการ นะครับที่ขอความสนับสนุนจากท่านสมาชิกทุกท่านเพื่อให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ การเมืองเราดีขึ้น เพื่อให้สังคมไทยเราดีขึ้น เราก็จะมีบ้านเมืองที่อยู่กันอย่างผาสุก พี่น้อง ประชาชนก็จะได้รับ ยังมีตัวแทนที่จะมาปกป้องผลประโยชน์ให้กับประชาชน แล้วก็ ประเทศไทยนะครับ ก็กราบขอบพระคุณท่านประธาน และท่านสมาชิก ขอความกรุณาช่วย สนับสนุนให้รายงานดังกล่าวนี้นําไปสู่การเริ่มต้นมีการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี สืบต่อไป และจะได้ส่งให้รัฐบาล แล้วก็ฝ่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดําเนินการต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณา รายงานเรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะคะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีสมาชิกยังไม่ได้แสดงตนไหมคะ เรียบร้อยทุกท่าน มีอีกท่านเพิ่งเข้ามา เดี๋ยวอีกสักครู่ค่ะ เรียบร้อยนะคะ เจ้าหน้าที่ขอแสดงผลด้วยค่ะ เป็นอันว่ามีผู้เข้าประชุม ๑๖๖ ท่าน ครบองค์ประชุมนะคะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย หรือไม่นะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมคะ ปิดการลงคะแนนนะคะ เจ้าหน้าที่ แสดงผลด้วยค่ะ ผลการลงคะแนนนะคะ จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะคะ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย แล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี และองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองแล้ว ขอบพระคุณกรรมาธิการมากค่ะ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมจํานวน ๒ เรื่อง คือ
๑. การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. ....
๒. การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของ ประเทศ และร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ....
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงานจํานวน ๒ เรื่อง ผมจะให้ประธาน กรรมาธิการแถลงรายงานแต่ละเรื่อง และให้สมาชิกอภิปรายรายงานที่ได้นําเสนอ เมื่ออภิปราย เสร็จแล้วจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานและร่างพระราชบัญญัติหรือไม่ ตามลําดับ โดยเริ่มจาก เรื่อง การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. ....
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและ สิ่งแวดล้อมได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและ ตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณา แล้วจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ข้อ ๕๘ จํานวน ๓ ท่าน คือ ๑. นายธิติ กนกทวีฐากร อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และ อดีตผู้ตรวจราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ๒. นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ํา ๓. นายประยุทธ์ ไกรปราบ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ และ วิศวกรโยธาชํานาญการพิเศษ สํานักพัฒนาแหล่งน้ํา กรมทรัพยากรน้ํา ขอเชิญผู้มีรายชื่อ ดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ
(นายธิติ กนกทวีฐากร อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากร ธรรมชาติ นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ํา และนายประยุทธ์ ไกรปราบ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
เมื่อท่านประธานคณะกรรมาธิการพร้อมแล้ว ขอเชิญรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ในโอกาสนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ใคร่ขอเสนอการปฏิรูปการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ เรื่อง การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. ....
ตามที่คณะกรรมการได้นําเสนอแผนการปฏิรูปต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ในครั้งนี้เป็นการปฏิรูปซึ่งได้ดําเนินการสืบต่อมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยคํานึง ถึงความสําคัญเร่งด่วนและสัมฤทธิผลของการปฏิรูปที่เหลืออยู่ การเสนอการปฏิรูปในเรื่องนี้ คือการพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่าง พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... จะเป็นกลไกที่สําคัญในการปฏิรูปจัดการทรัพยากรน้ํา ทั้งระบบของประเทศ ให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน มีการบูรณาการและส่งเสริม ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา รวมทั้งแก้ปัญหาและอุปสรรค ในการดําเนินการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ําตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเพื่อให้สอดรับ กับแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... ที่กําหนดไว้ในหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ ด้านอื่น ๆ ใน (๑) ซึ่งระบุไว้ว่า ให้มีระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําที่มี ประสิทธิภาพเป็นธรรมและยั่งยืน โดยคํานึงถึงความต้องการใช้น้ําในทุกมิติ รวมทั้งความ เปลี่ยนแปลงของสภาพสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศประกอบกันไปด้วย ในโอกาสที่จะ นําเสนอรายละเอียดของการขับเคลื่อนการปฏิรูป ดิฉันใคร่ขออนุญาตท่านประธานให้ท่านประธาน อนุกรรมาธิการด้านทรัพยากรธรรมชาติ และรองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม คือท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ และคณะได้เป็น ผู้นําเสนอต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอเชิญท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ ในฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ขอนําเสนอ รายงาน เรื่อง การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ดิฉันขอกราบเรียนว่าเรื่องนี้มีความสําคัญ เร่งด่วนที่ สปท. จะต้องดําเนินการสืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. เพื่อให้เกิด สัมฤทธิผลในระยะเวลาที่เหลืออยู่ ในการนําเสนอดิฉันใคร่ขอนําเสนอด้วยสไลด์ (Slide) นะคะ ดิฉันขอในสไลด์ (Slide) ลําดับถัดไปค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ดิฉันขออัญเชิญภาพนี้ เพื่อให้ ทุกท่านได้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้ทรงชี้แนะให้เห็นถึงความสําคัญ ของน้ํา พระองค์ได้พระราชทานพระราชดํารัส เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๒๙ ประมาณ ๓๐ ปี มาแล้ว หลักสําคัญว่า ต้องมีน้ําบริโภค น้ําใช้เพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ํา คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ําคนอยู่ไม่ได้ พระองค์ท่านได้พระราชทานโครงการพระราชดําริที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของน้ําจํานวนมากมายทั่วทุกภูมิภาคและทั่วทั้งประเทศ ทําให้คนไทยได้มีความสุข ทั่วทั้งแผ่นดิน ขอพระองค์ทรงพระเจริญค่ะ
ในสไลด์ (Slide) ลําดับถัดไปนะคะ ดิฉันขอกราบเรียนในเรื่องของแผนการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรน้ําธรรมชาติ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งในเรื่องของที่ดิน ป่าไม้ ทรัพยากรน้ําและทรัพยากรทางทะเล จํานวน ๖ เรื่องด้วยกัน โดย ๓ เรื่องเป็นเรื่องที่ การขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติที่สําคัญ ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน ร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ํา และเรื่องของการพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สําหรับในเรื่องของทรัพยากรทางทะเลจะเสนอในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ รักษาผลประโยชน์ชาติทางทะเล พ.ศ. .... อีก ๓ เรื่องที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของ การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทั้ง ๓ ด้านนะคะ ซึ่งเรื่องนี้เราได้ดําเนินการต่อเนื่องจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ตามวาระปฏิรูปที่ ๒๕ เกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูปกลไก การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําทั้ง ๖ ประเด็นค่ะ สปช. ได้เคยเสนอไว้ในเรื่องนี้ ๖ ประเด็น ด้วยกัน ก็คือการจัดทําร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... การปรับปรุง กฎหมาย กฎ ระเบียบที่มีอยู่แล้วหรือจะต้องมีเพิ่มเติม การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรบริหาร จัดการทรัพยากรน้ําทั้งระดับชาติ ระดับลุ่มน้ําและระดับพื้นที่ การจัดทํายุทธศาสตร์บริหาร จัดการทรัพยากรน้ําระดับประเทศและระดับลุ่มน้ํา การบริหารจัดการข้อมูลและการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารของประชาชน การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการพัฒนาการ บริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่งคั่ง ยั่งยืน จะเป็นกลไกที่สําคัญในการปฏิรูปการ จัดการทรัพยากรน้ําของประเทศให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม และมีความยั่งยืน มีการ บูรณาการ และที่สําคัญก็คือเรื่องของการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ํา รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดําเนินงานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แล้วก็ สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําซึ่งดําเนินการอยู่ขณะนี้ และ รวมทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และที่สําคัญก็สอดรับกับในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่รอลงมติอยู่ขณะนี้ ซึ่งได้ให้ความสําคัญกับเรื่องของน้ํา โดยได้ กําหนดไว้ในหลายหมวด เช่น หมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๗๒ (๔) จัดให้มี ทรัพยากรน้ําที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภคของประชาชน รวมทั้งการ ประกอบเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการอื่น และในหมวดที่ ๑๖ เกี่ยวกับเรื่องของการ ปฏิรูปประเทศ อยู่ในข้อ ช (๑) ให้มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ําที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและยั่งยืน โดยคํานึงถึงความต้องการในเรื่องของการใช้น้ําทุกมิติ รวมทั้งความ เปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศประกอบกัน
สําหรับหัวข้อการนําเสนอดิฉันจะกล่าวถึงในเรื่องของปัญหาและสถานการณ์ น้ําปัจจุบัน ปัญหาการบริหารจัดการ ปัญหาทางด้านกฎหมายและองค์กร และที่สําคัญในเรื่อง ของข้อเสนอของคณะกรรมการชุดนี้จะเสนอใน ๒ ส่วน ก็คือเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนค่ะ น้ําเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่มีความสําคัญต่อการดํารงชีวิตแล้วก็ในเรื่อง ของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมีการใช้น้ําอย่าง ไม่จํากัด แต่ในอนาคตน้ําทุกหยาดหยดจะมีคุณค่า ประเทศไทยถึงได้จัดเป็น ๑ ใน ๑๐ ของ ประเทศที่มีการใช้น้ํามากที่สุด รองจากอินเดีย จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น น้ําที่ใช้ส่วนใหญ่ อยู่ในภาคเกษตรกรรม แต่ผลิตภาคเกษตรของไทยยังต่ํากว่าประเทศที่ประสบผลสําเร็จด้าน เกษตรอุตสาหกรรมอย่างมาก สําหรับในเรื่องของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับน้ําแล้ง ความเสียหาย เมื่อปี ๒๕๔๘ มูลค่าในเรื่องของปัญหาน้ําแล้งมากกว่า ๗,๕๐๐ ล้านบาท กระทบประชาชน ถึง ๑๑ ล้านคน ทุกหมู่บ้านยังมีระบบประปาไม่ครบทั้งหมดนะคะ ขาดอยู่ประมาณร้อยละ ๑๐ พื้นที่เกษตร เรามีพื้นที่เกษตรทั้งหมด ๑๕๐ ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่อยู่ในภาคชลประทานเพียง ๓๐ ล้านไร่ ที่เหลืออีก ๑๒๐ ล้านไร่เป็นพื้นที่นอกเกษตรชลประทาน สําหรับในเรื่องของน้ําท่วม ๓๐ ปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาเรื่องของน้ําท่วมใหญ่ ๑๓ ครั้ง ท่วมใหญ่แปลว่า ท่วมทุกจังหวัดนะคะ แต่ที่เสียหายที่สุดก็เมื่อปี ๒๕๕๔ มูลค่าความเสียหาย ในครั้งนั้น ๑.๔๔ ล้านล้านบาท กระทบกับประชากรมากกว่า ๑๒ ล้าน ขณะนี้เรายังประสบ ปัญหาในเรื่องของพื้นที่ที่เสี่ยงน้ําท่วมนะคะ แล้วก็ที่มีความเสี่ยงสูงก็ประมาณ ๑๐ ล้านไร่ สําหรับในเรื่องของคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมในทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ํา เรามีคุณภาพน้ําที่เสื่อมโทรม ประมาณ ๙ ลุ่มน้ํา และยังมีเรื่องของปัญหาน้ําเค็มรุกอีก ๘ ลุ่มน้ํา ในส่วนของนโยบาย รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี ๒๕๕๗ ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา เน้นให้มีความเป็นเอกภาพในทุกมิติทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ และมีการกําหนดกลไกการ บริหารจัดการน้ําพร้อมทั้งมีการนําเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้ในระบบของการ บริหารจัดการน้ําและเตือนภัย แต่สิ่งที่ดิฉันคิดว่าน่าชื่นชมสําหรับในเรื่องของรัฐบาลนี้นะคะ ก็คือเรื่องของการกําหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําซึ่งเป็นแผนระยะยาว ในช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๕๘-๒๕๖๙ ซึ่งในอดีตไม่เคยมียุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ําให้ครบทุกมิติ เป้าหมายของยุทธศาสตร์ฉบับนี้ ให้ทุกหมู่บ้านมีน้ําสะอาด อุปโภคบริโภค น้ําเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพอยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน การบริหารจัดการน้ําอย่างยั่งยืนภายใต้การพัฒนาสมดุลและเน้นในเรื่องของการ มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ในยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ํานะคะ ซึ่งประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ เรื่องของการจัดการน้ําอุปโภคบริโภค
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ในเรื่องของสร้างความมั่นคงของน้ําภาคการผลิตทั้งเกษตร และอุตสาหกรรม
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องของน้ํา การจัดการน้ําท่วมและอุทกภัย
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การจัดการคุณภาพน้ํา
ยุทธศาสตร์ที่ ๕ เรื่องของการอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ําเสื่อมโทรม และ ป้องกันการพังทลายของดิน
สําหรับยุทธศาสตร์ที่ ๖ ในเรื่องของการบริหารจัดการ
ในแต่ละยุทธศาสตร์ได้มีการกําหนดเป้าหมายตัวชี้วัด แล้วก็มีการกําหนด โครงการต่าง ๆ ที่ลงในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องของยุทธศาสตร์ที่ ๑ น้ําอุปโภคบริโภค ซึ่งเน้น ในเรื่องของการจัดหาน้ํา แหล่งน้ําผิวดิน น้ําบาดาล และการพัฒนาประปาชนบทให้ครบ ทุกหมู่บ้าน ในยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องของน้ําเพื่อการผลิตทางด้านเกษตรและอุตสาหกรรม เน้นในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทาน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ ๑๐ ภายในปี ๒๕๖๔ และมีการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ําในพื้นที่เกษตรน้ําฝน และฟื้นฟูแหล่งน้ํา ธรรมชาติ ซึ่งภายในปี ๒๕๖๙ มีจํานวนมากกว่า ๑๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ในยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของน้ําท่วมและอุทกภัย มีการปรับปรุงลําน้ําสายหลักและสาขา มีการพัฒนาพื้นที่ รับน้ํานองในลุ่มน้ํา ป้องกันน้ําท่วมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ รวมทั้งในเรื่องของการ ปรับปรุงผังการใช้ประโยชน์ที่ดินลุ่มน้ําทั้งหมด ๑๕ แห่งนะคะ ในเรื่องของยุทธศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการคุณภาพน้ํา เน้นในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบําบัดน้ําเสีย ส่วนในเรื่องของการฟื้นฟูป่าต้นน้ําเสื่อมโทรม ก็ให้มีการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้อย่างน้อยร้อยละ ๔๐ ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ ก็ให้มีองค์กรกฎหมายและระบบ ข้อมูลในการสนับสนุนการตัดสินใจ ขอเรียนว่าในเรื่องนี้เรามีเรื่องของการพัฒนาคลังข้อมูล น้ําแห่งชาติอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ ๖ อย่างไรก็ตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรนี้ จําเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขใน ๒ ประเด็นด้วยกันค่ะ ก็คือ ๑. ในเรื่องของการให้สอดรับ กับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งจะสิ้นสุดปี ๒๕๗๙ แต่ยุทธศาสตร์อันนี้ได้มีกําหนดถึงปี ๒๕๖๙ และอีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญก็คือ ในเรื่องของการเร่งรัดให้มีการพัฒนาจัดทํายุทธศาสตร์ รายลุ่มน้ํา แล้วก็ลุ่มน้ําสาขา ซึ่งจะต้องมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน
สําหรับ สไลด์ (Slide) ต่อไปคงขออนุญาตข้ามนะคะว่าในเรื่องของความ ต้องการขณะนี้ รัฐสามารถจัดหาความต้องการให้ได้เพียงพอแค่ประมาณ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าในอนาคตถึงปี ๒๕๗๐ ความต้องการน้ําที่รัฐจะสามารถจัดหาให้ได้ประมาณร้อยละ ๗๑ เรื่องของยุทธศาสตร์ก็คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนะคะ ซึ่งเป็นกรอบ การพัฒนาระยะยาวเพื่อให้บรรลุ ประเทศไทยจะมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาระยะยาวเพื่อให้บรรลุ ประเทศไทย จะมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาพอเพียง ซึ่งมียุทธศาสตร์ ๖ ด้านด้วยกันค่ะ ยุทธศาสตร์ตามที่กําหนดไว้ในเรื่องของความมั่นคง
สไลด์ (Slide) ถัดไปเกี่ยวกับเรื่องของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ประชาชน จะมีความมั่นคงของอาหาร พลังงานและน้ํา ส่วนความมั่งคั่งประเทศไทยก็จะขยายตัวของ เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้สูง สําหรับความยั่งยืนคงเกี่ยวข้องกับ เรื่องของการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมค่ะ ในเรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ในเรื่องของยุทธศาสตร์นะคะ ปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ดิฉันก็คงนําเรียนว่า ขณะนี้เรายังมีปัญหาเรื่องขององค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา และทําอย่างไรในการที่จะ ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ โดยแผนงานโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์ จะต้องผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และโดยเฉพาะในเรื่องของการจัดสรรน้ํา ที่เป็นธรรมและลดข้อขัดแย้งในปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ที่สําคัญก็คือในเรื่องของปัญหา ด้านกฎหมายและองค์กรนะคะ ขณะนี้เรายังขาดกฎหมายกลาง กฎหมายกลางที่เชื่อมโยง ขององค์กรและภารกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ําให้เกิดเอกภาพ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จํานวนมาก และมีช่องว่างทางกฎหมาย การบังคับใช้ไม่ได้ผล
สไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ดิฉันจะชี้ให้เห็นถึงกฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่ ในปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวข้องมีจํานวนมากกว่า ๓๓ ฉบับ แต่ละฉบับก็มีการดําเนินการในแต่ละด้าน ด้วยกัน อย่างเช่น ชลประทานเรามีพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ. ๒๔๘๒ พระราชบัญญัติชลประทานหลวง พ.ศ. ๒๔๘๕ สําหรับในเรื่องของคลองและทางน้ํา เรามี พระราชบัญญัติรักษาคลองตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๕ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ําไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ นอกจากนี้ก็จะมีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย ซึ่งได้มีการกําหนดไว้ใน พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ปัญหากฎหมายที่กระจายตัว และบางฉบับมีการประกาศใช้มานานมากกว่า ๑๐๐ ปี แต่ละฉบับ ไม่ครอบคลุมทุกภารกิจทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เหตุผลความจําเป็นที่จะต้องมีการตรากฎหมาย เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ําในหลายด้าน ในการดําเนินการ แก้ไขปัญหาดังกล่าวกระทําโดยหลายหน่วยงานตามอํานาจหน้าที่ ซึ่งกําหนดไว้ในกฎหมาย หลายฉบับ ทําให้การดําเนินการแก้ไขปัญหาขาดความเป็นเอกภาพและขาดการมีส่วนร่วม ของประชาชน ดังนั้นจึงสมควรที่จะมีกฎหมายในการที่บูรณาการเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบํารุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ําให้เกิดความเป็น เอกภาพ กําหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขภาวะวิกฤต การวางหลักเกณฑ์ในการ ประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรน้ําสาธารณะ ตลอดจนจัดให้มี องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ําทั้งในระดับชาติ ระดับลุ่มน้ํา และในระดับองค์กรผู้ใช้น้ํา ซึ่งจะสะท้อนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อร่วมกันในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา
วัตถุประสงค์ของการมีร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้เป็นกฎหมายกลางสําหรับ ในเรื่องของการใช้การพัฒนา การบริหารจัดการ การบํารุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ ทรัพยากรน้ํา สิทธิในน้ํา ในเรื่องของการจัดสรรน้ํา การจัดเก็บค่าใช้น้ํา รวมทั้งการบริหาร จัดการในภาวะวิกฤตน้ําให้เกิดความเป็นเอกภาพ
ประเด็นที่ ๒ ให้มีองค์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําทั้งในระดับชาติ ระดับลุ่มน้ํา ลุ่มน้ําสาขาและระดับผู้ใช้น้ํา ภายใต้แนวคิดการกระจายอํานาจไปสู่ชุมชน ในระดับลุ่มน้ําจะมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บํารุงรักษา และใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรน้ําอย่างแท้จริง รวมทั้งให้มีการกําหนดเรื่องของเกณฑ์การจัดสรรน้ํา ที่เป็นธรรมและความเหมาะสม กําหนดให้มีมาตรการป้องกันและบรรเทาภาวะวิกฤตน้ํา แบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ และการกําหนดมาตรการการอนุรักษ์ การพัฒนา ตลอดจน การควบคุมและตรวจตราทรัพยากรน้ําสาธารณะ กําหนดให้มีความรับผิดทางปกครอง ทางอาญา และความรับผิดทางแพ่งในกรณีที่ทําให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ํา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีความพยายามในเรื่องของการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... เพื่อให้เป็นกฎหมายกลางมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ๒๐ ปีที่ผ่านมานะคะ เพื่อให้เกิดความเป็น เอกภาพในเรื่องของการบริหารจัดการมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่ประสบผล เนื่องจากมีการ เปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง สปท. ชุดนี้ได้มีการพิจารณาโดยมีการเปรียบเทียบร่างต่าง ๆ โดยเฉพาะตั้งแต่ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ําของกรมทรัพยากรน้ํา ซึ่งได้ผ่านถึงขั้น การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อปี ๒๕๕๘ ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา ฉบับประชาชน ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา ฉบับของ สปช. และร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ํา ฉบับที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ปรับปรุง โดยสรุปได้มี การเปรียบเทียบในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๔ ร่าง ที่สําคัญก็คือทุกร่างเห็นตรงกัน ให้มีกฎหมายกลางในเรื่องของเรื่องนี้ แต่ยังมีประเด็นที่มีความเห็นแตกต่าง เนื่องจากว่า ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติฉบับที่ สปท. ได้มีการพิจารณาทบทวนปรับปรุงแก้ไขได้มี การศึกษาแล้วก็หาทางออก ปลดล็อกในเรื่องของข้อที่มีความเห็นแตกต่างกัน ๕ เรื่องด้วยกัน ในเรื่องขององค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ดิฉันขอกราบเรียนก่อนนะคะว่าในเรื่องของ องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ําจะเป็นไปในรูปแบบของคณะกรรมการระดับชาติ ระดับลุ่มน้ําและระดับลุ่มน้ําสาขา รวมทั้งองค์กรผู้ใช้น้ํา เราจะมีคณะกรรมการระดับชาติ ก็คือ คณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติหรือเรียกชื่อย่อว่า กนช. ซึ่งจะเป็นหน่วยงานหลัก ในเรื่องของการประสานและดําเนินการร่วมกับหน่วยงานราชการในการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ แล้วก็ให้เกิดความต่อเนื่องในทุกรัฐบาล สําหรับคณะกรรมการลุ่มน้ํา จะเป็นกลไกสําคัญที่ในระดับภูมิภาคและพื้นที่ โดยจะร่วมกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผลักดันแผนและยุทธศาสตร์ในระดับลุ่มน้ํา ในรูปแบบจากล่างขึ้นบน โดยจะต้องผ่าน กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้เสียจากทุกภาคส่วนให้เป็นที่ยอมรับและตอบสนอง ต่อความต้องการและปัญหาของภาคประชาชนอย่างแท้จริง
ประเด็นที่มีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องขององค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา มี ๓ ส่วนด้วยกันก็คือ ที่มาของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่าควรจะมาจากการสรรหาหรือ การแต่งตั้ง แล้วในเรื่องของคณะกรรมการลุ่มน้ําก็จะมีวิธีการเลือกอย่างไร อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือในเรื่องของสํานักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ภายใต้สํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งในเรื่องนี้ก็จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ในเรื่องของ คณะกรรมการในระดับชาติ ความจริงแล้ว ณ ขณะนี้มีคําสั่งที่ออกโดยสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๘๕/๒๕๕๘ แล้วก็มีคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๓/๒๕๕๘ เพื่อที่จะ ให้โอนสํานักนโยบายบริหารจัดการทรัพยากรน้ําและอุทกภัยแห่งชาติ จากสํานักงานปลัด สํานักนายกรัฐมนตรี ไปเป็น สํานักงานเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ของกรมทรัพยากรน้ํา เนื่องจากองค์กรการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในรูปแบบนี้จะมี ความสําคัญ จึงเห็นควรที่จะให้มีการตราไว้ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติค่ะ
สําหรับในเรื่องของการจัดสรรน้ํา ก็คงเกี่ยวกับเรื่องของการกําหนดประเภท ซึ่งยังมีความแตกต่าง จะ ๓ ประเภทหรือจะ ๕ ประเภท แต่ว่าทาง สปท. เองก็ได้มีการ พิจารณาเห็นว่า เห็นควรที่จะมีการกําหนดเป็น ๓ ประเภทนะคะ ในเรื่องของภาวะวิกฤตน้ํา ซึ่งเดิมเสนอให้ กนช. จะต้องคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นคณะบัญชาการ ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้มีการกําหนดบทบัญญัติไว้ในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในภาวะ วิกฤตให้อยู่ภายใต้อํานาจหน้าที่ของ กนช. ตามมาตรา ๒๒ แล้ว
สําหรับในเรื่องของกองทุนทรัพยากรน้ํา เจตนารมณ์เดิมของ สปช. ที่ให้มีการ จัดตั้งกองทุนทรัพยากรน้ํา ก็เพื่อให้มีงบประมาณที่เพียงพอต่อการดําเนินการในการอนุรักษ์ ปรับปรุง ฟื้นฟู ทรัพยากรน้ําแล้วก็เสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชนหรือชุมชนในเรื่อง ของดําเนินการเรื่องนี้ แต่เนื่องจากขณะนี้จะต้องมีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบริหาร กองทุนหมุนเวียน พ.ศ. ๒๕๕๘ กรณีที่ยังไม่มีหน่วยงานที่เป็นนิติบุคคล ก็จะต้องมีการเสนอ คณะรัฐมนตรีก่อน และขณะนี้อยู่ในเรื่องของกระบวนการที่จะต้องมีการพิจารณาทบทวน ในเรื่องของโครงการภาครัฐด้วยนะคะ แล้วก็ที่สําคัญก็คือว่าหากมีการขอตั้งเป็นลักษณะของกองทุนทรัพยากรน้ํา จะต้องมีรายได้ จากการดําเนินการกองทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่เพียงพอ แต่ขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารายได้ ที่จะได้จากตามร่างพระราชบัญญัตินี้จะเพียงพอแก่การดําเนินงานหรือไม่ ในที่นี้ สปท. จึงเห็นควรให้มีการดําเนินการในรูปแบบของการจัดเก็บจากเงินรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ค่าเก็บจากค่าใช้น้ํา ค่าปรับทางปกครอง และค่าปรับทางการพิพากษาก่อน และในระยะ ต่อไปเมื่อมีหน่วยงานที่เป็นนิติบุคคลระดับกรมแล้วก็จะสามารถจัดตั้งเป็นกองทุนต่อไปได้ ส่วนในเรื่องของบทกําหนดโทษที่ให้เพิ่มในเรื่องของโทษทางปกครองซึ่งก็ได้มีการกําหนด ไปเรียบร้อยแล้ว
สําหรับสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรจะประกอบด้วย ๙ หมวด ๑๑๗ มาตรา หมวดทั่วไป มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๕ หมวด ๑ ทรัพยากรน้ําสาธารณะ หมวด ๒ สิทธิในน้ํา หมวด ๓ องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา หมวด ๔ การจัดสรรน้ํา หมวด ๕ ภาวะวิกฤตน้ํา หมวด ๖ การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ําสาธารณะ หมวด ๗ พนักงานเจ้าหน้าที่ หมวด ๘ ความรับผิดทางแพ่ง หมวด ๙ บทกําหนดโทษ และบทเฉพาะกาล ซึ่งมีมาตรา ๑๑๓ ถึงมาตรา ๑๑๗ เนื่องจากมีรายละเอียดของมาตราถึง ๑๑๗ มาตรา ดิฉัน ขออนุญาตกล่าวโดยสรุปนะคะเป็นรายหมวดนะคะ
ในหมวดทั่วไป ซึ่งจะกําหนดในเรื่องของขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมายฉบับนี้จะกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบํารุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ํา สิทธิในน้ํา การจัดสรรน้ํา การจัดเก็บ ค่าใช้น้ํา รวมทั้งการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต สําหรับในเรื่องของความสัมพันธ์กับ กฎหมายอื่น ได้กําหนดไว้กรณีที่มีกฎหมายใดกําหนดเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ ที่มีประกันความเป็นธรรมก็ให้ดําเนินการไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น แต่กรณีที่ยังมีข้อขัดแย้ง ก็ให้ กนช. เป็นผู้วินิจฉัย
ในหมวด ๑ ทรัพยากรน้ําสาธารณะ หมวดนี้ได้กําหนดให้รัฐมีอํานาจ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําสาธารณะบนพื้นฐานความยั่งยืนและความสมดุลของระบบนิเวศ ตามมาตรา ๖ แต่ในกรณีที่ดําเนินโครงการหรือกิจกรรมใดอันส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม และประชาชน ก็ให้เปิดเผยข้อมูล จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แล้วก็สนับสนุนให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการดําเนินการดังกล่าว
หมวด ๒ ในเรื่องของสิทธิในน้ํา มี ๓ มาตรา ก็เป็นการวางหลักเกณฑ์ประกัน สิทธิของประชาชน ชุมชน ในเรื่องของการใช้น้ํา
ในสไลด์ (Slide) ถัดไปคะ หมวดที่เกี่ยวข้องกับหมวด ๓ เกี่ยวกับเรื่องของ องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ในหมวดนี้มีรายละเอียดถึง ๓๕ มาตรา แต่ดิฉันขอสรุป ในเรื่องของโครงสร้าง บทบาทหน้าที่ ให้เห็นโดยย่อนะคะว่าภายใต้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะมีคณะกรรมการ กนช. ระดับชาติซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเป็นไปตามมาตรา ๑๑ ในเรื่องของระดับของคณะกรรมการลุ่มน้ํา ซึ่งจะมีองค์ประกอบและมีอํานาจหน้าที่ตาม มาตรา ๒๘ ถึงมาตรา ๔๐ คณะกรรมการลุ่มน้ําสาขาเป็นไปตามมาตรา ๔๑ องค์กรผู้ใช้น้ํา มาตราที่เกี่ยวข้องก็คือมาตรา ๔๔ และมาตรา ๔๕ นอกจากนี้ยังมีคลังข้อมูลน้ําแห่งชาติ แล้วก็สํานักงานคณะกรรมการน้ําแห่งชาติที่ต้องไปปรับตามมาตรา ๒๕ รวมทั้งในเรื่องของ สํานักงานคณะกรรมการลุ่มน้ําในมาตรา ๔๓ ค่ะ
ในหมวดถัดไปค่ะ เรื่องของการจัดสรรน้ําในหมวด ๔ ตามมาตรา ๔๖ ถึงมาตรา ๖๓ ได้กําหนดประเภทของการใช้น้ําสาธารณะเป็น ๓ ประเภท
ประเภทที่ ๑ มีการใช้น้ําในปริมาณเล็กน้อยเพื่อการดํารงชีพ การอุปโภค บริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือน การใช้น้ําตามจารีตประเพณี การรักษาระบบนิเวศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและบรรเทา สาธารณภัย น้ําประเภทที่ ๑ นี้นะคะไม่ต้องขออนุญาต ไม่ต้องเสียค่าใช้น้ํา รัฐมนตรีอาจจะ กําหนดเงื่อนไขการใช้น้ําได้ในกฎกระทรวงตามมาตรา ๔๗ สําหรับในการกําหนดประเภท ของการใช้ทรัพยากรน้ําสาธารณะ
ประเภทที่ ๒ เพื่อการเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์ เพื่อการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น ตามมาตรา ๔๖ ต้องได้รับ ใบอนุญาตโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ําที่อยู่ในแหล่งน้ําสาธารณะนั้นตั้งอยู่ ตามมาตรา ๔๘
ประเภทที่ ๓ กิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ําปริมาณมากหรืออาจจะก่อให้เกิด ผลกระทบข้ามลุ่มน้ําหรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง จะต้องได้รับการอนุญาตโดยความ เห็นชอบจาก กนช. ค่ะ ตามมาตรา ๔๙ และในหมวด ๔ เรื่องของการจัดสรรน้ํา ได้มี การกําหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต ค่าธรรมเนียม อัตราการใช้น้ํา การกําหนดมาตรการในเรื่องของการให้หยุดหรือว่าพัก เพิกถอนใบอนุญาต และกําหนดค่าปรับทางปกครอง ในเรื่องของการจัดสรรน้ําที่เกี่ยวกับเรื่องของรายได้ คงกําหนดไว้ในมาตรา ๖๓ ค่ะ ในเรื่องของเงินค่าใช้น้ํา เงินค่ารายได้ที่จะได้จากการเก็บ ค่าใช้น้ํา เงินค่าปรับ เงินค่าปรับทางปกครอง ค่าปรับตามคําพิพากษาในคดีอาญา รวมทั้ง ในเรื่องของเงินสนับสนุนจากรัฐบาล และเงินที่มีผู้บริจาคเพื่อบํารุงรักษาทรัพยากรน้ําไว้ เต็มจํานวน ทั้งนี้ให้กรมทรัพยากรน้ําเก็บรักษาเงินดังกล่าว โดยไม่ต้องนําส่งคืนเป็นรายได้ แผ่นดิน แต่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกําหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวง การคลัง ซึ่งค่าใช้จ่ายก็คงจะนําไปใช้ในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการดําเนินงาน ของ กนช. คณะกรรมการลุ่มน้ํา คณะกรรมการลุ่มน้ําสาขาและองค์กรผู้ใช้น้ํา รวมทั้งในเรื่อง ของการศึกษาวิจัย แล้วก็การเสริมสร้างความเข้าใจ และสร้างจิตสํานึกในการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ําต่อไปค่ะ
ในหมวด ๕ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของภาวะวิกฤตน้ํา มาตรานี้ได้กําหนดให้ คณะกรรมการลุ่มน้ําซึ่งมี ๒๕ ลุ่มน้ํา จะต้องจัดทําแผนป้องกันและแก้ไขภาวะวิกฤตน้ําขึ้นไว้ เป็นการล่วงหน้า ซึ่งจะต้องประกอบด้วยแผนการป้องกันและแก้ไขภาวะวิกฤตน้ําแล้ง น้ําท่วม และน้ําเสียค่ะ สําหรับในเรื่องของเขตภาวะวิกฤตน้ําในส่วนที่ ๒ ในกรณีที่มีข้อมูลเพียงพอ ที่ชี้ได้ว่าอาจจะเกิดภาวะวิกฤตน้ําอย่างรุนแรงในพื้นที่ใด ให้ กนช. มีหน้าที่และอํานาจในการ ประกาศกําหนดเขตภาวะวิกฤต กําหนดมาตรการแนวทางการออกประกาศหรือคําสั่งเพื่อ ใช้บังคับในภาวะวิกฤตน้ําและพื้นที่ต่อเนื่องเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อสั่งการหรือควบคุม รวมทั้งเรื่องของการไกล่เกลี่ยวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทเพื่อการป้องกัน แก้ไขและฟื้นฟูภาวะ วิกฤตน้ําให้มีประสิทธิภาพและทันการณ์ได้จากเดิมนะคะ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราจะสามารถ ดําเนินการในลักษณะที่จะต้องให้เกิดภาวะวิกฤตก่อน แต่ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถ้าหากว่ากรณีที่มีข้อมูลที่เพียงพอชี้ได้ว่าจะเกิดภาวะวิกฤตก็สามารถเป็นการกําหนด มาตรการที่ป้องกันก่อนได้ค่ะ
ในมาตรา ๕ เกี่ยวกับเรื่องของภาวะวิกฤตน้ํา อันนี้จะแสดงให้เห็นถึงความ เชื่อมโยงที่ระดับของการดําเนินการทั้งคณะกรรมการระดับชาติ คณะกรรมการลุ่มน้ําสาขา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะคะ ส่วนทางด้านขวามือ ในภาวะวิกฤต ในกรณีที่มีการประกาศ เป็นเขตรุนแรงระดับ ๔ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการ อันนี้ก็จะเห็นเป็นความเชื่อมโยงของ โครงสร้างการบริหารจัดการทั้งในภาวะวิกฤตและภาวะปกติค่ะ
ในหมวด ๖ ในเรื่องของการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ําสาธารณะ ซึ่งเป็นหมวดที่ได้มีการคํานึงในเรื่องของการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ํา ในกรณีที่ กนช. เห็นว่าพื้นที่ใดเป็นแหล่งต้นน้ําลําธาร สมควรสงวนไว้เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ทรัพยากร สาธารณะให้ กนช. มอบหมายให้รัฐมนตรีประกาศให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามที่ กนช. ได้ประกาศกําหนด แล้วรัฐมนตรีมีอํานาจออกกฎกระทรวงค่ะ
ในหมวด ๗ ที่เกี่ยวกับเรื่องของพนักงานเจ้าหน้าที่ มีทั้งอํานาจหน้าที่ในเรื่อง ของการดําเนินการตามภาวะวิกฤต ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๗๙ แล้วก็ในภาวะที่เป็นปกติ มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๕ ค่ะ
สําหรับในหมวด ๘ ในเรื่องของความรับผิดทางแพ่ง ก็กําหนดให้มีความ รับผิดทางแพ่งกรณีที่เกิดความเสียหายทรัพยากรน้ําสาธารณะค่ะ
ส่วนบทเฉพาะกาลนะคะที่กําหนดไว้ในมาตรา ๑๑๓ ถึงมาตรา ๑๑๗ ๕ มาตรา สาระสําคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก่อนนะคะ ในวาระเริ่มแรกให้นําแผนยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในปี ๒๕๕๘ ถึง ๒๕๖๙ มาใช้ในเรื่องของการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ําตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการจัดทํานโยบายแผนงาน และแผนปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ในมาตรา ๑๑๕ ส่วนในเรื่องของมาตรา ๑๑๗ กรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดตั้งส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม ซึ่งเป็นเลขานุการของ กนช. และสํานักงานเลขานุการของคณะกรรมการลุ่มน้ําและคณะกรรมการลุ่มน้ําสาขา ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็เพื่อที่จะให้สอดรับกับในเรื่องของข้อบัญญัติที่ปัจจุบันนี้กําหนด ไว้ว่าภายใน ๕ ปีให้รัฐบาลชุดต่อไปให้เป็นผู้ดําเนินการต่อไปนะคะ อันนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ําค่ะ
ส่วนที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการพัฒนากลไกการบริหารจัดการน้ํา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มี ๔ ประเด็นค่ะ
เรื่องแรก เรื่องของการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ของบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา กับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้ง การกําหนดเป้าหมาย แล้วก็ในเรื่องของข้อเสนอปฏิรูปอันนี้ก็ขอให้ กนช. ปรับปรุง แผนยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกันนะคะ ที่สําคัญก็คือมีการผลักดันให้มีการจัดทําแผน ยุทธศาสตร์แล้วก็แผนปฏิบัติในระดับลุ่มน้ําและลุ่มน้ําสาขาค่ะ
เรื่องที่ ๒ ภายใต้เรื่องของกลไกการบริหารจัดการน้ํา เรื่องของการผลักดัน ให้มีการจัดทําผังลุ่มน้ําค่ะ เพราะผังลุ่มน้ําจะเป็นการวางผังแม่บทการพัฒนาในเชิงกายภาพ ซึ่งในเรื่องนี้ขณะนี้ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองให้มีการจัดทําการวางผังประเทศ ผังภาค และผังอนุภาคและผังลุ่มน้ําให้สอดคล้องกับการกําหนดเขตลุ่มน้ําอยู่แล้วนะคะ ในทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ําและลุ่มน้ําสาขา ๒๕๔ ลุ่มน้ําสาขาทั่วประเทศค่ะ ทั้งนี้เพื่อจะได้กําหนดกรอบ ในเรื่องของการใช้ที่ดินและพื้นที่เสี่ยง
เรื่องที่ ๓ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเร่งรัดการพัฒนาคลังข้อมูลทรัพยากรน้ํา แห่งชาติ ความจริงแล้วในเรื่องนี้ทาง กนช. ได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ําและการเกษตร สสนก. เป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องของ การพัฒนาคลังข้อมูล ซึ่งขณะนี้ได้ดําเนินการนําเข้าจากข้อมูลเชื่อมโยงจากข้อมูลทุกภาคส่วน ทั้งหมดมากกว่า ๓๒ หน่วยงาน ระดับชั้นข้อมูลมี ๓๗๗ รายการ แต่ว่าในเรื่องของแผนการ บริหารจัดการ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับเรื่องของการปรับปรุงภายในเท่านั้นนะคะ ทั้งนี้เนื่องจากว่าของคลังข้อมูลน้ําแห่งชาตินี้ ขณะนี้ได้ดําเนินการเป็นไปตามโรดแมป (Road map) แล้ว
ที่สําคัญในเรื่องของประเด็นสุดท้ายที่เรื่องของการสร้างกลไกการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําค่ะ มีข้อเสนอ ๒ ประเด็นด้วยกัน ก็คือ เรื่องของการเสริมสร้างเครือข่ายการทํางานร่วมกัน แล้วก็เรื่องของการสนับสนุนองค์กร ชุมชน องค์กรลุ่มน้ําและเครือข่ายระหว่างลุ่มน้ําทั้งในและระหว่างประเทศให้มีความเข้มแข็ง โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นรวมกับในเรื่องของเทคโนโลยีค่ะ
ประโยชน์ที่จะได้รับจากข้อเสนอในรายงานฉบับนี้ที่สําคัญ
๑. เกิดองค์กรบริหารจัดการรูปแบบใหม่ในระดับชาติ ระดับลุ่มน้ํา และระดับ พื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลไกสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําทุกระดับให้มีความเชื่อมโยง โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของภาคีทุกภาคส่วนจากภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งการกระจาย อํานาจในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําไปสู่ระดับพื้นที่เป็นการร่วมคิดร่วมทํา
๒. คือได้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ซึ่งจะเป็นกฎหมายกลาง สําหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําของประเทศ ซึ่งจะเป็นการกําหนดแนวทางการบริหาร จัดการในภาพรวมและในอนาคตซึ่งเป็นแผนระยะยาว กําหนดอํานาจหน้าที่ขององค์กร ที่เกี่ยวข้องให้มีความเชื่อมโยงกันและพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของประชาชนในปัจจุบัน วางหลักเกณฑ์มาตรการในเรื่องของการประกันสิทธิพื้นฐาน ของประชาชนในการเข้าถึงน้ํา ตลอดจนสนับสนุนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการ บริหารจัดการทรัพยากรน้ํา และมีหลักเกณฑ์กลไกในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการ บริหารจัดการน้ํา ให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกลุ่มน้ําของประเทศได้อย่างบูรณาการ และในการมีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับ นํามาสู่ความยั่งยืนของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ของประเทศต่อไป ที่สําคัญก็จะมีกระบวนการในเรื่องของการจัดทํายุทธศาสตร์ แผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา และแผนปฏิบัติที่มีความชัดเจน และมีการบูรณาการตามลําดับความสําคัญ สอดคล้องกับ ความต้องการของประเทศและประชาชน นําไปสู่การแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้เป็นระบบ รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผลมากขึ้นโดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนค่ะ
ดิฉันขอจบการนําเสนอเพียงเท่านี้และพร้อมที่จะรับฟังข้อคิดเห็นอื่นใด จากทางสภาแห่งนี้ และหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านในการ ให้ความเห็นชอบกับรายงานฉบับนี้ ในเรื่องของการพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ในครั้งนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ทางกรรมาธิการมีท่านอื่นจะนําเสนออีกไหมครับ ไม่มีนะครับ ต่อไปขอเชิญสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ขณะนี้มีแจ้งมาทั้งหมด ๓ ท่านด้วยกัน ท่านแรก ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน และได้ขออนุญาตที่จะเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ซึ่งประธานได้อนุญาตแล้วนะครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รัก ทุกท่าน เรื่องที่ท่านเสนอนี้นะครับปึกใหญ่เชียว มีสาระเยอะมากเลย ผมอ่านแค่ ๓-๔ บรรทัด เริ่มต้นนะ ยังไม่ได้อ่านเนื้อในเลย ผมก็มีความรู้สึกว่าต้องเห็นชอบแล้ว ในหลักการและ เหตุผลท่านบอกเลยว่าจะเป็นการบูรณาการ ท่านอ่านเลยนะครับในหน้า ๒๕ ของท่าน บอกเลยว่าจะต้องเป็นการบูรณาการการใช้น้ําของประเทศอย่างยั่งยืน ฟังแล้วมันโดนใจ ในหน้า ๕ อารัมภบทของท่าน ก็บอกเลยว่าปัญหาคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมในลุ่มน้ําต่าง ๆ ไม่ต้องพูดในรายละเอียด รวมทั้ง ๑๐ ปีย้อนหลังนี่นะครับ ก็บอกเลยว่ามันเสื่อมโทรม อย่างไร ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็กราบเรียนท่านว่าผมก็สนับสนุน แต่ผมก็มีข้อเสนอ อยู่พอสมควร ขอสไลด์ (Slide) ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
อันนี้เป็นเรื่องที่ท่านนําเสนอ ผมก็คิดว่าน้ําคือชีวิต ชีวิตของพืชและสัตว์ขาดน้ําไม่ได้ เมื่อไรที่ขาดน้ําต้องตาย ต้องตาย แต่อาจจะไม่ตายฉับพลัน เหมือนกับขาดอากาศ เพราะฉะนั้นเมื่อน้ําคือชีวิต น้ําจึงเป็นหัวใจของชาติเลย หรือถ้าท่าน เถียงผม เถียงได้เลยนะครับ ถ้าน้ําไม่เป็นหัวใจของชาติท่านเถียงผมได้แม้แต่กรรมาธิการ ผมคิดว่าน้ําเป็นหัวใจของชาติ ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันท่านก็ดูแลเรื่องนี้อย่างเร่งรัดและจริงจัง แล้วก็ดูแลมาตลอด รวมทั้งรัฐบาลอื่น ๆ นะครับ แต่อาจจะไม่จริงจังเท่ากับรัฐบาลนี้
ผมกราบเรียนต่อไปครับ นี่เป็นแผนที่ของประเทศ ท่านจะเห็นว่ามันมีลุ่มน้ํา ภาคเหนือ จะเห็นว่ามันจะไหลลงมาจากเหนือลงมาใต้ แม่น้ําปิง แม่น้ําวัง แม่น้ํายม แม่น้ําน่าน แม่น้ําเจ้าพระยา แม่น้ําป่าสัก แม่น้ําโขง แม่น้ําชี แม่น้ํามูล ไหลจากตะวันตก ไปตะวันออก ที่ผมนําเรื่องนี้มาท่านทราบอยู่แล้ว ประชาชนก็ทราบอยู่แล้ว เด็กประถม ก็ทราบอยู่แล้วนะครับ แต่ผมต้องนําเรื่องนี้มาเพราะมันเกี่ยวโยงกับอะไร ปริมาณน้ําฝน ที่ตกอยู่ในประเทศไทยนี้ท่านครับ ในแต่ละปีไม่น้อย เยอะมากตามตัวเลขนะครับ มาก แล้วเมื่อคิดแต่ละเดือน แต่ละปี แต่ละภาคแล้วจํานวนมหาศาล คิดเอาง่าย ๆ ว่าจะตก กี่มิลลิเมตรก็ตาม จะว่าฝนเมื่อวานนี้ตก ๑๐๐ มิลลิลิตร น้ําท่วมเป็นฝนร้อยปีพันปีแล้วแต่ จะพูดกันในสื่อมวลชน ทีนี้เมื่อคิดเป็นปริมาณน้ําลูกบาศก์เมตรแล้วนี้ เรามีน้ําที่ฝนตกมา ๗๔๕,๐๘๕.๖๖ ลูกบาศก์เมตรต่อปี ต่อปีนะครับ ถ้าไม่มีการซึมหรือไหลลงทะเลท่วมประเทศไทย แน่นอนถึงจังหวัดสระบุรีเลยนะครับ ทีนี้ถามว่า แล้วเราเก็บกักน้ําได้เท่าไร แค่ ๗๓,๔๓๗.๒๔ ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น คือเก็บได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๖๗๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ไหลลงทะเล เห็นไหมครับ ทําให้มันแล้ง แล้งอยู่ขณะนี้นะครับ ทีนี้มาดูว่าเราเก็บกักตามเขื่อนเท่าไร ท่านดูเลยตัวเลข เขื่อนภูมิพล นะครับ ๑๓,๔๖๒ ลูกบาศก์เมตร เล็กสุดเขื่อนจุฬาภรณ์ อยู่อําเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ๑๖๔ ลูกบาศก์เมตร รวมทั้งประเทศแล้ว ๗๐,๔๑๘ ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนเรามีเท่านี้ นะครับ แล้วถามว่าแล้วผมจะเสนออะไร อันนี้เป็นออเดิร์ฟ (Hoes d’oeuver) เมื่อปริมาณ น้ําฝนเก็บได้น้อยขนาดนี้ เราก็จําเป็นที่จะต้องอาศัยให้ประชาชนช่วยเหลือตัวเอง ช่วยเหลือ ตัวเองก็คือว่า จะมีสักกี่ครอบครัวที่มันอยู่ใกล้แม่น้ํา ผมยืนยันได้ ท่านรองประธานก็เป็น ท่านปลัดดูแลเรื่องนี้มา จํานวนประชาชนที่อยู่ตามลุ่มน้ํา หมายถึงอยู่ริมแม่น้ํา มีไม่มาก น้อยมาก ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรของประเทศ นอกนั้นอยู่ในท้องถิ่นที่ล้วนแต่ กันดาร และไม่มีแหล่งน้ํา เพราะฉะนั้นแหล่งน้ําที่เขาจะใช้ก็คือแหล่งน้ําใต้ดิน แหล่งน้ําใต้ดิน คืออะไร ท่านเห็นภาพไหมครับ
ภาพต่อไปครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ อันนี้ผมอธิบายนิดหนึ่ง เขื่อนนี้ นะครับ ใหญ่ ๆ ๒ ประเภทใหญ่ ๆ กรมชลประทานประท้วงได้นะครับ เขื่อนแรกที่เรามีเขื่อน ภูมิพล ที่จังหวัดตาก เขื่อนนี้เป็นเขื่อนประเภทคอนกรีต นับตั้งแต่ลูกบาศก์เมตรแรกจนถึง ลูกบาศก์เมตรสุดท้ายที่เททับลงไปต้องไม่ขาดตอนจากกันเลย ถ้าขาดตอนเมื่อไร มันจะซึม และรั่ว ก็ต้องขอบคุณนะครับ หม่อมหลวงชูชาติ กําภู ใครต่อใครในอดีตที่ช่วยดูแลเรื่องนี้ จนเรามีเขื่อนนะครับ แล้วเขื่อนอีกประเภทหนึ่ง เขื่อนดิน นี่เขื่อนดินที่ยาวเกือบที่เรียกว่า ที่สุด เป็นเขื่อนพระราชทาน พระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช อยู่ที่กั้นลําน้ําป่าสักคาดระหว่างอําเภอพัฒนานิคมและอําเภอ ผมจําไม่ได้ อีกอําเภอหนึ่งครับ ตรงข้ามกันนี้ครับ ของจังหวัดสระบุรี กับอําเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี กั้นลําน้ําป่าสัก อําเภอวังม่วง นึกออกแล้วครับ อําเภอวังม่วง อันนี้เป็นเขื่อนที่กักเก็บน้ํา แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้น้อยมาก อย่างที่ผมบอกแล้ว เราจึงต้องอาศัยแหล่งน้ําใต้ดิน เชิญครับ อันนี้เครื่องมือ ที่ผมเอามา อันนี้ไม่ใช่เครื่องมือที่เอามาให้เด็กเล่นนะครับ ผมถ่ายภาพ สปท. เมื่อเช้านี้ นี่เครื่องมือการตรวจหาแหล่งน้ําใต้ดิน ถามว่า แล้วทําได้จริงไหม เขาทดลองกันหลายปีแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ แล้วผมก็ทดลองแล้ว มันจริงครับ มันจริง เอาลวดทองแดงมายาวประมาณ ๑ เมตร และหักงอสวมเข้ากับกระบอกไม้เล็ก ๆ แล้วก็เดินไปในพื้นที่ที่ดินของท่าน เมื่อไร ก็ตามที่ไหนมีแหล่งน้ํา ข้างล่างมีความชื้น เส้นโลหะนี้ก็คือ ทองแดง มันจะขึ้นเป็นกากบาท ถามว่าเป็นกากบาทอย่างไร คือมันมี เขาเรียกอะไร กระแสไฟฟ้าสถิต เมื่อมันมีกระแสไฟฟ้า สถิต เนื่องจากมันมีความชื้น มันจะเข้าเป็นกากบาทอย่างนี้ ท่านก็เอาไม้ไปปัก ก็เดินได้ทั่วเลย ท่านจะมี ๒๕ ไร่ ๓๐ ไร่ เดินให้ทั่วแล้วก็จะรู้ว่าแหล่งน้ํามันมาอย่างไร ท่านวางลงไป ๔๕ องศา แล้วขีดเป็น ๑ นิ้ว ๆ มานะครับ แล้วท่านงออย่างนี้ ถ้ามันคาบกันเท่าไร สมมุติมันปลายก็จะ รู้เลยว่าแหล่งน้ํามันตื้นกี่สิบเมตรนะครับ อันนี้เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ได้ ราคาถูก ผมไปซื้อลวด เส้นละ ๑๐ บาท กระบอกฟรี เจ้าหน้าที่ของทางราชการ อันนี้เป็นรูปจริงที่ถ่ายจริง เขาก็ไปตรวจสอบแบบนี้โดยที่ไม่ใช้เทคโนโลยีระบบเอ็กโค (Echo) ถ้าเอ็กโค (Echo) มันก็จะ ใช้คลื่นเจาะลงไปในชั้นใต้ดิน ถ้าเป็นหินก็จะสะท้อนมาเร็ว ถ้าเป็นน้ํามันก็จะสะท้อนน้อย แล้วก็จะรู้ว่าลึกเท่าไร อันนั้นแพง แต่ถ้าใช้อันนี้ก็ไม่ผิดหวัง ผมยืนยันถ้าท่านมีสวนนะครับ แต่โบราณเขาใช้อะไรรู้ไหมครับ โบราณเก่า ๆ เลยรุ่นคุณพ่อ คุณแม่ ปู่ ย่า ตา ยายของผม เขาใช้ใบตองสดไปวางไว้ที่พื้นดิน พื้นดินต้องแห้งนะครับ หมายถึงว่าฤดูแล้ง แล้วไปเปิดดู ตอนเช้า ถ้าเมื่อไรมีเหงื่อเยอะ ๆ มีหยดน้ําเยอะแสดงว่าตรงนั้นข้างล่างมีแหล่งน้ํา และที่บ้าน ของผมนะครับใกล้ ๆ เขื่อนป่าสัก ก่อนที่จะมีเขื่อนป่าสักนะครับ เพราะเราไปอยู่ที่นั่นมา ๕๐ ปีแล้ว เราก็เจาะเจอแบบนี้เลย เจอแบบนี้เลยนะครับ ผมกราบเรียนว่าอันนี้เป็นเทคโนโลยี ที่ชาวบ้านไทยทําและใช้ได้ดีครับ เดี๋ยวถ้าใครมีสวนนะครับและไม่มีเดี๋ยวมาขอผมไปเลย นะครับ เหมือนเมลอนคราวที่แล้ว พอออกจากห้องคนก็ขอไปนะครับ อันนี้เป็นรูป ชาวบ้าน เขาทํา เดี๋ยวย้อนไปอีกอันหนึ่งครับ นี่ชาวบ้านเขาก็ทํานะครับ แล้วก็ได้ผล แล้วเขาก็เจาะ เขาขุดกันเอง แต่ถ้าลึก ๆ ท่านต้องใช้เครื่องเจาะบ่อน้ําบาดาล
ต่อไปครับ ภาพต่อไปครับ อันนี้เป็นภาพที่ผมประทับใจมาก ไปค้นหามาเจอ ภาพเดียวนี้ท่านจะเห็นเลยว่าแหล่งน้ําบนดิน ผิวดิน ที่เขียนไว้ข้างบน มีสภาพเป็นอย่างไร แหล่งน้ําใต้ดิน ใต้ดินกับน้ําบาดาลไม่เหมือนกันนะครับ ท่านครับ ขออนุญาตอีกนิดเดียวครับ น้ําใต้ดินนี่นะครับมันจะลึกไม่เกิน ๕๐ เมตร แต่ถ้าน้ําบาดาลจะลึกลงไป เพราะฉะนั้นท่านจะ ใช้น้ําผิวดิน น้ําใต้ดิน หรือน้ําบาดาล เทคโนโลยีเหมือนกัน การหาไม่เหมือนกันนะครับ
ต่อไปครับ นี่ข้อเสนอของผมครับ ผมอยากจะฝากท่านกรรมาธิการ ท่านจะ เขียนไว้ที่ไหนก็ตาม หรือคอมเมนต์ (Comment) ไปนิดหน่อยก็ตามนะครับว่าประเทศต้องมี การทําแผนที่น้ํา เขาเรียกว่าวอเตอร์กริด (Water Grid) นะครับ ทั้งประเทศต้องมี ๒. ประเทศ จะต้องมีแก้มลิงทั่วประเทศ ๓. ประชาชนต้องรู้จักหาแหล่งน้ําใต้ดินอย่างที่ผมบอกแล้ว ไม่ใช่ อะไรก็ต้องไปหากรมน้ําบาดาล ร้อยแปดจิปาถะต้องพึ่งรัฐอย่างเดียว ประชาชนก็ทําได้ นะครับ ๔. ให้ความรู้กับประชาชนให้ช่วยตัวเองได้ตั้งแต่การใช้น้ําอย่างประหยัด ถ้าประชาชนไม่ใช้น้ําอย่างประหยัด เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัตินี้ต้องติดคุกกันเยอะนะครับ เพราะท่านมีโทษ เดี๋ยวผมขออนุญาตพูดอีกนิดหนึ่งเรื่องโทษของท่านนี่รุนแรงนะครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้มีโทษจําคุกถึง ๓ ปีนะครับ ต้องบรรจุอยู่ในระบบการศึกษาของ นักเรียนเลย ให้ติดอยู่ในนิสัยว่าต้องใช้น้ําประหยัด ไม่ใช่เปิดก๊อกล้างมือ ต้องใช้ขัน ต้องใช้ถ้วยนะครับ ๕. รัฐบาลจะต้องมีแผนการผลิตน้ําด้านการเกษตรอย่างเป็นระบบ ครบวงจร และจะต้องสอนให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรให้ใช้น้ําเป็น ไม่ใช่ใช้น้ําได้ เกิดมาก็ใช้น้ําได้แล้วนะครับ ใช้น้ําเป็นคือใช้น้ําอย่างถูกต้อง ไม่ทําให้น้ําเสีย อย่าใช้น้ําเยอะ ใช้น้ําเป็นนะครับ
ทีนี้สไลด์ (Slide) ของผมนี่จะจบด้วยว่าชีวิตนี้มีหวัง มีความหวังเมื่อมีน้ํา ถ้าท่านไม่เชื่อว่าสิ่งที่ผมเขียนนี้จริงนะครับ ท่านก็เถียงผมได้ว่าชีวิตนี้มีความหวังเมื่อมีน้ํา ถ้าท่านกลับไปไม่มีน้ําอาบ ดูสิท่านจะหวังได้ไหม ก็จะลําบากนะครับ ทีนี้ในเรื่องของท่าน นิดหนึ่งเมื่อกี้ออเดิร์ฟ (Hors D’oeuvres) ออเดิร์ฟ (Hors D’oeuvres) เรื่องของท่านเลย ท่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มาดีมาก
ท่านช่วยกรุณาสรุปครับ
แต่ผมมองว่าเป็นพระราชบัญญัติที่ให้โทษเยอะนะ ประชาชนที่ไม่รู้ใช้น้ํานี่นะครับ ติดคุกนะครับ แต่เริ่มต้นจากอย่างนี้เสียก่อนเลยว่า ท่านมีกรรมการนะ กรรมการของท่านนี่ โอ้โฮ เพียบ เพียบมากเลยครับ และผมคิดว่า กรรมการของท่าน ถ้าถามผม ผมคิดอาจจะต้องปรับปรุงสักเล็กน้อย กรรมการของท่าน ให้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อันนี้ผมเสนอ ท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร ท่านมีกรรมการอยู่หลายประเภท รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับ มอบหมายเป็นประธาน รัฐมนตรี โอ้โฮ เยอะแยะ รวมเบ็ดเสร็จที่เป็นราชการงานเมืองนี่นะ ตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีจนถึงอธิบดีที่เป็นเลขานุการ ที่เป็นกรรมการ ๑๔ ท่าน ๑๔ ท่าน นะครับ ห้องประชุมก็ใหญ่นะครับ ต่อไปนี้ท่านมีกรรมการ
ท่านสุรินทร์ครับ ช่วยกรุณาสรุปนะครับ
ขออนุญาตอีกนิดเดียวครับ อันนี้สําคัญนะครับ ถ้าไม่ได้พูดนี่ท่านอาจจะเข้ารกเข้าพงและประชาชนติดคุก ผมบอกกราบเรียนท่านเลยว่า ถ้าท่านทําอย่างนี้ประชาชนจะติดคุกเยอะ แล้วผมกล้าให้เขียนไว้อย่างนี้เลยนะครับ ว่านายสุรินทร์พูดอย่างนั้น ท่านมีกรรมการจากผู้แทนประชาชน ๖ คน จากลุ่มน้ําต่าง ๆ แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิที่จะตั้งโดย ครม. ๖ คน คําถามผมก็คือว่ามันน้อยไปหน่อยไหมนะครับ เอา ๒ อย่างนี้บวกกัน ๑๒ แต่ท่านมี ๑๔ ผมคิดว่าการใช้น้ําไม่ใช่รัฐบาลใช้ ไม่ใช่ราชการใช้ ไม่ใช่รัฐบาล ประชาชนใช้ต้องฟังเสียงครับ ผมเสนอว่ามันมี ๕ ภาคของประเทศไทย ท่านขอภาคละ ๒ คนได้ไหมจากประชาชน ในข้อ (๕) ต่อไปผมพูดเรื่องโทษของท่านหน่อย ที่ผมเป็นห่วงเป็นใย เอามาตราที่สําคัญที่สุดก็คือว่าถ้าใครใช้น้ํานี่นะครับ ของท่าน ไม่รู้อีโหน่อีเหน่นะครับ แล้วเขาเรียกอะไร อปท. อบต. ไปออกกฎระเบียบว่าอันนี้ใช้ไม่ได้ ประชาชนไปใช้นะครับ ตามมตรา ๑๐๒ กับมาตรา ๙๘ ติดคุกจําคุกหนึ่งปี จําคุกสามปี แต่ที่แย่ ที่สุดก็คือมาตรา ๑๐๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๙ ต้องระวางโทษจําคุกหนึ่งถึงสามปี ปรับตั้งแต่ หนึ่งแสนถึงสามแสนบาท อันนี้ก็คือว่าถ้าท่านใช้น้ําจํานวนมาก โดยเฉพาะน้ําเพื่อการเกษตร หรือน้ําอุตสาหกรรม แล้วท่านไม่ได้ขออนุญาตอธิบดี โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ท่านติดคุก แล้วมาตรานี้ของมาตรา ๑๐๓ ท่านต้องระมัดระวังว่าจะกระทบต่อการลงทุนภาคอุตสาหกรรม หรือไม่ เขาใช้น้ําเยอะแล้วจะต้องขออย่างไร วิธีการก็อยากจะให้ท่านประชาสัมพันธ์ว่า การมีโทษนี้ดี แต่การมีโทษหนัก ๆ ก็อันตรายต่อการพัฒนาประเทศ แล้วจะทําให้ประชาชน ที่ไม่เข้าใจ แล้วท่านจะอ้างบอกว่าเมื่อประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้ว ระเบียบแล้ว ประชาชน ต้องรู้ มันเป็นตัวหนังสือ แต่จริงหรือไม่ ถ้าท่านมีญาติพี่น้องอยู่จังหวัดชายแดนคงลําบาก ขอกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่า ต้องขอประทานโทษว่าต้องใช้เวลามากนิดหนึ่งก็คือว่า เรื่องโทษขอให้ท่านไปพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามจะมีขั้นตอน อีกหลายขั้น ก็กราบเรียนไว้ว่าร่างพระราชบัญญัติเรื่องนี้ของท่านมีประโยชน์เยอะมาก แต่ก็ติติงท่านไว้นิดหน่อยเพื่อเป็นกษัยยาให้ท่านไปคิดต่อ ก็ด้วยความเคารพครับท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกที่รักครับ
ขอบคุณครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และอดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ท่านประธานครับ ผมขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ที่ได้เสนอรายงานเรื่องการ พัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... มาในวันนี้ ผมอ่านด้วยความรวดเร็วนะครับ เพิ่งจะกลับมาจาก ต่างประเทศเมื่อเช้า แต่ก็สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษก็อยากจะให้ข้อสังเกตไว้สัก ๓-๔ ข้อ ประการแรก ก็สนับสนุนเรื่องเสนอเรื่องนี้มา ถือเป็นเรื่องแรกของทรัพยากรธรรมชาติ สมศักดิ์ศรีนะครับ คือเสนอเรื่องใหญ่มาเลย ก็ให้คะแนนความตั้งใจ เอ (A) เลยนะครับ คะแนนการออกแบบคอนเซปชวล (Conceptual) ให้สักบี (B) แต่กลไกที่เสนอมายังไม่ค่อย มั่นใจก็ให้สักซี (C) ส่วนการอิมพลีเมนต์ (Implement) นี้คงยังไม่กล้าให้คะแนนนะครับ
เรื่องแรกที่ผมอยากจะเน้นก็คือว่าการแก้ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรน้ํา เพื่อไม่ให้ประชาชนในประเทศทะเลาะกัน ไม่ว่าระหว่างต้นน้ํา ปลายน้ํา ระหว่างภาคเกษตร กับภาคอุตสาหกรรมหรือคนเมืองกับคนชนบทในที่สุดแล้วมันต้องพึ่งข้อมูลที่ถูกต้องและตรง และเห็นตรงกันว่าข้อมูลเป็นอย่างนี้จริง เพราะฉะนั้นการออกแบบใน พ.ร.บ. เอาผู้แทน มีส่วนได้เสียมานั่งรวมกันมันอาจจะไม่ได้แก้ปัญหาก็ได้ถ้ามันไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วคนก็ ตั้งธงมาแล้วว่าฉันจะต้องการแบบนี้
เรื่องที่ ๒ ก็คือผมก็ไปร่วมสัมมนาครั้งหนึ่งเมื่อสัก ๑๐ ปีมาแล้วที่ประเทศ ฝรั่งเศส จัดโดยกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสเขาสัมมนาเรื่องพลังงานกับน้ํา ทรัพยากรน้ํา แล้วจําได้ว่าเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วเขามองปัญหาน้ํานี้เป็นปัญหาระดับโลก เพราะประชากร ของโลกมี ๗,๐๐๐ ล้านคนแล้ว และในอีก ๒๐ ปี ๓๐ ปีข้างหน้าก็จะมี ๙,๐๐๐ ล้านคน เพราะฉะนั้นคนจะต้องแย่งทรัพยากรแล้วก็แย่งกันใช้น้ํานะครับ เราก็จําได้เพื่อการมีชีวิตอยู่ คนต้องดื่มน้ําอย่างน้อย ๕ ถึง ๗ แก้วต่อวัน คน ๙,๐๐๐ ล้านคน ต้องดื่มน้ําสักเท่าไร แล้วก็ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก ปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) อะไรนี่ ฝนฟ้า ก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ตกผิดที่ เกิดภัยแล้งปีนี้ เกิดน้ําท่วมปีโน้น เพราะฉะนั้นนี่ปัญหามันก็จะ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ ทีนี้องค์ประกอบกลไกที่เสนอหรือแนวความคิดที่เสนอใน พ.ร.บ. นี้ ที่ออกมานี่เป็นเจตนารมณ์ที่ดีนะผมก็เห็นด้วย แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ในอนาคต เราก็พรีดิกต์ (Predict) ไม่ได้แล้วก็วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก็จะก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหามันก็จะต้องมีการลองผิดลองถูก แต่การเขียนกฎหมายที่แบบตีกรอบแล้วก็รีจิด (Regid) เกินไปนี้มันอาจจะทําให้แก้ปัญหาลําบากได้ เพราะฉะนั้นควรจะมีกลไกที่ผ่อนสั้น ผ่อนยาวว่าถ้าไปทางนี้ไม่ถูกทางให้ถอยกลับมาและไปทางนี้ได้ไหม ขณะเดียวกันการใช้หน่วย ราชการเป็นตัวนําคิด บางทีก็จะหน่วยใครหน่วยมัน ท่านก็ทราบดีตามแผนภูมิที่เสนอว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านน้ําของประเทศไทยมีตั้งหลายหน่วย มี พ.ร.บ. ผมก็ตกใจ เมื่อสักครู่เพิ่งเห็นมีตั้ง ๓๐ ฉบับนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของชลประทาน ใช้น้ําเพื่อ การเกษตร เรื่องของการใช้น้ําเพื่ออุตสาหกรรม เรื่องการใช้น้ําเพื่ออุปโภคบริโภค เรื่องการใช้ น้ําเพื่อการประมงเลี้ยงปลาในกระชัง เหล่านี้มันก็ต้องใช้น้ําทั้งนั้น ยังไม่รวมการเดินเรือ ซึ่งผมว่าอันนี้เป็นเรื่องปลีกย่อย เราควรจะออกแบบ พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ํานี้เพื่อการจัดสรรน้ํา ระหว่างคนเมือง คนชนบท ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ําเยอะนะครับ แล้วที่ ผมก็ชื่นชมก็คือว่า พ.ร.บ. นี้ออกแบบ พยายามเขียนซ่อน ๆ มานะครับ ผมว่าน่าจะกล้ากว่านี้ ก็คือว่าให้มีการเก็บค่าใช้น้ํา พวกเราท่านที่นั่งอยู่ที่สภานี้เสียค่าน้ําทั้งนั้น เราเป็นผู้ใช้ น้ําประปา แต่นั่นมันเป็นเสียงส่วนน้อยนิด ต่อไปนี้ภาคต่าง ๆ นี่ต้องรู้ว่าน้ํามีคุณค่า การที่ได้ ใช้น้ําฟรีนี่มันจะไม่รู้จักคําว่าน้ํามีคุณค่าเลย ผมก็อ่านดูเร็ว ๆ นี้ก็เพราะว่าในมาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ หรืออะไรนี่มีเรื่องของการเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตผู้ใช้น้ําประเภท ๒ คือ เกษตร อุตสาหกรรม และประเภท ๓ คือกิจการขนาดใหญ่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไร แต่ค่าธรรมเนียมนี้ ๑๐,๐๐๐ บาทกับ ๕๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น จ่ายทีเดียวแล้วก็ใช้ได้เลย ก็ควรจะออกแบบ เหมือนกับน้ําบาดาลก็ใช้ตามลูกบาศก์เมตร แล้วก็ควรจะออกแบบว่าคณะกรรมการนี้ กนช. ของท่านมีอํานาจที่จะเก็บหรืองด หรือลด หรือยกเว้น และเก็บไม่เท่ากันระหว่างผู้ใช้ บางประเภทเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยุติธรรมในการจัดสรรน้ํา เกษตรกรควรจะได้ใช้ ในอัตราที่ถูกหน่อย อุตสาหกรรมแพงหน่อย อะไรเหล่านี้เห็นด้วย แต่ทุกคนต้องจ่ายค่าน้ํา เมื่อทุกคนจ่ายจะรู้สึกว่าประหยัดนะครับ แล้วการที่ท่านเขียนว่าน้ํามีสิทธิใช้ ของท่านเอง ก็ถูกต้องนะครับ ถ้ามีบ่อน้ําอยู่ในแปลงนาของท่านเอง มีแก้มลิงของท่านเองก็ไม่ต้องเสีย ค่าน้ํานะครับ สนามกอล์ฟควรจะเก็บแพง ๆ เลย เพราะไปสูบน้ํามาจากคลองชลประทาน แต่ถ้าขุดน้ําเก็บไว้เองทั้งปีก็ไม่ต้องว่ากัน อย่างนี้เป็นต้นนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือองค์ประกอบของ กนช. ผมอาจจะเห็นไม่ตรงกับท่านสุรินทร์ นะครับ คือนับไปนับมามี ๒๗ คน เป็นภาคราชการ ๑๔ คน แล้วก็ภาคผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๒ คน ผมก็เห็นว่าในภาคราชการอาจจะขาดอีกหลายหน่วย และผมคิดว่าท่านมีกรรมการลุ่มน้ํา ซึ่งเป็นเหมือนชุดย่อยอยู่ภายใต้ กนช. อีกทีหนึ่ง ท่านจะทํางานไม่สําเร็จเลยถ้าไม่มีกระทรวง มหาดไทย ก็ควรจะให้เป็นระดับรัฐมนตรีเลยนะครับ แล้วก็หน่วยงานเรื่องน้ําถ้าจะเอาเรื่องวิชาการมันควรจะมีหน่วยวิจัยหรือหน่วยที่เขาศึกษา เรื่องน้ํา ผมก็นึกออก ก็คือกรมอุทกศาสตร์ เรื่องอุทกวิทยามันไม่รู้อยู่ในหน่วยงานไหน อาจจะในมหาวิทยาลัย แล้วก็ขุดแหล่งน้ําเวลาน้ําท่วมก็ดี น้ําแล้งก็ดี หน่วยบัญชาการ ทหารพัฒนาของ บก. สูงสุด เขาก็ไปช่วยทํา ท่านควรจะเอาผู้ปฏิบัติมาให้ข้อมูลด้วย ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ ผมเข้าใจว่าท่านเจตนาดีจะให้มีตัวแทนลุ่มน้ําทั้งหมด ทั้งระหว่างผู้อยู่ ต้นน้ํา ปลายน้ํา ก็เลยมาอยู่กันเต็มไปหมด แล้วก็มานั่งเถียงกันไม่มีประโยชน์ ผมคิดว่า จากลุ่มน้ํา ๓ คนพอ แล้วผู้ทรงคุณวุฒิ ท่านก็เขียนมามีด้านทรัพยากรน้ํา ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านผังเมือง ผมคิดว่าควรจะเขียนว่ามี ๕ คน คนแรกก็เป็นด้านทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เอาอันเดียว เรื่องน้ําเป็นเรื่องการจัดสรรน้ํา ไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อม มาตรฐานน้ํา อันที่ ๒ เรื่องอุทกวิทยา อันที่ ๓ เรื่องรัฐศาสตร์ หรือสังคม แล้วก็เรื่องของเศรษฐศาสตร์ เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็อยากจะเสนอไว้อย่างนี้ แล้วกรรมการลุ่มน้ําผมก็ไม่อยากว่าท่านเขียน ให้มีได้เยอะ มีได้ไม่จํากัดจํานวน ฉะนั้นประชากรก็จะพยายามบอกนี่ก็ลุ่มน้ําผม แม่น้ํามูล ก็อันหนึ่ง แม่น้ําชีก็อีกอันหนึ่ง เราก็ต้องมี ๑๖ ลุ่มน้ํา แล้วก็ประชุมกันอย่างเดียว ผมว่าไม่ใช่ การทํางานสําเร็จ ผมคิดว่าน่าจะเขียนไว้ว่าในเบื้องต้นมีหลักวิชาในการกําหนดว่าจะมีสัก กี่ลุ่มน้ํา แล้วทั้งประเทศไม่ควรให้เกิน ๖ ลุ่มน้ํา ผมคิดว่าอย่างนั้น และถ้าจําเป็นก็แก้โดย พระราชกฤษฎีกาต่อไป
แล้วอีกอันหนึ่งก็คือว่าท่านเขียนในนิยามว่ารวมน้ําทะเลด้วย ผมคิดว่าถ้าท่าน อยากจะแก้ปัญหาให้ตรงจุดเอาแต่น้ําจืดก่อนแล้วกัน เพราะน้ําทะเลท่านก็ต้องไปเอา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาอีก และน้ําทะเลมันจะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ําเพื่อ การอุปโภคบริโภคและทําการเกษตรได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอาจจะตัดออกไปก่อน และคอนเซนเทรต (Concentrate) ในเรื่องน้ําจืดหรือน้ํากร่อยที่เกษตรกรแล้วก็ชาวบ้าน แล้วก็คนเมืองใช้ร่าง พ.ร.บ. นี้ แล้วก็รายงานนี้ผมก็คิดว่ามีประโยชน์ที่จะช่วยให้แก้ปัญหา แล้วก็ขอเน้นย้ําว่าการแก้ปัญหาต้องพึ่งข้อมูลที่ถูกต้องและเห็นตรงกันในข้อมูลนั้น ไม่ใช่ เอาผู้แทนหลายฝ่ายมานั่งทะเลาะกัน แล้วก็ไม่ได้แก้ปัญหา เหมือนกับ พ.ร.บ. ที่ตั้งองค์กร มาหลาย ๆ องค์กรแล้วก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย ผมก็มีคอมเมนต์ (Comment) เพียงเท่านี้ นะครับ ก็อยากจะฝากไว้และให้กําลังใจครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่ได้นําเสนอ รายงาน เรื่อง การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวโดยตรงกับปากท้องของ ประชาชน เกี่ยวโดยตรงกับเศรษฐกิจของชาติ แล้วก็เกี่ยวโดยตรงกับวิกฤตของประเทศ ในปัจจุบันนี้ เพราะถ้าได้มีการแก้ไขมีการวางแผนที่ดีแล้ว ปัญหานั้นก็จะได้ไม่เกิด ผมต้อง ขอชื่นชมว่าคณะทํางานชุดนี้ท่านศึกษาข้อมูลได้ดีมาก แล้วท่านแก้ไขในจุดที่เป็นปัญหา หลายจุด ในประสบการณ์ที่ผมเคยเจอมาแล้วติดขัดในการแก้ไขปัญหา ท่านได้แก้ไว้ในนี้ ซึ่งผมจะได้นํากล่าวต่อไป แต่อย่างไรก็ตามเพื่อผลแห่งเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ผมขอนําเสนอเพื่อท่านไปประกอบการพิจารณาใน ๓ ประเด็น ผมจะนําเสนอ ในประเด็นด้านดีมานด์ (Demand) ก็คือการใช้ แล้วก็ด้านซัปพลาย (Supply) คือการจัดหา และจัดเก็บ แล้วก็ด้านอนุรักษ์และการรักษาคุณภาพน้ํา ทั้งหมด ๓ ด้าน
ด้านแรกการใช้หรือด้านดีมานด์ไซด์ (Demand Side) ต้องมีการใช้อย่างมี ประสิทธิภาพและรู้คุณค่า น้ําที่จะต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพและรู้คุณค่า
อันดับแรก ก็คือน้ําเพื่ออุปโภคและบริโภค ทุกครัวเรือน ประชาชนทุกคน จะต้องใช้น้ําอย่างประหยัด แล้วก็ต้องมีการใช้ซ้ํา อันนี้คิดว่าประชาชนคงทราบกันอยู่แล้ว นะครับ น้ําที่ใช้ในบ้าน น้ําซักผ้า พอซักผ้าเสร็จก็สามารถเอาไปล้างห้องน้ําได้อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เรียกว่าใช้ต่อเนื่อง หรือน้ําอย่างอื่นใช้ล้างถ้วยล้างชามแล้วก็เอาไปรดต้นไม้ต่อ อันนี้ เรียกว่าใช้ซ้ํานะครับ ใช้อย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ แล้วก็รู้คุณค่านะครับ
อันดับที่ ๒ น้ําในภาคการเกษตร ในภาคดีมานด์ไซด์ (Demand Side) นั้น ก็จะต้องลดการใช้ด้วยการทําวิจัยและค้นคว้าหาพืชที่ใช้น้ําน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าว นะครับ ทุกวันนี้เราทําข้าวนาลุ่มก็ใช้น้ําปริมาณมาก เราน่าจะมาวิจัยและพัฒนาใช้พันธุ์ข้าว ที่ใช้น้ําน้อยก็จะประหยัดน้ําได้ หรือปลูกพืชอื่นทดแทนที่ใช้ปริมาณน้ําน้อย จะได้ไม่ต้อง สูบน้ําขึ้นไปเจิ่งนองท้องทุ่งนาแล้วก็แดดแผดเผาไปหมด ทิ้งหมด หรือไหลทิ้งไปก็มีนะครับ เพราะฉะนั้นทางด้านหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันนะครับ ทางด้านดีมานด์ไซด์ (Demand Side) อีกอันหนึ่งใช้อย่างคุ้มค่า เช่น ใช้ระบบน้ําหยดแทนน้ําไหลบ่าท่วมทุ่ง ตรงนี้ ก็จะประหยัดปริมาณน้ําไปได้มากนะครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือการรักษาคุณภาพน้ําเพื่อป้องกัน มลภาวะน้ําในการเกษตรนี้นะครับ ผมเป็นลูกชาวนา ในอดีตตอนเด็ก ๆ แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ ก็ยังเห็นอยู่นะครับ พอถึงฤดูทํานาก็จะมีน้ําเจิ่งนองเต็มท้องทุ่ง น้ําสูงจากพื้นดินประมาณ ๑-๒ ฟุต เสร็จแล้วเกษตรกรก็ไปซื้อปุ๋ยเคมีนําเข้าจากต่างประเทศราคาแพงมาหว่านข้าว หว่านลงไปในนา หว่านลงไปในน้ํา เสร็จแล้วน้ําก็ไหลลงสู่ลําคลอง ท่านทราบไหมครับ ใครที่ อยู่ตามลําคลองคงจะทราบดีว่าในทุกฤดูแล้งปลาในลําคลองจะลอยหัวเพราะว่าน้ําเป็นพิษ น้ําเป็นพิษเพราะว่าในฤดูน้ําหลากน้ําได้ชะเอาปุ๋ยแล้วก็เอายาฆ่าแมลงที่อยู่ในนาข้าวไหลลงสู่ ลําคลอง พอถึงฤดูแล้งน้ํามันเหลือน้อย ความเข้มข้นมันก็สูง มันก็เลยทําให้สัตว์น้ําที่อยู่ในน้ํา ลอยหัว นั่นละครับเป็นตัวชี้วัดอันหนึ่งว่าน้ําเสีย น้ําไม่มีคุณภาพ แล้วน้ําเหล่านั้นก็มาสู่ น้ําประปาที่คนกรุงเทพมหานครเราใช้บริโภคกันนั่นละครับ อันเดียวกันครับ
อันดับที่ ๓ น้ําอุตสาหกรรมครับ เมื่อสักครู่นี้พูดถึงเรื่องน้ําอุปโภคบริโภค ไปแล้ว น้ําการเกษตรไปแล้ว อันที่ ๓ น้ําอุตสาหกรรม ต้องมีระบบการใช้น้ําอย่างประหยัด มีการรีไซเคิล (Recycle) หรือนําน้ําที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านระบบการบําบัด นั่นเองครับ เพื่อประหยัดการใช้น้ํา จะต้องมีมาตรการส่งเสริมและมาตรการจูงใจทางด้านนี้ เพื่อลดดีมานด์ไซด์ (Demand Side) คือลดปริมาณการใช้น้ําลงครับ
หัวข้อที่จะอภิปรายที่ ๒ ก็คือเรื่องด้านซัปพลายไซด์ (Supply Side) นะครับ ก็คือการจัดหาและจัดเก็บน้ําอย่างเพียงพอ ซึ่งประกอบด้วยประเด็นดังต่อไปนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือลดปริมาณน้ําที่ปล่อยทิ้งลงสู่ทะเล ทั้งแม่น้ําเจ้าพระยา แม่น้ําบางปะกง แม่น้ําท่าจีน แม่น้ําทางจันทบุรี แม่น้ําตระพัง แม่น้ําเวฬุ แล้วก็แม่น้ําตราด แล้วก็แม่น้ําอื่น ๆ อีกหลายสายนะครับ ซึ่งในแต่ละปีนั้นเราปล่อยปริมาณน้ําลงสู่ทะเล ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เก็บไว้ใช้ได้แค่เพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราลดปริมาณการปล่อยทิ้งทะเลจาก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ลงไปเหลือสัก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ปริมาณน้ําจะเหลือใช้อย่าง เพียงพอ และใช้ทั้งปีของคนทั้งประเทศครับ ด้วยวิธีการและมาตรการดังนี้ครับ
๑. ส่งเสริมให้เอกชนจัดทําแหล่งเก็บน้ําส่วนบุคคล ตรงนี้อาจจะมีมาตรการ ทางด้านภาษีหรืออะไรก็ตามจูงใจคนที่ลงทุนสร้างบ่อเก็บน้ําของตนเอง จะต้องมีมาตรการ ลดหย่อนทางภาษีเพื่อจูงใจนะครับ
๒. จัดทําแหล่งเก็บน้ําชุมชน อันนี้กรณีของชุมชน จะต้องมีแหล่งน้ําสาธารณะ ของชุมชนเก็บน้ําไว้สําหรับอุปโภคบริโภคทั้งปี หรือเก็บน้ําไว้ใช้เพื่อการเกษตรของชุมชน นั้น ๆ ครับ แทนที่จะปล่อยทิ้งลงสู่แม่น้ําแล้วก็ไหลลงสู่ทะเลทั้งหมด
๓. จัดทําแหล่งเก็บน้ําในบริเวณแหล่งต้นน้ํา เช่น อ่างเก็บน้ําหรือทําฝายกั้นน้ํา ในแหล่งต้นน้ําเพื่อชะลอการไหลลงของน้ําไม่ให้ไหลลงสู่ทะเลเร็วเกินไป
๔. ทําแหล่งเก็บน้ําที่ลําน้ําไหลผ่านนะครับ ก็คือแก้มลิงต่าง ๆ เพราะฉะนั้นที่ใด เป็นที่ลุ่ม ที่เป็นที่ราชพัสดุ หรือเป็นที่ของเอกชนก็ตาม อาจจะต้องมีการเวนคืนเพื่อทําแหล่งเก็บน้ํา ขนาดใหญ่ไว้ใช้ในฤดูแล้ง
๕. คือแหล่งปลายน้ํา ก่อนที่น้ําจะลงสู่ทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขื่อนที่มีอยู่แล้ว ก็อยากให้ทําความเข้าใจกับประชาชน แล้วก็นํามาใช้ประโยชน์ อุตส่าห์เสียงบประมาณ ลงทุนสร้างไปมากแล้ว เช่น เขื่อนกั้นแม่น้ําเจ้าพระยา เขื่อนบางปะกง แล้วก็เขื่อนแม่น้ํามูล ที่สร้างเสร็จแล้วยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่ครับ ตรงนี้ก็ถือว่าถ้าชะลอน้ําไม่ให้ลงสู่ทะเลเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง ก็จะทําให้สามารถมีน้ําจืดเก็บไว้ใช้ได้นานขึ้นครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของด้านซัปพลายไซด์ (Supply Side) นะครับ ลดปริมาณน้ํา ที่ไหลออกนอกประเทศนะครับ เช่น แม่น้ําปายที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม่น้ําเมยที่จังหวัด แม่ฮ่องสอนเช่นเดียวกัน ก็ไหลลงสู่แม่น้ําสาละวิน กรณีถ้าเรามีวิธีการที่จะกักเก็บก็จะ เป็นประโยชน์นะครับ รวมถึงแม่น้ําที่ไหลลงสู่แม่น้ําโขงนะครับ ทางด้านอีสานตอนบน และอีสานตอนล่าง ถ้าเราชะลอไม่ให้น้ําไหลลงสู่แม่น้ําโขงมากเกินไป เราก็สามารถเอาน้ํา ไว้ใช้ประโยชน์ในประเทศของเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอีสานนั้นเป็นภาคที่แห้งแล้ง และขาดน้ํา ก็สามารถเอามาใช้ได้นะครับ
ประเด็นที่ ๓ เรื่องซัปพลายไซด์ (Supply Side) ก็คือเติมน้ําเข้าสู่ระบบ ชลประทาน มี ๒ แหล่งนะครับ แหล่งที่ ๑ จากแหล่งน้ําภายนอกประเทศ จากแม่น้ําโขง ก็ไหลลงสู่ภาคเหนือ ผ่านภาคเหนือตั้งแต่จังหวัดเชียงรายลงมา แล้วก็ผ่านอีสานบนตั้งแต่ จังหวัดเลยลงมาถึงจังหวัดหนองคายถึงจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดนครพนม ออกมาจังหวัด มุกดาหาร ย่านนี้นะครับ รวมถึงอีสานตอนล่างตรงจังหวัดอุบลราชธานี ก็สามารถที่จะสูบน้ํา กลับเข้าสู่ระบบชลประทานของประเทศเราได้ และการสูบน้ํานั้นบางทีไม่ต้องขออนุญาตใคร เราก็สูบในแม่น้ําที่อยู่ในประเทศเรา น้ําในแม่น้ําโขงก็จะไหลเข้ามาเอง ไม่ต้องไปสูบริมโขง ต้องขออนุมัติ ขออนุญาตระหว่างประเทศ แต่ถ้าสูบในแม่น้ําในประเทศของเราไม่ต้อง ขออนุมัติระหว่างประเทศครับ ตรงนี้ก็สามารถทําได้ ก็ทําให้เรามีน้ําใช้ครับ แล้วก็แม่น้ํา ทางเขตชายแดนประเทศเมียนมาร์ที่จะไหลลงสู่แม่น้ําสาละวินก็เช่นเดียวกัน เราก็สามารถ สูบในทํานองเดียวกันได้ แต่ต้องมีระบบการดําเนินการในรูปของรัฐบาล หรือว่าในรูปของ หน่วยงานที่เราจะตั้งขึ้นมานี่ครับ แล้วก็แหล่งที่ ๒ นะครับ จากแหล่งน้ําภายในประเทศ แหล่งน้ําภายในประเทศก็คืออ่างเก็บน้ําทั้งหลาย ระบบชลประทานบางแห่งนั้นยังเข้าไม่ถึงกับ เกษตรกร ก็สามารถสูบน้ําจากแหล่งเก็บน้ําภายในประเทศลงสู่ระบบชลประทานให้ทั่วถึง แล้วก็เพียงพอครับ ประเด็นที่จะขอนําเสนอประเด็นที่ ๓ เมื่อสักครู่นี้ก็คือ เรื่องการอนุรักษ์ และการรักษาคุณภาพน้ํา ผมแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนนะครับ
ส่วนแรก ก็คือน้ําใต้ดิน น้ําใต้ดินนี้อยากให้มีการอนุรักษ์และอยากให้มีการใช้ อย่างรู้คุณค่า และอย่างมีประสิทธิภาพ ที่จริงน้ําใต้ดินนั้นเป็นน้ําที่สะอาด เพราะผ่านระบบ กรองอย่างดีแล้ว เหมาะสมที่จะเป็นน้ําเพื่ออุปโภคบริโภค ตอนนี้ไม่ทราบว่าคิดถูกหรือเปล่า นะครับ ที่เอาน้ําเพื่ออุปโภคบริโภคนั้นมาใช้ในการทํานา มาใช้ในการทําไร่ ที่จริงแล้วน้ําที่ใช้ ในการทํานา ในการทําไร่นั้น คุณภาพน้ําใช้น้ําท่า น้ําแม่น้ําก็ได้ แต่น้ําเพื่ออุปโภคบริโภคนั้น น้ําต้องใสสะอาด เพราะฉะนั้นน้ําใต้ดินนั้นเหมาะสําหรับอุปโภคบริโภค แต่ ณ วันนี้เราเอามา ใช้ทําการเกษตร ก็เกรงว่าเอาของดีมาใช้เสียหมด จนท้ายสุดน้ําอุปโภคบริโภคก็จะไม่มี หรือบางคนอาจจะบอกว่าอัดน้ําจากแม่น้ํานี่ละลงสู่ใต้ดิน ก็จะเป็นการปนเปื้อนน้ําคุณภาพสูง หรือเปล่า อันนี้ก็ฝากให้วิเคราะห์ให้ดี ๆ แล้วตอนนี้ต้องส่งสัญญาณที่ถูกต้องให้กับประชาชน เพราะขณะนี้มีการขุดบ่อบาดาลทั่วทั้งประเทศเพื่อทําการเกษตร ตรงนี้กลัวว่าขุดบ่อบาดาล จบแล้วจะไม่มีน้ําให้สูบ เพราะน้ําใต้ดินมันหมดไป หรือว่ามันแห้งจนกระทั่งมันซึมลงไปไม่ทัน นั่นเองครับ
ส่วนที่ ๒ น้ําตามแม่น้ําลําคลอง ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ปล่อยน้ําเสียลงสู่แม่น้ําลําคลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแม่น้ํานะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทใหญ่ ๆ หลายแห่ง แล้วก็น้ําเหล่านั้นก็มาเข้าระบบประปาที่พวกเรารับประทานกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในเขตกรุงเทพมหานคร ท่านลองย้อนดูใกล้กับปากคลองประปา ใกล้แหล่งสูบน้ํานี้ จะมีโรงงานที่ปล่อยน้ําเสียที่เป็นมลพิษอย่างร้ายแรงสู่ประชาชน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องใช้ มาตรการเด็ดขาดนะครับ เพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดความเสียหาย
อีกส่วนหนึ่งนะครับ ทุกครั้งที่น้ําท่วมไม่ทราบว่ามีการสํารวจไว้ไหมครับว่า ในภาคกลางแทบทุกจังหวัดเลยครับมีกองขยะ แล้วจังหวัดที่มีกองขยะใหญ่มากที่สุดในภาคกลาง จังหวัดหนึ่ง ท่านเช็ก (Check) หรือยังครับ บอกเลยก็ได้ครับ จังหวัดนครสวรรค์ กองขยะ ภูเขา ขยะอันยิ่งใหญ่นั้น เมื่อน้ําท่วมคราวที่แล้วนั้นได้ท่วมกองขยะประมาณ ๑ ถึง ๒ เมตร ภูเขาขยะนะครับ และน้ําจากกองขยะนั้นละก็ลงสู่ลําน้ําเจ้าพระยา แล้วก็ไหลมากรุงเทพฯ แล้วก็มาเป็นน้ําประปาที่พวกเราดื่มกิน ที่ผมเคยอภิปรายไว้คราวก่อนโน้นว่าเรื่องพิษภัยจาก บ่อขยะ คือน้ําฝนหรือน้ําชะล้างขยะ สัมผัสกับพลาสติกจะกลายเป็นสารก่อมะเร็งถ้าเอามา ทําน้ําประปา นั่นละครับสารก่อมะเร็งของจริง แล้วก็มีปริมาณปนเปื้อนมากับน้ําท่วม ทุกครั้ง ที่น้ําท่วมท่านจะสังเกตว่า เมื่อน้ําไหลมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว เน่าเหม็นเป็นสีดํามักจะก่อให้เกิด เป็นโรคผิวหนัง หรือคนดื่มสําลักเข้าไปมักจะเป็นอันตรายเป็นโรคติดเชื้อในกระแสเลือด ก็เพราะว่าน้ําเหล่านั้นได้ผ่านกองขยะมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่หลายส่วนที่เกี่ยวข้อง จะตระหนักและป้องกันนะครับ
อันสุดท้ายครับ น้ําตามแหล่งน้ําสาธารณะ ก็ต้องมีการอนุรักษ์ไม่ให้มีการ ปนเปื้อน แล้วก็รักษาคุณภาพเพื่อจะได้เป็นแหล่งน้ําที่ใช้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัยสําหรับ ประชาชนครับ สิ่งที่ท่านเสนอมานะครับ ผมอยากเพิ่มเติมนะครับ ในหน้า ๔๓ มาตรา ๖๓ ที่เขียนว่า ค่าใช้จ่ายที่เก็บได้จะไปใช้ทําอะไรบ้างนะครับ ใน (๑) เขียนบอกว่า ค่าใช้จ่ายใช้ในการ ส่งเสริมและสนับสนุนการดําเนินงานของ กนช. คณะกรรมการลุ่มน้ํา คณะกรรมการลุ่มน้ําสาขา และองค์กรผู้ใช้น้ําเกี่ยวกับการพัฒนาบํารุงรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรน้ํา ขอให้ใส่วงเล็บไว้ว่า ยกเว้นการใช้จ่ายเพื่อการเดินทางไปต่างประเทศ ถ้าไม่ใส่ข้อนี้นะครับ ทุกคณะกรรมการเลย จะไปดูการบริหารจัดการน้ําในต่างประเทศทุกปีแล้วก็ทุกคณะด้วย เพราะฉะนั้นขอให้เขียน ไว้ตรงนี้ครับ อยากให้นําเงินที่ได้นั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากที่สุดครับ แล้วก็ ต้องขอชื่นชมท่านอีกข้อหนึ่งครับ อันนี้มาตรา ๙๓ หน้า ๕๓ เป็นประโยชน์มาก เมื่อครั้งผมเป็น ผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ผมได้เข้าไปปราบแล้วก็ไปจับโรงงานที่ปล่อยน้ําเสีย ลงทะเล แต่บุคคลพวกเขาเหล่านั้นพยายามฟ้องกลับผมในข้อหาบุกรุกนะครับ แล้วก็เจ้าหน้าที่ โดยทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงโรงงานที่ปล่อยน้ําเสียได้ เพราะถูกข้อกล่าวหาบุกรุก ท่านแก้ได้ ดีมากครับ ใน (๓) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจเข้าไปในที่ดิน อาคารสถานที่ หรือยานพาหนะ ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก ในกรณีที่มีหลักฐาน อันสมควรที่เชื่อได้ว่ามีการกระทําผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ตรงนี้นะครับ สามารถเข้าไปได้ โดยไม่ต้องมีหมาย ก็จะเกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น แล้วก็จะเป็นประโยชน์ แต่ขอให้ท่าน เติมไว้อีกนิดหนึ่งครับว่า เจ้าหน้าที่หรือผู้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ เพราะ บางทีเจ้าหน้าที่เข้าไปก็ต้องมีผู้ช่วยเหลือเข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นเข้าไปคนเดียวไม่ได้ หรือเข้าไป เฉพาะเจ้าหน้าที่เองบางทีกําลังก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านเติมตรงนี้อีกนิดหนึ่งครับ แล้วก็ ตรงนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์ (Highlight) สําคัญของพระราชบัญญัตินี้ที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการที่ เกิดความยากลําบากในการเข้าไปหยุดยั้งผู้ที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อคุณภาพน้ําและสิ่งแวดล้อม ขอขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านชูชาติ อินสว่าง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านเป็น ประธานชมรมสหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทย ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ชูชาติ อินสว่าง หมายเลข ๐๔๑ ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นผมต้องกราบขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างสูงที่จัดให้มีเอกสาร ที่อยู่ในมือผมนี่หนาเบ้อเร่อเลย เชื่อได้ว่าไม่มีใครอ่านได้ทั้งหมดนะครับ แต่ด้วยความเคารพ ครับท่านประธาน สิ่งต่าง ๆ ที่เขียนไว้ในนี้ทั้งหมดถึงจะเลอเลิศประเสริฐศรีดีอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าขาดการนําไปปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วผมเชื่อแน่ว่ามันก็ไร้ประโยชน์ มันก็กลายเป็นหนังสือ เล่มหนึ่งที่จะเอากลับไปบ้านแล้วก็ไปวางไว้เฉย ๆ แค่นั้นเอง เหมือนกับอย่างที่ท่านผู้อภิปราย หลายท่านได้พูดถึงคณะกรรมการบริหารจัดการน้ํา ซึ่งผมขออนุญาตพูดแค่ระดับจังหวัด ก็พอแล้ว มีหัวเรือคือท่านผู้ว่าราชการจังหวัดหรือใครก็แล้วแต่ที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด มอบหมาย อันนี้ก็คือขาดความสําคัญไปอย่างหนึ่งแล้ว พอคณะกรรมการมีหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าส่วนราชการก็มอบลูกน้องไปอีกทีหนึ่ง ก็ขาดความสําคัญไปอีกแล้ว ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านต่าง ๆ ถึงแม้จะไปกัน ๑๐ คน ๑๕ คน ๒๐ คน ถ้าขาดคนซึ่งมีความรู้ความสามารถ และประชุมเสร็จเรียบร้อยไม่ได้นําไปบอกต่อให้พี่น้องประชาชนชาวบ้านรู้ ก็ไม่มีประโยชน์ อีกละครับ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ประเทศชาติกําลังแล้งน้ํามา ๓ เดือนกว่า ฝนไม่ตกเลย เนื่องจากธรรมชาติถูกกลั่นแกล้ง ในห้วย ในหนอง ในคลอง ในบึง แห้งหมด เพราะเราตัดไม้ ทําลายป่ากันเยอะแยะ เราก็รู้ เราก็รู้ว่าเราตัดไม้ทําลายป่า ขาดความชุ่มชื้น ฝนไม่มาแน่นอน แต่ขณะนี้หลายที่นี่นะครับ พรรคพวกผมหลายจังหวัดบอกมาว่าต้นไม้ต้นเล็กต้นน้อยตัดหมด เพราะมีโรงไฟฟ้าชีวภาพ ไปทําโรงไฟฟ้าต้องใช้ไม้ต่าง ๆ นี้ทั้งสิ้น เขาก็หวังดีนะครับ ให้ตัดไม้ ที่ไม่ใช้ เช่น ไม้ยูคาลิปตัส ไม้กระถินณรงค์ ไม้อะไรก็แล้วแต่ที่มันไม่มีประโยชน์ เอาไปทําฟืน ทําไฟพวกนี้ แต่ชาวบ้านไม่รู้หรอกครับ ขณะนี้ไม่มีจะกิน ต้นไม้อะไรก็แล้วแต่ที่ขวางหน้าข้า ข้าตัดหมด เพื่อเอาไปขายประทังชีวิตไปวัน ๆ หนึ่ง แล้วอย่างนี้ผู้นํานโยบายไปปฏิบัติมันจะ เกิดประโยชน์อะไร ท่านที่เคารพครับ ท่านสุรินทร์บอกว่ากฎหมายลงโทษแรง ด้วยความเคารพ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ๒ ปี ๓ ปี จําคุก ปรับตั้งแต่ ๑๐๐,๐๐๐ บาทเป็นต้นไป ท่านที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนว่ายังไม่เคยมีใครถูกลงโทษเลยครับตั้งแต่กฎหมายนี้ออกมา เพราะไม่ได้ เอาจริงเอาจังกับตัวนี้ ผมเรียนนะครับว่า ผมแยกเป็นผู้กระทําการไว้ ๓ ประเภทด้วยกัน คือ ผู้ที่กําหนด วันนี้เราเองเราเป็น สปช. เราเองเราเป็น สปท. มาขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ พวกนี้ เพื่อนําไปปฏิบัติอย่างแท้จริง พอขับเคลื่อนเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้นําไปใช้มันมีน้ํากิน ไม่ต้อง พูดถึงหรอกครับ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกลัว วันดีคืนดีถ้าท่านอยากกินขวดละ ๓๐ กว่าบาทท่านก็ ไปคนเดียวกินได้ที่สนามบิน ถ้าท่านไปกับผู้มีอํานาจก็เหลือขวดละ ๗ บาทก็ได้ มันก็ไม่มี ปัญหา น้ํากินมีสตางค์ซื้อกินได้ตลอดเวลา ไม่มีทางอดน้ํากิน น้ําใช้ล่ะครับ อย่างไร ๆ มันก็ ต้องมีน้ําใช้ แต่สําหรับเกษตรกรสิครับ น้ําเพื่อการเกษตรมันไม่มี แต่ใครบ้างล่ะครับที่จะไป ให้ความรู้เขาในเรื่องของการเกษตร ณ วันนี้ไม่ได้บอกว่าอนุญาต แต่ไม่ได้ห้าม ใครอยาก เจาะน้ําบาดาล ได้ เจาะได้ตามสบายใจชอบเลย ๒๐ บ่อ ๓๐ บ่อ ในที่ตรงไหน ๆ ก็เจาะได้ ตามสบายใจชอบ เพราะมันแล้ง สูบขึ้นมาแล้วถ้าใครเจาะน้ําบาดาลอย่างเดียว มากู้เงินสหกรณ์ ไปเจาะ ผมคิดดอกเบี้ยครับ แต่ถ้าเจาะน้ําบาดาลแล้วเอาขึ้นมาใส่บ่อใส่สระไว้เพื่อใช้ในการบริโภค เพื่อใช้ในการทําเกษตร น้ําน้อยนี่นะครับ ที่สหกรณ์ผมและสหกรณ์พี่น้องผมไม่คิดดอกเบี้ยครับ ให้ต้นเงินไปขุดสระ เจาะน้ําบาดาลฟรี นี่คือสิ่งที่เราจะต้องให้ความรู้เขาว่าทําอย่างไรถึงประโยชน์ ในน้ํามีปลา ในนา ต้องมีข้าว แต่ถ้าในนาคุณมีข้าวคุณเกี่ยวข้าวเสร็จเรียบร้อยน้ําในบ่อน้ําคุณยังไม่มีปลาเลย อย่างนี้มันจะเป็นเกษตรผสมผสานเกษตรพอเพียงได้อย่างไรครับ นี่คือสิ่งที่เราจะต้องให้ ความรู้แก่พี่น้องเกษตรกรแล้วก็นํานโยบายนี้ไปปฏิบัติอย่างแท้จริงนะครับ ฉะนั้นคือตัวคน ออกพระราชบัญญัติตัวนี้ คนกําหนดให้มีข้อคิดเห็นตัวนี้นะครับ สิ่งสําคัญที่ท่านทํามาในวันนี้ ถูกต้อง ดีหมด ครบถ้วนนะครับ ผู้มีอํานาจบอกเห็นชอบมอบรอง เห็นด้วยผู้ช่วยทํา อ้าวคนนี้ คนทําไป แต่จริง ๆ แล้วปฏิบัติ ปฏิบัติได้อย่างไร ท่านที่เคารพครับ แม่น้ําเหลือนิดเดียว แล้วครับ เหลือนิดเดียวนอกจากจะตื้นเขินยังเหลือนิดเดียวอีก รุกกินเข้าไปในแม่น้ําสร้างเขื่อน ท่านประธานที่เคารพ ขณะนี้แล้งนะครับ เดี๋ยวอีกไม่กี่วันต่อมาจะท่วมนะครับ จะท่วมแล้วครับ เมืองพัทยาอย่างไร ๆ ก็ท่วม เพราะอะไรครับ เพราะน้ํามันไหลไปไม่ได้มันไปติดเขื่อนหมด ไปติดถนนหนทางหมด ต้องรอให้น้ําลด ที่จังหวัดไหน ๆ ก็ท่วมในตัวเมืองท่วมหมด เพราะ เราไม่ได้มีการบริหารจัดการทางเดินของน้ําอย่างดีนะครับ ห้วยหนอง คลองบึง ต่างจังหวัด ดาดไปหมดผู้เกี่ยวข้องคือใครครับ คนแรกคือ พ.ร.บ. คนที่ออกพระราชบัญญัติ คนที่ ๒ คือ ผู้กระทําคือเกษตรกร คนที่ ๓ คือประชาชน ส่วนที่ ๓ คือใครครับ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น นี่นอกจากไม่ให้ความรู้แล้วยังเป็นตัวกระทําการเสียเองอีกด้วยนะครับ ผมกราบเรียน ด้วยความเคารพ งบออกมาทําอะไรครับ สร้างถนน ไม่รู้จะทําอะไร ดาดคลอง คลองนะครับ มันอยู่ของมันดี ๆ น้ําต้องรั่วไหลหยดซึมไปตรงโน้นตรงนี้บ้าง ต้องซึมไปบ้างก็ไปดาดเสียหมด ดาดเสียหมด ตอนนี้ทุกคลองที่ดาดไว้แตกร้าวหมดครับ เพราะมันแล้ง ถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๓๔๐ จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดสุพรรณบุรีต้องเอาดินมาใส่ตรงกลางเลยครับ เพราะ มันแล้งเมื่อมันแล้งปุ๊บมันแห้ง แล้วมันทรุด เพราะว่ามันขาดน้ํา เมื่อมันทรุดทําอย่างไรครับ เอาดินมาใส่ เอาดินมาใส่ทําอย่างไรครับ นี่ผมประชุมกรรมาธิการอยู่ อุบัติภัยทางจราจร เมื่อเอาดินมาใส่กลางถนนแล้วทําอย่างไรครับ ชาวบ้านทีนี้อยากจะข้ามตรงไหนก็ข้ามตรงนั้น เลยครับ เพราะมันไม่ต่ําแล้ว นี่คือการบริหารจัดการที่เราขาดการติดตาม ขาดการประเมินผล ขาดผู้มีอํานาจ ขาดคนที่นําไปปฏิบัติไปลงโทษอย่างแท้จริง ไม่ต้องกลัวครับ การลงโทษ ยังไม่มีการลงโทษเลยครับ เมื่อก่อนขอเจาะน้ําบาดาลนี่ยากจะตายไป เดี๋ยวนี้ไม่ต้องขอ แล้วครับ แต่ถ้าไปขอเขาก็ไม่ให้เพราะมันผิดครับ นี่คือผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นผมแยกคน ที่จะนําไปปฏิบัติได้ ก็คือผู้ที่กําหนดก็คือส่วนราชการ ผู้ที่นําไปใช้ก็คือพี่น้องประชาชน ในส่วนนี้ผมกําหนดว่าเป็นเกษตรกรของผมนะครับ ส่วนที่ ๓ ผู้เกี่ยวข้องคือองค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่น ท่านที่เคารพครับ ที่จังหวัดผมน้ําไม่มีครับ ชลประทานปล่อยน้ําหล่อคลอง มาเพื่อให้เป็นน้ําใช้ ไม่ใช้น้ําเพื่อเกษตรกรรม คนสูบน้ําคือใครรู้ไหมครับ ขนาดรองผู้ว่า ราชการจังหวัดยังต้องไปขอร้องเลย ให้หยุดนะครับ เดี๋ยวมีบทลงโทษนะ ก็ยังไม่ได้ลงโทษ สักทีหนึ่ง คนที่มาสูบน้ําคือใครครับ ก็คือผู้นําท้องถิ่นทั้งนั้น ชาวบ้านเขาไม่กล้าหรอกครับ ถ้าผู้นําท้องถิ่นเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นผมอยากให้ผู้นําท้องถิ่น ซึ่งท่านกําหนดไว้ในนี้มีบทลงโทษ ผู้ไม่นํานโยบายไปปฏิบัติแล้วไม่ลงโทษถือว่าละเว้นครับ มาตรา ๑๕๗ เลยครับ ใส่ไปเลย ก็ขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพนะครับ ผมเหลือเวลาอีกน้อยนะครับ ทั้งหมดมีน้ํากินน้ําใช้ น้ําบริโภค น้ําเพื่อการเกษตร น้ําเพื่อการอุตสาหกรรม แต่ทั้งหมดนี้นะครับ ขาดอย่างเดียว คือขาดคนที่มีน้ําใจครับ เรารังแกธรรมชาติ และพวกเราไม่มีน้ําใจที่จะช่วยกันพัฒนาบ้านเมือง ของเราไม่เชื่อฟังนะครับ ต้องนํานโยบายไปปฏิบัติให้อย่างชัดจริง ให้อย่างเห็นแจ้ง แล้วใคร ไม่ปฏิบัติต้องถูกลงโทษนะครับ ผมยังมีเรื่องเล่าให้ฟังอีกเยอะแยะเกี่ยวกับเรื่องน้ํานะครับ เดี๋ยวเรามีโอกาสเราคงได้คุยกันที่ห้องอาหารนะครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก็มีข้อสังเกตอยู่ ๓-๔ ข้อนะครับ โดยหลักใหญ่ก็เห็นพ้องกับที่ กรรมาธิการชุดนี้ได้มีการนําเสนอร่าง พ.ร.บ. นี้ขึ้นมา ซึ่งถือว่าเป็นการจัดการน้ําจริง ๆ นะครับ แล้วเราก็คงทราบว่าสภาพของเรามีปัญหาทั้งภัยแล้ง ทั้งน้ําท่วม การจัดการน้ําที่จริง เท่าที่เราดูปริมาณน้ําในประเทศไทยนี่พอ แต่ว่าเนื่องจากการจัดการน้ําเราเลยมาพูดถึงปัญหา เรื่องขาดแคลนน้ําจนถึงปัจจุบันนี้ครับ ซึ่งตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ ทีนี้ผมจะมีอยู่ ๓-๔ ประเด็น เหมือนกันที่จะตั้งข้อสังเกตนะครับ
ประเด็นแรก คือเรื่องของการวางแผนในการจัดการน้ํานะครับ ที่กรรมการชุดนี้ ขึ้นมา เท่าที่สังเกตดูจากการที่น้ําท่วมหลาย ๆ แห่งจากจังหวัดต่าง ๆ เรามักจะได้ยินเสมอว่า เป็นเพราะมีไปสร้างถนนขวางทางน้ําไว้ ไปสร้างถนนปิดคลอง ปิดต่าง ๆ เหล่านี้ทําให้น้ํา ไม่สามารถระบายได้ ถ้าสถานการณ์แบบนี้ผมคิดว่าคงเกิดขึ้นหลาย ๆ ที่ อยากทราบว่า ถ้าเป็นกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วกรรมการชุดนี้มีอํานาจตรงนี้หรือไม่ อย่างไร เพราะมันมี ผลต่อการจัดการน้ําเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเรายังปล่อยให้มีการสร้างกันแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดถึงทางน้ํา ปัญหาเรื่องน้ํา น้ําท่วมมันก็จะเกิดขึ้นก็เป็นภาระของกรรมการชุดนี้ เหมือนกัน ฉะนั้นผมคิดว่าได้มีการพูดตรงนี้หรือไม่ เพราะเท่าที่ผมอ่านดูยังไม่ค่อยชัดเจน นะครับว่าได้มีการพูดถึงปัจจัยที่มันแทรกซ้อนเหนือกว่านี้หรือไม่
ประเด็นที่ ๒ ก็คือสําคัญมาก คือการตั้งข้อสังเกตว่าในการทําแผน จะพูดถึง การจัดทําแผนระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจัดทําแผนลุ่มน้ําก็ดี จัดทําแผนใหญ่ก็ดี สิ่งที่สําคัญอันหนึ่ง ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ําผมคิดว่าเป็นเรื่องของวิชาชีพเสียเยอะ เป็นเรื่องของ วิชาชีพมาก เป็นเรื่องหลักการ เรื่องของวิชาการ เรื่องของสิ่งที่มันควรจะเป็น จะมีวิธีการ หรือมีกลไกหรือในกฎหมายนี้ได้มีการเขียนหรือไม่ ว่าในการตัดสินใจต่าง ๆ เหล่านี้จะไม่ถูก แทรกแซงจากทางการเมืองที่มีวัตถุประสงค์บางอย่างที่อาจจะไม่ใช่เรื่องของการจัดการน้ํา โดยตรง ซึ่งผมคิดว่าเท่าที่ได้สดับตรับฟังมาบ้าง วิกฤตหลายเรื่องหลายครั้งที่เราเกิดขึ้นมา ไม่ว่าน้ําท่วมใหญ่ก็ดี ต่าง ๆ ก็ดี ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยทางการเมืองหรือการตัดสิน ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมหรือเฉพาะพื้นที่ เฉพาะจังหวัดก็ตามแต่ มันก็จะมีคําเล่าลือ อยู่ตรงนี้ตลอด แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ถ้าเรายังไม่สามารถจะขจัดตรงนี้ได้ ในทางวิชาชีพ ผมว่าการจัดการน้ําเราคงจะเป็นเรื่องยากนะครับ
ประเด็นที่ ๓ ที่เป็นข้อสังเกตอันหนึ่งก็คือผมคิดว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น ความพยายามปฏิรูประบบราชการส่วนหนึ่งเหมือนกัน ในการปฏิรูปนี้ผมจะแบ่งเป็น ๒ ส่วน ปฏิรูปขั้นแรกก็คือปฏิรูปในวงราชการ ก็คือความซ้ําซ้อน แบ่งหน้าที่กัน ทําให้ถูกต้อง ทําให้องค์กรเล็กลง จัดบทบาทต่าง ๆ เหล่านี้ คืออันนี้เป็นการปฏิรูปเฉพาะในหน่วยราชการ ด้วยกัน ผมคิดว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็มีส่วนในการปฏิรูปการปฏิบัติงานของราชการโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกรรมการของส่วนกลาง กรรมการลุ่มน้ําก็ดี เราพยายามที่จะเอา กฎหมายหลายฉบับที่เมื่อสักครู่ที่ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงแล้วว่า ๓๐ กว่าฉบับมาบูรณาการ ด้วยกัน แล้วมาแก้ด้วยร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็ถือว่าเป็นการปฏิรูประบบราชการส่วนหนึ่งในเรื่อง ของการจัดการน้ํานะครับ แต่ว่าเท่าที่เป็นข้อสังเกตอันหนึ่งที่ผมคิดว่าใน พ.ร.บ. นี้ไม่ได้พูดถึง คือบทบาทของจังหวัด เพราะว่าเราพูดถึงลุ่มน้ํา เป็นกรรมการลุ่มน้ํา แล้วก็กรรมการลุ่มน้ํา คงจะรวมถึงหลาย ๆ จังหวัดจากลุ่มน้ําหนึ่ง ๆ ไม่ว่าลุ่มน้ําท่าจีน ลุ่มน้ําแม่กลอง มีคน มีหลายจังหวัด แต่ละจังหวัดเราก็เอาผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาร่วมกัน แต่สิ่งที่ผมสังเกต อันหนึ่งคือบริบทในการบริหารราชการแผ่นดินของเราจะมีเป็นจังหวัด ๆ การจัดการลุ่มน้ํา โดยเอาหลายจังหวัดร่วมกันเป็นเรื่องที่ดีอย่างหนึ่ง คือทําให้จังหวัดสามารถเชื่อมโยงกันได้ แต่ว่าในจังหวัดด้วยกันเองมันก็ควรจะมี ผมคิดว่า บทบาทของจังหวัดตรงนี้จะหายไป ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสําคัญเพราะที่จริง การจัดการน้ําคงไม่ใช่รวมหมายถึงว่าจะให้น้ําไหลไปไหลมาอย่างใดแต่มันรวมหมายถึง การจัดการกับทางประชาชนด้วยนะครับ ดังนั้นการใช้ระบบกฎหมาย ข้อปฏิบัติ การชี้ชวน ให้ชาวบ้านปฏิบัติตามมันล้วนแต่ต้องใช้ทั้งกฎหมายและต้องใช้ทางรัฐศาสตร์ ในแต่ละ จังหวัดเขาจะมีบริบทการจัดการต่างหาก แยกจากกันทั้งผู้คนทั้งอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่า บทบาทจังหวัดตรงนี้จะหายไป คิดว่าถ้าเราสามารถใส่ตรงนี้ได้มันก็จะเป็นประโยชน์นะครับ อันนี้ก็คือระบบการจัดการน้ําภาครัฐ ผมคิดว่าที่หายไปคือบทบาทจังหวัดซึ่งจะมีบทบาท สําคัญในเรื่องของการนํานโยบายทั้งหมดไปปฏิบัติในบริบทของจังหวัดเองนะครับ
ประเด็นสุดท้าย ก็คงจะฝากเป็นข้อสังเกตนิดหนึ่ง พรุ่งนี้ก็คงจะเป็นเรื่อง แหล่งน้ําด้วยเหมือนกัน จริง ๆ แล้วการปฏิรูปในระดับที่ ๒ ด้านหนึ่งก็คือการปฏิรูปโดย บทบาทของประชาชน การปฏิรูปครั้งแรก ระดับแรกเป็นการปฏิรูปภาครัฐ เราให้บทบาท ภาครัฐต่าง ๆ เหล่านี้แต่การปฏิรูปที่ค่อนข้างจะมากกว่าภาครัฐก็คือเอาบทบาทของประชาชน เข้ามา เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากครับ ทุกเรื่องถ้าเราสามารถปฏิรูปได้โดยเอาบทบาทประชาชน เป็นตัวตั้งมันก็จะทําให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริงและเป็นการปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่มากครับ หลายเรื่องที่เราพิจารณากันไปหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาเราก็จะพูดถึงตรงนี้ บทบาทของ ประชาชนนะครับ บทบาทของประชาชนมีหลายส่วน เป็นแค่รับทราบ แค่ทําประชาพิจารณ์ ฟังความเห็นหรือแค่ขั้นมีส่วนร่วมเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นเจ้าของจัดการปัญหา แต่ละระดับ ของมัน มันแสดงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนที่แตกต่างกัน ถ้าเราสามารถทําให้ประชาชน มีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ อันนั้นแสดงว่าประชาชนเขาเป็นเจ้าของในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และรากฐานของประชาธิปไตยจริง ๆ ก็คือประชาชนเป็นเจ้าของปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ สําคัญมากนะครับ การปฏิรูปหลายครั้งทุกเรื่องอะไรก็ตามแต่ ถ้าประชาชนเป็นผู้รับทราบ รับผลและปฏิบัติ ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ มีความสําคัญ ทําอย่างไรที่บทบาทของประชาชนถูกหลักประกันตรงนี้ไว้ ผมยกตัวอย่าง ในเรื่องของยาเสพติด ได้มีการพูดถึงกลไกต่าง ๆ เยอะแยะมีทั้งภาครัฐ ทั้งการปราบปราม ทั้งหมอเพื่อบําบัดรักษา เป็นบทบาทของภาครัฐเกือบทั้งหมดที่เข้าไปจัดการกับปัญหานี้ แต่ถ้าเราอาศัยแล้วเรามีการปฏิรูปอะไรต่าง ๆ จากองค์กรภาครัฐแบบนั้นแบบนี้ ให้ทํางาน บูรณาการซึ่งกันและกันก็เป็นการจัดระบบองค์กรภาครัฐ แต่ปัญหาอย่างอื่นก็ไม่สามารถแก้ไข ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าเราสามารถไปได้อีกขั้นหนึ่ง ประชาชนเป็นเจ้าของปัญหา หมายความว่า บทบาทอันนี้สามารถจะถ่ายทอดหรือทําให้ประชาชนเป็นเจ้าของปัญหาร่วมด้วยแล้ว อันนั้นจะทําให้ปัญหานั้นได้รับการแก้ไขมากขึ้น ตรงนี้เช่นเดียวกันบทบาทของชุมชนที่พูดถึง ผมเห็นมีเรื่องหนึ่งก็คือองค์กรของผู้ใช้น้ําซึ่งอาจจะพูดไว้กว้าง ๆ แต่ผมคิดว่าในบริบท ที่ชุมชนมีบทบาทต่อการจัดการกับปัญหาน้ําเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากแล้วเป็นรากฐานของ ประชาธิปไตยจริง ๆ ในส่วนนี้ในร่าง พ.ร.บ. อาจจะค่อนข้างจะหายไปนิดหนึ่งแต่ว่าเรา อาจจะใส่ในกฎหมายลูกหรืออะไรต่าง ๆ ก็อาจจะได้นะครับแต่ว่าเท่าที่ดูตรงนี้มันก็อาจจะ หายไปส่วนหนึ่ง ก็ขอสรุปสุดท้ายนะครับว่า ก็ถือว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นความตั้งใจของ คณะกรรมาธิการที่ต้องการจะจัดการกับปัญหาน้ําอย่างมีเอกภาพและอย่างเป็นระบบ ซึ่งผมคิดว่าอย่างน้อยถ้าเราสามารถจัดการบริหารได้ทั้งหมดตามร่าง พ.ร.บ. นี้ ผมคิดว่า ปัญหาจัดการน้ําของเราโดยภาครัฐสามารถที่จะทําให้ดําเนินการได้อย่างมีเอกภาพได้อย่าง เต็มที่นะครับ แต่ถ้าสามารถที่จะเพิ่มเติมบทบาทในส่วนที่ขาดหายไปทั้งจังหวัดและชุมชน น่าจะทําให้การดําเนินงานของร่าง พ.ร.บ. นี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ ขอกราบเรียนเท่านี้ครับ
ต่อไปท่านสุดท้ายนะครับ ขอเชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมครับ ขอเชิญครับ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกที่นับถือทุกท่าน ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สมาชิกหมายเลข ๓๙ ก็คงจะไม่พูดยาวนะครับว่าปัญหาแหล่งน้ําของประเทศไทยเรามันมีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ก็มีความพยายามที่จะแก้ไขกันมาทุกยุคทุกสมัย แม้กระทั่งร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ใช้เวลา เดินทางที่ค่อนข้างจะยาวนานนะครับ แล้วก็ต้องขอบคุณกรรมาธิการที่หยิบร่าง พ.ร.บ. นี้ ขึ้นมา เพื่อที่จะผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติในความเป็นจริง ท่านทั้งหลายก็คงจะทราบว่า ปัญหาน้ําก็มีเรื่องปัญหาน้ําท่วม ปัญหาน้ําแล้ง ปัญหาการบุกรุกแม่น้ําลําคลอง ปัญหา ถือครองลํากระโดงถมที่สาธารณะมีมาอย่างต่อเนื่องครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ คลองเปรมประชากร กับคลองบางซื่อมีการไปปักหลักปักฐานยึดครองนะครับ ซึ่งรัฐบาลนี้ก็พยายามแก้ไข ต้องใช้ ความพยายามอย่างมาก แค่ ๒ จุด ที่จะย้าย ๒ ชุมชนจากคลองบางซื่อ คลองเปรมประชากร ก็แทบจะตายแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเรามีปัญหาบุกรุกมาอย่างต่อเนื่อง ผมก็หวังว่าร่าง พ.ร.บ. นี้จะเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่แก้ไขสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เฉพาะในสังคมเมือง คงจะสังคมชนบทด้วย ตัวนี้เป็นเรื่องสําคัญนะครับ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตอย่างนี้นะครับ ในการแก้ปัญหาเรื่องน้ํา ผมว่าองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องน้ําสําคัญมาก ผู้ที่ปฏิบัตินี้ต้องมีองค์ความรู้จริง ๆ อย่างพูดถึง เรื่องแก้มลิง ไม่ใช่มองที่สระอย่างเดียวนะครับ ลองไปอ่านดูแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องแก้มลิง ไม่ว่าที่สระรองรับน้ํา ไม่ใช่ เขาดูตั้งแต่ต้นน้ํา แหล่งเก็บน้ํา ปลายทางน้ําเมื่อมันล้น เขาดูหมด นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดอุดรธานี จังหวัดจันทบุรี ที่ไปสร้าง ถนนคร่อมทางน้ําอย่างนี้ ก่อให้เกิดผลเสียแล้วก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการแก้ ก็คือ แสดงว่าเราไม่เข้าใจในเรื่องทฤษฎีว่าด้วยแก้มลิงกันจริง ๆ นะครับ เราไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่เป็นหน่วย ราชการเราทั้งหมด ที่อนุมัติขอออกแบบทั้งหมด ตัวนี้เป็นสิ่งที่ผมเรียกว่า องค์ความรู้ สําคัญมาก หรือแม้กระทั่งเรื่องน้ําบาดาล น้ําใต้ดิน เราขุดกันแบบเปรอะเลยละครับ ถามว่าเราจะมี น้ําเพียงพอไหม มีหน่วยงานไหนสํารวจบ้างว่าจะใช้น้ําบาดาลอย่างนี้ได้อีกเท่าไร ดินจะทรุด ไปเท่าไร ใครมีองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง เราก็ทราบกันอยู่ว่าน้ําฝนของเรานี่เหลือเฟือ แต่เรารีบผลักดันน้ําออกทิ้งไปปีละประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านคิวบิกเมตร รีบไล่ออก กลัวน้ํา จะท่วม น้ําที่จะลงไปในใต้ดินไปเป็นน้ําบาดาลนี่น้อยมาก น้อยมากครับ ก็ต้องขอบคุณ รัฐบาลนี้ที่เห็นความสําคัญในเรื่องสระขนมครก สระกลวงเหล่านี้ นี่ผมถือว่าถ้าฝนตกลงมา จะเป็นแหล่งเก็บน้ํา แล้วจะเป็นส่วนหนึ่งของการเติมน้ําใต้ดิน นี่คือเป็นส่วนนี้ เพราะฉะนั้น องค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องดีจริง ๆ ครับ
สําหรับเรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกต คือที่เราทําไม่สําเร็จ เพราะเรื่อง ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องแหล่งน้ําเรามีน้อยมาก เรามีน้อยมากครับ ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนแหล่งน้ํา เราเคยคิดไหมว่าจากชุมชนที่ไม่ว่าชุมชนเมือง ชุมชนในชนบท สหประชาชาติเขาคิดไว้สําเร็จ ว่า ๑ หัวจะต้องใช้น้ํากินน้ําใช้เท่าไร น้ําเพื่อการเกษตรเท่าไร เรามีข้อมูลเหล่านี้ทุกชุมชนไหม แต่ถ้ามีภาคอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ เขามีทุน เขามีเงิน เขาจะสร้างโรงงานอะไร เขาคิดแล้วว่า เขาจะต้องใช้น้ําเท่าไร อย่างโรงงานน้ําตาลรู้นะว่าจะต้องใช้น้ําประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คิว ๓๐,๐๐๐ คิว เพราะต้องทําโรงไฟฟ้าด้วย เขาก็ขุดบ่อของเขา มีน้ํา พอถ้าเผื่อมันแล้งปีนี้เขาก็ เจาะน้ําบาดาล ขุดน้ําบาดาลมาใส่ในบ่อของเขา เขามีความพร้อม ถามว่าหันไปดูในชนบท ของเรา ซึ่งในกฎหมายนี่บอกว่ามีคณะกรรมการลุ่มน้ําระดับชาติ กนช. คณะกรรมการ ทรัพยากรน้ําแห่งชาติ คณะกรรมการลุ่มน้ํา คณะกรรมการลุ่มน้ําสาขามันลอย แล้วเอาจังหวัดไปอยู่ตรงไหน คณะกรรมการจัดการแหล่งน้ําในระดับจังหวัดไม่มี ทั้ง ๆ ที่มัน ต้องลงในพื้นที่นะครับ แล้วก็จะเห็นว่าส่วนกลางของเราไปอยู่ในชนบท ไม่ว่าจะเป็นกรมอะไร ที่เกี่ยวกับน้ําทั้งหมด ลงไปในพื้นที่จังหวัดทั้งนั้นละครับ ขาดการประสานงานกับระดับจังหวัด ขาดข้อมูลในชุมชนในพื้นที่นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเป็นไปได้ ทําอย่างไรเราจะมีทะเบียน แหล่งน้ําในชุมชน ให้ชัดเจนเลยว่า ชุมชน ก มีประชาชนเท่าไร กี่หลังคาเรือน ต้องการน้ํา เท่าไร แล้วมีผังการใช้น้ํา เหมือนกับที่เราอยู่กรุงเทพมหานคร หรืออยู่เมืองใหญ่ เรามี น้ําประปามาถึงบ้านเรา เราสบาย เรามีเครื่องกรองน้ําของเรา เรากินสบายนะครับ ผมเอง ลงไปในชนบทเป็นประจํานะครับ เผอิญผมเกิดในชนบท แหล่งน้ําในชุมชนที่ผมอยู่ หรือผมว่ายน้ําเป็น เรารู้เลยว่าอยู่ตรงไหนบ้าง ปัจจุบันนี้ถมไปเรียบร้อยเหลือเพียง ๑ สระ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นของเราเองเรื่องแหล่งน้ําชุมชนเราขาดการให้ความสนใจอย่างมาก ๆ ทั้งที่เรารู้ว่าน้ําคือชีวิต น้ําคือทุกสิ่งทุกอย่าง ไปทําเกษตรก็ได้ อะไรก็ได้ แต่เราไม่ให้ความ สนใจ ให้ความสําคัญกับสิ่งเหล่านี้ ผมถึงว่ามันเกิดความเหลื่อมล้ําต่ําสูงระหว่างสังคมเมือง กับสังคมชนบท นี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงครับ อย่างที่ท่านสมาชิกท่านได้อภิปรายว่า ประชาธิปไตย มันเกิดในชุมชนนะครับ ทุกอย่างอยู่ในชุมชนหมด จะถูกปลุกระดม จะถูกชักจูงอย่างไร ก็อย่างนี้ แต่ถ้าเผื่อเขามีความมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง เขายืนบนขาของเขาได้ เชื่อเถอะครับว่า เขาเป็นตัวของตัวเองแน่นอน อย่างที่ท่านอภิปรายว่าเรื่องตัดไม้มาขาย ผมไปเยี่ยมโรงงาน เพื่อนผม เขาก็รับซื้อไม้ ไม้ดี ๆ ทั้งนั้นละครับ ไม่ว่าจะเป็นไม้มะขาม ไม้อะไรในสวนของเขา เขาตัดมาขาย แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ตัวนี้เป็นเรื่องที่เราเองเราต้องให้ความสําคัญ ผมอยากให้ ความสําคัญแหล่งน้ําในชนบทพอ ๆ กับความสําคัญการจราจรในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าเรา สร้างรถ สร้างทางด่วน สร้างอะไรทั้งหลาย ทําไมเราไม่ทําให้กับคนชนบท ตัวนี้เป็นตัวที่ผมถาม ผมอ่านหนังสือพิมพ์สัปดาห์ที่แล้ว ผมก็ดีใจนะครับที่จังหวัดบุรีรัมย์มีชุมชนหนึ่งเขาปลูก เมล่อนญี่ปุ่น เขารวมตัวกันทํา แล้วกรมทรัพยากรน้ําบาดาลไปขุดน้ําบาดาลให้เขา เขาใช้ น้ําบาดาลมาปลูกเมล่อนญี่ปุ่นนะครับ ซึ่งใช้เวลา ๖๕ วัน ถึง ๘๐ วัน ทําให้เขาสามารถที่จะ ขายผลิตผลของเขาได้นะครับ ตัวเหล่านี้เราต้องไปดูแลเขา เพราะฉะนั้นผมถึงอยากเห็น พ.ร.บ. นี้ เป็น พ.ร.บ. ที่แก้ไขปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ําเสียของ โรงงาน น้ําด้านการเกษตร น้ําอุปโภคบริโภค หรือเกษตรของชุมชนต่าง ๆ อยากให้ พ.ร.บ. นี้ เป็นตัวคําตอบ เพราะพรุ่งนี้ผมเองก็จะนําเสนอเรื่องการจัดการปัญหาแหล่งน้ําในชุมชน เพื่อชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นส่วนย่อย ผมถือว่าร่าง พ.ร.บ. นี้ ส่วนใหญ่ตอนนี้พูดอยู่ในเรื่อง ภาพแมกโคร (Macro) เป็นส่วนใหญ่ ส่วนผมจะลงไปอยู่เล็ก ๆ ไปดูชุมชน ไปดูประชาชน ในพื้นที่เป็นหลักนะครับ เพราะฉะนั้นผมเองก็มีข้อสังเกตเพียงแค่นี้ว่าอยากจะให้มี การบริหารจัดการที่ชัดเจนกว่านี้อีกนะครับ สามารถชี้ลงไปว่าถ้ามีปัญหาใครเป็นเจ้าภาพ ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ อันที่ ๒ เรื่องบูรณาการขอจัดให้ส่วนราชการ ไม่ว่าอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ มาร่วมกันทํากันจริง ๆ เถอะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูล ถ้าอย่างนั้น มันก็จะเป็นแค่ในกระดาษ มันจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ ผมก็ขอตั้งข้อสังเกตเพียงแค่นี้ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ท่านต้องนําเสนอเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ฉบับจิ๋วนะครับ ฉบับไมโคร (Micro) คือแหล่งน้ําชุมชน เรามีเพิ่มเติมอีก ๒ ท่านนะครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ขอเชิญท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา นะครับ รองบรรณาธิการ บริหารหนังสือเดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เชิญครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ผมได้ดูร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... นะครับ ส่วนใหญ่ผม เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าอยากจะเพิ่มนิดหนึ่งนะครับก็คือว่าไหน ๆ ท่านตั้ง ในนี้มีคณะกรรมการ ทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ในมาตรา ๑๑ แล้วก็อํานาจหน้าที่อยู่ที่มาตรา ๑๙ ผมดูแล้วไม่มี อันหนึ่งนะครับ นั่นก็คือผมดูแนวคิดของกฎหมายฉบับนี้ส่วนใหญ่จะมาคิดถึงวิธีใช้ ไม่ได้ คิดถึงวิธีหา วิธีหาคิดอยู่นิดเดียวครับ ในอํานาจข้อ ๑ อํานาจหน้าที่ ข้อ ๑ ของคณะกรรมการ ทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ก็คือพัฒนา กําหนดนโยบายแผนพัฒนา บริหารจัดการน้ํา การพัฒนา คือการหาแหล่งน้ํา สร้างแหล่งน้ํา ซึ่งประเทศไทยอยู่ในเขตมรสุมนะครับ ฝนก็ตกอยู่อย่างนี้ กรุงเทพฯ ตกเฉลี่ยปีหนึ่ง ๑,๔๐๐ มิลลิเมตร แต่ถ้าไปทางจังหวัดจันทบุรี ก็ ๒,๐๐๐ กว่ามิลลิเมตร จังหวัดบึงกาฬ ๒,๐๐๐ กว่ามิลลิเมตร จังหวัดเชียงรายประมาณ ๑,๕๐๐ มิลลิเมตร ทางจังหวัด เพชรบูรณ์ ทางอะไรประมาณ ๙๐๐ มิลลิเมตร ถึง ๑,๑๐๐ มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าแล้งนะครับ จังหวัดตาก จังหวัดกําแพงเพชร ตรงนี้นะครับ เราก็รู้นะครับว่าสิ่งที่เราพูดอยู่นี้ก็คือว่าเรามาดู น้ําวิกฤตเราจะแก้อย่างไร เราไม่คิดหาเงินครับ เรามาคิดอยู่ ตอนนี้เราคิดว่าเงินที่มีอยู่เราจะ ใช้อย่างไร และถ้าเกิดไม่มีเงินใช้จะทําอย่างไร ผมบอกทําไมเราไม่คิดหาเงินละครับในเมื่อฝน ก็ตกอยู่นี่ครับ ปีหนึ่งเราเก็บน้ําถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไหมครับที่ฝนตก ไม่มีนะครับ แต่ถามว่า พอเราจะทําน้ํา จะเก็บน้ําให้ได้ เราเจอใครครับ เจอผู้ยิ่งใหญ่ เขาเรียกภาคประชาชน ประชาชน อย่างผมไม่ใช่นะครับ ผมพูดไม่ได้ มันจะมีภาคประชาชนมา จะค้านโน่นค้านนี่ ค้านตะพึดครับ ประเทศไทยมี ๒๕ ลุ่มน้ํานะครับ เจอลุ่มน้ําสุดท้ายคือลุ่มน้ํายม ไม่ให้พัฒนา คนที่ลุ่มน้ํายม ทําเวรทํากรรมอะไรมาถึงให้เขาน้ําท่วม น้ําแล้งทุกปี กะคนแค่หยิบมือเดียวห้ามทําโน่นทํานี่ เขาเป็นอะไร เขาใหญ่ขนาดไหนครับ เขาอ้างว่าชื่อภาคประชาชนกันครับ ประชาชนคนอื่น พูดไม่ได้ ฉะนั้นนะครับผมก็จะเสนอ ท่านช่วยแก้ให้ผมนิดหนึ่งนะครับ มาตรา ๑๙ อํานาจหน้าที่ ผมว่าทาง กนช. ก็ไม่กล้าหรอกครับ เจอภาคประชาชน กนช. ก็กลัว ยิ่งมาจากการเมืองนี่ กลัวมาก เดี๋ยวเขาจัดประท้วง กลัวครับ ผมอยากให้ประชาชน ในเมื่อน้ําเป็นของประชาชน ทําไมไม่ให้ประชาชนชี้ขาดครับ ในเมื่อท่านแบ่งลุ่มน้ําแล้ว มีคณะกรรมการจัดการลุ่มน้ํา แยกเฉพาะ มีลุ่มน้ําสาขามีอะไรดีมากครับ ละเอียด ไม่ให้เขาลงประชามติละครับ กฎหมาย ประชามติเราก็มีครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๔๒ ผมจํา พ.ศ. ไม่ได้ เขาตัดสิน อนาคตของเขาเองไม่ได้หรือครับประชาชนนี่ ท่านประธานครับ แทนที่จะให้มีภาคประชาชน ไม่กี่คนนะครับและทําตัวเป็นขาใหญ่ อาละวาดไปทั่วนะครับ มีผลประโยชน์หรือเปล่า ผมไม่ทราบ แต่ถ้าเกิดเขาพูดอย่างไรประเทศนั้นต้องเดินไปอย่างนั้น ผมไม่เห็นด้วยนะครับ ผมอยากให้ เพิ่มไปนิดหนึ่งครับ ประชามตินะครับ เอาคนทั้งลุ่มน้ํามาตัดสินอนาคตตัวเอง จะเอาอย่างไร จะสร้าง ไม่สร้าง เขื่อนมี ไม่มี ถ้าเขาดูแล้วสร้างเขื่อนแล้วเขาเสียหาย เดี๋ยวเขาก็ลงประชามติ เองนะครับว่าไม่เอา แต่ถ้าเขาบอกว่าเขาขาดแคลนน้ํา เขาอยากได้น้ํา อยากได้แหล่งน้ํา เขาลงประชามติ เสียงจะเท่าไร จะเอาข้างมาก หรือจะเอา ๒ ใน ๓ จะอะไรท่านไปกําหนด เอานะครับ ถ้าเขาเอานะครับคนที่ชอบขี้ตู่ว่าเป็นภาคประชาชนต้องเลิกพูดนะครับ และอย่างนี้ ปัญหาการแก้ปัญหาน้ําถึงจะเด็ดขาด เราจะไปทําเขื่อน บอกเสียป่า ผมถามว่าเสียป่าถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไหม คุณปล่อยให้คนบุกรุกป่า เมืองน่านนี่ไม่เหลือนะครับ นั่นก็เป็นแหล่งน้ํา ไม่เหลือเลยครับ อ้างว่าอะไรครับ ภาคประชาชนอ้างครับว่าเป็นวิถีชีวิต ต้องทําไร่เลื่อนลอย ถางไปเรื่อยครับ และรับผิดชอบไหมครับ ทุกวันนี้ป่าหายหมด มีโผล่มารับผิดชอบสักคนไหม ไม่มีครับ ฉะนั้นการจัดการทรัพยากรน้ําต้องจัดการทรัพยากรน้ําลายเสียก่อน ทําให้พวกนั้น หยุดพูดและใช้ประชาชนพูดแทน ผมว่าจะแก้ได้ครับ ขอบพระคุณครับ
เป็นลุ่มน้ําใหม่ของคุณวรวิทย์นะครับ ต่อไปอีกท่านหนึ่ง ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ เป็นอดีตผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการการอุดมศึกษา อดีตคณบดีสํานักวิชา เทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และเป็นอดีตคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ และอดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ขอเชิญครับ
ท่านประธานครับ ขอบพระคุณ ที่ให้โอกาสครับ กระผมธรรมศักดิ์ ขอชื่นชมกับร่างฉบับนี้แต่มีบางส่วนที่อยากจะขอให้ความ คิดเห็นในฐานะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย เพื่อนวัตกรรม เรื่องน้ําเป็นเรื่องสําคัญเพราะว่าน้ําเป็นสิ่งที่เริ่มต้น ชีวิตทุกคนก็ทราบดี การค้นพบโลกใหม่ที่ห่างไป ๔๐ ปีแสงนะครับ ของดาวแทรปพิสต์วัน (Trappist-1) ก็คือเป็นดวงดาวที่มีน้ําอยู่ ๓ ดวง ใกล้เคียงกับโลกมาก แต่อย่าฝันไปดีกว่าครับ ๔๐ ปีแสงนานเหลือเกิน เอาโลกนี้ก่อน แผ่นดินไทยครับ อยากจะเรียนตรง ๆ ว่า ตราบใด ที่โลกยังเอียงอยู่ ฤดูกาลยังตรงนะครับ ฤดูกาลยังตรง ๓๖๕ วันไม่ได้บวกก็ยังตรงอีก พายุหมุนทางขั้วโลกหมุนทวนเข็มเสมอ พายุหมุนทางขั้วโลกใต้ ออสเตรเลียหมุนตาม เข็มนาฬิกา ไม่เปลี่ยนครับ แสงอาทิตย์ทางใต้ที่ประเทศออสเตรเลียหรือประเทศบราซิล จะหานาฬิกาแดดไม่ได้ อันนี้ความจริงครับ เพราะว่านาฬิกาแดดต้องหมุนตามไปทางขวา ความจริงเหล่านี้คนไม่ค่อยรู้ นักการเมืองจึงใช้โอกาสเหล่านี้มาสร้างกระแสว่าน้ําแล้งน้ําท่วม สารพัดอย่างเพื่อจะใช้งบประมาณแผ่นดิน โอเค (Okay) ครับ นั่นคือความจริงที่อยากจะแก้ ผมมีประเด็นมาตรา ๔ อยู่ มาตรา ๔ น้ําในบรรยากาศ อยากจะเรียนอย่างนี้ครับ คือผมไม่ใช่ นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งทุกเรื่อง แต่ว่าชอบอ่าน อ่านอย่างนี้ครับ น้ําในบรรยากาศ พอพูดอย่างนี้ปุ๊บ ชาวบ้านจะคิดแต่เมฆอย่างเดียวกับหมอกหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่จริง ๆ แล้วน้ําในบรรยากาศ ในห้องนี้ก็มีบรรยากาศ เรากรวดน้ํากันน้ําออกจากจมูกเราไป แต่ความเข้มข้นของน้ํา ที่เรียกว่า ภาษาอังกฤษ ขอโทษนะครับ เขาเรียกว่าแอตมอสเฟียริกแคนัล (Atmospheric Canal) ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่ตรวจสอบได้จากดาวเทียม ข้อมูลเหล่านี้ผมว่ากรมต่าง ๆ มีอยู่ เราสามารถใช้ข้อมูลแอตมอสเฟียริกแคนัล (Atmospheric Canal) ในการบอกปริมาณ ความชื้นที่เคลื่อนไหลผ่านประเทศไทย ประเทศอื่นเราไม่เกี่ยวหรอกครับ แต่ประเทศไทยเรา อยากจะรู้ ทุกคนก็คงจะทราบดีว่าน้ําในมหาสมุทรนี้มันไหลไปทางตะวันตก แล้วก็น้ํา ในบรรยากาศที่เอลนีโญ (El Nino) ลานีญา (La Nina) ที่เกิดขึ้นมาแต่ละปีเป็นเรื่องปกติที่ ความชื้นมันต้องขยับตัว ๆ ตามซีซัน (Season) ของมัน ตามฤดูกาลของมัน ขอโทษครับ คลาวด์ (Cloud) ฟ็อก (Fog) อะไรทั้งหลาย คําจํากัดความตรงนี้ถ้าชัดเจนผมก็โอเค (Okay) นะครับ แต่ถ้าไม่ชัดเจนอยากจะให้เคลียร์ ( Clear) ว่านี่คือทรัพยากรน้ําที่คนต้องใช้อาจจะ มองไม่เห็น ทําไมในหลวงทรงเอาตาข่ายไปกรองดักความชื้นที่เป็นน้ําค้าง นั่นละครับ แบบเดียวกันแต่อันนี้ละเอียดกว่า ทีนี้อยากจะให้คําจํากัดความเพิ่มเติมถ้าเป็นไปได้ คืออยากจะถามว่าทําไมคําจํากัดความคําว่า ฝาย แก้มลิง สระขนมครก อะไรทั้งหลายมันไม่มี มันน่าจะเขียนไว้ด้วยว่านั่นคือแหล่งเก็บทรัพยากรน้ํา ลึกแค่ไหน ลึกระดับที่ว่าต้องเจาะ แล้วเป็นน้ําพุขึ้นมา เป็นน้ําบาดาลระดับไหน ผมว่าความชัดเจนตรงนี้ก็คงชัดเจนให้มีมากขึ้น นะครับ
อีกมาตราหนึ่งที่ผมสนใจและอยากจะเรียนปรึกษาให้คณะกรรมาธิการที่ร่าง ขึ้นมาอย่างดีแล้วได้ทําความเข้าใจด้วย คือมาตรา ๕๑ การบริหารจัดการน้ํา คือโดยหลักการ ดีมากเลยที่มีการลงโทษ และมีการแบ่งประเภทน้ําในการนําไปใช้ พอมาตรา ๕๑ อ้างถึง มาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๙ แต่จะพบว่าเป็นการใช้ ใช้ ใช้ ใช้ ใช้ทุกข้อเลยครับท่านปลัดครับ ท่านประธานครับ ทุกข้อใช้น้ําอย่างเดียว แต่ปัญหาคือน้ําที่ออกมาจากการไม่ใช้ น้ําทิ้ง น้ําเสีย บริหารจัดการอย่างไร อันนี้ไม่ได้เขียนเลย ถ้าหากเขียนไว้ต้องขออภัย แต่ผม ตรวจดูแล้วไม่ได้เขียน มาตรา ๕๑ ไม่ได้เขียนเรื่องมาตรการในการบริหารจัดการน้ําทิ้ง น้ําเสียที่ได้จากการเอาน้ําไปใช้แล้วนะครับ อันนี้ถ้าไม่มีผมอยากจะให้ศึกษาไว้ด้วย แล้วควร จะเขียนไว้ เพราะมิเช่นนั้นแล้วทุกคนก็นําไปใช้แล้วก็ไม่สนใจว่าน้ําออกจากโรงงานฉัน เป็นอย่างไร แต่พอเป็นขวด เป็นน้ําดื่ม เป็นเหล้า เป็นเบียร์ ขายได้นะครับ
มาสู่ประเด็นที่ ๓ ในหมวด ๖ หมวด ๖ มาตราต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายประมาณ ๗-๘ มาตราด้วยกัน เป็นมาตราของการอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรน้ํา ผมอยากจะ เรียนท่านผู้ทรงคุณวุฒิที่นั่งอยู่ข้างบนว่ามาตรการตรงนี้อยากจะให้เลียนแบบมาตรการทาง ภาษีของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเขาจูงใจให้นิติบุคคลที่ใช้น้ําแล้ว ควรจะ ลงทุนในเชิงที่ภาษาอังกฤษเรียกกันคุ้นปากก็คือ คอร์ปอเรต โซเชียล เรสพอนซิบิลิตี (Corporate Social Responsibility) อะไรก็แล้วแต่มาช่วยกันนะครับ ซีเอสอาร์ (CSR) นะครับ คือการรับผิดชอบต่อสังคม รับผิดชอบอย่างไร ผมเรียนอย่างนี้นะครับตัวอย่างที่ทราบมา ก็คือว่า แม่น้ํามิสซิสซิปปีลงไปทางใต้หรือทางประเทศเยอรมนีจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ลงไปจนกระทั่งออกแม่น้ําไรน์ไปนี่ ปลายทางคือประเทศเนเธอร์แลนด์หรือประเทศเดนมาร์ก หรือรัฐต่าง ๆ ทางอ่าวเม็กซิโก เขาเพิ่งแบกภาระน้ําทั้งหมดที่เสียลงมา แต่บริษัทที่ใช้น้ํา บริษัทที่ผลิตน้ํา ยกง่าย ๆ บริษัทที่ทําเรื่องเหล้า เบียร์ น้ําอะไรทั้งหลาย บริษัทเหล่านี้ต้อง รู้จักรับผิดชอบขึ้นไปแก้ปัญหาน้ําข้างบน ทุก ๆ มาตราในนี้จะไม่ได้เขียนจูงใจลักษณะนั้น เพราะฉะนั้นมาตรการภาษี ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีการลดให้เขา ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ลดภาษีให้กับคนที่เลี่ยงภาษีมาทําโรงเรียน มหาวิทยาลัยนี่ ทําได้ เรื่องนี้เช่นเดียวกัน บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ ที่ทําธุรกิจเกี่ยวกับน้ําดื่ม น้ําใช้ น้ําเหล้าทั้งหลายนี่ ควรจะต้องรับผิดชอบ ขึ้นไปข้างบน ไปที่ภูเขาจังหวัดน่าน ไปที่จังหวัดเชียงใหม่ ไปที่จังหวัดตาก ไปทุกจังหวัด ทําการปลูกป่าปลูกอะไรชดเชยให้กับประเทศเสีย เพราะว่าประเทศไทยไม่มีหิมะนะครับ มีแต่น้ําฝนตกลงมา ผมอยากให้พระราชดํารัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ แล้วก็แนวพระราชดําริ ต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ประสบความสําเร็จจากกระบวนการคิดของร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ การสร้างเขื่อนมีบางท่านได้พูดไปแล้ว การดูแลป่าก็มีความจําเป็น ดังนั้นบริษัทธุรกิจทั้งหลายต้องชดเชย รับการชดเชยอย่างไรก็แล้วแต่นะครับขึ้นไปดูแล แหล่งน้ําข้างบน แล้วประเทศไทยก็จะมีป่าขึ้นมาตามเดิม ต้องยอมรับความจริงนะครับ ป่านี่ มันหมดไปด้วยความจริงว่า รถไฟที่เรานํามาใช้ฟืนกันถ้าใครเกิดทันจะเจอกองฟืนเต็มไปหมด กองฟืนเหล่านี้ครับบังเอิญทางภาคใต้กองฟืนเหล่านี้มันชดเชยด้วยป่าสวนยางเสียก็จบกันไป แต่ภาคอื่นฟืนมันไม่ได้ปลูกและยังมีการทําลายอย่างรุนแรง ณ ปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นภูเขาเปลือย ภูเขาที่โล้นจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น หน้าที่ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ละครับจะเป็นกรุณาธิคุณ เป็นเมตตาคุณหรือเป็นคุณูปการกับประเทศไทยอย่างมากเลย ช่วย ๆ ขยับนิดนะครับตรงนี้ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ไม่มีสมาชิกท่านใดที่ประสงค์จะอภิปรายแสดงความคิดเห็น นะครับ ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ขอเชิญทางคณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงได้ตอบ ข้อซักถามของสมาชิกครับ
กราบเรียนท่านประธาน ขออนุญาตให้ท่านรองประธานมิ่งขวัญและคณะเป็นผู้ตอบคําถามของท่านสมาชิกค่ะ
เชิญท่านรองประธานมิ่งขวัญครับ
ค่ะ ต้องขอกราบขอบพระคุณ ทั้ง ๘ ท่านนะคะที่ได้ให้ข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อชี้แนะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ําซึ่งเป็นเรื่อง ที่สําคัญ แต่เป็นเรื่องของที่มีความสลับซับซ้อน อาจจะมีข้อจํากัดในเรื่องของการนําเสนอ ข้อมูลนะคะ เพราะว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้วก็ไม่สามารถจะใช้เวลาทั้งหมดในการที่จะนําเรียน ในภาพรวมได้ทั้งหมด ดิฉันอยากกราบเรียนอย่างนี้ว่า ในตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในเรื่อง สิ่งที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ในเรื่องของการกําหนดเกณฑ์ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ หรือว่าอนุบัญญัติ ที่จะต้องออกภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ ๓๕ ฉบับนะคะ การกําหนด ในเรื่องของอนุบัญญัติต่าง ๆ นี้จะมีการกําหนดในรายละเอียด แต่ที่สําคัญก็คือที่ดิฉันไม่ได้ นําเรียนในเบื้องต้นเนื่องจากว่าในการจัดทําอนุบัญญัติต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องใช้เวลาในเรื่อง ของการที่มีการกําหนดในรายละเอียด และที่สําคัญจะต้องได้รับความคิดเห็นจากภาคประชาชน แล้วก็ในส่วนกําหนดรายละเอียดต่าง ๆ ทั้งหมดอันนี้ก็คงจะต้องเร่งดําเนินการให้แล้วเสร็จ ก่อนนะคะเพื่อจะให้เกิดความชัดเจนในเบื้องต้นทั้งหมด
ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่า ในข้อห่วงใยของหลาย ๆ ท่าน ที่ได้กล่าวว่าในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําที่สําคัญต้องมีข้อมูลที่มีความถูกต้อง ความแม่นยําแล้วก็มีความครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งหมด ดิฉันอยากกราบเรียนว่าขณะนี้ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้นะคะไม่ว่าในเชิงของลุ่มน้ําต่าง ๆ ทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ํา ทั้ง ๒๕๔ ลุ่มน้ําสาขา แล้วก็ในเรื่อง ของแหล่ง ในเรื่องของวอเตอร์กริด (Water Grid) หรือว่าแก้มลิง หรือว่าในเรื่องของแผนที่ แหล่งน้ําใต้ดินทั้งหมด ได้มีการบูรณาการจัดทํามา ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ทางสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ําและการเกษตร (องค์การมหาชน) ของท่าน ดอกเตอร์รอยล ซึ่งขณะนี้ได้ดําเนินการในเรื่องของข้อมูลปริมาณน้ําที่เกี่ยวกับเรื่องของ ซัปพลายไซด์ (Supply Side) ดิฉันคิดว่ามีความครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ขณะนี้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ว่าในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้หรือว่าการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้สู่สาธารณะดิฉันว่าอันนั้น เป็นสิ่งสําคัญอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องดําเนินการ เพื่อที่จะให้ทุกภาคส่วนได้ใช้ได้เห็นข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนําไปประกอบในเรื่องของแผน การจัดทําแผนต่าง ๆ ไม่ว่าในเรื่องของจากบอตทอมอัป (Bottom up) หรือท็อปดาวน์ (Top down) ลงมา เพื่อที่จะให้เห็นในเรื่องของแผนมีความ ครบถ้วนสมบูรณ์
สําหรับในเรื่องที่ท่านแรกที่ทางของท่านสุรินทร์นะคะ ที่ได้กล่าวถึงว่าจะต้อง มีข้อมูลต่าง ๆ เช่น วอเตอร์กริด (Water Grid) แก้มลิง การจัดหาแหล่งน้ําใต้ดินให้ความรู้ กับประชาชน การใช้น้ําอย่างประหยัด แล้วก็ในเรื่องของแผนผลิตทางด้านเกษตรของชาติ แผนนี้ในเรื่องจริง ๆ แล้วในภาคเกษตรเองก็มีรายละเอียดได้มีการจัดทําในเรื่องของแผน ทางด้านการเกษตรควบคู่กันไปกับในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา โดยเฉพาะในเรื่องของ ภาคเกษตรทั้งในแล้วก็นอกเขตชลประทาน แต่ว่าไม่สามารถนํามาเรียนในที่ประชุมในครั้งนี้ได้ สําหรับเรื่องของโทษและเรื่องของการที่นําไปใช้ในอนาคต เรื่องนี้ในเรื่องของการที่กําหนดโทษ โทษที่กําหนดไว้ตามมาตราต่าง ๆ ก็มีลักษณะที่แตกต่างกัน จะดําเนินการสําหรับผู้ที่กระทําผิด แล้วก็เป็นการกําหนดโทษที่กําหนดเป็นเพดานไว้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สําคัญก็คือในเรื่องของ การบังคับใช้ ซึ่งคงจะต้องดําเนินการในเรื่องนี้ให้มีความเข้มงวดและจริงจังต่อไปในอนาคต
สําหรับทางท่านคุรุจิตที่บอกว่าเรื่องของข้อมูลที่มีความสําคัญ การเข้าถึง ข้อมูลของประชาชนที่สําคัญ ซึ่งเรื่องนี้ในการที่จะนํามาใช้ในเรื่องของการจัดทําแผนก็ดี ในเรื่องของการจัดเก็บค่าน้ําหรือว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ก็ดี ขณะนี้ความคืบหน้าในเรื่องของ การจัดทําข้อมูลที่เป็นคลังน้ําแห่งชาติมีความคืบหน้า ในปี ๒๕๖๐ ข้อมูลเหล่านี้จะสามารถ บูรณาการได้เชื่อมโยงระหว่าง ๓๒ หน่วยงานที่มีการใช้น้ํา ทั้งในน้ําอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร แล้วก็ในเรื่องของระบบนิเวศ แล้วในเรื่องของทุกภาคส่วนด้วย และเรื่องของการที่จะนําไปใช้ สําหรับการดําเนินงานของคณะกรรมการตั้งแต่ระดับชาติ ระดับลุ่มน้ํา ลุ่มน้ําสาขา และ องค์กรผู้ใช้น้ํา
สําหรับทางท่านสุวิระในเรื่องของดีมานด์ (Demand) และซัปพลาย (Supply) ดิฉันกราบเรียนว่าข้อมูลในเรื่องของซัปพลาย (Supply) ไม่มีปัญหา ขณะนี้เราจะสามารถ กําหนดในเรื่องของแหล่งน้ําต่าง ๆ ได้ แต่ว่าข้อมูลการคาดการณ์ในเรื่องของดีมานด์ (Demand) จากเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะต้องอาศัยในเรื่องของความละเอียดครบถ้วนของ ข้อมูลต่าง ๆ อีกครั้ง โดยเฉพาะในเรื่องของดีมานด์ไซด์ (Demand Side) ที่จะทําอย่างไร ในการที่จะลดในเรื่องของปริมาณการใช้น้ําให้มีคุณค่าทุกหยาดหยด ในเรื่องของการอนุรักษ์ แหล่งน้ําใต้ดินเหล่านี้ อยากกราบเรียนว่าขณะนี้ในเรื่องของแผนที่แหล่งน้ําใต้ดินมีแล้ว แต่ขาดกับความเชื่อมโยงในเรื่องของการที่จะลงในแต่ละลุ่มน้ํา แล้วก็มาตรา ๖๓ ที่ท่านบอกว่า จะมีค่าใช้จ่ายการส่งเสริมในเรื่องของ กนช. ลุ่มน้ํา ลุ่มน้ําสาขา แล้วก็ยกเว้นการดูงาน ในต่างประเทศ อันนี้ในรายละเอียดก็คงจะต้องมีการกําหนดในอนุบัญญัติต่าง ๆ ที่จะต้อง กําหนดไว้ต่อไป
ส่วนในเรื่องของมาตรา ๙๓ ที่จะให้ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ในเรื่องของการเข้าไป ดําเนินการในเรื่องของอํานาจต่าง ๆ อันนี้ทางคณะกรรมาธิการจะรับไปดําเนินการพิจารณา ดูในเรื่องของตรงนี้
สําหรับในเรื่องของท่านชูชาติที่ให้ความสําคัญกับในเรื่องของการบังคับใช้ อันนี้แน่นอนค่ะ พระราชบัญญัติทั้งหมดกฎหมายที่ออกในเรื่องของการบังคับใช้จะมีผลที่สุด แล้วก็มีความสําคัญมากที่สุด
ส่วนประเด็นข้อชี้แนะของท่านเพิ่มพงษ์ในเรื่องของการวางแผน ความจริงแล้ว แผนในเรื่องของการกําหนดทั้งในระดับชาติแล้วก็ระดับลุ่มน้ํา ลุ่มน้ําสาขา ได้มีกําหนดไว้ตาม อํานาจหน้าที่ที่กําหนด อย่างอาทิเช่น ของ กนช. นะคะ ก็มาตรา ๑๙ ซึ่งได้มีการกําหนดไว้ ที่สําคัญก็คือหน้าที่ของ กนช. มีการกําหนดนโยบายแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการ แผนงบประมาณ แผนพัฒนาลุ่มน้ํา แล้วก็ความเชื่อมโยงที่จะต้องถ่ายทอดลงสู่คณะกรรมการ ระดับลุ่มน้ําเช่นกันค่ะ หลายท่านที่ได้ระบุบอกว่า ไม่เห็นในบทบาทของกระทรวงมหาดไทย ดิฉันขอเรียนว่าในส่วนของกระทรวงมหาดไทยมีตั้งแต่ในระดับของ กนช. นะคะ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการ สําหรับในเรื่องของคณะกรรมการลุ่มน้ําผู้ว่าราชการ จังหวัด เป็นประธาน ในลําดับรองลงไปที่เป็นรองประธานเช่นกันค่ะ การดําเนินการที่จะให้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานทุกครั้ง ไม่สามารถจะดําเนินการได้ในบางครั้ง ในข้อนี้ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้มีการพิจารณาว่าในเรื่องของการที่จะกําหนดเลือกรองประธาน ทั้งหลายก็จะเป็นระดับผู้ว่าราชการจังหวัดเช่นกันค่ะ ส่วนในเรื่องของคณะกรรมการลุ่มน้ําสาขา นะคะ ซึ่งมีอํานาจหน้าที่ตามมาตรา ๔๑ ค่ะ มีข้อกําหนดที่เกี่ยวกับเรื่องของอํานาจหน้าที่ โดยเฉพาะในเรื่องของแผนปฏิบัตินะคะ ระดับลุ่มน้ํา ซึ่งตรงนี้ก็จะต้องสอดคล้องกับในเรื่อง ของความต้องการของประชาชน แล้วก็จะได้ประโยชน์สูงสุดในเรื่องของการที่มีส่วนร่วม ความจริงแล้วภาคประชาชนเองจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีหลายมาตราในการที่ กําหนดในเรื่องของการมีส่วนร่วม ตั้งแต่เรื่องของการกําหนดเขต ตั้งแต่เรื่องของการจัดทํา แผนต่าง ๆ ระดับต่าง ๆ และในเรื่องของการกํากับดูแล แล้วมีเรื่องการจัดสรรน้ําหรือว่า ในมิติต่าง ๆ ที่จะต้องร่วมกันให้ข้อคิดเห็นและได้รับความเห็นชอบด้วยนะคะ
สําหรับในเรื่องของท่านชิดชัย ที่บอกว่าในเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องของการ บุกรุก ก็มีในเรื่องนี้ที่กําหนดไว้ในหลายมาตรานะคะ ที่ดิฉันขออนุญาตนําเรียนไปแล้ว ส่วนเรื่อง ขององค์ความรู้ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญค่ะ แล้วก็เป็นเรื่องที่จะต้องทําอย่างไรในการที่จะให้ ข้อมูลหรือว่าองค์ความรู้ตรงนี้ถ่ายทอดจากระดับของคณะกรรมการระดับชาติลงไปถึงระดับ ลุ่มน้ํา ลุ่มน้ําสาขา แล้วก็องค์กรผู้ใช้น้ํา ในเรื่องของข้อมูลแหล่งน้ําหรือว่าทะเบียนแหล่งน้ํา ขณะนี้กําลังดําเนินการในเรื่องนี้อยู่นะคะ ส่วนความชัดเจนในเรื่องของการกําหนดกติกา ในเรื่องของข้อบทบัญญัติต่าง ๆ ก็จะกําหนดไว้ในอนุบัญญัติ แต่ทั้งนี้ในการที่จะกําหนดขึ้นมานี้ ก็จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนด้วยกันค่ะ
สําหรับของท่านวรวิทย์ที่บอกว่าอํานาจในเรื่องของการที่จะจัดทําประชามติ คนทั้งลุ่มน้ําตัดสิน ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ และในส่วนนี้ในเรื่องของการที่จะรับฟัง ความคิดเห็นจากภาคประชาชนมีหลายมาตรานะคะ มีหลายเรื่องที่เราจะต้องรับฟังความ คิดเห็นจากภาคประชาชนค่ะ
ท่านธรรมศักดิ์นะคะ ในเรื่องของมาตรา ๔ น้ําในบรรยากาศ ความจริงแล้ว ดิฉันว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครอบคลุมในอนาคตด้วยค่ะ เพราะว่าเคยเห็นสารคดี น้ําในอากาศ ตอนนี้เขามีเทคโนโลยีในการที่สอยน้ําจากอากาศมาเป็นแหล่งน้ําที่สําคัญ ในอนาคตได้นะคะ ส่วนน้ําเสียแล้วก็น้ําทิ้งทั้งหลายได้ปรากฏอยู่แล้วค่ะ ในมาตรา ๕๑ (๗) แล้วก็สําหรับหมวด ๖ มาตรการทางภาษีค่ะ ในเรื่องเหล่านี้ก็สามารถจะนําไปกําหนดในเรื่อง ของอนุบัญญัติ ซึ่งอยู่ในระดับของกฎกระทรวงค่ะ เพราะว่าตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีกฎกระทรวงที่จะต้องออกทั้งหมด รวมทั้งเรื่องของพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับเรื่องของ การกําหนดเขตลุ่มน้ํารวมทั้งหมด ๓๕ อนุบัญญัติหรือว่าฉบับนะคะ อย่างไรก็ตามในเรื่องของ ข้อคิดเห็นที่ทั้ง ๘ ท่านได้กรุณา ได้มีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะทางคณะกรรมาธิการก็จะรับไป ดําเนินการพิจารณาแล้วก็ปรับปรุงในส่วนที่สามารถดําเนินการได้นะคะ แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากที่ท่านได้เสนอในการประชุมครั้งนี้แล้วคณะกรรมาธิการเองก็มีความยินดีที่จะรับฟัง ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมได้อีกนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ทางกรรมาธิการมีชี้แจงอีกหรือไม่ครับ ถ้าไม่มี ก็เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณา รายงาน เรื่อง การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... แล้วนะครับ ก่อนจะขอมติจากที่ประชุมผมขอ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มแสดงตน)
ใช้เวลาเล็กน้อยนะครับ เพราะว่าสมาชิกประชุมอยู่หลายห้อง หลายตึกนะครับ กําลังทยอยเดินมา รายงานแผนปฏิรูปวันนี้สําคัญมากนะครับ เป็นวาระปฏิรูปที่ ๒๕ จาก ๓๗ วาระปฏิรูปที่ทาง สปช. ได้ส่งมอบเป็นงานสืบต่อมาถึง สปท. นะครับ และวันพรุ่งนี้ ก็เช่นกันนะครับ เป็นความต่อเนื่อง แล้วสักครู่ต่อจากนี้ ไปจากเรื่องทรัพยากรน้ําที่สําคัญมาก ของประเทศ เพราะเราเป็นประเทศที่ใช้น้ําสิ้นเปลืองมากที่สุดติดอันดับ ๖ ของโลกนะครับ เป็นรองก็เฉพาะประเทศอินเดีย ประเทศจีน ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศปากีสถาน ประเทศญี่ปุ่น แต่ถ้าเอาจํานวนประชากรมาวัดกัน เรานี่อันดับหนึ่งของโลกที่ใช้น้ําสิ้นเปลือง ที่สุดในโลก พอกับการเป็นประเทศที่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองติดอันดับท็อป (Top) ของโลก เช่นกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ คราวนี้ถือเป็นการปฏิรูปในเชิงบริหารจัดการ และกลไกในรอบ ๑๐๐ ปีนะครับ ถ้าสําเร็จนี้จะเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ในเรื่องทรัพยากรน้ํา ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนแล้วนะครับ ขอแสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๕ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การพัฒนา กลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความเห็นและ ข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปจะเป็นการขอมติตามข้อบังคับ การประชุมนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้เห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญสมาชิกได้ใช้สิทธิลงคะแนนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าเรียบร้อยผมขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๘ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่านนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การพัฒนากลไกการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... นะครับ จบการพิจารณารายงาน เรื่อง การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... แล้วนะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณารายงาน เรื่อง การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ และร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ....
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน ที่ได้ลงมติสนับสนุนในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับทรัพยากรน้ํา ที่ผ่านไป ทําให้พวกเรามีกําลังใจในการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปในวาระต่อไป ซึ่งในวาระ การปฏิรูปในลําดับนี้ ก็คือการจัดระเบียบการใช้ที่ดิน ป่าไม้ และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ เป็นร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... นั้น ความจริงแล้วถ้าพิจารณากัน โดยสถานการณ์ ของประเทศก็น่าจะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันระหว่างเรื่องของทรัพยากรน้ําและทรัพยากร ทางด้านป่าไม้ ท่านประธานที่เคารพ คงจะทราบว่าขณะนี้พื้นที่ป่าไม้ของประเทศมีประมาณ เพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งในเกณฑ์มาตรฐานที่จะทําให้ประเทศมีความชุ่มชื้น มีฝนตกต้องตามฤดูกาล และมีประโยชน์ที่จะก่อให้เกิดแหล่งน้ําที่เกิดประโยชน์แก่ ประเทศชาตินั้น จะต้องมีพื้นที่ป่าไม้ไม่ต่ํากว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ในการปฏิรูป ครั้งนี้ประกอบด้วย ๓ ประเด็นด้วยกัน ประเด็นในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... เป็นประเด็นแรกที่จะเสนอเพื่อพิจารณา เรื่องต่อไปก็จะเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหา ที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และกองทุนพัฒนาทรัพยากรป่าไม้และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อควบคุมทรัพยากรป่าไม้ เพราะฉะนั้นในโอกาสนี้ดิฉันขออนุญาตท่านประธานให้ท่าน ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และรองประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ท่านมิ่งขวัญเป็นผู้นําเสนอ และมีข้อขออนุญาตอีกเรื่องหนึ่งค่ะ คือโดยที่ท่านประธานได้อนุญาตบุคคลรายชื่อดังกล่าว ที่ท่านได้กล่าวไปแล้วได้เข้าร่วมประชุมได้ แต่เนื่องจากท่านประลอง ดํารงค์ไทย คณะทํางาน ขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... และรองอธิบดีกรมป่าไม้ติดภารกิจ ไม่สามารถ มาชี้แจงและเสนอรายงานได้ แต่ได้ให้ท่านพิชัย เอกศิริพงษ์ ผู้อํานวยการส่วนส่งเสริม การจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้ เป็นผู้มาให้ข้อมูลแทนท่านประลอง ดํารงค์ไทย จึงกราบเรียน ขออนุญาตท่านประธานด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขออนุญาตค่ะ
(นายพิชัย เอกศิริพงษ์ ผู้อํานวยการส่วนส่งเสริมการจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
เรียนเชิญท่านรองประธานชี้แจงค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ ในฐานะประธานคณะอนุ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ วันนี้นอกจากในเรื่องของทรัพยากรน้ํา เราได้มีการเสนอแล้วก็ได้รับความเห็นชอบจากทางสภาแห่งนี้ ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่สําคัญ ที่สภาแห่งนี้ได้ขับเคลื่อนในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งมีความพยายามดําเนินการมา นานนับ ๒ ทศวรรษ ๒๐ กว่าปีของพระราชบัญญัติป่าไม้เช่นกันค่ะ ก็มีการดําเนินการในเรื่อง ของการผลักดันเรื่องนี้มามากกว่า ๒๔ ปีค่ะ นานกว่า เพราะฉะนั้นในเรื่องสําคัญอย่างนี้ดิฉันขอกราบเรียนว่าของคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เสนอ เรื่องนี้ โดยเฉพาะในวาระโอกาสในช่วงที่เป็นวันวิสาขบูชา ซึ่งถือว่าเป็นวันปลูกต้นไม้ประจําชาติ เมื่อวันศุกร์นะคะ ปกติแล้ววันนี้ในเรื่องของการปลูกต้นไม้ประจําชาติของประเทศเรานี้แต่ละปี ที่เพิ่มในเรื่องของป่าไม้ก็ได้มีจํานวนเพิ่มมากขึ้น แต่ดิฉันคิดว่าสําหรับในการประชุมของสภา ครั้งนี้ก็จะมีพละกําลังในการที่ช่วยขับเคลื่อนในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ดิฉันขอกราบเรียนค่ะว่าในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป่า โดยเฉพาะในเรื่องของป่าไม้ ทั้งหลายนี้มี ๖ ฉบับ ขออนุญาตไล่ตั้งแต่พระราชบัญญัติป่าไม้ ตั้งแต่ปี ๒๔๘๔ พระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ พระราชบัญญัติ สวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชบัญญัติ เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. ๒๕๔๕ สําหรับร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ฉบับที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้เสนอนี้ ดิฉันขอเรียนว่าเป็นพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับป่าและคนเป็นฉบับแรก เพราะว่า มีการส่งเสริมให้ชุมชนจะเข้ามาร่วมกับรัฐในเรื่องของอนุรักษ์ ฟื้นฟู จัดการ บํารุงรักษาและใช้ ประโยชน์ทรัพยากรของป่าไม้ให้มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลาย รวมทั้งในเรื่อง ของการฟื้นฟูป่าแล้วก็ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับนะคะ ดิฉันขอกราบเรียนว่าความจริงแล้ว ในเรื่องของป่าชุมชนนี้ หลักการไม่ได้มีการแจกเอกสารสิทธิให้กับบุคคล ปัจเจกบุคคล แต่เป็น การให้สิทธิในเรื่องของการใช้ประโยชน์ แล้วก็ใช้สิทธิร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมานี้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ก็ได้มีการจัดทําในลักษณะของป่าชุมชนมาแล้ว ขณะนี้มี ๙,๗๒๑ หมู่บ้าน ความจริงแล้วเรา ยังมีถึง ๒๑,๘๕๐ หมู่บ้านที่จะต้องขับเคลื่อนในเรื่องนี้ โดยเฉพาะการที่จะกําหนดกติกาที่จะ ทําอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกับป่า โดยกําหนดให้มีสิ่งจูงใจที่ถูกต้องตามกฎหมาย และหลักเกณฑ์ ที่ชัดเจนเพื่อร่วมกันรักษาป่า และมีมาตรการที่ชัดเจนสําหรับการดําเนินการกับผู้ที่ฝ่าฝืนนะคะ ซึ่งในรายละเอียดดิฉันอยากขออนุญาตท่านประธานให้ทางดอกเตอร์ขวัญชัย ดวงสถาพร โฆษกกรรมาธิการชุดนี้ แล้วก็ทางท่าน พลเอก จารุเกียรติ ชัยวงษ์ เป็นผู้นําเสนอในรายละเอียด ในลําดับต่อไปค่ะ
เรียนเชิญตามลําดับเลยนะคะ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ผม ขวัญชัย ดวงสถาพร ในฐานะอนุกรรมาธิการนะครับ แล้วก็กราบเรียนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมขออนุญาตที่จะพูดถึงประเด็นกรอบแนวคิดของการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งทาง คณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าตัวร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นได้มีความพยายามที่จะออกร่างพระราชบัญญัติ ออกกฎหมายฉบับนี้ มาอย่างยาวนาน แต่อย่างไรก็ตามภายใต้การพิจารณาจากข้อมูลในหลายส่วน ก็จะมีทั้งส่วน ที่เป็นการพิจารณาในหลาย ๆ มุม ซึ่งก็ได้ส่วนที่เป็นร่างที่ท่านเห็นอยู่ ณ ขณะนี้นะครับ ผมขออนุญาตที่จะไปนําเสนอเอกสารที่เป็นเอกสารสไลด์ (Slide) นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ในสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ในส่วนของ รายงานฉบับนี้นั้นเป็นหนึ่งในรายงานของหลาย ๆ ส่วนที่เป็นด้านทรัพยากรป่าไม้และ ทรัพยากรอื่น ๆ ในขณะนี้เรานําเสนอประเด็นของการร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ซึ่งในฉบับถัด ๆ ไปนั้นเราจะมีการเสนอประเด็นของการแก้ปัญหาคนอยู่ในป่า การแก้ปัญหา ในเรื่องของกองทุนหรือการติดตามตรวจสอบทรัพยากรป่าไม้อย่างเป็นระบบนะครับ
ถัดไปครับ ในส่วนของประเด็นนี้เป็นประเด็นตามข้อเสนอของสภาปฏิรูป แห่งชาติ ในวาระปฏิรูปที่ ๒๑ และวาระปฏิรูปที่ ๒๕ ซึ่งในวาระปฏิรูป ๒๑ นั้นได้กล่าวถึง ได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์ พ.ศ. .... แล้วก็วาระปฏิรูป ๒๕ ได้พูดถึงระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเสนอให้มีการออก ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์ พ.ศ. .... ขึ้นนะครับ ซึ่งนั่นคือเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่เราได้มีการพิจารณาในส่วนนี้ครับ
ผมขออนุญาตที่จะพูดถึงประเด็นของทรัพยากรป่าไม้ของชาติ เป็นที่ทราบดี ว่าอัตราการลดลงของพื้นที่ป่าของประเทศนั้นค่อนข้างจะสูง ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่ง ที่มีอัตราการลดลงที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านนะครับ โดยยึดหลักที่ว่าป่าเป็น ทรัพยากรของคนทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ตามถ้ามองถึงย้อนอดีตนั้นคนที่จะมีโอกาสใช้ ทรัพยากรป่าไม้ตั้งแต่อดีตจะมองก็คือเป็นอํานาจของรัฐ อํานาจของรัฐหลังจากนั้นมีระบบ สัมปทานก็คือของเอกชน ในส่วนของประชาชนนั้นโอกาสที่จะเข้าถึงทรัพยากรคือใช้ถึง ทรัพยากรนั้นค่อนข้างจะมีโอกาสน้อย นั่นก็คือเป็นเหตุผลหนึ่งที่ร่างพระราชบัญญัตินี้ ได้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามแนวทางหนึ่งก็คือคนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานการพึ่งพา อาศัยกัน หรือการกระจายอํานาจเข้าสู่ชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ของชาตินั้น เป็นสิ่งที่ใช้ในกระบวนการที่จะมาแก้ปัญหาการลดลงของพื้นที่ป่า ถ้ามองตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ จนถึง ๒๕๕๖ นะครับเป็นตัวเลขกลม ๆ ง่าย ๆ ก็คืออัตราการลดลงของพื้นที่ป่าเฉลี่ยปีละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ แต่ถ้ามองเป็น ๒ ช่วง เนื่องจากประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการ ประเมินหรือพื้นที่ป่านะครับ ประเมินพื้นที่ป่าครั้งใหญ่ก็คือปี ๒๕๔๑ ถึงปี ๒๕๔๓ นั้น เราจะพบว่าตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ถึงปี ๒๕๔๑ นั้นมีอัตราการลดลงของพื้นที่ป่าเฉลี่ยปีละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ในปี ๒๕๑๘ ถึงปี ๒๕๒๐ นั้น อัตราการลดลงของพื้นที่ป่าปีละประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ไร่นะครับ ซึ่งจะเห็นว่าการลดลงของพื้นที่ป่าเหล่านี้นั้นมีหลากหลายสาเหตุ สาเหตุมีหลายประการและแม้ว่ารัฐจะมีนโยบายหลากหลาย ทั้งกฎหมาย ทั้งนโยบายเข้ามา เพื่อที่จะแก้ปัญหาหรือบรรเทาปัญหานี้ก็ยังไม่สามารถดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก มิหนําซ้ําความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับรัฐ ความขัดแย้งระหว่างชุมชนด้วยกันเองก็มี กรณีศึกษาหลาย ๆ กรณีครับ
ถัดไปครับ ในส่วนของประเด็นที่เราตั้งเป็นกรอบ ก็คือว่าประเทศไทยปัจจุบันนั้น มีป่าประมาณ ๑๐๒ ล้านไร่หรือ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ เราตั้งเป้าให้มีป่าร้อยละ ๔๐ อย่างที่ทุกท่าน ทราบกันนะครับ โดยมีนโยบายป่าไม้แห่งชาติที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติแต่ละฉบับได้พูดถึงพื้นที่ป่าที่ควรมี แผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ของชาติที่ลงนามโดยท่านหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๗ รวมถึงนโยบายรัฐบาล ปัจจุบันได้กําหนดกรอบให้ประเทศไทยมีป่าร้อยละ ๔๐ เมื่อบูรณาการนโยบายหลากหลาย มาวิเคราะห์แล้วจะพบว่าในร้อยละ ๔๐ นั้นเรากําหนดให้มีป่าอนุรักษ์ประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ นะครับ ไม่น้อยกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ และป่าเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์จะเห็นว่า นั่นคือเป้าหมาย ประเด็นก็คือว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป่าไม้ไทยเพื่อมาเป็นเครื่องมือ ในการบริหารมีทั้งหมดถึง ๘ ฉบับในปัจจุบันนะครับ จะพบว่าในหลายฉบับส่วนใหญ่จะเป็น กฎหมายเพื่อคุ้มครอง ป้องกัน เพื่อหยุดยั้งและฟื้นฟูป่า แต่กฎหมายที่เน้นในเรื่อง การส่งเสริมแล้วก็ให้กระจายอํานาจให้ชุมชน ในปัจจุบันที่เป็นโดยตรงไม่มี แต่จะเป็นการแฝง อยู่ในบางมาตรานะครับ ส่วนใหญ่ศูนย์รวมจะอยู่ในอํานาจของรัฐเข้าไปเป็นพนักงาน เจ้าหน้าที่ในการที่จะไปส่งเสริมแล้วก็มอบบทบาทให้ประชาชน แต่กฎหมายที่ไม่รับรองสิทธิ ชุมชนจริง ๆ ในเรื่องของการจัดการป่านั้นโดยตรงยังไม่มีครับ ซึ่งในส่วนของการกําหนด ให้มีกฎหมายเพื่อรองรับป่าชุมชนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้นจะเป็น ตัวบ่งชี้อย่างดีนะครับ กฎหมายที่กําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้นั้นเคยถูกกําหนดในแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๗ นะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ และมาจนถึงฉบับที่ ๘ ฉบับที่ ๙ แล้วก็หยุดในฉบับที่ ๑๐ และฉบับที่ ๑๑ ก็ยังไม่สามารถที่จะออกกฎหมายฉบับนี้ ได้นะครับ แต่รัฐได้เห็นความสําคัญในทางนโยบายมาอย่างยาวนานแล้วนะครับไม่น้อยกว่า ๒๔ ปีถ้าดูในนี้ และร่างแรกที่มีการยกร่างก็คือปี ๒๕๓๔ ซึ่งก็ครบ ๒๔ ปีพอดีนะครับ ปัจจุบันนั้นไม่ใช่ไม่มีป่าชุมชนนะครับ มีป่าชุมชนแต่มีป่าชุมชนที่รัฐได้ใช้พระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ กําหนดให้มีป่าชุมชนขึ้น โดยตั้งไปแล้ว ทั้งหมด ๙,๗๒๑ หมู่บ้าน ข้อมูลเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๙ นี้นะครับ มีพื้นที่ครอบคลุม ประมาณ ๔.๔ ล้านไร่นะครับ โดยรัฐนะครับ โดยกรมป่าไม้มีเป้าหมายในการจัดตั้งป่าชุมชน ทั่วประเทศ ทั้งหมด ๒๑,๘๕๐ หมู่บ้าน พื้นที่ประมาณ ๑๐ ล้านไร่ ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้ เราจะครอบคลุมป่าชุมชนทั้งที่ตั้งแล้วและที่จะตั้งใหม่ทั้งระบบ รวมประมาณ ๑๐ ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ขนาดนั้น เดี๋ยวผมจะขออนุญาตเรียนในขั้นต่อไปนะครับว่าทําไมมีกฎหมาย ถึง ๒ ฉบับในการที่จะดําเนินการป่าชุมชนแล้ว แต่ทําไมถึงมีร่างกฎหมายฉบับนี้อีกครับ ประเด็นที่กระผมขอเรียนคือประเด็นปัญหา ปัญหาแรกคือด้านกฎหมาย ปัญหาที่ ๒ คือ ด้านบริหารจัดการชุมชน ขออนุญาตพูดรวม ๆ นะครับ
ประเด็นปัญหาที่ ๑ ก็คือว่าการจัดตั้งป่าชุมชนในปัจจุบัน ไม่มีกฎหมาย รองรับเป็นการเฉพาะ เป็นการใช้กฎหมายเทียบเคียงก็คือ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ และ พ.ร.บ. ป่าไม้ ซึ่งกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับที่ผมได้เรียนไปนั้นเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ แตกต่างกัน ไม่ได้เป็นกฎหมายที่ใช้ในการที่จะรองรับสิทธิชุมชนอย่างชัดเจนนะครับ ในเรื่องของการที่จะกระจายอํานาจให้ประชาชนเข้ามาบริหารจัดการป่า แต่ส่วนใหญ่จะเป็น การขออนุญาตโดยเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนก็จะมีอิสระในขอบเขตจํากัดในการที่จะร่วม วางแผนร่วมคิดร่วมทําหรือร่วมบริหารจัดการป่าอย่างเหมาะสมนะครับ สิทธิหน้าที่ของ ชุมชนในการบริหารจัดการป่าชุมชนภายใต้กฎหมายในปัจจุบัน ไม่เอื้อต่อการส่งเสริม ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อย่างที่ผมได้เรียนเบื้องต้น คณะกรรมการป่าชุมชน มีครับ มีในปัจจุบันแต่ไม่มีอํานาจในการบริหารจัดการป่าชุมชนอย่างเหมาะสม ตั้งโดยคําสั่ง ที่ออกมาแต่ว่าการดําเนินการใด ๆ ในป่าชุมชนปัจจุบันนั้นก็ไม่สามารถดําเนินการได้ จะมีคนเข้ามาตัดไม้ในป่าชุมชนไม่สามารถควบคุม ไม่สามารถดําเนินการใด ๆ ที่จะแก้ปัญหา ได้นะครับ การตีความของกฎหมายยังมีข้อขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและชุมชน เช่น จะดําเนินการก่อสร้างใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า ไม่ว่าจะเป็นฝายชะลอน้ํา สร้างประปา ภูเขา นี่ยกตัวอย่างนะครับ เพื่อการดํารงชีพในชุมชน ก็จะต้องขออนุญาต หรือบางทีก็จะต้องดูตีความกฎหมายว่าสามารถดําเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นเขต ป่าสงวนแห่งชาติ แล้วก็ชุมชนขาดแรงจูงใจในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ป่าชุมชน อย่างเหมาะสม ปัจจุบันนั้นภายใต้กฎหมาย ๒ ฉบับที่ผมได้เรียนไปนั้นส่วนใหญ่จะเน้น อนุญาตให้ใช้ประโยชน์เพื่อใช้สอยในครัวเรือน ไม่ได้เป็นเศรษฐกิจชุมชน ขาดแรงจูงใจ โครงการป่าชุมชนบางแห่งขาดความต่อเนื่องในการบริหารจัดการและไม่ต่ออายุโครงการ ขาดแผนที่ดี ขาดแรงจูงใจ และปัจจุบันกรมป่าไม้ได้งบประมาณในการจัดตั้งป่าชุมชน ประมาณปีละ ๒๐๐ แห่ง ซึ่งถ้าดูตามแผนนะครับจะใช้เวลา มีการคํานวณแล้วประมาณ ๖๑ ปีถึงจะตั้งได้ ๒๐,๐๐๐ กว่าแห่ง การสนับสนุนจากภาครัฐในการสร้างความเข้มแข็งของ เครือข่ายป่าชุมชนยังไม่เพียงพอและขาดความต่อเนื่องนะครับ ขออนุญาตเรียนว่าปัจจุบัน เครือข่ายป่าชุมชนระดับจังหวัด ๖๗ จังหวัด มาจากป่าชุมชน ๓,๐๖๔ หมู่บ้านนั้น ได้มีการ รวมตัวกันอย่างหลวม ๆ ยังไม่มีกลไกที่จะมาสนับสนุนเขาให้มีความเข้มแข็ง พอไม่มี ความเข้มแข็งก็อาจจะเกิดความขัดแย้งตามมานะครับ โครงสร้างหน่วยงานภาครัฐในภูมิภาค ไม่เอื้ออํานวยต่อการสนับสนุนป่าชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันนั้นหน่วยงานภูมิภาค ของภาครัฐมีน้อย กระบวนการในการจัดตั้งป่าชุมชนส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานส่วนกลาง เข้าไปให้คําแนะนําหรือส่งเสริม ก็จะขาดความสะดวกหรือมีประสิทธิภาพในการส่งเสริม อย่างแท้จริงนะครับ ป่าชุมชนที่จัดตั้งแล้วได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ โดยแผนการส่งเสริมการจัดการป่าชุมชนเพียงปีแรก ผมขออนุญาตเรียนว่าป่าชุมชน ปัจจุบันนั้นรัฐสนับสนุนเพียงปีแรก ถ้าลองไปเทียบกับแผนปลูกป่าในอดีตนะครับ รัฐจะ สนับสนุนต่อเนื่องประมาณ ๕-๖ ปี แต่การจัดตั้งป่าชุมชนปัจจุบันนั้นรัฐสนับสนุนปีแรก แล้วก็ต้องดําเนินการโดยชุมชนเอง ซึ่งขาดกลไกในการสนับสนุนส่วนนี้นะครับ
ผมขออนุญาตที่จะเรียนถึงกรอบแนวคิดนะครับ กรอบแนวคิดในการ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คือเรามองนโยบายที่ทําให้มีป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เรามองนโยบาย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายรัฐบาลแผนแม่บทพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ของชาติ เรามองถึงนโยบายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การกระจายอํานาจ สู่ท้องถิ่นในการที่จะมาช่วยในการบริหารจัดการป่า เรามองถึงสถานภาพทรัพยากรป่าไม้ ที่มันเริ่มวิกฤตนะครับ มีอัตราการลดลงที่สูง ในขณะเดียวกันป่าอนุรักษ์ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ําลําธารชั้น ๑ ชั้น ๒ นะครับ สิ่งที่สําคัญนั้น ถูกบุกรุกเข้าไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเราต้องรักษา ในขณะที่ป่าประเภทอื่น ๆ นั้นก็จะต้องให้ ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการเข้ามาจัดการช่วยส่งเสริมและฟื้นฟูนะครับ เรามองถึง หลักวิชาการนะครับเราจะทําอย่างไรว่าให้ประชาชนนั้น ที่เป็นป่าชุมชนนั้นสามารถที่จะ มีส่วนร่วมในการวางแผน ร่วมรับผิดชอบ ร่วมจัดการ ในขณะเดียวกันนั้นจะต้องลด ผลกระทบต่อทั้งคนทั้งป่าและให้เกิดผลผลิตอย่างยั่งยืนเป็นการจัดการเชิงระบบนิเวศ มองทั้งคนและมองป่าเป็นองค์รวม ชุมชนจะต้องได้รับประโยชน์จากป่า หากมีการดูแลรักษา ป่าที่ดี ในขณะเดียวกันคนกับป่าต้องสามารถอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันนั้นป่าชุมชนจะต้องมีการจําแนกพื้นที่ ส่วนไหนใช้ประโยชน์ได้ ส่วนไหนใช้ประโยชน์ไม่ได้ ซึ่งในร่างกฎหมายก็จะมีเขียนเป็นมาตราชัดเจน อย่างเช่น การจําแนกพื้นที่ในการบริหารจัดการป่าชุมชน ในมาตรา ๒๐ การใช้ประโยชน์ตามมาตรา ๓๓ การห้ามทําไม้ในเขตอนุรักษ์ ห้ามอยู่อาศัยนะครับ อันนี้คือเป็นประเด็นหนึ่งในป่าชุมชน เพื่อที่จะควบคุมไม่ให้มีการเข้าไปใช้ประโยชน์ที่เกินกําลังผลิตหรืออาจจะเกิดผลกระทบ รวมถึงองค์กรด้านทรัพยากรป่าไม้ เราพยายามเสนอให้มีองค์กรหลาย ๆ องค์กรเข้ามาช่วย ทั้งองค์กรภาครัฐหรือองค์กรภาคประชาชน โดยให้ประชาชนนั้นมีส่วนร่วมในการร่วม รับผิดชอบและตัดสินใจ และชุมชนในแต่ละท้องถิ่นที่มีการจัดตั้งป่าชุมชนจะมีแผนเฉพาะ ของตัวท่านเองที่เสนอต่อคณะกรรมการ โดยแผนนั้นจะสอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชน ท้องถิ่น ความเชื่อ ประเพณี รวมถึงการกําหนดหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการป่าชุมชน จะมีคณะกรรมการป่าชุมชนที่มี ๓ ระดับ ทั้งระดับชุมชนจนถึงระดับจังหวัด จนถึงระดับชาติ ซึ่งในแต่ละระดับนั้นจะมีภาคประชาชนและเครือข่ายป่าชุมชนเข้าไปอยู่ด้วยเพื่อที่จะร่วม ตัดสินใจและกําหนดกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมนะครับ นั่นคือในส่วนขององค์กร
ในส่วนของกฎหมายและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างที่ผมเรียนไว้นะครับว่า กฎหมายมีถึง ๘ ฉบับ กฎหมายฉบับนี้ที่จะออกก็คงไม่ไปขัดกับกฎหมายฉบับอื่น มี พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ เรามี พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ แล้วก็ผ่าน สนช. ในวาระที่ ๓ รอประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในเร็ว ๆ นี้เหมือนกัน ซึ่งมีในหลายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นกฎหมายเหล่านั้น เรานํามาพิจารณา รวมถึงร่างของ สปช. ซึ่งเป็นร่างที่มีคุณค่า เพราะท่าน ได้ร่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชนนอกเขตป่าอนุรักษ์ พ.ศ. .... มาแล้ว และเราก็นําร่างฉบับนั้นมาวิเคราะห์เป็นรายมาตรา รวมถึงรายหมวดร่วมกับกฎหมายฉบับที่มีร่างอื่น ๆ เข้ามาประกอบจนได้เป็นร่างฉบับที่จะมา นําเสนอ ณ คราวนี้นะครับ รวมถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วย เมื่อได้ร่าง กฎหมายนั้น เราคิดว่ายังไม่พอเพียงเราก็เลยจัดรับฟังความคิดเห็นนะครับ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ซึ่งมีเครือข่ายป่าชุมชนมาหลากหลายภูมิภาคของประเทศนะครับ มีข้อเสนอแนะ อยู่ ๑๐ กว่าข้อเสนอแนะ เราก็นําข้อเสนอแนะของภาคประชาชน ภาครัฐ นํามาพิจารณา แล้วก็ปรับปรุงร่างให้เหมาะสมมากขึ้นนะครับ โดยมีกําหนดระยะเวลา หากได้รับความกรุณา สนับสนุนให้มีการอนุมัติร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น เราคิดว่าในระยะที่ ๓ ก็คือระยะที่มี การจัดตั้งและพัฒนาป่าชุมชน ให้ประชาชนเข้ามามีอํานาจในการบริหารจัดการหรือกระจาย อํานาจในระดับที่เหมาะสมนั้น จะทําให้มีป่าชุมชนประมาณ ๑๐ ล้านไร่เป็นอย่างต่ํา และร่าง พระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ไปผูกขาดเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ แต่ตัวป่าชุมชนนั้นหมายถึงพื้นที่รัฐ ประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นที่ราชพัสดุ ที่รกร้างว่างเปล่า หรือที่ตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่าง ๆ ที่ประสงค์จะทําป่าชุมชน กฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมด้วยนะครับ ในส่วนของกรอบ แนวคิดแล้วก็กรอบของตัวร่างกฎหมายในส่วนของผมเท่านี้นะครับ ขออนุญาตเรียน ท่านประธาน ต่อไปขออนุญาตท่าน พลเอก จารุเกียรติ พูดถึงหลักการและเนื้อหาของร่าง พระราชบัญญัติครับ
เชิญท่าน พลเอก จารุเกียรติ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พลเอก จารุเกียรติ ชัยวงษ์ สปท. ลําดับที่ ๒๕ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ ขอเรียนชี้แจงสรุปหลักการและเนื้อหาร่างพระราชบัญญัติ ป่าชุมชน พ.ศ. .... เพื่อพิจารณาดังนี้ครับ
สําหรับกรอบที่เป็นการอ้างอิงในการจัดทําร่างพระราชบัญญัตินี้มีกรอบ อ้างอิง ๔ ประเด็นดังนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๑ เป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งจะนํามาลงประชามติในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๓ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๔
ประเด็นที่ ๒ กฎหมายป่าไม้ที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ ๓ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ และนโยบาย ป่าไม้แห่งชาติ
ประเด็นที่ ๔ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้านที่ ๙ ในเรื่องการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างความสมดุล ระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
จากกรอบอ้างอิงดังกล่าวจึงกําหนดเป็นหลักการและวัตถุประสงค์ของร่าง พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ดังนี้นะครับ โดยที่เป็นการสมควรส่งเสริมให้ชุมชน ได้มีส่วนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ฟื้นฟูจัดการบํารุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน อันจะเป็นการ ส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดําเนินการ ส่งผลให้ทรัพยากรป่าไม้ และสิ่งแวดล้อมของประเทศมีความสมบูรณ์และยั่งยืน ประกอบกับกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ ยังมีข้อจํากัดในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน สําหรับองค์ประกอบของร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนนี้ประกอบไปด้วย ๙ หมวด ๖๖ มาตรา บทนํา หมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน หมวด ๓ คณะกรรมการ ป่าชุมชนประจําจังหวัด หมวด ๔ การจัดตั้งป่าชุมชน หมวด ๕ การจัดการป่าชุมชน หมวด ๖ การควบคุมดูแลป่าชุมชน หมวด ๗ การเพิกถอนป่าชุมชน หมวด ๘ เบ็ดเตล็ด หมวด ๙ บทกําหนดโทษและบทเฉพาะกาล
สําหรับพื้นที่ขออนุญาตการจัดตั้งเป็นป่าชุมชนนั้นกําหนดไว้ดังนี้นะครับ ๑. พื้นที่ป่าซึ่งอยู่นอกเขตป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ หรือพื้นที่ที่มีคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมอันควรแก่การอนุรักษ์ตามที่กําหนด ในกฎกระทรวง ๒. พื้นที่อื่นของรัฐ เช่น ส.ป.ก. ที่ราชพัสดุ ที่สาธารณประโยชน์ หมวด ๑ บททั่วไป ในมาตรา ๕ กําหนดวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งป่าชุมชน กําหนดไว้ ๕ ประการ ๑. การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพและสภาวะแวดล้อม ๒. การใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน ๓. การส่งเสริม วัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลายของชุมชนในการอนุรักษ์ การฟื้นฟู การพัฒนา การควบคุม ดูแล และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชน ๔. การฟื้นฟูพื้นที่ป่าในเขตป่าชุมชนโดยการ ปลูกทดแทน และ ๕. การเสริมสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในการจัดการป่าชุมชน
สําหรับสาระประเด็นสําคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้โดยภาพรวมแล้วมีกลไก ในการดําเนินการ ๘ ประเด็น ได้แก่ โครงสร้างการดําเนินงานป่าชุมชน การจัดตั้งป่าชุมชน หน้าที่ของสมาชิกป่าชุมชน สิทธิในการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน การควบคุมดูแลป่าชุมชน การเพิกถอนป่าชุมชน เงินรายได้และทรัพย์สินส่วนกลาง และบทลงโทษ ซึ่งกระผมจะขอ นําเสนอลําดับแต่ละหมวด เอาเฉพาะส่วนที่เป็นสาระสําคัญดังนี้นะครับ
ในหมวด ๒ หมวด ๓ และหมวด ๔ สาระสําคัญได้แก่ โครงสร้างการ ดําเนินงาน คณะกรรมการป่าชุมชน ซึ่งกําหนดให้มีกลไกการดําเนินการตามหลักการ มีส่วนร่วมทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน กําหนดให้มีคณะกรรมการ ๓ ระดับ ทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน กําหนด บทบาทอํานาจหน้าที่ตามมาตรา ๗ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๔ คณะกรรมการป่าชุมชน ประจําจังหวัดกําหนดบทบาทอํานาจหน้าที่ในมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ และคณะกรรมการ จัดการป่าชุมชนกําหนดบทบาทหน้าที่อยู่ในมาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๙
ในหมวด ๔ มาตรา ๒๐ ถึงมาตรา ๒๖ ว่าด้วยการจัดตั้งป่าชุมชน สาระสําคัญ ของหมวดนี้ได้แก่ หลักเกณฑ์และวิธีการในการขอจัดตั้งป่าชุมชน โดยนําเอาหลักการส่งเสริม การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาป่ามากําหนด ซึ่งในพระราชบัญญัตินี้กําหนด ให้ชุมชนใดหรือท้องที่ใดที่ประสงค์จะขอจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ชุมชนนั้นจะต้องมีพื้นที่ป่า ที่อยู่ใกล้ และมีความสามารถที่จะไปดูแลรักษาได้ ให้มีบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ ๑๘ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีภูมิลําเนาอยู่ในท้องที่นั้นไม่น้อยกว่า ๕ ปี จํานวน ๕๐ คนขึ้นไป ให้ตั้งผู้แทนยื่นคําขอ เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจําจังหวัด รายละเอียดคําขอประกอบไปด้วย วัตถุประสงค์ของป่าชุมชน รายชื่อสมาชิกพร้อมประวัติ รายชื่อคณะกรรมการ ความเป็นมา ของชุมชน และแผนที่สังเขปแสดงอาณาเขตที่จะขอจัดตั้งป่าชุมชน และแผนจัดการป่าชุมชน ซึ่งทั้งนี้ในพื้นที่ของป่าชุมชนจะต้องแบ่งออกเป็น ๒ บริเวณ ได้แก่ บริเวณเพื่อการอนุรักษ์ และบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์ สําหรับลําดับการจัดตั้งจนกระทั่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา รายละเอียดอยู่ในมาตรา ๒๑ ถึงมาตรา ๒๖
ต่อไปหมวด ๕ ประเด็นสําคัญในหมวด ๕ หน้าที่ของสมาชิกในป่าชุมชน เมื่อได้มีการประกาศจัดตั้งเป็นป่าชุมชนแล้วนะครับ ผู้ที่มีรายชื่อตามคําขอ ก็จะเป็นสมาชิก ป่าชุมชน และคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนนะครับ ซึ่งในพระราชบัญญัตินี้คณะกรรมการ จัดการป่าชุมชน ให้อํานาจในการออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชนได้ เช่น ข้อห้าม ในเขตป่าชุมชน ได้แก่ ห้ามตัดไม้ ทําลายป่า ห้ามล่าสัตว์ ห้ามเผาป่า ห้ามบุกรุกพื้นที่ ห้ามทิ้ง ขยะมูลฝอย เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีหน้าที่ในการร่วมมือช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการ จัดการป่าชุมชน เช่น ทําป้าย ทําหลักเขตแนว หรือช่วยเหลือในการจับกุมผู้กระทําความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้ ส่วนสมาชิกป่าชุมชนก็มีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการ นโยบายป่าชุมชนและข้อบังคับต่าง ๆ อีกทั้งมีหน้าที่ร่วมมือกับทางราชการในการดูแลรักษา ป่าชุมชน สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติ
ต่อไปหมวด ๕ สาระสําคัญในส่วนนี้คือสิทธิการใช้ประโยชน์ ขอภาพด้วยครับ ภาพเมื่อสักครู่เป็นกากบาท ในหมวด ๕ สิทธิการใช้ประโยชน์ของสมาชิกจากผลผลิตและ บริการในป่าชุมชน สาระสําคัญในประเด็นนี้คือการกําหนดสิทธิและประโยชน์ให้กับชุมชน ในการใช้พื้นที่ป่าชุมชน ซึ่งในพระราชบัญญัตินี้ กําหนดให้สมาชิกป่าชุมชนมีสิทธิในการใช้ ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชุมชน ๕ ประการ ได้แก่ การท่องเที่ยว เช่น ๑. เป็นแหล่งเรียนรู้ ทางธรรมชาติ ๒. การนันทนาการ ๓. เก็บหาของป่า เช่น เห็ด หน่อไม้ ไข่มดแดง สมุนไพรพื้นบ้าน ๔. การทําไม้ ซึ่งใน พ.ร.บ. นี้ให้สิทธิเพียงเพื่อการดํารงชีพใช้สอย และให้ใช้เพื่อกิจกรรม สาธารณประโยชน์ในชุมชนเท่านั้น ๕. การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอื่น เช่น แหล่งน้ํา หนองน้ํา ในป่าชุมชน เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งป่าชุมชน จึงกําหนด สิทธิการใช้ประโยชน์ของสมาชิกในบริเวณเพื่อการอนุรักษ์ และบริเวณเพื่อใช้ประโยชน์ดังนี้ สําหรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การเก็บหาของป่า การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อื่น ๆ ให้สิทธิสมาชิกชุมชนได้ใช้ทั้ง ๒ บริเวณ ส่วนการทําไม้และการนันทนาการ ให้สิทธิ เฉพาะในบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์เท่านั้น และการใช้ประโยชน์นั้นจะเป็นไปตามเงื่อนไข ที่คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน และกฎกระทรวงกําหนด
ในหมวด ๖ สาระสําคัญ ได้แก่ การควบคุมดูแลป่าชุมชน ในสาระสําคัญนี้ ได้แก่การให้อํานาจหน้าที่แก่บุคคลในการควบคุมดูแลป่าชุมชน รวมทั้งข้อห้ามการกระทํา ในพื้นที่ป่าชุมชน ในพระราชบัญญัตินี้กําหนดให้เจ้าหน้าที่ป่าชุมชนมีอํานาจและหน้าที่ ทําการตรวจสอบพื้นที่ ตรวจตราดูแลการดําเนินการกิจการต่าง ๆ ในป่าชุมชน เสนอแนะ ส่งเสริม สนับสนุนการดําเนินงานคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน และดําเนินการตามที่ เห็นสมควร เพื่อป้องกันความเสียหายแก่ป่าชุมชน นอกจากนั้นในการควบคุมดูแลป่าชุมชน คณะกรรมการป่าชุมชนประจําจังหวัดยังมีอํานาจดําเนินคดีหรือสั่งการให้คณะกรรมการ จัดการป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ชุมชน กระทําการใดหรืองดเว้นกระทําการใด ได้ตามเหมาะสม หากพบว่ามีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีมีการกระทําอันเป็นเหตุ สงสัยว่ามีการกระทําผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอํานาจสั่งการเฉพาะหน้าเท่าที่จําเป็นดังนี้ ให้ตรวจค้นบุคคลหรือยานพาหนะได้ จับกุม ควบคุมผู้กระทําความผิด ยึดหรืออายัดสิ่งของกระทําผิด แล้วส่งตัวผู้กระทําผิดพร้อมสิ่งของ ให้พนักงานสอบสวน นอกจากนั้นในการควบคุมพื้นที่ ควบคุมดูแลป่าชุมชน ได้กําหนดข้อห้าม การกระทําในป่าชุมชน ๑. ห้ามทําไม้ในบริเวณเพื่อการอนุรักษ์ ๒. ห้ามใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือ ทํากิน ๓. ห้ามบุคคลใดบุคคลหนึ่งสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทําไม้ เก็บหาของป่า ขุดหาแร่ ล่าสัตว์ป่าสงวน สัตว์คุ้มครอง หรือทําการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าชุมชน เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้จะให้ทําได้
ในหมวด ๗ การเพิกถอนป่าชุมชน ได้ให้อํานาจอธิบดีเป็นผู้มีอํานาจเพิกถอน ป่าชุมชน อาจจะทั้งแปลงหรือบางส่วน ดังนี้ กรณีที่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนขอเพิกถอน กรณีคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนละเลย ทอดทิ้ง ไม่ฟื้นฟูป่าชุมชน เป็นเวลา ๑ ปี หรือ กรณีคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือระเบียบ ข้อบังคับ อันเป็นเหตุให้ป่าชุมชนได้รับความเสียหาย
ในหมวด ๘ เบ็ดเตล็ด สาระสําคัญได้แก่รายได้และทรัพย์สินส่วนกลาง เพื่อเป็นหลักการที่ให้ประชาชน ชุมชนได้รับประโยชน์จากการดําเนินการ เมื่อมีการจัดตั้ง และดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ป่าชุมชนแล้ว บรรดาเงินรายได้ ค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ เงินที่มีผู้บริจาค เงินได้จากเปรียบเทียบปรับ เงินสนับสนุน จากรัฐบาลและเงินรายได้อื่น ๆ ในพระราชบัญญัตินี้กําหนดให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสีย ภาษีอากรใด และให้นําส่งเข้าเป็นทรัพย์สินส่วนกลางเพื่อใช้ในกิจกรรมการจัดการป่าชุมชน ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนกําหนด
สําหรับหมวด ๙ บทกําหนดโทษ ก็เช่นกฎหมายทั่วไป มีทั้งโทษอาญา และโทษทางแพ่ง บทเฉพาะกาล ให้มีการออกกฎกระทรวงและระเบียบเพื่อปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ภายใน ๑ ปีนับแต่วันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
เชิญค่ะท่านมิ่งขวัญ
กราบขอบพระคุณท่านประธาน ดิฉันก็อยากจะนําเรียนโดยสรุปอีกครั้งค่ะว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เป็นอีกฉบับหนึ่ง ที่เราใช้ระยะเวลาในเรื่องของการผลักดันมาเนิ่นนาน แล้วก็ทําให้เสียโอกาสนะคะ เพราะว่า เรื่องของการจัดการป่าชุมชนนี้นอกจากจะทําให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในเรื่องของการใช้ ประโยชน์จากป่าแล้วนะคะ ความจริงแล้วหลักการในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีความสําคัญที่ดิฉันอยากกราบเรียนเพิ่มเติมนะคะ ซึ่งกําหนดไว้ในหมวด ๕ บททั่วไป ป่าชุมชนที่ตั้งขึ้นนี้เพื่อวัตถุประสงค์ ๕ ประการด้วยกันค่ะ คือ
๑. การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพและสภาวะ แวดล้อม
๒. การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่า ธรรมชาติในป่าชุมชนอย่างสมดุล และยั่งยืน
๓. การส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลายของชุมชนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู การพัฒนา การควบคุมดูแล การใช้ทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชน
๔. การฟื้นฟูพื้นที่ป่าในเขตป่าชุมชนโดยการปลูกป่าทดแทน
๕. เสริมสร้างการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในเรื่องของการจัดการ ป่าชุมชน
ในระหว่างที่เรามีการพิจารณาในร่างตรงนี้ก็มีผู้ที่ห่วงใยว่าการที่กําหนด หลักเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้แล้วทําอะไรได้บ้างหรือทําอะไรไม่ได้ ในมาตรา ๔๑ ที่ห้ามทําไม้ ในบริเวณเพื่อการอนุรักษ์ ห้ามใช้เป็นที่อยู่อาศัย ห้ามก่นสร้างแผ้วถางป่า ทําอะไรได้บ้าง ในมาตรา ๓๓ ค่ะ ใช้เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ นันทนาการ เก็บหาของป่า ทําไม้ และ ในเรื่องของเท่าที่ดํารงชีพ ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่เห็นควรที่จะให้มีการสนับสนุน ในเรื่องนี้ เพราะว่าตามที่ทางท่านคณะกรรมาธิการได้มีการชี้แจงบอกว่าเรื่องนี้จะเป็นการ เพิ่มของพื้นที่ป่าขณะนี้เรามีป่าชุมชนที่ดําเนินการแล้ว ๔.๔ ล้านไร่ ถ้าหากว่าสามารถ ดําเนินการได้ครบถ้วน ๒๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ก็จะทําให้เพิ่มพื้นที่ป่าความอุดมสมบูรณ์ของป่า ประมาณ ๑๐ ล้านไร่ แล้วที่สําคัญไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่ของป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น แต่จะเป็น พื้นที่สาธารณะอื่น ๆ หากว่าในแต่ละจังหวัดมีความประสงค์อยากจะเสนอให้มีการจัดตั้ง ในเรื่องของป่าชุมชนซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่คิดว่าจะเป็นในเรื่องของการอนุรักษ์ ในเรื่องของการที่จะให้คนอยู่กับป่า โดยมีกติกาในเรื่องของการกําหนดให้มีความชัดเจน ให้เป็นไปตามกฎหมายทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้นแล้วดิฉันใคร่ขออยากจะให้สภาแห่งนี้ ให้การสนับสนุนกับร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... นี้อีกครั้งหนึ่งค่ะ เพราะว่าเราจะได้ ขับเคลื่อนเรื่องยาก ๆ แล้วก็เรื่องที่มีความสําคัญและเป็นประโยชน์ต่อชาติ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ กรรมาธิการแถลงเสร็จสิ้นแล้วนะคะ ขอบพระคุณค่ะ มีท่านผู้ใด ประสงค์จะอภิปรายไหมคะ เพราะดิฉันยังไม่มีรายชื่อผู้อภิปราย เรื่องป่าชุมชนนี้เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญต่อประเทศมากนะคะ เพราะว่าถ้าหากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมา จากเป้าหมายที่ ๑๐ ล้านไร่คิดว่าน่าจะทําได้ ขณะนี้เรามีอยู่ ๔.๔ ล้านไร่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ดิฉันเห็นว่าทุกท่านคงจะเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะ มีท่านผู้ใดประสงค์ จะอภิปรายไหมคะท่านสมาชิก
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ดิฉันจะส่งสัญญาณไฟลงมติ ถือว่าปิดการอภิปรายนะคะ ขอเวลา ให้สมาชิกที่ประชุมกันอยู่ที่ห้องอื่นได้เดินทาง ต้องใช้คําว่า เดินทางข้ามตึกมา เพื่อที่จะมา ลงมติ ดิฉันขอเวลาช่วงนี้สักประมาณ ๕ นาทีหรือ ๑๐ นาทีค่ะ ในระหว่างนี้กรรมาธิการ ต้องการจะสรุปประเด็นหรืออะไรอีกสักหน่อยไหมคะ ท่านประธานจะสรุปประเด็นอะไรไหมคะ เชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ พวกเราทุกคนเห็นด้วยกับท่านว่าเป็นเรื่องสําคัญยิ่งยวด เราเลยหมดสิ้นคําถามทั้งหลายทั้งปวง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพนะคะ ในนามของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม และอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ ดิฉันก็ต้อง ขอขอบพระคุณท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่านนะคะ ดิฉันคิดว่าที่ท่านไม่ได้อภิปราย หรือเสนอแนะท่านคงมีความเห็นชอบแล้วก็อยากที่จะสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นะคะ ซึ่งพวกเราทั้งหมดนี้ก็เห็นว่ามีความสําคัญและมีความจําเป็นกับสถานการณ์ของประเทศ ของเราในขณะนี้ ดิฉันก็ต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยเป็นอย่างยิ่ง ขอบพระคุณค่ะ
ก็ขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการนะคะ คงจะเป็นไปอย่างที่ท่านคุณหมอ พรพันธุ์ว่านะคะ คือว่าเราทุกคนเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... นี้มีความสําคัญ อย่างยิ่งยวดและเป็นสิ่งที่จะต้องกระทํานะคะ แล้วกระทําโดยเร่งด่วนด้วย ก็คิดว่าถ้าเรา เสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ไป แล้วช่วงเวลาที่เหลืออยู่จะสามารถทําให้ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ประกาศออกมาใช้ได้ทันท่วงที ขอเวลาท่านสมาชิกอีกสักครู่นะคะ สมาชิกกําลังทยอย กันมา หวังว่าการลงคะแนนเสียงของท่านคงจะคล้อยไปตามการที่ท่านไม่มีข้ออภิปรายนะคะ เจ้าหน้าที่สํานักกรรมาธิการพอทราบไหมคะว่า มีกรรมาธิการที่ยังประชุมอยู่ที่ตึกโน้นหรือที่ ห้องไหนอีก ถ้าทราบช่วยกรุณาประสานงานด้วยนะคะ เพราะว่าสัญญาณไฟลงมติครั้งนี้ จะสั้นกว่าทุก ๆ ครั้งค่ะ ทุกครั้งกรรมาธิการจะตอบใช้เวลาประมาณ ๑๕-๓๐ นาทีนะคะ แต่ครั้งนี้เราจะเรียกลงมติเลย ช่วยกรุณาประสานงานไปตามห้องด้วยนะคะ ยังมีสมาชิก ทยอยมากันค่ะ ดิฉันขอเวลารออีกสักครู่นะคะ เชิญท่านชูชาติค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ ระหว่างรอ ผมขอ อนุญาตใช้เวลาสัก ๑ นาทีครับ ชูชาติ อินสว่าง หมายเลข ๔๑ ครับ กราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ ด้วยความเป็นห่วงในฐานะที่เป็นคนต่างจังหวัด ผมได้อภิปราย เมื่อสักครู่ไปนิดหนึ่งไม่มีโอกาสได้อภิปรายมาก เรื่องไม้ที่พี่น้องประชาชนตัดกันอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็ได้สอบถามไปยังเพื่อน ๆ ในสหกรณ์หลาย ๆ สหกรณ์ ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ทุกอําเภอ ทุกจังหวัด ว่าขณะนี้ไม้เล็กไม้ใหญ่ถูกตัดหมดนะครับ ทําอย่างไรเราถึงจะป้องกัน ตัวนี้ได้ เพราะว่าเอาไปตัดเป็นไม้ที่จะส่งขายต่างประเทศนะครับ คนรับซื้อเขาทราบดีนะครับ แต่ว่าตัวคนซื้อเองนี่เขาไม่รู้หรอกครับว่าไม้ที่ถูกตัดไปเป็นไม้หวงห้ามหรือเปล่า เพราะฉะนั้น มันจะหมดนะครับ มันจะไม่มีโอกาสที่จะโตเลยไม้ที่หวงห้ามครับ อันนี้ก็ขอเรียนด้วยความ เคารพ ด้วยความเป็นห่วง ขับรถอยู่ทุกวันเห็นทุกวันครับเดี๋ยว ๆ มาคันหนึ่ง เดี๋ยว ๆ มาคันหนึ่ง เป็นไม้ถูกตัดมาเพื่อทําเป็นไม้สําหรับทําโรงไฟฟ้าทั้งนั้นเลยครับผม
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันเห็นด้วยนะคะ เวลาดูจากดาวเทียมแล้วเห็นประเทศไทย เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นสีเขียวแล้ว มันเป็นสีน้ําตาล ซึ่งน่าเป็นห่วงมากเลยนะคะ มีสมาชิกจะมาจาก ห้องไหน ใครจะทราบอีกไหมคะทางเจ้าหน้าที่ทราบไหมคะ ขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะคะ ถ้าไม่ครบเราจะรอต่อค่ะ ขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุมค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกโปรดกดปุ่มแสดงตนนะคะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะคะ ขอผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๔๙ ท่านนะคะ นับว่าครบองค์ประชุมนะคะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การจัด ระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ และร่างพระราชบัญญัติ ป่าชุมชน พ.ศ. .... หรือไม่นะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
เชิญขานชื่อได้ค่ะ บัตรท่านขัดข้องใช่ไหมคะ
กดไม่ได้ครับ
โปรดกดไมโครโฟนค่ะ กดไม่ได้ เจ้าหน้าที่ได้ยินชื่อไหมคะ
คุรุจิต ครับ ๐๒๓
ท่านคุรุจิตค่ะ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : ผม สุวิระ ทรงเมตตา ๑๗๖ ครับ
มีท่านใดอีกไหมคะ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน นะคะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนไหมคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยค่ะ ผลการลงคะแนน จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๑ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงาน ของคณะกรรมาธิการ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม พลเอก วิชิต กดไม่ทันครับ เห็นด้วยครับ อีก ๑ ท่าน
เห็นด้วยนะคะ เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยนะคะ คะแนนจะเปลี่ยน ขอผลคะแนน ใหม่ค่ะ เป็น ๑๔๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๖ ท่าน ผู้เข้าร่วมประชุมก็เป็น ๑๕๒ ท่าน หมดแล้ว นะคะ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ และร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... แล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการก็จะได้นําร่างไปนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไปนะคะ ขอบคุณค่ะ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมทั้ง ๒ เรื่องแล้ว ขอบคุณคณะกรรมาธิการและท่านผู้มา ชี้แจงทุกท่าน ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไประเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกที่มาประชุม ทุกท่านและดิฉันขอปิดประชุมค่ะ