ขวัญชัย ดวงสถาพร ชี้แจงและหารือเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน โดยเน้นถึงความจำเป็นในการมีกฎหมายเฉพาะเพื่อรองรับการจัดการป่าไม้ของชุมชนอย่างเป็นระบบ หลังพบว่ามีการลดลงของพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่องและป่าชุมชนกว่า 9,700 หมู่บ้านยังขาดกรอบกฎหมายที่รับรองสิทธิโดยตรง เสนอให้มีการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการจัดการป่าอย่างยั่งยืน รวมถึงการตั้งคณะกรรมการหลายระดับเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากป่าร่วมกับชุมชนอย่างเหมาะสม
กราบเรียนท่านประธาน ผม ขวัญชัย ดวงสถาพร ในฐานะอนุกรรมาธิการนะครับ แล้วก็กราบเรียนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมขออนุญาตที่จะพูดถึงประเด็นกรอบแนวคิดของการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งทาง คณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าตัวร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นได้มีความพยายามที่จะออกร่างพระราชบัญญัติ ออกกฎหมายฉบับนี้ มาอย่างยาวนาน แต่อย่างไรก็ตามภายใต้การพิจารณาจากข้อมูลในหลายส่วน ก็จะมีทั้งส่วน ที่เป็นการพิจารณาในหลาย ๆ มุม ซึ่งก็ได้ส่วนที่เป็นร่างที่ท่านเห็นอยู่ ณ ขณะนี้นะครับ ผมขออนุญาตที่จะไปนําเสนอเอกสารที่เป็นเอกสารสไลด์ (Slide) นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ในสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ในส่วนของ รายงานฉบับนี้นั้นเป็นหนึ่งในรายงานของหลาย ๆ ส่วนที่เป็นด้านทรัพยากรป่าไม้และ ทรัพยากรอื่น ๆ ในขณะนี้เรานําเสนอประเด็นของการร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ซึ่งในฉบับถัด ๆ ไปนั้นเราจะมีการเสนอประเด็นของการแก้ปัญหาคนอยู่ในป่า การแก้ปัญหา ในเรื่องของกองทุนหรือการติดตามตรวจสอบทรัพยากรป่าไม้อย่างเป็นระบบนะครับ
ถัดไปครับ ในส่วนของประเด็นนี้เป็นประเด็นตามข้อเสนอของสภาปฏิรูป แห่งชาติ ในวาระปฏิรูปที่ ๒๑ และวาระปฏิรูปที่ ๒๕ ซึ่งในวาระปฏิรูป ๒๑ นั้นได้กล่าวถึง ได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์ พ.ศ. .... แล้วก็วาระปฏิรูป ๒๕ ได้พูดถึงระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเสนอให้มีการออก ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์ พ.ศ. .... ขึ้นนะครับ ซึ่งนั่นคือเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่เราได้มีการพิจารณาในส่วนนี้ครับ
ผมขออนุญาตที่จะพูดถึงประเด็นของทรัพยากรป่าไม้ของชาติ เป็นที่ทราบดี ว่าอัตราการลดลงของพื้นที่ป่าของประเทศนั้นค่อนข้างจะสูง ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่ง ที่มีอัตราการลดลงที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านนะครับ โดยยึดหลักที่ว่าป่าเป็น ทรัพยากรของคนทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ตามถ้ามองถึงย้อนอดีตนั้นคนที่จะมีโอกาสใช้ ทรัพยากรป่าไม้ตั้งแต่อดีตจะมองก็คือเป็นอํานาจของรัฐ อํานาจของรัฐหลังจากนั้นมีระบบ สัมปทานก็คือของเอกชน ในส่วนของประชาชนนั้นโอกาสที่จะเข้าถึงทรัพยากรคือใช้ถึง ทรัพยากรนั้นค่อนข้างจะมีโอกาสน้อย นั่นก็คือเป็นเหตุผลหนึ่งที่ร่างพระราชบัญญัตินี้ ได้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามแนวทางหนึ่งก็คือคนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานการพึ่งพา อาศัยกัน หรือการกระจายอํานาจเข้าสู่ชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ของชาตินั้น เป็นสิ่งที่ใช้ในกระบวนการที่จะมาแก้ปัญหาการลดลงของพื้นที่ป่า ถ้ามองตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ จนถึง ๒๕๕๖ นะครับเป็นตัวเลขกลม ๆ ง่าย ๆ ก็คืออัตราการลดลงของพื้นที่ป่าเฉลี่ยปีละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ แต่ถ้ามองเป็น ๒ ช่วง เนื่องจากประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการ ประเมินหรือพื้นที่ป่านะครับ ประเมินพื้นที่ป่าครั้งใหญ่ก็คือปี ๒๕๔๑ ถึงปี ๒๕๔๓ นั้น เราจะพบว่าตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ถึงปี ๒๕๔๑ นั้นมีอัตราการลดลงของพื้นที่ป่าเฉลี่ยปีละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ในปี ๒๕๑๘ ถึงปี ๒๕๒๐ นั้น อัตราการลดลงของพื้นที่ป่าปีละประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ไร่นะครับ ซึ่งจะเห็นว่าการลดลงของพื้นที่ป่าเหล่านี้นั้นมีหลากหลายสาเหตุ สาเหตุมีหลายประการและแม้ว่ารัฐจะมีนโยบายหลากหลาย ทั้งกฎหมาย ทั้งนโยบายเข้ามา เพื่อที่จะแก้ปัญหาหรือบรรเทาปัญหานี้ก็ยังไม่สามารถดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก มิหนําซ้ําความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับรัฐ ความขัดแย้งระหว่างชุมชนด้วยกันเองก็มี กรณีศึกษาหลาย ๆ กรณีครับ
ถัดไปครับ ในส่วนของประเด็นที่เราตั้งเป็นกรอบ ก็คือว่าประเทศไทยปัจจุบันนั้น มีป่าประมาณ ๑๐๒ ล้านไร่หรือ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ เราตั้งเป้าให้มีป่าร้อยละ ๔๐ อย่างที่ทุกท่าน ทราบกันนะครับ โดยมีนโยบายป่าไม้แห่งชาติที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติแต่ละฉบับได้พูดถึงพื้นที่ป่าที่ควรมี แผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ของชาติที่ลงนามโดยท่านหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๗ รวมถึงนโยบายรัฐบาล ปัจจุบันได้กําหนดกรอบให้ประเทศไทยมีป่าร้อยละ ๔๐ เมื่อบูรณาการนโยบายหลากหลาย มาวิเคราะห์แล้วจะพบว่าในร้อยละ ๔๐ นั้นเรากําหนดให้มีป่าอนุรักษ์ประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ นะครับ ไม่น้อยกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ และป่าเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์จะเห็นว่า นั่นคือเป้าหมาย ประเด็นก็คือว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป่าไม้ไทยเพื่อมาเป็นเครื่องมือ ในการบริหารมีทั้งหมดถึง ๘ ฉบับในปัจจุบันนะครับ จะพบว่าในหลายฉบับส่วนใหญ่จะเป็น กฎหมายเพื่อคุ้มครอง ป้องกัน เพื่อหยุดยั้งและฟื้นฟูป่า แต่กฎหมายที่เน้นในเรื่อง การส่งเสริมแล้วก็ให้กระจายอํานาจให้ชุมชน ในปัจจุบันที่เป็นโดยตรงไม่มี แต่จะเป็นการแฝง อยู่ในบางมาตรานะครับ ส่วนใหญ่ศูนย์รวมจะอยู่ในอํานาจของรัฐเข้าไปเป็นพนักงาน เจ้าหน้าที่ในการที่จะไปส่งเสริมแล้วก็มอบบทบาทให้ประชาชน แต่กฎหมายที่ไม่รับรองสิทธิ ชุมชนจริง ๆ ในเรื่องของการจัดการป่านั้นโดยตรงยังไม่มีครับ ซึ่งในส่วนของการกําหนด ให้มีกฎหมายเพื่อรองรับป่าชุมชนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้นจะเป็น ตัวบ่งชี้อย่างดีนะครับ กฎหมายที่กําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้นั้นเคยถูกกําหนดในแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๗ นะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ และมาจนถึงฉบับที่ ๘ ฉบับที่ ๙ แล้วก็หยุดในฉบับที่ ๑๐ และฉบับที่ ๑๑ ก็ยังไม่สามารถที่จะออกกฎหมายฉบับนี้ ได้นะครับ แต่รัฐได้เห็นความสําคัญในทางนโยบายมาอย่างยาวนานแล้วนะครับไม่น้อยกว่า ๒๔ ปีถ้าดูในนี้ และร่างแรกที่มีการยกร่างก็คือปี ๒๕๓๔ ซึ่งก็ครบ ๒๔ ปีพอดีนะครับ ปัจจุบันนั้นไม่ใช่ไม่มีป่าชุมชนนะครับ มีป่าชุมชนแต่มีป่าชุมชนที่รัฐได้ใช้พระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ กําหนดให้มีป่าชุมชนขึ้น โดยตั้งไปแล้ว ทั้งหมด ๙,๗๒๑ หมู่บ้าน ข้อมูลเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๙ นี้นะครับ มีพื้นที่ครอบคลุม ประมาณ ๔.๔ ล้านไร่นะครับ โดยรัฐนะครับ โดยกรมป่าไม้มีเป้าหมายในการจัดตั้งป่าชุมชน ทั่วประเทศ ทั้งหมด ๒๑,๘๕๐ หมู่บ้าน พื้นที่ประมาณ ๑๐ ล้านไร่ ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้ เราจะครอบคลุมป่าชุมชนทั้งที่ตั้งแล้วและที่จะตั้งใหม่ทั้งระบบ รวมประมาณ ๑๐ ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ขนาดนั้น เดี๋ยวผมจะขออนุญาตเรียนในขั้นต่อไปนะครับว่าทําไมมีกฎหมาย ถึง ๒ ฉบับในการที่จะดําเนินการป่าชุมชนแล้ว แต่ทําไมถึงมีร่างกฎหมายฉบับนี้อีกครับ ประเด็นที่กระผมขอเรียนคือประเด็นปัญหา ปัญหาแรกคือด้านกฎหมาย ปัญหาที่ ๒ คือ ด้านบริหารจัดการชุมชน ขออนุญาตพูดรวม ๆ นะครับ
ประเด็นปัญหาที่ ๑ ก็คือว่าการจัดตั้งป่าชุมชนในปัจจุบัน ไม่มีกฎหมาย รองรับเป็นการเฉพาะ เป็นการใช้กฎหมายเทียบเคียงก็คือ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ และ พ.ร.บ. ป่าไม้ ซึ่งกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับที่ผมได้เรียนไปนั้นเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ แตกต่างกัน ไม่ได้เป็นกฎหมายที่ใช้ในการที่จะรองรับสิทธิชุมชนอย่างชัดเจนนะครับ ในเรื่องของการที่จะกระจายอํานาจให้ประชาชนเข้ามาบริหารจัดการป่า แต่ส่วนใหญ่จะเป็น การขออนุญาตโดยเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนก็จะมีอิสระในขอบเขตจํากัดในการที่จะร่วม วางแผนร่วมคิดร่วมทําหรือร่วมบริหารจัดการป่าอย่างเหมาะสมนะครับ สิทธิหน้าที่ของ ชุมชนในการบริหารจัดการป่าชุมชนภายใต้กฎหมายในปัจจุบัน ไม่เอื้อต่อการส่งเสริม ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อย่างที่ผมได้เรียนเบื้องต้น คณะกรรมการป่าชุมชน มีครับ มีในปัจจุบันแต่ไม่มีอํานาจในการบริหารจัดการป่าชุมชนอย่างเหมาะสม ตั้งโดยคําสั่ง ที่ออกมาแต่ว่าการดําเนินการใด ๆ ในป่าชุมชนปัจจุบันนั้นก็ไม่สามารถดําเนินการได้ จะมีคนเข้ามาตัดไม้ในป่าชุมชนไม่สามารถควบคุม ไม่สามารถดําเนินการใด ๆ ที่จะแก้ปัญหา ได้นะครับ การตีความของกฎหมายยังมีข้อขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและชุมชน เช่น จะดําเนินการก่อสร้างใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า ไม่ว่าจะเป็นฝายชะลอน้ํา สร้างประปา ภูเขา นี่ยกตัวอย่างนะครับ เพื่อการดํารงชีพในชุมชน ก็จะต้องขออนุญาต หรือบางทีก็จะต้องดูตีความกฎหมายว่าสามารถดําเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นเขต ป่าสงวนแห่งชาติ แล้วก็ชุมชนขาดแรงจูงใจในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ป่าชุมชน อย่างเหมาะสม ปัจจุบันนั้นภายใต้กฎหมาย ๒ ฉบับที่ผมได้เรียนไปนั้นส่วนใหญ่จะเน้น อนุญาตให้ใช้ประโยชน์เพื่อใช้สอยในครัวเรือน ไม่ได้เป็นเศรษฐกิจชุมชน ขาดแรงจูงใจ โครงการป่าชุมชนบางแห่งขาดความต่อเนื่องในการบริหารจัดการและไม่ต่ออายุโครงการ ขาดแผนที่ดี ขาดแรงจูงใจ และปัจจุบันกรมป่าไม้ได้งบประมาณในการจัดตั้งป่าชุมชน ประมาณปีละ ๒๐๐ แห่ง ซึ่งถ้าดูตามแผนนะครับจะใช้เวลา มีการคํานวณแล้วประมาณ ๖๑ ปีถึงจะตั้งได้ ๒๐,๐๐๐ กว่าแห่ง การสนับสนุนจากภาครัฐในการสร้างความเข้มแข็งของ เครือข่ายป่าชุมชนยังไม่เพียงพอและขาดความต่อเนื่องนะครับ ขออนุญาตเรียนว่าปัจจุบัน เครือข่ายป่าชุมชนระดับจังหวัด ๖๗ จังหวัด มาจากป่าชุมชน ๓,๐๖๔ หมู่บ้านนั้น ได้มีการ รวมตัวกันอย่างหลวม ๆ ยังไม่มีกลไกที่จะมาสนับสนุนเขาให้มีความเข้มแข็ง พอไม่มี ความเข้มแข็งก็อาจจะเกิดความขัดแย้งตามมานะครับ โครงสร้างหน่วยงานภาครัฐในภูมิภาค ไม่เอื้ออํานวยต่อการสนับสนุนป่าชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันนั้นหน่วยงานภูมิภาค ของภาครัฐมีน้อย กระบวนการในการจัดตั้งป่าชุมชนส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานส่วนกลาง เข้าไปให้คําแนะนําหรือส่งเสริม ก็จะขาดความสะดวกหรือมีประสิทธิภาพในการส่งเสริม อย่างแท้จริงนะครับ ป่าชุมชนที่จัดตั้งแล้วได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ โดยแผนการส่งเสริมการจัดการป่าชุมชนเพียงปีแรก ผมขออนุญาตเรียนว่าป่าชุมชน ปัจจุบันนั้นรัฐสนับสนุนเพียงปีแรก ถ้าลองไปเทียบกับแผนปลูกป่าในอดีตนะครับ รัฐจะ สนับสนุนต่อเนื่องประมาณ ๕-๖ ปี แต่การจัดตั้งป่าชุมชนปัจจุบันนั้นรัฐสนับสนุนปีแรก แล้วก็ต้องดําเนินการโดยชุมชนเอง ซึ่งขาดกลไกในการสนับสนุนส่วนนี้นะครับ
ผมขออนุญาตที่จะเรียนถึงกรอบแนวคิดนะครับ กรอบแนวคิดในการ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คือเรามองนโยบายที่ทําให้มีป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เรามองนโยบาย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายรัฐบาลแผนแม่บทพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ของชาติ เรามองถึงนโยบายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การกระจายอํานาจ สู่ท้องถิ่นในการที่จะมาช่วยในการบริหารจัดการป่า เรามองถึงสถานภาพทรัพยากรป่าไม้ ที่มันเริ่มวิกฤตนะครับ มีอัตราการลดลงที่สูง ในขณะเดียวกันป่าอนุรักษ์ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ําลําธารชั้น ๑ ชั้น ๒ นะครับ สิ่งที่สําคัญนั้น ถูกบุกรุกเข้าไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเราต้องรักษา ในขณะที่ป่าประเภทอื่น ๆ นั้นก็จะต้องให้ ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการเข้ามาจัดการช่วยส่งเสริมและฟื้นฟูนะครับ เรามองถึง หลักวิชาการนะครับเราจะทําอย่างไรว่าให้ประชาชนนั้น ที่เป็นป่าชุมชนนั้นสามารถที่จะ มีส่วนร่วมในการวางแผน ร่วมรับผิดชอบ ร่วมจัดการ ในขณะเดียวกันนั้นจะต้องลด ผลกระทบต่อทั้งคนทั้งป่าและให้เกิดผลผลิตอย่างยั่งยืนเป็นการจัดการเชิงระบบนิเวศ มองทั้งคนและมองป่าเป็นองค์รวม ชุมชนจะต้องได้รับประโยชน์จากป่า หากมีการดูแลรักษา ป่าที่ดี ในขณะเดียวกันคนกับป่าต้องสามารถอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันนั้นป่าชุมชนจะต้องมีการจําแนกพื้นที่ ส่วนไหนใช้ประโยชน์ได้ ส่วนไหนใช้ประโยชน์ไม่ได้ ซึ่งในร่างกฎหมายก็จะมีเขียนเป็นมาตราชัดเจน อย่างเช่น การจําแนกพื้นที่ในการบริหารจัดการป่าชุมชน ในมาตรา ๒๐ การใช้ประโยชน์ตามมาตรา ๓๓ การห้ามทําไม้ในเขตอนุรักษ์ ห้ามอยู่อาศัยนะครับ อันนี้คือเป็นประเด็นหนึ่งในป่าชุมชน เพื่อที่จะควบคุมไม่ให้มีการเข้าไปใช้ประโยชน์ที่เกินกําลังผลิตหรืออาจจะเกิดผลกระทบ รวมถึงองค์กรด้านทรัพยากรป่าไม้ เราพยายามเสนอให้มีองค์กรหลาย ๆ องค์กรเข้ามาช่วย ทั้งองค์กรภาครัฐหรือองค์กรภาคประชาชน โดยให้ประชาชนนั้นมีส่วนร่วมในการร่วม รับผิดชอบและตัดสินใจ และชุมชนในแต่ละท้องถิ่นที่มีการจัดตั้งป่าชุมชนจะมีแผนเฉพาะ ของตัวท่านเองที่เสนอต่อคณะกรรมการ โดยแผนนั้นจะสอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชน ท้องถิ่น ความเชื่อ ประเพณี รวมถึงการกําหนดหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการป่าชุมชน จะมีคณะกรรมการป่าชุมชนที่มี ๓ ระดับ ทั้งระดับชุมชนจนถึงระดับจังหวัด จนถึงระดับชาติ ซึ่งในแต่ละระดับนั้นจะมีภาคประชาชนและเครือข่ายป่าชุมชนเข้าไปอยู่ด้วยเพื่อที่จะร่วม ตัดสินใจและกําหนดกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมนะครับ นั่นคือในส่วนขององค์กร
ในส่วนของกฎหมายและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างที่ผมเรียนไว้นะครับว่า กฎหมายมีถึง ๘ ฉบับ กฎหมายฉบับนี้ที่จะออกก็คงไม่ไปขัดกับกฎหมายฉบับอื่น มี พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ เรามี พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ แล้วก็ผ่าน สนช. ในวาระที่ ๓ รอประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในเร็ว ๆ นี้เหมือนกัน ซึ่งมีในหลายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นกฎหมายเหล่านั้น เรานํามาพิจารณา รวมถึงร่างของ สปช. ซึ่งเป็นร่างที่มีคุณค่า เพราะท่าน ได้ร่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชนนอกเขตป่าอนุรักษ์ พ.ศ. .... มาแล้ว และเราก็นําร่างฉบับนั้นมาวิเคราะห์เป็นรายมาตรา รวมถึงรายหมวดร่วมกับกฎหมายฉบับที่มีร่างอื่น ๆ เข้ามาประกอบจนได้เป็นร่างฉบับที่จะมา นําเสนอ ณ คราวนี้นะครับ รวมถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วย เมื่อได้ร่าง กฎหมายนั้น เราคิดว่ายังไม่พอเพียงเราก็เลยจัดรับฟังความคิดเห็นนะครับ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ซึ่งมีเครือข่ายป่าชุมชนมาหลากหลายภูมิภาคของประเทศนะครับ มีข้อเสนอแนะ อยู่ ๑๐ กว่าข้อเสนอแนะ เราก็นําข้อเสนอแนะของภาคประชาชน ภาครัฐ นํามาพิจารณา แล้วก็ปรับปรุงร่างให้เหมาะสมมากขึ้นนะครับ โดยมีกําหนดระยะเวลา หากได้รับความกรุณา สนับสนุนให้มีการอนุมัติร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น เราคิดว่าในระยะที่ ๓ ก็คือระยะที่มี การจัดตั้งและพัฒนาป่าชุมชน ให้ประชาชนเข้ามามีอํานาจในการบริหารจัดการหรือกระจาย อํานาจในระดับที่เหมาะสมนั้น จะทําให้มีป่าชุมชนประมาณ ๑๐ ล้านไร่เป็นอย่างต่ํา และร่าง พระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ไปผูกขาดเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ แต่ตัวป่าชุมชนนั้นหมายถึงพื้นที่รัฐ ประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นที่ราชพัสดุ ที่รกร้างว่างเปล่า หรือที่ตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่าง ๆ ที่ประสงค์จะทําป่าชุมชน กฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมด้วยนะครับ ในส่วนของกรอบ แนวคิดแล้วก็กรอบของตัวร่างกฎหมายในส่วนของผมเท่านี้นะครับ ขออนุญาตเรียน ท่านประธาน ต่อไปขออนุญาตท่าน พลเอก จารุเกียรติ พูดถึงหลักการและเนื้อหาของร่าง พระราชบัญญัติครับ