จารุเกียรติ ชัยวงษ์ ชี้แจงร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ที่มุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากป่าไม้อย่างยั่งยืน โดยอ้างอิงจากหลักการรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และนโยบายรัฐ พร้อมเสนอกรอบการจัดตั้งป่าชุมชนครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย โครงสร้างคณะกรรมการทั้งสามระดับ และกลไกการบริหารจัดการที่ชัดเจน รวมถึงสิทธิการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนในด้านต่าง ๆ เช่น การท่องเที่ยว การเก็บของป่า และการใช้ทรัพยากรอย่างมีเงื่อนไข การควบคุมดูแลพื้นที่ การจัดการรายได้และทรัพย์สินส่วนกลาง การยกเว้นภาษี ตลอดจนบทกำหนดโทษและอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พลเอก จารุเกียรติ ชัยวงษ์ สปท. ลําดับที่ ๒๕ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ ขอเรียนชี้แจงสรุปหลักการและเนื้อหาร่างพระราชบัญญัติ ป่าชุมชน พ.ศ. .... เพื่อพิจารณาดังนี้ครับ
สําหรับกรอบที่เป็นการอ้างอิงในการจัดทําร่างพระราชบัญญัตินี้มีกรอบ อ้างอิง ๔ ประเด็นดังนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๑ เป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งจะนํามาลงประชามติในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๓ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๔
ประเด็นที่ ๒ กฎหมายป่าไม้ที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ ๓ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ และนโยบาย ป่าไม้แห่งชาติ
ประเด็นที่ ๔ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้านที่ ๙ ในเรื่องการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างความสมดุล ระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
จากกรอบอ้างอิงดังกล่าวจึงกําหนดเป็นหลักการและวัตถุประสงค์ของร่าง พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ดังนี้นะครับ โดยที่เป็นการสมควรส่งเสริมให้ชุมชน ได้มีส่วนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ฟื้นฟูจัดการบํารุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน อันจะเป็นการ ส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดําเนินการ ส่งผลให้ทรัพยากรป่าไม้ และสิ่งแวดล้อมของประเทศมีความสมบูรณ์และยั่งยืน ประกอบกับกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ ยังมีข้อจํากัดในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน สําหรับองค์ประกอบของร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนนี้ประกอบไปด้วย ๙ หมวด ๖๖ มาตรา บทนํา หมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน หมวด ๓ คณะกรรมการ ป่าชุมชนประจําจังหวัด หมวด ๔ การจัดตั้งป่าชุมชน หมวด ๕ การจัดการป่าชุมชน หมวด ๖ การควบคุมดูแลป่าชุมชน หมวด ๗ การเพิกถอนป่าชุมชน หมวด ๘ เบ็ดเตล็ด หมวด ๙ บทกําหนดโทษและบทเฉพาะกาล
สําหรับพื้นที่ขออนุญาตการจัดตั้งเป็นป่าชุมชนนั้นกําหนดไว้ดังนี้นะครับ ๑. พื้นที่ป่าซึ่งอยู่นอกเขตป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ หรือพื้นที่ที่มีคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมอันควรแก่การอนุรักษ์ตามที่กําหนด ในกฎกระทรวง ๒. พื้นที่อื่นของรัฐ เช่น ส.ป.ก. ที่ราชพัสดุ ที่สาธารณประโยชน์ หมวด ๑ บททั่วไป ในมาตรา ๕ กําหนดวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งป่าชุมชน กําหนดไว้ ๕ ประการ ๑. การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพและสภาวะแวดล้อม ๒. การใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน ๓. การส่งเสริม วัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลายของชุมชนในการอนุรักษ์ การฟื้นฟู การพัฒนา การควบคุม ดูแล และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชน ๔. การฟื้นฟูพื้นที่ป่าในเขตป่าชุมชนโดยการ ปลูกทดแทน และ ๕. การเสริมสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในการจัดการป่าชุมชน
สําหรับสาระประเด็นสําคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้โดยภาพรวมแล้วมีกลไก ในการดําเนินการ ๘ ประเด็น ได้แก่ โครงสร้างการดําเนินงานป่าชุมชน การจัดตั้งป่าชุมชน หน้าที่ของสมาชิกป่าชุมชน สิทธิในการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน การควบคุมดูแลป่าชุมชน การเพิกถอนป่าชุมชน เงินรายได้และทรัพย์สินส่วนกลาง และบทลงโทษ ซึ่งกระผมจะขอ นําเสนอลําดับแต่ละหมวด เอาเฉพาะส่วนที่เป็นสาระสําคัญดังนี้นะครับ
ในหมวด ๒ หมวด ๓ และหมวด ๔ สาระสําคัญได้แก่ โครงสร้างการ ดําเนินงาน คณะกรรมการป่าชุมชน ซึ่งกําหนดให้มีกลไกการดําเนินการตามหลักการ มีส่วนร่วมทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน กําหนดให้มีคณะกรรมการ ๓ ระดับ ทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน กําหนด บทบาทอํานาจหน้าที่ตามมาตรา ๗ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๔ คณะกรรมการป่าชุมชน ประจําจังหวัดกําหนดบทบาทอํานาจหน้าที่ในมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ และคณะกรรมการ จัดการป่าชุมชนกําหนดบทบาทหน้าที่อยู่ในมาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๙
ในหมวด ๔ มาตรา ๒๐ ถึงมาตรา ๒๖ ว่าด้วยการจัดตั้งป่าชุมชน สาระสําคัญ ของหมวดนี้ได้แก่ หลักเกณฑ์และวิธีการในการขอจัดตั้งป่าชุมชน โดยนําเอาหลักการส่งเสริม การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาป่ามากําหนด ซึ่งในพระราชบัญญัตินี้กําหนด ให้ชุมชนใดหรือท้องที่ใดที่ประสงค์จะขอจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ชุมชนนั้นจะต้องมีพื้นที่ป่า ที่อยู่ใกล้ และมีความสามารถที่จะไปดูแลรักษาได้ ให้มีบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ ๑๘ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีภูมิลําเนาอยู่ในท้องที่นั้นไม่น้อยกว่า ๕ ปี จํานวน ๕๐ คนขึ้นไป ให้ตั้งผู้แทนยื่นคําขอ เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจําจังหวัด รายละเอียดคําขอประกอบไปด้วย วัตถุประสงค์ของป่าชุมชน รายชื่อสมาชิกพร้อมประวัติ รายชื่อคณะกรรมการ ความเป็นมา ของชุมชน และแผนที่สังเขปแสดงอาณาเขตที่จะขอจัดตั้งป่าชุมชน และแผนจัดการป่าชุมชน ซึ่งทั้งนี้ในพื้นที่ของป่าชุมชนจะต้องแบ่งออกเป็น ๒ บริเวณ ได้แก่ บริเวณเพื่อการอนุรักษ์ และบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์ สําหรับลําดับการจัดตั้งจนกระทั่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา รายละเอียดอยู่ในมาตรา ๒๑ ถึงมาตรา ๒๖
ต่อไปหมวด ๕ ประเด็นสําคัญในหมวด ๕ หน้าที่ของสมาชิกในป่าชุมชน เมื่อได้มีการประกาศจัดตั้งเป็นป่าชุมชนแล้วนะครับ ผู้ที่มีรายชื่อตามคําขอ ก็จะเป็นสมาชิก ป่าชุมชน และคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนนะครับ ซึ่งในพระราชบัญญัตินี้คณะกรรมการ จัดการป่าชุมชน ให้อํานาจในการออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชนได้ เช่น ข้อห้าม ในเขตป่าชุมชน ได้แก่ ห้ามตัดไม้ ทําลายป่า ห้ามล่าสัตว์ ห้ามเผาป่า ห้ามบุกรุกพื้นที่ ห้ามทิ้ง ขยะมูลฝอย เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีหน้าที่ในการร่วมมือช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการ จัดการป่าชุมชน เช่น ทําป้าย ทําหลักเขตแนว หรือช่วยเหลือในการจับกุมผู้กระทําความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้ ส่วนสมาชิกป่าชุมชนก็มีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการ นโยบายป่าชุมชนและข้อบังคับต่าง ๆ อีกทั้งมีหน้าที่ร่วมมือกับทางราชการในการดูแลรักษา ป่าชุมชน สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติ
ต่อไปหมวด ๕ สาระสําคัญในส่วนนี้คือสิทธิการใช้ประโยชน์ ขอภาพด้วยครับ ภาพเมื่อสักครู่เป็นกากบาท ในหมวด ๕ สิทธิการใช้ประโยชน์ของสมาชิกจากผลผลิตและ บริการในป่าชุมชน สาระสําคัญในประเด็นนี้คือการกําหนดสิทธิและประโยชน์ให้กับชุมชน ในการใช้พื้นที่ป่าชุมชน ซึ่งในพระราชบัญญัตินี้ กําหนดให้สมาชิกป่าชุมชนมีสิทธิในการใช้ ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชุมชน ๕ ประการ ได้แก่ การท่องเที่ยว เช่น ๑. เป็นแหล่งเรียนรู้ ทางธรรมชาติ ๒. การนันทนาการ ๓. เก็บหาของป่า เช่น เห็ด หน่อไม้ ไข่มดแดง สมุนไพรพื้นบ้าน ๔. การทําไม้ ซึ่งใน พ.ร.บ. นี้ให้สิทธิเพียงเพื่อการดํารงชีพใช้สอย และให้ใช้เพื่อกิจกรรม สาธารณประโยชน์ในชุมชนเท่านั้น ๕. การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอื่น เช่น แหล่งน้ํา หนองน้ํา ในป่าชุมชน เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งป่าชุมชน จึงกําหนด สิทธิการใช้ประโยชน์ของสมาชิกในบริเวณเพื่อการอนุรักษ์ และบริเวณเพื่อใช้ประโยชน์ดังนี้ สําหรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การเก็บหาของป่า การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อื่น ๆ ให้สิทธิสมาชิกชุมชนได้ใช้ทั้ง ๒ บริเวณ ส่วนการทําไม้และการนันทนาการ ให้สิทธิ เฉพาะในบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์เท่านั้น และการใช้ประโยชน์นั้นจะเป็นไปตามเงื่อนไข ที่คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน และกฎกระทรวงกําหนด
ในหมวด ๖ สาระสําคัญ ได้แก่ การควบคุมดูแลป่าชุมชน ในสาระสําคัญนี้ ได้แก่การให้อํานาจหน้าที่แก่บุคคลในการควบคุมดูแลป่าชุมชน รวมทั้งข้อห้ามการกระทํา ในพื้นที่ป่าชุมชน ในพระราชบัญญัตินี้กําหนดให้เจ้าหน้าที่ป่าชุมชนมีอํานาจและหน้าที่ ทําการตรวจสอบพื้นที่ ตรวจตราดูแลการดําเนินการกิจการต่าง ๆ ในป่าชุมชน เสนอแนะ ส่งเสริม สนับสนุนการดําเนินงานคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน และดําเนินการตามที่ เห็นสมควร เพื่อป้องกันความเสียหายแก่ป่าชุมชน นอกจากนั้นในการควบคุมดูแลป่าชุมชน คณะกรรมการป่าชุมชนประจําจังหวัดยังมีอํานาจดําเนินคดีหรือสั่งการให้คณะกรรมการ จัดการป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ชุมชน กระทําการใดหรืองดเว้นกระทําการใด ได้ตามเหมาะสม หากพบว่ามีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีมีการกระทําอันเป็นเหตุ สงสัยว่ามีการกระทําผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอํานาจสั่งการเฉพาะหน้าเท่าที่จําเป็นดังนี้ ให้ตรวจค้นบุคคลหรือยานพาหนะได้ จับกุม ควบคุมผู้กระทําความผิด ยึดหรืออายัดสิ่งของกระทําผิด แล้วส่งตัวผู้กระทําผิดพร้อมสิ่งของ ให้พนักงานสอบสวน นอกจากนั้นในการควบคุมพื้นที่ ควบคุมดูแลป่าชุมชน ได้กําหนดข้อห้าม การกระทําในป่าชุมชน ๑. ห้ามทําไม้ในบริเวณเพื่อการอนุรักษ์ ๒. ห้ามใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือ ทํากิน ๓. ห้ามบุคคลใดบุคคลหนึ่งสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทําไม้ เก็บหาของป่า ขุดหาแร่ ล่าสัตว์ป่าสงวน สัตว์คุ้มครอง หรือทําการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าชุมชน เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้จะให้ทําได้
ในหมวด ๗ การเพิกถอนป่าชุมชน ได้ให้อํานาจอธิบดีเป็นผู้มีอํานาจเพิกถอน ป่าชุมชน อาจจะทั้งแปลงหรือบางส่วน ดังนี้ กรณีที่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนขอเพิกถอน กรณีคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนละเลย ทอดทิ้ง ไม่ฟื้นฟูป่าชุมชน เป็นเวลา ๑ ปี หรือ กรณีคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือระเบียบ ข้อบังคับ อันเป็นเหตุให้ป่าชุมชนได้รับความเสียหาย
ในหมวด ๘ เบ็ดเตล็ด สาระสําคัญได้แก่รายได้และทรัพย์สินส่วนกลาง เพื่อเป็นหลักการที่ให้ประชาชน ชุมชนได้รับประโยชน์จากการดําเนินการ เมื่อมีการจัดตั้ง และดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ป่าชุมชนแล้ว บรรดาเงินรายได้ ค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ เงินที่มีผู้บริจาค เงินได้จากเปรียบเทียบปรับ เงินสนับสนุน จากรัฐบาลและเงินรายได้อื่น ๆ ในพระราชบัญญัตินี้กําหนดให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสีย ภาษีอากรใด และให้นําส่งเข้าเป็นทรัพย์สินส่วนกลางเพื่อใช้ในกิจกรรมการจัดการป่าชุมชน ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนกําหนด
สําหรับหมวด ๙ บทกําหนดโทษ ก็เช่นกฎหมายทั่วไป มีทั้งโทษอาญา และโทษทางแพ่ง บทเฉพาะกาล ให้มีการออกกฎกระทรวงและระเบียบเพื่อปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ภายใน ๑ ปีนับแต่วันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ