เพิ่มพงษ์ ตั้งข้อสังเกต พ.ร.บ.การจัดการน้ำ ห่วงอำนาจการเมืองครอบงำ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙

เพิ่มพงษ์ เชาวลิต ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. การจัดการน้ำ โดยเน้นความจำเป็นในการแยกการตัดสินใจออกจากอิทธิพลการเมืองเพื่อความเป็นมืออาชีพ พร้อมเสนอให้เพิ่มบทบาทของจังหวัดและประชาชนในการขับเคลื่อนนโยบายตามบริบทท้องถิ่น เพื่อให้การจัดการน้ำมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และสอดคล้องกับสถานการณ์จริงของแต่ละพื้นที่

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก็มีข้อสังเกตอยู่ ๓-๔ ข้อนะครับ โดยหลักใหญ่ก็เห็นพ้องกับที่ กรรมาธิการชุดนี้ได้มีการนําเสนอร่าง พ.ร.บ. นี้ขึ้นมา ซึ่งถือว่าเป็นการจัดการน้ําจริง ๆ นะครับ แล้วเราก็คงทราบว่าสภาพของเรามีปัญหาทั้งภัยแล้ง ทั้งน้ําท่วม การจัดการน้ําที่จริง เท่าที่เราดูปริมาณน้ําในประเทศไทยนี่พอ แต่ว่าเนื่องจากการจัดการน้ําเราเลยมาพูดถึงปัญหา เรื่องขาดแคลนน้ําจนถึงปัจจุบันนี้ครับ ซึ่งตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ ทีนี้ผมจะมีอยู่ ๓-๔ ประเด็น เหมือนกันที่จะตั้งข้อสังเกตนะครับ

ประเด็นแรก คือเรื่องของการวางแผนในการจัดการน้ํานะครับ ที่กรรมการชุดนี้ ขึ้นมา เท่าที่สังเกตดูจากการที่น้ําท่วมหลาย ๆ แห่งจากจังหวัดต่าง ๆ เรามักจะได้ยินเสมอว่า เป็นเพราะมีไปสร้างถนนขวางทางน้ําไว้ ไปสร้างถนนปิดคลอง ปิดต่าง ๆ เหล่านี้ทําให้น้ํา ไม่สามารถระบายได้ ถ้าสถานการณ์แบบนี้ผมคิดว่าคงเกิดขึ้นหลาย ๆ ที่ อยากทราบว่า ถ้าเป็นกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วกรรมการชุดนี้มีอํานาจตรงนี้หรือไม่ อย่างไร เพราะมันมี ผลต่อการจัดการน้ําเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเรายังปล่อยให้มีการสร้างกันแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดถึงทางน้ํา ปัญหาเรื่องน้ํา น้ําท่วมมันก็จะเกิดขึ้นก็เป็นภาระของกรรมการชุดนี้ เหมือนกัน ฉะนั้นผมคิดว่าได้มีการพูดตรงนี้หรือไม่ เพราะเท่าที่ผมอ่านดูยังไม่ค่อยชัดเจน นะครับว่าได้มีการพูดถึงปัจจัยที่มันแทรกซ้อนเหนือกว่านี้หรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ก็คือสําคัญมาก คือการตั้งข้อสังเกตว่าในการทําแผน จะพูดถึง การจัดทําแผนระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจัดทําแผนลุ่มน้ําก็ดี จัดทําแผนใหญ่ก็ดี สิ่งที่สําคัญอันหนึ่ง ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ําผมคิดว่าเป็นเรื่องของวิชาชีพเสียเยอะ เป็นเรื่องของ วิชาชีพมาก เป็นเรื่องหลักการ เรื่องของวิชาการ เรื่องของสิ่งที่มันควรจะเป็น จะมีวิธีการ หรือมีกลไกหรือในกฎหมายนี้ได้มีการเขียนหรือไม่ ว่าในการตัดสินใจต่าง ๆ เหล่านี้จะไม่ถูก แทรกแซงจากทางการเมืองที่มีวัตถุประสงค์บางอย่างที่อาจจะไม่ใช่เรื่องของการจัดการน้ํา โดยตรง ซึ่งผมคิดว่าเท่าที่ได้สดับตรับฟังมาบ้าง วิกฤตหลายเรื่องหลายครั้งที่เราเกิดขึ้นมา ไม่ว่าน้ําท่วมใหญ่ก็ดี ต่าง ๆ ก็ดี ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยทางการเมืองหรือการตัดสิน ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมหรือเฉพาะพื้นที่ เฉพาะจังหวัดก็ตามแต่ มันก็จะมีคําเล่าลือ อยู่ตรงนี้ตลอด แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ถ้าเรายังไม่สามารถจะขจัดตรงนี้ได้ ในทางวิชาชีพ ผมว่าการจัดการน้ําเราคงจะเป็นเรื่องยากนะครับ

ประเด็นที่ ๓ ที่เป็นข้อสังเกตอันหนึ่งก็คือผมคิดว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น ความพยายามปฏิรูประบบราชการส่วนหนึ่งเหมือนกัน ในการปฏิรูปนี้ผมจะแบ่งเป็น ๒ ส่วน ปฏิรูปขั้นแรกก็คือปฏิรูปในวงราชการ ก็คือความซ้ําซ้อน แบ่งหน้าที่กัน ทําให้ถูกต้อง ทําให้องค์กรเล็กลง จัดบทบาทต่าง ๆ เหล่านี้ คืออันนี้เป็นการปฏิรูปเฉพาะในหน่วยราชการ ด้วยกัน ผมคิดว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็มีส่วนในการปฏิรูปการปฏิบัติงานของราชการโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกรรมการของส่วนกลาง กรรมการลุ่มน้ําก็ดี เราพยายามที่จะเอา กฎหมายหลายฉบับที่เมื่อสักครู่ที่ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงแล้วว่า ๓๐ กว่าฉบับมาบูรณาการ ด้วยกัน แล้วมาแก้ด้วยร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็ถือว่าเป็นการปฏิรูประบบราชการส่วนหนึ่งในเรื่อง ของการจัดการน้ํานะครับ แต่ว่าเท่าที่เป็นข้อสังเกตอันหนึ่งที่ผมคิดว่าใน พ.ร.บ. นี้ไม่ได้พูดถึง คือบทบาทของจังหวัด เพราะว่าเราพูดถึงลุ่มน้ํา เป็นกรรมการลุ่มน้ํา แล้วก็กรรมการลุ่มน้ํา คงจะรวมถึงหลาย ๆ จังหวัดจากลุ่มน้ําหนึ่ง ๆ ไม่ว่าลุ่มน้ําท่าจีน ลุ่มน้ําแม่กลอง มีคน มีหลายจังหวัด แต่ละจังหวัดเราก็เอาผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาร่วมกัน แต่สิ่งที่ผมสังเกต อันหนึ่งคือบริบทในการบริหารราชการแผ่นดินของเราจะมีเป็นจังหวัด ๆ การจัดการลุ่มน้ํา โดยเอาหลายจังหวัดร่วมกันเป็นเรื่องที่ดีอย่างหนึ่ง คือทําให้จังหวัดสามารถเชื่อมโยงกันได้ แต่ว่าในจังหวัดด้วยกันเองมันก็ควรจะมี ผมคิดว่า บทบาทของจังหวัดตรงนี้จะหายไป ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสําคัญเพราะที่จริง การจัดการน้ําคงไม่ใช่รวมหมายถึงว่าจะให้น้ําไหลไปไหลมาอย่างใดแต่มันรวมหมายถึง การจัดการกับทางประชาชนด้วยนะครับ ดังนั้นการใช้ระบบกฎหมาย ข้อปฏิบัติ การชี้ชวน ให้ชาวบ้านปฏิบัติตามมันล้วนแต่ต้องใช้ทั้งกฎหมายและต้องใช้ทางรัฐศาสตร์ ในแต่ละ จังหวัดเขาจะมีบริบทการจัดการต่างหาก แยกจากกันทั้งผู้คนทั้งอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่า บทบาทจังหวัดตรงนี้จะหายไป คิดว่าถ้าเราสามารถใส่ตรงนี้ได้มันก็จะเป็นประโยชน์นะครับ อันนี้ก็คือระบบการจัดการน้ําภาครัฐ ผมคิดว่าที่หายไปคือบทบาทจังหวัดซึ่งจะมีบทบาท สําคัญในเรื่องของการนํานโยบายทั้งหมดไปปฏิบัติในบริบทของจังหวัดเองนะครับ

ประเด็นสุดท้าย ก็คงจะฝากเป็นข้อสังเกตนิดหนึ่ง พรุ่งนี้ก็คงจะเป็นเรื่อง แหล่งน้ําด้วยเหมือนกัน จริง ๆ แล้วการปฏิรูปในระดับที่ ๒ ด้านหนึ่งก็คือการปฏิรูปโดย บทบาทของประชาชน การปฏิรูปครั้งแรก ระดับแรกเป็นการปฏิรูปภาครัฐ เราให้บทบาท ภาครัฐต่าง ๆ เหล่านี้แต่การปฏิรูปที่ค่อนข้างจะมากกว่าภาครัฐก็คือเอาบทบาทของประชาชน เข้ามา เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากครับ ทุกเรื่องถ้าเราสามารถปฏิรูปได้โดยเอาบทบาทประชาชน เป็นตัวตั้งมันก็จะทําให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริงและเป็นการปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่มากครับ หลายเรื่องที่เราพิจารณากันไปหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาเราก็จะพูดถึงตรงนี้ บทบาทของ ประชาชนนะครับ บทบาทของประชาชนมีหลายส่วน เป็นแค่รับทราบ แค่ทําประชาพิจารณ์ ฟังความเห็นหรือแค่ขั้นมีส่วนร่วมเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นเจ้าของจัดการปัญหา แต่ละระดับ ของมัน มันแสดงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนที่แตกต่างกัน ถ้าเราสามารถทําให้ประชาชน มีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ อันนั้นแสดงว่าประชาชนเขาเป็นเจ้าของในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และรากฐานของประชาธิปไตยจริง ๆ ก็คือประชาชนเป็นเจ้าของปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ สําคัญมากนะครับ การปฏิรูปหลายครั้งทุกเรื่องอะไรก็ตามแต่ ถ้าประชาชนเป็นผู้รับทราบ รับผลและปฏิบัติ ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ มีความสําคัญ ทําอย่างไรที่บทบาทของประชาชนถูกหลักประกันตรงนี้ไว้ ผมยกตัวอย่าง ในเรื่องของยาเสพติด ได้มีการพูดถึงกลไกต่าง ๆ เยอะแยะมีทั้งภาครัฐ ทั้งการปราบปราม ทั้งหมอเพื่อบําบัดรักษา เป็นบทบาทของภาครัฐเกือบทั้งหมดที่เข้าไปจัดการกับปัญหานี้ แต่ถ้าเราอาศัยแล้วเรามีการปฏิรูปอะไรต่าง ๆ จากองค์กรภาครัฐแบบนั้นแบบนี้ ให้ทํางาน บูรณาการซึ่งกันและกันก็เป็นการจัดระบบองค์กรภาครัฐ แต่ปัญหาอย่างอื่นก็ไม่สามารถแก้ไข ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าเราสามารถไปได้อีกขั้นหนึ่ง ประชาชนเป็นเจ้าของปัญหา หมายความว่า บทบาทอันนี้สามารถจะถ่ายทอดหรือทําให้ประชาชนเป็นเจ้าของปัญหาร่วมด้วยแล้ว อันนั้นจะทําให้ปัญหานั้นได้รับการแก้ไขมากขึ้น ตรงนี้เช่นเดียวกันบทบาทของชุมชนที่พูดถึง ผมเห็นมีเรื่องหนึ่งก็คือองค์กรของผู้ใช้น้ําซึ่งอาจจะพูดไว้กว้าง ๆ แต่ผมคิดว่าในบริบท ที่ชุมชนมีบทบาทต่อการจัดการกับปัญหาน้ําเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากแล้วเป็นรากฐานของ ประชาธิปไตยจริง ๆ ในส่วนนี้ในร่าง พ.ร.บ. อาจจะค่อนข้างจะหายไปนิดหนึ่งแต่ว่าเรา อาจจะใส่ในกฎหมายลูกหรืออะไรต่าง ๆ ก็อาจจะได้นะครับแต่ว่าเท่าที่ดูตรงนี้มันก็อาจจะ หายไปส่วนหนึ่ง ก็ขอสรุปสุดท้ายนะครับว่า ก็ถือว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นความตั้งใจของ คณะกรรมาธิการที่ต้องการจะจัดการกับปัญหาน้ําอย่างมีเอกภาพและอย่างเป็นระบบ ซึ่งผมคิดว่าอย่างน้อยถ้าเราสามารถจัดการบริหารได้ทั้งหมดตามร่าง พ.ร.บ. นี้ ผมคิดว่า ปัญหาจัดการน้ําของเราโดยภาครัฐสามารถที่จะทําให้ดําเนินการได้อย่างมีเอกภาพได้อย่าง เต็มที่นะครับ แต่ถ้าสามารถที่จะเพิ่มเติมบทบาทในส่วนที่ขาดหายไปทั้งจังหวัดและชุมชน น่าจะทําให้การดําเนินงานของร่าง พ.ร.บ. นี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ ขอกราบเรียนเท่านี้ครับ