อลงกรณ์ ชี้ขาดองค์ความรู้จัดการน้ำ ยันบูรณาการข้อมูลชุมชน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙

อลงกรณ์ พลบุตร หารือปัญหาการบริหารจัดการน้ำที่ขาดองค์ความรู้อย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ทฤษฎีการจัดการน้ำ การบุกรุกลำน้ำ น้ำท่วม น้ำแล้ง และการใช้น้ำบาดาล พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนาระบบข้อมูลและทะเบียนแหล่งน้ำอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และส่งเสริมความเท่าเทียมในการบริหารจัดการน้ำระหว่างเมืองกับชนบท โดยเสนอให้มีการจัดทำร่างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับชุมชน พร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญร่วมอภิปรายเพื่อเสริมมุมมองในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างยั่งยืน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปท่านสุดท้ายนะครับ ขอเชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมครับ ขอเชิญครับ

พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกที่นับถือทุกท่าน ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สมาชิกหมายเลข ๓๙ ก็คงจะไม่พูดยาวนะครับว่าปัญหาแหล่งน้ําของประเทศไทยเรามันมีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ก็มีความพยายามที่จะแก้ไขกันมาทุกยุคทุกสมัย แม้กระทั่งร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ใช้เวลา เดินทางที่ค่อนข้างจะยาวนานนะครับ แล้วก็ต้องขอบคุณกรรมาธิการที่หยิบร่าง พ.ร.บ. นี้ ขึ้นมา เพื่อที่จะผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติในความเป็นจริง ท่านทั้งหลายก็คงจะทราบว่า ปัญหาน้ําก็มีเรื่องปัญหาน้ําท่วม ปัญหาน้ําแล้ง ปัญหาการบุกรุกแม่น้ําลําคลอง ปัญหา ถือครองลํากระโดงถมที่สาธารณะมีมาอย่างต่อเนื่องครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ คลองเปรมประชากร กับคลองบางซื่อมีการไปปักหลักปักฐานยึดครองนะครับ ซึ่งรัฐบาลนี้ก็พยายามแก้ไข ต้องใช้ ความพยายามอย่างมาก แค่ ๒ จุด ที่จะย้าย ๒ ชุมชนจากคลองบางซื่อ คลองเปรมประชากร ก็แทบจะตายแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเรามีปัญหาบุกรุกมาอย่างต่อเนื่อง ผมก็หวังว่าร่าง พ.ร.บ. นี้จะเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่แก้ไขสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เฉพาะในสังคมเมือง คงจะสังคมชนบทด้วย ตัวนี้เป็นเรื่องสําคัญนะครับ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตอย่างนี้นะครับ ในการแก้ปัญหาเรื่องน้ํา ผมว่าองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องน้ําสําคัญมาก ผู้ที่ปฏิบัตินี้ต้องมีองค์ความรู้จริง ๆ อย่างพูดถึง เรื่องแก้มลิง ไม่ใช่มองที่สระอย่างเดียวนะครับ ลองไปอ่านดูแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องแก้มลิง ไม่ว่าที่สระรองรับน้ํา ไม่ใช่ เขาดูตั้งแต่ต้นน้ํา แหล่งเก็บน้ํา ปลายทางน้ําเมื่อมันล้น เขาดูหมด นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดอุดรธานี จังหวัดจันทบุรี ที่ไปสร้าง ถนนคร่อมทางน้ําอย่างนี้ ก่อให้เกิดผลเสียแล้วก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการแก้ ก็คือ แสดงว่าเราไม่เข้าใจในเรื่องทฤษฎีว่าด้วยแก้มลิงกันจริง ๆ นะครับ เราไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่เป็นหน่วย ราชการเราทั้งหมด ที่อนุมัติขอออกแบบทั้งหมด ตัวนี้เป็นสิ่งที่ผมเรียกว่า องค์ความรู้ สําคัญมาก หรือแม้กระทั่งเรื่องน้ําบาดาล น้ําใต้ดิน เราขุดกันแบบเปรอะเลยละครับ ถามว่าเราจะมี น้ําเพียงพอไหม มีหน่วยงานไหนสํารวจบ้างว่าจะใช้น้ําบาดาลอย่างนี้ได้อีกเท่าไร ดินจะทรุด ไปเท่าไร ใครมีองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง เราก็ทราบกันอยู่ว่าน้ําฝนของเรานี่เหลือเฟือ แต่เรารีบผลักดันน้ําออกทิ้งไปปีละประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านคิวบิกเมตร รีบไล่ออก กลัวน้ํา จะท่วม น้ําที่จะลงไปในใต้ดินไปเป็นน้ําบาดาลนี่น้อยมาก น้อยมากครับ ก็ต้องขอบคุณ รัฐบาลนี้ที่เห็นความสําคัญในเรื่องสระขนมครก สระกลวงเหล่านี้ นี่ผมถือว่าถ้าฝนตกลงมา จะเป็นแหล่งเก็บน้ํา แล้วจะเป็นส่วนหนึ่งของการเติมน้ําใต้ดิน นี่คือเป็นส่วนนี้ เพราะฉะนั้น องค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องดีจริง ๆ ครับ

สําหรับเรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกต คือที่เราทําไม่สําเร็จ เพราะเรื่อง ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องแหล่งน้ําเรามีน้อยมาก เรามีน้อยมากครับ ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนแหล่งน้ํา เราเคยคิดไหมว่าจากชุมชนที่ไม่ว่าชุมชนเมือง ชุมชนในชนบท สหประชาชาติเขาคิดไว้สําเร็จ ว่า ๑ หัวจะต้องใช้น้ํากินน้ําใช้เท่าไร น้ําเพื่อการเกษตรเท่าไร เรามีข้อมูลเหล่านี้ทุกชุมชนไหม แต่ถ้ามีภาคอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ เขามีทุน เขามีเงิน เขาจะสร้างโรงงานอะไร เขาคิดแล้วว่า เขาจะต้องใช้น้ําเท่าไร อย่างโรงงานน้ําตาลรู้นะว่าจะต้องใช้น้ําประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คิว ๓๐,๐๐๐ คิว เพราะต้องทําโรงไฟฟ้าด้วย เขาก็ขุดบ่อของเขา มีน้ํา พอถ้าเผื่อมันแล้งปีนี้เขาก็ เจาะน้ําบาดาล ขุดน้ําบาดาลมาใส่ในบ่อของเขา เขามีความพร้อม ถามว่าหันไปดูในชนบท ของเรา ซึ่งในกฎหมายนี่บอกว่ามีคณะกรรมการลุ่มน้ําระดับชาติ กนช. คณะกรรมการ ทรัพยากรน้ําแห่งชาติ คณะกรรมการลุ่มน้ํา คณะกรรมการลุ่มน้ําสาขามันลอย แล้วเอาจังหวัดไปอยู่ตรงไหน คณะกรรมการจัดการแหล่งน้ําในระดับจังหวัดไม่มี ทั้ง ๆ ที่มัน ต้องลงในพื้นที่นะครับ แล้วก็จะเห็นว่าส่วนกลางของเราไปอยู่ในชนบท ไม่ว่าจะเป็นกรมอะไร ที่เกี่ยวกับน้ําทั้งหมด ลงไปในพื้นที่จังหวัดทั้งนั้นละครับ ขาดการประสานงานกับระดับจังหวัด ขาดข้อมูลในชุมชนในพื้นที่นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเป็นไปได้ ทําอย่างไรเราจะมีทะเบียน แหล่งน้ําในชุมชน ให้ชัดเจนเลยว่า ชุมชน ก มีประชาชนเท่าไร กี่หลังคาเรือน ต้องการน้ํา เท่าไร แล้วมีผังการใช้น้ํา เหมือนกับที่เราอยู่กรุงเทพมหานคร หรืออยู่เมืองใหญ่ เรามี น้ําประปามาถึงบ้านเรา เราสบาย เรามีเครื่องกรองน้ําของเรา เรากินสบายนะครับ ผมเอง ลงไปในชนบทเป็นประจํานะครับ เผอิญผมเกิดในชนบท แหล่งน้ําในชุมชนที่ผมอยู่ หรือผมว่ายน้ําเป็น เรารู้เลยว่าอยู่ตรงไหนบ้าง ปัจจุบันนี้ถมไปเรียบร้อยเหลือเพียง ๑ สระ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นของเราเองเรื่องแหล่งน้ําชุมชนเราขาดการให้ความสนใจอย่างมาก ๆ ทั้งที่เรารู้ว่าน้ําคือชีวิต น้ําคือทุกสิ่งทุกอย่าง ไปทําเกษตรก็ได้ อะไรก็ได้ แต่เราไม่ให้ความ สนใจ ให้ความสําคัญกับสิ่งเหล่านี้ ผมถึงว่ามันเกิดความเหลื่อมล้ําต่ําสูงระหว่างสังคมเมือง กับสังคมชนบท นี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงครับ อย่างที่ท่านสมาชิกท่านได้อภิปรายว่า ประชาธิปไตย มันเกิดในชุมชนนะครับ ทุกอย่างอยู่ในชุมชนหมด จะถูกปลุกระดม จะถูกชักจูงอย่างไร ก็อย่างนี้ แต่ถ้าเผื่อเขามีความมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง เขายืนบนขาของเขาได้ เชื่อเถอะครับว่า เขาเป็นตัวของตัวเองแน่นอน อย่างที่ท่านอภิปรายว่าเรื่องตัดไม้มาขาย ผมไปเยี่ยมโรงงาน เพื่อนผม เขาก็รับซื้อไม้ ไม้ดี ๆ ทั้งนั้นละครับ ไม่ว่าจะเป็นไม้มะขาม ไม้อะไรในสวนของเขา เขาตัดมาขาย แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ตัวนี้เป็นเรื่องที่เราเองเราต้องให้ความสําคัญ ผมอยากให้ ความสําคัญแหล่งน้ําในชนบทพอ ๆ กับความสําคัญการจราจรในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าเรา สร้างรถ สร้างทางด่วน สร้างอะไรทั้งหลาย ทําไมเราไม่ทําให้กับคนชนบท ตัวนี้เป็นตัวที่ผมถาม ผมอ่านหนังสือพิมพ์สัปดาห์ที่แล้ว ผมก็ดีใจนะครับที่จังหวัดบุรีรัมย์มีชุมชนหนึ่งเขาปลูก เมล่อนญี่ปุ่น เขารวมตัวกันทํา แล้วกรมทรัพยากรน้ําบาดาลไปขุดน้ําบาดาลให้เขา เขาใช้ น้ําบาดาลมาปลูกเมล่อนญี่ปุ่นนะครับ ซึ่งใช้เวลา ๖๕ วัน ถึง ๘๐ วัน ทําให้เขาสามารถที่จะ ขายผลิตผลของเขาได้นะครับ ตัวเหล่านี้เราต้องไปดูแลเขา เพราะฉะนั้นผมถึงอยากเห็น พ.ร.บ. นี้ เป็น พ.ร.บ. ที่แก้ไขปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ําเสียของ โรงงาน น้ําด้านการเกษตร น้ําอุปโภคบริโภค หรือเกษตรของชุมชนต่าง ๆ อยากให้ พ.ร.บ. นี้ เป็นตัวคําตอบ เพราะพรุ่งนี้ผมเองก็จะนําเสนอเรื่องการจัดการปัญหาแหล่งน้ําในชุมชน เพื่อชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นส่วนย่อย ผมถือว่าร่าง พ.ร.บ. นี้ ส่วนใหญ่ตอนนี้พูดอยู่ในเรื่อง ภาพแมกโคร (Macro) เป็นส่วนใหญ่ ส่วนผมจะลงไปอยู่เล็ก ๆ ไปดูชุมชน ไปดูประชาชน ในพื้นที่เป็นหลักนะครับ เพราะฉะนั้นผมเองก็มีข้อสังเกตเพียงแค่นี้ว่าอยากจะให้มี การบริหารจัดการที่ชัดเจนกว่านี้อีกนะครับ สามารถชี้ลงไปว่าถ้ามีปัญหาใครเป็นเจ้าภาพ ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ อันที่ ๒ เรื่องบูรณาการขอจัดให้ส่วนราชการ ไม่ว่าอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ มาร่วมกันทํากันจริง ๆ เถอะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูล ถ้าอย่างนั้น มันก็จะเป็นแค่ในกระดาษ มันจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ ผมก็ขอตั้งข้อสังเกตเพียงแค่นี้ ขอกราบขอบพระคุณครับ

ขอบคุณครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ท่านต้องนําเสนอเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ฉบับจิ๋วนะครับ ฉบับไมโคร (Micro) คือแหล่งน้ําชุมชน เรามีเพิ่มเติมอีก ๒ ท่านนะครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ขอเชิญท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา นะครับ รองบรรณาธิการ บริหารหนังสือเดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เชิญครับ