วลัยรัตน์ ศรีอรุณ หารือถึงบทบาทของนักการเมืองในการยึดมั่นคุณธรรม ความเป็นธรรม และการยอมรับผลการเลือกตั้ง พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการอภิปรายที่ตรงประเด็น มีวินัย และไม่ใช้เวทีเพื่อโจมตีผู้อื่น โดยเสนอให้มีการฝึกอบรมวัฒนธรรมทางการเมืองเพื่อลดการเสียเวลาในการประชุมและส่งเสริมให้สภาเป็นตัวอย่างที่ดีต่อสังคม โดยเฉพาะในการสร้างแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนและผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมการเมืองที่เข้มแข็งและมีคุณภาพ
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันเรียนไปว่าท่านกิตติเป็นท่านสุดท้าย มีท่านขออภิปราย เพิ่มอีก ๑ ท่านนะคะ ขอเชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติ เป็นท่านสุดท้ายแล้วก็จะปิดอภิปรายแล้วนะคะ ขอบคุณค่ะ ขอท่านรักษาเวลา ภายใน ๑๐ นาทีด้วยค่ะ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ผมต้องขอขอบคุณ ท่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่นําเสนอรายงาน เรื่อง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ที่จะทําการปลูกฝังประชาธิปไตยที่ดีที่งามให้กับเยาวชนและให้กับประเทศชาติ และถือเป็น เกียรติภูมิของประเทศชาติของเราครับ ผมเห็นด้วยทุกประการ แต่ผมขอเสนอเพิ่มเติม ใน ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นแรก ก็คือการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ประชาชน อยากเห็น ประเด็นที่ ๒ คือวิธีการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเร็วว่ามีวิธีไหนบ้างนะครับ
ประเด็นแรก การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในประเด็นที่ควรพัฒนา และประชาชนอยากเห็นนะครับ
๑. นักการเมืองต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต
๒. นักการเมืองต้องยึดประโยชน์ของประชาชน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ เป็นที่ตั้งเหนือประโยชน์ของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง ข้อนี้ขอเน้น สําคัญนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในระดับชาติหรือว่าการเมืองในระดับท้องถิ่น ขณะนี้หรือว่าในอดีต นะครับ ในอดีตที่ผ่านมาจะมีปัญหาอย่างมาก เพราะว่านักการเมืองนั้นยึดผลประโยชน์ของ พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ แล้วก็ทําให้ประเทศชาติ เสียหาย ณ ขณะนี้การเมืองท้องถิ่นบางแห่งก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะนักการเมืองยึดถือ ผลประโยชน์ของกลุ่มมากกว่าผลประโยชน์ของชุมชนหรือองค์กรที่ตัวเองสังกัดอยู่นะครับ
๓. นักการเมืองต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรีทางการเมือง คือรู้แพ้ รู้ชนะ และรู้ให้อภัยในการแข่งขันทางการเมือง เมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ปัญหานี้เกิดมาก ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วผู้แพ้ก็ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ผู้ชนะก็เหยียดหยามผู้แพ้ แล้วก็เกิดการอาฆาตกัน เกิดการเข่นฆ่ากัน เกิดการเช็กบิล (Check bill) หรือว่าทําร้ายกันในตอนหลัง อันนี้ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีและเป็นค่านิยม ที่ไม่ถูกต้อง และเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง
๔. นักการเมืองต้องไม่ใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายหรือผิดวัฒนธรรม หรือขาด คุณธรรมในการเอาชนะคู่แข่งขันทางการเมือง ทั้งก่อนเลือกตั้ง ขณะเลือกตั้ง แล้วก็ หลังเลือกตั้งที่มาเป็นนักการเมืองแล้ว
๕. นักการเมืองต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมายทั้งทางตรง หรือทางอ้อม อันนี้เป็นปัญหามากในท้องถิ่นในปัจจุบันหรือในระดับชาติในอดีตที่ผ่านมา ก็เพราะว่าเหตุการณ์แสวงหาผลประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมายนั้นเอง
๖. ให้นักการเมืองยึดหลักเหตุผลแทนการยึดหลักพวกพ้องหรือมติกลุ่ม หรือมติพรรค ในอดีตที่ผ่านมาทั้งนักการเมืองในระดับท้องถิ่นและระดับชาติเราจะเห็นว่า หลายครั้งหลายคราวที่นักการเมืองนั้นไม่ได้ยึดหลักเหตุผล แต่ยึดหลักมติพรรคเป็นที่ตั้ง อันนี้ก็จะสร้างความผิดหวังให้กับประชาชนและจะเกิดความเสียหายกับประโยชน์ของ ประเทศชาติโดยส่วนรวม
๗. นักการเมืองต้องมีมารยาทในการอภิปรายและต้องอภิปรายให้ได้ประเด็น ตรงประเด็น ไม่เยิ่นเย้อ หรือใช้สภาเป็นเวทีทําลายชื่อเสียงของบุคคลอื่น ตรงนี้จะเห็นได้ มากเลยครับในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่าบางครั้งในที่ประชุมแห่งนี้ละครับ ในสภาแห่งนี้ ในอดีตที่ผ่านมานั้นเราจะเห็นว่ามีการใช้สภานั้นเป็นเวทีในการทําลายชื่อเสียงของบุคคลอื่น หรือในการดิสเครดิต (Discredit) คนอื่น อันนั้นก็เป็นตัวอย่างที่ไม่อยากเห็นนะครับ แล้วก็ บางครั้งก็ใช้สถานที่แห่งนี้นะครับเป็นเวทีประลองกําลังกัน อันนั้นก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีงาม แล้วก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเด็กและเยาวชน เพราะเด็กและเยาวชนก็ชมการถ่ายทอด การอภิปรายบางครั้งอภิปรายยืดเยื้อมีแต่น้ําหาสาระไม่ได้ คนชม ประชาชนก็อยากฟัง การอภิปรายที่เป็นสาระแต่ก็ไม่ได้สาระเป็นการดูถูกประชาชน เป็นการทําให้ประชาชน เสียเวลา เป็นการทําให้สภาเสียเวลาและทําให้การพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาประเทศชาตินั้น ล่าช้าออกไป เพราะฉะนั้นผู้ที่จะไปเป็นนักการเมืองจะต้องจับประเด็นให้ได้ อภิปรายให้ถูก และเข้าประเด็นเพื่อที่จะได้ทําให้ประชาชนคนไทยนั้นสนใจ อยากฟัง อยากชม อยากติดตาม การอภิปราย เพราะว่าถ้าเขาชมเขาฟังแล้วเสียเวลานานเขาก็ไม่อยากฟังอยากชม แต่ถ้า เขาชมแล้วฟังแล้วได้เนื้อหาสาระเขาก็อยากติดตามจะทําให้ประชาชนนั้นสนใจการเมือง มากยิ่งขึ้น แล้วก็จะทําให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองเกิดขึ้น ผมต้องขอชื่นชมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ การอภิปรายของสภาแห่งนี้ได้เนื้อหาสาระ ได้ประเด็น ไม่มีเยิ่นเย้อต้องทุกท่านที่อภิปรายนะครับอันนั้นเป็นตัวอย่างที่ดี ผมอยากเห็น รูปแบบการอภิปรายแบบนี้ในที่ประชุมในยุคการเมืองที่มีการเลือกตั้งที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะว่าจะเป็นสร้างสรรค์ที่ดีและเป็นการวางรูปแบบที่ดีและเป็นการปลูกฝังค่านิยมที่ดี ให้กับเด็กและเยาวชนรุ่นหลังนะครับ
๘. นักการเมืองต้องไม่ทําให้ที่ประชุมสภาเสียเวลาในการประชุมโดยไม่จําเป็น อันประกอบด้วย ประการที่ ๑ ผู้อภิปรายก็ต้องปฏิบัติตัวไม่ให้ผิดข้อบังคับในการอภิปราย หรืออภิปรายไม่เหมาะสมจะเกิดประเด็นการประท้วงขึ้นก็จะทําให้เสียเวลา และประการที่ ๒ ก็คือต้องไม่มีการประท้วงโดยไม่จําเป็น ในอดีตที่ผ่านมาเท่าที่ชมการอภิปรายทางสื่อถ่ายทอด ทางโทรทัศน์นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีการใช้เวทีสภาแห่งนี้ ในการประท้วง ในการขัด หรือในการโต้แย้งการอภิปราย บางทีนั่งชมทางทีวีทางโทรทัศน์ ครึ่งชั่วโมงไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลย โต้กันไปโต้กันมา ประชาชนก็อยากฟังว่าข้อเท็จจริง เป็นอย่างไร เนื้อหาสาระเป็นอย่างไร แต่ก็มีการประท้วงกันอยู่ตลอดเวลาทําให้ประชาชนนั้น เบื่อหน่ายในการที่จะฟังแล้วทําให้เบื่อหน่ายในระบบการประชุมนั้นด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมอยากให้นักการเมืองทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้ตระหนักถึงตรงนี้ แล้วก็เป็น นักการเมืองรุ่นใหม่ยุคใหม่นะครับหลังจากที่มีการเลือกตั้งไปแล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะนําเสนอครับ วิธีการเสริมสร้างวัฒนธรรมที่เห็นผล เป็นรูปธรรมโดยเร็วนะครับ มีดังนี้ครับ
๑. ให้ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติต้องผ่าน การฝึกอบรมตามหลักสูตรสําหรับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนะครับ ที่ดํารงตําแหน่งอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองท้องถิ่นเข้าอบรมหลักสูตรเลยครับ หลักสูตรร่างเสร็จแล้ว ปฏิบัติเลยครับตอนนี้ก็สามารถดําเนินการได้นะครับ นี่ประเด็นที่ ๑ นะครับ
๒. คือผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในอนาคตจะต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร วัฒนธรรมทางการเมืองสําหรับผู้สมัครรับเลือกตั้ง เวลาเขาลงไปหาเสียงจะได้มีวัฒนธรรม นะครับ แล้วเขาจะได้ไม่กระทําการในสิ่งที่ไม่ถูกต้องดังที่ผมกล่าวแล้วตอนต้น
๓. ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจะต้องผ่านหลักสูตรวัฒนธรรมทางการเมืองสําหรับผู้ที่ ได้รับการเลือกตั้งก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่ โดยให้กําหนดให้เป็นเงื่อนไขที่สําคัญของผู้ที่จะเข้า รับสมัครการเลือกตั้งหรือจะเข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองต้องมีคุณสมบัติครบดังกล่าว
ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ครับจะทําให้เห็นผลเป็นรูปธรรมและทําได้ทันที แล้วก็ ผู้ที่จะเป็นต้นแบบของการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีนั้น ก็คือนักการเมืองท้องถิ่น และนักการเมืองในระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองที่เข้ามาอยู่ในสภาห้องแห่งนี้ จะเป็นบุคคลที่สําคัญอย่างยิ่งที่จะขับเคลื่อนปฏิรูป แล้วก็เป็นต้นแบบของการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี และเมื่อนั้นประเทศไทยของเราก็จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มี วัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีและเป็นที่ภาคภูมิใจของประชาชนทั้งชาติต่อไปครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ สมาชิกได้อภิปรายกันมาพอสมควรแล้วนะคะ ดิฉันขอปิด การอภิปราย และขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการตอบข้อซักถามของสมาชิก เชิญค่ะ