กษิต แจงแผนปฏิรูปการเมือง เชื่อมยุทธศาสตร์ชาติ-ส่งเสริมวัฒนธรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือแนวทางการปฏิรูปการเมืองอย่างองค์รวม โดยเสนอให้เชื่อมโยงแผนส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองกับยุทธศาสตร์ชาติผ่านกลไกทั้งรัฐธรรมนูญ รัฐบาล และ คสช. พร้อมเสนอจัดตั้งองค์กรกลางในการขับเคลื่อนการปฏิรูปในลักษณะคล้ายสภาพัฒน์เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองที่เปิดช่องให้ประชาชนร่วมสนับสนุนผ่านการหักภาษี และเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณเพื่อสนับสนุนการฝึกอบรมและพัฒนาองค์ความรู้ ควบคู่กับการส่งเสริมสิทธิพลเมือง การกระจายอำนาจ และบทบาทของสื่อในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยโดยอิงจากแนวคิดในพระราชดำรัส คำสอนทางศาสนา และภูมิปัญญาไทย

นายกษิต ภิรมย์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ รองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง คนที่หนึ่ง

ประเด็นแรกนะครับ เกี่ยวกับคําถามว่าแผนแม่บทว่าด้วยการส่งเสริม วัฒนธรรมทางการเมืองจะโยงกับแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ ระยะ ๒๐ ปีอย่างไร ตัวเชื่อมโยง คงจะมี ๓ องค์กรด้วยกันหรือว่า ๓ ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกคือในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ข้อ ๑ ก ที่ได้ระบุไว้แน่ชัดให้มีการส่งเสริมองค์ความรู้ของประชาชน เรื่อง การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ส่วนประเด็นที่ ๒ คือเมื่อแผนนี้ได้รับความ เห็นชอบจาก สปท. และส่งไปที่ฝ่ายรัฐบาล ตัวรัฐบาลเอง ตัว ครม. แล้วก็ คสช. สามารถที่จะ ออกคําสั่งต่าง ๆ จะเป็นมติ ครม. หรือจะใช้มาตรา ๔๔ ของร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ได้ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนแล้วก็ดําเนินการ

ส่วนประเด็นต่อไป คือแล้วจะเชื่อมโยงกับอํานาจรัฐอย่างไร ก็คงจะขึ้นอยู่กับ ครม. หรือ คสช. ว่าจะมอบงานนี้ให้กับหน่วยงานใดหรือรองนายกรัฐมนตรีหรือตัวรัฐมนตรีเอง จะรับผิดชอบนะครับ แต่ว่าขณะนี้เรามีสภาพัฒนาการเมืองอยู่แล้ว แล้วก็ใกล้จะหมดวาระ แล้วได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยสภาพัฒนาการเมืองขึ้นมาใหม่ ซึ่งทางฝ่าย คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองก็ได้พบปะติดต่อกันเป็นระยะ ๆ อย่างน้อย ก็ ๔-๕ ครั้งในช่วง ๔-๕ เดือนที่ผ่านมาว่าจะทํางานร่วมกันอย่างไร ทั้งในเรื่องของร่าง พระราชบัญญัติ กับอันที่ ๒ คือในเรื่องของการที่จะจัดตั้งองค์กรกลางหรือว่าจะปฏิรูป หรือว่าจะปรับปรุงสภาพัฒนาการเมืองให้เป็นหน่วยงานสมบูรณ์แบบ โดยขอเทียบเคียง กับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มีคณะกรรมการระดับชาติ มีองค์กรที่ทํางาน แล้วก็มีแผนพัฒนาออกมาหลายฉบับ ๕ ปีเข้าฉบับที่ ๑๒ ต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว แต่เป็นที่น่า สังเกตว่าโดยตลอดมา ๕๐ ปี ๖๐ ปี เรามิได้มีสภาพัฒนาทางด้านการเมือง เราก็จะเติม ให้เต็มในเรื่องนี้ถ้าเผื่อได้รับความเห็นชอบจากสภาที่นี่ แล้วก็ส่งไปยังคณะรัฐบาลแล้วก็ คสช. มันก็จะมีองค์กรกลางที่จะทํางานได้ แล้วก็ในข้อเสนอที่อยู่ในเอกสารคณะกรรมการที่จะ บริหารสภาพัฒนาการเมืองนี้ก็จะมีประมาณสัก ๓๐ ท่าน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ที่มี ประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งทางด้านการเมืองการปกครอง ทั้งหมดนี้นะครับ นั่นก็เป็นแนวคิด ที่จะได้มีการดําเนินการต่อไป

ส่วนประเด็นต่อไปคือแล้วกองทุนจะมาจากไหน ก็ขออ้าง ณ วันนี้ก่อน นะครับว่าประชาชนพลเมืองทุกคนที่เสียภาษี สามารถที่จะหักภาษีของตนเอง ๑๐๐ บาท ให้กับ กกต. เพื่อใช้ในการส่งเสริมการเมืองหรือประชาชนสามารถที่จะระบุว่าเงิน ๑๐๐ บาท ของภาษีนี้สามารถจะไปมอบให้พรรคการเมืองหนึ่งใด แต่ถ้าเผื่อเราจะมาช่วยกันพัฒนา วัฒนธรรมทางการเมืองให้มีกองทุนที่จะดําเนินการต่าง ๆ ตามแผนแม่บทได้ก็จะต้องมีการ รณรงค์ในการที่จะขอให้ประชาชนช่วยบริจาคเงินภาษีคนละ ๑๐๐ บาทเพื่อการนี้ นั่นก็เป็น จุดเริ่ม ส่วนอันที่ ๒ ก็แน่นอนเมื่อทุกท่านได้เห็นความสําคัญของการส่งเสริมวัฒนธรรม ทางการเมืองเพื่อจะแก้ความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยของไทยเมื่อจะเป็นวาระ แห่งชาติ งบกลางส่วนหนึ่งจากรัฐบาลก็คงจะพึงมีมา แล้วก็อาจจะช่วยกันที่จะขอให้รัฐบาล เพิ่มงบประมาณให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ทํางานทางด้านนี้อยู่แล้ว จะเป็นสถาบันพระปกเกล้า จะเป็น กกต. ในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เครือข่ายของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้ง มหาวิทยาลัยภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งหมดนะครับ องค์กรเครือข่ายในหน่วยงานของ กระทรวงมหาดไทย แล้วก็รวมทั้งสํานักงาน ก.พ. สํานักงานข้าราชการพลเรือนด้วย ต่าง ๆ เหล่านี้ก็น่าจะได้รับการเพิ่มงบประมาณเพื่อจะไปทํางานในส่วนที่เกี่ยวกับการฝึกอบรม การยกระดับองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมทางการเมืองได้

ส่วนประเด็นต่อไป ก็คือว่าในช่วงว่าด้วยเรื่องของการที่จะส่งเสริมสิทธิ พลเมือง เรื่องของการกระจายอํานาจต่าง ๆ นั้นคงจะต้องพิจารณาเรื่องนี้คู่ขนานกับการ ปฏิรูปการเมืองว่าด้วยพรรคการเมือง ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง ว่าด้วยเกี่ยวกับการเข้าสู่อํานาจ ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองภายใต้การนําพาของท่านเสรี กําลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ ในขณะเดียวกันก็คงต้องโยงใย ไม่ใช่ไปที่แค่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แต่ต้องโยงใยไปที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศระบบบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็ท้องถิ่นด้วย แน่นอนทั้งหมดนี้เพื่อจะ ช่วยเร่งรัดต่าง ๆ บทบาทของสื่อเป็นเรื่องที่สําคัญ ทั้งสื่อของรัฐ สื่อของเอกชน กระผมเอง ก็ได้พบปะกับนายกสมาคมผู้สื่อข่าวแล้ว ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ก็เป็นเรื่องของการที่จะต้อง วางแผนการทํางานร่วมกัน แล้วก็เร่งกันขับเคลื่อน ส่วนในช่วงอายุของ สปท. นั้นเราก็ได้ เสนอโครงการนําร่องไว้แล้วที่จะช่วยเร่งรัดแต่เบื้องต้นนะครับ ถ้าเผื่อได้รับการตอบสนอง ได้รับความร่วมมือ ความกระตือรือร้น ความรู้ในเรื่องของประชาธิปไตยก็จะเพิ่มขึ้น

ประเด็นสุดท้าย ในกรอบงานของเรา เรามีคณะทํางานที่เปรียบเทียบทัศนคติ ในเชิงลบและบวกต่อประชาธิปไตย แล้วก็ในคณะทํางานอันนี้ได้เริ่มมีการประมวล พระราชดํารัสขององค์พระมหากษัตริย์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๔ เรื่อยมานะครับ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองที่มีธรรมะเป็นตัวตั้ง ได้มีการเริ่มที่จะประมวล คําสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเรื่องที่เกี่ยวกับการที่สังคมจะอยู่ร่วมกันก็จะขยาย ไปสู่ศาสนาอื่น ๆ นอกจากนั้นแล้วก็ได้มีการเริ่มประมวลคําพังเพยสุภาษิตต่าง ๆ ของไทย ที่บ่งบอกว่าสามารถที่จะร่วมกันโดยการที่จะปฏิเสธอํานาจนิยมหรือว่าระบบอุปถัมภ์ได้ หรือไปลบล้างความเชื่อถือที่ผิด ๆ ถูก ๆ ที่มีมาโดยตลอด อันนี้ก็เป็นสิ่งที่กําลังดําเนินการ อยู่แล้วก็จะทํากันต่อไปโดยที่จะจัดทําให้เป็นเอกสารอ้างอิงประกอบกับหลักสูตรของ การเรียนการสอนกับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ