กิตติ ชี้ดับภัยคุกคามวัฒนธรรมการเมือง เสริมรัฐธรรมนูญ-ภูมิคุ้มกันชุมชน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙

กิตติ กิตติโชควัฒนา หารือถึงความจำเป็นในการปกป้องวัฒนธรรมการเมืองไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเน้นบทบาทของรัฐธรรมนูญ กระบวนการยุติธรรม และความมั่นคงระดับรากหญ้า พร้อมเสนอให้เสริมพลังนักศึกษาและผู้นำศาสนาที่มีศีลธรรมในการขับเคลื่อนสังคม และเร่งจัดการบุคคลที่เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ลําดับที่ ๑๐ จาก จังหวัดยะลาครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมได้ฟังจาก คณะกรรมาธิการที่นําเสนอเรื่องที่สําคัญที่เกี่ยวข้องกับความคงอยู่ของบ้านเมืองในระบอบ การปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมันไปสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เกือบทุกฉบับที่ได้ตราไว้ในเรื่องอย่างนี้ เช่น ที่เขียนไว้ว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถ้าจะถามผม ผมคิดว่าอันนี้เป็นหลักของ บ้านเมืองของเราที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับตราขึ้นมา เราจะต้องรักษาไว้ในส่วนนี้ตลอดไป ในหลวงทรงตรัสว่า การรักษาวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ เพราะฉะนั้นรักษาวัฒนธรรม คือการรักษาชาติ วัฒนธรรมของการเมือง การปกครองบ้านเรามันก็ต้องไปสอดคล้องกับสิ่งที่ เป็นสถาบันหลักของเราที่มีอยู่ ก็คือพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ของชาติ ของบ้าน ของเมือง แต่ในปัจจุบันนี้มันก็มีสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากว่า ผู้รู้ ผู้เก่ง ไปศึกษา มาจากที่อื่น ก็เอาความคิดเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับฐานคิดของเรา ถามผมว่าอันนี้เป็นภัยไหมต่อหลักคิดของเราที่บอกว่า การเมืองการปกครองของเรานั้น ฐานคิดมันก็คือเรื่องพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข เพราะฉะนั้นถ้าหากว่านอกเหนือไปจาก สิ่งเหล่านี้นั้น ก็คือเป็นวัฒนธรรมที่แปลกปลอมเป็นภัยคุกคามของประเทศไทยเรา ซึ่งมาตรการอันนี้ จากรัฐธรรมนูญที่ร่างที่จะถูกนําเสนอเพื่อนําไปสู่การลงประชามติ ก็มีมาตรการต่าง ๆ เพื่อที่จะขจัดคนที่เป็นภัยคุกคามต่อบ้านเมือง ก็สอดคล้องกับสิ่งที่เรา กําลังจะดําเนินการอยู่ ท่านประธานครับ ผมเองนั้นสมัยเป็นข้าราชการเด็ก ๆ เคยเป็น ปลัดอําเภอ ในขณะนั้นมีภัยคุกคามที่เรียกว่า คอมมิวนิสต์ กรมการปกครองก็ได้มีการเอาตัวพวกปลัดอําเภอทั้งหลายไปอบรมเพื่อจัดทําหลักสูตรคู่มือ อย่างที่ท่านกรรมาธิการได้บอกว่าจะมีทําหลักสูตรเพื่อออกไปอบรม ผู้ใหญ่ก็บอกผมว่า การต่อสู้เรื่องที่จะเอาชนะภัยคอมมิวนิสต์นั้น หมู่บ้านเป็นจุดแตกหักครับท่านทั้งหลายครับ เพราะในส่วนนี้นั้นผมคิดว่าทั้งระดับชาติ ระดับล่าง มันจะต้องรองรับซึ่งกันและกัน ข้างบน เราเขียนว่าอะไรก็แล้วแต่ ๒๐ ปี ๕ ปี หรือว่าอีกปีครึ่งก็สุดแล้วแต่ ในขณะเดียวกัน ข้างล่างเราจะว่าอย่างไร ในขณะที่ผู้หลักผู้ใหญ่ให้ข้อคิด ในสมัยก่อนบอกว่าหมู่บ้าน เป็นจุดแตกหัก เพราะฉะนั้นถ้าหากหมู่บ้านปราศจากเสียซึ่งความมั่นคง มีความคิดเรื่อง ทางการเมืองที่ผิดแผกไปจากสิ่งที่เราเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น อันนั้นเป็นเรื่องของการก่อตัว จากน้อยไปหามาก จากเล็กไปหาใหญ่ ซึ่งเป็นอันตราย ไม่เพียงแต่เฉพาะภายในประเทศ เท่านั้น ในขณะนี้มันยังมีภัยคุกคามที่มาจากข้างนอกด้วย อย่างที่เราได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมานําเสนอเพื่อให้สภานี้ให้ความ เห็นชอบนั้น โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าอันนี้ถูกต้อง แต่สิ่งที่เป็นข้อกังวลก็คือว่าเรามีเวลาเพียง ปีเศษ ๆ เรียกว่าอายุสั้น ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีเวลาน้อย เพราะฉะนั้นทําอย่างไรในห้วง เวลาสั้น ๆ อย่างนี้เราจะขับเคลื่อนสิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อวัฒนธรรมทางการเมืองของเราที่มี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะได้เสร็จตามสมควรแก่เวลาที่มีอยู่ ผมอยากจะเห็นอย่างนี้ ครับท่านประธาน ก็คือผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นพิษเป็นภัย อันนี้ส่วนตัว ที่เป็นพิษเป็นภัย ภัยคุกคาม ทางการเมืองซึ่งรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้อยู่แล้ว ที่รอคอยอยู่ แต่จะคอยรัฐธรรมนูญก็คงจะช้า ทําอย่างไรเราจะขับเคลื่อนตัวนี้ให้เร็วทันกับเวลา อยากจะเห็นความเด็ดขาด ความรวดเร็ว ในเวลาอันสั้น ๆ นี้ อันนี้สิ่งที่อยากจะเห็นมาก แล้วก็ในขณะเดียวกันในเรื่องกระบวนการ ยุติธรรมกับเรื่องของการที่จะพิจารณาบุคคลที่อยู่ในฐานะที่เป็นภัยคุกคามของชาติบ้านเมืองนั้น อย่าให้ล่าช้าครับ ตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา หรือปลายน้ําก็สุดแล้วแต่ ไม่อยากจะให้ล่าช้า เราจะ กําหนดกระบวนการการขับเคลื่อนในฐานะที่เราเป็น สปท. อย่างไร ผมว่าอันนี้จําเป็น เพราะ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วที่เป็นภัยคุกคามต่อวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีของพวกเรานั้น มันก็ถูกเก็บฟักตัวไปเรื่อย รอเวลาเลือกตั้งเมื่อไรมันก็จะโผล่ขึ้นมาอีก

แล้วประการต่อไปสิ่งที่ฟังจากคณะกรรมาธิการได้นําเสนอขึ้นมานั้น อันนั้น ผมคิดว่ามีค่าอย่างมาก ก็คือเรื่องศาสนาชี้นํา อันนี้ผมเห็นด้วยครับ เพราะว่าคนไทยเรานั้น จะนับถือศาสนาอะไรก็สุดแล้วแต่ แต่มีความยึดมั่นศรัทธาในหลักธรรมแห่งศาสนาเรียกได้ว่าสูง ผู้นําชี้ไปทางไหนก็จะเชื่อไว้ก่อน อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของ การชี้นําทางศาสนานั้น ทําอย่างไรเราจะได้ผู้ชี้นําในทางศาสนาที่อยู่ในศีล ในธรรม ตั้งอยู่บน ความถูกต้อง ซื่อสัตย์ในวิชาชีพของผู้นําทางศาสนา อันนี้ผมคิดว่ามันจะช่วยในการผ่อนแรง ในการชี้นํา ชี้นําทางศาสนาที่มีศักยภาพ ดีไม่ดีมันจะครอบคลุมทั้งหมู่บ้าน ทั้งตําบล บางพื้นที่ทั้งจังหวัด เราก็จะได้สิ่งที่เรียกว่าเครื่องทุ่นแรงอย่างมีประสิทธิภาพ

ในประการต่อไปที่อยากจะเห็นมาก ๆ ก็คือแกนนําที่เป็นนักศึกษาครับ ท่านประธานครับ เพราะนักศึกษานั้นมีพลังขับเคลื่อน มีพวกที่เป็นแนวร่วมคิดอย่างเดียวกัน อยู่ในสถาบันและมีความเชื่อมโยงที่เป็นเครือข่ายที่ค่อนข้างแน่น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า เราได้นักศึกษาที่เป็นเครือข่าย เป็นแนวร่วมในการขับเคลื่อน มันก็จะทําให้ประสิทธิภาพ ในการขับเคลื่อนในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งจะทําได้หรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ก็ฝากไว้เป็นข้อคิดในการ ที่จะกําหนดวิธีการเพื่อการขับเคลื่อน กําหนดเป้าหมายในการที่เราจะใช้บุคคลเหล่านี้ให้เกิด ประโยชน์กับชาติบ้านเมือง ผมคิดว่านักศึกษาเป็นปัญญาชนครับ ไม่ยาก ถ้าถามผม เพราะ ผมเป็นประธานสภาวิทยาลัยชุมชนอยู่ เราก็พูดคุยกับนักศึกษาอยู่ตลอดเวลาว่านักศึกษา มีความเห็นเรื่องอย่างนี้เป็นอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการให้เหตุให้ผลที่ถูกต้องกับ สถานการณ์ เวลาที่สอดคล้องนั้น นักศึกษาจะเชื่อครับ ยอมรับในสิ่งที่เรานําเสนอ เพราะฉะนั้น ๓-๔ ประเด็นที่นําเสนอฝากเป็นข้อคิด จะเป็นเรื่องของผู้ชี้นําทางศาสนาที่มีศักยภาพ จะเป็น เรื่องของนักศึกษาที่เป็นแกนนําสําคัญ รวมไปตลอดจนถึงการเร่งรีบขจัดบุคคลที่เป็น ภัยคุกคามต่อแนวคิดเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขนั้น ผมคิดว่าอันนี้ต้องรีบจัดการก่อนที่พวกเราจะหมดอายุครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ