ต่อพงศ์ เสลานนท์ หารือการสร้างและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมประชาธิปไตยในประเทศไทย โดยเน้นความสำคัญของการปรับแผนงานให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละช่วงวัย ทั้งในระบบการศึกษา ครอบครัว และสังคม เพื่อส่งเสริมวิธีคิดและวิถีชีวิตที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลายและเคารพสิทธิของผู้อื่น
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม ต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ ครับ ในเบื้องต้นผมก็รู้สึกดีใจนะครับที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคม ได้หยิบยกประเด็นสําคัญ ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดปัญหาหนึ่ง ของประเทศไทยขึ้นมาพัฒนาเป็นข้อเสนอที่จะขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ในเบื้องต้นผมอยากจะกราบเรียนว่าในความเข้าใจของผมเองนะครับ วัฒนธรรมจะแบ่งเป็น องค์ประกอบ ๒ ส่วนใหญ่ ส่วนที่ ๑. ก็คือในส่วนของวิธีคิดหรือเวย์ ออฟ ทิงก์ (Way of think) นะครับ ส่วนที่ ๒ คือวิถีชีวิตหรือเวย์ ออฟ ไลฟ์ (Way of life) ซึ่งวิธีคิดนะครับหรือวิธีคิดกับ วิถีชีวิตมันจะเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ถ้าคนมีความเชื่อมีความคิดแบบหนึ่ง พฤติกรรม ที่แสดงออกมาก็จะเป็นแบบหนึ่ง และคําถามวิธีคิดที่ว่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร จากความเข้าใจ ของผมที่ได้ศึกษามา ผมเข้าใจว่าวิธีคิดต่าง ๆ ของมนุษย์มักจะเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ เกิดขึ้น จากการมีปฏิสัมพันธ์หรือมีวิถีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมจนกลายเป็นความเข้าใจ เป็นทัศนคติ เป็นความเชื่อ แล้วก็เป็นวิธีคิดตามลําดับ ผมคิดว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่เราต้องการที่จะ ทําให้เกิดขึ้นในประเทศไทยก็คงจะอยู่บนบริบทนี้เช่นเดียวกัน ผมเห็นด้วยกับตัววัฒนธรรม ที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอมา ๖-๗ ประการนี่นะครับ แล้วก็เห็นด้วยกับตัวแผนงาน ต่าง ๆ ที่จะคิดว่าเป็นแผนในการขับเคลื่อนตัววัฒนธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ผมอยากจะให้ ท่านกรรมาธิการได้ตอบโจทย์ในการใช้กิจกรรมหรือใช้แผนงานให้ตรงกับสิ่งแวดล้อมหรือ กลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย ผมเรียนนะครับว่าในภาษาหรือในกระบวนการวิชา ทางการตลาด เขาจะแบ่งคนออกเป็นเจเนอเรชัน (Generation) นะครับ เมื่อก่อนก็อาจจะ มี ๒-๓ เจเนอเรชัน (Generation) เช่น เบบี้บูม (Baby Boom) แล้วก็เป็นเจเนอเรชัน (Generation) ต่อจากลูกเบบี้บูม (Baby Boom) ก็เป็นเจเนอเรชัน เอกซ์ (Generation X) เอกซ์เทนด์ (Extend) ต่อขยาย แล้วก็เป็นเจเนอเรชัน (Generation) ที่ปัจจุบันก็อายุ ๓๐ เศษ ๆ ที่เขาเรียกว่า เจนวาย (Gen Y) วาย (Y) นี้ไม่ใช่ตัววาย (Y) นะ ดับเบิลยูเอชวาย (Why) หรือเจน (Gen) ทําไมนี่ละครับ เกิดมาก็ตั้งคําถามเลยว่า ทําไม และเจน (Gen) ที่เกิดขึ้น หลังจากมิลเลนเนียม (Millennium) หรือว่าสหัสวรรษหรือปี ๒๐๐๐ นี่นะครับ เขาเรียก เจนเอ็ม (Gen M) ผมตั้งคําถามต่อว่าสิ่งที่เรากําลังจะทําจากการเปลี่ยนแปลงหรือสร้าง วัฒนธรรมที่ว่านี้นะครับ เราทํากับใคร กลุ่มไหน ซึ่งผมคิดว่าท่านกรรมาธิการก็คงจะ สร้างแผนต่าง ๆ เพื่อรองรับในแต่ละกลุ่มช่วงวัย สิ่งที่เกิดขึ้นจากการดําเนินการตามแผนงาน ผมคิดว่าเกิดอยู่ ๒ อย่าง ๑. คือการสร้าง ๒. คือการเปลี่ยนแปลง ผมจะพูดถึงการสร้างก่อน นะครับ การสร้างที่ว่านี้ผมคิดว่าคนที่เราจะคาดหวังที่จะให้เขามีวัฒนธรรมประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์แบบก็คือมีทั้งหลักยึดทั้ง ๖ ข้อหรือ ๗ ประการ แล้วก็มีความอดทนที่จะอยู่กับคน ที่มีความเห็นต่าง คนที่เคารพสิทธิของคนอื่น เคารพสิทธิของตัวเองไม่ไปละเมิดต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าน่าจะคาดหวังในกลุ่มที่อยู่ในกลุ่มเจนเอ็ม (Gen M) เจนเอกซ์ (Gen X) หรือ เจนวาย (Gen Y) ถามว่าคนเหล่านี้เขาอยู่ที่ไหนครับ คนเหล่านี้เขาอยู่ในระบบการศึกษาหรือ เขาอยู่ในระบบการทํางานในช่วงต้น ผมคิดว่าวิธีที่จะสร้างวิทยากรอาจจะเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าการสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาในสถานศึกษาให้มีบรรยากาศของความ เป็นประชาธิปไตยให้ได้เรียนรู้ ผมคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่สําคัญยิ่งกว่า นอกเหนือจากนั้นเขาอยู่ ที่ไหนเขาอยู่ในครอบครัวครับ เขาอยู่ที่บ้าน ยังมีคําพูดอยู่เสมอครับ เด็ก ๆ วัยรุ่น เยาวชน ว่าไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ยังมีคําพูดอยู่เสมอครับว่าคนนี้เป็นเด็กดื้อ ยังถูกสังคมชี้หน้าหรือตีตรา นะครับว่าคนเหล่านี้ไม่เคารพผู้ใหญ่ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สังคมไทยเราให้คุณค่าไว้ แต่ถ้ามอง ในแง่ของสังคมประชาธิปไตยแสดงว่าครอบครัวเขาอาจจะไม่รับความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือเปล่า ซึ่งผมก็ตั้งคําถามย้อนกลับไปที่ท่านกรรมาธิการว่าวัฒนธรรมฐานรากที่มาจาก ครอบครัว มาจากการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ ๘ ชั่วโมงอยู่ในโรงเรียน ๘ ชั่วโมงอยู่ในสิ่งแวดล้อม อื่น ๆ แล้วก็อีกประมาณ ๘ ชั่วโมงอยู่ที่บ้านนี่นะครับ ท่านทําอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลง หรือการสร้างวัฒนธรรมในครอบครัว ส่วนต่อมาที่ผมอยากจะพูดก็คือในแง่ของการเปลี่ยนแปลง นั่นคือผมคิดว่าต้องดําเนินการ ในกลุ่มที่เป็นเจนเอกซ์ (Gen X) หรือ ๓๐-๔๐ ปีขึ้นนะครับ ส่วนกลุ่มคนที่แก่กว่านั้นผมก็ ไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนอย่างไรนะครับ ผมอยากจะสอบถามหรืออยากจะเสนอนะครับว่าคือ ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้นะครับมันต้องเกิดขึ้นจากการที่เรามองสิ่งแวดล้อม ผมไปในท้องถิ่น เยอะ ๆ ผมก็เจอคนพูดถึงการปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือจะเป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขาก็พูดกันถึงการไม่ชอบมาพากลหรือไม่ถูกต้องในการได้มาซึ่ง การดํารงตําแหน่งเยอะแยะมากมาย เราจะทําอย่างไรให้วิถีชีวิตความเคยชินของประชาชน ที่อยู่ในของใกล้ตัวเขาที่สุดเองนะครับ ทําให้มันเปลี่ยนแปลงตรงนั้น เพราะผมเชื่อว่าถ้าเรา ไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ในระดับฐานรากองค์กรหรือว่าการเมืองในระดับชาติมันก็คงจะ เปลี่ยนแปลงได้ยาก หรือไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้นบทบาทขององค์กร ที่ทําหน้าที่ในการกํากับหรือในการทําให้เกิดความสุจริตโปร่งใสในสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัวเขา ในการเมืองระดับท้องถิ่นผมคิดว่าสําคัญมากแล้วอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนว่าในเรื่อง วัฒนธรรม มันต้องมีความเชื่อบางอย่างที่ทําให้สิ่งที่เขาหวงแหนเขาต้องรักษาไว้ด้วย การรักษาวัฒนธรรมนี้ เช่น มันต้องเชื่อมโยงให้ออกครับว่าการคอร์รัปชันเป็นสาเหตุของ ความยากจน มันต้องทําให้คนเขาเห็นครับว่าถ้าเขายังส่งเสริมการคอร์รัปชันมันมีค่าเท่ากับ เขายังส่งเสริมให้ตัวเองมีความยากจนอยู่ ซึ่งอันนี้ก็คงจะต้องใช้การประชาสัมพันธ์ ใช้การ ยกตัวอย่าง หรือใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อที่จะสื่อสารกับประชาชนทั่วไป และสิ่งสุดท้ายจริง ๆ ผมทราบว่าพรุ่งนี้จะมีการนําเสนอข้อเสนอจากทาง ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านอาจารย์ถวิลวดี เรื่องเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายสาธารณะ ฟังดูอาจจะไม่มีคําว่า การเมือง นะครับ แต่นโยบายสาธารณะเป็นเรื่องของผู้มีอํานาจ เป็นเรื่องของผู้อยู่ในอํานาจ ทางการเมือง เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่าข้อเสนอวันนี้ในเรื่องการมีส่วนร่วมกับภาคปฏิบัติ ที่เป็นความจริงจังในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจะเป็นปัจจัยสุดท้ายที่ทําให้วัฒนธรรม ทางการเมืองที่ถูกสร้างหรือเปลี่ยนแปลงนั้นมีความมั่นคงและยั่งยืน ผมก็คาดหวังในแผน ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ว่าคนที่อายุ ๑๐ ปี หรือ ๑๕ ปี หรือต่ํากว่านั้นในวันนี้ อนาคตเขาจะ มาอ่านหนังสือครับว่าประเทศไทยเคยมีการซื้อสิทธิขายเสียงด้วยหรือ ถ้าเราสามารถ ตั้งความหวังนั้นได้เพื่อลูกเพื่อหลานของเรา ผมคิดว่าข้อเสนอวันนี้แล้วก็สิ่งที่เราช่วยกันทํา ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ประสบความสําเร็จแล้วครับ ขอบพระคุณครับ