มิ่งขวัญ ชี้ปัญหาบริหารน้ำกระจัดกระจาย ผลักดันกฎหมายกลาง-มีส่วนร่วม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙

มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ นำเสนอรายงานและหารือปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่กฎหมาย โครงสร้างองค์กร การจัดสรรน้ำ และคุณภาพน้ำ โดยเน้นย้ำความเร่งด่วนในการปฏิรูประบบให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและพระราชดำริ เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศ พร้อมเสนอร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำเพื่อเป็นกฎหมายหลักที่บูรณาการการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ มีกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน และจัดตั้งองค์กรและกองทุนสนับสนุนการดำเนินงานอย่างยั่งยืน

นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ ในฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ขอนําเสนอ รายงาน เรื่อง การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ดิฉันขอกราบเรียนว่าเรื่องนี้มีความสําคัญ เร่งด่วนที่ สปท. จะต้องดําเนินการสืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. เพื่อให้เกิด สัมฤทธิผลในระยะเวลาที่เหลืออยู่ ในการนําเสนอดิฉันใคร่ขอนําเสนอด้วยสไลด์ (Slide) นะคะ ดิฉันขอในสไลด์ (Slide) ลําดับถัดไปค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ดิฉันขออัญเชิญภาพนี้ เพื่อให้ ทุกท่านได้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้ทรงชี้แนะให้เห็นถึงความสําคัญ ของน้ํา พระองค์ได้พระราชทานพระราชดํารัส เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๒๙ ประมาณ ๓๐ ปี มาแล้ว หลักสําคัญว่า ต้องมีน้ําบริโภค น้ําใช้เพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ํา คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ําคนอยู่ไม่ได้ พระองค์ท่านได้พระราชทานโครงการพระราชดําริที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของน้ําจํานวนมากมายทั่วทุกภูมิภาคและทั่วทั้งประเทศ ทําให้คนไทยได้มีความสุข ทั่วทั้งแผ่นดิน ขอพระองค์ทรงพระเจริญค่ะ

ในสไลด์ (Slide) ลําดับถัดไปนะคะ ดิฉันขอกราบเรียนในเรื่องของแผนการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรน้ําธรรมชาติ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งในเรื่องของที่ดิน ป่าไม้ ทรัพยากรน้ําและทรัพยากรทางทะเล จํานวน ๖ เรื่องด้วยกัน โดย ๓ เรื่องเป็นเรื่องที่ การขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติที่สําคัญ ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน ร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ํา และเรื่องของการพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สําหรับในเรื่องของทรัพยากรทางทะเลจะเสนอในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ รักษาผลประโยชน์ชาติทางทะเล พ.ศ. .... อีก ๓ เรื่องที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของ การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทั้ง ๓ ด้านนะคะ ซึ่งเรื่องนี้เราได้ดําเนินการต่อเนื่องจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ตามวาระปฏิรูปที่ ๒๕ เกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูปกลไก การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําทั้ง ๖ ประเด็นค่ะ สปช. ได้เคยเสนอไว้ในเรื่องนี้ ๖ ประเด็น ด้วยกัน ก็คือการจัดทําร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... การปรับปรุง กฎหมาย กฎ ระเบียบที่มีอยู่แล้วหรือจะต้องมีเพิ่มเติม การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรบริหาร จัดการทรัพยากรน้ําทั้งระดับชาติ ระดับลุ่มน้ําและระดับพื้นที่ การจัดทํายุทธศาสตร์บริหาร จัดการทรัพยากรน้ําระดับประเทศและระดับลุ่มน้ํา การบริหารจัดการข้อมูลและการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารของประชาชน การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการพัฒนาการ บริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่งคั่ง ยั่งยืน จะเป็นกลไกที่สําคัญในการปฏิรูปการ จัดการทรัพยากรน้ําของประเทศให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม และมีความยั่งยืน มีการ บูรณาการ และที่สําคัญก็คือเรื่องของการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ํา รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดําเนินงานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แล้วก็ สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําซึ่งดําเนินการอยู่ขณะนี้ และ รวมทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และที่สําคัญก็สอดรับกับในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่รอลงมติอยู่ขณะนี้ ซึ่งได้ให้ความสําคัญกับเรื่องของน้ํา โดยได้ กําหนดไว้ในหลายหมวด เช่น หมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๗๒ (๔) จัดให้มี ทรัพยากรน้ําที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภคของประชาชน รวมทั้งการ ประกอบเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการอื่น และในหมวดที่ ๑๖ เกี่ยวกับเรื่องของการ ปฏิรูปประเทศ อยู่ในข้อ ช (๑) ให้มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ําที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและยั่งยืน โดยคํานึงถึงความต้องการในเรื่องของการใช้น้ําทุกมิติ รวมทั้งความ เปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศประกอบกัน

สําหรับหัวข้อการนําเสนอดิฉันจะกล่าวถึงในเรื่องของปัญหาและสถานการณ์ น้ําปัจจุบัน ปัญหาการบริหารจัดการ ปัญหาทางด้านกฎหมายและองค์กร และที่สําคัญในเรื่อง ของข้อเสนอของคณะกรรมการชุดนี้จะเสนอใน ๒ ส่วน ก็คือเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนค่ะ น้ําเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่มีความสําคัญต่อการดํารงชีวิตแล้วก็ในเรื่อง ของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมีการใช้น้ําอย่าง ไม่จํากัด แต่ในอนาคตน้ําทุกหยาดหยดจะมีคุณค่า ประเทศไทยถึงได้จัดเป็น ๑ ใน ๑๐ ของ ประเทศที่มีการใช้น้ํามากที่สุด รองจากอินเดีย จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น น้ําที่ใช้ส่วนใหญ่ อยู่ในภาคเกษตรกรรม แต่ผลิตภาคเกษตรของไทยยังต่ํากว่าประเทศที่ประสบผลสําเร็จด้าน เกษตรอุตสาหกรรมอย่างมาก สําหรับในเรื่องของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับน้ําแล้ง ความเสียหาย เมื่อปี ๒๕๔๘ มูลค่าในเรื่องของปัญหาน้ําแล้งมากกว่า ๗,๕๐๐ ล้านบาท กระทบประชาชน ถึง ๑๑ ล้านคน ทุกหมู่บ้านยังมีระบบประปาไม่ครบทั้งหมดนะคะ ขาดอยู่ประมาณร้อยละ ๑๐ พื้นที่เกษตร เรามีพื้นที่เกษตรทั้งหมด ๑๕๐ ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่อยู่ในภาคชลประทานเพียง ๓๐ ล้านไร่ ที่เหลืออีก ๑๒๐ ล้านไร่เป็นพื้นที่นอกเกษตรชลประทาน สําหรับในเรื่องของน้ําท่วม ๓๐ ปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาเรื่องของน้ําท่วมใหญ่ ๑๓ ครั้ง ท่วมใหญ่แปลว่า ท่วมทุกจังหวัดนะคะ แต่ที่เสียหายที่สุดก็เมื่อปี ๒๕๕๔ มูลค่าความเสียหาย ในครั้งนั้น ๑.๔๔ ล้านล้านบาท กระทบกับประชากรมากกว่า ๑๒ ล้าน ขณะนี้เรายังประสบ ปัญหาในเรื่องของพื้นที่ที่เสี่ยงน้ําท่วมนะคะ แล้วก็ที่มีความเสี่ยงสูงก็ประมาณ ๑๐ ล้านไร่ สําหรับในเรื่องของคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมในทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ํา เรามีคุณภาพน้ําที่เสื่อมโทรม ประมาณ ๙ ลุ่มน้ํา และยังมีเรื่องของปัญหาน้ําเค็มรุกอีก ๘ ลุ่มน้ํา ในส่วนของนโยบาย รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี ๒๕๕๗ ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา เน้นให้มีความเป็นเอกภาพในทุกมิติทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ และมีการกําหนดกลไกการ บริหารจัดการน้ําพร้อมทั้งมีการนําเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้ในระบบของการ บริหารจัดการน้ําและเตือนภัย แต่สิ่งที่ดิฉันคิดว่าน่าชื่นชมสําหรับในเรื่องของรัฐบาลนี้นะคะ ก็คือเรื่องของการกําหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําซึ่งเป็นแผนระยะยาว ในช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๕๘-๒๕๖๙ ซึ่งในอดีตไม่เคยมียุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ําให้ครบทุกมิติ เป้าหมายของยุทธศาสตร์ฉบับนี้ ให้ทุกหมู่บ้านมีน้ําสะอาด อุปโภคบริโภค น้ําเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพอยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน การบริหารจัดการน้ําอย่างยั่งยืนภายใต้การพัฒนาสมดุลและเน้นในเรื่องของการ มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ในยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ํานะคะ ซึ่งประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ เรื่องของการจัดการน้ําอุปโภคบริโภค

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ในเรื่องของสร้างความมั่นคงของน้ําภาคการผลิตทั้งเกษตร และอุตสาหกรรม

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องของน้ํา การจัดการน้ําท่วมและอุทกภัย

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การจัดการคุณภาพน้ํา

ยุทธศาสตร์ที่ ๕ เรื่องของการอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ําเสื่อมโทรม และ ป้องกันการพังทลายของดิน

สําหรับยุทธศาสตร์ที่ ๖ ในเรื่องของการบริหารจัดการ

ในแต่ละยุทธศาสตร์ได้มีการกําหนดเป้าหมายตัวชี้วัด แล้วก็มีการกําหนด โครงการต่าง ๆ ที่ลงในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องของยุทธศาสตร์ที่ ๑ น้ําอุปโภคบริโภค ซึ่งเน้น ในเรื่องของการจัดหาน้ํา แหล่งน้ําผิวดิน น้ําบาดาล และการพัฒนาประปาชนบทให้ครบ ทุกหมู่บ้าน ในยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องของน้ําเพื่อการผลิตทางด้านเกษตรและอุตสาหกรรม เน้นในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทาน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ ๑๐ ภายในปี ๒๕๖๔ และมีการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ําในพื้นที่เกษตรน้ําฝน และฟื้นฟูแหล่งน้ํา ธรรมชาติ ซึ่งภายในปี ๒๕๖๙ มีจํานวนมากกว่า ๑๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ในยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของน้ําท่วมและอุทกภัย มีการปรับปรุงลําน้ําสายหลักและสาขา มีการพัฒนาพื้นที่ รับน้ํานองในลุ่มน้ํา ป้องกันน้ําท่วมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ รวมทั้งในเรื่องของการ ปรับปรุงผังการใช้ประโยชน์ที่ดินลุ่มน้ําทั้งหมด ๑๕ แห่งนะคะ ในเรื่องของยุทธศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการคุณภาพน้ํา เน้นในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบําบัดน้ําเสีย ส่วนในเรื่องของการฟื้นฟูป่าต้นน้ําเสื่อมโทรม ก็ให้มีการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้อย่างน้อยร้อยละ ๔๐ ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ ก็ให้มีองค์กรกฎหมายและระบบ ข้อมูลในการสนับสนุนการตัดสินใจ ขอเรียนว่าในเรื่องนี้เรามีเรื่องของการพัฒนาคลังข้อมูล น้ําแห่งชาติอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ ๖ อย่างไรก็ตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรนี้ จําเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขใน ๒ ประเด็นด้วยกันค่ะ ก็คือ ๑. ในเรื่องของการให้สอดรับ กับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งจะสิ้นสุดปี ๒๕๗๙ แต่ยุทธศาสตร์อันนี้ได้มีกําหนดถึงปี ๒๕๖๙ และอีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญก็คือ ในเรื่องของการเร่งรัดให้มีการพัฒนาจัดทํายุทธศาสตร์ รายลุ่มน้ํา แล้วก็ลุ่มน้ําสาขา ซึ่งจะต้องมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน

สําหรับ สไลด์ (Slide) ต่อไปคงขออนุญาตข้ามนะคะว่าในเรื่องของความ ต้องการขณะนี้ รัฐสามารถจัดหาความต้องการให้ได้เพียงพอแค่ประมาณ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าในอนาคตถึงปี ๒๕๗๐ ความต้องการน้ําที่รัฐจะสามารถจัดหาให้ได้ประมาณร้อยละ ๗๑ เรื่องของยุทธศาสตร์ก็คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนะคะ ซึ่งเป็นกรอบ การพัฒนาระยะยาวเพื่อให้บรรลุ ประเทศไทยจะมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาระยะยาวเพื่อให้บรรลุ ประเทศไทย จะมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาพอเพียง ซึ่งมียุทธศาสตร์ ๖ ด้านด้วยกันค่ะ ยุทธศาสตร์ตามที่กําหนดไว้ในเรื่องของความมั่นคง

สไลด์ (Slide) ถัดไปเกี่ยวกับเรื่องของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ประชาชน จะมีความมั่นคงของอาหาร พลังงานและน้ํา ส่วนความมั่งคั่งประเทศไทยก็จะขยายตัวของ เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้สูง สําหรับความยั่งยืนคงเกี่ยวข้องกับ เรื่องของการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมค่ะ ในเรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ในเรื่องของยุทธศาสตร์นะคะ ปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ดิฉันก็คงนําเรียนว่า ขณะนี้เรายังมีปัญหาเรื่องขององค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา และทําอย่างไรในการที่จะ ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ โดยแผนงานโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์ จะต้องผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และโดยเฉพาะในเรื่องของการจัดสรรน้ํา ที่เป็นธรรมและลดข้อขัดแย้งในปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ที่สําคัญก็คือในเรื่องของปัญหา ด้านกฎหมายและองค์กรนะคะ ขณะนี้เรายังขาดกฎหมายกลาง กฎหมายกลางที่เชื่อมโยง ขององค์กรและภารกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ําให้เกิดเอกภาพ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จํานวนมาก และมีช่องว่างทางกฎหมาย การบังคับใช้ไม่ได้ผล

สไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ดิฉันจะชี้ให้เห็นถึงกฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่ ในปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวข้องมีจํานวนมากกว่า ๓๓ ฉบับ แต่ละฉบับก็มีการดําเนินการในแต่ละด้าน ด้วยกัน อย่างเช่น ชลประทานเรามีพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ. ๒๔๘๒ พระราชบัญญัติชลประทานหลวง พ.ศ. ๒๔๘๕ สําหรับในเรื่องของคลองและทางน้ํา เรามี พระราชบัญญัติรักษาคลองตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๕ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ําไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ นอกจากนี้ก็จะมีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย ซึ่งได้มีการกําหนดไว้ใน พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ปัญหากฎหมายที่กระจายตัว และบางฉบับมีการประกาศใช้มานานมากกว่า ๑๐๐ ปี แต่ละฉบับ ไม่ครอบคลุมทุกภารกิจทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เหตุผลความจําเป็นที่จะต้องมีการตรากฎหมาย เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ําในหลายด้าน ในการดําเนินการ แก้ไขปัญหาดังกล่าวกระทําโดยหลายหน่วยงานตามอํานาจหน้าที่ ซึ่งกําหนดไว้ในกฎหมาย หลายฉบับ ทําให้การดําเนินการแก้ไขปัญหาขาดความเป็นเอกภาพและขาดการมีส่วนร่วม ของประชาชน ดังนั้นจึงสมควรที่จะมีกฎหมายในการที่บูรณาการเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบํารุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ําให้เกิดความเป็น เอกภาพ กําหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขภาวะวิกฤต การวางหลักเกณฑ์ในการ ประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรน้ําสาธารณะ ตลอดจนจัดให้มี องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ําทั้งในระดับชาติ ระดับลุ่มน้ํา และในระดับองค์กรผู้ใช้น้ํา ซึ่งจะสะท้อนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อร่วมกันในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา

วัตถุประสงค์ของการมีร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้เป็นกฎหมายกลางสําหรับ ในเรื่องของการใช้การพัฒนา การบริหารจัดการ การบํารุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ ทรัพยากรน้ํา สิทธิในน้ํา ในเรื่องของการจัดสรรน้ํา การจัดเก็บค่าใช้น้ํา รวมทั้งการบริหาร จัดการในภาวะวิกฤตน้ําให้เกิดความเป็นเอกภาพ

ประเด็นที่ ๒ ให้มีองค์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําทั้งในระดับชาติ ระดับลุ่มน้ํา ลุ่มน้ําสาขาและระดับผู้ใช้น้ํา ภายใต้แนวคิดการกระจายอํานาจไปสู่ชุมชน ในระดับลุ่มน้ําจะมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บํารุงรักษา และใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรน้ําอย่างแท้จริง รวมทั้งให้มีการกําหนดเรื่องของเกณฑ์การจัดสรรน้ํา ที่เป็นธรรมและความเหมาะสม กําหนดให้มีมาตรการป้องกันและบรรเทาภาวะวิกฤตน้ํา แบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ และการกําหนดมาตรการการอนุรักษ์ การพัฒนา ตลอดจน การควบคุมและตรวจตราทรัพยากรน้ําสาธารณะ กําหนดให้มีความรับผิดทางปกครอง ทางอาญา และความรับผิดทางแพ่งในกรณีที่ทําให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ํา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีความพยายามในเรื่องของการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... เพื่อให้เป็นกฎหมายกลางมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ๒๐ ปีที่ผ่านมานะคะ เพื่อให้เกิดความเป็น เอกภาพในเรื่องของการบริหารจัดการมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่ประสบผล เนื่องจากมีการ เปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง สปท. ชุดนี้ได้มีการพิจารณาโดยมีการเปรียบเทียบร่างต่าง ๆ โดยเฉพาะตั้งแต่ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ําของกรมทรัพยากรน้ํา ซึ่งได้ผ่านถึงขั้น การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อปี ๒๕๕๘ ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา ฉบับประชาชน ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา ฉบับของ สปช. และร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ํา ฉบับที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ปรับปรุง โดยสรุปได้มี การเปรียบเทียบในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๔ ร่าง ที่สําคัญก็คือทุกร่างเห็นตรงกัน ให้มีกฎหมายกลางในเรื่องของเรื่องนี้ แต่ยังมีประเด็นที่มีความเห็นแตกต่าง เนื่องจากว่า ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติฉบับที่ สปท. ได้มีการพิจารณาทบทวนปรับปรุงแก้ไขได้มี การศึกษาแล้วก็หาทางออก ปลดล็อกในเรื่องของข้อที่มีความเห็นแตกต่างกัน ๕ เรื่องด้วยกัน ในเรื่องขององค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ดิฉันขอกราบเรียนก่อนนะคะว่าในเรื่องของ องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ําจะเป็นไปในรูปแบบของคณะกรรมการระดับชาติ ระดับลุ่มน้ําและระดับลุ่มน้ําสาขา รวมทั้งองค์กรผู้ใช้น้ํา เราจะมีคณะกรรมการระดับชาติ ก็คือ คณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติหรือเรียกชื่อย่อว่า กนช. ซึ่งจะเป็นหน่วยงานหลัก ในเรื่องของการประสานและดําเนินการร่วมกับหน่วยงานราชการในการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ แล้วก็ให้เกิดความต่อเนื่องในทุกรัฐบาล สําหรับคณะกรรมการลุ่มน้ํา จะเป็นกลไกสําคัญที่ในระดับภูมิภาคและพื้นที่ โดยจะร่วมกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผลักดันแผนและยุทธศาสตร์ในระดับลุ่มน้ํา ในรูปแบบจากล่างขึ้นบน โดยจะต้องผ่าน กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้เสียจากทุกภาคส่วนให้เป็นที่ยอมรับและตอบสนอง ต่อความต้องการและปัญหาของภาคประชาชนอย่างแท้จริง

ประเด็นที่มีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องขององค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา มี ๓ ส่วนด้วยกันก็คือ ที่มาของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่าควรจะมาจากการสรรหาหรือ การแต่งตั้ง แล้วในเรื่องของคณะกรรมการลุ่มน้ําก็จะมีวิธีการเลือกอย่างไร อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือในเรื่องของสํานักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ภายใต้สํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งในเรื่องนี้ก็จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ในเรื่องของ คณะกรรมการในระดับชาติ ความจริงแล้ว ณ ขณะนี้มีคําสั่งที่ออกโดยสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๘๕/๒๕๕๘ แล้วก็มีคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๓/๒๕๕๘ เพื่อที่จะ ให้โอนสํานักนโยบายบริหารจัดการทรัพยากรน้ําและอุทกภัยแห่งชาติ จากสํานักงานปลัด สํานักนายกรัฐมนตรี ไปเป็น สํานักงานเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ของกรมทรัพยากรน้ํา เนื่องจากองค์กรการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในรูปแบบนี้จะมี ความสําคัญ จึงเห็นควรที่จะให้มีการตราไว้ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติค่ะ

สําหรับในเรื่องของการจัดสรรน้ํา ก็คงเกี่ยวกับเรื่องของการกําหนดประเภท ซึ่งยังมีความแตกต่าง จะ ๓ ประเภทหรือจะ ๕ ประเภท แต่ว่าทาง สปท. เองก็ได้มีการ พิจารณาเห็นว่า เห็นควรที่จะมีการกําหนดเป็น ๓ ประเภทนะคะ ในเรื่องของภาวะวิกฤตน้ํา ซึ่งเดิมเสนอให้ กนช. จะต้องคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นคณะบัญชาการ ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้มีการกําหนดบทบัญญัติไว้ในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในภาวะ วิกฤตให้อยู่ภายใต้อํานาจหน้าที่ของ กนช. ตามมาตรา ๒๒ แล้ว

สําหรับในเรื่องของกองทุนทรัพยากรน้ํา เจตนารมณ์เดิมของ สปช. ที่ให้มีการ จัดตั้งกองทุนทรัพยากรน้ํา ก็เพื่อให้มีงบประมาณที่เพียงพอต่อการดําเนินการในการอนุรักษ์ ปรับปรุง ฟื้นฟู ทรัพยากรน้ําแล้วก็เสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชนหรือชุมชนในเรื่อง ของดําเนินการเรื่องนี้ แต่เนื่องจากขณะนี้จะต้องมีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบริหาร กองทุนหมุนเวียน พ.ศ. ๒๕๕๘ กรณีที่ยังไม่มีหน่วยงานที่เป็นนิติบุคคล ก็จะต้องมีการเสนอ คณะรัฐมนตรีก่อน และขณะนี้อยู่ในเรื่องของกระบวนการที่จะต้องมีการพิจารณาทบทวน ในเรื่องของโครงการภาครัฐด้วยนะคะ แล้วก็ที่สําคัญก็คือว่าหากมีการขอตั้งเป็นลักษณะของกองทุนทรัพยากรน้ํา จะต้องมีรายได้ จากการดําเนินการกองทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่เพียงพอ แต่ขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารายได้ ที่จะได้จากตามร่างพระราชบัญญัตินี้จะเพียงพอแก่การดําเนินงานหรือไม่ ในที่นี้ สปท. จึงเห็นควรให้มีการดําเนินการในรูปแบบของการจัดเก็บจากเงินรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ค่าเก็บจากค่าใช้น้ํา ค่าปรับทางปกครอง และค่าปรับทางการพิพากษาก่อน และในระยะ ต่อไปเมื่อมีหน่วยงานที่เป็นนิติบุคคลระดับกรมแล้วก็จะสามารถจัดตั้งเป็นกองทุนต่อไปได้ ส่วนในเรื่องของบทกําหนดโทษที่ให้เพิ่มในเรื่องของโทษทางปกครองซึ่งก็ได้มีการกําหนด ไปเรียบร้อยแล้ว

สําหรับสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรจะประกอบด้วย ๙ หมวด ๑๑๗ มาตรา หมวดทั่วไป มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๕ หมวด ๑ ทรัพยากรน้ําสาธารณะ หมวด ๒ สิทธิในน้ํา หมวด ๓ องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา หมวด ๔ การจัดสรรน้ํา หมวด ๕ ภาวะวิกฤตน้ํา หมวด ๖ การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ําสาธารณะ หมวด ๗ พนักงานเจ้าหน้าที่ หมวด ๘ ความรับผิดทางแพ่ง หมวด ๙ บทกําหนดโทษ และบทเฉพาะกาล ซึ่งมีมาตรา ๑๑๓ ถึงมาตรา ๑๑๗ เนื่องจากมีรายละเอียดของมาตราถึง ๑๑๗ มาตรา ดิฉัน ขออนุญาตกล่าวโดยสรุปนะคะเป็นรายหมวดนะคะ

ในหมวดทั่วไป ซึ่งจะกําหนดในเรื่องของขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมายฉบับนี้จะกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบํารุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ํา สิทธิในน้ํา การจัดสรรน้ํา การจัดเก็บ ค่าใช้น้ํา รวมทั้งการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต สําหรับในเรื่องของความสัมพันธ์กับ กฎหมายอื่น ได้กําหนดไว้กรณีที่มีกฎหมายใดกําหนดเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ ที่มีประกันความเป็นธรรมก็ให้ดําเนินการไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น แต่กรณีที่ยังมีข้อขัดแย้ง ก็ให้ กนช. เป็นผู้วินิจฉัย

ในหมวด ๑ ทรัพยากรน้ําสาธารณะ หมวดนี้ได้กําหนดให้รัฐมีอํานาจ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําสาธารณะบนพื้นฐานความยั่งยืนและความสมดุลของระบบนิเวศ ตามมาตรา ๖ แต่ในกรณีที่ดําเนินโครงการหรือกิจกรรมใดอันส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม และประชาชน ก็ให้เปิดเผยข้อมูล จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แล้วก็สนับสนุนให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการดําเนินการดังกล่าว

หมวด ๒ ในเรื่องของสิทธิในน้ํา มี ๓ มาตรา ก็เป็นการวางหลักเกณฑ์ประกัน สิทธิของประชาชน ชุมชน ในเรื่องของการใช้น้ํา

ในสไลด์ (Slide) ถัดไปคะ หมวดที่เกี่ยวข้องกับหมวด ๓ เกี่ยวกับเรื่องของ องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ในหมวดนี้มีรายละเอียดถึง ๓๕ มาตรา แต่ดิฉันขอสรุป ในเรื่องของโครงสร้าง บทบาทหน้าที่ ให้เห็นโดยย่อนะคะว่าภายใต้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะมีคณะกรรมการ กนช. ระดับชาติซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเป็นไปตามมาตรา ๑๑ ในเรื่องของระดับของคณะกรรมการลุ่มน้ํา ซึ่งจะมีองค์ประกอบและมีอํานาจหน้าที่ตาม มาตรา ๒๘ ถึงมาตรา ๔๐ คณะกรรมการลุ่มน้ําสาขาเป็นไปตามมาตรา ๔๑ องค์กรผู้ใช้น้ํา มาตราที่เกี่ยวข้องก็คือมาตรา ๔๔ และมาตรา ๔๕ นอกจากนี้ยังมีคลังข้อมูลน้ําแห่งชาติ แล้วก็สํานักงานคณะกรรมการน้ําแห่งชาติที่ต้องไปปรับตามมาตรา ๒๕ รวมทั้งในเรื่องของ สํานักงานคณะกรรมการลุ่มน้ําในมาตรา ๔๓ ค่ะ

ในหมวดถัดไปค่ะ เรื่องของการจัดสรรน้ําในหมวด ๔ ตามมาตรา ๔๖ ถึงมาตรา ๖๓ ได้กําหนดประเภทของการใช้น้ําสาธารณะเป็น ๓ ประเภท

ประเภทที่ ๑ มีการใช้น้ําในปริมาณเล็กน้อยเพื่อการดํารงชีพ การอุปโภค บริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือน การใช้น้ําตามจารีตประเพณี การรักษาระบบนิเวศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและบรรเทา สาธารณภัย น้ําประเภทที่ ๑ นี้นะคะไม่ต้องขออนุญาต ไม่ต้องเสียค่าใช้น้ํา รัฐมนตรีอาจจะ กําหนดเงื่อนไขการใช้น้ําได้ในกฎกระทรวงตามมาตรา ๔๗ สําหรับในการกําหนดประเภท ของการใช้ทรัพยากรน้ําสาธารณะ

ประเภทที่ ๒ เพื่อการเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์ เพื่อการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น ตามมาตรา ๔๖ ต้องได้รับ ใบอนุญาตโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ําที่อยู่ในแหล่งน้ําสาธารณะนั้นตั้งอยู่ ตามมาตรา ๔๘

ประเภทที่ ๓ กิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ําปริมาณมากหรืออาจจะก่อให้เกิด ผลกระทบข้ามลุ่มน้ําหรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง จะต้องได้รับการอนุญาตโดยความ เห็นชอบจาก กนช. ค่ะ ตามมาตรา ๔๙ และในหมวด ๔ เรื่องของการจัดสรรน้ํา ได้มี การกําหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต ค่าธรรมเนียม อัตราการใช้น้ํา การกําหนดมาตรการในเรื่องของการให้หยุดหรือว่าพัก เพิกถอนใบอนุญาต และกําหนดค่าปรับทางปกครอง ในเรื่องของการจัดสรรน้ําที่เกี่ยวกับเรื่องของรายได้ คงกําหนดไว้ในมาตรา ๖๓ ค่ะ ในเรื่องของเงินค่าใช้น้ํา เงินค่ารายได้ที่จะได้จากการเก็บ ค่าใช้น้ํา เงินค่าปรับ เงินค่าปรับทางปกครอง ค่าปรับตามคําพิพากษาในคดีอาญา รวมทั้ง ในเรื่องของเงินสนับสนุนจากรัฐบาล และเงินที่มีผู้บริจาคเพื่อบํารุงรักษาทรัพยากรน้ําไว้ เต็มจํานวน ทั้งนี้ให้กรมทรัพยากรน้ําเก็บรักษาเงินดังกล่าว โดยไม่ต้องนําส่งคืนเป็นรายได้ แผ่นดิน แต่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกําหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวง การคลัง ซึ่งค่าใช้จ่ายก็คงจะนําไปใช้ในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการดําเนินงาน ของ กนช. คณะกรรมการลุ่มน้ํา คณะกรรมการลุ่มน้ําสาขาและองค์กรผู้ใช้น้ํา รวมทั้งในเรื่อง ของการศึกษาวิจัย แล้วก็การเสริมสร้างความเข้าใจ และสร้างจิตสํานึกในการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ําต่อไปค่ะ

ในหมวด ๕ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของภาวะวิกฤตน้ํา มาตรานี้ได้กําหนดให้ คณะกรรมการลุ่มน้ําซึ่งมี ๒๕ ลุ่มน้ํา จะต้องจัดทําแผนป้องกันและแก้ไขภาวะวิกฤตน้ําขึ้นไว้ เป็นการล่วงหน้า ซึ่งจะต้องประกอบด้วยแผนการป้องกันและแก้ไขภาวะวิกฤตน้ําแล้ง น้ําท่วม และน้ําเสียค่ะ สําหรับในเรื่องของเขตภาวะวิกฤตน้ําในส่วนที่ ๒ ในกรณีที่มีข้อมูลเพียงพอ ที่ชี้ได้ว่าอาจจะเกิดภาวะวิกฤตน้ําอย่างรุนแรงในพื้นที่ใด ให้ กนช. มีหน้าที่และอํานาจในการ ประกาศกําหนดเขตภาวะวิกฤต กําหนดมาตรการแนวทางการออกประกาศหรือคําสั่งเพื่อ ใช้บังคับในภาวะวิกฤตน้ําและพื้นที่ต่อเนื่องเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อสั่งการหรือควบคุม รวมทั้งเรื่องของการไกล่เกลี่ยวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทเพื่อการป้องกัน แก้ไขและฟื้นฟูภาวะ วิกฤตน้ําให้มีประสิทธิภาพและทันการณ์ได้จากเดิมนะคะ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราจะสามารถ ดําเนินการในลักษณะที่จะต้องให้เกิดภาวะวิกฤตก่อน แต่ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถ้าหากว่ากรณีที่มีข้อมูลที่เพียงพอชี้ได้ว่าจะเกิดภาวะวิกฤตก็สามารถเป็นการกําหนด มาตรการที่ป้องกันก่อนได้ค่ะ

ในมาตรา ๕ เกี่ยวกับเรื่องของภาวะวิกฤตน้ํา อันนี้จะแสดงให้เห็นถึงความ เชื่อมโยงที่ระดับของการดําเนินการทั้งคณะกรรมการระดับชาติ คณะกรรมการลุ่มน้ําสาขา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะคะ ส่วนทางด้านขวามือ ในภาวะวิกฤต ในกรณีที่มีการประกาศ เป็นเขตรุนแรงระดับ ๔ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการ อันนี้ก็จะเห็นเป็นความเชื่อมโยงของ โครงสร้างการบริหารจัดการทั้งในภาวะวิกฤตและภาวะปกติค่ะ

ในหมวด ๖ ในเรื่องของการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ําสาธารณะ ซึ่งเป็นหมวดที่ได้มีการคํานึงในเรื่องของการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ํา ในกรณีที่ กนช. เห็นว่าพื้นที่ใดเป็นแหล่งต้นน้ําลําธาร สมควรสงวนไว้เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ทรัพยากร สาธารณะให้ กนช. มอบหมายให้รัฐมนตรีประกาศให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามที่ กนช. ได้ประกาศกําหนด แล้วรัฐมนตรีมีอํานาจออกกฎกระทรวงค่ะ

ในหมวด ๗ ที่เกี่ยวกับเรื่องของพนักงานเจ้าหน้าที่ มีทั้งอํานาจหน้าที่ในเรื่อง ของการดําเนินการตามภาวะวิกฤต ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๗๙ แล้วก็ในภาวะที่เป็นปกติ มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๕ ค่ะ

สําหรับในหมวด ๘ ในเรื่องของความรับผิดทางแพ่ง ก็กําหนดให้มีความ รับผิดทางแพ่งกรณีที่เกิดความเสียหายทรัพยากรน้ําสาธารณะค่ะ

ส่วนบทเฉพาะกาลนะคะที่กําหนดไว้ในมาตรา ๑๑๓ ถึงมาตรา ๑๑๗ ๕ มาตรา สาระสําคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก่อนนะคะ ในวาระเริ่มแรกให้นําแผนยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในปี ๒๕๕๘ ถึง ๒๕๖๙ มาใช้ในเรื่องของการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ําตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการจัดทํานโยบายแผนงาน และแผนปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ในมาตรา ๑๑๕ ส่วนในเรื่องของมาตรา ๑๑๗ กรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดตั้งส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม ซึ่งเป็นเลขานุการของ กนช. และสํานักงานเลขานุการของคณะกรรมการลุ่มน้ําและคณะกรรมการลุ่มน้ําสาขา ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็เพื่อที่จะให้สอดรับกับในเรื่องของข้อบัญญัติที่ปัจจุบันนี้กําหนด ไว้ว่าภายใน ๕ ปีให้รัฐบาลชุดต่อไปให้เป็นผู้ดําเนินการต่อไปนะคะ อันนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ําค่ะ

ส่วนที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการพัฒนากลไกการบริหารจัดการน้ํา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มี ๔ ประเด็นค่ะ

เรื่องแรก เรื่องของการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ของบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา กับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้ง การกําหนดเป้าหมาย แล้วก็ในเรื่องของข้อเสนอปฏิรูปอันนี้ก็ขอให้ กนช. ปรับปรุง แผนยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกันนะคะ ที่สําคัญก็คือมีการผลักดันให้มีการจัดทําแผน ยุทธศาสตร์แล้วก็แผนปฏิบัติในระดับลุ่มน้ําและลุ่มน้ําสาขาค่ะ

เรื่องที่ ๒ ภายใต้เรื่องของกลไกการบริหารจัดการน้ํา เรื่องของการผลักดัน ให้มีการจัดทําผังลุ่มน้ําค่ะ เพราะผังลุ่มน้ําจะเป็นการวางผังแม่บทการพัฒนาในเชิงกายภาพ ซึ่งในเรื่องนี้ขณะนี้ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองให้มีการจัดทําการวางผังประเทศ ผังภาค และผังอนุภาคและผังลุ่มน้ําให้สอดคล้องกับการกําหนดเขตลุ่มน้ําอยู่แล้วนะคะ ในทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ําและลุ่มน้ําสาขา ๒๕๔ ลุ่มน้ําสาขาทั่วประเทศค่ะ ทั้งนี้เพื่อจะได้กําหนดกรอบ ในเรื่องของการใช้ที่ดินและพื้นที่เสี่ยง

เรื่องที่ ๓ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเร่งรัดการพัฒนาคลังข้อมูลทรัพยากรน้ํา แห่งชาติ ความจริงแล้วในเรื่องนี้ทาง กนช. ได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ําและการเกษตร สสนก. เป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องของ การพัฒนาคลังข้อมูล ซึ่งขณะนี้ได้ดําเนินการนําเข้าจากข้อมูลเชื่อมโยงจากข้อมูลทุกภาคส่วน ทั้งหมดมากกว่า ๓๒ หน่วยงาน ระดับชั้นข้อมูลมี ๓๗๗ รายการ แต่ว่าในเรื่องของแผนการ บริหารจัดการ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับเรื่องของการปรับปรุงภายในเท่านั้นนะคะ ทั้งนี้เนื่องจากว่าของคลังข้อมูลน้ําแห่งชาตินี้ ขณะนี้ได้ดําเนินการเป็นไปตามโรดแมป (Road map) แล้ว

ที่สําคัญในเรื่องของประเด็นสุดท้ายที่เรื่องของการสร้างกลไกการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําค่ะ มีข้อเสนอ ๒ ประเด็นด้วยกัน ก็คือ เรื่องของการเสริมสร้างเครือข่ายการทํางานร่วมกัน แล้วก็เรื่องของการสนับสนุนองค์กร ชุมชน องค์กรลุ่มน้ําและเครือข่ายระหว่างลุ่มน้ําทั้งในและระหว่างประเทศให้มีความเข้มแข็ง โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นรวมกับในเรื่องของเทคโนโลยีค่ะ

ประโยชน์ที่จะได้รับจากข้อเสนอในรายงานฉบับนี้ที่สําคัญ

๑. เกิดองค์กรบริหารจัดการรูปแบบใหม่ในระดับชาติ ระดับลุ่มน้ํา และระดับ พื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลไกสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําทุกระดับให้มีความเชื่อมโยง โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของภาคีทุกภาคส่วนจากภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งการกระจาย อํานาจในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําไปสู่ระดับพื้นที่เป็นการร่วมคิดร่วมทํา

๒. คือได้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ซึ่งจะเป็นกฎหมายกลาง สําหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําของประเทศ ซึ่งจะเป็นการกําหนดแนวทางการบริหาร จัดการในภาพรวมและในอนาคตซึ่งเป็นแผนระยะยาว กําหนดอํานาจหน้าที่ขององค์กร ที่เกี่ยวข้องให้มีความเชื่อมโยงกันและพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของประชาชนในปัจจุบัน วางหลักเกณฑ์มาตรการในเรื่องของการประกันสิทธิพื้นฐาน ของประชาชนในการเข้าถึงน้ํา ตลอดจนสนับสนุนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการ บริหารจัดการทรัพยากรน้ํา และมีหลักเกณฑ์กลไกในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการ บริหารจัดการน้ํา ให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกลุ่มน้ําของประเทศได้อย่างบูรณาการ และในการมีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับ นํามาสู่ความยั่งยืนของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ของประเทศต่อไป ที่สําคัญก็จะมีกระบวนการในเรื่องของการจัดทํายุทธศาสตร์ แผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา และแผนปฏิบัติที่มีความชัดเจน และมีการบูรณาการตามลําดับความสําคัญ สอดคล้องกับ ความต้องการของประเทศและประชาชน นําไปสู่การแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้เป็นระบบ รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผลมากขึ้นโดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนค่ะ

ดิฉันขอจบการนําเสนอเพียงเท่านี้และพร้อมที่จะรับฟังข้อคิดเห็นอื่นใด จากทางสภาแห่งนี้ และหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านในการ ให้ความเห็นชอบกับรายงานฉบับนี้ ในเรื่องของการพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ในครั้งนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ