สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หารือประเด็นการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำว่าน้ำคือหัวใจของชาติที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาประเทศ พร้อมชี้ให้เห็นปัญหาการเก็บกักน้ำที่มีเพียงร้อยละ 30 ของปริมาณน้ำฝนทั้งหมด ขณะที่น้ำส่วนใหญ่ไหลลงทะเล ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและน้ำแล้งสลับกันอย่างต่อเนื่อง จึงเสนอแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งการสร้างแผนที่น้ำ แก้มลิง แหล่งน้ำใต้ดิน การใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านร่วมกับเทคโนโลยีราคาประหยัด และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืนในระยะยาว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รัก ทุกท่าน เรื่องที่ท่านเสนอนี้นะครับปึกใหญ่เชียว มีสาระเยอะมากเลย ผมอ่านแค่ ๓-๔ บรรทัด เริ่มต้นนะ ยังไม่ได้อ่านเนื้อในเลย ผมก็มีความรู้สึกว่าต้องเห็นชอบแล้ว ในหลักการและ เหตุผลท่านบอกเลยว่าจะเป็นการบูรณาการ ท่านอ่านเลยนะครับในหน้า ๒๕ ของท่าน บอกเลยว่าจะต้องเป็นการบูรณาการการใช้น้ําของประเทศอย่างยั่งยืน ฟังแล้วมันโดนใจ ในหน้า ๕ อารัมภบทของท่าน ก็บอกเลยว่าปัญหาคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมในลุ่มน้ําต่าง ๆ ไม่ต้องพูดในรายละเอียด รวมทั้ง ๑๐ ปีย้อนหลังนี่นะครับ ก็บอกเลยว่ามันเสื่อมโทรม อย่างไร ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็กราบเรียนท่านว่าผมก็สนับสนุน แต่ผมก็มีข้อเสนอ อยู่พอสมควร ขอสไลด์ (Slide) ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
อันนี้เป็นเรื่องที่ท่านนําเสนอ ผมก็คิดว่าน้ําคือชีวิต ชีวิตของพืชและสัตว์ขาดน้ําไม่ได้ เมื่อไรที่ขาดน้ําต้องตาย ต้องตาย แต่อาจจะไม่ตายฉับพลัน เหมือนกับขาดอากาศ เพราะฉะนั้นเมื่อน้ําคือชีวิต น้ําจึงเป็นหัวใจของชาติเลย หรือถ้าท่าน เถียงผม เถียงได้เลยนะครับ ถ้าน้ําไม่เป็นหัวใจของชาติท่านเถียงผมได้แม้แต่กรรมาธิการ ผมคิดว่าน้ําเป็นหัวใจของชาติ ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันท่านก็ดูแลเรื่องนี้อย่างเร่งรัดและจริงจัง แล้วก็ดูแลมาตลอด รวมทั้งรัฐบาลอื่น ๆ นะครับ แต่อาจจะไม่จริงจังเท่ากับรัฐบาลนี้
ผมกราบเรียนต่อไปครับ นี่เป็นแผนที่ของประเทศ ท่านจะเห็นว่ามันมีลุ่มน้ํา ภาคเหนือ จะเห็นว่ามันจะไหลลงมาจากเหนือลงมาใต้ แม่น้ําปิง แม่น้ําวัง แม่น้ํายม แม่น้ําน่าน แม่น้ําเจ้าพระยา แม่น้ําป่าสัก แม่น้ําโขง แม่น้ําชี แม่น้ํามูล ไหลจากตะวันตก ไปตะวันออก ที่ผมนําเรื่องนี้มาท่านทราบอยู่แล้ว ประชาชนก็ทราบอยู่แล้ว เด็กประถม ก็ทราบอยู่แล้วนะครับ แต่ผมต้องนําเรื่องนี้มาเพราะมันเกี่ยวโยงกับอะไร ปริมาณน้ําฝน ที่ตกอยู่ในประเทศไทยนี้ท่านครับ ในแต่ละปีไม่น้อย เยอะมากตามตัวเลขนะครับ มาก แล้วเมื่อคิดแต่ละเดือน แต่ละปี แต่ละภาคแล้วจํานวนมหาศาล คิดเอาง่าย ๆ ว่าจะตก กี่มิลลิเมตรก็ตาม จะว่าฝนเมื่อวานนี้ตก ๑๐๐ มิลลิลิตร น้ําท่วมเป็นฝนร้อยปีพันปีแล้วแต่ จะพูดกันในสื่อมวลชน ทีนี้เมื่อคิดเป็นปริมาณน้ําลูกบาศก์เมตรแล้วนี้ เรามีน้ําที่ฝนตกมา ๗๔๕,๐๘๕.๖๖ ลูกบาศก์เมตรต่อปี ต่อปีนะครับ ถ้าไม่มีการซึมหรือไหลลงทะเลท่วมประเทศไทย แน่นอนถึงจังหวัดสระบุรีเลยนะครับ ทีนี้ถามว่า แล้วเราเก็บกักน้ําได้เท่าไร แค่ ๗๓,๔๓๗.๒๔ ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น คือเก็บได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๖๗๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ไหลลงทะเล เห็นไหมครับ ทําให้มันแล้ง แล้งอยู่ขณะนี้นะครับ ทีนี้มาดูว่าเราเก็บกักตามเขื่อนเท่าไร ท่านดูเลยตัวเลข เขื่อนภูมิพล นะครับ ๑๓,๔๖๒ ลูกบาศก์เมตร เล็กสุดเขื่อนจุฬาภรณ์ อยู่อําเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ๑๖๔ ลูกบาศก์เมตร รวมทั้งประเทศแล้ว ๗๐,๔๑๘ ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนเรามีเท่านี้ นะครับ แล้วถามว่าแล้วผมจะเสนออะไร อันนี้เป็นออเดิร์ฟ (Hoes d’oeuver) เมื่อปริมาณ น้ําฝนเก็บได้น้อยขนาดนี้ เราก็จําเป็นที่จะต้องอาศัยให้ประชาชนช่วยเหลือตัวเอง ช่วยเหลือ ตัวเองก็คือว่า จะมีสักกี่ครอบครัวที่มันอยู่ใกล้แม่น้ํา ผมยืนยันได้ ท่านรองประธานก็เป็น ท่านปลัดดูแลเรื่องนี้มา จํานวนประชาชนที่อยู่ตามลุ่มน้ํา หมายถึงอยู่ริมแม่น้ํา มีไม่มาก น้อยมาก ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรของประเทศ นอกนั้นอยู่ในท้องถิ่นที่ล้วนแต่ กันดาร และไม่มีแหล่งน้ํา เพราะฉะนั้นแหล่งน้ําที่เขาจะใช้ก็คือแหล่งน้ําใต้ดิน แหล่งน้ําใต้ดิน คืออะไร ท่านเห็นภาพไหมครับ
ภาพต่อไปครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ อันนี้ผมอธิบายนิดหนึ่ง เขื่อนนี้ นะครับ ใหญ่ ๆ ๒ ประเภทใหญ่ ๆ กรมชลประทานประท้วงได้นะครับ เขื่อนแรกที่เรามีเขื่อน ภูมิพล ที่จังหวัดตาก เขื่อนนี้เป็นเขื่อนประเภทคอนกรีต นับตั้งแต่ลูกบาศก์เมตรแรกจนถึง ลูกบาศก์เมตรสุดท้ายที่เททับลงไปต้องไม่ขาดตอนจากกันเลย ถ้าขาดตอนเมื่อไร มันจะซึม และรั่ว ก็ต้องขอบคุณนะครับ หม่อมหลวงชูชาติ กําภู ใครต่อใครในอดีตที่ช่วยดูแลเรื่องนี้ จนเรามีเขื่อนนะครับ แล้วเขื่อนอีกประเภทหนึ่ง เขื่อนดิน นี่เขื่อนดินที่ยาวเกือบที่เรียกว่า ที่สุด เป็นเขื่อนพระราชทาน พระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช อยู่ที่กั้นลําน้ําป่าสักคาดระหว่างอําเภอพัฒนานิคมและอําเภอ ผมจําไม่ได้ อีกอําเภอหนึ่งครับ ตรงข้ามกันนี้ครับ ของจังหวัดสระบุรี กับอําเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี กั้นลําน้ําป่าสัก อําเภอวังม่วง นึกออกแล้วครับ อําเภอวังม่วง อันนี้เป็นเขื่อนที่กักเก็บน้ํา แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้น้อยมาก อย่างที่ผมบอกแล้ว เราจึงต้องอาศัยแหล่งน้ําใต้ดิน เชิญครับ อันนี้เครื่องมือ ที่ผมเอามา อันนี้ไม่ใช่เครื่องมือที่เอามาให้เด็กเล่นนะครับ ผมถ่ายภาพ สปท. เมื่อเช้านี้ นี่เครื่องมือการตรวจหาแหล่งน้ําใต้ดิน ถามว่า แล้วทําได้จริงไหม เขาทดลองกันหลายปีแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ แล้วผมก็ทดลองแล้ว มันจริงครับ มันจริง เอาลวดทองแดงมายาวประมาณ ๑ เมตร และหักงอสวมเข้ากับกระบอกไม้เล็ก ๆ แล้วก็เดินไปในพื้นที่ที่ดินของท่าน เมื่อไร ก็ตามที่ไหนมีแหล่งน้ํา ข้างล่างมีความชื้น เส้นโลหะนี้ก็คือ ทองแดง มันจะขึ้นเป็นกากบาท ถามว่าเป็นกากบาทอย่างไร คือมันมี เขาเรียกอะไร กระแสไฟฟ้าสถิต เมื่อมันมีกระแสไฟฟ้า สถิต เนื่องจากมันมีความชื้น มันจะเข้าเป็นกากบาทอย่างนี้ ท่านก็เอาไม้ไปปัก ก็เดินได้ทั่วเลย ท่านจะมี ๒๕ ไร่ ๓๐ ไร่ เดินให้ทั่วแล้วก็จะรู้ว่าแหล่งน้ํามันมาอย่างไร ท่านวางลงไป ๔๕ องศา แล้วขีดเป็น ๑ นิ้ว ๆ มานะครับ แล้วท่านงออย่างนี้ ถ้ามันคาบกันเท่าไร สมมุติมันปลายก็จะ รู้เลยว่าแหล่งน้ํามันตื้นกี่สิบเมตรนะครับ อันนี้เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ได้ ราคาถูก ผมไปซื้อลวด เส้นละ ๑๐ บาท กระบอกฟรี เจ้าหน้าที่ของทางราชการ อันนี้เป็นรูปจริงที่ถ่ายจริง เขาก็ไปตรวจสอบแบบนี้โดยที่ไม่ใช้เทคโนโลยีระบบเอ็กโค (Echo) ถ้าเอ็กโค (Echo) มันก็จะ ใช้คลื่นเจาะลงไปในชั้นใต้ดิน ถ้าเป็นหินก็จะสะท้อนมาเร็ว ถ้าเป็นน้ํามันก็จะสะท้อนน้อย แล้วก็จะรู้ว่าลึกเท่าไร อันนั้นแพง แต่ถ้าใช้อันนี้ก็ไม่ผิดหวัง ผมยืนยันถ้าท่านมีสวนนะครับ แต่โบราณเขาใช้อะไรรู้ไหมครับ โบราณเก่า ๆ เลยรุ่นคุณพ่อ คุณแม่ ปู่ ย่า ตา ยายของผม เขาใช้ใบตองสดไปวางไว้ที่พื้นดิน พื้นดินต้องแห้งนะครับ หมายถึงว่าฤดูแล้ง แล้วไปเปิดดู ตอนเช้า ถ้าเมื่อไรมีเหงื่อเยอะ ๆ มีหยดน้ําเยอะแสดงว่าตรงนั้นข้างล่างมีแหล่งน้ํา และที่บ้าน ของผมนะครับใกล้ ๆ เขื่อนป่าสัก ก่อนที่จะมีเขื่อนป่าสักนะครับ เพราะเราไปอยู่ที่นั่นมา ๕๐ ปีแล้ว เราก็เจาะเจอแบบนี้เลย เจอแบบนี้เลยนะครับ ผมกราบเรียนว่าอันนี้เป็นเทคโนโลยี ที่ชาวบ้านไทยทําและใช้ได้ดีครับ เดี๋ยวถ้าใครมีสวนนะครับและไม่มีเดี๋ยวมาขอผมไปเลย นะครับ เหมือนเมลอนคราวที่แล้ว พอออกจากห้องคนก็ขอไปนะครับ อันนี้เป็นรูป ชาวบ้าน เขาทํา เดี๋ยวย้อนไปอีกอันหนึ่งครับ นี่ชาวบ้านเขาก็ทํานะครับ แล้วก็ได้ผล แล้วเขาก็เจาะ เขาขุดกันเอง แต่ถ้าลึก ๆ ท่านต้องใช้เครื่องเจาะบ่อน้ําบาดาล
ต่อไปครับ ภาพต่อไปครับ อันนี้เป็นภาพที่ผมประทับใจมาก ไปค้นหามาเจอ ภาพเดียวนี้ท่านจะเห็นเลยว่าแหล่งน้ําบนดิน ผิวดิน ที่เขียนไว้ข้างบน มีสภาพเป็นอย่างไร แหล่งน้ําใต้ดิน ใต้ดินกับน้ําบาดาลไม่เหมือนกันนะครับ ท่านครับ ขออนุญาตอีกนิดเดียวครับ น้ําใต้ดินนี่นะครับมันจะลึกไม่เกิน ๕๐ เมตร แต่ถ้าน้ําบาดาลจะลึกลงไป เพราะฉะนั้นท่านจะ ใช้น้ําผิวดิน น้ําใต้ดิน หรือน้ําบาดาล เทคโนโลยีเหมือนกัน การหาไม่เหมือนกันนะครับ
ต่อไปครับ นี่ข้อเสนอของผมครับ ผมอยากจะฝากท่านกรรมาธิการ ท่านจะ เขียนไว้ที่ไหนก็ตาม หรือคอมเมนต์ (Comment) ไปนิดหน่อยก็ตามนะครับว่าประเทศต้องมี การทําแผนที่น้ํา เขาเรียกว่าวอเตอร์กริด (Water Grid) นะครับ ทั้งประเทศต้องมี ๒. ประเทศ จะต้องมีแก้มลิงทั่วประเทศ ๓. ประชาชนต้องรู้จักหาแหล่งน้ําใต้ดินอย่างที่ผมบอกแล้ว ไม่ใช่ อะไรก็ต้องไปหากรมน้ําบาดาล ร้อยแปดจิปาถะต้องพึ่งรัฐอย่างเดียว ประชาชนก็ทําได้ นะครับ ๔. ให้ความรู้กับประชาชนให้ช่วยตัวเองได้ตั้งแต่การใช้น้ําอย่างประหยัด ถ้าประชาชนไม่ใช้น้ําอย่างประหยัด เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัตินี้ต้องติดคุกกันเยอะนะครับ เพราะท่านมีโทษ เดี๋ยวผมขออนุญาตพูดอีกนิดหนึ่งเรื่องโทษของท่านนี่รุนแรงนะครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้มีโทษจําคุกถึง ๓ ปีนะครับ ต้องบรรจุอยู่ในระบบการศึกษาของ นักเรียนเลย ให้ติดอยู่ในนิสัยว่าต้องใช้น้ําประหยัด ไม่ใช่เปิดก๊อกล้างมือ ต้องใช้ขัน ต้องใช้ถ้วยนะครับ ๕. รัฐบาลจะต้องมีแผนการผลิตน้ําด้านการเกษตรอย่างเป็นระบบ ครบวงจร และจะต้องสอนให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรให้ใช้น้ําเป็น ไม่ใช่ใช้น้ําได้ เกิดมาก็ใช้น้ําได้แล้วนะครับ ใช้น้ําเป็นคือใช้น้ําอย่างถูกต้อง ไม่ทําให้น้ําเสีย อย่าใช้น้ําเยอะ ใช้น้ําเป็นนะครับ
ทีนี้สไลด์ (Slide) ของผมนี่จะจบด้วยว่าชีวิตนี้มีหวัง มีความหวังเมื่อมีน้ํา ถ้าท่านไม่เชื่อว่าสิ่งที่ผมเขียนนี้จริงนะครับ ท่านก็เถียงผมได้ว่าชีวิตนี้มีความหวังเมื่อมีน้ํา ถ้าท่านกลับไปไม่มีน้ําอาบ ดูสิท่านจะหวังได้ไหม ก็จะลําบากนะครับ ทีนี้ในเรื่องของท่าน นิดหนึ่งเมื่อกี้ออเดิร์ฟ (Hors D’oeuvres) ออเดิร์ฟ (Hors D’oeuvres) เรื่องของท่านเลย ท่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มาดีมาก