คุรุจิต นาครทรรพ แสดงความเห็นต่อร่างกฎหมายทรัพยากรน้ำ โดยสนับสนุนเจตนารมณ์แต่สะท้อนความกังวลต่อความยืดหยุ่นของกฎหมายและกลไกการจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม พร้อมเสนอให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมตามประเภทผู้ใช้น้ำอย่างเหมาะสม โดยเกษตรกรควรมีอัตราพิเศษ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมควรจ่ายสูงกว่า และเสนอปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ พร้อมเน้นการแก้ปัญหาน้ำจากน้ำจืดก่อนน้ำทะเล โดยย้ำความสำคัญของข้อมูลที่ถูกต้องและการออกแบบกฎหมายที่ตอบโจทย์ผลการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ท่านประธานครับ ผมขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ที่ได้เสนอรายงานเรื่องการ พัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... มาในวันนี้ ผมอ่านด้วยความรวดเร็วนะครับ เพิ่งจะกลับมาจาก ต่างประเทศเมื่อเช้า แต่ก็สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษก็อยากจะให้ข้อสังเกตไว้สัก ๓-๔ ข้อ ประการแรก ก็สนับสนุนเรื่องเสนอเรื่องนี้มา ถือเป็นเรื่องแรกของทรัพยากรธรรมชาติ สมศักดิ์ศรีนะครับ คือเสนอเรื่องใหญ่มาเลย ก็ให้คะแนนความตั้งใจ เอ (A) เลยนะครับ คะแนนการออกแบบคอนเซปชวล (Conceptual) ให้สักบี (B) แต่กลไกที่เสนอมายังไม่ค่อย มั่นใจก็ให้สักซี (C) ส่วนการอิมพลีเมนต์ (Implement) นี้คงยังไม่กล้าให้คะแนนนะครับ
เรื่องแรกที่ผมอยากจะเน้นก็คือว่าการแก้ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรน้ํา เพื่อไม่ให้ประชาชนในประเทศทะเลาะกัน ไม่ว่าระหว่างต้นน้ํา ปลายน้ํา ระหว่างภาคเกษตร กับภาคอุตสาหกรรมหรือคนเมืองกับคนชนบทในที่สุดแล้วมันต้องพึ่งข้อมูลที่ถูกต้องและตรง และเห็นตรงกันว่าข้อมูลเป็นอย่างนี้จริง เพราะฉะนั้นการออกแบบใน พ.ร.บ. เอาผู้แทน มีส่วนได้เสียมานั่งรวมกันมันอาจจะไม่ได้แก้ปัญหาก็ได้ถ้ามันไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วคนก็ ตั้งธงมาแล้วว่าฉันจะต้องการแบบนี้
เรื่องที่ ๒ ก็คือผมก็ไปร่วมสัมมนาครั้งหนึ่งเมื่อสัก ๑๐ ปีมาแล้วที่ประเทศ ฝรั่งเศส จัดโดยกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสเขาสัมมนาเรื่องพลังงานกับน้ํา ทรัพยากรน้ํา แล้วจําได้ว่าเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วเขามองปัญหาน้ํานี้เป็นปัญหาระดับโลก เพราะประชากร ของโลกมี ๗,๐๐๐ ล้านคนแล้ว และในอีก ๒๐ ปี ๓๐ ปีข้างหน้าก็จะมี ๙,๐๐๐ ล้านคน เพราะฉะนั้นคนจะต้องแย่งทรัพยากรแล้วก็แย่งกันใช้น้ํานะครับ เราก็จําได้เพื่อการมีชีวิตอยู่ คนต้องดื่มน้ําอย่างน้อย ๕ ถึง ๗ แก้วต่อวัน คน ๙,๐๐๐ ล้านคน ต้องดื่มน้ําสักเท่าไร แล้วก็ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก ปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) อะไรนี่ ฝนฟ้า ก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ตกผิดที่ เกิดภัยแล้งปีนี้ เกิดน้ําท่วมปีโน้น เพราะฉะนั้นนี่ปัญหามันก็จะ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ ทีนี้องค์ประกอบกลไกที่เสนอหรือแนวความคิดที่เสนอใน พ.ร.บ. นี้ ที่ออกมานี่เป็นเจตนารมณ์ที่ดีนะผมก็เห็นด้วย แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ในอนาคต เราก็พรีดิกต์ (Predict) ไม่ได้แล้วก็วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก็จะก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหามันก็จะต้องมีการลองผิดลองถูก แต่การเขียนกฎหมายที่แบบตีกรอบแล้วก็รีจิด (Regid) เกินไปนี้มันอาจจะทําให้แก้ปัญหาลําบากได้ เพราะฉะนั้นควรจะมีกลไกที่ผ่อนสั้น ผ่อนยาวว่าถ้าไปทางนี้ไม่ถูกทางให้ถอยกลับมาและไปทางนี้ได้ไหม ขณะเดียวกันการใช้หน่วย ราชการเป็นตัวนําคิด บางทีก็จะหน่วยใครหน่วยมัน ท่านก็ทราบดีตามแผนภูมิที่เสนอว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านน้ําของประเทศไทยมีตั้งหลายหน่วย มี พ.ร.บ. ผมก็ตกใจ เมื่อสักครู่เพิ่งเห็นมีตั้ง ๓๐ ฉบับนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของชลประทาน ใช้น้ําเพื่อ การเกษตร เรื่องของการใช้น้ําเพื่ออุตสาหกรรม เรื่องการใช้น้ําเพื่ออุปโภคบริโภค เรื่องการใช้ น้ําเพื่อการประมงเลี้ยงปลาในกระชัง เหล่านี้มันก็ต้องใช้น้ําทั้งนั้น ยังไม่รวมการเดินเรือ ซึ่งผมว่าอันนี้เป็นเรื่องปลีกย่อย เราควรจะออกแบบ พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ํานี้เพื่อการจัดสรรน้ํา ระหว่างคนเมือง คนชนบท ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ําเยอะนะครับ แล้วที่ ผมก็ชื่นชมก็คือว่า พ.ร.บ. นี้ออกแบบ พยายามเขียนซ่อน ๆ มานะครับ ผมว่าน่าจะกล้ากว่านี้ ก็คือว่าให้มีการเก็บค่าใช้น้ํา พวกเราท่านที่นั่งอยู่ที่สภานี้เสียค่าน้ําทั้งนั้น เราเป็นผู้ใช้ น้ําประปา แต่นั่นมันเป็นเสียงส่วนน้อยนิด ต่อไปนี้ภาคต่าง ๆ นี่ต้องรู้ว่าน้ํามีคุณค่า การที่ได้ ใช้น้ําฟรีนี่มันจะไม่รู้จักคําว่าน้ํามีคุณค่าเลย ผมก็อ่านดูเร็ว ๆ นี้ก็เพราะว่าในมาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ หรืออะไรนี่มีเรื่องของการเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตผู้ใช้น้ําประเภท ๒ คือ เกษตร อุตสาหกรรม และประเภท ๓ คือกิจการขนาดใหญ่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไร แต่ค่าธรรมเนียมนี้ ๑๐,๐๐๐ บาทกับ ๕๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น จ่ายทีเดียวแล้วก็ใช้ได้เลย ก็ควรจะออกแบบ เหมือนกับน้ําบาดาลก็ใช้ตามลูกบาศก์เมตร แล้วก็ควรจะออกแบบว่าคณะกรรมการนี้ กนช. ของท่านมีอํานาจที่จะเก็บหรืองด หรือลด หรือยกเว้น และเก็บไม่เท่ากันระหว่างผู้ใช้ บางประเภทเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยุติธรรมในการจัดสรรน้ํา เกษตรกรควรจะได้ใช้ ในอัตราที่ถูกหน่อย อุตสาหกรรมแพงหน่อย อะไรเหล่านี้เห็นด้วย แต่ทุกคนต้องจ่ายค่าน้ํา เมื่อทุกคนจ่ายจะรู้สึกว่าประหยัดนะครับ แล้วการที่ท่านเขียนว่าน้ํามีสิทธิใช้ ของท่านเอง ก็ถูกต้องนะครับ ถ้ามีบ่อน้ําอยู่ในแปลงนาของท่านเอง มีแก้มลิงของท่านเองก็ไม่ต้องเสีย ค่าน้ํานะครับ สนามกอล์ฟควรจะเก็บแพง ๆ เลย เพราะไปสูบน้ํามาจากคลองชลประทาน แต่ถ้าขุดน้ําเก็บไว้เองทั้งปีก็ไม่ต้องว่ากัน อย่างนี้เป็นต้นนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือองค์ประกอบของ กนช. ผมอาจจะเห็นไม่ตรงกับท่านสุรินทร์ นะครับ คือนับไปนับมามี ๒๗ คน เป็นภาคราชการ ๑๔ คน แล้วก็ภาคผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๒ คน ผมก็เห็นว่าในภาคราชการอาจจะขาดอีกหลายหน่วย และผมคิดว่าท่านมีกรรมการลุ่มน้ํา ซึ่งเป็นเหมือนชุดย่อยอยู่ภายใต้ กนช. อีกทีหนึ่ง ท่านจะทํางานไม่สําเร็จเลยถ้าไม่มีกระทรวง มหาดไทย ก็ควรจะให้เป็นระดับรัฐมนตรีเลยนะครับ แล้วก็หน่วยงานเรื่องน้ําถ้าจะเอาเรื่องวิชาการมันควรจะมีหน่วยวิจัยหรือหน่วยที่เขาศึกษา เรื่องน้ํา ผมก็นึกออก ก็คือกรมอุทกศาสตร์ เรื่องอุทกวิทยามันไม่รู้อยู่ในหน่วยงานไหน อาจจะในมหาวิทยาลัย แล้วก็ขุดแหล่งน้ําเวลาน้ําท่วมก็ดี น้ําแล้งก็ดี หน่วยบัญชาการ ทหารพัฒนาของ บก. สูงสุด เขาก็ไปช่วยทํา ท่านควรจะเอาผู้ปฏิบัติมาให้ข้อมูลด้วย ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ ผมเข้าใจว่าท่านเจตนาดีจะให้มีตัวแทนลุ่มน้ําทั้งหมด ทั้งระหว่างผู้อยู่ ต้นน้ํา ปลายน้ํา ก็เลยมาอยู่กันเต็มไปหมด แล้วก็มานั่งเถียงกันไม่มีประโยชน์ ผมคิดว่า จากลุ่มน้ํา ๓ คนพอ แล้วผู้ทรงคุณวุฒิ ท่านก็เขียนมามีด้านทรัพยากรน้ํา ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านผังเมือง ผมคิดว่าควรจะเขียนว่ามี ๕ คน คนแรกก็เป็นด้านทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เอาอันเดียว เรื่องน้ําเป็นเรื่องการจัดสรรน้ํา ไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อม มาตรฐานน้ํา อันที่ ๒ เรื่องอุทกวิทยา อันที่ ๓ เรื่องรัฐศาสตร์ หรือสังคม แล้วก็เรื่องของเศรษฐศาสตร์ เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็อยากจะเสนอไว้อย่างนี้ แล้วกรรมการลุ่มน้ําผมก็ไม่อยากว่าท่านเขียน ให้มีได้เยอะ มีได้ไม่จํากัดจํานวน ฉะนั้นประชากรก็จะพยายามบอกนี่ก็ลุ่มน้ําผม แม่น้ํามูล ก็อันหนึ่ง แม่น้ําชีก็อีกอันหนึ่ง เราก็ต้องมี ๑๖ ลุ่มน้ํา แล้วก็ประชุมกันอย่างเดียว ผมว่าไม่ใช่ การทํางานสําเร็จ ผมคิดว่าน่าจะเขียนไว้ว่าในเบื้องต้นมีหลักวิชาในการกําหนดว่าจะมีสัก กี่ลุ่มน้ํา แล้วทั้งประเทศไม่ควรให้เกิน ๖ ลุ่มน้ํา ผมคิดว่าอย่างนั้น และถ้าจําเป็นก็แก้โดย พระราชกฤษฎีกาต่อไป
แล้วอีกอันหนึ่งก็คือว่าท่านเขียนในนิยามว่ารวมน้ําทะเลด้วย ผมคิดว่าถ้าท่าน อยากจะแก้ปัญหาให้ตรงจุดเอาแต่น้ําจืดก่อนแล้วกัน เพราะน้ําทะเลท่านก็ต้องไปเอา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาอีก และน้ําทะเลมันจะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ําเพื่อ การอุปโภคบริโภคและทําการเกษตรได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอาจจะตัดออกไปก่อน และคอนเซนเทรต (Concentrate) ในเรื่องน้ําจืดหรือน้ํากร่อยที่เกษตรกรแล้วก็ชาวบ้าน แล้วก็คนเมืองใช้ร่าง พ.ร.บ. นี้ แล้วก็รายงานนี้ผมก็คิดว่ามีประโยชน์ที่จะช่วยให้แก้ปัญหา แล้วก็ขอเน้นย้ําว่าการแก้ปัญหาต้องพึ่งข้อมูลที่ถูกต้องและเห็นตรงกันในข้อมูลนั้น ไม่ใช่ เอาผู้แทนหลายฝ่ายมานั่งทะเลาะกัน แล้วก็ไม่ได้แก้ปัญหา เหมือนกับ พ.ร.บ. ที่ตั้งองค์กร มาหลาย ๆ องค์กรแล้วก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย ผมก็มีคอมเมนต์ (Comment) เพียงเท่านี้ นะครับ ก็อยากจะฝากไว้และให้กําลังใจครับ ขอบพระคุณครับ