อลงกรณ์ ชูแนวทางจัดการน้ำยั่งยืน ทั้งอุปสงค์-อุปทาน-คุณภาพ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙

อลงกรณ์ พลบุตร หารือประเด็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยเน้นการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ ทั้งการเกษตร อุตสาหกรรม และการอนุรักษ์คุณภาพน้ำ พร้อมเสนอแนวทางลดการใช้น้ำผ่านเทคโนโลยีประหยัดน้ำ การรีไซเคิลน้ำเสีย และการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในแหล่งต่างๆ รวมถึงการใช้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเน้นย้ำความสำคัญของการป้องกันมลพิษจากโรงงาน ปัญหาน้ำท่วมที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำประปา และการอนุรักษ์น้ำใต้ดิน พร้อมเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อให้ตรวจสอบโรงงานได้ทันที และจัดสรรค่าธรรมเนียมเพื่อพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสม

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่ได้นําเสนอ รายงาน เรื่อง การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวโดยตรงกับปากท้องของ ประชาชน เกี่ยวโดยตรงกับเศรษฐกิจของชาติ แล้วก็เกี่ยวโดยตรงกับวิกฤตของประเทศ ในปัจจุบันนี้ เพราะถ้าได้มีการแก้ไขมีการวางแผนที่ดีแล้ว ปัญหานั้นก็จะได้ไม่เกิด ผมต้อง ขอชื่นชมว่าคณะทํางานชุดนี้ท่านศึกษาข้อมูลได้ดีมาก แล้วท่านแก้ไขในจุดที่เป็นปัญหา หลายจุด ในประสบการณ์ที่ผมเคยเจอมาแล้วติดขัดในการแก้ไขปัญหา ท่านได้แก้ไว้ในนี้ ซึ่งผมจะได้นํากล่าวต่อไป แต่อย่างไรก็ตามเพื่อผลแห่งเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ผมขอนําเสนอเพื่อท่านไปประกอบการพิจารณาใน ๓ ประเด็น ผมจะนําเสนอ ในประเด็นด้านดีมานด์ (Demand) ก็คือการใช้ แล้วก็ด้านซัปพลาย (Supply) คือการจัดหา และจัดเก็บ แล้วก็ด้านอนุรักษ์และการรักษาคุณภาพน้ํา ทั้งหมด ๓ ด้าน

ด้านแรกการใช้หรือด้านดีมานด์ไซด์ (Demand Side) ต้องมีการใช้อย่างมี ประสิทธิภาพและรู้คุณค่า น้ําที่จะต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพและรู้คุณค่า

อันดับแรก ก็คือน้ําเพื่ออุปโภคและบริโภค ทุกครัวเรือน ประชาชนทุกคน จะต้องใช้น้ําอย่างประหยัด แล้วก็ต้องมีการใช้ซ้ํา อันนี้คิดว่าประชาชนคงทราบกันอยู่แล้ว นะครับ น้ําที่ใช้ในบ้าน น้ําซักผ้า พอซักผ้าเสร็จก็สามารถเอาไปล้างห้องน้ําได้อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เรียกว่าใช้ต่อเนื่อง หรือน้ําอย่างอื่นใช้ล้างถ้วยล้างชามแล้วก็เอาไปรดต้นไม้ต่อ อันนี้ เรียกว่าใช้ซ้ํานะครับ ใช้อย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ แล้วก็รู้คุณค่านะครับ

อันดับที่ ๒ น้ําในภาคการเกษตร ในภาคดีมานด์ไซด์ (Demand Side) นั้น ก็จะต้องลดการใช้ด้วยการทําวิจัยและค้นคว้าหาพืชที่ใช้น้ําน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าว นะครับ ทุกวันนี้เราทําข้าวนาลุ่มก็ใช้น้ําปริมาณมาก เราน่าจะมาวิจัยและพัฒนาใช้พันธุ์ข้าว ที่ใช้น้ําน้อยก็จะประหยัดน้ําได้ หรือปลูกพืชอื่นทดแทนที่ใช้ปริมาณน้ําน้อย จะได้ไม่ต้อง สูบน้ําขึ้นไปเจิ่งนองท้องทุ่งนาแล้วก็แดดแผดเผาไปหมด ทิ้งหมด หรือไหลทิ้งไปก็มีนะครับ เพราะฉะนั้นทางด้านหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันนะครับ ทางด้านดีมานด์ไซด์ (Demand Side) อีกอันหนึ่งใช้อย่างคุ้มค่า เช่น ใช้ระบบน้ําหยดแทนน้ําไหลบ่าท่วมทุ่ง ตรงนี้ ก็จะประหยัดปริมาณน้ําไปได้มากนะครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือการรักษาคุณภาพน้ําเพื่อป้องกัน มลภาวะน้ําในการเกษตรนี้นะครับ ผมเป็นลูกชาวนา ในอดีตตอนเด็ก ๆ แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ ก็ยังเห็นอยู่นะครับ พอถึงฤดูทํานาก็จะมีน้ําเจิ่งนองเต็มท้องทุ่ง น้ําสูงจากพื้นดินประมาณ ๑-๒ ฟุต เสร็จแล้วเกษตรกรก็ไปซื้อปุ๋ยเคมีนําเข้าจากต่างประเทศราคาแพงมาหว่านข้าว หว่านลงไปในนา หว่านลงไปในน้ํา เสร็จแล้วน้ําก็ไหลลงสู่ลําคลอง ท่านทราบไหมครับ ใครที่ อยู่ตามลําคลองคงจะทราบดีว่าในทุกฤดูแล้งปลาในลําคลองจะลอยหัวเพราะว่าน้ําเป็นพิษ น้ําเป็นพิษเพราะว่าในฤดูน้ําหลากน้ําได้ชะเอาปุ๋ยแล้วก็เอายาฆ่าแมลงที่อยู่ในนาข้าวไหลลงสู่ ลําคลอง พอถึงฤดูแล้งน้ํามันเหลือน้อย ความเข้มข้นมันก็สูง มันก็เลยทําให้สัตว์น้ําที่อยู่ในน้ํา ลอยหัว นั่นละครับเป็นตัวชี้วัดอันหนึ่งว่าน้ําเสีย น้ําไม่มีคุณภาพ แล้วน้ําเหล่านั้นก็มาสู่ น้ําประปาที่คนกรุงเทพมหานครเราใช้บริโภคกันนั่นละครับ อันเดียวกันครับ

อันดับที่ ๓ น้ําอุตสาหกรรมครับ เมื่อสักครู่นี้พูดถึงเรื่องน้ําอุปโภคบริโภค ไปแล้ว น้ําการเกษตรไปแล้ว อันที่ ๓ น้ําอุตสาหกรรม ต้องมีระบบการใช้น้ําอย่างประหยัด มีการรีไซเคิล (Recycle) หรือนําน้ําที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านระบบการบําบัด นั่นเองครับ เพื่อประหยัดการใช้น้ํา จะต้องมีมาตรการส่งเสริมและมาตรการจูงใจทางด้านนี้ เพื่อลดดีมานด์ไซด์ (Demand Side) คือลดปริมาณการใช้น้ําลงครับ

หัวข้อที่จะอภิปรายที่ ๒ ก็คือเรื่องด้านซัปพลายไซด์ (Supply Side) นะครับ ก็คือการจัดหาและจัดเก็บน้ําอย่างเพียงพอ ซึ่งประกอบด้วยประเด็นดังต่อไปนี้นะครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือลดปริมาณน้ําที่ปล่อยทิ้งลงสู่ทะเล ทั้งแม่น้ําเจ้าพระยา แม่น้ําบางปะกง แม่น้ําท่าจีน แม่น้ําทางจันทบุรี แม่น้ําตระพัง แม่น้ําเวฬุ แล้วก็แม่น้ําตราด แล้วก็แม่น้ําอื่น ๆ อีกหลายสายนะครับ ซึ่งในแต่ละปีนั้นเราปล่อยปริมาณน้ําลงสู่ทะเล ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เก็บไว้ใช้ได้แค่เพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราลดปริมาณการปล่อยทิ้งทะเลจาก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ลงไปเหลือสัก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ปริมาณน้ําจะเหลือใช้อย่าง เพียงพอ และใช้ทั้งปีของคนทั้งประเทศครับ ด้วยวิธีการและมาตรการดังนี้ครับ

๑. ส่งเสริมให้เอกชนจัดทําแหล่งเก็บน้ําส่วนบุคคล ตรงนี้อาจจะมีมาตรการ ทางด้านภาษีหรืออะไรก็ตามจูงใจคนที่ลงทุนสร้างบ่อเก็บน้ําของตนเอง จะต้องมีมาตรการ ลดหย่อนทางภาษีเพื่อจูงใจนะครับ

๒. จัดทําแหล่งเก็บน้ําชุมชน อันนี้กรณีของชุมชน จะต้องมีแหล่งน้ําสาธารณะ ของชุมชนเก็บน้ําไว้สําหรับอุปโภคบริโภคทั้งปี หรือเก็บน้ําไว้ใช้เพื่อการเกษตรของชุมชน นั้น ๆ ครับ แทนที่จะปล่อยทิ้งลงสู่แม่น้ําแล้วก็ไหลลงสู่ทะเลทั้งหมด

๓. จัดทําแหล่งเก็บน้ําในบริเวณแหล่งต้นน้ํา เช่น อ่างเก็บน้ําหรือทําฝายกั้นน้ํา ในแหล่งต้นน้ําเพื่อชะลอการไหลลงของน้ําไม่ให้ไหลลงสู่ทะเลเร็วเกินไป

๔. ทําแหล่งเก็บน้ําที่ลําน้ําไหลผ่านนะครับ ก็คือแก้มลิงต่าง ๆ เพราะฉะนั้นที่ใด เป็นที่ลุ่ม ที่เป็นที่ราชพัสดุ หรือเป็นที่ของเอกชนก็ตาม อาจจะต้องมีการเวนคืนเพื่อทําแหล่งเก็บน้ํา ขนาดใหญ่ไว้ใช้ในฤดูแล้ง

๕. คือแหล่งปลายน้ํา ก่อนที่น้ําจะลงสู่ทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขื่อนที่มีอยู่แล้ว ก็อยากให้ทําความเข้าใจกับประชาชน แล้วก็นํามาใช้ประโยชน์ อุตส่าห์เสียงบประมาณ ลงทุนสร้างไปมากแล้ว เช่น เขื่อนกั้นแม่น้ําเจ้าพระยา เขื่อนบางปะกง แล้วก็เขื่อนแม่น้ํามูล ที่สร้างเสร็จแล้วยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่ครับ ตรงนี้ก็ถือว่าถ้าชะลอน้ําไม่ให้ลงสู่ทะเลเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง ก็จะทําให้สามารถมีน้ําจืดเก็บไว้ใช้ได้นานขึ้นครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของด้านซัปพลายไซด์ (Supply Side) นะครับ ลดปริมาณน้ํา ที่ไหลออกนอกประเทศนะครับ เช่น แม่น้ําปายที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม่น้ําเมยที่จังหวัด แม่ฮ่องสอนเช่นเดียวกัน ก็ไหลลงสู่แม่น้ําสาละวิน กรณีถ้าเรามีวิธีการที่จะกักเก็บก็จะ เป็นประโยชน์นะครับ รวมถึงแม่น้ําที่ไหลลงสู่แม่น้ําโขงนะครับ ทางด้านอีสานตอนบน และอีสานตอนล่าง ถ้าเราชะลอไม่ให้น้ําไหลลงสู่แม่น้ําโขงมากเกินไป เราก็สามารถเอาน้ํา ไว้ใช้ประโยชน์ในประเทศของเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอีสานนั้นเป็นภาคที่แห้งแล้ง และขาดน้ํา ก็สามารถเอามาใช้ได้นะครับ

ประเด็นที่ ๓ เรื่องซัปพลายไซด์ (Supply Side) ก็คือเติมน้ําเข้าสู่ระบบ ชลประทาน มี ๒ แหล่งนะครับ แหล่งที่ ๑ จากแหล่งน้ําภายนอกประเทศ จากแม่น้ําโขง ก็ไหลลงสู่ภาคเหนือ ผ่านภาคเหนือตั้งแต่จังหวัดเชียงรายลงมา แล้วก็ผ่านอีสานบนตั้งแต่ จังหวัดเลยลงมาถึงจังหวัดหนองคายถึงจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดนครพนม ออกมาจังหวัด มุกดาหาร ย่านนี้นะครับ รวมถึงอีสานตอนล่างตรงจังหวัดอุบลราชธานี ก็สามารถที่จะสูบน้ํา กลับเข้าสู่ระบบชลประทานของประเทศเราได้ และการสูบน้ํานั้นบางทีไม่ต้องขออนุญาตใคร เราก็สูบในแม่น้ําที่อยู่ในประเทศเรา น้ําในแม่น้ําโขงก็จะไหลเข้ามาเอง ไม่ต้องไปสูบริมโขง ต้องขออนุมัติ ขออนุญาตระหว่างประเทศ แต่ถ้าสูบในแม่น้ําในประเทศของเราไม่ต้อง ขออนุมัติระหว่างประเทศครับ ตรงนี้ก็สามารถทําได้ ก็ทําให้เรามีน้ําใช้ครับ แล้วก็แม่น้ํา ทางเขตชายแดนประเทศเมียนมาร์ที่จะไหลลงสู่แม่น้ําสาละวินก็เช่นเดียวกัน เราก็สามารถ สูบในทํานองเดียวกันได้ แต่ต้องมีระบบการดําเนินการในรูปของรัฐบาล หรือว่าในรูปของ หน่วยงานที่เราจะตั้งขึ้นมานี่ครับ แล้วก็แหล่งที่ ๒ นะครับ จากแหล่งน้ําภายในประเทศ แหล่งน้ําภายในประเทศก็คืออ่างเก็บน้ําทั้งหลาย ระบบชลประทานบางแห่งนั้นยังเข้าไม่ถึงกับ เกษตรกร ก็สามารถสูบน้ําจากแหล่งเก็บน้ําภายในประเทศลงสู่ระบบชลประทานให้ทั่วถึง แล้วก็เพียงพอครับ ประเด็นที่จะขอนําเสนอประเด็นที่ ๓ เมื่อสักครู่นี้ก็คือ เรื่องการอนุรักษ์ และการรักษาคุณภาพน้ํา ผมแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนนะครับ

ส่วนแรก ก็คือน้ําใต้ดิน น้ําใต้ดินนี้อยากให้มีการอนุรักษ์และอยากให้มีการใช้ อย่างรู้คุณค่า และอย่างมีประสิทธิภาพ ที่จริงน้ําใต้ดินนั้นเป็นน้ําที่สะอาด เพราะผ่านระบบ กรองอย่างดีแล้ว เหมาะสมที่จะเป็นน้ําเพื่ออุปโภคบริโภค ตอนนี้ไม่ทราบว่าคิดถูกหรือเปล่า นะครับ ที่เอาน้ําเพื่ออุปโภคบริโภคนั้นมาใช้ในการทํานา มาใช้ในการทําไร่ ที่จริงแล้วน้ําที่ใช้ ในการทํานา ในการทําไร่นั้น คุณภาพน้ําใช้น้ําท่า น้ําแม่น้ําก็ได้ แต่น้ําเพื่ออุปโภคบริโภคนั้น น้ําต้องใสสะอาด เพราะฉะนั้นน้ําใต้ดินนั้นเหมาะสําหรับอุปโภคบริโภค แต่ ณ วันนี้เราเอามา ใช้ทําการเกษตร ก็เกรงว่าเอาของดีมาใช้เสียหมด จนท้ายสุดน้ําอุปโภคบริโภคก็จะไม่มี หรือบางคนอาจจะบอกว่าอัดน้ําจากแม่น้ํานี่ละลงสู่ใต้ดิน ก็จะเป็นการปนเปื้อนน้ําคุณภาพสูง หรือเปล่า อันนี้ก็ฝากให้วิเคราะห์ให้ดี ๆ แล้วตอนนี้ต้องส่งสัญญาณที่ถูกต้องให้กับประชาชน เพราะขณะนี้มีการขุดบ่อบาดาลทั่วทั้งประเทศเพื่อทําการเกษตร ตรงนี้กลัวว่าขุดบ่อบาดาล จบแล้วจะไม่มีน้ําให้สูบ เพราะน้ําใต้ดินมันหมดไป หรือว่ามันแห้งจนกระทั่งมันซึมลงไปไม่ทัน นั่นเองครับ

ส่วนที่ ๒ น้ําตามแม่น้ําลําคลอง ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ปล่อยน้ําเสียลงสู่แม่น้ําลําคลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแม่น้ํานะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทใหญ่ ๆ หลายแห่ง แล้วก็น้ําเหล่านั้นก็มาเข้าระบบประปาที่พวกเรารับประทานกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในเขตกรุงเทพมหานคร ท่านลองย้อนดูใกล้กับปากคลองประปา ใกล้แหล่งสูบน้ํานี้ จะมีโรงงานที่ปล่อยน้ําเสียที่เป็นมลพิษอย่างร้ายแรงสู่ประชาชน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องใช้ มาตรการเด็ดขาดนะครับ เพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดความเสียหาย

อีกส่วนหนึ่งนะครับ ทุกครั้งที่น้ําท่วมไม่ทราบว่ามีการสํารวจไว้ไหมครับว่า ในภาคกลางแทบทุกจังหวัดเลยครับมีกองขยะ แล้วจังหวัดที่มีกองขยะใหญ่มากที่สุดในภาคกลาง จังหวัดหนึ่ง ท่านเช็ก (Check) หรือยังครับ บอกเลยก็ได้ครับ จังหวัดนครสวรรค์ กองขยะ ภูเขา ขยะอันยิ่งใหญ่นั้น เมื่อน้ําท่วมคราวที่แล้วนั้นได้ท่วมกองขยะประมาณ ๑ ถึง ๒ เมตร ภูเขาขยะนะครับ และน้ําจากกองขยะนั้นละก็ลงสู่ลําน้ําเจ้าพระยา แล้วก็ไหลมากรุงเทพฯ แล้วก็มาเป็นน้ําประปาที่พวกเราดื่มกิน ที่ผมเคยอภิปรายไว้คราวก่อนโน้นว่าเรื่องพิษภัยจาก บ่อขยะ คือน้ําฝนหรือน้ําชะล้างขยะ สัมผัสกับพลาสติกจะกลายเป็นสารก่อมะเร็งถ้าเอามา ทําน้ําประปา นั่นละครับสารก่อมะเร็งของจริง แล้วก็มีปริมาณปนเปื้อนมากับน้ําท่วม ทุกครั้ง ที่น้ําท่วมท่านจะสังเกตว่า เมื่อน้ําไหลมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว เน่าเหม็นเป็นสีดํามักจะก่อให้เกิด เป็นโรคผิวหนัง หรือคนดื่มสําลักเข้าไปมักจะเป็นอันตรายเป็นโรคติดเชื้อในกระแสเลือด ก็เพราะว่าน้ําเหล่านั้นได้ผ่านกองขยะมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่หลายส่วนที่เกี่ยวข้อง จะตระหนักและป้องกันนะครับ

อันสุดท้ายครับ น้ําตามแหล่งน้ําสาธารณะ ก็ต้องมีการอนุรักษ์ไม่ให้มีการ ปนเปื้อน แล้วก็รักษาคุณภาพเพื่อจะได้เป็นแหล่งน้ําที่ใช้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัยสําหรับ ประชาชนครับ สิ่งที่ท่านเสนอมานะครับ ผมอยากเพิ่มเติมนะครับ ในหน้า ๔๓ มาตรา ๖๓ ที่เขียนว่า ค่าใช้จ่ายที่เก็บได้จะไปใช้ทําอะไรบ้างนะครับ ใน (๑) เขียนบอกว่า ค่าใช้จ่ายใช้ในการ ส่งเสริมและสนับสนุนการดําเนินงานของ กนช. คณะกรรมการลุ่มน้ํา คณะกรรมการลุ่มน้ําสาขา และองค์กรผู้ใช้น้ําเกี่ยวกับการพัฒนาบํารุงรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรน้ํา ขอให้ใส่วงเล็บไว้ว่า ยกเว้นการใช้จ่ายเพื่อการเดินทางไปต่างประเทศ ถ้าไม่ใส่ข้อนี้นะครับ ทุกคณะกรรมการเลย จะไปดูการบริหารจัดการน้ําในต่างประเทศทุกปีแล้วก็ทุกคณะด้วย เพราะฉะนั้นขอให้เขียน ไว้ตรงนี้ครับ อยากให้นําเงินที่ได้นั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากที่สุดครับ แล้วก็ ต้องขอชื่นชมท่านอีกข้อหนึ่งครับ อันนี้มาตรา ๙๓ หน้า ๕๓ เป็นประโยชน์มาก เมื่อครั้งผมเป็น ผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ผมได้เข้าไปปราบแล้วก็ไปจับโรงงานที่ปล่อยน้ําเสีย ลงทะเล แต่บุคคลพวกเขาเหล่านั้นพยายามฟ้องกลับผมในข้อหาบุกรุกนะครับ แล้วก็เจ้าหน้าที่ โดยทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงโรงงานที่ปล่อยน้ําเสียได้ เพราะถูกข้อกล่าวหาบุกรุก ท่านแก้ได้ ดีมากครับ ใน (๓) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจเข้าไปในที่ดิน อาคารสถานที่ หรือยานพาหนะ ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก ในกรณีที่มีหลักฐาน อันสมควรที่เชื่อได้ว่ามีการกระทําผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ตรงนี้นะครับ สามารถเข้าไปได้ โดยไม่ต้องมีหมาย ก็จะเกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น แล้วก็จะเป็นประโยชน์ แต่ขอให้ท่าน เติมไว้อีกนิดหนึ่งครับว่า เจ้าหน้าที่หรือผู้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ เพราะ บางทีเจ้าหน้าที่เข้าไปก็ต้องมีผู้ช่วยเหลือเข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นเข้าไปคนเดียวไม่ได้ หรือเข้าไป เฉพาะเจ้าหน้าที่เองบางทีกําลังก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านเติมตรงนี้อีกนิดหนึ่งครับ แล้วก็ ตรงนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์ (Highlight) สําคัญของพระราชบัญญัตินี้ที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการที่ เกิดความยากลําบากในการเข้าไปหยุดยั้งผู้ที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อคุณภาพน้ําและสิ่งแวดล้อม ขอขอบคุณครับ

ต่อไปขอเชิญท่านชูชาติ อินสว่าง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านเป็น ประธานชมรมสหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทย ขอเชิญครับ