กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หารือการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเมืองผ่านการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ โดยเสนอการเชื่อมโยงสภาองค์กรชุมชน ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างพลังร่วมจากฐานราก พร้อมเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านการศึกษาและแผนพัฒนาการเมืองที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม แทนการดำเนินการแบบชั่วคราว
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กระผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด สมาชิกหมายเลข ๕ ครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกรรมาธิการนะครับที่หยิบยกเรื่องนี้ซึ่งเป็น เรื่องสําคัญ แล้วกระผมเห็นด้วยทั้งหมดนะครับกับสิ่งที่ทางกรรมาธิการได้เสนอ แต่กระผม มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อที่จะเป็นประโยชน์ในการที่จะเพิ่มเติมในรายงานนะครับ คือฐานคิด สําคัญอันที่ ๑ ก็คือว่าเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง สาระสําคัญน่าจะอยู่ที่การเปิดพื้นที่การมี ส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการที่จะมาพัฒนาการเมือง ถ้าเรามีพื้นที่การมีส่วนร่วมทางการเมือง ให้กับทุกส่วน วัฒนธรรมทางการเมืองจะถูกเปลี่ยนไปโดยปริยาย การเมืองจะถูกเปลี่ยน ผมมีรูปธรรม ๒ รูปธรรมนะครับ รูปธรรมที่ ๑ ก็คือว่าเป็นรูปธรรมของการเมืองภาคพลเมือง มีรูปธรรมที่เกิด พ.ร.บ. สภาพัฒนาการเมือง ปี ๒๕๕๑ ท่านอาจารย์วรรณธรรมได้หยิบยก ขึ้นมา มี พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ เกิดขึ้นมาพร้อมกันครับ ปี ๒๕๕๑ เช่นกัน ๒ พ.ร.บ. นี้เป็น พ.ร.บ. ที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม หลังจากเกิด พ.ร.บ. ทั้ง ๒ พ.ร.บ. ที่คู่แฝดกัน มันเกิดพื้นที่ทางการเมืองขึ้นระดับพื้นที่ตําบล วันนี้ ประมาณสัก ๔,๐๐๐ กว่าตําบล พอมีพื้นที่ทางการเมือง ๔,๐๐๐ กว่าตําบล แล้วโยงกันมา มีพื้นที่ทางการเมืองระดับจังหวัด มีพื้นที่จังหวัดของภาคประชาชน มีสภาพัฒนาการเมือง มีสภาองค์กรชุมชน ๒ พ.ร.บ. นี้เป็น พ.ร.บ. สําคัญที่สร้างวัฒนธรรมใหม่ของการเมือง รูปธรรมที่ผมอยากจะหยิบยกตรงนี้ก็คือว่า วันนี้ในความหมายของวัฒนธรรมการเมืองไม่ได้ แปลว่าเลือกตั้งวัฒนธรรมการเมืองคุณภาพชีวิตของประชาชนต่างหาก ถ้าภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงทุกส่วน ทุกองค์กร ทุกกลุ่ม มาสัมพันธ์กับท้องถิ่น มาสัมพันธ์กับ ท้องที่แล้วก็มาสัมพันธ์กับหน่วยงานที่อยู่ตรงนั้น พลังการเปลี่ยนแปลงตรงนี้มันก็จะเกิดขึ้น อันนี้เรียกว่า สภาองค์กรชุมชน มันมีประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าตําบล ประเด็นมันอยู่ที่ว่ามันจะ จัดความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมทางการเมืองของสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร สภาองค์กรชุมชน สภาท้องถิ่น หน่วยงานท้องที่ แล้วก็รวมทั้งการบริหารส่วนท้องที่ ถ้า ๔ ประสานนี้ยึดหลัก เป็นฐานสําคัญ แล้วสร้างพลังใหม่ขึ้นมา มันเป็นวัฒนธรรมใหม่ครับ ก็แปลว่าพื้นที่การมี ส่วนร่วมเป็นสาระสําคัญ จะทําอย่างไรให้เกิดพื้นที่ตรงนี้ การเมืองจะถูกเปลี่ยนโดยปริยาย ในรูปธรรมเหล่านี้การเชื่อมโยงทุกตําบล ๖๓ ตําบลในจังหวัดอํานาจเจริญเห็นภาพชัดเจน ทุกตําบล ๖๓ ตําบล ในจังหวัดอํานาจเจริญโยงพื้นที่ระดับตําบล ๔ ประสาน สร้างธรรมนูญ ของตําบลตัวเอง แล้วก็เอาธรรมนูญทุก ๆ ตําบลใน ๖๓ ตําบลโยงมาเป็นธรรมนูญจังหวัด การเมืองเปลี่ยนครับ ประเด็นตรงนี้ก็คือว่ามันจะสร้างพลังตรงนี้ให้มันเกิดได้อย่างไร การเมืองเปลี่ยนในความหมายของผมตรงนี้ก็คือว่าวันนี้พื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการกําหนดว่าอนาคตชะตาชีวิตของเขาควรเป็นอย่างไร เศรษฐกิจควรเป็นอย่างไร ที่ดิน ควรเป็นอย่างไร การศึกษาควรเป็นอย่างไร หยิบยกเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมาเป็นพื้นที่กลาง แล้วก็มาพูดคุยกันตรงนี้มันเลยเป็นแรงสําคัญ วันนี้รูปธรรมเหล่านี้มันกําลังเกิดขึ้นทุก ๆ จังหวัด ไม่ใช่แปลว่าสภาที่ขัดแย้งครับ แต่เป็นสภาการมีส่วนร่วม เราเปิดพื้นที่ให้พลังตรงนี้ มันก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นผมอยากให้เสริมประเด็นตรงนี้ขึ้นไปว่ามันจะเกิด ฐานสําคัญในระยะยาวได้อย่างไร อันนี้คือรูปธรรมระดับพื้นที่ ตําบล แล้วก็จังหวัด ซึ่งเกิดขึ้น มากมาย ประชาชนไม่ได้แปลว่าไม่มีวัฒนธรรม ประชาชนมีพื้นฐานเยอะมากแต่ทําอย่างไร ถึงจะเปิดพื้นที่ตรงนี้จัดความสัมพันธ์ระบบที่มันมีอยู่ตรงนี้ให้มันเกิดพลังร่วมได้อย่างไร วันนี้ นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน พูดคําว่า ประชารัฐ แต่กระบวนการประชาชนที่เคลื่อนมาวันนี้ กําลังพูดถึงสภาพลเมือง สภาการมีส่วนร่วม การสร้างพื้นที่กลาง การสร้างเวทีกลางให้กับสังคม กระบวนการตรงนี้มันถูกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นระบบการเมืองที่เกิดขึ้นถ้าพลัง ประชาชนเชื่อมโยงกัน มีพื้นที่กลางทุกเรื่องราวเกิดขึ้นมาพูดคุยกันผมว่ามันเป็นการศึกษา ทางการเมืองชนิดหนึ่งที่ท่ามกลางการปฏิบัติ และเกิดในภายใต้วิถีชีวิตจริง อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ที่เป็นรูปธรรม ที่อยากจะหยิบยกขึ้นมา
ประเด็นที่ ๒ การให้การศึกษาทางการเมือง ผมมีความคิดว่ากระบวนการ ณ วันนี้ ในการศึกษาทางการเมืองมีรูปธรรม พยายามคิดค้นออกแบบเยอะแยะมากมาย ผมยกรูปธรรม ผมมีโอกาสได้ไปพบไปดูงานที่โรงเรียนอนุบาลเมืองอุตรดิตถ์ เป็นโรงเรียน ที่สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยค่อนข้างสูงมาก โยงทั้งเด็ก ครู พนักงาน แล้วรวมทั้งผู้ปกครอง องค์ประกอบเหล่านี้มีฐานสําคัญพอสมควร แต่ประเด็น อยู่ที่ว่าหลังจากที่เขาจบจากโรงเรียนนั้นเขาไปตรงไหน เขาก็มาเจอสังคมโรงเรียนที่ไม่ได้ มีพื้นฐานแบบนี้ กระบวนการต่อเนื่องแบบนี้มันจะเกิดได้อย่างไร ซึ่งผมว่าลักษณะแบบนี้ ในการศึกษาทางการเมืองมันส่งผลให้วัฒนธรรมทางการเมืองเปลี่ยนด้วย แล้วก็ต้อง มีความต่อเนื่อง
ประเด็นสําคัญที่ผมหยิบยก ๒ เรื่องนี้ แท้ที่จริงแล้วก็มีหน่วยงานเยอะแยะ มากมายที่รับผิดชอบอยู่ตอนนี้ ท่านอาจารย์วรรณธรรมได้หยิบยกมา สภาพัฒนาการเมือง ได้เกิดขึ้น ปี ๒๕๕๑ ๙ ปี ถ้าเปรียบถึงคนก็คือประมาณอยู่ ป. ๓ เท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน การเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองฝังรากลึกไม่ต่ํากว่า ๖๐ ปี ถ้าเป็นเขี้ยวก็เดินไปไม่ได้แล้ว มันฝังดิน มันรากไปเลย เพราะฉะนั้นกระบวนการการมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมทาง การเมือง เครื่องมือสําคัญของสภาพัฒนาการเมืองสู่แผนพัฒนาการเมือง แผนพัฒนา การเมืองคล้าย ๆ กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่หน่วยงาน เวลาวางแผน งบประมาณประจําปีต้องอ้างถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ในขณะเดียวกันแผนพัฒนาการเมืองไม่ได้ถูกหยิบยกตรงนั้น ประเด็นปัญหาก็คือว่าอํานาจ บทบาทหน้าที่สาระสําคัญตรงนั้นมีไม่เพียงพอ พ.ร.บ. สภาพัฒนาการเมืองอาจจะต้องมีการ ปรับเปลี่ยน ในขณะเดียวกันแผนพัฒนาการเมืองไม่ใช่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเท่านั้น ที่จะต้องหยิบยกแล้วก็ไปทํา ผมว่าทุกกระทรวง ทบวง กรมเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งหมด เกี่ยวข้องอย่างไรครับ เกี่ยวข้องก็คือว่ามันคือพื้นฐานทางวิถีชีวิตของคนทั้งหมด ถ้าพูดถึง วัฒนธรรม เศรษฐกิจมันก็คือการเมือง สังคมมันก็คือการเมือง เพราะฉะนั้นทุกหน่วยงานต้อง เอาแผนพัฒนาการเมืองไปดูด้วย ไม่ใช่เฉพาะกับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้นถ้าเป็น ชุดข้อเสนอเพิ่มเติม ณ ตอนนี้ก็คือว่าในเรื่องแผนพัฒนาการเมืองนี้ทุกหน่วยงานก็จะต้องเอา เรื่องราวเหล่านี้ไปสอดคล้องกับแผนพัฒนาของตัวเอง ในขณะเดียวกันการศึกษาทาง การเมืองก็จะต้องพูดถึงเรื่องของความต่อเนื่อง ประเด็นผมมีนิดเดียวครับ ที่เป็นข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการนะครับ ผมดูแผนงานปุ๊บมันก็มีคําว่า โครงการ วันนี้ผมอยู่ข้างล่างครับ ผมอยู่กับพี่น้องภาคประชาชน คําว่า โครงการ นี้มันเฝือครับ ทําอย่างไรถึงจะเปลี่ยน โครงการให้มันเป็นเรื่องราวที่เป็นวิถีครับ วันนี้พี่น้องประชาชนบริโภคคําว่า โครงการ เดี๋ยวก็ มีโครงการนั้น เดี๋ยวก็มีโครงการนี้ ผมไม่ได้แปลว่าผมไม่เห็นด้วยนะครับ เห็นว่าจะทําอย่างไร ถึงจะไม่ใช่โครงการ ถ้าเป็นโครงการเมื่อไรความรู้สึกของชาวบ้านบอก เดี๋ยวเขาก็มาทํา เดี๋ยวเขาก็กัก ทําอย่างไรให้เกิดกระบวนการที่ต่อเนื่องและเห็นวิถีของวัฒนธรรมทางการเมือง อันนี้คือประเด็นสําคัญ
ข้อเสนอประเด็นที่ ๓ ก็คือผมว่ากําลังคิดว่าวัฒนธรรมทางการเมือง ถ้าพลเมือง เข้มแข็งวัฒนธรรมการเมืองก็ต้องเปลี่ยน การเมืองที่จะเข้มแข็งได้ก็คือสร้างจากความสัมพันธ์ สร้างพื้นที่ทางการเมืองให้กับภาคประชาชนทุกส่วน มีพื้นที่กลางได้ไหมระดับพื้นที่ ระดับตําบล ชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ แล้วก็ภาคีหน่วยงาน มีวงกลางกันได้ไหมที่จะมาพูดคุยมาออกแบบ ด้วยกันในแผนพัฒนา ๕ ปี ๒๐ ปี ถ้ากระบวนการตรงนี้มันเกิดขึ้น แน่นอนก็คือว่าท้องถิ่น จะทําอะไรที่นอกเหนือจากยุทธศาสตร์กลางหรือพื้นที่กลางตกลงกันมันก็ยาก ในขณะเดียวกัน ถ้าพื้นที่จังหวัดมันมีคําว่า ภาคชุมชน ที่มีสภาองค์กรชุมชน มีภาคของท้องถิ่น มีภาคของ ท้องที่ว่าด้วยบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งภาคีหน่วยงานในรูปของประชารัฐปัจจุบันวันนี้ ถ้ามันมีพื้นที่กลาง มันมีวงกลาง วัฒนธรรมทางการเมืองตรงนี้มันก็ถูกเปลี่ยนแปลง มันแปลว่า เอาทุกเรื่องขึ้นมาอยู่ในเวทีกลาง หงายกระทะขึ้นมาให้ทุกคนได้รับรู้รับทราบและเห็นด้วยกัน พลังตรงนี้มันจะเปลี่ยนแปลงครับ ขอขอบคุณครับ