เฉลิมชัย ชี้วัฒนธรรมการเมืองไทยสืบจากประเพณี ชูปรับฐานรากประชาธิปไตย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙

เฉลิมชัย เครืองาม หารือถึงความสำคัญของวัฒนธรรมทางการเมืองและเสนอให้ศีลธรรมเป็นรากฐานหลักของระบอบประชาธิปไตย โดยเน้นว่าการปรับเปลี่ยนต้องเริ่มจากการปลูกฝังคุณธรรมในคนไทยทุกระดับ เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืน

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ วันนี้เรากําลังพิจารณาเรื่องที่หลายท่านได้กล่าว แล้วว่ามีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งต่อรากฐานในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงมี ถ้อยคําคําว่า วัฒนธรรมทางการเมือง จริง ๆ แล้วคําว่า วัฒนธรรมทางการเมือง นั้นเป็นคําที่ ไม่ใหม่นักแล้วก็ไม่เก่านัก ช่วงหลัง ๆ นี้มีการพูดถึงกันค่อนข้างจะบ่อยขึ้นหลังจากที่ ประเทศไทยประสบปัญหากับพัฒนาการทางการเมืองมาตลอดระยะเวลา ๘๐ ปี คําว่า วัฒนธรรมทางการเมือง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังในอดีต ถ้าผม จําไม่ผิดคือท่าน ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์กมล สมวิเชียร ท่านได้ศึกษาเรื่องนี้และท่านก็ พยายามที่จะเขียนตํารับตํารา แล้วก็เขียนบทความที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการเมือง โดยอ้างอิงจากนักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์จากต่างประเทศ รู้สึกจะเป็นอัลมอนด์ และ พาวเวลล์ แต่อย่างไรก็แล้วแต่การเมืองของไทยนั้นคงจะหยิบตํารับตําราต่างประเทศ มาเทียบเคียงหรืออ้างอิงนั้นค่อนข้างจะยาก ประเทศไทยนั้นมีวัฒนธรรมหลาย ๆ อย่าง เป็นของตัวเอง หลาย ๆ อย่างสืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ หลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นจากการผสมผสาน จากหลาย ๆ วัฒนธรรม แต่สิ่งที่อยู่ในรากเหง้า ผมอยากจะบอกว่าอยู่ในสายเลือดของคนไทยเลยก็ว่าได้ มีอยู่หลาย ประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมทางด้านความกตัญญู วัฒนธรรมในระบบอุปถัมภ์ วัฒนธรรมการนับถือหรือเกรงใจคนที่มีฐานะ วัฒนธรรมที่บอกว่าบุญคุณต้องทดแทนอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น หลาย ๆ อย่างที่เราพูดว่าเป็นวัฒนธรรมนั้นบางอย่างเป็นผลเสียต่อ พัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทย วันนี้ดีครับ เป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่ทางกรรมาธิการ ท่านนําเรื่องนี้เข้ามา ผมคิดว่านี่จะเป็นยุคบุกเบิก ยุคริเริ่มของการปรับวัฒนธรรมทาง การเมืองของคนไทยเสียที แทนที่จะอยู่ในสายเลือด ผมอยากจะให้อยู่ใน ดีเอ็นเอ (DNA) เลยก็ว่าได้ หรืออยู่ในยีน (Gene) ของคนไทยเลยก็ว่าได้ หลายเรื่องหลายอย่างเป็นรูปแบบ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มาจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักคิด หรือว่าอุดมการณ์ หรือวิธีการนําระบอบประชาธิปไตยมาใช้นั้น เพื่อให้เกิดเป็นรูปแบบ ซึ่งท่านเขียนไว้ในเอกสารของท่านในหน้า ๑๓ ข้อ ๑ คือความเป็นราชอาณาจักร ข้อ ๒ คือ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ข้อ ๓ หลักสิทธิและเสรีภาพ ข้อ ๔ หลักความเสมอภาค ข้อ ๕ หลักภราดรภาพ ข้อ ๖ หลักเหตุผล และข้อ ๗ หลักธรรมาภิบาล ท่านประธานครับ ท่านได้ขยายความคําว่า หลักธรรมาภิบาล เอาไว้ว่าองค์ประกอบของหลักธรรมาภิบาลนั้น มีอยู่หลายประการด้วยกัน แต่สิ่งที่ผมอยากจะนําเรียนถ้อยคําของครูบาอาจารย์ของทาง พุทธศาสนาและหลักคิดของคนไทยเลยก็ว่าได้ ก็คือคํากล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านกล่าวเอาไว้นานมากแล้ว สิ่งที่ท่านเอามาเทียบเคียงเป็นวาทกรรมทางการเมืองของท่าน พุทธทาสภิกขุนั้น ท่านใช้คําว่า ศีลธรรมเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ท่านกล่าวไว้ค่อนข้าง จะเป็นอมตะวาจา ว่าประชาธิปไตยนั้นต้องถือประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ การทําให้ ศีลธรรมกลับมาเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยนี้มันดีต่อเมื่อมีศีลธรรม เป็นรากฐาน ถ้าไม่มีศีลธรรมเป็นรากฐานมันก็เป็นประชาธิปไตยโกง เมื่อไม่มีศีลธรรม เป็นพื้นฐานแล้ว ระบบประชาธิปไตยนั่นละจะเป็นระบบที่เลวร้ายที่สุด ยังมีใครปฏิเสธ ถ้อยคํานี้ได้ ผมขอนําเรียนอย่างนี้ครับ หลักคุณธรรม หลักจริยธรรม อะไรต่าง ๆ นั้นสามารถ ใช้ได้กับคนไทยในเมือง แต่คนไทยอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในภูมิภาค ที่อยู่ในชนบท ที่อาจจะ ด้อยกว่าในเรื่องของเศรษฐสถานะหรือการศึกษาแล้ว บางครั้งการเอาคําว่า วัฒนธรรมทาง การเมืองที่ดีเป็นอย่างไร หลักสิทธิเสรีภาพ หลักประชาธิปไตย หลักภราดรภาพ หรืออะไร ต่าง ๆ ที่เป็นหลักการของประชาธิปไตยไปอบรม ไปบอกเขานั้น บางครั้งเขาจะไม่เข้าใจ แต่คําว่า ศีลธรรมนี้มันอยู่ในดีเอ็นเอ (DNA) ของคนไทยมาตั้งแต่เกิด ศึกษาขึ้นมา พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้หลักผู้ใหญ่ก็จะบอกว่าเติบโตขึ้นมาให้เป็นคนดีมีศีลธรรม เพราะฉะนั้นการที่ คนไทยจะมีศีลธรรมเป็นรากฐานของการดําเนินชีวิตนั้น ย่อมจะเป็นพื้นฐานในการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างดี คงเคยได้ยินทฤษฎีที่มีนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ท่านพูด และท่านเขียนเอกสารเอาไว้ ๒ มกรา ประชาธิปไตย แสดงว่าเราให้ความสําคัญทั้งในเมือง และในชนบทเท่า ๆ กัน พอ ๆ กัน นักการเมืองหรือคนที่อยู่ในเมืองสร้างหรือตั้งรัฐบาล นักการเมืองที่อยู่ในชนบทร่วมตั้งรัฐบาล แต่เวลาล้มรัฐบาลแล้ว บ่อยครั้งที่ในเมืองเป็นฝ่ายล้ม เพราะฉะนั้นรากฐานของประชาธิปไตยที่ดี ที่จะยั่งยืนมั่งคง คือรากฐานที่คนไทยช่วยกัน ฝึกอบรมบ่มนิสัยให้คนไทยรุ่นใหม่ ยุคใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นคนไทยที่มีศีลธรรม ผมจึงฝากเอาไว้ว่าถ้าทางกรรมาธิการท่านจะศึกษาเรื่องนี้ มีเอกสารเยอะแยะมากมายที่ทาง ท่านพุทธทาสภิกขุได้เขียนหรือได้กล่าวบรรยายธรรมเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีอยู่ที่คนไทย เอามาน้อมนําอยู่มากมาย ผมขออนุญาตฝากเรียนท่านประธานผ่านไปทางกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ