เลิศรัตน์ ชี้วัฒนธรรมการเมืองไทยล้มเหลว ต้องเร่งเสริมสร้าง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือเรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมนักการเมืองไทยและเสนอให้เรียนรู้จากต่างประเทศในการสร้างนักการเมืองที่ผ่านการพิสูจน์ตนเองอย่างแท้จริง

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปราย เรื่อง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญที่สุดในความสําเร็จหรือความล้มเหลว ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เดิมผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะอภิปราย แต่พอทราบว่าไม่มี คนยื่นขออภิปรายเท่าไร ก็คิดว่าจะใช้เวลาในการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะเป็น ประโยชน์กับคณะกรรมาธิการบ้าง เหตุผลหนึ่งที่มีผู้ขออภิปรายน้อยอาจจะเป็นโดยที่ว่า ถ้ามองขึ้นไปที่บัลลังก์บรรดาท่านกรรมาธิการและสมาชิกทั้งหลาย ๘-๙ ท่านนี่ แต่ละท่าน เป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งประสบการณ์ทางด้านการเมือง มีตําแหน่งแห่งที่ที่สําคัญมา ก็คิดว่าถ้าจะ อภิปรายอะไรไปก็คงยากที่จะไปทําได้ดีกว่าท่านนะครับ ผมก็คงจะไม่ได้คิดที่จะไปเพิ่มเติม อะไรมากมาย นอกจากจะชี้ให้เห็นเพิ่มเติมถึงความล้มเหลวของวัฒนธรรมทางการเมือง ของไทย จากประสบการณ์ที่ได้เรียนได้ศึกษาและได้เดินทางไปในต่างประเทศมา เป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยที่เราคิดจะปลูกฝัง ที่เราจะคิด จะเสริมสร้างนี้มันก็เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาหลัก เป็นที่รับทราบกันมาโดยตลอดในการร่าง รัฐธรรมนูญแต่ละครั้งนี้เราจะหยิบนักการเมืองมาเป็นตัวตั้งเสมอ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตระหนักถึงวัฒนธรรมทางการเมืองของนักการเมืองไทยที่ยังไม่มี ประสิทธิภาพ ยังไม่มีความเหมาะสมต่อระบอบการปกครอง ก็ได้ออกแบบการตรวจสอบ โดยตั้งองค์กรอิสระขึ้นมา ๔-๕ องค์กร องค์กรอิสระเหล่านั้นก็ขึ้นมาเพื่อที่จะตรวจสอบ นักการเมือง ตรวจสอบพฤติกรรมนักการเมือง ถ้าเราพูดถึงวัฒนธรรมทางการเมืองของ นักการเมืองก็คงหนีไม่พ้นจากพฤติกรรมปฏิบัติ ความรู้สึกนึกคิดของบรรดานักการเมือง ของไทยที่เข้ามาดํารงตําแหน่ง ที่เขามาทําหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ต่อมาในการ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่จะลงประชามติในวันที่ ๗ สิงหาคมนี้ ยิ่งคํานึงถึงเรื่อง พฤติกรรมของนักการเมืองมากกว่าแทบจะทุกฉบับก็จะว่าได้ จึงเรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับ ปราบโกง และมุ่งไปสู่การเข้าสู่อํานาจของนักการเมือง ใครที่คิดว่ามีประวัติที่ด่างพร้อย มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ตัดไฟแต่ต้นลม คือไม่ให้เข้ามาเลย ไม่ว่า ท่านจะถูกถอดถอน เขาบอกว่าถูกถอดถอน ห้ามดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๕ ปี ที่จริงคือ ห้ามดํารงตําแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต เพราะว่าในรัฐธรรมนูญในคุณสมบัติของการ เข้าสมัครสู่ตําแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาตินั้น ได้กําหนดว่า ต้องไม่เคยถูกถอดถอน เป็นต้น หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่ผ่านการให้ลงมติของ สภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อปลายปีที่แล้ว ได้เพิ่ม ๑ หมวดเลยนะครับ เขียนว่า ความเป็น นักการเมืองที่ดี เขียนเป็นอย่างนั้นเลย ๑ หมวด โดยมีเจตนาที่จะบอกกับนักการเมือง กับผู้ที่จะมาเป็นนักการเมืองว่าท่านจะต้องทําตัวอย่างไรบ้าง แม้กระทั่งบอกว่าห้ามเอา ของหลวงไปใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง เพื่อครอบครัว ห้ามขับรถหลวงไปตีกอล์ฟอะไร ต่าง ๆ เขียนไว้เกือบหมดเลยครับ ก็ทุกคนนี่ที่มาร่างรัฐธรรมนูญหรือผู้ที่อยู่ในแวดวง อย่างพวกเรานี่ เวลาจะปฏิรูปทางการเมืองสิ่งแรกที่เรานึกถึงคือวัฒนธรรมทางการเมือง ทีนี้ปัญหาว่าทําไมนักการเมืองไทยจึงมีวัฒนธรรมที่น่ารังเกียจ ที่ต้องถูกตั้งแง่ตั้งมุมอยู่เสมอว่า มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม มีจิตสํานึก มีความคิดที่ไม่ใช่นักการเมืองอันเหมาะสมแก่ระบบ การปกครองประชาธิปไตย เราลงไปดูในประเทศที่เป็นต้นแบบของประชาธิปไตย อย่างใน ประเทศสหรัฐอเมริกาคนจะเป็นนักการเมืองร้อยละ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ผ่านการพิสูจน์ ตนเอง เหมือนทองแท้ต้องผ่านการพิสูจน์มาก่อน ผ่านการหลอมด้วยอุณหภูมิสูง ๆ เขาไต่เต้า มาจากการเป็นผู้แทนในระดับตําบลขึ้นมาเป็นเขต เป็นอําเภอ เป็นรัฐ แล้วก็มาเป็นระดับชาติ จนมาเป็นผู้ว่าการมลรัฐ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นซีเนเตอร์ (Senator) หรือสมาชิก วุฒิสภา แล้วก็จะมีส่วนหนึ่งที่มาวิ่งมาเสนอตัวเป็นผู้แข่งขันเข้าเป็นประธานาธิบดี ก็มาจาก การผ่านการพิสูจน์การทําหน้าที่รับใช้ประชาชน ก็จะมีที่เห็นในยุคปัจจุบันก็มีท่านโดนัลด์ ทรัมป์ เท่านั้นที่ไม่ได้มาจากการพิสูจน์ตนเองเป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่นขึ้นมา แต่ก็ได้ พิสูจน์ตนเองในการเป็นนักธุรกิจ ในการเป็นบุคคลสาธารณะในหลาย ๆ ด้าน และการเป็น บุคคลสาธารณะมันก็มีคุณสมบัติที่มีคําจํากัดความที่ผมคิดว่ามากมายพอสมควรที่เราจะต้อง รับผิดชอบต่อสังคมและต่อผู้อื่น ในต่างประเทศ ในอเมริกาผมเห็นรัฐมนตรี ผมเห็นผู้แทน ส.ว. เขาลาออกจากตําแหน่งอยู่บ่อย ๆ เพราะผมติดตามข่าวเกือบทุกวัน ข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) บางคนมีคนรับใช้ซึ่งเป็นผู้หนีเข้าเมือง เช่น หนีมาจากประเทศเม็กซิโก เข้าเมืองไม่ถูก กฎหมาย พอถูกเปิดโปงออกมาก็ต้องลาออก ใช้โทรศัพท์ของทางราชการ ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ไปในทางที่ไม่ถูกต้องก็ต้องลาออก ถูกจับได้ว่าเสียภาษีไม่ถูกต้อง จะโกงหรือไม่โกง ก็ต้องลาออก แล้วออกแล้วคือลาออกไปตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสมารับใช้ประชาชน เพราะ นักการเมืองคือผู้รับใช้ประชาชน ถ้าเราไปที่ประเทศเกาหลีไม่ใช่แค่ลาออก อดีตประธานาธิบดี ถูกเปิดโปงว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะผิดหรือไม่ก็แล้วแต่ ท่านกระโดดภูเขาเลย ฆ่าตัวตาย ในประเทศญี่ปุ่นหลายครั้งที่เอาชีวิตตนเองเพื่อแลกกับเกียรติยศชื่อเสียงที่เสียไป เพราะฉะนั้น ความเป็นนักการเมืองที่ดีมันอยู่ที่เกียรติยศชื่อเสียง มันอยู่ที่สํานึกของการเป็นผู้รับใช้ ประชาชนอย่างบริสุทธิ์ อย่างมีความซื่อสัตย์สุจริต เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือสิ่งซึ่งมีอยู่ ในนักการเมืองของต่างประเทศที่เขาเข้ามาเล่นการเมือง และปัญหาของบ้านเราที่คณะกรรมาธิการ ได้หยิบเจาะเข้าไปบอกว่าการพัฒนานักการเมืองคือการให้การศึกษานั้น ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง มีท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งบอกว่า เลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by doing) ใช่เลยครับ ก็ต้อง มีภาคปฏิบัติ มีความพยายามในการให้การศึกษาเพื่อสร้างคนไทยให้เป็นนักการเมืองที่ดี มากมาย สถาบันพระปกเกล้า สภาพัฒนาการเมือง มีหลักสูตร มีการปฏิบัติ มีการแสดงละคร ที่เราเพิ่งเห็นไปเมื่อเดือนที่แล้ว มีมุขต่าง ๆ ที่จะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีให้กับผู้ที่จะ เข้าสู่แวดวงการเมือง แต่บางครั้ง อันนี้ก็ต้องขอพูดอย่างตรงไปตรงมา หลักสูตรของบ้านเรา ทางการศึกษาเพื่อหวังพัฒนาประชาธิปไตย หวังพัฒนาคนให้เป็นผู้มีจิตสํานึกที่ดี รับใช้ ประชาชนถ้าท่านจะเป็นนักการเมือง ตอนนี้เปิดกันเป็น ๑๐ กว่าหลักสูตร อาจจะเกือบ ๒๐ หลักสูตรแล้ว แล้วเป็นหลักสูตรที่มีคนต่อคิวเข้าศึกษากันมากมาย แต่ผลของหลักสูตรนี้ กลายเป็นหลักสูตรที่สร้างเครือข่าย สร้างความเป็นอภิสิทธิ์ชน สร้างระบบอุปถัมภ์ให้เป็น ที่นิยมชมชอบ เพราะฉะนั้นใครที่มารู้จักกันผ่านการศึกษาในหลักสูตรต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะ มีโอกาส โทรศัพท์ครั้งเดียวก็ได้ทุกอย่าง มุ่งหวังเดิมนั้นบอกว่าโทรศัพท์เพื่อใช้ในการทํางาน การเรียน วปอ. เพื่อให้รู้จักกันจากทุกเครือข่าย ทุกภาคส่วน เวลาทํางานจะได้สะดวก แต่ก็ กลับนําไปใช้ในการฝากฝัง ในการขอเลื่อนยศเลื่อนตําแหน่งต่าง ๆ ที่ผมพูดนี้มีหลักฐาน เพราะว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติ ครม. เรื่องการจัดการศึกษาของหลักสูตร ทั้งหลายที่มุ่งหวังพัฒนาประชาธิปไตยและจิตสํานึกของผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองมีข้อจํากัด หลายเรื่องเลย และมีอยู่ข้อหนึ่งบอกว่า ต้องไม่จัดการศึกษาให้เกิดความฟุ้งเฟ้อ ความฟุ้งเฟ้อนี้ ก็เป็นเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่งของสังคมไทย ขออนุญาตอีกสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะดูแล้ว ไม่ค่อยมีคนอภิปรายเท่าไร ความฟุ้งเฟ้อเป็นปัญหาหลักเลยที่ทําให้เกิดวัฒนธรรมที่ไม่ถูกต้อง ในวงการเมืองไทย ทําไมประเทศสิงคโปร์เขาจึงมีปัญหาเรื่องการทุจริตน้อย มีปัญหาเรื่อง นักการเมืองที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่เหมาะสมน้อย เพราะเขาไม่ฟุ้งเฟ้อ สังคมในประเทศ สิงคโปร์ ผมเห็นนักการเมือง เห็นนักธุรกิจเขาแต่งตัวก็เสื้อขาว กางเกงตัวหนึ่ง แล้วก็คงไม่ใช่ ยี่ห้อแพง ๆ อย่างที่พวกเราใส่กันอยู่ เนกไท (Necktie) เขาก็ไม่ค่อยผูก ถ้าคิดเนกไท (Necktie) แต่ละคนที่มีอยู่ในบ้าน ผมว่ามูลค่าเป็นล้านบาทเลยนะครับ เพราะเส้นหนึ่งเดี๋ยวนี้เกือบหมื่นบาท คนหนึ่งมีหลายร้อยเส้นมาก แล้วก็ซื้อใหม่เกือบทุกอาทิตย์ มีคนเอามาให้เกือบทุกเดือน เพราะฉะนั้นปัญหาความฟุ้งเฟ้อนี้ก็เป็นปัญหาหลักอันหนึ่ง เราจะแก้ไขอย่างไรที่จะให้คนไทย มีค่านิยมที่ลดความฟุ้งเฟ้อ มีหลายคนบอกว่าต้องจํากัดไม่ให้นักการเมืองไปบริจาคเงินในเวลา ไปงาน นั่นก็เป็นแนวคิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามีแนวคิดต่าง ๆ มากมายในการที่จะแก้ไข ปัญหาเรื่องพฤติกรรม เรื่องวัฒนธรรมของนักการเมืองไทย ซึ่งก็เห็นตรงกันกับที่กรรมาธิการ จริง ๆ ถ้าไปอ่านละเอียดท่านเขียนไว้เป็นสิบหน้าเลย ถึงปัญหา ถึงข้อประพฤติปฏิบัติที่ ไม่เหมาะสมของนักการเมืองไทยที่เขียนเท่าไรก็ไม่หมด มีมากมายเหลือเกินที่จะต้องนําไปสู่ การปรับเปลี่ยน นําไปสู่การแก้ไข เพราะฉะนั้นการให้การศึกษาก็เป็นเรื่องที่ดีครับ ผมก็ สนับสนุนแนวทางของกรรมาธิการนะครับ แต่อาจจะต้องทําอย่างไร หรือจะตีฆ้องร้องป่าว อย่างไรให้หนักแน่นกว่านี้ ให้มันกว้างขวางกว่านี้ ให้มันครอบคลุมกว่านี้ เพราะแผนที่เสนอ อยู่เพียง ๔-๕ ประเด็นนั้นก็อาจจะยังดูน้อยอยู่ แต่ก็คงจะต้องบอกว่าก็ต้องมีการเริ่มต้น มิฉะนั้นแล้วมันก็คงจะไม่มีการสานต่อได้ เพราะฉะนั้นการให้เป็นวาระแห่งชาติในแผนหลัก ๔ แผนโดยมติ ครม. ก็สนับสนุนว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่สําคัญว่าการแก้ไขปัญหาการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยที่บ้านเรามีมาแล้วกว่า ๘๐ ปีก็คงจะต้องเล่นกันแรง เล่นกัน อย่างกว้างขวาง แล้วก็ต้องทําให้เป็นตัวอย่างอย่างชัดเจน ก็ขอขอบพระคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาส ก็ขอสนับสนุนที่จะให้เดินหน้าการแก้ไขปัญหาวัฒนธรรมทางการเมืองของ นักการเมืองไทยให้เป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการเสนอ ขอบพระคุณครับ