วรรณธรรม เสนอปฏิรูปการเมืองเป็นวาระแห่งชาติ ย้ำบูรณาการ-เร่งแผน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙

วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ สรุปข้อเสนอแนะของอนุกรรมาธิการเกี่ยวกับการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยเน้นให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างเป็นระบบ ผ่านการกำหนดแผนปฏิรูปเป็นวาระแห่งชาติ การบูรณาการงานเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน และการใช้กลไกต่าง ๆ เช่น มติ ครม. และมาตรา 44 เพื่อเร่งผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงการปรับปรุงกฎหมาย จัดทำโครงการนำร่อง หลักสูตรอบรม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนและองค์กรศาสนา เพื่อสร้างรากฐานวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่มั่นคงในระยะเปลี่ยนผ่าน

นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ในฐานะเลขานุการ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ขออนุญาตที่จะสรุป ข้อเสนอแนะที่ทางอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยนั้นได้ตกผลึกร่วมกัน เราตกลงกันก่อนนะครับว่าเรื่องวัฒนธรรม ทางการเมืองนั้น เป็นเรื่องค่อนข้างจะเป็นนามธรรมนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ทุกคนในสังคมไทยเรา เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกันครับที่ต้องการอยากจะให้มีวัฒนธรรม ทางการเมืองนั้นเป็นรูปแบบที่เรียกว่า เป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตย และปัญหาทางการเมืองไทย โดยตลอดมาคงทราบกันดีว่าปัญหาที่แท้จริงและสําคัญที่สุดนั้น อยู่ตรงนี้ละครับ ที่เรียกว่า วัฒนธรรมทางการเมือง เราคงมีทุนทางสังคม ในทุนทางวัฒนธรรมไม่มากก็น้อยครับ ซึ่งใน ๘๐ กว่าปีที่ผ่านของการ พัฒนาประชาธิปไตย เราก็มีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองดั้งเดิมของเรานั้น ให้รองรับสนับสนุนในแนวคิดวัฒนธรรมของประชาธิปไตย มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง และแน่นอนที่สุดครับ ณ ขณะนี้เราอยู่ในระยะที่กําลังเปลี่ยนผ่าน เราพยายามนําเอาทุนทาง สังคมเดิมหรือวัฒนธรรมเดิมที่ได้สร้างไว้แล้ว หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ สภาพัฒนาการเมือง หรือกระทรวงศึกษาธิการ หรือแม้กระทั่งต้อง ยอมรับนะครับว่า รัฏฐาธิปัตย์ คสช. คือแม่งานสําคัญทั้งสิ้นครับ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ครับ ว่าระยะเปลี่ยนผ่านตรงนี้นั้น ทางคณะของเราจึงให้ความสําคัญไปที่ผู้ที่เกี่ยวข้องที่เรียกว่า รัฐบาล ถ้าท่านพิจารณาดูในเอกสารหน้า ๒๗ นะครับ ข้อเสนอแนะ

ประการที่ ๑ จําเป็นอย่างยิ่งครับที่ต้องให้รัฐบาลนั้น กําหนดปฏิรูปการ เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ตามรายงานฉบับนี้ครับเป็นวาระแห่งชาติ รายงานฉบับนี้ มีข้อเด่นตรงที่ว่า ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านกษิต ภิรมย์ ครับ ได้รวบรวมข้อเท็จจริง ที่เป็นทุนในการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ด้วยวิธีการเข้าพบปะ เข้าไปแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ซึ่งในระยะเวลาที่ช่วงเดือนมิถุนายนถึงปัจจุบัน นะครับ เราเข้าไปพบ เข้าไปทําความเข้าใจ และขอความร่วมมือครับ สําคัญมากเลย ต้อง ยอมรับนะครับว่าการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ผ่านมานั้น แม่งานหลักนั้นจะอยู่ที่ สภาพัฒนาการเมืองก็ดี หรือกระทรวงศึกษาธิการก็ดีนั้น อาจจะมีความคล้ายคลึงกัน ซ้ําซ้อน กันบ้าง แต่จากนี้ไปครับโดย สปท. ตรงนี้นั้น เราจะทําหน้าที่บูรณาการกัน เอารวบรวม นําส่งรัฐบาล ทําอย่างไรถึงจะกําหนดเป็นวาระแห่งชาติให้ได้ตามรายงานฉบับนี้

ประการที่ ๒ ให้รัฐบาลกําหนดเป็นนโยบายโดยมีมติคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดําเนินงานตามแผนหลัก ๑ ถึง ๔ ขออนุญาตครับว่า แผนหลัก ๑ ถึง ๔ นั้น เรามีประสบการณ์ครับว่า ครั้งหนึ่งเราเคยทําแผนพัฒนาการเมืองก็ดี แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติก็ดีครับ แต่เรายังไม่เคยมีแผนวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นรูปธรรม จุดอ่อนของการนําแผนนําไปสู่การปฏิบัติก็คือ ต้องเอาผู้มีส่วนได้เสีย หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้มี ทั้งงบประมาณ มีทั้งแผนงานมานั่งคุยกัน ซึ่งทั้งนี้ครับเราลดช่องว่างตรงนี้มากครับ โดย ท่านประธานอนุกรรมาธิการนั้นจัดประชุมหลายครั้ง เราขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนหลัก ๑ ถึง ๔ นี้ครับมานั่งตกลงกัน ทันทีที่รัฐบาลกําหนดเป็นมติ ครม. ตรงนี้ผมเชื่อว่าจะเป็น มิติใหม่ทางการเมืองครับที่จะฝ่าวิกฤตทางการเมืองของเรา รวมทั้งระยะเปลี่ยนผ่านตรงนี้ ให้เกิดวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ดีขึ้นตามแผนนี้ แล้วที่สําคัญครับ เราเสนอไปถึงขั้นว่า ขอให้ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคําสั่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๔๔ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินตามแผนหลัก เลยนะครับ ถ้าวันนี้นั้นเราอยากเห็นระยะเปลี่ยนผ่านนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่เป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่รวดเร็วขึ้นนะครับ มีการเรียนรู้ที่เอาจริงเอาจังขึ้น เราก็เสนอ ทางออกไว้เหมือนกันครับว่า ถ้ามีประเด็นอะไร โดยเฉพาะหน่วยงานครับ ให้เป็นเอกภาพ มากที่สุด วันนี้มาตรา ๔๔ ก็ควรเอามาเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองได้เช่นกันนะครับ

ประการที่ ๓ ครับ ให้การแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนปฏิรูปและเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อธิบายสั้น ๆ อย่างนี้ว่า หน่วยงานหลักในการพัฒนาทางการเมืองนั้น มีหน่วยงานสําคัญที่เรียกว่า สภาพัฒนาการเมือง สภาพัฒนาการเมืองนั้นเกิดขึ้นในสมัย คมช. นะครับ เมื่อประมาณเกือบ ๑๐ ปีที่แล้วนะครับ มีแผนพัฒนาการเมือง หน้าที่ของ สภาพัฒนาการเมือง คือการติดตามสอดส่องให้มีการดําเนินงานตามแผนพัฒนาการเมือง ดีครับ เป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากในการวางรากฐานประชาธิปไตย แต่พูด ตรงไปตรงมาครับ ยังจับต้องไม่ได้ กินไม่ได้ ยังทําแล้ววัดยังไม่เห็นภาพเท่าไร ครั้งนี้จําเป็น จะต้องทําให้หน่วยงานนี้ขับเคลื่อนไปให้ได้ และรองรับสนับสนุนจากการพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องของการปฏิรูป โดยเฉพาะการปฏิรูปทางการเมืองนะครับ ในอนาคตนั้นจะต้องมี หน่วยงานเข้ามาทําหน้าที่ที่เป็นเจ้าภาพอย่างชัดแจ้ง จึงทําให้มีแนวคิดว่าน่าจะมีการปรับปรุง พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองให้มาเป็นเจ้าภาพหลักในการที่จะนําไปสู่การเสริมสร้าง การปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมืองและด้านการเมืองอื่น ๆ ต่อไปนะครับ

ประการที่ ๔ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตย สัมฤทธิ์ตามรายงานฉบับนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง จะดําเนินการจัดทําโครงการนําร่อง อย่าลืมว่านะครับว่าวัฒนธรรมการเมืองนั้นเป็นเรื่องของ การเรียนรู้ครับ ไม่มีอะไรดีเท่ากับการที่จะต้องให้มีการเลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by doing) มีการที่จะต้องนําร่องไป ปฏิบัติไป ปรับปรุงไปนะครับ หรือในกรณีนี้เราแบ่งออกเป็น ๕ ประเด็นด้วยกันครับ

ประเด็นที่ ๑ จัดทําร่างหลักสูตรการศึกษาด้านเสริมสร้างวัฒนธรรม การเมืองที่ดีและถูกต้อง โดยให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ อยากเห็นครับ กระทรวง ศึกษาธิการมา กศน. มา สภาพัฒนาการเมืองมา คณะกรรมการการเลือกตั้งมา ทําเป็น หลักสูตรที่ดีที่เหมาะสมกับสถานการณ์เปลี่ยนผ่านอย่างนี้ให้คนเข้าใจได้อย่างไรว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นคืออะไร เราคงไม่อยากจะเห็นความล้มเหลวของการปฏิรูป หรือ การที่เราเปลี่ยนผ่านมาแล้วไม่มีผลงานครับ อยากเห็น โดยเฉพาะการสร้างทําความเข้าใจ ที่สําคัญนะครับว่าวัฒนธรรมทางการเมืองที่ถูกต้องนั้นคืออะไร แบบไหน เราคงไม่กลับไปสู่ การเลือกตั้งที่ซื้อเสียงอีกใช่ไหม เราคงไม่กลับไปสู่การที่จะมีนายทุนทางการเมืองเข้ามา ครอบงําอีกใช่ไหม หลายสิ่งหลายอย่างนี้ต้องนําไปสู่การนําร่องนะครับ

ประเด็นที่ ๒ จัดทําโครงการฝึกอบรมวิทยากรอาสาสาสมัครจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานต่าง ๆ ประมาณ ๑๐๐ คนถึง ๒๐๐ คน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตร การศึกษา เพื่อสร้างวิทยากรให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ว่าเรามาซักซ้อม กันหน่อย เอาคนที่ตั้งใจ มีความรู้ความสามารถที่ไปถ่ายทอดเป็นวิทยากรกระบวนการ ซึ่งเราก็ทํางานในลักษณะนี้เพื่อต้องการให้กระชับกับเวลาที่ สปท. มีอยู่นะครับ รวมทั้งเพื่อ เป็นจุดสําคัญในการที่จะเกิดการมีเครือข่ายนะครับ ซึ่งตรงนี้เองก็ต้องยอมรับนะครับว่า ทางคณะของเรานั้นก็ได้มีการประสานงานไปในหลายหน่วยงานแล้วในขณะนี้ เพียงแต่ว่า ถ้าวันนี้รายงานนี้ได้ดําเนินการต่อไปอย่างจริงจังคิดว่าทําได้ทันทีนะครับ

ประเด็นที่ ๓ การจัดสัมมนาเรื่องความเป็นประชาธิปไตยของพุทธศาสนา เพื่อศึกษาถึงพื้นฐานประเพณี วัฒนธรรมที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งตรงนี้แน่นอนว่าพุทธศาสนานั้น มีหลักการสําคัญเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยอยู่หลายประการ แต่เรายังไม่พูดกันอย่างชัดแจ้ง หรือมีการพูดชัดแจ้งแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่นิยม ยังไม่ถือเป็นวัฒนธรรมที่เราน่าจะเอาจริงเอาจัง นะครับ ซึ่งตรงนี้เองก็ถือว่าเป็นโครงการหนึ่งนะครับ

ประเด็นที่ ๔ เราต้องการอบรมนักเรียนอายุก่อนเลือกตั้งครับ คือกลุ่มบุคคลชุดนี้ คือชุดเปลี่ยนผ่านที่จะสร้างตํานานการเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่แท้จริง ทําอย่างไร ถึงจะเริ่มนําร่องกันในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และไม่เฉพาะพุทธศาสนาอย่างเดียว อย่างเช่นโครงการฝึกอบรมเด็กมุสลิมที่ น้อง ๆ มุสลิมจากยะลามานะครับ ก็ต้องถือว่าก็เป็น กลุ่มเป้าหมายหนึ่งครับ โดยดําเนินการร่วมกับมูลนิธิ ศูนย์อิสลามแห่งประเทศไทย

สิ่งสําคัญประการต่อมาที่เร่งด่วนตรงนี้ที่เราขอเสนอก็คือการดําเนินการจัดพิมพ์ หนังสือคู่มือที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างประชาธิปไตยทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย นะครับ

อันนี้ก็คืองานที่เราคิดว่าอนุกรรมาธิการของเรา หรือคณะกรรมาธิการของเรา สามารถนําไปสู่ความเป็นรูปธรรมในการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในเบื้องต้นนะครับ เราต้องรออีกหลายสิ่งนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจะมีรัฐธรรมนูญที่แท้จริงฉบับถาวร การที่จะต้องดําเนินการตามโรดแมป (Road map) ของรัฐบาล หรือ คสช. เห็นไหมครับว่า เรื่องของวัฒนธรรมทางการเมืองนั้นจึงเป็นเรื่องท้าทาย เป็นเรื่องที่ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา เมื่อเป็นคนไทยแล้ว ตกลงกันอย่างแน่วแน่แล้วที่จะเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ต้องเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองอย่างเป็น รูปธรรม และผมอยากจะใช้คํานี้ครับว่า เรายังไม่เคยมีแผนเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ที่แท้จริงนะครับ อาจจะบอกว่าครั้งนี้คงเจาะลงลึกมากขึ้น ไม่ใช่พัฒนาทางการเมืองอย่างที่ เราเคยเห็นมานะครับ แต่นี่คือการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นจริงจังมากกว่า ทุกครั้งที่ผ่านมา ขอขอบพระคุณครับ