รายงานการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ครั้งที่ ๓๒/๒๕๕๘ เป็นพิเศษ
วันอังคารที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
สวัสดีค่ะ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้สมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๖๒ ท่าน ครบเป็นองค์ประชุมแล้ว ดิฉันขอดำเนินการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
ท่านสมาชิกคะ ดิฉันมีเรื่องจะขอหารือท่านสมาชิกในเรื่องการหาทางช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหว ณ สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ตามที่ได้เกิดภัยพิบัติ แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงที่สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘ ทำให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต รวมทั้งมีทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก และต้องการความช่วยเหลือโดยด่วน ซึ่งท่านทั้งหลายก็คงจะทราบอยู่แล้ว ทั้งนี้ ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติได้แจ้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อขอความร่วมมือบริจาคสิ่งของ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ดังกล่าวไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ท่านประธานได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติรับแจ้งการบริจาคจากสมาชิกที่ศูนย์รับฟังความคิดเห็น สภาปฏิรูปแห่งชาติ บริเวณทางเข้าอาคารรัฐสภา ๑ อย่างไรก็ดีการบริจาคเป็นสิ่งของเครื่องใช้ ยารักษาโรคซึ่งก็เป็นสิ่งจำเป็น เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เราจะช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับ ผู้ประสบภัยพิบัติเหล่านี้ได้บ้าง การบริจาคเป็นเงินจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งซึ่งประเทศผู้รับ สามารถไปจัดหาซื้อของที่ตรงกับความต้องการและความจำเป็นได้มากยิ่งขึ้นดิฉันจึงใคร่ขอหารือ จากท่านสมาชิกว่าท่านจะมีความเห็นอย่างไรหากจะขอบริจาคจากท่านสมาชิกเป็นเงินด้วย ดิฉันขอให้ท่านแสดงความเห็นในเรื่องนี้เพื่อเราจะได้หาแนวทางที่ตกลงกันว่าเราจะดำเนินการ อย่างไรค่ะ ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน อ่อนอุษา ลำเลียงพล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ ก่อนอื่นดิฉันเห็นว่าทุก ๆ ท่านคงจะต้อง รู้สึกเสียใจแล้วก็เห็นใจกับการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้กับผู้ประสบภัยพิบัติในครั้งนี้ที่ประเทศเนปาล แล้วก็ดิฉันเห็นด้วยที่สภาปฏิรูปแห่งชาติจะต้องช่วยกันให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แล้วก็ทันทีด้วยค่ะ ดิฉันได้เกี่ยวข้องกับคณะทำงานที่มีท่านประธานคือท่านรองประธานทัศนา เป็นผู้ดำเนินงานในเรื่องนี้กับคณะทำงาน ท่านเอกชัยแล้วก็อีกหลาย ๆ ท่าน แล้วดิฉันคิดว่า ขอเสนอว่าถ้าเราในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติช่วยกันบริจาคเงินคนละ ๒,๐๐๐ บาท โดยที่หักจากบัญชีธนาคารกรุงไทยที่เป็นบัญชีเงินเดือนของพวกเราก็ได้ แล้วก็อีกข้อหนึ่ง ที่ดิฉันอยากจะเสนอ ดิฉันคิดว่าน่าจะมีบัญชีที่เราเปิดขึ้นเพื่อที่จะให้ผู้ที่ต้องการบริจาคผ่าน สปช. ด้วย ดิฉันได้ลองเสนอท่านเอกชัยแล้วก็ท่านรองประธานทัศนาว่าให้ชื่อว่าบัญชี สปช. น้ำใจสู่เนปาล ดิฉันคิดว่าการที่เราทำตรงนี้เพื่อที่เราจะลงเงินไปก่อนอาจจะบริจาคแล้วก็ ถ้าเราทำกันได้ทันทีก็จะเกิดขึ้นเลยโดยที่ท่านประธาน ท่านรองประธาน แล้วก็กลุ่ม สปช. นำไปมอบให้กับท่านทูตได้เลยที่กระทรวงการต่างประเทศ แล้วเงินก็จะนำไปซื้อสิ่งของ ที่มีความจำเป็นได้ทันที ในขณะเดียวกันดิฉันก็ได้รับฟังความคิดเห็นจากคนข้างนอกที่เขา อยากจะร่วมบริจาคแล้วไม่ทราบว่าจะไปทางไหน ตอนนี้ก็เห็นมีอยู่ในหลาย ๆ หน่วยงาน และนอกจากนี้ดิฉันคิดว่าเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของทาง สปช. ด้วย ดิฉันได้คุยกับ ท่านนายกสมาคมมีเดีย (Media) แล้ว ซึ่งกำลังจะเดินทางไปกับขออนุญาตเอ่ยนาม คุณประวิทย์ มาลีนนท์ ซึ่งก็คงจะไม่ได้มี ข้อรังเกียจอันใดที่จะมีตัววิ่งในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ในการบริจาคเงิน แล้วก็ให้มีการร่วมบริจาค จากประชาชนทั่วไปด้วยค่ะ ก็ขอแสดงความคิดเห็นเท่านี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ ขอเชิญท่านจุรี วิจิตรวาทการ ค่ะ
ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นด้วยกับคุณอ่อนอุษา ทุกประการเลยว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะทำอย่างที่ว่า เพียงแต่จากงานวิจัยที่เคยทำตอนเกิดสึนามิ ในประเทศไทยกับประเทศศรีลังกาช่วงนั้น พบว่าของที่นำไปให้กับประชาชนบางครั้ง ไม่ได้ตระหนักถึงความต้องการของผู้หญิง อย่างเช่น ผ้าอนามัยที่เขาต้องใช้ ผ้าถุงที่ต้องนุ่ง หรือว่านมสำหรับเด็กทารก เพราะฉะนั้นในการที่เราให้ครั้งนี้อาจจะระบุว่าพยายามนึกถึง ความจำเป็น ความต้องการของผู้หญิงและเด็กด้วย ขอบคุณค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเตือนใจ สินธุวณิก ค่ะ
กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชน ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมว่าดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งสำหรับเรื่องดำริของ ทางท่านรองประธานทัศนาและท่านประธาน พร้อมกับทีมงานของฝ่ายสตรีเราว่าน่าจะมีการอนุมัติ ในที่ประชุมนี้ที่จะตัดเงินเดือนของเรา ๒,๐๐๐ บาท เพื่อจะช่วยเหลือเป็นอันดับแรกก่อน อย่างไรก็ตามดิฉันก็อยากจะขออนุญาตเรียนเสนอท่านประธานดังนี้ค่ะว่า เมื่อสักครู่ ท่านประธานอ่อนอุษาได้เป็นประธานประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญประชาสัมพันธ์ เพื่อการปฏิรูป และดิฉันก็ได้นำเสนอต่อที่ประชุมและที่ประชุมก็ได้เห็นชอบในหลักการ ที่จะขอเสนอต่อที่ประชุมนี้ เนื่องจากท่านรองอธิบดีจำลอง สิงโตงาม ซึ่งเป็นรองอธิบดีของ กรมประชาสัมพันธ์ และคุมสื่อโทรทัศน์ของเราทั้งหมดได้มาร่วมประชุมด้วย ก็คือต้องการ ที่จะจัดรายการพิเศษทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยในเครือข่ายทั้งหมดพร้อมกัน ทั่วประเทศ โดยขอความร่วมมือทางสถานีวิทยุโทรทัศน์อื่น ๆ ซึ่งอาจจะเกี่ยวสัญญาณ เช่นทาง ทีจีเอ็น (TGN) ที่จะมีการระดมที่จะจัดรายการพิเศษเพื่อหาเงินช่วยทางพี่น้องในประเทศเนปาลด้วย แม้ว่าทางรัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว โดยท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านหม่อมหลวงปนัดดา ดิสกุล ทางช่อง ๕ อย่างที่เราได้ทราบกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ดิฉันคิดว่า ถ้าทาง สปช. เราหนุนอีกแรงหนึ่งโดยที่จะสามารถดำเนินการนั้นก็เป็นการร่วมมือ กับกรมประชาสัมพันธ์ โดยใช้สื่อของกรมประชาสัมพันธ์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ค่าเวลาแต่อย่างใดทั้งสิ้น โดยคณะของเราพร้อมทั้งความร่วมมือของทางด้านคณะกรรมาธิการอาจจะด้านศิลปวัฒนธรรม แล้วก็งานของเราเองด้วยก็จะเป็นการเสนอรายการพิเศษที่จะหาเงินมาอีกทางหนึ่งช่วยพี่น้อง ในประเทศเนปาลซึ่งดิฉันคิดว่าขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นไปเป็น ๕,๐๐๐ คน เกือบ ๖,๐๐๐ คนแล้ว ดังนั้นยิ่งมีเงินไปช่วยเหลือมากเท่าไรโดยยึดหลักอย่างที่ท่านอาจารย์จุรีบอกก็คือคำนึงถึงเด็ก และสตรีด้วยนั้น ก็น่าจะเป็นเรื่องดีต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรา แล้วก็ต่อประเทศไทย ในนามของสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วยค่ะ ขออนุญาตกราบเสนอค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ แล้วก็ตามด้วยท่านฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ ค่ะ ขอเชิญท่านอรพินท์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน อรพินท์ วงศ์ชุมพิศ ดิฉันคิดว่าพวกเราดำริกันเรื่องที่จะส่งความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน หรือเรื่องสิ่งของไปให้ทางประเทศเนปาลตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เกรงว่าวันนี้ผ่านมา ๒-๓ วัน แต่ก็ยังไม่สายเกินไป ดิฉันเห็นด้วยว่าจะให้มีการหักบัญชี แต่ก็ยังคิดว่าบางคนอาจจะอยากบริจาค มากกว่านั้น บางทีเราอาจจะเสนอให้ตัดบัญชีขั้นต่ำ ถ้าทุกคนเห็นชอบ ส่วนใครต้องการ บริจาคเพิ่มเติมก็ให้เพิ่มเติมต่างหากเป็นรายบุคคลได้ค่ะ แล้วก็แล้วแต่ท่านประธานว่าจะไป จัดซื้อของอะไรบางอย่างอย่างที่ท่านจุรีพูดว่า ขอประทานโทษ อาจจะเป็นของจำเป็นสำหรับ คนทางโน้น คนที่จัดไปอาจจะไม่ได้ครอบคลุมถึงค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ
ขอเชิญท่านฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ ค่ะ ขอเชิญค่ะ
คาดว่าใช้เงินดีที่สุดครับ เพราะว่าเป็นแก้วสารพัดนึก ถ้าเราจะเอาอย่างอื่นมันก็คงจะไม่รู้ว่าต้องการอะไรนะครับ เพราะว่าเงินเป็นแก้วสารพัดนึก ผมว่าหักเป็นเงินเดือนไปนี้ จะเป็นให้มากให้น้อยแต่ผมว่ากำหนดทางที่เมื่อสักครู่นี้ว่า ท่านที่ปรึกษาหารือคนแรกนั้นนะครับ ๒,๐๐๐ บาทนั้นถือว่าเป็นขั้นต้น แล้วใครจะให้ มากเท่าไรนั้นเราไม่ได้ห้าม เงินแค่ ๒,๐๐๐ บาทนะครับ ขอบพระคุณครับ
ค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์จุมพล รอดคำดี ค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยทุกอย่าง ตามที่ทุกท่านที่ได้เสนอมานี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเคยมีประสบการณ์ก็คือว่าการช่วยเหลือ ในระยะแรกจะมีคนที่ให้การช่วยเหลือนี้มาก แต่ระยะยาวนี้จะมีปัญหามากสำหรับผู้ที่ได้รับอุทกภัย หรือว่ารับภัยพิบัติต่าง ๆ นี้ เราจะทำอะไรได้อย่างไรบ้างนะครับว่าในแง่ของการช่วย มันควรจะช่วยกันเป็นระยะไหม หรือว่าจะแบ่งอะไร อย่างไรไหม พูดง่าย ๆ ว่า เงินหรือว่า สิ่งของต่าง ๆ ที่ให้ไปในระยะแรกก็จะเป็นส่วนหนึ่งกับอีกส่วนหนึ่งเป็นระยะที่ ๒ แต่อันนี้ ก็เป็นเพียงแค่ที่ผมมองเห็นนะครับว่าปัญหาที่เกิดขึ้น การช่วยเหลือจึงจะหลั่งไหลมาจากทั่วโลก แต่สิ่งที่มันเป็นปัญหาต่อไปก็คือว่าสิ่งที่เอามาให้นั้นบางทีมันก็ถูกเก็บทิ้งเอาไว้หรือว่าแจกจ่าย ไปไม่ทันอะไรต่าง ๆ นี้ เห็นอยู่บ่อย ๆ นะครับ ประเด็นตรงนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าเรามีภาระหน้าที่ ที่จะต้องทำอย่างนั้นหรือเปล่า แต่สิ่งของทั้งหลายที่เห็นที่ส่งกันไปก็น่าเสียดาย ที่มันไม่สามารถ ที่จะแจกจ่ายได้ทันแล้วก็เสียไปก็เยอะนะครับ ผมอยากให้ถึงมือของผู้ที่เคราะห์ร้ายทั้งหลาย โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน สตรี ที่เห็นในภาพข่าวต่าง ๆ มานี้ น่าสงสารมากนะครับ ซึ่งลำพังผู้ใหญ่เอง ก็อาจจะพยายามต่อสู้ เอาตัวรอดได้ แต่เด็กกับสตรีนี้ หรือเยาวชน ผมเห็นว่าค่อนข้างจะ เคว้งคว้างแล้วก็ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรนะครับ ผมก็อยากจะฝากเอาไว้เฉย ๆ ครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะอาจารย์คะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ค่ะ
ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ ผมอยากขออนุญาต นำเสนอสัก ๒ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก ความพยายามในกลุ่มพวกเรา ๑๐ กว่าคน ๒๐ คน ที่พยายาม ที่จะประสานระดมความช่วยเหลือขณะนี้ เห็นน้ำใจทั้งคณะแพทย์ฉุกเฉิน ที่เตรียมพร้อมเต็มที่ แล้วก็ข้าวของ น้ำอะไรหลาย ๆ อย่างนี้เตรียมพร้อมเลย แต่ว่า ข้อเท็จจริงวันนี้คือการเดินทางลำบากมาก เมื่อเช้านี้ได้หารือกับท่านทูตอดิศักดิ์ท่านก็บอกว่า ทูตไทยนี้บินไปแล้วก็ลงไม่ได้ ต้องไปลงพื้นที่ใกล้เคียง เพราะฉะนั้นการขนส่งของอาจจะเป็น ภาระหนักอยู่พอสมควรตอนนี้ ขณะนี้ก็พยายามที่จะประสาน ส่วนหนึ่งองค์กรที่มีเครือข่าย อยู่ทั่วโลกที่จะระดมความช่วยเหลือเข้าไปได้ก็มีอีกองค์กรหนึ่งคือกาชาด นอกจากรัฐบาลไทย แล้วก็ยังมีกาชาดไทยซึ่งจะมีความเชื่อมโยงกับกาชาดสากลก็จะระดมคนเข้าไปช่วยเหลือ ทั้งข้าวของ แต่ว่าการเดินทางค่อนข้างยากมาก เครื่องบินการบินไทยที่บินไปลงก็ลงไม่ได้ เนื่องจากภูมิประเทศยากแล้วก็ยังเจออากาศปิดอีก ก็ต้องไปลงพื้นที่อื่น แล้วก็การขนส่งทุกประเทศ ก็อัดลงไปแน่น สนามบินเล็กมาก เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร แต่ว่าน้ำใจที่จะส่งของไปนี้ ก็ถือว่ามากมาย แล้วก็เงินนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะฉะนั้นเห็นด้วย เมื่อขนส่งของไปยาก ก็น่าจะช่วยไปเป็นเงินให้กับหน่วยงาน ผมคิดว่าถ้าเราช่วยได้ทั้ง ๒ ทางเลย ทั้งรัฐบาลด้วย ซึ่งก็พยายามที่จะหาทางเอาเครื่องบินไปลง แต่ก็ต้องพึ่งการบินไทยเป็นหลัก แล้วก็จะมี กาชาดไทยนี่ละครับ ผมทราบข่าวว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านก็ลงมาดูแลเรื่องนี้ ก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้มากถ้าทาง สปช. จะได้กรุณาสนับสนุนไปที่ กาชาดด้วยก็จะเป็นประโยชน์อีกทางหนึ่งครับ สำหรับ สปช. เองนี้ ผมคิดว่าในสถานการณ์นี้ คงเป็นปัญหาที่ต้องช่วยแก้ไขกันอีกยาวนาน แล้วก็น่าจะมีคณะกรรมการขึ้นสักชุดหนึ่ง ซึ่งท่านที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ก็จะได้อาสามาช่วยกันวางแผนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ผมคิดว่า มันคงต้องทำยาวทีเดียวล่ะว่าปัญหา คือขณะนี้กองทัพก็พยายามจะส่งหน่วยกู้ภัยเข้าไปช่วย ในพื้นที่ที่จะเป็นไปได้ก่อน แต่ที่สำคัญคืองานนี้คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องช่วยระยะยาว นอกจากที่จะให้ คณะทำงานชุดนี้ได้วางแผนที่จะระดมความช่วยเหลือระยะยาวแล้ว ผมคิดว่าก็เป็นโอกาสที่ดี ที่จะวางแผนเตรียมการศึกษาว่าจะมีภัยพิบัติอะไรที่เกิดในบ้านเรา ก็ถือโอกาสใช้สถานการณ์นี้ เป็นอุทาหรณ์ที่จะทำการศึกษาแนวทางที่จะปฏิรูป หรือจะเตรียมพร้อมสำหรับรองรับภัยพิบัติ ในบ้านเรา โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ ถ้าได้รับการฝึกฝน ได้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ได้มีการเตรียมการฝึกที่จะเผชิญเหตุ และที่สำคัญคือหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วเราจะฟื้นฟู อย่างไรก็จะเป็นประโยชน์อย่างสูงครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ ขออนุญาตได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีภัยพิบัติที่ประเทศเนปาล ก็เป็นที่น่าเสียใจ กับผู้ที่ประสบเคราะห์กรรม กระผมเห็นว่าการช่วยเหลือที่พวกเราได้เคยพูดกันในทางไลน์ (Line) ก็ดี ในที่สาธารณะก็ดีนั้น ผมฟังข่าวเมื่อวานว่าวันนี้ทางรัฐบาลจะจัดรายการส่งใจช่วย ประเทศเนปาล ทางช่อง ๕ กระผมอยากใคร่ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นว่าเงินที่เราตั้งใจ ที่จะส่งไปช่วยเหลือที่ประเทศเนปาลนั้นผมเองเห็นว่าเพื่อเป็นการแสดงออกของคนไทยทั้งชาติ เราน่าที่จะร่วมกับรัฐบาล โดยในวันนี้อยากจะขอให้ท่านประธานเทียนฉายได้นำเงินที่เรา ร่วมกันบริจาคไปมอบผ่านทางรัฐบาลในรายการช่อง ๕ เพื่อเป็นการส่งเสริมแล้วก็เป็นการจูงใจ ให้กับพี่น้องประชาชนได้เห็นความร่วมมือของคนไทยทั้งชาติในการแสดงออกถึงภาวะที่เกิด โศกนาฏกรรมกับพี่น้องชาวเนปาลในครั้งนี้ครับ ผมขออนุญาตนำเสนอเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเกริกไกร จีระแพทย์ ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ สั้น ๆ นะครับ ผมคิดว่า เราคงต้องตัดสินใจเร็วนะครับ ส่วนจะเท่าไรนั้นผมคิดว่าไม่เป็นปัญหาอะไร ถ้าจะหักบัญชี ก็แสดงความยินยอมกันทุกคน ใครต้องการที่จะให้มากกว่านั้นก็ไปที่อีกบัญชีหนึ่ง ผมว่าจะได้จบเรื่อง ผมมีข้อสังเกตคือประเทศเนปาลนี้เป็นประเทศที่เข้าหายากมาก เพราะฉะนั้นขณะนี้ทางรถ มันจะผ่านประเทศอินเดีย ประเทศบังกลาเทศอะไรก็แล้วแต่มันมีปัญหาตรงนี้มากเลย เพราะฉะนั้นเราอย่าไปมุ่งหวังในเรื่องของสิ่งของมันจะไม่ทันกาล ให้กาชาดเขาทำดีกว่า เรื่องสิ่งของต่าง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะให้ให้เป็นเงินครับ แล้วก็ให้เร็วด้วยครับ ขอบคุณครับ
ค่ะ ท่าน พลเอก พอพล มณีรินทร์ ค่ะ
ขออนุญาตท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกครับ ผมขออนุญาตเรียนให้ทราบว่าเมื่อวานนี้มีการประชุมกันที่กระทรวงการต่างประเทศนะครับ เมื่อวันที่ ๒๗ แล้วก็ได้นำเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ ท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ นำเข้า ครม. ในวันนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยว่าในเช้าวันนี้ เมื่อเวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกานั้นกองทัพอากาศจัดเครื่องบินซี ๑๓๐ (C130) ของกองทัพอากาศ ที่จะนำสิ่งอุปกรณ์และบุคคล ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรทางการแพทย์ ๑๗ นาย พร้อมด้วยทั้ง การจัดตั้งโรงพยาบาลภาคสนาม ซึ่งจัดจากกองทัพบก ข้าว น้ำดื่ม อาหารแห้งจัดจาก กระทรวงพาณิชย์ ผ้าห่มและน้ำดื่ม จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกระทรวงมหาดไทยนะครับ อุปกรณ์ปฐมพยาบาล เวชภัณฑ์จากกระทรวงสาธารณสุขแล้วก็กองทัพบกนะครับ เนื่องจากว่าการรับสิ่งของ ที่ปลายทางนั้นลำบากมากตามที่ท่านผู้มีเกียรติ ท่านสมาชิก สปช. ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ จึงสั่งการให้สำนักงานเอกอัครทูตมารับของไปแล้วไปเก็บของไว้ที่สถานทูตนะครับ ซึ่งบุคล ที่จะเดินทางไปด้วยเครื่องบินทีจี (TG) การบินไทยนั้น ก็จะประกอบด้วย น่าจะเป็นบุคลากร จากกระทรวงสาธารณสุขอีก ๔ ท่าน แล้วก็ฝากสิ่งของไปกับเครื่องซี ๑๓๐ ในเบื้องต้นกองทัพไทย จะเป็นหน่วยรับรวบรวมความช่วยเหลือ แต่หลังจากที่ ครม. อนุมัติงบแล้วกระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้ดูแลโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แล้วก็สั่งการว่าหน่วยงานอื่น ที่พร้อมเดินทางในช่วงต่อไปคือหน่วยพิสูจน์อัตลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แล้วก็ทีมแพทย์จากกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งโรงพยาบาลมหิดล ซึ่งนี่คือสิ่งที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการแล้วก็เมื่อเช้า ได้เดินทางไปแล้วในระลอกแรกนะครับ ขอบคุณมากครับ
สมาชิกก็ได้ให้ความเห็นกันพอสมควรแล้วละ เรามีอยู่ ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน ดิฉันจะขอเรียนย้ำว่า เรื่องของการบริจาคเงินจากสมาชิกมีข้อเสนอ คือการบริจาคท่านละ ๒,๐๐๐ บาท จากที่สมาชิกเสนอมา แล้วก็บอกว่าขอให้หักจากบัญชีค่าตอบแทนของสมาชิกเอง อันนี้ผู้อภิปรายหลังจากการเสนอนี้ก็ไม่มีใครเห็นเป็นอย่างอื่น จะมีใครเห็นเป็นอย่างอื่นที่มัน นอกเหนือจาก ๒,๐๐๐ บาทนั้น ก็คือว่าหากใครประสงค์จะบริจาคมากกว่านั้นก็สามารถ จะแจ้งความจำนงได้ต่อไปอันนั้น เพราะฉะนั้นดิฉันจะขอเป็นความเห็นร่วมของพวกเราเลย ได้ไหมว่าเรามีความเห็นร่วมกันว่าการบริจาคเป็นเงินนั้นเป็นสิ่งจำเป็น แล้วก็การขนย้าย ก็ง่ายสุดแล้ว รวดเร็วด้วย เรามีความเห็นร่วมกันว่าเราจะบริจาคท่านละ ๒,๐๐๐ บาท โดยหักจากบัญชีค่าตอบแทน สำหรับท่านที่ประสงค์จะบริจาคเกินกว่านี้เราก็ค่อยแจ้ง ความจำนงเพิ่มเติมได้
ทีนี้ในเรื่องถัดไปก็คือ สำหรับเรื่องของสิ่งของที่บริจาคนั้นเราก็ยังรับอยู่ ข้อเสนอของสมาชิกก็คือให้มอบกับสภากาชาดไทย ซึ่งในขณะนี้ก็เป็นหน่วยที่จะลำเลียงไป โดยวิธีใดก็ตามซึ่งเขามีภารกิจอยู่แล้ว
ทีนี้ในข้อเสนออันถัดมานี้ก็คือการมอบเงิน มอบเงินยังไม่เป็นที่นั่น มีข้อเสนอแรก บอกว่ามอบกับท่านทูตสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลโดยตรง กับข้อเสนอของสมาชิก ท่านถัดมาบอกว่าจะมอบให้กับรัฐบาลผ่านทางรายการในช่อง ๕ ก็ได้ ทีนี้ก็เลยอยากจะถามว่า เราจะมอบโดยวิธีไหนดี คือดิฉันคิดว่าก็ดีทั้ง ๒ ทาง เพียงแต่เราคิดว่าจะเป็นวิธีไหน ที่ท่านอยากจะเห็นมากกว่า ก็ขอสักนิดหนึ่งเถอะคะ ท่านเกริกไกรว่าอย่างไร เชิญค่ะ
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเราคงคิดในแง่ของ การประชาสัมพันธ์ และคิดว่า สปช. ควรจะมีบทบาทสื่อออกไปถึงสังคม ทั้ง ๒ วิธีดีทั้งนั้นนะครับ แต่ผมคิดว่าถ้าเราเป็นห่วงมาก เราทำแถลงการณ์สักฉบับหนึ่งของ สปช. เขียนว่า สปช. มีความห่วงใยในสิ่งที่เกิดขึ้นในสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล และอยากจะมีส่วน ในการลดความเดือดร้อน แสดงน้ำใจ แล้วก็เราทำอะไรบ้าง ผมคิดว่าหน้าหนึ่งตรงนี้ ก็จะออกไปได้ ส่วนจะไปที่สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ท่านทูตคงจะรับแขกเละ ตอนนี้ครับ ท่านทูตคงจะมีภารกิจมากเลย เพราะฉะนั้นถ้าไปผ่านรายการอย่างอื่นของรัฐบาล ผมว่าทำได้ก็ดีครับ ขอบคุณครับ
ท่านอื่นละคะ ขอเชิญท่านอีกครั้งหนึ่งค่ะ เมื่อครู่นี้ต้องขออภัยท่านพลเอก พอพล มาก แต่ว่า อยากจะกราบเรียนท่านอย่างนี้ว่าอยู่บนนี้เวลามองจะมองไม่ชัดหรอกค่ะ ทีนี้เจ้าหน้าที่เขียนมาให้ค่ะ ดิฉันก็เลยต้องขออภัยท่านค่ะ ขอเชิญท่านอีกครั้งหนึ่งค่ะ
ขออนุญาตท่านประธานครับ คือช่อง ๕ ได้จัดไปแล้วเมื่อคืน ได้เงินไปประมาณ ๔๗ ล้านบาท ทราบมาว่าจะมีการจัดอีกครั้งที่ช่อง ๙ แต่อย่างไรก็ตามไม่ทราบว่าช่อง ๕ จะจัดอีกหรือไม่ เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ผมมีความเห็นว่า ขั้นต้นอาจจะผ่านไปทางรัฐบาลหรือตรงทางอื่นได้ครับผม
ท่านอ่อนอุษาค่ะ คือตอนนี้มีข้อเสนอ ตอนแรกท่านอ่อนอุษาเสนอว่าเราอาจจะไปมอบให้กับ ท่านเอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย ซึ่งท่านเกริกไกรบอกว่าท่านอาจจะมีภาระ ค่อนข้างจะยุ่งเหยิงในขณะนี้ แต่มีข้อเสนอของสมาชิกว่าเราอาจจะมอบผ่านรายการที่ทาง รัฐบาลจัดที่ช่อง ๕ หรือช่อง ๙ ที่อาจจะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ก็ได้อะไรอย่างนี้ค่ะ คือท่านจะมี ความเห็นว่าอย่างไรคะ
อย่างที่ดิฉันได้ฟังจากท่านเกริกไกรค่ะ จริง ๆ ในการที่เราจะทำเรื่องนี้เราทำด้วยใจจริง ด้วยน้ำใสใจจริงของเรา แต่ว่าในเรื่องของ การประชาสัมพันธ์มันก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องเขียนเป็นข้อความที่แสดงความเสียใจ แล้วก็เอาไปที่ ถ้าท่านเกริกไกรบอกว่าท่านเอกอัครราชทูตเนปาลคงจะยุ่งมาก ๆ ดิฉันก็คิดว่า คงจะเป็นจริงแน่นอนเลย เพราะฉะนั้นถ้าเอาไปร่วมกับทางรัฐบาลก็ไม่ผิดอะไร แล้วเราก็จะมี ทิศทางในการประชาสัมพันธ์ต่อไป แต่ดิฉันยังขอยืนยันว่าในเรื่องของการที่จะเปิดบัญชีขึ้นมา ครั้งแรกที่ดิฉันพูดว่า ๒,๐๐๐ บาท รวมกัน ๒๕๐ ท่าน ก็เป็น ๕๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว แล้วก็ ถ้าผู้ใดประสงค์ที่จะให้มากกว่านั้นดิฉันก็ว่าตั้งโต๊ะเลย แล้วก็บริจาคต่อไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ หรือเงินทอง แต่ว่าในที่สุดแล้วดิฉันคิดว่าเมื่อประชาชนอยากจะมาร่วมกับเราเพราะว่าลึก ๆ ก็คือหลาย ๆ ท่าน ประชาชนบอกว่าจะร่วมกับใครนี่เขาอยากจะมีความมั่นใจมันก็สร้าง ความน่าเชื่อถือของทาง สปช. ด้วย แล้วก็ความตั้งใจของเราที่จะเป็นตัวกลางที่จะผ่านต่อไป ถึงประเทศเนปาล แล้วก็อย่างที่ท่านเตือนใจพูด หลาย ๆ ช่องทางที่เราสามารถที่จะทำ ประชาสัมพันธ์ต่อไปได้ การประชาสัมพันธ์ไม่ใช่ทำเพื่อหน้าตาของเรา ทำเพื่อที่จะให้ ประชาชนเข้ามาร่วมต่อไป เพราะว่าอย่างที่ท่านสมาชิกบางท่านได้พูดแล้วว่ามันจะไม่ได้ เริ่มต้นแค่นี้ แต่คงจะต้องมีการสานต่อไปอีกค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ดังนั้นการมอบเงินอาจจะไปมอบผ่านรายการของรัฐบาลก็ได้ ถ้าเผื่ออย่างนั้นก็เป็นอันว่า เรามีความเห็นพ้องกัน สำหรับเรื่องของการประชาสัมพันธ์ที่จะเขียนเป็นเอกสารอะไรนั้น ก็เห็นว่าประชาสัมพันธ์ก็เตรียมการอยู่แล้วค่ะ มีใครอีกไหมคะ ขอเชิญท่านทูตอดิศักดิ์ แล้วก็ อาจารย์วิวัฒน์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ผมเห็นด้วยกับที่เพื่อน ๆ สมาชิกได้ให้ความเห็นมา แต่สำหรับใจผมแล้วผมเห็นด้วยกับ ท่านเกริกไกรว่า ในช่วงนี้ไม่ว่าจะเป็นเอกอัครทูตไทยประจำเนปาลหรือเอกอัครราชทูตเนปาล ประจำประเทศไทยนั้นภารกิจก็คงจะมาก ผมยังเห็นด้วยกับท่านอาจารย์วิวัฒน์ว่า ถ้าเราจะบริจาค ตรงไปยังที่สภากาชาดไทยน่าจะตรงเป้า แล้วก็ได้ผลเร็ว เพราะเนื่องจากว่าสภากาชาดไทยเรานั้น มีเครือข่าย มีช่องทางการติดต่อกับกาชาดสากลอยู่แล้ว แล้วก็เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญอยู่แล้ว สำหรับทางด้านรัฐบาลนั้นผมเชื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ และชาวไทยทั้งหลายก็คงจะมุ่งตรงที่ หน่วยงานของทางรัฐบาลอยู่แล้ว สภากาชาดไทยนั้นผมเชื่อว่ามีความพร้อมในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและข้อสำคัญคือจะทราบแน่ชัดว่า สิ่งที่ประชาชนชาวเนปาล ผู้ประสบเคราะห์กรรมต้องการอะไร อันนี้ผมว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แล้วเขาสามารถ ใช้เครือข่ายนั้นได้อย่างรวดเร็ว เรื่องการประชาสัมพันธ์นั้นผมคิดว่าท่านเพื่อนสมาชิก ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ก็คงจะมองภาพออกแล้วว่าควรจะทำอย่างไร เราอย่าไปเน้น ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากเลยครับ มันจะกลายเป็นจุดว่าเราต้องการประชาสัมพันธ์ ท่านคงทราบแล้วละครับว่าทำอย่างไร เพราะฉะนั้นในความคิดของผมผมคิดว่าเราน่าจะ บริจาคเงินผ่านทางสภากาชาดไทยนะครับ และแน่นอนว่าเราสมควรจะตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ ทั้งในปัจจุบัน วางแผนต่อไปในอนาคตและสิ่งที่จะตาม ต่อไปข้างหน้าครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกคะ คือเรื่องของสิ่งของเราจะไปให้กับสภากาชาดไทยค่ะ จบแล้ว แล้วก็เรื่องของเงินนี้ เราก็จะมอบผ่านรัฐบาลที่ในรายการของรัฐบาล ทีนี้ในเรื่องของการเปิดบัญชีเพื่อเชิญชวน คนข้างนอก อันนี้ยังไม่ได้ ขอเชิญท่านเตือนใจค่ะ
กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ เตือนใจ สินธุวณิก เมื่อสักครู่ดิฉันได้เรียนเสนอต่อท่านประธานและที่ประชุมนี้ว่าด้วยประสบการณ์ที่ดิฉันเป็น ลูกหม้อของกรมประชาสัมพันธ์มา ทราบว่าเรามีศักยภาพทำได้ตรงที่ว่าเราสามารถจัด รายการพิเศษซึ่งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยของกรมประชาสัมพันธ์จะเป็นสถานีเดียว ที่มีสถานีในเครือข่ายทั่วประเทศถึง ๑๒ สถานี เรามีศักยภาพที่จะจัดรายการออกอากาศสด โดยจะให้มีการตัดภาพสดมาจากทุกเขตของเราทั้ง ๑๒ สถานีในส่วนต่างจังหวัดที่เขา จะได้มีส่วนร่วมในการที่จะมาแสดงความเห็นใจโดยการมีศิลปะการแสดงพื้นบ้านของเขา หรืออะไรก็แล้วแต่ เป็นรูปแบบในรายการพิเศษ แล้วก็จะเป็นการทำให้พี่น้องประชาชน ทั่วประเทศนั้นได้ร่วมในรายการพิเศษซึ่งทางกรมประชาสัมพันธ์โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรา เรามีอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ท่านอภินันท์ จันทรังษี เป็นที่ปรึกษาและเป็นกรรมาธิการของเรา หลายคณะค่ะท่านคะ ยืนยันได้ว่าถ้าที่ประชุมนี้เห็นชอบด้วยดิฉันกับกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อการประชาสัมพันธ์นี้ยินดีที่จะขอความร่วมมือแล้วก็รับทำงานนี้โดยที่จะใช้เครือข่ายของเรา ให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมรายการสดในวันนั้นแล้วก็ร่วมกันบริจาคอย่างจริงจัง ถ่ายทอดสดทั้งวิทยุและโทรทัศน์ในเครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์ ทำได้ถ้าท่านอนุญาต ที่จะเห็นชอบที่จะทำค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
คือความเชื่อมั่นที่ว่าทำได้นั้นเกิน ๑๐๐ ทำได้แน่ แต่ว่าดิฉันยังไม่อยากจะนำเรื่องนี้ขอมติ ในที่นี้หรอก เพราะเกรงว่าใน ๓๐ วันที่กำลังเผชิญหน้าท่านอยู่ในตอนนี้นั้นเรามีภารกิจ หนักหนาสากรรจ์ ในเรื่องนี้คือการแสดงออกของเราที่พอสมควร ดิฉันเชื่อว่าน่าจะทำให้ สังคมได้ตระหนักแล้วว่าเราไม่เคยมองข้ามสิ่งเหล่านี้ ตัวดิฉันเองแล้วก็เชื่อว่าสมาชิกในที่นี้ ตระหนักอยู่เป็นอันดีว่าประเทศเนปาลนั้นเป็นพุทธภูมิ เป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้า แล้วก็วงศ์ศากยวงศ์นั้นอยู่ที่เนปาล เพราะฉะนั้นการไปช่วยเหลือในครั้งนี้ไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่อง มนุษยชนซึ่งเราตระหนักอย่างดีว่าในยามภัยพิบัติเขาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน อยู่ไม่ไกลจากเรา อยู่ในภูมิภาคแถบนี้ด้วยกัน เราก็มีร่วมทุกข์กับเพื่อนบ้านเหล่านี้ แต่ว่าในขณะเดียวกัน ก็อย่างที่เรียนค่ะว่าเราเป็นพุทธศาสนิกชนย่อมมีความรู้สึกผูกพัน อันนั้นเป็นส่วนหนึ่งอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราเต็มใจอย่างมาก แต่ว่าเรื่องของการจัดรายการพิเศษ หากว่าเราจะไปร่วมกับใคร โดยที่ส่งคณะกรรมาธิการของเราที่เกี่ยวข้องอะไรอย่างนี้ เราทำได้ แต่ว่ายังไม่อยากให้ท่านไป ยังต้องคิดให้ประณีตอีกครั้งหนึ่งว่าท่านจะจัดเวลาของท่านกันได้พอไหมสำหรับการที่เรา มีภารกิจที่วางอยู่ข้างหน้าที่เรามีเวลาที่กำหนดแน่นอน ตามไทม์เฟรม (Timeframe) ของเราค่ะ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คงจะขอกราบเรียนหารือกับท่านประธานเสียอีกนิดหนึ่ง แล้วก็เรื่องของ การตั้งคณะทำงานก็เหมือนกัน ดิฉันจะนำไปกราบเรียนหารือกับท่านประธาน แต่ว่าในส่วนอื่น เราคิดว่าเราได้คำตอบแล้ว ที่ว่าทุกคนเห็นพ้องกันว่าเราจะบริจาคท่านละ ๒,๐๐๐ บาท เป็นเบื้องต้น แล้วก็จะหักจากบัญชีค่าตอบแทนของพวกเรา แล้วก็จะดำเนินการโดยทันทีได้ แล้วก็จะนำไปมอบผ่านรัฐบาลในรายการที่เขาจะจัดขึ้น แล้วเราก็ไปทำพิธีมอบกัน แล้วก็ เรื่องของข้าวของนั้นเราจะยังรับบริจาคอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ยารักษาโรค อะไรต่ออะไรต่าง ๆ ของสตรีอย่างที่ท่านว่า น้ำหรืออะไรก็ตามแต่ที่เราคิดว่าน่าจะช่วยได้ในขณะที่ภัยพิบัติอย่างนี้ แต่เราจะนำส่งมอบกับสภากาชาดไทย อันนั้นก็คงจะหมดสำหรับเรื่องที่เราขอความเห็นกัน ในที่นี้แล้ว ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น เราจะปฏิบัติเช่นนี้ ถ้าเผื่ออย่างนั้นดิฉันจะขอ ท่านฐิติค่ะ ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ผม ฐิติ ระยะนี้มันเป็น ระยะเร่งด่วน คนตายก็แยะ แล้วก็ต้องการใช้เงิน ผมคาดว่าควรจะต้องเร่งด่วนหน่อยแล้วกัน ผมว่าเงินเป็นแก้วสารพัดนึก ผมก็คาดว่าถ้าเป็นไปได้รีบจัดส่งเงินไปก่อนจะดีที่สุด เอาให้มันถูกต้อง แล้วก็เซฟตี (Safety) ที่สุด ให้ถึงผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากแท้ ๆ นะครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
จบหมดแล้วค่ะอาจารย์เจิมศักดิ์
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว มีอยู่ ๒ เรื่อง
เรื่องแรก คือรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ เป็นวาระการปฏิรูปที่ ๑๕ เรื่องการสร้าง สังคมผู้ประกอบการ ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ พิจารณาเสร็จแล้ว อันนี้เลื่อนมาจากการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อครั้งที่ ๒๒/๒๕๕๘ เป็นพิเศษ เมื่อวันพุธที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ค่ะ ดิฉันขอเชิญ คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ค่ะ
ท่านประธานครับ ผมให้ข้อมูลนิดเดียวเรื่องโอนเงิน เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังจะโอนเงินให้ธนาคารชาติของประเทศเนปาลในเย็นวันนี้ ถ้าสมมุติว่าต้องการด่วน อันนี้เป็นการโอนได้สะดวกที่สุด ผมรู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะได้ผมต้องการจะให้ข้อมูลเท่านี้ละครับ
ขอบคุณค่ะอาจารย์คะ
จากการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อครั้งที่ ๒๒/๒๕๕๘ เมื่อวันพุธที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการในวาระการปฏิรูปที่ ๑๒ และวาระการปฏิรูปที่ ๑๔ จนจบแล้ว และประธานของที่ประชุมในวันนั้นได้สั่งให้เลื่อน การพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการในวาระการปฏิรูปที่ ๑๕ มาพิจารณาต่อในวันนี้ ดังนั้นดิฉันจะขอดำเนินการต่อเลยค่ะ ดิฉันขอเชิญประธานคณะกรรมาธิการแถลงรายงานค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพเช่นกันทุกท่าน ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมจะนำเสนอโดยท่านประธานอนุกรรมาธิการนั้นจะเป็นเรื่องที่หลงเหลือมาจากที่เรา เสนอไปเมื่อวันที่ ๑ เมษายน เหตุเนื่องจากวันนั้นเราเสนอไป ๒ เรื่อง และเรื่องที่ ๓ นั้น ไม่มีเวลาที่จะเสนอ ท่านประธานเลยขอให้มาเสนอวันนี้ ผมขอกราบเรียนที่ประชุมสั้น ๆ ว่า เรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งคงจะไม่กินเวลามาก เป็นการปูพื้นเตือนความจำท่านอีกนิดหนึ่งว่า เราได้นำเสนอแนวคิดที่มาที่ไปของวาระปฏิรูปเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้ง ๒ คณะอยู่ ๗-๘ เรื่องด้วยกัน ก็เป็นของคณะที่ผมดูแลอยู่ ๓-๔ เรื่อง เราได้แนวความคิดต่าง ๆ มาจากมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ ถ้ามีสไลด์ (Slide) ไปเลยครับ คนที่คุมสไลด์อยู่ครับ ใน ๖ ประเด็นที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญนั้นก็ออกมาเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ที่เราไปทำที่ศูนย์ราชการ แล้วก็ที่โรงแรมเอเชีย ออกมาเป็นนโยบายเรื่องของวาระการปฏิรูปอยู่ทั้งหมด ๓๖ วาระด้วยกัน ภายใต้กรอบ ของความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ใน ๓๖ วาระนั้นเป็นเรื่องของเศรษฐกิจสัก ๗-๘ วาระดังปรากฏบนจอ เศรษฐกิจ ภาคการเงินการคลังนั้นก็ผ่านพ้นไปแล้วทั้ง ๔ เรื่อง ของเราผ่านไปแล้ว ๒ เรื่อง แล้วก็จะมี เรื่องที่เข้ามาอยู่ในกรอบที่จะขอเสนอให้สภาได้ดูอีกประมาณ ๓-๔ เรื่องด้วยกัน เช่น การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ (Logistics) ทีนี้ประเด็นคำถามก็คือว่าทั้งหมดมันไม่ใช่ทั้งหมด มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาคเศรษฐกิจใหญ่ แต่เราได้กำหนดไว้ในวิสัยทัศน์ของเรา แล้วก็ เป็นที่ตกลงของในสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้แล้ว สิ่งที่เราได้มองจากปัญหาต่าง ๆ ทั้งภายใน ภายนอกนั้นมันจึงออกมาเป็นวาระเหล่านี้ เราได้ยึดทิศทางยุทธศาสตร์สำคัญอย่างหนึ่งคือ เรื่องของการเป็นเทรดดิง เนชัน (Trading nation) คือพยายามทำให้ประเทศไทยนั้น เป็นประเทศที่ค้าขาย ท่านจะเห็นว่าผมขอนำเสนอภาพนี้มันมี ๖ เสี้ยวด้วยกัน เสี้ยวที่สำคัญ ที่เราจะพูดถึงวันนี้ก็คือเสี้ยวที่ ๒ ทางขวามือนะครับ ประมาณ ๓ นาฬิกา คือคำว่าโปรดัคชัน (Production) ในนี้ก็จะมีเรื่องของการเป็นศูนย์ผลิตที่ดีเลิศทางเกษตร เราเป็นผู้เก่งกาจ ทางด้านการท่องเที่ยว เราจะเป็นผู้เก่งกาจทางด้านของการค้าบริการ และเราจะเป็น ผู้ที่มีความสามารถในการประกอบกิจการและผลิตสินค้าต่าง ๆ ที่เรามีความสามารถสั่งสมกันมา ในที่นี้เราได้พูดถึงเกษตรไปแล้วเมื่อวันที่ ๑ เราได้พูดถึงกฎหมายการแข่งขันไปแล้ว เราคงจะพูดถึงเรื่องอื่นต่อไป แล้ววันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสังคมผู้ประกอบการ ประเด็นคำถามคือว่าทำไมจึงต้องทำเรื่องนี้ ผมขอกลับไปที่สไลด์เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้าง เศรษฐกิจนะครับ ท่านจะเห็นว่าในภาคเศรษฐกิจไทยไปก่อนหน้านี้นิดหนึ่งได้ไหมครับ เรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจนั้น ในเรื่องของบริการเราจะเห็นว่าเรามีความสามารถใช้ได้ เกษตรเรามีความอ่อนแอกล่าวคือคนจำนวนมากทำเงินได้จำนวนน้อย แล้วก็อุตสาหกรรม เราก็ทำได้ดีพอสมควร บริการก็ทำได้ดีกว่ากล่าวคือ ๔๖ เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทำได้ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นก็คือว่าในอุตสาหกรรมก็ดี เกษตรก็ดี ในบริการก็ดีเราสามารถ ทำได้ดีกว่านี้ไหม และที่ทำมานั้นเราทำคุ้มกับแรงงาน ปัญญา การลงทุนที่เราใส่ไปหรือไม่ ถ้าพูดถึงภาษาธุรกิจก็คือว่ารีเทิร์น ออน อินเวสเมนท์ (Return on investment) หรือผลตอบแทนจากการลงทุนต่าง ๆ นั้นมันไม่คุ้มมันน่าจะเห็นมากกว่านี้ ถ้าเรามาดู ที่ผู้ประกอบการเราจะเห็นว่าในประเทศไทยนั้นมีผู้ประกอบการทั้งหมดที่ปรากฏ ทั้งจดทะเบียน ไม่จดทะเบียนอยู่ประมาณ ๒,๘๐๐,๐๐๐ รายด้วยกัน ในจำนวนนี้ ๙๗ เปอร์เซ็นต์กว่าเป็น เอสเอ็มอี (SMEs) เป็นเอสเอ็มอี เพราะฉะนั้นเราทำอย่างไรประเด็นปัญหาคือว่า ทำอย่างไรจึงจะให้มนุษย์จำนวนนี้ ๒.๘ ล้านราย ซึ่งปรากฏกายในทางกฎหมายเพียง ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ ราย มีพลังความสามารถเพิ่มขึ้น ทีนี้ถามว่าทำไมต้องเอาเขาครับ ผมคิดว่าเขามีความสำคัญอย่างยิ่งหลายมิติด้วยกัน อันที่ ๑ คือ เอสเอ็มอีมีสัดส่วน ๙๗ เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจอย่างที่ว่าแล้ว อันที่ ๒ ก็คือว่าเขาสามารถทำผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า ๓๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) และที่น่าสนใจมากก็คือว่าเอสเอ็มอี ครอบคลุมเศรษฐกิจเกือบทุกสาขาไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม บริการ ท่องเที่ยว การคมนาคมขนส่งจิปาถะ มันเข้าไปในทุกโยงใยเส้นสายของธุรกิจของ ภาคเศรษฐกิจหมด และมันจึงเป็นพลังเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่งของประเทศ เอสเอ็มอีมีปัญหารั่วมากมายครับ เอาเพียงแต่ข้อมูลอย่างเดียวมันก็ไม่นิ่ง ไม่มีแหล่งข้อมูล ที่เป็นศูนย์กลางจริง ๆ คนที่มีหน้าที่ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ เนื่องจากมีงบประมาณจำกัด มีปัญหามากของการสร้างผลิตภัณฑ์และทำผลิตภาพที่ดี ที่สำคัญมากคือการทำให้เกิด แวลู ครีเอชัน (Value creation) คือคุณค่าทางผลิตภัณฑ์ ผมไม่ได้พูดถึง แวลู แอด (Value add) นะครับ ไม่ใช่มูลค่าส่วนเพิ่ม แต่มูลค่าที่เป็นมูลค่าจากการคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริง เขาสามารถทำได้ เมื่อวานนี้ท่านปรีชา ขออนุญาต ศิลปินแห่งชาติได้แสดงภาพ นั่นคือส่วนหนึ่ง ของแวลู ครีเอชัน มันอาจจะมีมูลค่ามหาศาลในแต่ละภาคที่ผลิตขึ้นมาโดยใช้สติปัญญา และศิลปะที่มีอยู่ สิ่งที่เขามีปัญหาอย่างหนึ่งคือการเข้าถึงทุนทรัพย์ และที่สำคัญอย่างมาก ก็คือว่าเขามีความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเช้านี้หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง คือโพสต์ทูเดย์ได้ลงความเห็นของกระทรวงการคลังกับหอการค้าไทยไว้น่าสนใจครับ ท่านประธาน ซึ่งอ่านแล้วผมไม่ทราบท่านจะคิดอย่างไร กระทรวงการคลังรัฐมนตรีช่วยว่าการ บอกว่า รัฐบาลมีความพร้อมรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) กว่า ๘๗ เปอร์เซ็นต์ ภายใน ๔ ยุทธศาสตร์ ๔ อัน ก็คือ ๑. ความเป็นซิงเกิล โปรดัคชัน (Single production) แหล่งผลิตอันเดียว ตลาดเดียว เป็นภูมิภาคที่มีความทัดเทียมในการพัฒนา ภูมิภาคที่แข่งขันได้ ภูมิภาคที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก มีความพร้อม ๘๗ เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือรองประธานกรรมการหอการค้าซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการท่านหนึ่ง บอกว่า ยังไม่พร้อมในการเข้าสู่เออีซี (AEC) เอสเอ็มอียังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่เออีซี เพราะต้อง ปรับตัวรับการแข่งขัน ขณะที่ตลาดสินค้าในประเทศยังไม่มีกลไกป้องกันไม่ให้สินค้า ที่มีคุณภาพต่ำเข้ามาขายในประเทศมากขึ้น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่น และการเคลื่อนย้าย แรงงานที่ไม่มีฝีมือ เป็นต้น ถ้าผมฟังอย่างนี้แล้ว ผมเกิดความรู้สึก ๒ อย่างท่านประธานที่เคารพ ๑. เป็นห่วงเอสเอ็มอี ๒.๘ ล้านราย หรือจะ ๖๐๐,๐๐๐ รายก็ตาม ประเด็นที่ ๒ ผมเกิดความเศร้าใจ เพราะเราไม่ได้รู้ว่าเราจะเข้าเออีซีเมื่อวานนี้ เมื่อปี ๒๕๕๐ ผมนั่งอยู่มุมนี้ ห้องโน้น ทางโน้น มุมนั้น เสนอโรดแมพ (Roadmap) เออีซีให้กับรัฐบาล ให้กับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่า เราจะต้องเลื่อนขึ้นมาเป็นปี ๒๐๑๕ ก็คือในปลายปีนี้ ๘ ปีให้หลังเรายังบอกว่าเอสเอ็มอี เรายังไม่พร้อม ตรงนี้น่าเป็นห่วงมากครับ เราต้องทำอะไรบางอย่าง เราจะทำอะไรครับ ผมคิดว่าเราจะต้องคิดว่าเราจะเป็นเจ้าของไม่ใช่ขี้ข้า เราจะไม่รับจ้างผลิต เราจะมีความคิดของเรา จ้างก็จ้างไป เราก็จะรับมา แต่เราจะต้องมีการต่อยอดให้เราสามารถจะผลิตของเราเองได้
ประการต่อไป ผมคิดว่าเราจะต้องเป็นผู้สร้างความแตกต่างเอสเอ็มอีของเรา ต้องสร้างความแตกต่างนะครับ และสร้างความต้องการ ไม่ใช่ใช้ความต้องการของโลกมาเป็น ลมหายใจของเรา
ประเด็นที่ ๓ เราจะต้องเป็นผู้กำหนดราคา ไม่ใช่ผู้รับราคา หรือเป็นไพรซ์ (Price) เราต้องเป็นไพรซ์ เมคเกอร์ (Price maker) ไม่ใช่ไพรซ์ เทคเกอร์ (Price taker)
เราจะต้องขยายอาณาเขตของการค้าเราออกไป เมื่อเช้านี้เช่นกันครับ มีคนโฆษณาร้านขายหมูแผ่นที่เยาวราชที่พัฒนาตนเอง ลองคิดดูถ้าร้านขายหมูแผ่นอย่าง ส. ขอนแก่นอะไรก็แล้วแต่ หรือที่ลิ้มกออะไรก็แล้วแต่ ออกไปสู่อาเซียน สิงคโปร์ ฮ่องกงต่าง ๆ เราจะขายหมูแผ่นได้มากน้อยเพียงใด แล้วเราจะขายหมูได้หมดประเทศไหม ถ้าจีนซื้อหมูแผ่น ของเราหมด นี่เป็นความฝัน แต่ผมคิดว่าเป็นความฝันที่เป็นจริงได้ เราจะต้องทำให้เขาขยายตลาด ออกไปให้ได้ แล้วเราจะประกาศศักดาด้วยปัญญาครับ ไม่ใช่ด้วยแรงงาน ทำอย่างไร นี่คือความท้าทายอย่างมากของเรา อาจจะไม่ใช่ปีหน้า ๓ ปีข้างหน้า แต่ในอนาคตอันใกล้ มันควรจะเสร็จสิ้นได้ เราจะพยายาม สร้างมนุษย์พันธุ์ใหม่ให้เกิดขึ้นนะครับคือผู้ประกอบการที่มีจิตวิญญาณของการประกอบการ ซึ่งมันจะมีความหมาย เดฟฟินิชัน (Definition) นิยามของมันอยู่ เราจะกลายพันธุ์คนที่มีอยู่ ในขณะนี้ ทางภาษาการแพทย์อาจจะเรียกว่ามิวเทชัน (Mutation) เราจะกลายพันธุ์ คนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ให้เขาเป็นพันธุ์ที่วิเศษขึ้นกว่าเดิม ทำอย่างไร แล้วเราจะกลายพันธุ์ ผู้ที่จะทำให้คนอื่นกลายพันธุ์ให้ทำงานเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ก็คงไม่ใช่สำบัดสำนวนนะครับ ผมคิดว่าเราจะต้องพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ผู้ประกอบการที่มีอยู่แล้ว และพัฒนาคนที่ทำหน้าที่พัฒนาผู้ประกอบการให้ทำงานได้ดีขึ้น จะทำอย่างไรนั้นผมคิดว่า ผมขอประทานอนุญาตท่านประธานให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปอุตสาหกรรม คุณอัญชลี ชวนิชย์ ได้เสนอเปเปอร์ (Paper) ที่เราวางไว้บนโต๊ะนานแล้วครับ ขอบคุณครับ
เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางอัญชลี ชวนิชย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ใคร่ขอนำเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ ในวาระที่ ๑๕ ในเรื่องการสร้างสังคม ผู้ประกอบการ ในเรื่องวาระการปฏิรูปการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ดิฉันใคร่ขอเรียนว่า ในประเด็นความเป็นมาและปัญหา ดิฉันคิดว่าท่านประธานเกริกไกรได้กรุณาสรุปไว้ค่อนข้าง จะเป็นหลักการที่มีความชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันเองคงไม่จำเป็นจะต้องมาสรุปหรือเล่า อีกครั้งหนึ่ง แต่ก่อนอื่นก่อนที่จะไปพูดในประเด็นปัญหาหรือข้อจำกัดในการสร้างสังคม ผู้ประกอบการ ดิฉันใคร่จะขอนำเสนอในเรื่องของข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการคือใคร แล้วก็ในปัจจุบันการส่งเสริมวิสาหกิจคือผู้ประกอบการ ก็คือผู้ที่จะทำวิสาหกิจนั้นในปัจจุบันและสถานภาพของวิสาหกิจในปัจจุบันเป็นอย่างไร ขออนุญาตนำสู่เอกสารที่ได้แจกเพิ่มเติมเป็นเพาเวอร์พอยท์ พรีเซนเทชัน (PowerPoint presentation) วันนี้ในความหมายของคำว่า ผู้ประกอบการ ก็คือเป็นผู้ที่จะประกอบกิจการ ที่จะผลิตแล้วก็ค้าแล้วก็บริการแล้วก็การลงทุน ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม ค้า และบริการ
อีกนัยหนึ่ง ผู้ประกอบการก็คือผู้ที่จะต้องแสวงหาโอกาสทางการค้า พร้อมจะรับ ความเสี่ยงจากการลงทุนเพื่อผลกำไร ริเริ่ม สร้างสรรค์ และบริหารจัดการปัจจัยการผลิต และมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะฉะนั้นคุณลักษณะของผู้ประกอบการที่ท่านประธานเกริกไกร ได้นำเสนอว่าจะสร้างผู้ประกอบการพันธุ์ใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยนั้น ดิฉันคิดว่า จากการที่เรารีวิว (Review) การศึกษาต่าง ๆ ก็จะพบว่าจะต้องมีลักษณะที่จะเป็น ๑. ก็คือ ความกล้าเสี่ยงในระดับปานกลาง คือถ้ากล้าเสี่ยงมากก็อาจจะกลายเป็นไปลงทุนในทางหุ้น หรืออะไรต่าง ๆ คือมีความเสี่ยงมากกว่า ๒. สามารถวิเคราะห์การลงทุน การวางแผนธุรกิจได้ ๓. มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์อยู่เสมอ ๔. สามารถที่จะโน้มน้าวจิตใจและสร้างพันธมิตรได้ ๕. ก็คือเรียนรู้แล้วก็ปรับตัวได้รวดเร็ว ๖. มุ่งมั่นผูกพันต่อเป้าหมายแล้วก็สามารถเผชิญ อุปสรรคได้ ๗. จะต้องมีคุณสมบัติเรื่องความซื่อสัตย์รับผิดชอบต่อสังคม และมีส่วนร่วมพัฒนา ในทางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคมด้วย แต่อันนี้ก็คงเป็นอย่างน้อย อย่างอื่น ๆ ก็จะประกอบอีก เพราะฉะนั้นจากสิ่งหนึ่งที่ดิฉันพบจากการได้รีวิวในเรื่องของการศึกษา เกี่ยวกับการสร้างสังคมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่าง ๆ มีประเด็นหนึ่งที่ดิฉันให้ความสนใจว่า นิยามขั้นต้นของผู้ประกอบนี้ ดิฉันมองเห็นว่าความสำคัญที่เราจะต้องมองก็คือว่า อาชีพเกษตรกรซึ่งประกอบกิจการคือเกษตรกรรม ซึ่งมีการทำงานก็ในรูปแบบของ ผู้ประกอบการเช่นกัน เนื่องจากเกษตรกรก็ต้องแสวงหาช่องทางตลาด รับความเสี่ยงในการลงทุน และบริหารจัดการคนในครอบครัว ที่ดิน ทุน และเทคโนโลยี เพื่อที่จะเพาะปลูก เพาะเลี้ยง จัดเก็บรักษาแล้วก็จำหน่าย รวมถึงแปรรูปขั้นต้น แต่ประเด็นที่เราพบว่าทางภาคเกษตรกร เกษตรกรรมยังเป็นปัญหาก็คือว่า ที่ผ่านมาเรามักจะมีมุมมองว่าเกษตรกรเป็นเสมือนคนในภาคเกษตรเฉย ๆ ซึ่งเป็นอะกริคัลเชอรอล เวิร์กเกอร์ (Agricultural worker) เท่านั้น แล้วก็มักจะให้การสนับสนุนในลักษณะของการอุ้มชู ที่เรียกว่าประชานิยม มากกว่าจะเป็นการส่งเสริมให้เป็นผู้ประกอบการ ประเด็นนี้ก็จึงมี แนวคิดว่าในการปฏิรูปที่สำคัญประการหนึ่งก็คือว่าจะต้องปรับกระบวนทัศน์ในการที่จะสร้าง ผู้ประกอบการ คือเกษตรกรให้อยู่ในภาคของเกษตรกรรมในเชิงธุรกิจของตนเองที่เข้มแข็ง แล้วก็แข่งขันได้ นอกจากเกษตรกร ผู้ประกอบการในสังคมก็มีความหลากหลายในหลายมิติ ก็จะมีสถานภาพในทางกฎหมายที่มีการรองรับ ซึ่งแตกต่างกัน อันนี้ดิฉันก็อยากจะเรียน นำเสนอในข้อมูลต่อไปว่า ที่ผ่านมารัฐบาลทุกรัฐบาลก็ได้มีมาตรการในการส่งเสริมวิสาหกิจ ของไทยมาเป็นลำดับ คือถ้าดูตามสภาพของกฎหมายที่เป็นเรื่องของการส่งเสริมวิสาหกิจ ในอดีตเราก็จะเห็นว่า ในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในช่วงต้น ๆ เรามุ่งเน้นจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ เพราะฉะนั้นก็จะมี พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน แล้วก็มีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนขึ้นมา มีมาตรการในเรื่องภาษี ในเรื่องสิ่งต่าง ๆ เพื่อจะเอื้ออำนวยให้วิสาหกิจมีความเข้มแข็ง แล้วก็ แข่งขันได้ ซึ่งปัจจุบันเราจะพบว่าวิสาหกิจขนาดใหญ่ หรือวิสาหกิจข้ามชาติก็มักจะได้ใช้ ประโยชน์ ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนภายใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุน ซึ่งก็มีมาตั้งแต่ประมาณ ปี ๒๕๒๐ ที่ผ่านมาภายใต้แผนของสภาพัฒน์เองก็ดีให้ความสำคัญ ของเอสเอ็มอี เราก็จะเห็นว่าในปี ๒๕๔๓ ก็จะมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมขึ้น ก็มีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าจะส่งเสริมเอสเอ็มอี ก็โดยมี หน่วยงานก็คือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในลำดับต่อมาจะพบว่า ประมาณ ปี ๒๕๔๘ ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการที่จะกระจายการส่งเสริมไปส่งเสริม ในฐานรากขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะมีเรื่องของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ในปี ๒๕๔๘ เห็นว่าจะเน้นในภาคเกษตร จะมีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุน รวมถึงมีคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมวิสาหกิจ ชุมชนขึ้น ซึ่งมีเดฟฟินิชันที่ชัดเจน ก็คือเป็นการรวมกลุ่มกันอะไรต่าง ๆ ดิฉันก็จะชี้ให้เห็นว่า ภายใต้กฎหมาย ๓ ฉบับนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในคณะกรรมการของการส่งเสริม ทั้ง ๓ ชุดเลย แล้วก็ในแต่ละกระทรวงการทำงานก็จะแยกกัน ยังไม่ได้บูรณาการกัน โดยชัดเจน
เรื่องที่ดิฉันคิดว่าเป็นความสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือเป็นวิสาหกิจที่สำคัญ ของประเทศไทย ก็คือเรื่องของสหกรณ์ สหกรณ์ดิฉันได้ทราบว่า ปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๗ ก็ครบรอบ ๑๐๐ ปีของการจัดตั้งสหกรณ์ในประเทศไทยขึ้น ซึ่งเริ่มจัดตั้งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ ดิฉันคิดว่าเรื่องของสหกรณ์เป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นกฎหมาย และเป็นองค์กร แล้วก็มีผลงาน มีสิ่งสำคัญที่ควรจะต้องได้รับการส่งเสริมและจะเป็นตัวขับเคลื่อนได้อย่างดี ในภาคของเกษตร ก็จะมีแม้กระทั่งว่ากลุ่มเกษตรกรถ้ารวมตัวกันก็จะมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยกลุ่มเกษตรกร เพื่อจะส่งเสริม
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นกฎหมายที่สำคัญแล้วก็เกี่ยวข้องในเรื่องการส่งเสริม วิสาหกิจ คือเรามักจะพูดว่าวิสาหกิจหรือเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบอุตสาหกรรม เกษตรต่าง ๆ ก็ จะมีปัญหาเรื่องของเงินทุนหรือแหล่งทุนต่าง ๆ แต่ถ้าเราดูวิวัฒนาการของการส่งเสริม เราจะเห็นว่าก็จะมีการจัดตั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อส่งเสริม เราจะมี ธนาคารเอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) ที่เรารู้จักกันก็มามุ่งเน้นในเรื่องของการส่งเสริม ทางด้านเงินทุนแหล่งทุนให้กับภาคอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน อันนี้เองก็สะท้อนว่าในปัจจุบัน ในแง่กฎหมาย ในแง่องค์กรที่ให้การส่งเสริมนั้นมีอยู่ แต่ว่าประเด็นที่จะเป็นข้อขัดข้องหรือมี ปัญหาประการใดก็จะได้กล่าวในตอนต่อไป
อีกภาพหนึ่งดิฉันอยากให้เห็นว่าเวลาเราพูดถึงเรื่องของสังคมผู้ประกอบการ ดิฉันอยากจะมองว่าเราต้องมองสังคมผู้ประกอบการในทุกมิติที่สำคัญ ๆ
มิติแรก คือเราจะต้องแยกให้ชัดว่าผู้ประกอบการซึ่งอยู่ในแต่ละรายสาขา เช่น วันนี้ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้าและบริการ ดิฉันคิดว่าอีกเซคเตอร์ (Sector) หนึ่งที่ดิฉันอยากจะเห็นความสำคัญ แล้วก็น่าจะเป็นประเด็นที่เราจะมาดูให้มากขึ้น คือภาคท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นในรายสาขาดิฉันคิดว่าเราควรจะต้องมาเน้นรายสาขาสำคัญ ๆ ๔ ด้านนี้ เพื่อจะมากำหนดมาตรการในเรื่องของการส่งเสริมทั้งผู้ประกอบการและวิสาหกิจ ในตรงนี้ให้ได้ชัดเจน
ในมิติที่ ๒ เราก็จะมองในเรื่องของขนาดด้วย วันนี้เวลาเราจะพูดเรื่อง การส่งเสริมการสร้างสังคมผู้ประกอบการเราต้องคำนึงถึงขนาดด้วยว่าขนาดเป็นอย่างไร วันนี้เราก็จะรู้จักในเรื่องของเอสเอ็มอี คือสมอล (Small) มีเดียม (Medium) ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ แล้วก็ที่เราทิ้งไม่ได้คือเอ็มเอ็นซี (MNC) คือพวกบริษัทข้ามชาติ อันนี้รวมหมายถึงบริษัทของคนไทย ซึ่งจะต้องสร้างศักยภาพให้ไปสู่บรรษัทข้ามชาติด้วย ตามที่ท่านประธานเกริกไกรได้พูดไว้
อีกมิติหนึ่งที่สำคัญก็คือผู้ประกอบการหรือว่าเศรษฐกิจต่าง ๆ นี้ก็จะกระจาย อยู่ในพื้นที่ที่หลากหลายต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เมือง พื้นที่ในชนบท พื้นที่ที่เรา จะข้ามไม่ได้ก็คือว่าพัฒนาไปสู่พื้นที่ในอาเซียน หรือไปสู่ตลาดโลกให้ได้ อันนั้นเป็นมิติที่ ๓ ที่สำคัญ
อีกมิติหนึ่งก็คือในเรื่องของการที่ผู้ประกอบการจะมีวิสาหกิจ จะสร้างธุรกิจขึ้นมา มันจะต้องมีการพัฒนาการการเติบโตเป็นลำดับขั้นพอสมควร เราไม่สามารถจะสร้างให้เขา ข้ามกระโดดไปเป็นขนาดใหญ่ได้เลย เพราะฉะนั้นในเชิงของทฤษฎีก็จะมีความชัดเจน พูดถึงบิสซิเนส ไลฟ์ ไซเคิล (Business life cycle) หรือวงจรธุรกิจของการประกอบกิจการ กับวิสาหกิจไว้อย่างที่เราก็จะรู้จักกันก็คือว่าโอเค (OK) เราจะทำอย่างไรให้สามารถเกิดขึ้น มีการลงทุนทำธุรกิจได้ ไม่ใช่คิดเป็นเพียงแค่ลูกจ้างที่เราเรียกว่า สตาร์ทอัพ (Startup)
สเตจ (Stage) ที่ ๒ ต่อไปคือว่าจากสตาร์ทอัพ เขาจะต้องเติบโตให้ได้
สเตจต่อไปก็คือว่าเมื่อเติบโตได้สามารถขยายกิจการ ขยายการลงทุนต่าง ๆ ได้แล้ว โอเคยังจะต้องสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย
แล้วท้ายสุดก็คือยั่งยืนแล้วก็สามารถขยายไปจากท้องถิ่น ต่างถิ่นไปสู่ต่างชาติได้ด้วย ดิฉันคิดว่าในบรรดา ๔ มิติที่พูดนี่ ถ้าเรามองพวกเราทุกคนแล้วลองนึก ดิฉันคิดว่า เราคงพอจะมองออกว่าถ้าสมมุติท่านเป็นผู้ประกอบการท่านอยู่ในสเตจไหนของวงจรธุรกิจอันนี้ และจะพบเห็นว่ามันจะเป็นความเป็นยากลำบากเพียงใดที่จะก้าวข้ามในแต่ละสเตจไปได้ ซึ่งอันนี้ดิฉันจะมาพูดในทีหลัง แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเรามองสังคมผู้ประกอบการเราก็ยังจะมีประเด็น ที่พบอีกว่าวันนี้เวลาเราพูดว่าเรามีตามข้อมูลซึ่งทาง สสว. ซึ่งเป็นผู้รวบรวมข้อมูลก็จะสรุปไปว่า จะมีกิจการซึ่งไม่ได้ และพูดเรามีอยู่ ๒.๗๖ ล้านราย แต่เราจะพบว่ามีประเด็นเพียงแค่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ รายเท่านั้นที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ในขณะที่ที่เหลืออีกประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ราย ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แต่ว่าตัวเลขที่ได้มานี่ได้มาจากการทำสำรวจ คืออาจจะผ่านมาทางเรื่องจดทะเบียนกระทรวงพาณิชย์อะไรต่าง ๆ
อีกกลุ่มหนึ่ง ดิฉันคิดว่าเวลาเรามองภาพสังคมผู้ประกอบการเราคงจะต้องนับรวม ในเรื่องเศรษฐกิจนอกภาคทางการไปด้วย ซึ่งเราก็จะไม่มีกฎหมายรองรับเป็นการเฉพาะ รวมไปถึงธุรกิจสีเทาอย่างที่บางคนเขาพูดว่าเมื่อ คสช. มาทำไมดูเศรษฐกิจจะซบเซาลง แท้จริงเพราะว่าได้มีการไปจัดการในเรื่องธุรกิจสีเทาอย่างจริงจัง ก็เลยทำให้เงินสะพัดในพวกนั้น ก็น้อยลงอะไรต่าง ๆ ในเวลาเราพูดถึงสังคมผู้ประกอบการ เราก็ไม่ได้ตั้งอยู่โดด ๆ เราหมายความรวมถึงว่ารายล้อมด้วยองค์กรเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษาที่จะมีส่วนสร้างสภาพแวดล้อมเชิงสถาบัน ซึ่งอาจเป็นไปได้ ทั้งปัจจัยเกื้อหนุนในเชิงบวกและลบต่อการเกิดทางธุรกิจ แล้วก็ทิศทางที่สังคมที่ผู้ประกอบการ โดยรวมจะดำเนินการต่อไป การสร้างสังคมผู้ประกอบการจึงเป็นการสร้างปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ แล้วก็บทบาทของภาครัฐและภาคเอกชน ก็จะเป็นบทบาทที่สำคัญ ที่จะสนับสนุนให้เราสามารถสร้างสังคมผู้ประกอบการให้เข้มแข็งได้ต่อไป
ในสไลด์ต่อไปก็คงจะเป็นรายละเอียดในเรื่องของภาพรวมของวิสาหกิจไทย ซึ่งจำแนกตามรายสาขาในขนาด อันนี้ดิฉันคงไม่พูดแล้ว เพราะดิฉันคิดว่าเมื่อครู่ท่านประธานเกริกไกร ได้นำเรียนในตัวเลขที่สำคัญ ๆ ไปแล้ว
ต่อมาข้อมูลในเรื่องความสำคัญของเอสเอ็มอีและสัดส่วนของจีดีพีในตัวเลขนี้ ดิฉันเองก็เพียงจะมาเน้นย้ำอีกทีว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจะมีมูลค่าประมาณ ๑๒ ล้านล้านบาท โครงสร้างในจีดีพีของปี ๒๕๕๖ ปรากฏว่าภาคเกษตรมีสัดส่วนเพียง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แล้วก็เป็นภาคอุตสาหกรรม การค้าและบูรณาการ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณ ๗๘ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี ข้อสังเกตจากการศึกษาก็พบว่า ในภาคเกษตรซึ่งมีคนมากที่สุด คือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของคนไทยในวัยทำงาน ๑๖ ล้านคน จาก ๓๙ ล้านคน สร้างมูลค่าในจีดีพีได้เพียง ๑๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นข้อสังเกตซึ่งจะนำไปสู่แนวคิดที่ว่าจะปฏิรูป จะขับเคลื่อนอย่างไร
และโดยสรุปสำคัญ ตัวเลขในปี ๒๕๕๖ เราก็จะพบว่าเอสเอ็มอีสร้างมูลค่าใน จีดีพีได้ ๓๗.๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็สามารถสร้างงานได้ ๑๑.๔ ล้านคน หรือ ๘๑ เปอร์เซ็นต์ ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศ อย่างไรก็ดีตลอดช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาจีดีพีของเอสเอ็มอี ปรับลดลงจาก ๔๒ เปอร์เซ็นต์มาอยู่ที่ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็มาจากปัญหาต่าง ๆ มากมาย อาทิเรื่องการขาดแคลนแรงงาน แล้วก็ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่มีการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อผลิตสินค้า ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง
อีกข้อมูลหนึ่งที่อยากจะนำโดยเร็ว ก็คือว่าสถานะปัจจุบันของเอสเอ็มอี ในประเทศไทย ก็อย่างที่ว่าเอสเอ็มอีทั้งหมดประมาณ ๒.๗๖ ล้านราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการค้า ตามด้วยภาคบริการ โดยมีการจ้างแรงงานในภาคการค้าและภาคบริการมากที่สุด โดยโครงสร้าง ของเอสเอ็มอีก็ยังบ่งชี้ว่าวิสาหกิจขนาดกลางยังมีจำนวนน้อย ยังมีจำนวนเพียงแค่ ๑๓,๐๐๐ ราย คิดเป็นร้อยละ ๐.๕ ของเอสเอ็มอีทั้งหมด แต่ว่ามีสัดส่วนในจีดีพีมากถึง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อสังเกตว่าประเทศไทยก็ยังสามารถส่งเสริมให้เกิด วิสาหกิจขนาดกลางเพิ่มขึ้นได้อีกหรือไม่ โดยอาจพัฒนาต่อยอดจากวิสาหกิจขนาดเล็ก สู่ขนาดกลางตามลำดับ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มการจ้างและการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ประเด็นที่น่าให้ความสนใจ ก็คือว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของเอสเอ็มอี ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพราะฉะนั้นในกลุ่มที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็มองว่า อาจจะเสียโอกาสที่จะได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นของภาคเกษตรที่มีคนทำงานอยู่จำนวนมาก ดิฉันคิดว่าวันนี้เอสเอ็มอีที่ เราควรจะมามุ่งเน้น ก็รวมไปถึงเรื่องการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตรให้มี ความเข้มแข็ง เติบโต ขยายและแข่งขันได้ต่อไป
ต่อไปจะเป็นเรื่องการประเมินขีดความสามารถของประเทศไทย ดิฉันคิดว่า ท่านประธานได้พูดไปแล้วว่าประเทศไทยเราแรงกิง (Ranking) ก็ยังต่ำกว่าประเทศมาเลเซียด้วยซ้ำ
อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เราคงจะพูดในเรื่องของจุดอ่อน ของเอสเอ็มอี ในด้านการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มและนวัตกรรม เราพบว่าการจะสร้างความเข้มแข็ง ให้กับเอสเอ็มอีจะต้องมีความสามารถในการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มและนวัตกรรม เพราะฉะนั้นตัวเลขของดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) ก็ชี้ ตัวนี้เป็นตัวชี้วัดเลยว่าเราจะต้องมา ปรับปรุงในเรื่องของผู้ประกอบการ ต้องมุ่งเน้นที่จะมีการใช้การสร้างสรรค์และในเรื่องของ นวัตกรรมให้มากขึ้น อันนี้เป็นประเด็นที่เป็นข้อเท็จจริงและเป็นประเด็นปัญหา เพราะฉะนั้น ประเด็นต่อไปดิฉันขอนำเข้าสู่ว่าปัจจุบันประเด็นปัญหาและข้อจำกัดในการสร้างสังคม ผู้ประกอบการของเราเป็นอย่างไรบ้าง
อันที่ ๑ ก็คือว่าข้อจำกัดด้านค่านิยมในเรื่องของจิตวิญญาณและทักษะ พื้นฐานของผู้ประกอบการ เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานจากสังคมเกษตรกรรมและค่านิยม ในการประกอบอาชีพที่มีรายได้แน่นอน ทัศนคติในการประกอบอาชีพอิสระยังจำกัดอยู่เพียง กลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ทำให้คนไทยโดยส่วนรวมเราจะพบว่าขาดจิตวิญญาณในการทำการค้า โดยยังไม่ตระหนักว่าการประกอบธุรกิจเป็นอาชีพที่มั่นคงและมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ ทำให้จำกัดโอกาสและศักยภาพของตนเองแล้วก็อาชีพ ซึ่งจะต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีวัฒนธรรมของผู้ประกอบการแวดล้อมอยู่ อันนี้ก็เป็น ตัวสะท้อนว่าวันนี้คนไทยเรายังไม่ได้เป็นนักค้าขาย ถ้าเราเทียบกับอย่างประเทศคนจีนหรือ อะไรต่าง ๆ อันนี้ก็คงชัดเจน
อันที่ ๒ คือแม้กระทั่งผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในระยะเรียนรู้ ทดลอง ก็มักจะ ไม่มีพื้นฐานความรู้ในการทำธุรกิจที่เพียงพอ ก็อาจจะเริ่มต้นลองผิดลองถูก แล้วก็ล้มเหลว ในการทำธุรกิจหลายครั้ง ซึ่งบางครั้งก็จะมีประสบการณ์เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น เช่นด้านผลิตอย่างเดียวแต่ขาดทักษะทางด้านการตลาด ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ไม่สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้
ประเด็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือข้อจำกัดด้านข้อมูลเชิงลึก เพื่อการวางแผนธุรกิจ ภาครัฐเองก็ยังไม่สามารถนำข้อมูลเชิงลึกมาใช้ประโยชน์ แล้วก็ให้บริการให้กับประชาชน ผู้ประกอบการได้อย่างเต็มที่ ทำให้ขาดการชี้นำแนวโน้ม ในโอกาสการลงทุนบนพื้นฐานซึ่งเป็นข้อมูลของการตลาดได้เพื่อสนับสนุนการกำหนด วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ทั้งของภาครัฐและเอกชน
อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าผู้ประกอบการในระยะเริ่มต้นก็มักจะเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก วิเคราะห์ได้ยาก ทำให้ขาดการประเมินสถานการณ์และแสวงโอกาสทางธุรกิจเพื่อนำมาใช้ ในการทำสตาร์ทอัพได้ต่อไป
ประเด็นที่สำคัญที่เป็นปัญหาอีกอันหนึ่งก็คือว่าในเรื่องของการบ่มเพาะ ผู้ประกอบการก็ยังไม่ทั่วถึงและไม่ครบวงจร ก็จะพบว่าผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียน เป็นนิติบุคคลก็ยังถูกละเลยอย่างที่ได้เรียนแล้วว่ามีจำนวนถึงประมาณ ๒.๑ ล้านราย เพราะฉะนั้นก็ยังไม่เสียโอกาสที่จะได้รับการยกระดับความสามารถ
อันที่ ๒ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอี แต่การให้บริการบ่มเพาะธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการเองที่เรารู้จักนามว่า บิสซิเนส อินคูเบชัน เซนเตอร์ (Business incubation center) ก็ยังไม่เพียงพอ ไม่สามารถรองรับความต้องการ ผู้ประกอบการได้อย่างหลากหลาย แล้วก็ครบวงจรตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงออกสู่ตลาดได้
อันที่ ๓ ก็คืองบประมาณเพื่อสนับสนุนบ่มเพาะผู้ประกอบการก็มีจำกัด แล้วก็ไม่ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะทุ่มเทการสนับสนุนเป็นพิเศษเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ในการจัดสรรเงินทุนแล้วก็การช่วยเหลือ
ประเด็นที่ ๑.๔ ก็คือว่าการพัฒนาผู้ประกอบการก็ยังไม่เอื้อให้สามารถเติบโตได้ อย่างเต็มศักยภาพ แม้ว่าภาครัฐจะจัดให้มีการพัฒนาสมรรถนะที่เราเรียกว่า คาแพซิตี บิลดิง (Capacity building) อย่างกว้างขวางโดยการสนับสนุนความสามารถของกลุ่มสินค้าบริการ และขึ้นอยู่กับขนาดของวิสาหกิจ อย่างที่ได้เรียนว่าเราก็แบ่งเป็นหลาย ๆ ขนาด แต่ก็ยังขาด การจำแนกและมุ่งเน้นการช่วงพัฒนาการและทั้งระดับความสามารถ อันนี้หมายถึงว่า การที่เราจะส่งเสริมมันจะต้องไปคำนึงถึงวงจรของธุรกิจอันนั้นด้วย ส่งผลให้เศรษฐกิจไทย ก็ยังไม่เข้มแข็งทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งอันนี้ดิฉันก็จะย้อนมาว่าภาคเกษตรก็เป็น ภาคที่สำคัญ อันนี้ถ้าดูจากตัวเลขเกษตรกรวัยทำงานร้อยละ ๑๐ แต่ว่ามีสัดส่วนจีดีพีเพียงแค่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์
ประเด็นที่ ๑.๕ เครือข่ายวิสาหกิจที่อ่อนแอ เครือข่ายวิสาหกิจของไทยก็เป็น การรวมกลุ่มแบบหลวม ๆ ไม่รองรับการแข่งขันที่จะเข้มข้นภายใต้บริบทค้าเสรีที่จะขยาย ไปสู่ภูมิภาคเอเชีย แม้ว่าวิสาหกิจไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชนจะได้มีการรวมตัวกันแล้วในระดับหนึ่ง อาทิ โครงการบิซคลับ (Biz club) ของกระทรวงพาณิชย์ก็ดี หรือว่าเครือข่ายโลจิสติกส์ เซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Logistics service provider) แต่ส่วนใหญ่ก็ยังจำกัดในลักษณะของเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ยังไม่พัฒนาถึงระดับหุ้นส่วนการผลิตและผลิตภัณฑ์การค้าที่จะช่วยเพิ่มความสามารถของสมาชิก ในทุก ๆ ด้าน เช่น อำนาจต่อรอง การเรียกร้อง ลดต้นทุน ด้วยอีโคโนมี ออฟ สเกล (Economy of scale) เรื่องการขยายตลาดและต่อยอดธุรกิจใหม่ ๆ ดังที่สะท้อนในรายงานของดับเบิลยูอีเอฟ ที่ระบุว่าประเทศไทยยังมีระดับการพัฒนาคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ต่ำ
ประเด็นที่ ๑.๖ ขาดความสามารถในการสร้างและการใช้นวัตกรรม เชิงพาณิชย์ การสร้างนวัตกรรมผู้ประกอบการไทยก็ยังขาดความสามารถด้านการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งเป็นผลจากข้อจำกัดในการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี การสื่อสารระหว่างนักออกแบบ นักวิจัย ผู้ประกอบการ และการตั้งโจทย์ที่ไม่ได้มุ่งผลลัพธ์ทางธุรกิจ รวมถึงมาตรการจูงใจนักวิจัยและ นักออกแบบ การใช้นวัตกรรมเพื่อการสร้างมูลค่าก็มีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงและแปลง องค์ความรู้ไปสู่การค้า ฉะนั้นถึงแม้ว่าเอสเอ็มอีไทยจะมีความสามารถในการใช้ภูมิปัญญา เทคโนโลยี การออกแบบและศิลปกรรม สร้างเรื่องราวและมูลค่าเพิ่ม เช่น ในกรณีของ โอทอป (OTOP) แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการสร้างมูลค่าใหม่ในเรื่องของแวลู ครีเอชัน รวมทั้ง การเตรียมหาตลาดมารองรับ ตลอดจนมาตรการคุ้มครองและต่อยอดในระดับอุตสาหกรรม ที่มีประสิทธิภาพ จากประเด็นข้อจำกัดแล้วก็ในการสร้างสังคมผู้ประกอบการในครั้งนี้ ดิฉันคิดว่าจะมีประเด็นซึ่งนำไปสู่การที่จะต้องปฏิรูปที่สำคัญ ๆ ๕ ด้านด้วยกัน
ด้านที่ ๑ ก็คือว่าจะสร้างคนไทยให้มีจิตวิญญาณและคุณสมบัติของการเป็น ผู้ประกอบการได้อย่างไร ซึ่งเราเรียกว่ามีเอนเทอเพอเนอร์ สปิริต (Entrepreneur spirit) ซึ่งดิฉันได้นำเรียนไปแล้วว่าในความหมายของคำว่า เอนเทอเพอเนอร์ สปิริต ประกอบด้วย อะไรบ้าง
ด้านที่ ๒ เราจะต้องปฏิรูปเพื่อจะส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจรายใหม่ในทุกเซคเตอร์ แล้วก็กระจายอยู่ในทั่วทุกพื้นที่ ทั่วทุกเซคเตอร์หมายความว่า เซคเตอร์หลัก ๆ ก็ ๔ ด้าน ที่ได้นำเรียนไป แล้วทั่วทุกพื้นที่
ด้านที่ ๓ ก็คือการส่งเสริมให้วิสาหกิจเติบโตจากระดับท้องถิ่นสู่ต่างถิ่น และต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ
ด้านที่ ๔ ก็คือยกระดับขีดความสามารถ การบริหารจัดการและความรับผิดชอบ ต่อสังคมได้เข้มแข็ง อยู่รอด แล้วก็แข่งขันได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน
ด้านที่ ๕ ก็คือส่งเสริมให้วิสาหกิจเครือข่ายพันธมิตรสามารถเกาะเกี่ยว เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มากขึ้น
ด้านที่ ๖ คือส่งเสริมให้วิสาหกิจสามารถปรับที่จะใช้องค์ความรู้ นวัตกรรม การออกแบบและเอกลักษณ์วัฒนธรรมมายกระดับมูลค่า เป็นการมูฟอัพ แวลู เชน (Move up value chain) เพิ่มขึ้น เพิ่มรายได้และความสามารถในการแข่งขัน
ด้านที่ ๗ คือส่งเสริมให้เอสเอ็มอีมีอัตราการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ คือสัดส่วน ของจีดีพีเพิ่มขึ้น
ในกรอบของการปฏิรูปดังกล่าวก็จะมีประเด็นหลักที่เราจะถือว่าเป็นการสร้าง สังคมผู้ประกอบการใน ๕ ด้านด้วยกัน
อันที่ ๑ เราคงต้องมองว่าให้การสังคมผู้ประกอบการเป็นวาระแห่งชาติ มียุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อชี้นำภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนให้ขับเคลื่อนไป ในทิศทางเดียวกัน
อันที่ ๒ คือเราจะต้องปฏิรูป คือเมื่อเรามียุทธศาสตร์ มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยควรจะโพสิชันนิง (Positioning) ประเทศไทยในการพัฒนาประเทศ เช่น ด้านอุตสาหกรรม ด้านเกษตร ท่องเที่ยว บริการไปในทิศทางอย่างไร ที่ชัดเจนแล้ว ประเด็นต่อไป คือการที่จะปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อสร้างคนให้มีจิตวิญญาณและทักษะผู้ประกอบการ ภายใต้เอนเทอเพอเนอร์ สปิริต
อันที่ ๓ จะต้องเป็นเรื่องของการปฏิรูปกระบวนการและมาตรการส่งเสริมวิสาหกิจ ทั้งที่เกิดใหม่และที่มีอยู่ให้เติบโตแข่งขันได้จากระดับท้องถิ่นสู่สากล
อันที่ ๔ จะต้องมีการปฏิรูปกลไกและองค์กรการขับเคลื่อนการพัฒนา ผู้ประกอบการและส่งเสริมวิสาหกิจอย่างมีประสิทธิภาพและมีความร่วมมือของทุกภาคส่วน
อันที่ ๕ คือจะปฏิรูปกฎระเบียบให้เอื้อต่อการเกิดและเติบโตของวิสาหกิจ อย่างยั่งยืน
เพราะฉะนั้นในประเด็นการปฏิรูป ๕ ด้านดิฉันมองว่าในกรอบความคิดรวบยอด ของการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ซึ่งเปรียบเสมือนกับเราสร้างบ้าน ตัวฐาน ฐานบ้าน ซึ่งจะเป็นส่วนที่สำคัญรองรับสังคมของผู้ประกอบการข้างบนหรือการปฏิรูปนี้ ก็คือจะต้องมี ในเรื่องของการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติให้ชัดเจน มีการระบุกลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่ชัดเจน อย่างที่เราจะพูดกันเสมอว่าประเทศไทยยังขาดยุทธศาสตร์ชาตินะคะ เราจะต้องกำหนด โพซิชันนิงของเรา การเติบโตทางเศรษฐกิจ ในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรจะใช้อะไร เป็นเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นเมื่อมีฐานราก มีความชัดเจนแล้ว ใน ๔ เสาหลัก ซึ่งจะเป็นตัวรองรับ สร้างให้เป็นบ้านที่มั่นคง แข็งแรง ก็คงจะเป็นเรื่องของการปฏิรูปการเรียนรู้ จะเป็นการปฏิรูปในเรื่องกระบวนการและมาตรการในการส่งเสริม จะต้องปฏิรูปกลไกองค์กร ในการขับเคลื่อนแล้วก็จะต้องปฏิรูปในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เอื้อกับการดำเนินการธุรกิจ ซึ่งบ้านซึ่งมีฐานที่ชัดเจน มีเสาหลักที่เข้มแข็งนี้ เราก็สามารถที่จะรองรับ แล้วก็ให้เอสเอ็มอี ของประเทศสามารถที่จะมีความหลากหลายแล้วก็มีความทรงพลัง แล้วก็สามารถจะทำให้ จีดีพีของเอสเอ็มพี (SMP) นี้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะมีผลเป็นเรื่องจีดีพีของประเทศด้วย อันนี้ก็เป็น แนวคิดในเรื่องของการสร้างสังคมผู้ประกอบการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันคิดว่าจะต้องทำต่อไป จากแนวทางการปฏิรูปตามนั้นแล้วนี่ ก็เรียนว่าจะเป็นอยู่ในเรื่องที่คงจะทำในรายละเอียดต่อไป ซึ่งจะออกมาเป็นโรดแมพ อย่างที่ทุกคนคิดว่าจะต้องมีนี้ ก็เรียนเลยว่าอันนี้เป็นแนวคิดเบื้องต้น ดิฉันคิดว่าในการนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่ได้รับฟังข้อคิดเห็นจากทุกท่าน เพราะท่านอยู่ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็สามารถจะให้ข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะเพื่อนำไปจัดทำ ในเรื่องของโรดแมพต่อไป เพราะฉะนั้นโดยสั้น ๆ ดิฉันก็คิดว่าในประเด็นที่เราจะปฏิรูปนี้ อย่างในเรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องยุทธศาสตร์ชาตินี้ ก็คือการสร้างสังคมผู้ประกอบการนั้น จะต้องเป็นวาระแห่งชาติซึ่งมีเป้าหมายซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการนี้ สังคมผู้ประกอบการนี้ เป็นเรื่องของอินโนเวชัน ครีเอทีฟ (Innovation creative) และโนเลจ เบสด์ เอนเทอเพอเนอร์ โซไซตี (Knowledge-based entrepreneur society) ส่วนกระบวนการจะทำอย่างไร ก็คงจะเป็น แม้กระทั่งในเรื่องของการกำหนดนโยบาย เป้าหมายในเรื่องของเซคเตอร์ต่าง ๆ กลยุทธ์และมาตรการการส่งเสริม อย่างที่ดิฉันได้เรียนว่ามาตรการการส่งเสริมนี้ก็จะต้อง สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการวิสาหกิจนั้น ๆ แล้วก็ยังมีความชัดเจน เพื่อสามารถที่จะชี้นำให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนได้ทราบและขับเคลื่อน ในทิศทางเดียวกัน
อันที่ ๒ เป็นความจำเป็นอีกอย่างหนึ่ง เรื่องฐานข้อมูลของวิสาหกิจจะต้อง ทำให้ครบถ้วน ถูกต้องและเป็นปัจจุบันในทุกเซคเตอร์ เพราะมิฉะนั้นเราก็จะไม่สามารถ กำหนดนโยบาย เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อันที่ ๓ ก็คือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จะต้องขยายฐานการพัฒนาผู้ประกอบการ และส่งเสริมวิสาหกิจในทุกสาขา ในทุกขนาด แล้วก็ในทุกบิสซิเนส ไลฟ์ ไซเคิล แล้วก็ในทุกพื้นที่
อันที่ ๔ นี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ที่ดิฉันคิดว่าจะต้องกำหนดไว้ก็คือว่า การยกระดับวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ ให้เติบโตและแข่งขันได้ จากท้องถิ่นสู่ต่างถิ่น และสู่สากลให้ได้ โดยเฉพาะภาคเกษตรและภาคท่องเที่ยวของไทยเป็นภาคที่จะต้องสร้าง ความเข้มแข็งให้กับเขา
อันดับที่ ๕ ก็คือว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่อาจจะยังไม่ได้พูดไว้ชัดเจน ดิฉันคิดว่า เรื่องการยกระดับในการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการทางด้านเกษตรกรรมที่เรา เรียกว่าเป็นสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ (Smart farmer) อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญเพราะมันจะต้องมี ทั้งมาตรการในการส่งเสริมที่เหมาะสมต่อไป
ทีนี้จากฐานบ้านก็จะมาสู่เสาบ้าน
ประเด็นที่ ๑ ก็คือจะสร้างคนให้มีเอนเทอเพอเนอร์ สปิริต ในประเด็นปฏิรูป ก็รวมไปถึงเวลาเราพูดถึงปรับหลักสูตรการเรียนรู้ เพื่อสร้างจิตวิญญาณต่าง ๆ
อันที่ ๒ คือการยกระดับคุณภาพของสถาบันการศึกษา รวมไปถึงการยกระดับ ผู้พัฒนา ผู้ให้บริการในเรื่องของพัฒนาผู้ประกอบการ
อันที่ ๓ จะต้องพัฒนาหน่วยบ่มเพาะ อินคูเบชัน เซนเตอร์ (Incubation center) ให้มีมากเพียงพอ ทั่วถึงและหลากหลาย
อันที่ ๔ ก็คือส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งในระบบและนอกระบบ
ในเรื่องกระบวนการปฏิรูปเราก็มองว่า เช่นว่า ให้มีหลักสูตรการเรียน แล้วก็ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการในทุกสถาบัน ทั้งระดับอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษา และซึ่งความจริงก็คงจะต้องรวมไปถึงแม้กระทั่งในการศึกษาขั้นพื้นฐานก็คงจะต้องให้ความรู้ด้วย
อันที่ ๒ คือเพิ่มบทบาทและการมีส่วนร่วมขององค์การเอกชน เพื่อให้บุคคล ที่มีประสบการณ์จริงก็มีส่วนเป็นผู้มาเป็นโคชชิง (Coaching) ต่าง ๆ
อันที่ ๓ คือวันนี้เราคงจะต้องมาจัดทำฐานข้อมูลของหน่วยบ่มเพาะ ผู้ประกอบการ อินคูเบชัน เซ็นเตอร์ ทั้งของภาครัฐและเอกชน สถาบันและสมาคมต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่มาใช้ประโยชน์แล้วก็ยกระดับให้เป็นหน่วยบ่มเพาะที่มีประสิทธิภาพ
อันที่ ๔ ก็คือจะต้องส่งเสริมการจัดตั้งหน่วยบ่มเพาะแบบบูรณาการภาครัฐ และเอกชนโดยมีมาตรการจูงใจ
อันที่ ๕ ก็จะส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศด้วยเพื่อแลกเปลี่ยน ประสบการณ์และมีส่วนร่วมในการบ่มเพาะผู้ประกอบการ
ในเรื่องของการสร้างคน ดิฉันได้ทราบข้อมูลว่าวันนี้เรามีสถาบันที่ได้มี การจัดตั้งขึ้นแล้วก็จะเป็นต้นแบบที่ดีได้ อย่างเช่น วันนี้เรามีสถาบันพัฒนาการเรียนรู้ หรือที่เรียกว่าไลฟ์ (Life) นี้ ซึ่งอันนี้ดิฉันดูแล้วก็เป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบที่ดี น่าจะมาขยายผล ต่อไป เพราะอันนั้นจะเป็นการมุ่งเน้นในเรื่องของการจะพัฒนาตั้งแต่ฐานรากเลย โดยเฉพาะ ในเรื่องของวิสาหกิจชุมชนแล้วก็ทางด้านของสหกรณ์ เป็นต้น อันนี้มีตัวอย่างต่าง ๆ ที่จะต้อง เอามาขยายผลได้
ในประเด็นปฏิรูปที่ ๓ เสาที่ ๓ คือที่สำคัญในการที่จะมีกระบวนการและ มาตรการการส่งเสริมวิสาหกิจ อันนี้ดิฉันเองก็จะเน้นว่าเราก็จะต้องมาดูว่า ทั้งที่จะให้เขาเกิดใหม่ แล้วให้เขาอยู่ให้เติบโตแข็งขันได้
ประเด็นในกระบวนการปฏิรูปก็คงจะต้องมองว่าก็ส่งเสริมให้วิสาหกิจนั้น ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานที่เราจะต้องเน้นก็คือว่ามีโปรดัคทิวิตี (Productivity) มีเรื่องของควอลิตี (Quality) และมีเรื่องของสแตนดาร์ด (Standard)
อันที่ ๒ ก็ส่งเสริมให้วิสาหกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยใช้ในเรื่องของอินโนเวชัน (Innovation) ในเรื่องของครีเอทีฟ (Creative) แล้วก็ในเรื่องของโนเลจ เบสด์ (Knowledge-based)
อันที่ ๓ ที่สำคัญคือว่ามาตรการการส่งเสริมจะต้องเหมาะสม กับกลุ่มธุรกิจ กับขนาดแล้วก็กับวงจรชีวิตและรวมถึงพื้นที่ แล้วก็ศักยภาพด้วย ที่เราจะต้องใช้ว่าต้อง เทลเลอร์ เมด (Tailor-made) ไม่ใช่ยาเม็ดเดียวใช้ได้ทุกโรค ซึ่งในสิ่งที่วิสาหกิจเขาต้องการ ก็จะเป็นตั้งแต่เรื่องของข้อมูลเชิงลึกทุกด้าน แล้วก็การให้คำบริการ หรือแม้กระทั่งว่าแต้มต่อ ทางด้านการตลาด เราจะมองภาคเกษตร อย่างสมมุติเรามองเรื่องของยางพารา บางครั้ง เราต้องยอมว่าให้มีแต้มต่อคือรัฐอาจจะต้องมีนโยบายเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเปิดโอกาส ที่เราจะรับซื้อผลิตภัณฑ์จากทางด้านภาคเกษตรที่รัฐต้องการจะส่งเสริมหรือต้องการดูแล
ในส่วนของแม้กระทั่งเรื่องของที่ดิน อาคาร และสถานที่ประกอบการ ในแต่ละ สเตจของการพัฒนาของผู้ประกอบการเราอาจจะมีความต้องการในสิ่งอำนวยความสะดวกนี้ ต่างกัน อย่างเช่น ดิฉันยกตัวอย่างว่าเราพูดถึงวิสาหกิจชุมชน รัฐเองก็จะมีในเรื่องของ แม้กระทั่งในพื้นที่ก็สร้างตลาด สร้างอะไร อันนี้ดิฉันก็คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่วิสาหกิจในแต่ละระดับ มีความต้องการไม่เหมือนกัน หรือในเรื่องของอุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมสูง ๆ ก็อาจจะต้องการ ลักษณะของไซเอินซ์ พาร์ค (Sciences park) เป็นต้น
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเงินทุนและการเข้าถึงแหล่งทุน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เวลาเราพูดถึงเรื่องการสร้างผู้ประกอบการหรือการส่งเสริมเขา หรือความต้องการ ก็มักจะบอกว่าไม่มีเงินหรือเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เองก็เป็นเรื่อง มีความจำเป็น แต่ดิฉันก็อยากจะมองว่าก็เช่นกัน วันนี้ก็มีมาตรการที่รัฐจะส่งเสริมเองโดยตรง หรือรัฐไปส่งเสริมภาคการเงินของเอกชนให้มีส่วนสนับสนุน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ซึ่งเรื่องของทุนและการเข้าถึงแหล่งทุนเป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนให้ความสำคัญ ดิฉันคิดว่า คุณไพบูลย์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางเรื่องของการเงินก็คงให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้
อีกเรื่องหนึ่งคือสิ่งที่เขาต้องการคือมาตรการทางด้านภาษี อย่างที่ได้เรียนว่า ถ้าเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหรือว่ากิจการขนาดใหญ่ข้ามชาตินี้ เรื่องมาตรการ ทางภาษีอาจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าเรามอง ผู้ประกอบการในกลุ่มเล็ก ๆ ในเรื่องของสมอล เขาก็ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการเข้าถึงและสร้างมูลค่าจากงานวิจัย นวัตกรรม แล้วก็การคิดสร้างสรรค์นะคะ อีกเรื่องคือเรื่องเครือข่ายของความร่วมมือ อันนี้เราจะต้อง สร้างเป็นมาตรการที่จะเสริมให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือให้ได้นะคะ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและการสื่อสาร เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญซึ่งทุกคนอาจจะต้องการ เช่นในวันนี้เราจะพูดว่าการสร้างขีดความสามารถ ก็คือการจะต้องทำระบบของดิจิทัล อีโคโนมี (Digital economy) ให้เกิดขึ้น ยกตัวอย่าง หรือโครงสร้างพื้นฐานสิ่งที่ต้องการในภาคของเกษตร เขาจะพูดเรื่องของน้ำต่าง ๆ เป็นต้น เพราะฉะนั้นประเด็นนี้คงจะต้องมาดูให้เหมาะสม ตามสาขา ตามขนาด แล้วก็ตามวงจรชีวิตของการพัฒนา
ในเสาที่ ๔ ก็สำคัญ คือเมื่อเรามีความชัดเจนในเรื่องของมาตรการ การส่งเสริมที่ชัดเจนแล้วนี่กลไกหรือองค์กรที่จะขับเคลื่อนที่จะทำให้บรรลุความสำเร็จนี่ ในการมองตรงนี้เราก็อยากจะมองว่าเราก็คงจะแยกในประเด็น องค์กรที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ เรื่องโพลิซี เมกกิง (Policy making) เพื่อจะกำหนดนโยบาย เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ มาตรการต่าง ๆ ก็ตอนนี้ที่มองเรามองตามขนาด ปัจจุบันถ้าใช้กฎหมายของบีโอไอ (BOI) ก็คงส่งเสริมกิจการ ซึ่งส่วนใหญ่จะมองเห็นว่าเป็นเรื่องของขนาดใหญ่ หรือว่าเป็นเรื่องของ บริษัทข้ามชาติอย่างนี้ ก็น่าจะเป็นองค์กรหลักในการส่งเสริม ในขณะที่การส่งเสริมเอสเอ็มอี ซึ่งรวมไปถึงวิสาหกิจ ชุมชน แล้วก็สหกรณ์นี้น่าจะให้ สสว. ก็เป็นองค์กรซึ่งจะบูรณาการ แล้วก็กำหนดเป็นนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อจะประสานแล้วก็เป็นตัวที่จะกำหนดเป้าหมาย ไปดูเรื่องงบประมาณแบบบูรณาการ แล้วก็เป็นหน่วยติดตามให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ แล้วก็ ในขณะเดียวกันปัจจุบันตัว สสว. เองก็คงจะต้องอยู่ในสถานะที่ต้องปรับตัวองค์กรเพื่อรองรับ ภารกิจนี้ด้วย ทีนี้ในเลเวล (Level) ที่ ๒ ในระดับของการเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุน ที่เราเรียกว่า ฟาซิลิเทเตอร์ (Facilitator) เราก็คงจะใช้กระทรวงต่าง ๆ ที่มีอยู่ มีภารกิจที่ดูแลหลายสาขา อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะอยากจะเน้นว่าเพิ่มกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้มาดูแลในเซคเตอร์ของเรื่อง ท่องเที่ยว การสร้างผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวนี่ให้ชัดเจน กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี หรือแม้แต่ในเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งอันนี้ก็จะต้องเป็นหน่วยงาน ที่จะต้องมาบูรณาการในเรื่องของเป็นผู้สนับสนุนไปด้วย แล้วก็จะอยู่ในคอนเซปต์ (Concept) เรื่องของการเป็นวัน สตอพ เซอร์วิส (One stop service) แล้วก็ในส่วนของ ระดับโอเปอเรเตอร์ (Operator) คือผู้ที่จะเป็นผู้ขับเคลื่อนจริง ๆ ดิฉันคิดว่าในแนวคิดวันนี้ ก็คงจะต้องมาใช้สถาบันเฉพาะทาง ซึ่งสถาบันเฉพาะทางปัจจุบันก็มีอยู่บ้างแล้วในหลาย ๆ กระทรวง อย่างกระทรวงอุตสาหกรรมก็มีสถาบันเฉพาะทางอยู่ประมาณ ๑๐ แห่ง ไม่ว่าจะเป็น รายสาขาด้านของสิ่งทอ แล้วก็ในเรื่องของยานยนต์อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าตรงนี้ ก็มาปรับเปลี่ยนยกระดับพัฒนา และโดยเฉพาะเป็นเรื่องความร่วมมือกับภาคเอกชน กับสถาบันเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้า หรือว่าสภาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นตัว มาขับเคลื่อนในลักษณะเป็นโททอล โซลูชัน (Total solution) คือจะเป็นโคชชิง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าวันนี้องค์กรและกลไกในการขับเคลื่อนก็คงจะต้องมาปรับแยกให้ชัด เพื่อที่ว่าผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจนี่เวลาเราอยากจะคิดว่าเรามีปัญหา เราต้องการการสนับสนุน หรือช่วยเหลือนี่เราจะได้ไปได้ตรงที่ แล้วก็เป็นลักษณะอย่างที่ดิฉันเรียนว่าถ้าเราอยากจะทำอะไร เกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี่เราก็ไปกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีลักษณะของวัน สต็อพ เซอร์วิส ที่ให้บริการเบื้องต้น เสร็จแล้วก็ในการขับเคลื่อนจริงก็จะมีสถาบันเฉพาะทาง เหมือนเราไป โรงพยาบาลหาหมอก็จะมีการดูแลในเบื้องต้นก่อน แต่เมื่อตรวจพบว่าเราอยู่ในสภาพ ที่จะต้องหาหมอเฉพาะทางอย่างไรก็ส่งไปหาหมอเฉพาะทาง อันนี้ก็เป็นแนวคิดในเรื่องของ การที่จะสร้างกลไกและองค์กรในการขับเคลื่อน
ในเสาที่ ๕ ก็คงเป็นประเด็นเรื่องของการปฏิรูปในเรื่องปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบและขั้นตอน รวมทั้งสภาพแวดล้อมเชิงสถาบันเพื่อให้เอื้อกับการเกิดและ การเติบโตของเศรษฐกิจต่าง ๆ นะคะ เท่าที่พบในตอนนี้ก็คงจะเป็นที่ว่า
อันที่ ๑ เราคงมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดนิยามเอสเอ็มอี ปัจจุบันการกำหนดนิยาม ของเอสเอ็มอีเองก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนแรงงาน แล้วก็พูดถึงสินทรัพย์ ซึ่งดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ เท่าที่ดูในเบื้องต้นไม่สะท้อนข้อเท็จจริง ก็อาจจะมีการปรับปรุงว่านอกจากเรื่องของจำนวน แรงงานแล้ว ก็คงจะมองเรื่องของรายได้มากกว่า ซึ่งดูในประเทศต่าง ๆ ก็มีการใช้รายได้แทน เรื่องของสินทรัพย์ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นรายละเอียดต้องดูต่อไป
อันที่ ๒ คือว่าเมื่อเราให้ สสว. มีหน้าที่เหมือนคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพราะฉะนั้นในเรื่องบทบาทอำนาจหน้าที่ของ สสว. เองก็คงมีการปรับเปลี่ยน
และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือว่ามุ่งเน้นด้วยว่าเกษตรอยู่ในเซคเตอร์ ซึ่งจะได้รับการส่งเสริม
อีกประเด็นหนึ่ง คือ ก็คงเป็นการมาดูปรับปรุงกฎหมายที่อาจจะเป็นอุปสรรค ในการประกอบธุรกิจและลดขั้นตอนที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนพาณิชย์ต่าง ๆ ต้องทำให้ง่ายขึ้น ในเรื่องของระบบภาษีอะไรต่าง ๆ เพื่อให้เอื้อสำหรับผู้ประกอบอุตสาหกรรม ผู้ประกอบกิจการ ในขณะเดียวกันก็จะพัฒนากฎหมายใหม่ ๆ ให้เอื้อต่อการที่จะส่งเสริมแล้ว ก็การเติบโตของผู้ประกอบการ เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่าอันนั้นก็คือประเด็นที่เราจะทำต่อไป
ถ้าจะมองดูในรูปแบบกลไกการขับเคลื่อน ดิฉันก็คงนำเสนอโดยเร็ว ๆ ก็คือว่า เราก็จะแยกเป็นด้านของโพลิซี (Policy) หรือเป็นพวกของเรื่องสแทรททีจี (Strategy) ก็จะเป็นหน่วยงาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงาน สสว. ในขณะที่ ในระดับที่เป็นฟาซิลิเทเตอร์ ก็จะทุกกระทรวง ก็จะมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการขับเคลื่อน รายสาขานั้น และภายในตรงนั้นเราก็จะมีระบบของการพัฒนาสถาบันเฉพาะทางขึ้นมา ในแต่ละกระทรวงเพื่อมาดูและเป็นส่วนขับเคลื่อนเป็นโคชชิง เป็นตัวที่จะคอยส่งเสริมโดยตรง กระทรวงศึกษาธิการเองก็มีส่วนสำคัญมาก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเองก็มี ความสำคัญ ซึ่งในปัจจุบันทั้งกระทรวงศึกษาธิการเองเราจะเห็นว่าจะมีศูนย์บ่มเพาะอยู่ใน ภาคการศึกษาต่าง ๆ ด้วย ในขณะที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเอง ก็มีสถาบัน ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการเยอะ รายละเอียดก็เป็นเอกสารที่ได้เพิ่มเติมให้ แนบท้ายนี้ ดิฉันคงไม่ลงรายละเอียด
ทีนี้ในส่วนหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าผลสัมฤทธิ์เฉพาะของการที่เราจะได้มา ก็คือว่า การสร้างสังคมผู้ประกอบการก็จะเป็นวาระแห่งชาติ มียุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชัดเจน เน้นกลุ่มธุรกิจเป้าหมาย แล้วก็กรอบเวลา
อันที่ ๒ ก็จะมีมาตรการการส่งเสริมในเรื่องของการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อสร้างผู้ประกอบการ
อันที่ ๓ กระบวนการและมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจ ทั้งที่เกิดใหม่และที่มีอยู่ ในลักษณะของเทเลอร์ เมด
อันที่ ๔ ก็จะมีสถาบันเฉพาะทางเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการและส่งเสริมวิสาหกิจ อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับแต่ละภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจะเน้นความร่วมมือให้เอกชน มีบทบาทร่วม
อันที่ ๕ ก็คงจะมีการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ส่วนผลกระทบเชิงบวก โดยภาพรวมถ้าเราทำได้เราสร้างสังคมผู้ประกอบการ ให้เข้มแข็ง หมายความว่าผู้ประกอบการมีความเข้มแข็ง แล้วก็วิสาหกิจแข่งขันได้ เราก็จะสามารถ สร้างงานและประชาชนมีรายได้มากขึ้นเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ
อันที่ ๒ สินค้าและบริการเป้าหมายก็สามารถขยายจากท้องถิ่นสู่ตลาดโลกได้
อันที่ ๓ ก็เพิ่มความสามารถของวิสาหกิจโดยเฉพาะขนาดเล็ก เศรษฐกิจ ชุมชน สหกรณ์ สถาบันเกษตร ในเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถเกาะเกี่ยวเป็นส่วนหนึ่ง ของห่วงโซ่คุณค่าได้มากขึ้น
อันที่ ๔ แล้วก็เพิ่มความร่วมมือระดับเครือข่ายวิสาหกิจในพื้นที่รองรับ การแข่งขันที่เข้มข้นในโลกการค้าเสรี
อันที่ ๕ ก็คือผู้ประกอบการก็มีนวัตกรรม มีเครื่องมือในการสร้างมูลค่าและ ความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน พัฒนาสู่โอดีเอ็ม (ODM) แล้วก็โอบีเอ็ม (OBM) คือ ในเรื่องของทั้งดีไซน์ (Design) แล้วก็แบรนดิง (Branding) ได้มากขึ้น
อันที่ ๖ ก็คือว่าอันดับผลการประเมินตามตัวชี้วัด ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ก็จะดีขึ้น แล้วก็ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่เป็นประเทศที่เปลี่ยนผ่านไปสู่อินโนเวชัน ไดรฟเวน อีโคโนมี (Innovation driven economy) ได้ ก็เป็นตามแผนที่ที่เราจะเห็นก่อนปฏิรูป เรายังพึ่งพาการรับจ้าง การผลิตต่าง ๆ แต่หลังจากนั้นในท้ายที่สุดเราคงเข้าสู่อินโนเวชัน ไดรฟเวน อีโคโนมีได้
ทีนี้ในส่วนของพันธมิตรการปฏิรูปก็จะต้องเป็นความร่วมมือด้วยกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการและกลุ่มเป้าหมายที่เรามุ่งที่จะไปพัฒนาแล้วก็ส่งเสริมนะคะ กลุ่มเป้าหมายที่สำคัญก็เริ่มไปตั้งแต่ระดับของนักศึกษา ในส่วนของกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ต่าง ๆ วิสาหกิจ เอสเอ็มอีต่าง ๆ ดิฉันคิดว่านี่ก็เป็นกลุ่มเป้าหมาย สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการ ต่อไปดิฉันคิดว่าขั้นตอนที่สำคัญต่อไปก็คงเป็นเรื่องในวันนี้เราคงจะได้รับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะแล้วก็ประสบการณ์ของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน เอาไปประกอบการที่จัดทำในเรื่องของโรดแมพ ต่อไป อยากจะเรียนว่าในส่วนของเอกสาร ที่เป็นตัวแบคอัพ (Backup) ดิฉันก็คงเป็นเพียงทำให้เห็นว่าเมื่อเรามียุทธศาสตร์ชาติ เรากำหนดโพสิชันนิงของประเทศ เรากำหนดอุตสาหกรรมรายสาขาหรือเกษตรรายสาขาได้ ชัดเจนแล้ว เช่นว่าเราคิดว่าประเทศไทยจะต้องสร้างเข้มแข็งดังเรื่องของภาคเกษตรโดยจะ เป็นอะโกร เบสด์ อินดัสทรี (Agro based industry) เป็นไบโอ เบสด์ อินดัสทรี (Bio based industry) อะไรต่าง ๆ โดยมีวัตถุดิบเริ่มต้นจากภาคเกษตรแล้วเราจะต้องเห็นภาพของแวลู เชน (Value chain) ของการเริ่มต้นตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ อย่างเช่นเราจะมอง ภาคของตัวมันสำปะหลังหรืออ้อยก็ดีว่าสามารถที่จะพัฒนาใส่เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าไปแล้ว ก็ท้ายสุดมีมูลค่าเพิ่มเป็นภาคอุตสาหกรรมได้มันจะเป็นแวลู เชน ที่เราจะสะท้อนให้เห็นว่า กระทรวงใดจะมีส่วนที่จะต้องส่งเสริมสนับสนุน แล้วก็ขนาดของวิสาหกิจนั้นจะเริ่มตั้งแต่เป็น เอสเอ็มอี หรือเป็นแอล (L) หรือเป็นเอ็ม (M) เอ็นซี (NC) คือเป็นบริษัทข้ามชาติเราจะเห็น เพราะฉะนั้นจากตรงนั้นเราจึงไปกำหนดมาตรการส่งเสริมให้ถูกต้อง ให้เหมาะสม ให้ตรงกับ ความต้องการของเขา ซึ่งอันนี้ก็คงจะเป็นรายละเอียดที่ไปทำกัน แต่ก็เป็นตัวอย่าง ให้ท่านสมาชิกที่สนใจก็ได้ดูในรายละเอียดต่อไป ดิฉันคิดว่าในการนำเสนอวันนี้สิ่งสุดท้าย ที่อยากจะเรียนโดยสรุปก่อนที่จะรับฟังข้อคิดเห็นของท่านซึ่งคิดว่าคงจะได้ประโยชน์
อันที่ ๑ ในปัจจุบันรัฐบาลชุดนี้ก็ได้มีการปรับปรุงองค์กรของรัฐในการส่งเสริม ที่มีความชัดเจนแล้ว อย่างจะเห็นได้ว่า คสช. เมื่อมาสิ่งที่ทำอันแรกเลยก็คือว่าปรับย้าย สสว. แล้วก็บีโอไอซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมออกมาแล้วมาขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นดิฉันคิดว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่ได้มีการปรับปรุงไปแล้ว
อันที่ ๒ ที่ทราบแล้วก็กำลังดูด้วยกันก็คือว่าการปรับปรุงองค์กร สสว. เอง ทั้งในเรื่องของบทบาทอำนาจหน้าที่แล้วก็ตัวบุคลากร
เรื่องที่ ๓ ก็คือว่าแม้กระทั่งในเรื่องของกฎหมาย สสว. เองวันนี้ก็มาให้ ความสำคัญแล้วว่าจะเพิ่มภาคเกษตรเข้าไปในนั้นพูดไว้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งได้ดำเนินการโดยภาครัฐไปแล้ว
อันที่ ๒ ดิฉันเรียนท่านว่าเราคงเห็นว่าการสร้างสังคมผู้ประกอบการนั้น เป็นเรื่องใหญ่ แต่ดิฉันก็คิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะใกล้ตัวเรา สมาชิกเราถ้าไม่ใช่ เป็นพนักงาน เป็นผู้รับจ้าง เป็นข้าราชการ เป็นนักวิชาการต่าง ๆ ก็คงมีสถานภาพเป็น ผู้ประกอบการ มีวิสาหกิจที่ทำก็คงจะทราบว่ามีปัญหาแล้วก็ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างไร เพราะฉะนั้นดิฉันว่าวันนี้มาตรการที่ต้องการส่งเสริมจากภาครัฐเพื่อเราให้เติบโต แล้วก็ยั่งยืน ภาคเอกชน ภาคผู้ประกอบการต้องมีส่วนร่วมนำเสนอแล้วก็ควรจะนำเสนอ ในรูปของกลุ่มที่เป็นคลัสเตอร์ตรงนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ควรจะร่วมตัวกันเพราะว่าอันนี้ มันก็จะเข้าหลักที่ว่าเราจะจัดความเข้มแข็งของคลัสเตอร์ขึ้นได้ในสังคมผู้ประกอบการ
ประเด็นที่ ๓ ดิฉันคิดว่าที่จะต้องทำต่อไปคือว่าอย่างที่นำเรียน ในการปฏิรูป ๕ ด้าน เราจะต้องทำการครอส คัตติง (Cross cutting) กับกรรมาธิการหลาย ๆ ชุดในสภานี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการทางด้านวิทยาศาสตร์ คณะกรรมาธิการทางด้านการศึกษา และขณะเดียวกันเนื่องจากเรื่องการสร้างสังคมผู้ประกอบการเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะไดนามิค (Dynamic) เพราะฉะนั้นเราคงต้องบูรณาการ แล้วก็ประสานกับหน่วยราชการที่ทำอยู่ ในปัจจุบัน อย่างที่ได้ตามก็คืออย่างเช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันนี้ก็หันมาให้ การส่งเสริมในเรื่องของสหกรณ์มากขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่จะทำต่อไปจะต้องเป็น การบูรณาการมากขึ้น แล้วก็ต้องมีการครอส คัตติง
ในท้ายที่สุดนี้ดิฉันก็คิดว่าวันนี้ในการปฏิรูปเราพูดในเรื่องของการสร้างคน สร้างคนให้เป็นคนมีความรู้ มีคุณธรรม เราจะสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง เราจะสร้างเรื่อง การให้บริการกับประชาชนมากขึ้น ซึ่งนั่นนำไปสู่เรื่องที่เห็นว่าเป็นเรื่องของการทำให้อยู่ดีกินดี เพราะฉะนั้นการสร้างสังคมผู้ประกอบการก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญ เพราะจะนำไปสู่เรื่องที่เรา จะอยู่ดี นั่นคือเรื่องของการสร้างชุมชนเข้มแข็ง แต่ว่ากินดีนั่นคือหมายความว่าเราไม่จน แล้วเราสามารถที่จะเติบโต นำพาให้ประเทศเข้าสู่ความมั่งคั่ง มั่นคง แล้วก็ยั่งยืนต่อไป
เพราะฉะนั้นท้ายสุดดิฉันก็คงขอเรียนว่านอกจากเราจะรับฟังจากท่านสมาชิกแล้ว ดิฉันใคร่ขออนุญาตท่านปลัดมนู ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งท่านก็เป็นอดีต ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมและท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทมากในเรื่องของการส่งเสริมเอสเอ็มอีมา จะได้มีโอกาสให้ข้อมูลเพิ่มเติม แล้วก็รวมไปถึงคุณไพบูลย์ซึ่งก็คงจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของ การเข้าถึงทุนและเรื่องของแหล่งทุน ขออนุญาตท่านประธาน
ขอเชิญค่ะ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ กระผม นายมนู เลียวไพโรจน์ สปช. เลขที่ ๑๖๗ ครับ กระผมขออนุญาต อภิปรายสรุปสั้น ๆ นะครับ แล้วก็เพิ่มเติมจากที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้ฉายภาพ ให้เห็นแล้ว และท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้พูดถึงเรื่องนี้พอสมควร ผมขอเรียนว่า ในส่วนที่ท่านได้พูดนั้นได้ครอบคลุมภาพรวมประเด็นต่าง ๆ ทั้งปัญหา ประเด็นที่ต้องปฏิรูป แล้วก็ขอบเขตการปฏิรูป รวมทั้งตัวบ่งชี้ความสำเร็จ ผลกระทบ พันธมิตรในการที่จะร่วม การปฏิรูปและสร้างผู้ประกอบการ และจบด้วยเรื่องของขั้นตอนในเรื่องการดำเนินงาน กระผมเห็นว่าเรื่องสำคัญที่สุดในการสร้างสังคมผู้ประกอบการให้แข็งแกร่งแล้วก็ปฏิรูปไป จะให้สำเร็จกันจริง ๆ ต้องมีอย่างน้อยที่สุด ๔ หลักใหญ่ที่จะต้องมุ่งมั่นดำเนินการอย่างจริงจัง และจริงใจร่วมกัน ในฐานะที่กระผมเองได้คลุกคลีอยู่กับเรื่องของเอสเอ็มอี คงจะต้องเรียนว่า พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมนั้นตัวกระผมเองเป็นผู้สร้างขึ้นมา ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย กระผมก็เป็น ผู้ที่ดำเนินการในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นในช่วงนั้น เป็นช่วงที่ผมได้สร้างหน่วยงานขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องของสังคมผู้ประกอบการและวิสาหกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อมอยู่ ๔ หน่วย คือ สำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และอีกส่วนหนึ่งก็คือสถาบันเฉพาะทางครับ ผมคิดว่าประเด็นสำคัญ ในการสร้างผู้ประกอบการจะต้องมีทั้งหมด ๔ ส่วนด้วยกันนะครับ
ส่วนแรก คือการปฏิรูปการเรียนรู้ การสอน เพื่อเตรียมความพร้อม ของผู้ประกอบการ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ให้เตรียมรับว่าต่อไปนี้เราไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน เราสามารถที่จะดำเนินการด้วยตัวของเราเอง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของการเรียนรู้ ในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่ามีหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ มากมาย ในการที่จะช่วยผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการขึ้นในมหาวิทยาลัยของรัฐ อาทิเช่น จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยมหิดล และทุก ๆ มหาวิทยาลัยนะครับที่เป็นของรัฐก็มีหลักสูตรในเรื่องของการ สร้างผู้ประกอบการหรือ เอนเทอเพอเนอร์ ครีเอชัน (Entrepreneur creation) ขึ้นนะครับ แล้วก็มีมหาวิทยาลัยเอกชนนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นต้น ก็มีหลักสูตรเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาผู้ประกอบการ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าหน่วยงานต่าง ๆ มีอยู่แล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือการจัดการให้หน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมมือกันทำเพื่อวัตถุประสงค์ อันเดียวกันก็คือการสร้างสังคมผู้ประกอบการให้ขยายตัวไปในแนวทางเดียวกัน ตรงนี้ผมคิดว่า สำคัญครับ
ประการที่ ๒ ก็คือปฏิรูปกระบวนการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ ให้เข้าถึงข้อมูลทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าผู้ประกอบการทั้งหลาย ในประเทศไทยเรานี้นะครับ บางครั้งอาจจะรู้เรื่องอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่อีกอย่างหนึ่งไม่รู้ เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้มีการดำเนินการให้ควบคู่กันไปทั้งความรู้และ กระบวนการพัฒนาส่งเสริมผู้ประกอบการให้เข้าถึงทั้งแหล่งเงินทุนที่ท่านไพบูลย์จะได้เรียน ให้ท่านสมาชิกได้ทราบนะครับ และในขณะเดียวกันแหล่งนวัตกรรม
ประการที่ ๓ คือกลไกและองค์กรขับเคลื่อนให้เกิดผู้ประกอบการมาก ๆ จะต้องบูรณาการกัน กลไกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงการคลัง และ กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผมถือว่ามีส่วนที่จะทำให้สังคมผู้ประกอบการของเรานี้มีการกระจาย และเจริญขยายตัวมากยิ่งขึ้นนะครับ และ
ประการที่ ๔ ที่จะต้องปฏิรูปคือเรื่องกฎหมาย จริง ๆ แล้วกฎหมายขณะนี้ มีอยู่แล้วบางส่วน ซึ่งครอบคลุมพอสมควร ผมจะได้กราบเรียนท่านสมาชิกได้ทราบเรื่องนี้นะครับ และมีกฎหมายที่ควรจะต้องมีการปรับปรุงบ้างเล็กน้อย และสมควรมีกฎหมายใหม่ที่จะเข้ามา อีกด้วยนะครับ อันนี้ก็จะทำให้การสร้างสังคมผู้ประกอบการประสบความสำเร็จ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่ากระบวนการที่สำคัญที่สุดนะครับ เราสามารถที่จะชี้ได้ในปัจจุบันนี้ก็คือเรื่องของกระบวนการเสริมสร้างความรู้ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการบริการ ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเกษตร ทั้งหมดนี้นะครับเราสามารถกระทำได้ ณ ปัจจุบันนี้มีหน่วยงานผมอนุญาตยกตัวอย่าง ท่านประธานครับ อย่างเช่นกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีโครงการฝึกอบรมผู้ประกอบการหรือที่เรียกว่า เอ็นอีซี (NEC) ขออนุญาตใช้ ภาษาอังกฤษนะครับ คือ นิว เอนเทอเพอเนอร์ ครีเอชัน (New entrepreneurs creation) ก็คือหลักสูตรในการเสริมสร้างผู้ประกอบการของประเทศไทย เรามีการฝึกอบรมกัน ตลอดเวลา แต่ว่าในปัจจุบันนี้การฝึกอบรมนี้ครอบคลุมอยู่ในเฉพาะพื้นที่เท่านั้น แต่จะเห็น ได้ชัดนะครับว่าเราควรใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันเข้ามาช่วย เพราะหน่วยงานต่าง ๆ กระจัดกระจาย อยู่มากมายในต่างจังหวัด ถ้าหากว่ามีการฝึกอบรมโดยใช้ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์แล้ว มาเล่าสู่กันฟังเราก็สามารถที่จะจัดฝึกอบรมในกรุงเทพฯ นี้ ในส่วนกลาง และในขณะเดียวกัน สามารถกระจายโดยใช้เครื่องมือสื่อสารที่เรียกว่า เทเลคอนเฟอร์เรนท์ (Teleconference) เราสามารถที่จะสื่อไปถึงศูนย์ต่าง ๆ ในต่างจังหวัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มี หน่วยงานในต่างจังหวัด กระทรวงอุตสาหกรรมก็มี กระทรวงพาณิชย์ก็มี อาทิเช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีศูนย์ทั่วประเทศถึง ๑๑ ศูนย์ด้วยกัน ที่ภาคเหนือก็มีจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็มี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดอุบลราชธานี ภาคตะวันออกก็มี ที่จังหวัดชลบุรี ภาคตะวันตกที่จังหวัดสุพรรณบุรี ภาคใต้มีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา ทำไมผมถึงเอ่ยแหล่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เพราะเหตุว่าถ้าหากว่าเราใช้เครื่องมือสื่อสารในปัจจุบัน สามารถที่จะฝึกอบรมในวันเดียว แต่ได้ผู้รับการฝึกอบรมทางด้าน ผู้ประกอบการทั่วประเทศนับเป็นพัน ๆ คน ถ้าหากว่าหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกันกับทางด้านของกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ก็สามารถที่จะกระจายการฝึกอบรมทั่วประเทศในครั้งเดียว ได้ผู้รับการฝึกอบรมผู้ประกอบการเป็นหมื่นคน นี่คือการใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันที่จะสร้าง ผู้ประกอบการให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าสิ่งที่เราจะต้องทำ ก็คือจะต้องสร้างจิตสำนึกความเป็นผู้ประกอบการของเรา ในประเทศไทยหรือทุกประเทศ มีมนุษย์อยู่ ๓ ประเภทด้วยกัน
ประเภทที่ ๑ คือมีเงิน แต่ไม่รู้จะทำอะไร
ประเภทที่ ๒ รู้ว่าจะทำอะไร แต่ไม่มีเงิน และ
ประเภทที่ ๓ มนุษย์ประเภทที่ ๓ นี้หนักหน่อย ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ดันไม่มีเงิน อีกต่างหาก ทั้ง ๓ ประเภทนี้ที่เราจะต้องสร้างให้เขาเป็นผู้ประกอบการในอนาคต อย่างเช่น มีเงินแต่ไม่รู้จะทำอะไร เชิญเลยกรุณาไปหาความสำราญได้ที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงต่าง ๆ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีสถาบันเหล่านี้ อย่างผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ถ้าเราอยากจะทำอาหารเชิญที่กระทรวงอุตสาหกรรม เพราะเรามีสถาบันอาหาร ที่จะให้ความร่วมมือทางด้านที่ท่านมีเงินอยู่แล้วแต่ไม่รู้จะทำอะไร ท่านอยากจะทำอาหารไหม ขณะนี้อาหารที่น่าจะต้องทำคือฮาลาล (Halal) เป็นอาหาร ที่เวลาเปิดเออีซีตลาดจะกว้างขวางมาก เพราะว่าประชากรมหาศาลที่จะต้องใช้อาหารอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสถาบันอาหารของกระทรวงอุตสาหกรรมก็สามารถที่ช่วยได้ ถ้าท่านมีเงิน แต่อยากจะทำชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ อยากจะทำเรื่องยานยนต์ไปเลยครับมีสถาบันยานยนต์ คือสถาบันเฉพาะทางของกระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ สถาบันพลาสติก สถาบันเหล็กและเหล็กกล้า สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันก่อสร้างแห่งประเทศไทย และสถาบันผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพารา รวมทั้งอยากจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เราก็มีสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ผมว่าขณะนี้เรามีหน่วยงานและสถาบันต่าง ๆ มากมาย ที่สามารถจะให้ความร่วมมือและช่วยเหลือได้ ตรงนี้ผมอยากจะเรียนว่าสิ่งที่เราจะทำขณะนี้ ไม่ต้องไปสร้างอะไรขึ้นมาใหม่แล้วครับ แต่สร้างวิธีการจัดการให้หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งในกรุงเทพฯ ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคร่วมมือร่วมใจกันทำให้ได้ ถ้าหากว่าทำอย่างนี้ได้ ผมคิดว่าจะประเสริฐมากที่สุด อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีหน่วยงาน เช่น วิทยาลัยเกษตรกรรม ๔๔ แห่ง วิทยาลัยประมง ๓ แห่ง วิทยาลัยอาชีพ ๒๙ แห่ง แล้วก็ สำนักงานพัฒนาวิจัยการเกษตรอีก นี่ก็เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถทำได้ อย่างกระทรวงพาณิชย์เราก็มีสถาบันเฉพาะทาง ก็คือสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและ เครื่องประดับ ซึ่งปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับนั้นก็เป็นอุตสาหกรรมที่ขึ้น ชื่อของประเทศไทย เวลาไปไหนเขาก็จะถามว่าเจียระไนจากประเทศไทยหรือเปล่า เพราะว่า ฝีมือคนไทยนั้นเป็นฝีมือที่ดีมาก แล้วการออกแบบของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นชื่อลือชา เป็นอันดับ ๑ ที่เรียกว่าของโลกก็ได้ เพราะฉะนั้นก็จะมีส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ รวมทั้ง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สวทช. ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) แห่งประเทศไทย อันนี้ก็อยู่ในกระทรวงพาณิชย์ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่าทุก ๆ หน่วยสามารถจะเข้ามาร่วมประสานกัน สิ่งที่ผมเรียน นี่ประเภทที่ ๑ มีเงินแต่ไม่รู้จะทำอะไร ขอเชิญหาความสำราญไปตามหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านอยากจะได้ทางด้านอัญมณีและเครื่องประดับไปเลยสถาบันอัญมณีและ เครื่องประดับ ท่านอยากจะทราบเรื่องทำอะไรเกี่ยวกับทางด้านยานยนต์ไปเลยก็เชิญได้ตามสบาย เรามีอยู่แล้ว นี่เป็นประเภทที่ ๑
ประเภทที่ ๒ ก็คือรู้ว่าจะทำอะไรครับ คือตัวเองมีข้อมูลอยู่แล้วในด้าน นวัตกรรมต่าง ๆ สามารถที่จะดำเนินการ เช่น กล้วยบานานา (Banana) ที่เวลานี้มีปัญหาอยู่ว่า เอสเอ็มอีทำแล้วออกแบบเรียบร้อยแล้ว อะไรเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ไปเสนอกับบริษัทยักษ์ใหญ่ บริษัทยักษ์ใหญ่ดูไปดูมาแล้วบอกว่าไม่เอา แล้วก็ไปทำเหมือนกับของเขา ซึ่งตรงนี้ผมว่า น่าเห็นใจเอสเอ็มอีที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรง เสร็จแล้วก็มาเจอปัญหาลักษณะนี้ นี่คือเอสเอ็มอี ที่น่าเป็นห่วง เพราะฉะนั้นหน่วยงานราชการจะต้องเข้าไปดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย อย่าให้ยักษ์ใหญ่มาทำลายเอสเอ็มอีของประเทศไทย ซึ่งผมถือว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะฉะนั้นอันที่สำคัญที่สุดก็คือที่ ๒ รู้ว่าจะทำอะไรแต่ไม่มีเงิน ก็เช่นเดียวกันครับ เชิญหาความสำราญได้กับสถาบันการเงิน ซึ่งทางคุณไพบูลย์จะได้กรุณารายงานให้ท่านทราบ ในช่วงต่อไป คือมีความรู้ความสามารถเรียบร้อยแล้วถ้าเงินไม่มีนี่นะครับทางสถาบันการเงิน เฉพาะทาง เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่อเพื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และเวนเจอร์ แคปปิตอล (Venture capital) ซึ่งทำอยู่ขณะนี้ก็สามารถที่จะร่วมได้ รวมทั้งเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ได้เช่นเดียวกัน เพื่อระดมทุน เพราะฉะนั้นทางด้านการเงินนี่นะครับก็มีสถาบันต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด รวมทั้ง ไม่ต้องพูดถึงธนาคารพาณิชย์เพราะมีเยอะแยะอยู่แล้ว แต่ห่วงสำคัญอยู่อย่างหนึ่งนะครับว่า หน่วยงานที่เสียสละ อาทิเช่น ผมขอยกตัวอย่าง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมให้ การส่งเสริมทางด้านการเงินแก่กิจการรายเล็ก ๆ ซึ่งได้รับการปฏิเสธมาจากธนาคารพาณิชย์ พอมาให้กู้กับกิจการพวกนี้ กิจการพวกนี้เกิดเจริญก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อย ๆ ปัญหาก็คือว่า ธนาคารพาณิชย์ก็ชวนคนที่ก้าวหน้าไปใช้แบงก์ดีกว่ากระมัง อย่างนี้ถือว่าเป็นการพิค อัพ เดอะ วินเนอร์ (Pick up the winner) ขอโทษนะครับจะต้องใช้ภาษาอังกฤษ ก็คือเลือกสรร เอาคนดี ๆ แต่ในขณะที่เขาจะตายนี่ไม่ให้ แต่ว่าถ้าเขาเจริญก้าวหน้าเอามาเลย คุณอยากจะได้เงิน เท่าไร เอา ซึ่งวิธีนี้ผมก็ถือว่าเป็นวิธีที่ไม่น่าจะถูกต้องนะครับ อันนี้ก็ระบายความในใจ เกี่ยวกับเรื่องสถาบันการเงินบ้างพอสมควรนะครับ
ต่อไปผมขออนุญาตนะครับ การส่งเสริมในลักษณะนี้ถ้าหากว่าเราทำได้ วิธีการก็คือต้องเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการให้มากขึ้นโดยวิธีการสร้างความรู้ สร้างจิตสำนึก แล้วก็ให้เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นทั้งประเภทที่ ๒ รู้ว่าจะทำอะไรไม่มีเงินนี่ก็สบายแล้ว เรามีสถาบันการเงินที่จะให้ความช่วยเหลือ
ประเภทที่ ๓ มนุษย์ประเภทที่ ๓ คือไม่รู้จะทำอะไรดันไม่มีเงินอีกต่างหาก อันนี้ถามว่าทำอย่างไร ก่อนอื่นท่านยังไม่ต้องไปหาเงินครับ ท่านเรียนรู้ให้รู้ว่าจะทำอะไร เสียก่อน ท่านคิดดูว่าได้รับการฝึกอบรมแล้ว แนวทางของท่านท่านอยากจะทำอุตสาหกรรมอะไร หรือว่ากิจการอะไรท่านเอาให้แน่ พอเสร็จแล้วท่านได้รับความรู้ความสามารถแล้วขอเชิญไปที่ สถาบันการเงินได้ เพราะฉะนั้นไม่ได้ทอดทิ้ง มนุษย์ประเภทที่ ๓ ก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ก็สามารถ จะดำเนินการได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เราถือว่าสังคมประเทศไทยต้องให้ความช่วยเหลือกัน เพราะว่ามีสถาบันทุกสถาบันที่ผมได้กราบเรียนให้ทราบแล้วให้ความช่วยเหลือได้ครับ เพราะฉะนั้นอีกส่วนหนึ่งก็คือเมื่อสร้างให้เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการแล้วในขณะเดียวกัน จะต้องสร้างความเข้มแข็งท่านประธานครับ สร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ เพื่อให้สังคมผู้ประกอบการนั้นมีความเข้มแข็ง แล้วก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจของตนได้ สร้างศักยภาพผู้ประกอบการ รวมทั้งสร้างความยั่งยืนของผู้ประกอบการให้มากขึ้น นี่ก็จะเป็นส่วนที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับ ผมขออีกสักนิดหนึ่งนะครับ เพื่อให้การสร้างสังคมผู้ประกอบการดำเนินไปตามเป้าหมายนะครับ แล้วก็ขับเคลื่อนไปได้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นเชิงรุกและบูรณาการ เนื่องด้วย การดำเนินการดังกล่าวถ้าหากว่าจะให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุดจริง ๆ จะต้องดำเนินการ ร่วมกันในรูปแบบของร่วมมือกันทำงานอย่างบูรณาการของหลาย ๆ หน่วยงานดังที่ผม ได้กราบเรียนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมาร่วมกันบูรณาการ ทีนี้ คำว่า บูรณาการ เราทำอย่างไร พันธมิตรเราทำอย่างไร ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วมีกฎหมายอยู่แล้วครับ ท่านประธานครับ ขณะนี้ เรามีพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม พ.ศ. ๒๕๔๓ พ.ร.บ. นี้ กระผม เป็นผู้เสนอในช่วงที่กระผมเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงปี ๒๕๔๓ ก็นานพอสมควรนะ ก็จะได้รู้ว่าผมตอนนี้อายุเท่าไร พ.ร.บ. นี้ มีคณะกรรมการชุดหนึ่ง คณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยใครบ้างครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นรองประธาน แล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิ อีกไม่เกิน ๑๒ คนแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีเป็นกรรมการ แล้วก็มีผู้อำนวยการดูแล สำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ท่านเห็นไหมครับ มีทุกกระทรวงอยู่ในนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีสามารถใช้อำนาจผ่านหน่วยงานนี้เพื่อให้กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาร่วมมือร่วมใจกันสร้างสังคมผู้ประกอบการได้ เพราะเหตุว่ามาตรา ๖ ก็คือคณะกรรมการ มาตรา ๑๑ คณะกรรมการมีอำนาจดังนี้ ผมขอใช้สัก ๓ ข้อ
(๑) ก็คือกำหนดนโยบายและแผนส่งเสริมวิสาหกิจ ก็คือผู้ประกอบการนั่นเองล่ะครับ ทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม
(๕) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการส่งเสริมแผน แผนส่งเสริม ตอนแรกนโยบาย (๕) เป็นแผน
(๖) ให้คำแนะนำแก่ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือองค์กร เอกชนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการส่งเสริม ชัดนะครับ
(๗) เสนอแนะมาตรการทางด้านการเงิน การคลัง การภาษี แล้วก็ด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตามนโยบายและแผนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ต่อส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ
และ (๙) กำหนดมาตรการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือและประสานงาน ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน ทั้งในต่างประเทศและ องค์กรระหว่างประเทศในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ทั้งในและต่างประเทศ นี่ก็เป็นหน้าที่คร่าว ๆ ถ้าหากว่าจะอ่านหมดนี่ มีทั้งหมด ๑๑ หน้าที่ด้วยกัน ผมขออนุญาตแค่นี้
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตก่อนจบ ผมมีความเชื่อมั่นและมี ความมั่นใจ ในฐานะที่เกษียณมาปี ๒๕๔๗ จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ประมาณ ๑๑-๑๒ ปีแล้ว ผมมี ความเชื่อมั่นครับ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมันมีความก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา แต่บางท่าน ไม่ทราบว่าความเจริญก้าวหน้าของผู้ประกอบการเราไปแล้วถึงไหน ถ้าหากว่า ไม่เจริญก้าวหน้าตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงบัดนี้ ผมว่าประเทศไทยเราคงไม่มีที่ยืนแล้ว เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการของประเทศไทยมีความสำคัญถือเป็นหลัก แล้วผู้ประกอบการ ไม่ใช่เฉพาะอุตสาหกรรม มีทั้งการค้า การท่องเที่ยว การเกษตร ทางด้านวิทยาศาสตร์ มีหลาย ๆ ผู้ประกอบการ หลาย ๆ แบบ เพราะฉะนั้นผมมีความมั่นใจครับ น่าจะต้องดำเนินการไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้แล้ว เมื่อสักครู่นี้ แล้วก็จะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ให้ชัดเจน โดยใช้อำนาจของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่เป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริม วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และเราต้องกระตุ้นและปลุกพลังสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อม ที่เรียกว่า สสว. ปัจจุบันนี้ ไม่ทราบว่า สสว. ได้ฟังอยู่หรือเปล่า ผมอยากจะกระตุ้นให้หน่วยงานนี้ทำงานในเชิงรุกต่อไป แล้วก็ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง วางนโยบายและประสานงาน เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ หน่วยราชการ หน่วยเอกชนและ บริษัทห้างร้านที่เข้ามาร่วมกันได้ดำเนินการไปในแนวทางเดียวกัน และการส่งเสริมจะต้องใช้ อำนาจผ่านทางคณะกรรมการ สสว. ให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการร่วมกัน อย่างบูรณาการ จริงจังและจริงใจ ทั้งนี้เพื่อให้สังคมผู้ประกอบการไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตลอดไป สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องการ ก่อนจบผมต้องขออภัยที่ยาวไปนิดหนึ่ง ผมก็เกรง เพราะว่าการอภิปรายไปเรื่อย ๆ ก็มีท่านออกไป เหลือท่านนั่งอยู่คนเดียวในห้องประชุม ก่อนจบก็บอกขอบคุณท่านสมาชิก ๑ ท่าน มีประธานอีก ๑ ท่านนั่งอยู่ ก็ขอขอบคุณ ท่านสมาชิกที่กรุณาทนฟังผมเหลือคนเดียว ข้างล่างยกมือขึ้น ผมไม่ใช่ฟังท่านหรอกครับ ผมรอที่จะเป็นผู้อภิปรายคนต่อไปครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตจบการอภิปรายของผมเท่านี้ ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอขอบพระคุณค่ะ ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ผมขอใช้เวลาอีกแป๊บเดียว คงไม่นานนะครับ ก็จะมาเสริมเรื่องเงินทุนนะครับ ผมคิดว่าพวกเราคงทราบดีนะครับว่า การทำธุรกิจที่จะให้ประสบความสำเร็จได้ นอกจากจะต้องมีความสามารถ มีนวัตกรรมแล้ว ผมคิดว่าการที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่มีราคาถูก อันนี้เป็นอะไรที่สำคัญมาก ถ้าเกิดเราใช้ เงินกู้ธนาคารพาณิชย์ที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าคู่แข่ง อันนี้ก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มนะครับ และความที่เป็น เอสเอ็มอี ยิ่งมีขนาดเล็กถ้าจะต้องไปแข่งกับผู้ประกอบการที่ใหญ่กว่า แน่นอนเขาย่อมได้เปรียบ ในแง่ต้นทุนทางการเงิน และตอนนี้เอสเอ็มอีบ้านเราส่วนใหญ่แล้วนี่นะครับ เงินทุนที่ใช้ ก็จะเป็นการกู้จากธนาคารพาณิชย์ทั้งสิ้น ทีนี้ที่ผมจะมานำเสนอวันนี้นอกจากเงินกู้แล้ว ผมคิดว่าเงินเวนเจอร์ แคปปิตอลที่เราพูดถึงกันนี้มันคือเงินทุนที่เป็นประเภทของทุน ไม่ใช่กู้ เวลาทำธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จเราต้องมีทั้งทุนที่เรียกว่าเป็นเงินกองทุนกับเงินกู้ ถ้าเราใช้เงินกู้อย่างเดียวโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจไปไม่รอดนี่มีเยอะมาก เพราะต้นทุน ทางดอกเบี้ยมันสูง แต่ถ้าเราสามารถหาเงินทุนเข้ามา ก็คือเหมือนมีผู้ร่วมมาถือหุ้นกับเรา มากขึ้น ๆ เราก็สามารถลดการใช้เงินกู้และมาใช้เงินทุนแทน และวันนี้ที่ผมจะมาเรียนให้ท่านทราบ ก็คือว่าการใช้เงินจากเวนเจอร์ แคปปิตอลไม่มีช่องไหนหรือโอกาสไหนที่ดีเท่าตอนนี้ ช่วงนี้ เป็นช่วงที่สภาพคล่องทั่วโลกสูงมาก สภาพคล่องในประเทศไทยก็สูงมาก คำว่า สภาพคล่องสูง ก็แปลว่าเงินมีเยอะ ปัญหาที่ผ่านมาเราได้แก้กฎเกณฑ์ไปค่อนมาก เดิมเวนเจอร์ แคปปิตอล ในเมืองไทยไม่ค่อยที่จะมีประสิทธิภาพ เพราะว่ามีกฎเกณฑ์ทางกระทรวงการคลัง กฎเกณฑ์ กลต. ที่ค่อนข้างที่จะเป็นอุปสรรคในการใส่เงินเข้าไปในธุรกิจต่าง ๆ ตอนนี้กฎเกณฑ์เหล่านี้ ได้ถูกแก้ไปมากแล้ว หลายปีแล้วด้วยนะครับ แต่ปัญหา ณ วันนี้ก็คือมันไม่มีซัพพลาย (Supply) ไม่มีของที่จะให้เราเอาเงินไปลง เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะว่าตอนนี้เงินพร้อม และไม่ใช่แค่เงินในประเทศไทย เงินเวนเจอร์ แคปปิตอลทั่วโลก หาของที่จะลงทุนอยู่ ประเด็นตอนนี้ก็คือว่ามันไม่มีของให้ลง และเรากำลังบอกว่า เรามีเอสเอ็มอี ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่ารายทำไมลงไม่ได้ ก็เพราะมันไม่โปร่งใส ไม่ได้มีการทำ งบบัญชีกำไรขาดทุนที่เป็นอย่างมืออาชีพเขาทำกัน อันนี้เป็นแค่การยกตัวอย่าง ถ้าเราจะมี การแก้อย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้เรียนไปแล้ว ท่านมนูได้เรียนไปแล้ว ผมคิดว่า อันหนึ่งที่จะต้องแก้อย่างมากเลยก็คือด้านการเงิน เอสเอ็มอีที่ต้องการจะเข้าถึงแหล่งทุน จะต้องเข้าใจว่าคุณจะต้องบริหารอย่างเป็นมืออาชีพ การที่คุณจะมีสมุดเล่มหนึ่งเพื่อให้ทาง กระทรวงการคลังดู สมุดหมายถึงว่ารายรับรายจ่ายนะครับ อีกเล่มหนึ่งไว้ดูเองไม่ได้แล้วครับ พฤติกรรมเหล่านี้ต้องเปลี่ยนไปหมด จะต้องมีบัญชีงบกำไร ขาดทุนเล่มเดียวที่เป็นอย่างมืออาชีพ โปร่งใส อันนี้ละครับเป็นจุดที่ทำไมเงินเวนเจอร์ แคปปิตอลถึงมา ต่างประเทศเข้ามาเมืองไทยมาดูเสร็จแล้วก็กลับออกไปหมด เพราะว่าไม่มี ความโปร่งใสในระดับที่เขาสามารถลงทุนได้คอร์ปอร์เรท กัฟเวอร์แนนซ์ (Corporate governance) ต่าง ๆ การกำกับดูแลกิจการที่ดีต่าง ๆ มาตรฐานต่าง ๆ ที่มีเราจะต้องปรับปรุง อันนี้เป็นแค่ตัวอย่าง ฉะนั้นที่ประธานคณะอนุกรรมาธิการได้เรียนไปแล้วว่า ทางการจะต้อง เข้ามามีบทบาทในการช่วยการทำโคชชิง หรือทำให้เอสเอ็มอีเหล่านี้ได้เข้าใจว่าถ้าต้องการ ที่จะให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ถ้าอยากได้เงินทุนที่เขาพร้อมจะเข้ามาเราจะต้องปรับตัว อย่างไรบ้าง แล้วถ้าสามารถทำได้อย่างที่ประธานคณะอนุกรรมาธิการได้พูดไป อย่างที่ท่านปลัดมนู ได้พูดไป ผมเชื่อว่าเม็ดเงินพร้อม ตอนนี้ก็มีเม็ดเงินเยอะนะครับ บางบริษัทตั้งกองทุนมาแล้ว ๕ ปี ปิดกองทุนไปแล้วครับหาของลงไม่ได้ มีเงินหลายพันล้านบาทเป็นที่น่าเสียดายมากนะครับ เพราะถ้าเอสเอ็มอีได้เงินเหล่านี้เข้าไปก็หมายความว่าเขาได้ผู้ร่วมทุน เขาสามารถเอาเงินที่ได้ไป คืนเงินกู้และใช้เป็นเงินทุนซึ่งไม่มีต้นทุนทางดอกเบี้ย แล้วพอบริษัทเจริญเติบโตมาระดับหนึ่ง สามารถเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ทำให้บริษัทเติบโตต่อไปได้ ซึ่งอันนี้เป็นทิศทางการพัฒนา ที่เป็นสากล บริษัทอย่างเฟซบุค (Facebook) อย่างอะไรต่าง ๆ ที่เราเข้าใจ เป็นเอสเอ็มอี มาก่อนทั้งสิ้น ได้เงินจากเวนเจอร์ แคปปิตอลทั้งสิ้น ไม่อย่างนั้นเป็นนักศึกษาตั้งเฟซบุคขึ้นมา ไม่มีทางหรอกครับจะมีเงินเยอะขนาดนี้ เงินเริ่มต้นจะต้องมาจากเวนเจอร์ แคปปิตอล แล้วต้องโคชชิงให้เอสเอ็มอีเราเข้าใจว่าพอพูดถึงเงินเหล่านี้แล้ว มันไม่ใช่แค่เวนเจอร์ แคปปิตอล มันมีเงินไพรเวท อีควิตี (Private equity) ซึ่งเป็นระดับต่อไป ฉะนั้นอันนี้เป็นอะไร ที่อาจจะซับซ้อนไปนิดหนึ่ง แต่อยากจะให้ทราบว่ามันมีกลไกของมันอยู่ แล้วถ้าเราทำตัวให้พร้อม ทำตัวให้ดี มีความโปร่งใส ผมเชื่อว่าเม็ดเงินจะเข้ามาเยอะ แล้วเราต้องสนับสนุนให้เกิด การควบรวมด้วย เพราะเอสเอ็มอีถ้าจะให้โตด้วยตัวเองกว่าจะไปเป็นแอล มันยากมาก แต่ถ้าเรามีมาตรการช่วยส่งเสริมให้มีการควบรวมเกิดขึ้น เราจะสามารถพัฒนาเอส (S) กับเอ็มให้เป็นแอลได้โดยไม่ยากและในเวลาที่รวดเร็วนะครับ ฉะนั้นผมสนับสนุนที่ประธาน คณะอนุกรรมาธิการผมได้นำเสนอไปว่า แหล่งเงินทุนเป็นอะไรที่สำคัญมาก แล้วทางตลาดทุน ซึ่งผมมาจากภาคตลาดทุน เราพร้อมมากที่จะช่วยสนับสนุนให้มีเม็ดเงินเข้าไปสู่ทางเอสเอ็มอี แต่เอสเอ็มอีต้องพร้อมที่จะเปิดประตูรับเงินจากพวกเราด้วย ซึ่งความพร้อมนั้นหมายความว่า คุณจะต้องทำตัวให้เป็นมืออาชีพมากกว่านี้ มีความโปร่งใสที่สูงกว่านี้ และสุดท้ายคนได้ประโยชน์ ก็คือประเทศไทยครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านประธานจะมีเพิ่มเติมอีกไหมคะ ไม่มีแล้ว ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปก็จะเป็นการอภิปราย แสดงความคิดเห็นของท่านสมาชิก ท่านใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๕ นาที ตามที่ได้ตกลงกันไว้ ดิฉันขอเรียนรายนาม ๕ ท่านแรก ท่านชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ท่านสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ท่านสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ณรงค์ พุทธิชีวิน ท่านชาลี เจริญสุข ดิฉันขอเชิญท่านดอกเตอร์ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ค่ะ ขออภัยค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ขอเริ่มเลยนะครับ คือก่อนอื่นเราต้องดูว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมามันขึ้นอยู่กับการส่งออกมา ตลอดเวลา ส่วนใหญ่ก็เป็นในรูปสินค้าเกษตร แล้วก็เกษตรแปรรูป ในขณะนี้ได้เริ่มมีปัญหา ตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นตามลำดับ เนื่องจากภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจโลก นอกจากนั้น ยังมีมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีอีกมากมายซึ่งเราก็คงทราบกันดีอยู่ ในขณะเดียวกัน ในระยะหลัง ๆ รัฐบาลและผู้ประกอบการรายใหญ่ได้เริ่มมาส่งเสริมการประกอบการ ด้านอุตสาหกรรมการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ติดอันดับนำของโลก ซึ่งทำประโยชน์แก่ทางเศรษฐกิจ แก่ผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นส่วนใหญ่ แต่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่นะครับ อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศไทยอย่างยั่งยืนจะต้องเน้นเรื่องการขยายการเจริญเติบโตของเอสเอ็มอี ซึ่งยังมีปัญหาอยู่มากตามที่ปรากฏอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการ การที่เอสเอ็มอี สามารถที่จะเจริญก้าวหน้าเป็นแกนนำให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างแท้จริงจะต้องมียุทธศาสตร์และการดำเนินการทางยุทธศาสตร์ของรัฐอย่างเต็มที่ และต่อเนื่อง เรื่องที่สำคัญยิ่งก็คือการสร้างผู้ประกอบการ ท่านกรรมาธิการหลายท่านก็พูดมาแล้วนะครับ ที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึง เข้าใจขบวนการผลิต การเงิน การตลาด ในเรื่องนี้ผมมีความเชื่อว่า ผู้ประกอบการสามารถสร้างได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีทักษะในตัวเองมาแต่แรก หรือที่เรียกกันว่า บอร์น ทูบี (Born to be) การสร้างผู้ประกอบการจำเป็นต้องเริ่มจากการศึกษา โดยให้โอกาส ผู้ที่มีความประสงค์จะเป็นผู้ประกอบการสามารถเลือกเรียนในแนวทางที่จะนำไปสู่ ความสามารถประกอบธุรกิจในอนาคต ดังนั้นหลักสูตรด้านวิชาชีพจะต้องถูกบรรจุอยู่ใน หลักสูตรตั้งแต่การศึกษาระดับพื้นฐาน สำหรับระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา โดยเฉพาะ อาชีวศึกษาจะต้องมีภาคปฏิบัติในสถานประกอบการเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะสำเร็จ การศึกษา ตามรูปแบบของประเทศเยอรมนีซึ่งได้นำมาใช้อย่างเป็นผลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ของประเทศ ในระดับต่อเนื่องรัฐบาลต้องร่วมมือกับภาคประชาชนผ่านทาง กรอ. คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนจัดตั้งกองทุนสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่ ในรูปของกองทุนเอสเอ็มอีร่วม ภาครัฐ เอกชน ซึ่งในเรื่องนี้คุณศิรินาก็เคยได้อภิปรายไว้ ในมาตรา ๒๙๒ (๔) ของร่างรัฐธรรมนูญแล้วนะครับ ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ย่อมมีความเข้าใจ ถึงประโยชน์ที่เอสเอ็มอีใหม่ ๆ จะรับช่วงในการผลิตชิ้นส่วน ส่วนประกอบ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในลักษณะของแวลู เชน กองทุนจะต้องสนับสนุนการฝึกอบรมแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ แบบบูรณาการ ตั้งแต่การผลิตถึงตลาด จุดประสงค์หลักก็ควรจะเป็นเรื่องของการสนับสนุน การศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่องธุรกิจ หรือที่เรียกว่าฟีสซิบิลิตี สตัดดี (Feasibility study) ถ้าเผื่อออกมาในรูปที่ว่าเป็นโครงการที่น่าจะไปได้ก็จะต้องให้การสนับสนุนในเรื่องเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งอันนี้ผมเรียกว่าเป็นเวนเจอร์ แคปปิตอล ลำดับปฐมภูมิ ยังไม่ถึงขั้นที่ คุณไพบูลย์พูดถึง อันนี้มันยังเป็นขั้นเริ่มต้น ซึ่งกองทุนนี้ก็จะสามารถให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งยังไม่เคยมีเลย แล้วก็ยังไม่มีความเชื่อถือสามารถเริ่มได้นะครับ
อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีมาตรการเรื่องภาษีเพื่อสนับสนุน ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่จะเข้าไปทำเรื่องวิสาหกิจชุมชน หรือวิสาหกิจสังคมร่วมกับชุมชน เพื่อให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ ขึ้นมาได้นะครับ
สุดท้ายนี้ผมเห็นว่าหากจะสร้างประเทศเป็นสังคมผู้ประกอบการรัฐบาลต้องมี นโยบายส่งเสริมงานวิจัยเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ มาให้ ผู้ประกอบการใช้ โดยให้ สวทช. นำไปปฏิบัติเป็นแผนการหลัก การวิจัยนวัตกรรม ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ก้าวหน้าจนเกินไป แต่ควรจะเหมาะสมกับเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การวิจัยด้านแปรรูปสินค้าเกษตร ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานนะครับ ก่อนอื่น ผมต้องขอชื่นชมท่านคณะกรรมาธิการที่ได้นำเรื่องการปฏิรูปสังคมผู้ประกอบการเข้ามาเสนอ ต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดูเหมือนว่าฟังดูพื้นฐาน แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเศรษฐกิจของประเทศ ผมคิดว่าในเรื่องต่าง ๆ ที่ทำ อะไรก็ตาม ที่ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้มีความแข็งแกร่งและเติบโตได้ คงจะเป็นการยาก ที่เราจะปฏิรูปด้านอื่น ๆ ไปข้างหน้า คงต้องยอมรับว่าโลกปัจจุบันนั้นเศรษฐกิจคือ กลไกสำคัญของการที่จะพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วนะครับ ดังนั้นชื่นชมอย่างยิ่งครับ ที่สภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นไม่ได้ละเลยในเรื่องของคำว่า สังคมผู้ประกอบการ ความจริงคำ ๆ นี้ ในต่างประเทศเราได้มีพูดกันถึงคำว่า เอนเทอเพอเนอเรียล อีโคโนมี (Entrepreneurial economy) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากยิ่ง ๆ จริง ๆ นะครับ แล้วก็เป็นที่ยอมรับกันทั้งโลกครับว่า ในกลไกของผู้ประกอบการ หรือที่เรียกว่าเอสเอ็มอีซึ่งจะไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมดนะครับ การที่กลไกผู้ประกอบการนั้นจะเป็นกระดูกสันหลังหลักของเศรษฐกิจ ในอเมริกาเองเอสเอ็มอี ก็เป็นตัวที่ช่วยพลิกฟื้นในกรณีที่ประเทศเกิดวิกฤติอย่างกรณีของซับไพรม (Subprime) ที่ผ่านมาได้มีกระบวนการเข้าไปขับเคลื่อนเอสเอ็มอีของสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ แล้วก็มี กลไกหลักในการเคลื่อนประเทศกลับมาสู่ภาวะปกติในเชิงเศรษฐกิจ ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่แล้วเป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็ชื่นชมอย่างยิ่งที่ท่านคณะกรรมาธิการได้เสนอ ถ้าฟังกันอย่างตั้งใจจะเห็นว่าในนั้นได้เสนอองค์ประกอบต่าง ๆ ไว้มากมายที่เป็นประโยชน์ ในการขับเคลื่อน
สิ่งที่ดีอย่างยิ่งเรื่องที่ ๒ ก็คือว่าเวลาพูดถึงผู้ประกอบการนั้น เดิมทีเรามักจะพูดกัน แค่เอสเอ็มอี ซึ่งความจริงแล้วนั้นเอสเอ็มอีเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง พูดกันถึง ๒.๘ ล้านรายนั้นก็เป็นเพียงส่วนเดียว ในที่กรรมาธิการเสนอมานั้นเป็นที่น่ายินดีที่ได้มีการพูดถึง สหกรณ์ เป็นที่น่ายินดีที่พูดถึงวิสาหกิจชุมชน แต่ผมจะเติมว่าความจริงมันมีถึงกลุ่มอาชีพ ที่อยู่ในชุมชนด้วย ที่อยู่นอกระบบของวิสาหกิจชุมชนและนอกระบบของสหกรณ์ องค์ประกอบเหล่านี้ คือสังคมผู้ประกอบการ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นยังขาดกลไกซึ่งท่านได้พูดถึง ปัญหามากมาย ผมคงไม่มีเวลาที่จะเจาะลึกไปถึงปัญหาในแต่ละด้านในเวลา ๕ นาที ตรงนี้ แต่มีปัญหาต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เรารู้กันอยู่แล้ว การเข้าถึง แหล่งทุนหรือแหล่งต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่หลายประเด็น ยกตัวอย่างเรื่องทุนง่าย ๆ ในหลาย ๆ มาตรการที่เราได้ดำเนินการมามันขาดความต่อเนื่อง มันขาดการที่จะทำให้สิ่งที่เป็นปัญหานั้น เกิดการขับเคลื่อนจริง ๆ ผมอยากเสนออย่างนี้ครับว่าจากที่ท่านได้เสนอมาในกรอบความคิด รวบยอดก็ดี ในเรื่องของ ๕ ประเด็นหลักในการปฏิรูปของการสร้างสังคมผู้ประกอบการนั้น ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะขอเน้นก็คือว่าเราได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง เอสเอ็มอีประมาณ ๑๐ กว่าปีแล้ว แต่เรายังไปได้จำกัด ท่านอดีตปลัดมนูท่านก็เป็นแกนหลัก ท่านหนึ่งที่ทำเรื่องนี้ ความจำกัดเกิดจากอะไรครับ ผมคิดว่ากลไกการทำงานของภาครัฐบาล และเอกชนนั้นไม่ได้พุ่งเป้าไปทิศทางเดียวกัน เรามี สสว. ครับ แต่ สสว. ก็ทำหน้าที่อันหนึ่ง เรามีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างคนต่างทำ หมดเลย เรามีภาคเอกชนที่มีหน่วยงานต่าง ๆ ต่างคนต่างทำหมดเลย ถึงเวลาหรือยังครับ ที่เราต้องจัดการโดยการที่มีแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจนที่ท่านได้นำเสนอมา อาจจะต้องให้ สสว. นั่นละคือกลไกหลักในการเป็นผู้ตั้งเป้าหมายและแผนยุทธศาสตร์ แล้วเอาแผนเหล่านั้นกระจายไปสู่หน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทั่ง มหาวิทยาลัย เราพยายามจะสร้างผู้ประกอบการใหม่ ในทางมหาวิทยาลัยทำกัน เกือบทุกมหาวิทยาลัยเลยครับ สกว. ก็มีกองทุนตั้งตัว ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ไม่ขยับ ขับเคลื่อน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าข้อเสนอการปฏิรูปสังคมผู้ประกอบการนั้น กลไกที่ท่าน จะปลดล็อกในสิ่งที่ท่านนำเสนอมาทั้งหมดได้นั้นก็คือกลไกขององค์กรและวิธีการในการที่จะ ไปทำงาน ปัญหาต่าง ๆ เราได้พูดกันมายาวนานมากมาย แต่หากว่าไม่ไปจัดการที่ต้นกำเนิด ของกลไกที่จะมีกลไกหลักที่จะเรียกวาระแห่งชาติก็ดีอะไรก็ดี ซึ่งน่าเสียดายในรัฐบาลชุดนี้ น่าจะทำสิ่งเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี แต่ผ่านมา ๖ เดือน ในมุมมองของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั้น เราไม่ได้แก้ปัญหาเหล่านั้นเลย แล้วเราจะแก้ปัญหานี้เมื่อไร ในความที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดนั้น ถ้าเราตั้งกลไกให้ สสว. เป็นกลไกหลัก แล้วบูรณการความร่วมมือทั้งภาคของรัฐ และเอกชน รวมทั้งกองทุนต่าง ๆ ด้วยจะเป็นประโยชน์มาก
สุดท้ายทิ้งเอาไว้ครับ ปัญหาหลาย ๆ อย่างกำลังจะเกิดขึ้นถ้าเราไม่คิดในสิ่งนี้ ร่วมกัน ยกตัวอย่างธนาคารเอสเอ็มอี ขณะนี้ได้มีการเคลื่อนย้ายไปให้สังกัดการดูแลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย นี่ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าใช้การดูแลเกณฑ์ของเอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) เหมือนธนาคารพาณิชย์ไม่มีกลไกช่วยเอสเอ็มอีหรอกครับ เพราะว่ามันจะเป็นเกณฑ์ แบบธนาคารพาณิชย์อย่างนี้เป็นต้น ก็ด้วยเวลาจำกัด ผมคิดว่าผมสนับสนุนแนวทางของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านของสังคมผู้ประกอบการและอยากเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องหัวใจหลัก เรื่องหนึ่งที่สภาปฏิรูปแห่งชาติของเรานั้นมีบทบาทในการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงอย่างแท้จริง ให้กับสังคมไทย ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ผมมีคอมเมนท์ (Comment) ก่อนอื่นก็ขอสนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมาธิการเรื่องเศรษฐกิจที่ยกเรื่อง ผู้ประกอบการขึ้นมา ท่านประธานครับ เศรษฐกิจมันก็เหมือนกับสงคราม สมรภูมิเศรษฐกิจ ตอนนี้มันกำลังเปลี่ยน เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะไม่ใช่มันเป็นเฉพาะในประเทศนะครับ เราอยู่ในกรอบของต่างประเทศด้วย ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำให้มันพร้อมก็คือไม่ใช่พร้อมแต่เฉพาะ ในประเทศคือต้องพร้อมสำหรับการที่จะไปประกอบธุรกิจอยู่ในต่างประเทศด้วย ผู้ประกอบการก็คือกองทัพของเรา ถ้าเรามองในมุมว่าเป็นกองทัพเราก็คงจะต้องนั่งคิดว่า เราจะจัดกองทัพอะไร อย่างไรนะครับ แล้วจะมีการที่จะสร้างกองทัพตรงนี้ให้มันเข้มแข็ง ขึ้นมาได้อย่างไรนะครับ ถ้าเป้าของเราชัดเจนผมคิดว่าทุกอย่างมันก็คงจะทำได้ไม่ยากนัก ผมอยากจะเสนอเป้าว่าเราควรจะทำประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แล้วก็ มาตั้งโจทย์ว่าแล้วสังคมผู้ประกอบการจะช่วยเสริมให้เราเข้าสู่เป้าตรงนี้ได้อย่างไร เราติดกับดัก รายได้ปานกลางมาอยู่เป็นเวลาหลายปีนะครับ มาตรการต่าง ๆ ที่เราทำขึ้นมามันจะช่วยทำให้ เราออกจากปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร แล้วก็เข้าสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างไรอย่างยั่งยืนแล้ว ก็สง่างามนะครับ สิ่งที่ต้องทำมีเยอะมาก อุตสาหกรรมต่าง ๆ พูดไปแล้วแต่ละอุตสาหกรรม ก็มีโอกาสที่จะเป็นอุตสาหกรรมที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศ ทำความเจริญให้กับประเทศได้ แต่ที่สำคัญก็คือเราคงจะต้องเลือกอุตสาหกรรมที่สำคัญขึ้นมาทำก่อนเพื่อที่จะให้เป้าหมาย ที่เราจะทำต่อไปมันชัดเจนขึ้นนะครับ ที่เสนอมามันเป็นมาตรการ มาตรการมันก็ต้องเอามาคิดว่า มาตรการเหล่านี้จะไปใช้กับอุตสาหกรรมอะไรบ้างนะครับ ท่านประธานเกริกไกรได้ยกไว้ ตั้งแต่ตอนต้นก็คือเรื่องของเทรดดิง เนชัน อันนี้มันเป็นเป้าที่ชัดเจนมากสำหรับประเทศไทย ในอีก ๕-๑๐ ปีข้างหน้า เพราะว่าเศรษฐกิจในโลกมันกำลังจะมีการเปลี่ยนโดยเฉพาะ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือจะต้องมีการค้าขายกับเอเชียที่เหลือ โดยเฉพาะเอเชียใต้ แล้วประเทศไทยเราก็เหน่ง ๆ นั่งอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นการตั้งให้ประเทศเป็นเทรดดิง เนชัน มันก็เมค เซนส์ (Make sense) เป็นอย่างมาก สิ่งที่จะต้องทำก็คือต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่เฉพาะคมนาคมขนส่งแต่เรื่องระบบต่าง ๆ ระบบกฎหมาย แล้วก็คนที่อยู่ในระบบพวกนี้ด้วย คือนักกฎหมาย นักบัญชี ผู้ตรวจบัญชี ก่อสร้าง เราต้องก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีเอสเอ็มอีอยู่ได้หมดนะครับไม่ใช่เฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ เท่านั้น ถ้าเรามีทิศชัด ไพรออริไทส์ (Priorities) ก็คือเลือกอุตสาหกรรมที่สำคัญ แล้วเราก็เอาหลักการที่เสนอเอาไว้มาจับ ผมคิดว่า เราก็จะได้เนื้อได้หนังของสิ่งที่จะต้องทำต่อไปในอีก ๔-๕ ปีข้างหน้านี้อย่างชัดเจน แล้วก็นำ ประเทศไทยไปสู่เป้าระยะยาวได้ง่ายนะครับ มีอยู่ ๒ เรื่องที่ผมอยากจะเน้นตรงนี้เป็น พิเศษคือเรื่องของการแยกบทบาทของภาคเอกชนกับภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไทยส่วนใหญ่ตอนนี้อยู่ในภาครัฐ ถ้ากระจายโครงสร้างพื้นฐานออกมาให้เอกชนทำ กระจาย ลงไปทั้งการศึกษา ทั้งสาธารณูปโภค สาธารณสุขก็จะทำให้สามารถมีการรับเอสเอ็มอี อุตสาหกรรมเอสเอ็มอีเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมพวกนี้ สร้างคน สร้างงานขึ้นมาอีก จำนวนมหาศาลนะครับ ตัวเลขที่เราเห็นก็คือว่าตอนนี้มีเอสเอ็มอี ๒.๗ ล้านบริษัท ๒.๒ อยู่ในภาคบริการ ๑.๒ อยู่ในภาคการค้า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ที่เหลืออยู่ในภาคบริการ ถ้าเราจะทำ ประเทศไทยให้มันยั่งยืนมีการพัฒนารวดเร็ว บริการครับ ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่จะนำพาเรา ไปสู่เป้าที่เราต้องการนะครับ บริการอะไรบ้างนอกจากท่องเที่ยวแล้ว แต่ที่ผมพูดไว้ ผมเห็นการศึกษาโอกาสสูงมาก สาธารณสุขก็สูงมาก แล้วก็เรื่องของการค้าขายไม่ใช่ ในประเทศไทยแต่ข้ามชาติ ทำอย่างไรเราถึงจะทำให้ประเทศไทยเรามีเอสเอ็มอีที่พร้อม ที่จะทำเข้าหาเป้าพวกนี้ ผมคิดว่าอันนี้คือโจทย์ใหญ่ที่ทางคณะกรรมาธิการต้องนำไปคิดต่อครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ณรงค์ พุทธิชีวิน ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. ๐๗๔ ด้านการศึกษาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านประธานครับ ถ้าเผื่อว่า จัดอันดับคุณภาพของรายงานที่ทำแต่ละเรื่อง ๆ ผมขออนุญาตที่จะใช้สิทธิตรงนี้กราบเรียนว่า รายงานฉบับนี้กะทัดรัด สั้น ไม่เยิ่นเย้อ แต่มีความสมบูรณ์ในเนื้อหาสาระเหลือเกิน เสียดายครับ ถ้ากรรมาธิการชุดนี้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ ก็คงไม่ยาวถึงขนาดที่เป็นอยู่ ผมชื่นชมครับ ชื่นชมด้วยความจริงใจ ตอนแรกผมมองเอกสารฉบับนี้ด้วยความแปลก ๆ ว่าเราเชื่อกันว่า สังคมผู้ประกอบการมันเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศ ทำเอกสารมาแค่นี้ มันจะมี ความหมายอะไร แต่พอได้ดูเนื้อหาสาระแล้วครบถ้วนครับ ทุกประเด็นกระชับ แล้วก็มี ทิศทางที่ชัดเจน ขอชื่นชมอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามครับ ในประเด็นเรื่องของการปฏิรูป ด้านการเรียนรู้ด้านธุรกิจในหน้า ๕ ของรายงาน ผมมองว่าถ้าเราเปลี่ยนคำว่า ด้านธุรกิจ เป็นด้านประกอบการ ก็น่าที่จะสอดคล้องกับหัวเรื่อง และในสาระของด้านประกอบการนี้ ซึ่งมีอยู่ ๒ ข้อครับท่านประธานครับ ผมอยากจะเสนอข้อที่ ๓ ข้อที่ ๓ ผมอยากจะเสนอว่า จัดให้มีระบบพีพีพี (PPP) ซึ่งมาจากพับลิค ไพรเวท พาร์ทเนอร์ชิพ (Public Private Partnership) คือกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นรูปธรรมในการ จัดการระบบการเรียนรู้ ด้วยมีสาระสำคัญอยู่ ๕-๖ ด้านครับ ท่านประธานครับ ในระบบพีพีพีนี้ อย่างแรกเลย ให้บทบาทกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ในการที่จะจัดให้เกิดการเรียนรู้ ทางด้านประกอบการ มหาวิทยาลัยในพื้นที่โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีอยู่ทั่วประเทศ เขาแสดงบทบาทนี้อยู่ และถ้าเกิดว่ารายงานฉบับนี้ให้คุณค่าและพื้นที่ในการทำหน้าที่ เขามากขึ้น ผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏจะทำให้เกิดผลดีในการขับเคลื่อน สังคมผู้ประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีนัยสำคัญต่อประเทศ
ในส่วนที่ ๒ ครับ ผมอยากที่จะกราบเรียนว่าถ้าเราให้โอกาสของผู้ประกอบการ มีเฟิร์ส ไพรออริตี (First priority) หรือมีลำดับแรก ในการเข้ารับการศึกษาหรืออบรม ทางด้านประกอบการที่ตรงกับที่เขาทำอยู่ จะเกิดผลดีต่อประเทศชาติมาก ๆ เลย แทนที่เขาจะส่งลูกหลานไปเรียนหรือส่งคนไปเรียนอย่างสะเปะสะปะ ถ้าเราให้เขามีลำดับต้น ๆ ในการที่จะส่งเขาไปอบรมในงานที่เขากำลังทำอยู่ ผลเหล่านี้จะเกิดผลดีกับประเทศชาติครับ
ในส่วนที่ ๓ ผมเชื่อว่าระบบการวิจัยร่วมกันระหว่างภาควิชาการและภาคเอกชน ในพื้นที่ จะทำให้สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ทางด้านประกอบการหลายเรื่องทีเดียว เป็นต้นว่าเรื่องของการท่องเที่ยว ด้านสปา (Spa) ด้านในเรื่องของการนวดแผนไทย รวมทั้ง ระบบแนวคิดต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนทางด้านโลจิสติกส์ ผมเชื่อว่าจะทำให้ระบบ สถานประกอบการมีความหมายและสามารถทำประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ครับท่านประธานครับ และถ้าเผื่อว่ามันเป็นอย่างนี้ได้จริง ๆ แล้ว มันควรจะมีกองทุนในการส่งเสริมการศึกษาอบรม ให้กับสถานประกอบการ อย่าลืมนะครับว่าชาวสวนยางพารา เราไม่มีกองทุนสวนยางพารา สงเคราะห์ยางพารา เพื่อให้เขาทำงานได้ ถ้าเรามีกองทุนเพื่อที่จะส่งเสริมสนับสนุน กระบวนการเรียนรู้ฝึกอบรมของสถานประกอบการ ผมเชื่อว่าจะทำให้กระบวนการทำงาน ในเรื่องเหล่านี้มีความชัดเจนและมีประโยชน์มากขึ้น
ประการที่ ๕ รองสุดท้าย ผมเชื่อว่าสถานประกอบการควรจะได้ตระหนักรู้ว่าสิทธิ ในการเข้าถึงกระบวนการเรียนรู้นั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเขาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สุดแล้วถ้าจะให้เกิดผลอย่างที่ผมว่าแล้ว กระบวนการแก้ไขกฎหมาย แก้ไขระเบียบ แก้ไขแนวทางปฏิบัติเพื่อที่จะไม่ให้เป็นข้อจำกัดในการทำงาน ของสถานประกอบการเหล่านี้ ผมเชื่อว่าสิ่งใดสิ่งที่ท่านที่เคารพเสนอมาในรายงานฉบับนี้จะมีความสมบูรณ์ครบถ้วน แม้ว่าจะหาที่ติไม่ได้ ผมเชื่อว่าส่งผลในการปฏิรูปได้จริงครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณชาลี เจริญสุข ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม ชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันนี้ก็ได้เห็นการ ทำงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและ บริการ ของสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ หัวข้อนี้ตรงกับงานที่ผมทำอยู่พอดี อยู่หอการค้าจังหวัด ก็จะต้องทำงานด้านการสร้างผู้ประกอบการที่ดี ก็ตรงกับหัวข้อวาระปฏิรูปก็คือ การสร้างสังคมผู้ประกอบการ ต้องเรียนว่าวันนี้ผมอดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่าวันนี้กระทรวง ที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ๒ กระทรวงตรง ๆ กระทรวงพาณิชย์ ท่านอดีตรัฐมนตรี ท่านปลัด กระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็ยังมีท่านที่เกี่ยวข้องกับพลังงานด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วที่ผ่านมา การสร้างสังคมผู้ประกอบการหรือการส่งเสริมนี้ ผมนี้ผ่านหลักสูตรของกระทรวงอุตสาหกรรมคือ เซเฟ (CEFE) เอ็นอีซีนี้เป็นหลักสูตรหลัง ๆ หลักสูตรก่อนหน้านั้นครับท่านประธาน ท่านประธานและท่านกรรมาธิการครับ หลักสูตรที่ถูกตรงเป้าที่สุด ผมเห็นว่าน่าจะเป็น หลักสูตรทายาทธุรกิจเพราะอะไรรู้ไหมครับ เนื่องจากทายาทธุรกิจคือการอบรมการที่จะมา เข้าหลักสูตรการสร้างสังคมผู้ประกอบการต้องเรียนว่ามันเป็นหลักสูตรที่ต้องใช้ประสบการณ์ นอกจากความรู้อย่างเดียวไม่พอ เพราะว่าในการที่เราจะมาเข้าส่งเสริมผู้ประกอบการนี้ พื้นฐานที่สำคัญคือประสบการณ์ ก็คือทายาทธุรกิจนี่ล่ะครับ เขาต่อยอดได้ทันที ท่านอาจจะ มีธนาคารเตรียมไว้แล้ว ท่านก็สามารถจะไปเพิ่มให้เขาจากเอสเอ็มอีที่เมื่อสักครู่นี้ ท่านกรรมาธิการยกตัวอย่างว่าต้องระบุถึงในเรื่องของเงินทุน จำนวนพนักงาน ตอนหลัง ท่านบอกว่าเป้าหมายคือจะไปแตะเรื่องของผลกำไร อันนี้ก็เข้าใจนะครับ เพราะว่ามันจะต้อง คำนึงถึง มันต้องมีการพัฒนาการแล้วก็ขยายขึ้นไป ทีนี้ผมกลับมาที่เดิมตรงที่ว่าทำไมจะต้อง พึ่งในเรื่องของหลาย ๆ ส่วน หลาย ๆ กระทรวง กระทรวงที่เกี่ยวข้องก็คือกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะมาทำแผนธุรกิจ เพราะนอกจากมีประสบการณ์ต้องมาทำแผนธุรกิจ ต้องมีความรู้เรื่องบัญชี แคชโฟลว์ (Cash flow) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ คำว่า แคชโฟลว์ ก็คือเงินทุนหมุนเวียน ก็จะไปเกี่ยวกับเรื่องเงินทุนอีกละครับ แต่ตัวที่ ๓ นี้ครับ ต้องเรียนว่าเป็นผู้เล่น ผู้เล่นก็คือใครครับ ผู้ที่เข้าอบรม อันนี้มันมีปัญหา ผมสะท้อนเลยนะครับว่าเมื่อหลักสูตรมันออกมาหลาย ๆ หลักสูตรแล้วนี้ ปรากฏว่ากลุ่มคนที่จะเข้าอบรมมันหมดครับ แล้วก็ผู้ที่จะเข้าอบรม เนื่องจากว่าเรากำลังจะผลักดันให้พนักงานหรือคนที่จะเข้าสู่แวดวงของการเป็น ผู้ประกอบการทางธุรกิจนี้ เขามีงานประจำอยู่ เวลาจะเชิญมาอบรมทีหนึ่งนะครับ อบรมไม่ใช่อบรมน้อย ๆ นะครับ ๑๕ วันนะครับ ไม่ใช่อบรมสูตรสั้น ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น ก็จะเป็นอุปสรรคอย่างหอการค้าหาคนยากมากเลย กลายเป็นว่าเราต้องไปเอาใครมาครับ เอาผู้ประกอบการเดิมที่มีอยู่แล้วเข้ามาอบรม อย่างเช่น คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ผมเห็นจะเป็นกลุ่มที่เขาจะได้รับงบอบรมมากที่สุด และพัฒนามากที่สุดคือใครรู้ไหมครับ กลุ่มผู้ประกอบการโอทอป เพราะว่า ๑. เขาทำธุรกิจอยู่แล้ว เขามีเวลา เขาได้มาศึกษาเรียนรู้ เพิ่มเติม แต่ถามว่าได้ผู้ประกอบการใหม่หรือเปล่า แต่โจทย์ของเราก็คือสร้างสังคม ผู้ประกอบการ ซึ่งสังคมผู้ประกอบการอาจจะบอกว่าพัฒนาอันนี้ก็ถูกจุด แต่ถ้าเกิดอยากได้ ผู้ประกอบการรายใหม่นี้นะครับ ผมมองว่าเราจะต้องมีการใช้ประสบการณ์ในอดีต ซึ่งมันเป็นปัญหา เป็นอุปสรรคนี้เอามาพัฒนาและมาต่อยอด
ก็ฝากไว้สุดท้ายนะครับ ฝากว่าถ้าหากจะทำโครงการนี้ให้สำเร็จ ในเมื่อ ๒ กระทรวงหลาย ๆ ภาคส่วนมาร่วมแล้วก็อยากให้ติดเรื่องของสังคมใหม่ที่เราจะต้องทำ ต่อไปคือสังคมในเรื่องของการจะดูแลสิ่งแวดล้อม หรือเรียกว่าสังคมอาจจะเป็นสังคมรีไซเคิล (Recycle) ที่จะต้องบวกเข้าไปด้วย ที่จะดูแลสิ่งแวดล้อม ดูแลในเรื่องของการที่จะทำอย่างไร ให้ทำธุรกิจแล้วไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณประภาศรี สุฉันทบุตร ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน ประภาศรี สุฉันทบุตร สปช. ยโยธร ดิฉันมาจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แล้วก็เป็น ผู้ดูแลเอสเอ็มอีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตลอดมา ๓๐ กว่าปี ให้มีส่วนพัฒนาเศรษฐกิจ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศชาติ ดิฉันถือว่าเอสเอ็มอีคือกระดูกสันหลังของชาติ ความหมายของเอสเอ็มอี ทั้งในเอกสารที่คณะกรรมาธิการผลิตมา แล้วก็เอกสาร ในรัฐธรรมนูญ ดิฉันยังคิดว่ายังใช้ความหมายเอสเอ็มอีไม่ถูกต้องนัก เช่น ใช้คำว่า ขนาดย่อมและขนาดกลาง ขนาดย่อมดูความหมายค่อนข้างจะยาก ไม่ทราบจะใหญ่หรือจะเล็ก แต่สำหรับดิฉันเข้าใจว่าเอสเอ็มอีจะต้องมีขนาดเล็กค่ะ เอส คือสมอล แล้วที่เราดู ดิฉันดูไปดึง ดับเบิลเอส (SS) ที่เล็กกว่าเล็กอีก ก็คือขนาดจิ๋ว เราพูดในคณะอนุกรรมาธิการเหลื่อมล้ำทาง เศรษฐกิจของคณะทำงานเศรษฐกิจ ดิฉันใช้คำว่า ขนาดจิ๋ว ด้วย คือดับเบิลเอส เอ็ม จะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร ในความหมายเอ็มก็จะมีโอกาสพัฒนาความรู้ความสามารถ การเข้าถึงแหล่งทุน เอ็มขนาดกลางมีโอกาสพัฒนามากกว่า แต่ขนาดสมอล ขนาดเล็กและ ขนาดจิ๋วนี่ยากมากเลย ขนาดจิ๋วก็คือพ่อค้า แม่ค้าในตลาด ในชุมชน ในชุมชนแออัด ในเขตเทศบาล ปัจจุบันต้องเข้าใจเลยว่าขนาดจิ๋วและขนาดเล็กคือเป็นผู้บริโภคอย่างมาก แล้วก็ผู้เสียภาษีทางอ้อมอย่างมาก เมื่อเทียบกับรายได้ที่เขาได้รับ ดังนั้นขนาดเล็กขนาดนี้ จะเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศ ในรัฐธรรมนูญที่ดิฉันได้ดูก็บังเอิญไม่ได้มีโอกาส อภิปราย เขาได้เขียนว่าสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดย่อม ขนาดกลาง ได้พัฒนาตนเองให้มี โอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ขนาดเล็ก ขนาดจิ๋วจะพัฒนาตัวเองเขาถึงแหล่งทุนไม่ได้เลยค่ะ ดิฉันคิดว่าแหล่งทุนของประเทศ ของรัฐบาลจะต้องเข้าไปหาเขา ขนาดจิ๋วและขนาดเล็กต้อง เข้าไปหาเขาให้ได้ เมื่อเอาทุนไปให้เขาแล้วก็ต้องประคับประคองให้เขาไปให้ได้ ทีนี้ในเรื่องของ ปัญหาของธนาคารอีก ธนาคารเอสเอ็มอีที่มีอยู่ในประเทศไทยเราแทบจะไม่ได้รับใช้ ขนาดเล็กเลย ส่วนใหญ่เป็นขนาดกลางที่ได้กู้เอสเอ็มอีอยู่ ขนาดกลางก็มีปัญหามาก ในอดีต ขนาดกลางไปกู้แล้วก็เกิดหนี้เสียมากมาย เมื่อขนาดกลางไปปรับโครางสร้างหนี้ ปัจจุบันของเอสเอ็มอีปรับยากมาก ๆ เลย ไม่มีโอกาสที่จะลดหนี้ได้เหมือนขนาดใหญ่เลย แล้วขนาดกลางเมื่อไปกู้แล้วผิดนัดแม้แต่วันเดียว ธนาคารเอสเอ็มอีเอาแรงมากเลยค่ะ ก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เลย ปัจจุบันมีหนี้เสียอยู่ในธนาคารเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะว่าขนาดเล็ก ขนาดกลางไม่มีโอกาสเลย ธุรกิจขนาดนี้ก็เป็นง่อยไปเลย แล้วปัจจุบัน รัฐบาลก็พยายามที่จะให้มีธนาคาร ชื่อธนาคารนาโน (Nano) ดิฉันคิดว่าธนาคารนาโนยังต้อง มีหลักทรัพย์ไปค้ำประกัน แล้วแถมดอกเบี้ยก็ประมาณร้อยละ ๓ ขนาดเล็กสู้ไม่ได้เลย ปัจจุบันเขาใช้ดอกเบี้ยนอกระบบอยู่ประมาณร้อยละ ๒๐ เลย น่าสงสารมาก ถ้ากลับมาใช้ ขนาดนาโนก็ต้องมีหลักทรัพย์ไปค้ำ ซึ่งเขาก็ไม่มีหลักทรัพย์ไปค้ำอยู่ดี ดิฉันว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล หรือพวกคณะปฏิรูปของเราจะต้องเข้าไปแก้ไข ในประเทศญี่ปุ่นเขามีกระทรวงเอสเอ็มอีค่ะ ประเทศไทยเอสเอ็มอีก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงอุตสาหกรรมน่าจะเป็นแผนกเล็ก ๆ ดิฉันเสนอให้ เรามีอย่างน้อยก็ให้มีกรมเอสเอ็มอี หรือถ้าจะมีกระทรวงเอสเอ็มอีได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อเอสเอ็มอีจะได้พัฒนาจากขนาดเอสขึ้นมาเป็นขนาดเอ็ม แล้วก็เป็นกระดูกสันหลัง ที่แข็งแรงของชาติต่อไปค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญคุณธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ผม ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ ๐๙๘ ก่อนอื่นขอสนับสนุนกรอบคิดการสร้างสังคมผู้ประกอบการ อย่างเต็มที่เพราะมีความสำคัญ ในทัศนะผมนี่เห็นว่ามันขาดเสียไม่ได้ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ของประเทศเป็นอย่างยิ่ง เรื่องนี้สำคัญถึงขนาดที่จะนำประเทศออกจากกับดักของประเทศ ที่มีรายได้ปานกลางในขณะนี้ซึ่งเราติดอยู่ไปสู่การที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าอย่างที่ผมได้ยินหลาย ๆ คนอยากจะให้ไปสู่จุดนั้น และสิ่งที่เด่นที่สุด ของการนำเสนอนี้ก็คือกรอบคิด ผมคิดว่าเราต้องเริ่มจากกรอบคิด ถ้ากรอบคิดไม่ตรงกัน ก็ไปต่าง ๆ นานานะครับ กรอบคิดอันนี้เป็นตัวอย่างของการออกจากที่เราเรียกว่า กับดัก ของความคิดในสาขาใครสาขามัน นักเศรษฐศาสตร์มองแต่ความเติบโตทางเศรษฐกิจ นักสังคมก็มองไปทาง การเกษตรก็มองเห็นแต่การผลิต กรอบคิดอันนี้เป็นกรอบคิดที่เน้น มนุษย์หรือผู้ประกอบการเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง และในการนำเสนอนั้นก็เสนอ แบบบูรณการ อันนี้เป็นความท้าทายมากที่จะต้องทำความเข้าใจในกรอบคิดอันนี้ เพราะถ้าไม่เข้าใจในกรอบคิดที่แตกต่างไปจากนี้แล้วเราก็จะมีปัญหานะครับ กรอบคิดอันนี้ มองเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตร มองมนุษย์เงินเดือนในภาคอุตสาหกรรมและบริการ กลายเป็นอุตสาหกรและผู้ประกอบการในสาขาบริการ เพราะฉะนั้นการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ตอนแรกผมเป็นห่วงเรื่องการแก้ไขปัญหาความผูกขาด คณะกรรมาธิการชุดท่านก็เสนอไปแล้ว และหวังว่ากฎหมายฉบับนี้คงจะเอนฟอร์ซ (Enforce) ได้ การมีกรอบความคิดผู้ประกอบการ ก็ต้องฝ่าเรื่องนี้ไปมากเหมือนกัน ผมเห็นด้วยว่าควรจะสร้างสังคมผู้ประกอบการบนฐานของ เศรษฐกิจ สังคม การเกษตร อุตสาหกรรม บริการ ฐานความรู้ ในอดีตนั้นประเทศไทย ก็เป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนฐานของเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม บริการมาตลอด แต่ในโครงสร้าง ของทั้ง ๓ สาขานี้ ก็ต้องเปลี่ยนมาจากฐานเศรษฐกิจ ฐานทรัพยากร มาสู่ฐานที่ใช้ความรู้ ใช้มันสมองมากขึ้น เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ควรจะเป็นวาระแห่งชาติจริง ๆ และผมเห็นด้วยว่า จะต้องหาจุดคานงัดที่สร้างชัยชนะเบื้องต้นให้ได้ ฟังดูก็ครอบคลุมไปหมดนะครับ รอฟังอภิปรายก็นานมากเพราะเรื่องของท่านยาวแต่ว่าสรุปได้กะทัดรัดมากนะครับ เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าน่าจะช่วยผลักดันสังคมผู้ประกอบการในสาขาที่เกี่ยวกับการส่งออก หรือสาขาบริการที่สำคัญที่มีทรัพยากรพื้นฐานของเราอยู่แล้ว เราเป็นนักเศรษฐศาสตร์ แต่เราฝ่าฟันหยุดที่มันจำกัดความคิดของเราอยู่ที่มองอะไรเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่จริง ๆ แล้ว ฐานทรัพยากรของเราที่ลงตัวที่สุดและมีอยู่แล้ว ก็คือการนำศิลปะและภูมิปัญญาของคนไทย ตัวผมเองนั้นพยายามเอาตัวเองไปอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา เห็นเรื่องนี้ชัดเจนว่าควรจะเป็นเรื่องที่พร้อมพอสมควร ถ้าหากว่า นำศิลปะ ภูมิปัญญาของคนไทย อันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอยู่แล้วมาประยุกต์ให้เหมาะสม และพัฒนาให้เป็นประโยชน์ นอกจากเพิ่มรายได้หรือธุรกิจใหม่แล้วยังเกิดความภาคภูมิใจ ในความเป็นไทยอีกด้วยนะครับ เวลาเดียวกันสิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ ด้วยกันที่จะฝ่ากำแพงแห่งสาขา อันนี้ฝ่ายากนะครับ การฝ่ากำแพงว่าเป็นเศรษฐศาสตร์ เป็นรัฐศาสตร์เป็นอะไรศาสตร์ทั้งหลายมันหมดสมัยแล้ว ทุกอย่างรวมกันอยู่ที่คนหมด ศาสตร์ของคนทั้งกาย ทั้งจิตวิญญาณ ต้องเรียนรู้จากเรื่องที่มันสำคัญแล้วก็ไปเรียนรู้ร่วมกัน ผมคิดว่าเรื่องที่พร้อมที่สุดคือเรื่องที่เกี่ยวกับที่กระผมเรียนไว้แล้วนะครับ เพราะฉะนั้น การบริหารในเชิงบูรณาการในเรื่องนี้จึงสำคัญยิ่ง ต้องสร้างจิตสำนึกว่าการศึกษาก็สำคัญ การฝึกอบรมก็สำคัญ ความคิดสร้างสรรค์ในการนำสิ่งประดิษฐ์อินเวนชัน (Invention) ไปสู่อินโนเวชันก็สำคัญ เพราะฉะนั้นคำว่า บูรณาการ ไม่ใช่เรื่องพูดกันเล่น ๆ คำว่า มนุษย์ เป็นศูนย์กลาง ก็ไม่ใช่พูดกันเล่น ๆ ต้องซาบซึ้งและเข้าใจ อันนี้เราถึงจะสามารถจัดการกับ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นมาได้
เรื่องนี้สำคัญตบท้าย ผมขอเรียนว่าถ้าเราไม่สำเร็จในเรื่องนี้ ต่อไปเราจะเห็น ผู้ประกอบการต่างชาติจ้างแรงงานต่างชาติ คนไทยกลายเป็นมนุษย์เงินเดือน แล้วก็เป็น ผู้บริโภคต่อไป เราอาจจะตกอันดับกลายเป็นประเทศพัฒนาล้าหลังต่อไปเช่นในอดีต ก่อนที่เราจะพัฒนาแล้วครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ ผมขอเอ่ยนามสมาชิกล่วงหน้าไว้นะครับ คุณอลงกรณ์ พลบุตร หมออำพล จินดาวัฒนะ คุณวิบูลย์ คูหิรัญ คุณทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ และคุณสีลาภรณ์ บัวสาย ก่อนนะครับ เชิญคุณอลงกรณ์ พลบุตร ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในรายงานวาระปฏิรูปเรื่องการสร้างสังคมผู้ประกอบการนั้น ในประเด็นพัฒนาผู้ประกอบการและส่งเสริมวิสาหกิจให้เข้มแข็งและแข่งขันได้สู่สากล ถือได้ว่ามาถูกทาง แล้วก็เป็นแก่นสำคัญในการยกระดับอัพเกรด (Upgrade) ผู้ประกอบการ แล้วก็ภาคธุรกิจเอกชนของเราให้สามารถที่จะเข้มแข็ง แล้วก็ก้าวสู่การแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยแท้ที่จริง ผมเล่าท่านประธานว่ามีธนาคารของแคลิฟอร์เนียอยู่ธนาคารหนึ่งครับ ก็เหมือนธนาคารของประเทศไทยในปัจจุบัน วันหนึ่งก็มีผู้ประกอบการอยากจะสร้าง ภาพยนตร์ก็ไปพบ ปรากฏว่าธนาคารไม่ให้กู้ ก็ต้องใช้ทุนส่วนตัว สมัยนั้นก็ไม่มีเวนเจอร์ แคปปิตอล ก็ไม่มีอะไรทั้งสิ้นเหมือนประเทศไทยในปัจจุบัน ต่อมาก็มีการคิดว่าธนาคารที่ชื่อ เนชันแนล แบงก์ ออฟ แคลิฟอร์เนียนั้น ซึ่งก็อยู่ใกล้ ๆ กับถนนฮอลลีวูด อยู่ที่ลอสแองเจลิส อยู่ในเมืองแห่งภาพยนตร์ ซึ่งเป็นปัจจุบันที่ใหญ่โตมโหฬาร เป็นอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทางด้านของเอนเตอร์เทนเมนท์ (Entertainment) ปรากฏว่าฮอลลีวูดเกิดได้ เพราะการริเริ่มของธนาคารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เขาก็จ้างคนที่รู้ในธุรกิจของการสร้างภาพยนตร์ และการทำธุรกิจภาพยนตร์มาเป็นไวซ์เพรสซิเดนท์ (Vice-president) รองประธาน แล้วก็ วางแนวปฏิบัติในเรื่องของหลักเกณฑ์การให้กู้ การค้ำประกัน และอื่น ๆ เพียงเท่านั้นเอง ไม่กี่ปีให้หลังอุตสาหกรรมภาพยนตร์ อุตสาหกรรมดนตรีได้เกิดขึ้นจนฮอลลีวูดกลายเป็น ศูนย์กลางของโลกทางด้านอุตสาหกรรมด้านนี้ ผมได้มีโอกาสพบกับรองประธานท่านนั้น ในขณะที่เป็นประธานบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันนี้ประเทศไทยเหมือนกับฮอลลีวูดเมื่อเกือบ ๔๐ ปีที่แล้ว ใครจะสร้าง ภาพยนตร์ยากมาก เพราะว่าไม่มีธนาคารที่จะให้ เว้นแต่ว่าบริษัทใหญ่ ๆ เพียงไม่ถึง ๑๐ ราย ที่มีทุน ไม่ว่าจะสร้างสรรค์ภาพยนตร์ ดนตรี เพลง แต่เราก็เห็นเขาส่งเสริมกันที่ประเทศเกาหลี เราได้เห็นอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เหล่านี้ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๕ คลัสเตอร์ ด้วยกัน เราจะทำได้อย่างไรในประเทศของเรา ในขณะเดียวกันเราก็ต้อง ป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาด ตัดตอนการแข่งขันทางการค้า การแข่งขันทางธุรกิจอย่างเสรี และต้องเป็นธรรมด้วย เพราะในรายงานนั้นสมบูรณ์มาก เพียงแต่ว่าอีกด้านหนึ่งที่จำเป็น ที่จะต้องนำเสนอ นั่นก็คือในเรื่องการป้องกันการผูกขาดตัดตอน และ ๒. ก็คือการปฏิรูป ความหมายคือการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงโครงสร้างระบบ ผมเคยเชิญทั้งตลาดหลักทรัพย์ ทั้งสมาคมธนาคาร ทั้งในส่วนที่เป็นกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย บอกทำอย่างไร เราจะให้มีอินเวสเมนท์ แบงกิง (Investment banking) บ้าง ไม่ใช่แค่คอมเมอร์เชียล แบงก์ (Commercial Bank) อย่างที่เป็นอยู่ ทำอย่างไรจะให้ระบบของการเข้าถึงของสิ่งที่เราเรียกว่า เอสเอ็มอีก็ดี จะเป็นไมโคร บิสซิเนส (Micro business) นั้นสามารถเข้าถึงได้ โดยที่ไม่ต้องมี การใช้ค้ำประกันในลักษณะแบบเดียวกับที่เป็นคอมเมอร์เชียล (Commercial) แบงก์ที่ใช้ปัจจุบัน ทำอย่างไรจะให้สิ่งที่เรียกว่าเป็นเฮเวน แคปปิตอล (Haven capital) สิ่งที่เป็นคัลเจอรัล แคปปิตอล (Cultural capital) สิ่งที่เป็นเทรดดิชันนอล เทคโนโลยี แคปปิตอล (Traditional technology capital) เหล่านี้สามารถค้ำประกันสิ่งเหล่านั้นได้ ถ้าเราไม่เปิดโอกาสสร้างกลไก หลักเกณฑ์ในเรื่องของสถาบันการเงินก็ดี ในการที่จะเดินหน้าตรงนี้ แม้แต่ตลาดทุน ยากครับ การพัฒนาผู้ประกอบการนั้นถึงแม้ออกมาแล้ว แต่เมื่อจะเข้าสู่เวทีการค้าจริงแล้ว สิ่งสำคัญก็คือ การที่มีทุน การที่จะมีระบบสนับสนุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ก็ฝากไว้ครับ เป็นอีกมุมหนึ่ง เพราะเวลาน้อย ความจริงก็เตรียมเรื่องอื่นไว้ค่อนข้างมาก แต่ว่ามีโอกาสจะได้ทำรายงาน เป็นเอกสารส่งให้กรรมาธิการต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณหมออำพล จินดาวัฒนะ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ก็คงเช่นกันกับทางท่าน เพื่อนสมาชิกท่านอื่นนะครับ ต้องชื่นชมคณะกรรมาธิการที่ได้เสนอเรื่องนี้นะครับ ซึ่งก็ถือว่า เป็นเรื่องที่สำคัญ ผมอยากจะขออนุญาตเริ่มต้นโดยการที่พูดถึงชุมชนสักแห่งหนึ่ง ที่บ้านหนองกลางดง สามร้อยยอด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่นั่นผู้นำชุมชนที่เรารู้จักกันดีก็คือ ผู้ใหญ่โชคชัย หลิมประเสริฐ นะครับ ซึ่งที่นั่นผมพูดประเด็นกรณีที่เป็นการเชื่อมโยง เพียงแต่ว่า ที่นั่นเขาไม่ใช่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวนะครับ เพราะฉะนั้นข้าวบางครอบครัวก็มีพอบริโภค บางครอบครัวก็ไม่พอ แต่บางครอบครัวที่เหลือเขาก็ขายไปสู่ตลาด แล้วก็คนในชุมชนนั้น ก็ต้องไปซื้อข้าวข้างนอกมาบริโภค ในที่สุดวันหนึ่งเขาได้มีการรวมตัวกันตั้งโรงสีชุมชน ซึ่งเรื่องนี้ก็คงไม่ใช่เป็นกรณีที่แปลกประหลาดอะไร ซึ่งเริ่มมีกรณีอย่างนี้ เขาก็เริ่มรู้จัก การจัดการเรื่องโรงสีชุมชน แล้วก็หมุนเวียนข้าวส่วนเกินของคนในชุมชนกลับมาให้คน ในชุมชนได้บริโภค ข้าวก็ถูกลง มีการจัดการ พื้นที่สามร้อยยอดเราจะรู้ดีว่าเรื่องใหญ่ที่เขาทำ คือสับปะรดครับ สับปะรดก็จะรอให้ผู้ซื้อจากข้างนอกมาซื้อในราคาที่ถูกมาก ในที่สุดเขาได้มี การรวมตัวกันแล้วก็มีกระบวนการขายสับปะรดที่ปลูกนะครับ ซึ่งเขาต้องรู้จักการจัดการ เรื่องการขาย การขนส่ง รวมทั้งการเงิน การเก็บเงิน การส่งเงินอะไรกันสารพัด ทวงหนี้ต่าง ๆ ตรงนี้ครับ ผมอยากจะโยงใยว่าสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่ท่านเสนอสำคัญเหลือเกินครับ เพราะว่า ถ้าเราทำให้สังคมไทยเป็นสังคมผู้ประกอบการหรือสังคมประกอบการ คงจะหมายถึง การที่เราจะต้องทำให้เกิดชุมชนประกอบการขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง ฐานของสังคมนั้นทุกวันนี้ อ่อนแรงมาก กรณีแบบบ้านกลางดงนั้นไม่ได้มีมากนักนะครับ เราจะทำอย่างไรให้ฐานของสังคม สามารถที่จะทำมาค้าขายได้ ทำมาค้าขายเป็น ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านเสนอนี้ก็มีความชัดเจนมากว่า จะทำให้เกิดชุมชนประกอบการหรือสังคมประกอบการต้องมี ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือคน ส่วนที่ ๒ คือการจัดการ ส่วนที่ ๓ คือทุน ที่ผ่านมาเวลาเราพูดเรื่องนี้เรามักจะไปมองที่ทุน แท้ที่จริงแล้ว คนและการจัดการนั้นคือหัวใจ ซึ่งจะต้องมีความรู้ มีสมรรถนะที่เพียงพอ พอพูดถึงคนนะครับ ผมอยากจะเรียนนิดหนึ่งว่าสิ่งสำคัญที่จะต้องมีการปฏิรูปในบ้านเมืองเราก็คือทัศนะ ต่อการประกอบการ คนไทยนั้นเราถูกปลูกฝังมาให้เป็นเจ้าคนนายคน เราไม่ได้ถูกปลูกฝังให้คน เป็นคนทำมาหากินคือการขายครับ ทำมาค้าขายไม่เป็น แล้วเราจะเน้นเรื่องการซื้อว่า มีอำนาจมากกว่าคนขาย ผมเองเป็นกรณีตัวอย่าง ผมทำมาหากินไม่เป็นครับ เพราะว่าไม่ได้ถูก ปลูกฝังสิ่งเหล่านี้มา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องปลูกฝังหรือปฏิรูปใหญ่ ก็คือทัศนะในสังคมที่เราจะต้องให้คนไทยเป็นคนผู้ประกอบการ ต้องทำมาค้าขายคือสิ่งที่ควรเป็น และประกอบการคือสิ่งที่ควรเป็น แล้วก็ต้องมีสมรรถนะที่เพียงพอ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เรื่องนี้คือเรื่องใหญ่ เราทำอย่างไรให้คนไทยรุ่นใหม่ค้าขายเก่งให้ได้ ไม่ใช่เป็นนักซื้อ นักชอป (Shop) กันทุกวันนี้ ซึ่งเราคงจะต้องปรับวิธีคิดเป็นการปฏิรูปที่ค่อนข้างจะกลับทิศ พอสมควร
สุดท้ายผมอยากจะกราบเรียนว่า สิ่งที่ผมพูดเรื่องบ้านกลางดงเพื่อจะกราบเรียน ท่านว่าหัวใจของชุมชนประกอบการนั้นคือคงเรื่องใหญ่กระมังครับ เราพูดกันเรื่องสัมมาชีพ ชุมชนที่อยู่ในกรอบกระบวนการปฏิรูปเพื่อชุมชนเข้มแข็ง เราคงจะต้องมองว่าตรงนี้จะเป็น คานงัดได้ไหมสำหรับเรื่องนี้ที่เราจะต้องมุ่งสู่ชุมชน แล้วทำชุมชนให้เป็นชุมชนประกอบการ ซึ่งกระผมคิดว่าสิ่งที่ทางกรรมาธิการปฏิรูปชุมชนและสังคม เราดูอยู่นี่ เรามองว่าทำอย่างไร ที่จะทำให้คน การจัดการและทุนเข้ามาเจอกัน เราจะต้องมีหลักสูตรประเภทนอกจากเอ็มบีเอ (MBA) แล้ว เรามีซีบีเอ (CBA) ได้ไหม คอมมิวนิตี บิสซิเนส แอดมินิสเทรชัน (Community business administration) ส่งเสริมให้คนฐานรากได้มีโอกาสเรียนรู้ มีสมรรถนะในการเป็น ผู้ประกอบการ แล้วเราจะทำอย่างไรให้มีการแมชชิง (Matching) ระหว่างบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีความรู้ ความสามารถไปเชื่อมโยงกับชุมชน แล้วก็เป็นเพื่อนกันครับ ร่วมกันสร้างคน สร้างความรู้ สร้างสมรรถนะให้เขาเป็นสังคมประกอบการ ชุมชนประกอบการ ฐานสังคม จะได้เข้มแข็งแล้วเติบโตไปพร้อม ๆ กันกับการที่จะเติบโตของเศรษฐกิจใหญ่ในระดับมหภาค กระผมกราบเรียนชื่นชมท่านคณะกรรมาธิการครับ แล้วคิดว่าอยากจะให้มองว่าการทำให้ เป็นชุมชนประกอบการเต็มบ้านเต็มเมืองนั้นคือจุดคานงัด แล้วเราอาจจะต้องมาหาวิธีนั่งคุยกัน เพื่อจะสร้างรูปธรรมในการขับเคลื่อนเรื่องนี้กันต่อไป ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณวิบูลย์ คูหิรัญ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม นายวิบูลย์ คูหิรัญ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ ได้รายงานและได้สรุปให้สภาได้รับทราบผล การศึกษาไปแล้วนั้น ผมเห็นด้วย แต่อยากจะขอร่วมให้ความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องเอสเอ็มอี ในด้านการตลาดนั้นมีความจำเป็นมาก เพราะหากผลิตแล้วไม่มีตลาด ก็จะยิ่งแย่กว่าสู้ไม่ทำอะไรเลย จะได้ไม่ต้องสูญเสียเงินทุนไปอีก ซึ่งเห็นว่าเรื่องตลาด มีความสำคัญมากที่ควรจะต้องช่วยเอสเอ็มอีในการทำตลาด ทั้งให้ความรู้และช่วยกัน ในการทำตลาดเอสเอ็มอีจึงจะอยู่ได้ดี จากประสบการณ์ ๑๙ ปีที่ผมทำงานอยู่เกี่ยวกับเรื่อง ไฟฟ้าชนบท ก็ได้รู้เห็น ในช่วงนั้นก็มีหน่วยงานไปส่งเสริมให้กับชุมชนเพื่อผลิตทางเรื่องทอผ้า เรื่องทอเสื่อ แต่ปรากฏว่าไม่มีเรื่องการตลาดเข้าไปด้วย ทำให้ชุมชนนั้นยิ่งประสบปัญหามาก ยิ่งขึ้น คือยิ่งขาดทุนมากขึ้นเพราะต้องไปลงทุนแล้วก็ไม่มีตลาด เพราะฉะนั้นเรื่องการตลาดนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก
อีกเรื่องหนึ่งที่จำเป็นอาจจะต้องมีหน่วยงานหรือกลุ่มงานที่จะให้คำแนะนำ ให้กับเอสเอ็มอี ในความรู้เกี่ยวกับเรื่องด้านการเงินลงทุนที่จะทำให้ลดความเสี่ยง ในการดำเนินการ
แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องทางด้านพลังงานที่จะทำให้สามารถประหยัด แล้วก็อนุรักษ์พลังงานได้เป็นการลดค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมาสมัยที่ผมได้ทำงานไฟฟ้าชนบทตามที่ได้ กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว เราก็ได้มีโอกาสศึกษาในเรื่องนี้ โดยที่มีเรื่องเกี่ยวกับทางชุมชน ซึ่งในขณะนั้นมีโรงสีเป็นจำนวนมาก คือแต่ละหมู่บ้านก็จะมีเฉลี่ยแล้วประมาณ ๑.๕ โรง ต่อ ๑ หมู่บ้าน ที่จะสีข้าวเพื่อที่จะให้บริโภคกันภายในหมู่บ้าน แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเราก็ได้เข้าไปแนะนำศึกษา แล้วก็ เข้าไปแนะนำให้ทางโรงสีต่าง ๆ เปลี่ยนจากการใช้เครื่องยนต์ดีเซลมาใช้ไฟฟ้ากับมอเตอร์ อันนี้ทำให้โรงสีประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งค่าไฟแล้วก็รวมทั้งค่าบำรุงรักษาได้เป็นอย่างมาก แล้วก็ ผลที่ได้ออกมาข้าวก็หักน้อยลง แล้วก็ได้รำข้าวมากขึ้นที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ และการไฟฟ้าเอง ก็ได้กำไรเพราะว่าในสมัยนั้นหรือแม้แต่กระทั่งปัจจุบันนี้ค่าไฟเป็นแบบโปรเกรสซีฟ เรท (Progressive rate) เพราะฉะนั้นเราก็สามารถได้ค่าไฟเพิ่มขึ้นทำให้ไปหักลบกับส่วนที่เราขาดทุน ในหมู่บ้าน ซึ่งทำให้อันนี้เป็นผลพลอยได้กับทั้ง ๒ แห่ง ทั้งการไฟฟ้าแล้วก็ทั้งโรงสีด้วย นอกจากนี้ต่อไปในอนาคตก็จะมีการซื้อขายพลังงานอย่างเสรีตามที่คณะปฏิรูปกำลังจะเสนอ ก็จะต้องมีคนค่อยที่จะศึกษาติดตามระเบียบแล้วก็อัตราค่าพลังงานเพื่อที่จะให้อุตสาหกรรม หรือเอสเอ็มอีที่จะรู้ที่จะใช้ว่าควรจะใช้เวลาใด ปริมาณเท่าใด เมื่อไร เพราะฉะนั้นในการที่จะทำ ก็คงจะต้องมีหน่วยงานหรือว่ามีผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะต้องมีบุคลากรที่ประจำอยู่ ซึ่งอันนี้ ทางเอสเอ็มอีคงจะไม่สามารถที่จะจ้างบุคลากรเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นก็เห็นว่าน่าจะต้องมี หน่วยงานหรือกลุ่มงานใดที่จะคอยให้คำแนะนำในเรื่องเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตามเอสเอ็มอี มีความสำคัญต่อประเทศที่จะช่วยนำวัตถุดิบในประเทศมาผลิตใช้ในประเทศเป็นหลัก อันนี้ผมเคยได้ยินจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวทางโทรทัศน์ว่าอันนี้ก็ต้องระวังเหมือนกัน ไม่สนับสนุนให้เอสเอ็มอีขยายตัวให้ใหญ่โตมาก เพราะฉะนั้นต่างชาติอาจจะเข้ามา ถือหุ้นมากขึ้น แล้วก็เทค โอเวอร์ (Take over) ไป ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้แทนจากจังหวัดลำพูนครับ เป็นที่น่ายินดีครับ ที่คณะกรรมาธิการได้ให้การสนับสนุนในเรื่องของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะที่จะพัฒนา ผู้ประกอบการและส่งเสริมวิสาหกิจให้มีความเข้มแข็งและที่จะนำไปสู่การแข่งขันในเวทีโลก ต่อไปนั้น ผมขออนุญาตได้แสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการรวบรวมเป็นข้อมูล ของท่านกรรมาธิการว่า ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อยก็จะมีปัญหาในเรื่องของการเข้าถึง แหล่งเงินทุน ในอดีตที่ผ่านมานั้นสถาบันการเงินก็ดี แหล่งเงินทุนใด ๆ ก็ดีนั้นมักจะมองตัวที่ หลักประกัน หลักประกันให้คุ้มค่ากับที่จะปล่อยเงินกู้ไป ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการ รายเล็ก รายย่อยนั้น ไม่สามารถที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ผมขออนุญาตได้ว่าการพิจารณา ของสถาบันการเงินหรือแหล่งเงินทุนนั้นคนที่จะนำความตั้งใจของผู้ประกอบการแล้วก็ แนวทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้นั้นมาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาให้เงินกู้ด้วยนะครับ
ประการถัดไปอยากจะฝากสถาบันการเงินหลาย ๆ แห่งว่าเวลาธุรกิจเซแล้ว อย่าเพิ่งซ้ำครับ ในอดีตที่ผ่านมานั้นวิสาหกิจชุมชนก็ดีอะไรก็ดี แหล่งธุรกิจขนาดย่อมก็ดีนั้น มักจะเจอปัญหาครับ เช่นในภาวะวิกฤติเมื่อปี ๒๕๔๐ เราเห็นวิสาหกิจหลาย ๆ อย่างต้องล้มลงไป ไม่สามารถฟื้นคืนขึ้นมาได้เนื่องจากว่าเมื่อเซก็ถูกซ้ำ ก็เลยไม่สามารถที่จะมีเงินต่อได้ อันนี้ก็อยากฝากว่าทำอย่างไรที่จะให้แหล่งเงินทุนนั้นให้การสนับสนุนวิสาหกิจก็ดี ธุรกิจขนาดย่อม ขนาดเล็กก็ดีนั้น
ประการถัดมายินดีครับที่ท่านจะส่งเสริมให้มีการดูแลด้านการผลิตให้มีคุณภาพ ขออนุญาตนำเรียนว่าวันนี้พอดีประจวบเหมาะ ผมสวมเสื้อผ้าไหม ผ้าไหมที่สวมใส่นี้ คือผ้าไหมยกดอกลำพูน ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนในอดีต แล้วก็ร่วมกับ กรมหม่อนไหมได้จดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นที่เรียบร้อยแล้วชื่อว่า ผ้าไหม ยกดอกลำพูน และขณะนี้เราก็ได้รับการสนับสนุนที่จะให้ไปจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์ในประเทศอินเดียและประเทศอินโดนีเซียต่อไป ตอนนี้เราได้ผ่านกระบวนการ ตรวจสอบมาตรฐานจากภายนอกเรียบร้อยแล้ว แต่อยู่ขั้นตอนที่จะไปจดทะเบียนต่อไป อันนี้อีกอันหนึ่งนี่เป็นเรื่องของการที่จะควบคุมคุณภาพโดยการสนับสนุนของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้ก็อยากจะฝากว่าถ้าเราสามารถที่จะส่งเสริมอันนี้ได้ เราก็จะทำให้ธุรกิจหรือว่าวิสาหกิจของเราได้เจริญเติบโต ตอนนี้ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญากำลังจะนำลำไยอบแห้งสีทอง แล้วก็ลำไยสดไปจดทะเบียน เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของลำพูนด้วย อันนี้ก็กำลังดำเนินการอยู่นะครับ
อีกประการหนึ่ง เมื่อเราส่งเสริมคุณภาพเขาได้แล้ว อีกอันหนึ่งที่มีความสำคัญ ที่จะทำให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ก็คือการตลาดครับ ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยจะแพ้ตรงนี้ละครับ เรื่องการตลาด ทำได้ไปสักระยะหนึ่งเดินไม่ได้ครับ เพราะขายสินค้าไม่ออก ถ้าเราสามารถ ที่จะส่งเสริมกระบวนการส่งเสริมการขายได้เราก็จะทำให้ตลาดของเราเป็นไปได้ ทราบว่า ในกลางเดือนหน้าท่านนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการให้กรมหม่อนไหมก็ดี ได้นำสินค้าประเภท ผ้าไหมไปแสดงที่สนามบินสุวรรณภูมิในโซนต่างประเทศ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยาก สนับสนุนการเผยแพร่ของรัฐบาล ก็อยากจะฝากท่านทั้งหลายว่าเราทำอย่างไรที่จะให้สินค้าของเรา เดินหน้าต่อไปได้ ทำแล้วขายได้ ผู้ประกอบการก็จะเดินได้ต่อไป อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่อยากจะฝากว่าทำอย่างไร ก็ขออนุญาตได้นำเรียนว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดันแล้วก็สนับสนุนวิสาหกิจได้ ก็ขอฝากท่านคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาเป็นลำดับต่อไปครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ เดี๋ยวผมขอให้ชื่อไว้ก่อน ต่อจากคุณสีลาภรณ์ จะเป็นคุณชูชาติ อินสว่าง พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ คุณสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ แล้วก็ศาสตราจารย์ชัชนาถ เทพธรานนท์ เชิญคุณสีลาภรณ์ บัวสาย ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สีลาภรณ์ บัวสาย ค่ะ ดิฉันยินดีมากที่ได้เห็นงานชุดนี้ ดิฉันคิดว่าสังคมไทยวันนี้ทั้งในเมืองและในชนบทเข้าสู่ สังคมผู้ประกอบการเต็มรูป คือไม่มีใครที่ไม่เชื่อมตัวเองเข้ากับกลไกตลาด ทั้งหมดนี่ เข้าหมดแล้ว เพียงแต่ว่ากลุ่มที่เสียเปรียบที่สุดนี่คือกลุ่มที่ขีดความสามารถในการประกอบการต่ำ แล้วถ้าเรามองว่าปัญหามันคืออันนี้นี่โอกาสและทิศทางการพัฒนาจึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องพัฒนา สังคมผู้ประกอบการ เพราะฉะนั้นงานนี้เป็นงานที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของ สปช. และเป็นความจำเป็น ที่เราจะต้องสร้างกลไกเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ขึ้นมา ดิฉันมีข้อคิดเห็นอยู่ ๓-๔ ประเด็น ที่อยากจะขอเติมเต็มเผื่อท่านคณะกรรมาธิการจะได้นำไปพิจารณา
ประเด็นแรก ดิฉันคิดว่ากลุ่มผู้ประกอบการที่เสียเปรียบที่สุด ความเสียเปรียบของเขา คือความเสียเปรียบในกลไกการตลาด การเข้าไม่ถึงช่องทางตลาดนั้นเรื่องหนึ่ง แต่ว่า เรื่องที่หนักสุดคือการผูกขาดทางการค้า โดยเฉพาะการค้าปลีก เพราะยิ่งเป็นธุรกิจแบบเอสเอ็มอี พอจะโตขึ้นมามันจะถูกเหยียบแบนหมด ช่องทางการวางสินค้า การวางจำหน่ายวันนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ถ้าหากจะวางขายสินค้าของตัวเองในไฮเปอร์มาร์ท (Hyper mart) ค่าวางเชลฟ์ (Shelf) ๓๕ เปอร์เซ็นต์ได้กระมัง ซึ่งหมายความว่าถูก เรียกว่าผลกำไรแทบจะไม่ได้ อันนี้เป็นส่วนที่ดิฉันคิดว่ากฎหมาย และมาตรการที่ควรจะเข้ามาเพื่อป้องกันการผูกขาดทางการค้า สร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อ การทำประกอบการของผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อม อันนี้จะเป็นสิ่งที่ควรจะต้องอยู่ใน แผนการทำงานอันนี้ คือดิฉันเคยคุยกับกลุ่มที่ทำวิสาหกิจขนาดกลาง แล้วก็ขนาดเล็กที่เป็น กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง เขายกตัวอย่างให้ฟังไปเลยว่าเขาทำอย่างบาธรูม ดีไซน์ (Bathroom design) ค่าวางเชล์ฟที่ไปอยู่ในโฮมโชว์ (Home show) ทั้งหลายนี้ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ และยังไม่นับค่าอื่น ๆ อีก แบบนี้มันทำให้ผลประกอบการแล้วก็รายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย รายเล็กพวกนี้จะไปไม่ได้ เรื่องการผูกขาดทางการค้าเป็นประเด็นหลัก ประเด็นสำคัญ ประเด็นหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าน่าจะมีการพิจารณาถึง
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของภาคการเกษตร ภาคการเกษตรดิฉันคิดว่าเป็นภาค ที่แม้ว่าผลจีดีพี ตัวเลขอะไรพวกนี้น่าสนใจมากเลยตัวเลขนี้ ดิฉันคิดว่าภาคเกษตร เป็นโครงสร้างที่สามารถกระจายรายได้ลงไปถึงครัวเรือนรายเล็ก ๆ ได้มาก ท่านลองคิดดูว่า วันนี้ครัวเรือนภาคเกษตร ดิฉันมีงานวิจัยที่เคยไปลองทำกับครัวเรือนภาคเกษตร เราใช้บัญชี ครัวเรือนเข้าไป ปรากฏว่าในตัวบัญชีนี่มันมีส่วนที่เป็นบัญชีต้นทุนการผลิต เมื่อเขาดูต้นทุน การผลิตตัวเองได้เขาก็สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตตัวเองได้ ทันทีที่สามารถทำตัวนี้ ได้ผลประกอบการขึ้นทันที เขาสามารถเก็บเงินได้ปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ชาวนา เพื่อใช้หนี้ ภายใน ๓ ปีหนี้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ บาทชาวนาสามารถใช้ได้ เพียงแค่สามารถ ควบคุมต้นทุนการผลิตได้ อาจจะไม่ได้เพิ่มมูลค่า แต่ว่าแค่ควบคุมต้นทุนการผลิตได้ ดิฉันคิดว่า ในแต่ละเซคเตอร์ โฟกัส (Focus) แล้วก็น้ำหนักอาจจะวางไว้ที่คนละจุดในแง่ของการเพิ่ม ผลตอบแทนหรือว่าผลกำไรของการประกอบการ ที่จริงอยากจะเสนอว่าถ้าหากว่าเรามีข้อมูลว่า ในธุรกิจขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ขนาดเล็กอะไรนี้ ในแต่ละด้านคือด้านเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านการค้า คิดเฉลี่ยแล้วต่อผู้ประกอบการ ๑ รายต่างกันแค่ไหน ถ้ามีตัวเลขนี้เราจะรู้เลยว่า อย่างในภาคเกษตรผู้ประกอบการรายใหญ่สร้างมูลค่าผลประกอบการเป็นสักเท่าไร แล้วรายเล็ก เป็นหมื่น ๆ รายที่มีตัวเลขอยู่ หลายหมื่นรายได้เป็นเท่าไร เราจะเห็นโครงสร้างเลยว่า มันมีความเหลื่อมล้ำอะไรอยู่ตรงไหนหรือเปล่า แล้วอาจจะมองเห็นโจทย์ประเด็นที่ควรจะ โฟกัสเพิ่มขึ้น
ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องกลไกขับเคลื่อน ขออีกนิดหนึ่ง กลไกขับเคลื่อนที่เป็น ระบบราชการ ธรรมชาติของระบบราชการเป็นเรกกูเลเตอร์ (Regulator) ไม่สามารถทำตัวเป็น อินโนเวเตอร์ (Innovator) ได้ ทำตัวสร้างอินโนเวชันไม่ได้ แต่ฟาซิลิเทท (Facilitate) ได้ เพราะฉะนั้นอย่างที่เสนอให้ทำเป็นสถาบันขึ้นใน ๔ ด้าน ๕ ด้านนี้ อันนี้ดิฉันเห็นด้วยที่จะทำ เป็นยูนิต (Unit) บูรณาการ อย่างไรก็ตามดิฉันคิดว่ากลไกลที่จะส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมนี่ ต้องดึงมหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมงานกับสถาบันผู้ประกอบการในเซคเตอร์ต่าง ๆ เหล่านี้ ดิฉัน มีตัวอย่างที่ว่ายกตัวอย่าง กล้วยบางกระทุ่ม ลูกละ ๓๐ สตางค์ที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อมหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยทุนวิจัยที่ สกว. สนับสนุนเข้าไปลองทำ เราได้บานานา โซไซตี (Banana society) ขายใบละ ๑๐ บาท กล้วยอาบแสงอาทิตย์ โซลาเซลล์ (Solar cell) เคลือบช็อกโกแลต แล้วก็กลายเป็นของชำร่วยอะไรแบบนี้ แต่ตัวทำนวัตกรรมนี่มันอยู่ตาม มหาวิทยาลัย โครงสร้างเฉพาะของกลุ่มวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีที่เขียนไว้อาจจะไม่พอ เราก็ต้องการแรงของมหาวิทยาลัย แล้วก็ประเด็นก็คือว่าถ้าเป็นระบบราชการเอาคนเดิม วัฒนธรรมการทำงานแบบเดิมก็จะได้ผลแบบเดิม ดิฉันคิดว่ามันต้องวางกลไกใหม่ สร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบภาคเอกชน มุ่งเป้าที่กำหนดเลยว่าถ้ากิจการด้านเกษตรหรือ อุตสาหกรรมหรือท่องเที่ยวก็แล้วแต่ ต้องการผลประกอบการขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ มีผลผลิต ที่หลากหลายขึ้นหรืออะไรก็ว่าไปนี้ แล้วที่สำคัญคือทำงานในระบบพี่เลี้ยง อันนี้จะเป็นตัวช่วย กับผู้ประกอบการได้เป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากระบบการฝึกอบรม ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญคุณชูชาติ อินสว่าง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูป การเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ความจริงผมมีเรื่องที่จะคุยกับท่านกรรมาธิการเยอะเลย แต่เกรงว่าเวลาจะน้อย เพราะว่า เมื่อครู่พอออกไปนั่งที่ห้องอาหารทานข้าวกลางวัน ก็มีเพื่อน สปช.ท่านหนึ่งถามขึ้นมาเลยว่า ทำไมเอสเอ็มอี เอสเอ็มแอล (SML) ของเราถึงไม่ประสบความสำเร็จ ผมก็เรียน ด้วยความเคารพเลยนะครับ เหตุที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะเราไม่ได้ยึดหลักการ และอุดมการณ์และวิธีการที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วการกู้เงินไปลงทุนคงไม่มีใครเอาเงินฝาก มาลงทุน ส่วนใหญ่ก็กู้เงินไปลงทุน เวลากู้เงินไปลงทุนไม่ได้เน้นย้ำหลัก ๖ ประการ ที่สำคัญของผม ก็คือเรื่องวัตถุประสงค์ในการกู้เงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกร หรือแม่ค้ารายเล็ก รายใหญ่ รายย่อยก็แล้วแต่
๑. วัตถุประสงค์นี่สำคัญว่าท่านกู้เงินไปทำอะไร ถ้ากู้เงินไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ แล้วก็ไม่มีปัญหา มันต้องได้แน่ ๆ มันจะขาดทุนทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเกษตรกรกู้เงินไปทำนาก็ต้องไปทำนา กู้เงินไปขายเสื้อผ้าอาภรณ์ก็ต้องไปขาย เสื้อผ้าอาภรณ์ ยกเว้นไปทำอย่างอื่น ผมก็อนุญาตให้ แต่ต้องไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของวงเงินกู้ที่เอาไปใช้
๒. ก็คือความสามารถในการชำระหนี้ว่า ถ้ากู้เงินไปแล้วเรามีความสามารถ ในการชำระหนี้ได้เพียงพอหรือไม่ นี่คือสิ่งสำคัญ กู้เงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทำนา ๕ ไร่ ได้ข้าว ๕ เกวียน ได้ข้าว ๕๐,๐๐๐ บาท ค่าไถ ค่าหว่าน ค่าดำ ค่ารูด ค่าหอบ ค่าหาบ ค่าเก็บ ค่าเกี่ยว มันก็ไม่พอแล้ว อันนี้คือสิ่งที่เขาเอาไปลงทุนแล้วผิดประเภท ความสามารถ ที่สำคัญ ที่สุดที่เอสเอ็มแอลไม่ประสบความสำเร็จก็คือหลักประกัน เอาหลักประกันน้อย ๆ มากู้เงินไป เยอะ ๆ อย่างนี้ไม่มีใครอยากใช้หนี้หรอกครับ เพราะอย่างไรก็ปล่อยให้หลักประกัน มันเสียหายไป ความสามารถในการชำระหนี้หลักประกัน กำหนดระยะเวลาส่งอย่างแน่นอน แล้วอัตราดอกเบี้ยต้องคำนวณไว้ กู้เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยปีละ ๘๐,๐๐๐ บาท เอาหาร ๑๒ เดือนหนึ่ง ๗,๓๐๐ บาท เอา ๓๐ ไปหาร วันหนึ่งเกือบ ๓๐๐ บาท หาที่ไหนมาใช้ได้ อันนี้คือสิ่งสำคัญ ที่สุดของที่สุดที่ไม่ประสบความสำเร็จก็คืออะไรรู้ไหมครับ ความประพฤติ เราต้องดูความประพฤติเป็นสิ่งสำคัญ กองทุนหมู่บ้านก็ดี เอสเอ็มแอลก็ดี สหกรณ์ก็ดี หรือว่า แม้แต่วิสาหกิจชุมชนก็ดี ถ้าความประพฤติไม่ดีไม่ประสบความสำเร็จแน่นอน อันนี้ เป็นสิ่งสำคัญ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือเกษตรกรไม่ได้ทำอย่างจริงจังหรือผู้ที่เอาเงิน เอสเอ็มแอลไปใช้ไม่ได้สนใจทำอาชีพที่เขาเอาไปใช้อย่างจริงจัง ถ้าเขาเอาไปใช้อย่างจริงจัง แล้วประสบความสำเร็จแน่นอน บางคนเรียกว่าขายไม่ทันทำ กับ ทำไม่ทันขาย แค่เพียงคำพูด กลับกันนิดเดียว ขายไม่ทันทำ กับ ทำไม่ทันขาย ก็คือเวลาเขาอยากจะซื้อเยอะแยะ เราก็มัวไปทำนาเสีย เอสเอ็มแอลอย่างอื่นที่เรากู้มา เราก็ทำไม่ทันขาย ขายไม่ทันทำ ทำไม่ทันขาย อธิบายกันครึ่งวันก็ไม่เสร็จเรียบร้อย เพราะฉะนั้นอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงได้เปรียบคนประเทศไทยไว้ ๓ ประเภท
ประเภทที่ ๑ ลูกขอเงิน บอกพ่อขอเงินไปซื้อจักรยานสักคันหนึ่ง พ่อบอกว่า เดี๋ยวปิดร้านแล้วเดี๋ยวเย็นนี้จะไปซื้อให้ นั่นคือพ่อค้า
ประเภทที่ ๒ ก็คือบอกพ่อขอซื้อจักรยานคันหนึ่ง พ่อบอกว่าเดี๋ยวสิ้นเดือน พ่อจะไปซื้อให้ รับเงินเดือน
ประเภทที่ ๓ ก็คือเกษตรกรพวกเอสเอ็มอี พวกนี้นะครับว่าต้องไปลงทุน พ่อ ขอซื้อจักรยานคันหนึ่ง บอกว่าเดี๋ยวพ่อเกี่ยวข้าวแล้วจะไปซื้อให้ พอจะเกี่ยวข้าวพรุ่งนี้พายุฤดู ร้อนมาอีกแล้วครับ ข้าวที่คิดว่าจะได้เกวียนหนึ่ง ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท ก็เหลือกินอยู่แล้ว ไม่ได้ อีกแล้วครับ เพราะว่าน้ำมันท่วมหมด เหลือเกวียนหนึ่ง ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท นี่คือบุคคลประเภทที่ ๓ ที่อยู่ในพวกเอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชนอะไรของพวกเรา ไม่ใช่ใหญ่โตขนาดที่ว่ามีเงินลงทุนมากมาย ก็อยากจะฝากท่านคณะกรรมาธิการไว้สักนิดหนึ่งว่า เราทำไมถึงต้องปฏิรูปภาคเกษตร ทำไมต้องปฏิรูปภาคพาณิชย์ เพราะว่าหลักการและ อุดมการณ์ที่เราจะทำเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเรายึดหลักการและอุดมการณ์ วิธีการที่ถูกต้องแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่ ถ้าทุกคนรู้หน้าที่ของเราโดยนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ทำไว้เถอะครับ ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ภายใต้ความรู้และเงื่อนไขการปฏิบัติ ที่ถูกต้อง ใครจำไม่ได้เดี๋ยวมาขอนามบัตรผมข้างหน้ามีชื่อชูชาติ ข้างหลังมี ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไขถูกต้อง เรียบร้อย ขอบพระคุณครับท่านประธาน แล้วก็ขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการด้วย ที่จะได้กรุณาแก้ร่างรัฐธรรมนูญเอาสหกรณ์ไว้ข้างหน้า กราบขอบพระคุณไว้ล่วงหน้าครับ ขอบพระคุณอย่างสูงครับ
ขอบคุณครับ เชิญพันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดมุกดาหารครับ ท่านประธานครับ จังหวัดมุกดาหาร คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดมุกดาหาร ตอนนี้จากการที่ผมได้ศึกษารายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ ก็เห็นว่าเป็นรายงานที่ดีเนื่องจากว่าได้มีคำจำกัดความ หรือคำนิยามของคำว่าผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการคือใคร คือผู้ที่แสวงหาโอกาสทางการค้า พร้อมรับความเสี่ยงจากการลงทุนเพื่อผลกำไร ริเริ่มสร้างสรรค์และบริหารจัดการปัจจัยการผลิต และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ทีนี้พอมาดูลักษณะของผู้ประกอบการ จุดเริ่มต้น ของผู้ประกอบการก็คือทุกคนจะต้องกล้าเสี่ยงในระดับปานกลาง บางคนก็ต้องกล้าเสี่ยง ในระดับต้นนะครับ ซึ่งก็เห็นผู้ประกอบการหลายคนเริ่มที่จะเป็นผู้ประกอบการ จุดแรกก็คือ จะต้องคิดหาเงินทุนที่จะเอามาใช้ในการประกอบการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะขอความรู้ จากคณะกรรมาธิการก็คือว่าผู้ประกอบการของไทยจะได้รับการสนับสนุนจากบีโอไอหรือไม่ ซึ่งปกติแล้วบีโอไอจะส่งเสริมการลงทุนเฉพาะชาวต่างประเทศที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ก็คือว่า ๑. ไม่เก็บภาษีไปภายใน ๘ ปี หรือ ๑๐ ปี หรือ ๑๕ ปี แต่ว่าผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่แล้ว เมื่อเขาลงทุนไปแล้ว ไม่เห็นว่ากรมสรรพากร หรือกรมสรรพสามิตจะได้ไม่เก็บภาษีเขา ๘ ปี ๑๐ ปีอย่างที่ว่าสิ่งนี้ละครับผมก็เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลสนับสนุนส่วนใหญ่ก็จะสนับสนุนนักลงทุน จากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศ ทีนี้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดมุกดาหารอย่างที่ว่า มีนักลงทุนคนไทยคนไหนบ้างที่อยากไปลงทุน ผมก็คิดว่าถ้าหากได้ส่งเสริมให้คนไทย ได้ลงทุนอย่างที่ว่าโดยการไม่เก็บภาษี ๘ ปี หรือ ๑๐ ปี ก็อาจจะมีคนไปลงทุนมาก สิ่งนี้ล่ะครับ ที่ผมอยากจะขอความรู้ขอความเห็นจากคณะกรรมาธิการโปรดได้พิจารณาสนับสนุนการลงทุน ในประเทศไทย ผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่ก็ขาดทุนในการสนับสนุน ไปติดต่อธนาคารใด เขาก็ไม่อยากให้กู้เนื่องจากว่าจะถามหาหลักทรัพย์เป็นสิ่งแรก คุณมีหลักทรัพย์อะไร หลักทรัพย์ก็ให้ต่ำกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๕๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง สิ่งเหล่านี้ละครับที่ทำให้ ผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะเดินหน้าประกอบการได้ก็จะมีความเสี่ยงเกิดขึ้น ถ้าหากว่า ประกอบการดีลงทุนมีกำไรธนาคารก็จะเข้ามาจีบแล้วว่าลุงป้าน้าอา น้องนุ่งอยากได้เงิน เท่าไร อันนี้ยกตัวอย่างผู้ประกอบการรายหนึ่งนะครับที่จังหวัดมุกดาหาร เริ่มต้นมีเงินอยู่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไปลงทุนรับซื้อยางพาราจากชาวสวน ๑๐๐,๐๐๐ บาทนี่ก็ขอเงินพ่อเงินแม่ไป แต่ว่าก่อนที่จะขอเงินพ่อเงินแม่ก็ไปติดต่อกับธนาคารออมสิน ธนาคารออมสินบอกว่า คุณเป็นผู้ประกอบการใหม่ เป็นเด็กอายุ ๒๓-๒๔ ปีนี่มีความกล้าที่จะลงทุนหรือไม่ มีหลักทรัพย์อะไรหรือไม่ สุดท้ายแล้ว ธนาคารก็ไม่ปล่อยกู้ กู้เพียง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก็มีหลักทรัพย์เพียงเล็กน้อย อันนี้ ก็จะชี้ให้เห็นแล้วว่าธนาคารก็ไม่สนับสนุนในเบื้องต้น ผู้ที่จะเริ่มเป็นผู้ประกอบการ ผมขอชื่นชม ในความคิดของท่านมนู เลียวไพโรจน์ ที่บอกว่ามนุษย์มีอยู่ ๓ ประเภท ประเภทที่ ๑ มีเงิน แต่ไม่รู้จะทำอะไร ๒. รู้ว่าจะทำอะไรแต่ไม่มีเงิน ๓. ไม่รู้ว่าจะทำอะไร แล้วก็ไม่มีเงินด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นคนที่รู้ว่าทำอะไร ไม่มีเงิน แต่อยากทำก็ควรจะสนับสนุนนะครับ กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม สายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ครับ ต้องเรียนว่าเป็นความภาคภูมิใจแทนผู้ที่ทำรายงานชุดนี้ ท่านอัญชลี ชวนิชย์ เพราะเป็นครั้งแรกที่เห็นความตั้งใจของ สปช. ในการพัฒนา ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีมากกว่า ๒,๘๐๐,๐๐๐ ราย ใน ๒,๘๐๐,๐๐๐ รายนี้ ทำให้เกิด รายได้จีดีพี ๓๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่ที่น่าตกใจคือว่าในจำนวน ๙๗ เปอร์เซ็นต์ ของเอสเอ็มอีนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก ทุนจดทะเบียนมีตั้งแต่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ประมาณสัก ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ผมมีความดีใจว่า ถ้าหากประเทศไทยเราสามารถพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีทางที่เข้มแข็งขึ้น แข็งแกร่งขึ้นก็จะเป็นการป้องกันการผูกขาด หรือการมีอิทธิพลเหนือตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ประเภทผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถ้าจะแบ่งคร่าว ๆ สามารถแบ่ง ออกเป็น ๑. เอสเอ็มอีที่มาจากแอลเอสพี : ลิโทโลจี เซอร์วิส โพรไวเดอร์ (LSP : Lithology Service Provider) คือผู้ประกอบการที่มีอาชีพด้านนี้มากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ราย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทเล็ก ๆ เช่น บริษัทรถบรรทุก บริษัทรับจองระวางเครื่องบิน เรือ บริษัท ชิปปิง บริษัทต่าง ๆ เหล่านี้มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีมากกว่า ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บริษัท ผู้ส่งออกที่เป็นเอสเอ็มอีก็มีจำนวนมาก นักลงทุนในต่างประเทศ ผู้ประกอบการด้านการเกษตร และเกษตรอุตสาหกรรมมีเป็นแสน ๆ ราย ผู้ประกอบการ การค้าในประเทศมีเป็นล้าน ๆ ราย แล้วก็เอสเอ็มอีที่ให้บริการ พวกเอสเอ็มอีรายเล็ก ๆ เช่น รับจองตั๋วเครื่องบิน ทำโรงแรมเล็ก ๆ พวกนี้ คราวนี้ปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งส่วน ใหญ่ทราบแล้ว ก็คือว่ามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องระบบการจัดการ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การตลาด การผลิต มีปัญหาด้านเงินทุน มีปัญหาด้านเทคโนโลยี การถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ ผูกขาด ตัดตอน แล้วเลิกกิจการ เช่น ในอนาคตนั้นคาดว่าในอีกไม่กี่ปีร้านขายข้าวแกงเล็ก ๆ ในตลาดก็จะต้องถูกปิดกิจการ ขณะนี้แหนมบางยี่ห้อที่เคยขายดีต้องกลายเป็นรับจ้างผลิต อันเนื่องมาจากอิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่ บริษัทค้าปลีกค้าส่งในอนาคตน่าจะถูกควบคุม โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ บริษัทรถบรรทุก บริษัทโลจิสติกส์เล็ก ๆ บริษัทชิปปิงจะถูกควบคุม โดยบริษัทโลจิสติกส์ขนาดใหญ่จากต่างประเทศ และบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศ คราวนี้ ปัญหาของทางราชการที่มาจากเอสเอ็มอีคืออะไร ปัจจุบันนี้มี พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอี หลายฉบับ แต่ไม่บูรณาการ แล้วหน่วยราชการต่าง ๆ มีโครงการ มีแผนงานจะส่งเสริม เอสเอ็มอี แต่ไม่เคยนั่งคุยกันว่าจะพัฒนาเอสเอ็มอีให้มีทิศทางไปในทิศทางเดียวกันอย่างไร ซ้ำซ้อน แล้วก็นอกจากนี้การพัฒนาเอสเอ็มอีส่วนใหญ่เน้นในเชิงวิชาการมากกว่าเชิงปฏิบัติ คราวนี้ควรจะต้องมีการพัฒนาเอสเอ็มอีอย่างไรบ้าง เห็นด้วยครับกับรายงานที่ว่า ควรจะต้องแยกเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มธุรกิจและพัฒนา ซึ่งผมคิดว่าควรจะต้องมี ๑. สร้างฐานข้อมูลและบริการในวิเคราะห์เชิงลึก ควรจะต้องมีข้อมูลที่มากและเพียงพอ ข้อมูลการส่งออกในการเจาะตลาดต่างประเทศนั้น ต้องเป็นข้อมูลที่ทันสมัย การลงทุน ในต่างประเทศนั้นต้องมีข้อมูลต่าง ๆ ที่มาก และเหมาะสมในการไปเปิดบริษัทในต่างประเทศ เช่น ข้อมูลด้านกฎหมายการลงทุน ขั้นตอนต่าง ๆ การยื่น ท่านอาจจะไม่ทราบว่าการใช้บริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศในซีแอลเอ็มวี (CLMV) เขาคิดเป็นชั่วโมง ชั่วโมงอย่างน้อย ๓๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท เอสเอ็มอีเอาเงินที่ไหนไปจ้างที่ปรึกษาเหล่านี้ ควรต้องมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบง่าย ๆ แล้วก็มีการดูแล ไม่ใช่เหมือนโปรแกรมปลาดาว ซึ่งฮิต (Hit) กันอยู่พรรคหนึ่งแล้วก็หายไปแล้ว ควรต้องส่งเสริมด้านดิจิทัล อีโคโนมี อย่างจริงจัง ถ้าจะพัฒนาผู้ประกอบการโดยเฉพาะโอทอปต้องมีแผนงานและการพัฒนาการ ที่จริงจังอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้บทบาทบีโอไอนั้นควรจะต้องมีแพคเกจ (Package) ส่งเสริมเอสเอ็มอี โดยเฉพาะเอสเอ็มอีด้านเกี่ยวขนาดเล็กควรจะต้องมีแพคเกจที่ชัดเจน ไม่ใช่ ส่งเสริมเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศเท่านั้น ต้องให้เอสเอ็มอีและตัวแทน ในแต่ละธุรกิจ แต่ละภาคส่วน เช่นผู้แทนธุรกิจด้านการเกษตร อุตสาหกรรม หรือการค้า ในประเทศ และผู้ให้บริการ มีบทบาทมีส่วนร่วมในเวทีและกรอบการเจรจาการค้าต่าง ๆ ทั้งเออีซี เอฟทีเอ (FTA) หรือหน่วยงานราชการต่าง ๆ ทุกวันนี้มีแต่ผู้ประกอบการที่เป็น ผู้แทนจากองค์กรขนาดใหญ่เข้าไปนั่งประชุมในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ของทางราชการ ไม่เคยมีตัวแทนเอสเอ็มอีเข้าไปนั่งให้ความคิดเห็นเลย แล้วก็เห็นด้วยครับกับคุณประภาศรี สุ ฉันทบุตร ขออนุญาตที่เอ่ยนามว่าควรจะต้องมีการจัดตั้งกรมเอสเอ็มอีในประเทศไทยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ก่อนจะเชิญศาสตราจารย์ชัชนาถ ท่านถัดไปจะเป็นศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ อาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ คุณกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ แล้วคุณอ่อนอุษา ลำเลียงพล เรียนเชิญศาสตราจารย์ชัชนาถ เทพธรานนท์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการและท่านสมาชิก สปช. ที่เคารพทุกท่าน ดิฉัน ศาสตราจารย์ชัชนาถ เทพธรานนท์ สมาชิก สปช. ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หมายเลข ๐๕๔ ดิฉันรู้สึกชื่นชมรายงาน ของคณะกรรมาธิการที่ได้ครอบคลุมมิติต่าง ๆ ได้กว้างขวางและชัดเจน ดิฉันขออนุญาต ร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ท่านกรรมาธิการพิจารณาเพิ่มเติมดังนี้ คือมีผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า ธุรกิจหรือบริษัทของเอสเอ็มอีก็เหมือนกับโต๊ะ โต๊ะที่ต้องตั้งอยู่บนขาสี่ขา ขาที่ ๑ คือต้องมีเงิน ขาที่ ๒ ต้องมีเทคโนโลยี ขาที่ ๓ ต้องมีตลาด ขาที่ ๔ ต้องมีการบริหารจัดการ ถ้าขากุดขาหัก หรือขาด้วน โต๊ะคือบริษัทก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นรัฐจะต้องช่วยซ่อมขาโต๊ะให้กับ ผู้ประกอบการที่ขาชำรุดทั้งหลาย ซึ่งในบ้านเราประเทศเรามีอยู่มากมาย ขณะเดียวกันรัฐ ก็ต้องอุ้มชูผู้ประกอบการใหม่ที่จะสร้างโต๊ะใหม่ให้ครบองค์ประกอบสี่ขาตั้งแต่เริ่มแรก เนื่องจากตัวดิฉันเองมีประสบการณ์เพียงด้านเดียว ขาเดียว คือด้านเทคโนโลยี ก็ขอให้ความเห็นในด้านนี้ที่เกี่ยวกับทั้งผู้ประกอบการเดิมและผู้ประกอบการใหม่
สำหรับผู้ประกอบการเดิมพบว่าต้องการบริการอันหนึ่งอย่างมากทางด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีก็คือต้องการระบบบริการตรวจ วิเคราะห์ ทดสอบ ซึ่งหลากหลายมาก ที่เข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว แม่นยำ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่นตรวจเพื่อออกใบรับรองเซอร์ทิฟิเคท (Certificate) ให้บริษัทเพื่อส่งออกว่ามีสารต้องห้ามตกค้างในผลิตภัณฑ์อาหารไม่เกินกำหนด ของสากล ประเทศเรามีบริการไม่เพียงพอ ต้องส่งต่างประเทศ เสียเวลา เสียเงินแพง อีกตัวอย่างที่เป็นประโยชน์ของการตรวจ วิเคราะห์ ทดสอบ ที่ได้มาตรฐานสากล คือหลายปีมาแล้ว ช่วงที่มีโรควัวบ้าระบาด บริษัทไทยนำเข้าอาหารกระป๋องจากต่างประเทศเข้าใจว่า อาจจะเป็นเนื้อหมูหรือเนื้อไก่บด เมื่อส่งให้แล็บ (Lab) มหิดลตรวจพบดีเอ็นเอ (DNA) ของวัว คือว่ามีเนื้อวัวปน ส่งคืนยุโรปทั้งชิพเมนท์ (Shipment) ฝรั่งก็โกรธจัด มีการฟ้องร้อง ฝรั่งบินมาพิสูจน์หลักฐานพบว่าการตรวจของไทยได้มาตรฐานสากลจริง จึงต้องยอมรับ และแพ้คดีไปโดยปริยาย
อีกบริการที่ผู้ประกอบการปัจจุบันต้องการมากคือการพัฒนาเทคโนโลยี ในการผลิตและการบริการ ซึ่งบริการนี้ สวทช. มีโครงการเรียกว่าไอแทป (iTAP) อินดัสเทรียล เทคโนโลยี แอสซิสแตนซ์ โปรแกรม (Industrial technology assistance program) ซึ่งเชื่อมโยงความต้องการของเอสเอ็มอีด้านเทคโนโลยีสู่ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิจัย ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการจังหวัดขอนแก่นผลิตพรมผืนเล็ก ๆ ๑ ตารางเมตร เช่น พรมเช็ดเท้าในห้องน้ำ ต้องการผลิตพรมเต็มพื้นที่ วอล ทู วอล (Wall to wall) ไอแทปหาผู้เชี่ยวชาญไปช่วยพัฒนา จนสามารถส่งออกไปโรงแรมห้าดาวในยุโรปได้ เขาโตจากคนงาน ๖๐-๗๐ คน เป็นมากกว่า ๗๐๐ คน ผู้จัดการจังหวัดเพชรบุรีผลิตผ้าเบรกรถยนต์ ยุโรปห้ามใช้ใยหินหรือแอสเบสทอส (Asbestos) ไอแทปหาผู้เชี่ยวชาญไปช่วยพัฒนาให้ใช้ใยสังเคราะห์ที่แข็งแรงเทียบเท่า ปัจจุบันส่งออกได้และตั้งศูนย์ทดสอบเบรกรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ไอแทปได้ช่วย เอสเอ็มอีพัฒนาเทคโนโลยีไปแล้วมากกว่า ๔,๕๐๐ ราย และมีศักยภาพที่ขยายบริการให้ได้ มากกว่า ๑๐,๐๐๐ รายต่อปี ภายใน ๕-๑๐ ปี เพราะฉะนั้นสมควรที่จะจัดตั้งเป็นสำนักงาน พัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมระดับชาติเพื่อขยายงาน สำหรับผู้ประกอบการใหม่ รายงาน ก็ได้ครอบคลุมหลาย ๆ ประเด็นในการปฏิรูปไว้แล้ว แต่ขอเสนอให้พิจารณาอีก ๔-๕ ประเด็น คือ ๑. เรื่องของทุนวิจัยให้ภาคเอกชน ซึ่งอาจจะเป็นแมทชิง ฟันด์ (Matching fund) ก็ได้ ต่างประเทศมีกันทั้งนั้น แต่ประเทศไทยมีทุนวิจัยให้เฉพาะภาครัฐ
๒. ทุนวิจัยต่อยอด คือต่อยอดผลงานวิจัยจากห้องแล็บออกไปสู่การผลิต เช่น อยู่ในห้องแล็บทำได้ ๑ ลิตร จะไปอยู่ในโรงงานต้องทำเป็นหมื่น ๆ ลิตร จะต้องพัฒนาอีก หลายปัจจัย หลายพารามิเตอร์ (Parameter) รวมทั้งระบบด้านวิศวกรรม
๓. สิทธิประโยชน์ในการสามารถหาค่าใช้จ่ายในการไลเซนซิง (Licensing) เทคโนโลยีของภาครัฐได้ ๒ เท่าหรือกี่เท่าก็แล้วแต่ เพื่อจูงใจให้มีการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย ของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย
๔. ส่งเสริมสนับสนุนการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานประเภทอุทยานวิทยาศาสตร์ หน่วยบ่มเพาะธุรกิจ เทคโนโลยี ปัจจุบันมีภาคเอกชนจัดตั้งหน่วยบ่มเพาะธุรกิจด้านไอที (IT) แล้ว ๔-๕ ราย ซึ่งได้ผลดีกว่าหน่วยบ่มเพาะของภาครัฐ เพราะเอกชนเป็นพี่เลี้ยงที่เก่ง ทั้งในด้านการเงิน การตลาดและการบริหารจัดการ คือทั้ง ๔ ขาของโต๊ะธุรกิจให้กับ ผู้ประกอบการใหม่หรือสตาร์ทอัพได้ดี ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ เชิญอาจารย์กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ครับ
เรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานกรรมาธิการ ผมดีใจมากที่เห็นรายงานเรื่องการสร้าง สังคมผู้ประกอบการที่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ผมอยากจะมีความคิดเสนอแนะเพิ่มเติมในฐานะที่อยู่ ในวงการนี้มาพอสมควรว่า การสร้างผลประกอบการหรือเอนเทอเพอเนอร์ชิฟ (Entrepreneurship) เป็นเรื่องที่ใหญ่มากของประเทศไทย ผู้ประกอบการคนไทยขาดอยู่ ๒-๓ เรื่อง ก็คือขาดความรู้ ซึ่งเดี๋ยวผมจะได้เรียน ขาดเงิน และที่สำคัญคือขาดพันธมิตร ผมคิดว่าประเด็นในรายงานน่าจะ ครอบคลุมถึงวิสาหกิจเพื่อสังคมซึ่งเราเพิ่งลงมติไปให้รวมกับวิสาหกิจชุมชนด้วย นั่นคือประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าการพัฒนาความรู้ในเรื่องของผู้ประกอบการผมคิดว่า จะต้องมีหน่วยงานกลางรวบรวมหลักสูตรร่วมกับท้องถิ่น ร่วมกับสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น และสถาบันวิจัยที่ต้องมาต่อยอดกัน การให้ความรู้นั้นต้องเป็นการให้ความรู้ทั้งในรูปแบบ และนอกรูปแบบโดยการใช้สื่อเป็นสำคัญ ในความรู้ด้านการผลิต การเงินและการตลาด ภาษี บัญชี ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก เราพูดถึงคน ๒.๗ ล้านคน ที่เราพูดถึงเรื่องว่าคนพวกนี้กำลัง ขอนิรโทษกรรมภาษีโดยสภาอุตสาหกรรม ซึ่งเรื่องนี้ก็เพราะว่าเขาได้ขาดความรู้ในเรื่องบัญชี และการเงิน
ประการที่ ๓ คือการต่อยอดการวิจัยที่ ขอเอ่ยนาม ท่านอาจารย์ชัชนาถพูดว่า การวิจัยของเราอยู่ในห้องจะทำอย่างไรให้การวิจัยการต่อยอดนวัตกรรมผ่านสถาบันการศึกษา เอสเอ็มอีนี้มาใช้ได้กับสินค้า และที่สำคัญคือประเทศไทยต้องอย่าแห่กันทำ โอทอป เป็นตัวอย่างอันดี เราต้องแบ่งเซคเตอร์เกษตร อุตสาหกรรม การผลิตและเลือกเฉพาะที่เป็น ทอป (Top) ของการผลิตแต่ละอัน ไม่ใช่พอผลิตสินค้านี้ ทุกจังหวัดผลิตหมดเลย อันนี้คือ เป็นการตลาดสำคัญมาก แล้วต้องใช้เครือข่าย ที่สำคัญก็คือว่าพี่สอนน้องก็คือว่า จะทำอย่างไรให้เครือข่ายบริษัทใหญ่ ๆ ที่จะต่อเป็นซัพพลาย เชน (Supply chain) ก็ดี เป็นจอยท์ เวนเจอร์ (Joint venture) ก็ดี เป็นไลเซนส์ (License) ก็ดี เข้ามาช่วยกิจการ ต่างจังหวัดหรือเอสเอ็มอี ให้ใหญ่ขึ้น
ประการต่อมาคือนอกจากการวิจัยต่อยอดก็คือการสนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอี รวมตัวกัน ผมเคยเสนอคอนเซปต์เรื่องของการตั้งโฮลดิง คัมพานี (Holding company) ในแต่ละภาค ในแต่ละส่วนเพราะว่าเล็ก ๆ มันสู้ไม่ได้ครับ มันจะต้องมีการรวมกัน รวมศูนย์กัน แบค ออฟฟิศ (Back office) ช่วยกัน การตลาดแบ่งกัน การผลิตแยกกัน การรวมกันเป็น โฮลดิง คัมพานี ของกลุ่มวิสาหกิจต่าง ๆ แทนที่จะแยกกันก็สามารถต่อรองกับพวกร้านค้าใหญ่ ๆ ได้ ซูเปอร์สโตร์ (Superstore) ใหญ่ ๆ อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ท่าน สปช. ท่านหนึ่งกล่าวคือ ท่านอาจารย์สีลาภรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม เรื่องการเข้าไปขายของในร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เรื่องจริงครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องมี แรงจูงใจให้กลุ่มเอสเอ็มอีรวมกันเพื่อต่อสู้เพื่อจะเจรจาต่อรองและสิ่งที่ทำได้ก็คือต้องรวมกัน ไปให้ขนาดใหญ่เพื่อจะเจรจาต่อรองได้ ผมคิดว่าการรวมกันนั้นสำคัญ แล้วก็สิ่งหนึ่งที่สำคัญ ก็คือว่านอกเหนือจากการกำหนดประเภทสินค้ากำหนดนโยบายการผลิตนั้นแล้ว การที่จะทำ ให้เอสเอ็มอีเติบโตได้ก็คือว่าการเข้าไปทำซัพพลาย เชนกับบริษัทใหญ่ ๆ การเข้าไปร่วม ลงทุนหรือจอยท์ เวนเจอร์กับบริษัทใหญ่ ๆ ซึ่งผมคิดว่าบริบทของวิสาหกิจชุมชนที่เราจะให้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับบริษัทใหญ่ ๆ เข้ามาช่วยนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก การที่บริษัทใหญ่ ๆ เข้ามาช่วยได้นี้ มันก็จะช่วยเรื่องการตลาด การเงิน การบัญชี การภาษีอากรนะครับ ซึ่งผม คิดว่าเอสเอ็มอีนี้เป็นอนาคตของประเทศและเราจะต้องบูรณาการทำกันทั้งประเทศและทำ กันต่อเนื่อง ผมคิดว่าในรัฐธรรมนูญเราพูดไว้บางส่วน ผมคิดว่าการแก้ไขกฎหมายหลายเรื่อง ภาษีหลายอันก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ ผมคิดว่าการที่จะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอียั่งยืนได้นี้ ต้องทำอย่างใหญ่ แล้วก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ผมคิดว่าการทำให้ผู้ประกอบการหรือเกษตรกรก็ดี ผู้ประกอบการกิจการ ในต่างจังหวัดก็ดีนี้ อย่าให้เขาทิ้งถิ่น ให้เขาอยู่ในท้องถิ่นเขา รักษาสิ่งแวดล้อมนะครับ ทำธุรกิจด้วยความยั่งยืน เศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะตอบโจทย์เรื่องของสังคม ผู้ประกอบการได้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผมขอเสนอเพิ่มเติมครับท่านประธานครับ ให้พ่วงเรื่องของ คนพิการกับเรื่องดิจิทัลนะครับท่านประธาน โดยเฉพาะในปฏิรูปเรื่องที่ ๒ เรื่องการเรียนรู้นี้นะครับ ผมว่าที่พูดถึงปฏิรูปการเรียนรู้นี้เราไปพูดแต่ในระบบ ผมคิดว่าน่าจะพูดเรื่องนอกระบบ ให้มากนะครับ ทำอย่างไร อย่างวันนั้นที่อาจารย์ประภาภัทรได้เคยเสนอว่าประเทศไทยเรา น่าจะทำแหล่งเรียนรู้ขนาดใหญ่นะครับ อันนี้ก็ควรจะเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ ขนาดใหญ่ว่าถ้าจะทำธุรกิจแบบโน้นแบบนี้ทำอย่างไร ของคนพิการผมก็พยายามทำอยู่นะครับ เพื่อให้นายจ้างได้เห็นภาพว่าคนพิการทำอะไรได้บ้าง เราก็จะถ่ายทำครับว่าคนพิการถ้าจะทำ ธุรกิจอย่างนี้เขาทำอย่างไร ถ้าเขาจะทำงานอย่างโน้นเขาทำอย่างไรนะครับ ผมว่าถ้าเราทำ เป็นแหล่งเรียนรู้ขนาดใหญ่คนเขาจะได้มาเรียนรู้กันนะครับว่าถ้าผมอยากจะทำร้านกาแฟ ผมจะต้องทำอะไรบ้าง อันนี้ผมว่าสำคัญนะครับ นอกระบบนี้แล้วก็อยู่ในดิจิทัล แล้วก็ สามารถเอาข้อมูลไปหาข้อมูลเหล่านี้ได้โดยใช้สมาร์ทโฟน (Smartphone) นี้ ผมว่าจะช่วยได้มาก แล้วก็ต้องเอื้อให้คนพิการเข้าไปได้นะครับ คิดอย่างไรก็ให้คิดแบบสตีฟ จอบส์นะครับ ท่านประธาน เพราะว่าสตีฟ จอบส์เวลาทำอะไรก็ต้องคิดถึงทุกคน ให้คนพิการเข้าไปใช้ระบบ เหล่านี้ได้ด้วย ผมว่าอันนี้จะเป็นประโยชน์มหาศาล ใครอยากจะทำธุรกิจอะไรก็เข้าไปเรียนรู้ แล้วสนใจก็จะได้ลงมือทดลองทำดูหรืออาจจะเพิ่มอาชีพโน้นอาชีพนี้ ผมว่าอันนี้จะเป็น ประโยชน์มาก แล้วถ้าเป็นไปได้อาจจะมีหลักสูตรสั้น ๆ อบรมผู้ประกอบการครับ ท่านประธาน อย่างไอโอดี (IOD) นี้ครับท่านประธานครับ ผมเข้าไปเป็นกรรมการไทยพีบีเอส (Thai PBS) ปุ๊บ เขาส่งไปไอโอดีเลยครับ ไปอบรมเลยว่าถ้าคุณเป็นกรรมการบริษัทหรือ กรรมการขององค์กรนี้คุณจะต้องมีอะไรบ้าง คุณจะต้องรู้อะไร ผมจึงท่องมาได้ทุกวันนี้เลย ซีโอแอลดี (COLD) ดิวตี ออฟ แคร์ ออฟ มีเดียม ลอยัลตี ดิสโคลชเชอร์ (Duty of Care of Medium Loyalty Disclosures) อะไรนี้ครับ ท่านประธานครับ มันมีประโยชน์มาก มันจำเป็นจะต้องมีครับที่จะอบรมคนที่จะเข้ามาทำเรื่องประกอบการนี้ต้องมีความรู้อะไร ผมก็สนใจปฏิรูปอันที่ ๒ เหมือนกันครับท่านประธาน ยั่งยืนครับ สตาร์ทอัพ ผมว่าต้องนึกถึง คนพิการด้วยนะท่านประธาน ระบบฐานข้อมูลต้องให้คนพิการเข้าไปใช้ได้ คือต้องออกแบบ แบบยูดี (UD) ยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ (Universal Design) ทุกวันนี้มีปัญหา เวลาคนพิการจะใช้ สมาร์ทโฟน เข้าไปหาข้อมูลนี้ เข้าไปไม่ได้ เพราะว่ามันไม่เป็นยูดี มันไม่เป็นยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ รวมทั้งรัฐสภาเราด้วยครับ เพราะฉะนั้นอันนี้มันสำคัญครับท่านประธาน มันต้องนึกถึงทุกคนครับ เราจะเป็นสังคมสำหรับทุกคน แล้วผมคิดว่าเราจะต้องเอาใจใส่เรื่องดิจิทัล การทำการตลาด ระบบดิจิทัล ผมว่าเราไม่ต้องไปง้อพวกห้างใหญ่ ๆ ที่คิดแพง ๆ หรอกครับท่านประธาน โลกยุคใหม่มาทำตลาดดิจิทัล ทำเว็บ (Web) เหมือนแจ็คหม่านี้นะครับ แต่คราวนี้อาจจะเอา วิริยะก็ได้นะครับ เว็บนี้ หรือขยัน หรืออะไรก็ได้ หรือรวย ๆ แบบนี้ครับ แล้วก็เปิดให้ทุกคน เอาของมาจำหน่ายได้ รัฐยอมลงทุนหน่อยหรือส่งเสริมให้ใครเปิดเว็บ แล้วก็คัดดูว่าเป็นสินค้า ที่ใช้ได้ แล้วคุณก็เอามาขายได้เลย แล้วก็ฝึกระบบส่ง เวลามีออเดอร์ (Order) สั่งเข้ามา เขาจ่ายเงิน คุณดูแลให้ส่ง ผมว่าช่วยทำตลาดดิจิทัล แล้วก็ช่วยอบรมให้เขารู้จักประชาสัมพันธ์ ตลาดของเขาผ่านระบบดิจิทัล ผมว่าสำคัญมากนะท่านประธาน เพราะว่ายุคใหม่พอมันดิจิทัล เราจะเข้าอาเซียน มันขายอาเซียนได้ด้วย เราทำครั้งเดียวแล้ว แล้วมันใช้งานไปตลอด ไม่ต้อง มาถึงอาเซียนมาปรับใหม่ ผมว่าถ้าใครช่วยคิด แล้วก็ทุ่มเททำ รัฐบาลควรจะทุ่มเงินแล้วมันไม่แพง แล้วก็เปิดโอกาสให้ทุกคนมาใช้ตลาดเหล่านี้ได้ ขายได้ แล้วก็มีระบบฝึกอบรม โคช (Coach) ให้เขารู้จักทำการตลาด ผมว่าอันนี้จะทำให้ผู้ประกอบการลุกขึ้นมาได้ แล้วผมเห็นด้วยคือ ต้องสอนให้เขารู้จักซ่อมในสิ่งที่เขาบกพร่อง ไอ้ ๔ ขานี่ คือไม่ต้องไปทำให้เขา แต่ต้องให้เขา เรียนรู้ว่าเมื่อเขาขาไหนหัก ให้เรียนรู้ว่าจะซ่อมอย่างไร อันนี้ผมว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก แล้วก็อย่าลืมคนพิการนะครับ ถ้าคนพิการเป็นผู้ประกอบการได้ดี จะเป็นกำลังใจให้คนอื่น ด้วยท่านประธาน ผมไปอเมริกาผมประทับใจมากที่คนตาบอดเขารวมกลุ่มแล้วสามารถทำ ผู้ประกอบการขายอาหารได้ครับ ผมฝันอยากจะทำแต่ยังคิดไม่ออกครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน
ขอบคุณครับ เชิญคุณกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลำดับที่ ๐๐๔ จากจังหวัดพิษณุโลก ดิฉันเองต้อง ขอขอบคุณที่ได้มีการศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ จะเข้ามาอยู่ในส่วนของผู้ประกอบการ ของดิฉันเองชีวิตอยู่แต่ต่างจังหวัด ทำงานอยู่ในพื้นที่ มาตลอด ได้เห็นสภาพของ จะเรียกว่า ผู้ประกอบการ ตามความหมายของท่านผู้ศึกษา หรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ดิฉันว่าเขาคือผู้ประกอบการกัน จะมีตั้งแต่กลุ่มของกลุ่มโอทอปนี้ ก็อยู่กระจายไปหมดในส่วนของภูมิภาค แล้วก็อยู่ในความดูแลของพัฒนาชุมชนใช่ไหมคะ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ชื่อคล้ายกัน แต่ว่าเป็นกลุ่มที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขาก็ทำตรงนี้ ก็คล้าย ๆ กัน นอกนั้นก็จะมีกลุ่มประกอบอาชีพอิสระต่าง ๆ ก็มีของที่อาจารย์วิริยะพูดก็มี ก็คือกลุ่มคนพิการ แต่เขาจะกู้เงินจากกองทุนคนพิการแล้วก็ไปประกอบอาชีพอิสระเป็น รายบุคคล มีแม้แต่กระทั่ง ณ วันนี้ มันไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินทุน เพราะว่าผู้สูงอายุก็มีเงินกู้ ให้กับผู้สูงอายุไปประกอบอาชีพอิสระเป็นรายบุคคลเหมือนกันหรือว่ากลุ่มสตรีซึ่งได้จาก เงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี นี่ค่ะจะเห็นว่ากลุ่มเหล่านี้เต็มไปหมดแล้วยังไม่นับรวมไปถึง ผู้ที่ประกอบอาชีพต่าง ๆ ค้าขาย แม่ค้า ตลาดต่าง ๆ แม้แต่จักรยานยนต์รับจ้าง ก็เป็นอาชีพ หนึ่งเหมือนกัน แต่สิ่งที่ดิฉันเป็นห่วงก็คือว่าเราเจอปัญหาว่าสุดท้ายปลายทางก็คือมีเงินกู้ไปแล้ว ไปลงทุนแล้ว สุดท้ายก็จะไปตันเรื่องตลาด พอตลาดตันไม่มีตลาดให้ก็ประสบการขาดทุน แล้วสุดท้ายก็ กลับไปอยู่ที่ศูนย์ใหม่พร้อมทั้งมีหนี้ด้วย แล้วหลายคนก็คือต้องไปกู้หนี้นอกระบบเพื่อมาใช้ เงินที่ไปกู้มาอีก สภาพก็จะวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ แล้วก็หลายคนก็จะพยายามที่จะลึกขึ้น แต่ก็ลุกไปไม่ได้เพราะมันเป็นรายย่อย ตรงนี้ดิฉันอยากจะฝากว่าเป็นไปได้ไหมที่ว่าในเรื่อง ของกลุ่มวิสาหกิจใหญ่ ๆ นี่น่าจะเอื้อให้กับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยรายย่อยเหล่านี้ โดยให้เขาได้มีการเชื่อมต่อกัน นั่นคือมันต้องมีข้อมูลมีความรู้ให้เขา และที่สำคัญดิฉัน ได้ทราบว่าถ้ามีสถาบันที่จะทำในเรื่องเหล่านี้ที่ท่านบอกว่าจะช่วยวิสาหกิจในขนาดกลาง ขนาดย่อม แต่ดิฉันอยากให้เอื้อไปถึงระดับรากหญ้าด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจะช่วยเขา ในเรื่องขององค์ความรู้ องค์ความรู้ในเรื่องของการจัดการ องค์ความรู้ในเรื่องของตลาด นี่สำคัญ เพราะฉะนั้นถ้าเขาโยงว่ามีตลาดที่เขาสามารถที่จะไปเชื่อมได้ ดิฉันว่าสิ่งที่เขาคิดว่า จะทำในสิ่งที่เขาชอบ หรือสิ่งที่คนอื่นเขาทำนี่ดิฉันว่ามันก็จะหมดไป ส่วนใหญ่ก็จะเลียนแบบ ว่าใครทำแล้วดี ขายได้ก็ทำไป เสร็จแล้วก็เจอปัญหาขาดทุนอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าเขารู้ว่าตลาด เบื้องบนอยู่ตรงไหน แล้วตลาดข้างบนลงมาเชื่อมกับข้างล่าง ให้รู้ว่าเราต้องการผู้ประกอบ ในเรื่องนี้ ๆ ดิฉันว่ามันจะช่วยได้อย่างมาก และอีกประการหนึ่งเรื่องขององค์ความรู้ ทุกวันนี้ ถ้าบอกว่าเป็นการทำงานของราชการ ต้องบอกว่าราชการไม่ใช่อาชีพนักธุรกิจ ดิฉันเป็น ราชการด้วยดิฉันเข้าใจปัญหานี้ดีว่าดิฉันสนับสนุนคนให้กู้เงินไปก็จริง แต่ดิฉันไม่มีความรู้ ในเชิงธุรกิจที่จะแนะนำเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้มันก็เป็นจุดบอด ดิฉันว่าถ้าเผื่อมันต้องมา เชื่อมกันว่าราชการเป็นแค่ส่งเสริม ส่งเสริมที่จะให้เขารู้ว่ามีข้อมูลองค์ความรู้อยู่ตรงไหนจะไป ทำอะไร แต่ราชการเราต้องการในเรื่องของนักธุรกิจเขามีอะไร ตลาดอยู่ตรงไหน จะหา ความรู้ได้ตรงไหน แล้วราชการก็เป็นคนไปเชื่อมเอาความรู้เหล่านี้ไปเชื่อมให้ชาวบ้านเขา ได้รับรู้รับทราบ หรือเชื่อมเอาคนที่เป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จก็ไปพูดคุยให้เขา ได้รับรู้ว่าการจะประกอบอาชีพสักอย่างนี่เขาจะต้องเรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง ดิฉันอยากจะฝาก ว่ามันน่าจะมีการเชื่อมกันตรงนี้ให้ได้ เพราะว่า ณ วันนี้คนที่อยากจะทำอาชีพนี้เต็มไปหมด แต่ว่ามันก็ตันไม่รู้ว่าเส้นทางมันอยู่ตรงนี้ ก็ต้องฝากทางนี้ด้วย
อีกเรื่องหนึ่งดิฉันมองดูเรื่องของการท่องเที่ยว เราพยายามจะชูว่าจังหวัดต่าง ๆ นี่พยายามที่จะหาจุดขายและการท่องเที่ยว แต่ดิฉันฝากมีบางท่านอภิปรายไปแล้ว วันนี้เรามี ภูมิปัญญาชาวบ้านอยู่เยอะเลย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เรากำลังที่จะดูว่าจะทำอย่างไร ให้ผู้สูงอายุให้เป็นผู้ที่มีคุณค่า ดิฉันอยากจะให้เชื่อมภูมิปัญญาชาวบ้านเหล่านี้ทำอย่างไรที่จะ ให้ออกไปในเชิงธุรกิจ แต่อันนั้นก็เป็นการทำงานของภาคเอกชนต้องลงไปช่วย แล้วก็เอา ภูมิปัญญาของท่านเหล่านั้นมาเป็นจุดขายให้ได้ในเชิงธุรกิจ นิดหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งก็คือขอให้เชื่อมในเรื่องของสถาบันอาชีวศึกษาต่าง ๆ ที่วันนี้ จบไปแต่ไม่ได้อยู่ในความเป็นจริงว่าตลาดการค้าเขาเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเรามีเด็กที่มี ความคิดเยอะ ๆ เลย บางทีในการประกวดได้รางวัลอะไรเยอะแยะ แต่ไม่มีใครไปต่อยอดเขา ในเชิงธุรกิจ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากว่าทำอย่างไรถึงจะเชื่อมตรงนี้ไปสู่เยาวชนที่เขากำลัง เรียนด้วย เขาก็จะได้มีกำลังใจค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ครับ
ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : ท่านประธานที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานครับ คงไม่มีใครคัดค้านนะครับว่า การสร้างสังคมผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีให้มากเท่าไรก็ได้นะครับ เป็นการที่จะนำ ประเทศชาติไปสู่ความรุ่งเรืองนะครับ ในอิตาลีเองพลเมืองเขา ๖๑ ล้านคน เอสเอ็มอีก็ ๔.๔ ล้านราย เราจะเห็นว่าเราจะไม่เห็นผู้ประกอบการใหญ่ ๆ ที่อิตาลีเป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่สร้างชาติเขาขึ้นมา แต่ก็เป็นทีน่าเสียดายว่าของเรามี ผู้ประกอบการใหญ่ ซึ่งขณะนี้กำลังหันกลับมากินผู้ประกอบการเล็ก จริง ๆ เราส่งเสริมเขาเพื่อให้ใหญ่เพื่อไปสู้ ในตลาดโลก แต่เขาสู้ไม่ได้ก็กลับมากินรายเล็กง่ายกว่า อย่างนี้ผมคิดว่ามันไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะอภิปรายวันนี้มีอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของคน เรื่องที่ ๒ คือเรื่องสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการค้าเสรี เป็นธรรม แล้วก็เกิดการกระจายรายได้ สูงสุด อันนี้สำคัญมาก
เรื่องของคนนี้นะครับ จะเห็นว่าเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ที่เราพูดถึงเราจะเน้น ๓ เรื่องหลัก ๆ ว่าเอสเอ็มอีต้องการในเรื่อง อันที่ ๑ ก็คือเรื่องฟันดิง (Funding) เรื่องเงินทุน เรื่องที่ ๒ คือมาร์เกตติง (Marketing) เรื่องของการตลาดและสุดท้ายคือเรื่องอินโนเวชัน ผมว่าไม่ใช่มันต้องมีอีกหนึ่ง อันที่ ๑ คือเรื่องของอินสไปเรชัน (Inspiration) อยู่ข้อแรกเลย มันต้องมีแรงบันดาลใจในการที่เขาจะเข้ามา ทุกครั้งเรามีอินคูเบชันเรามีอะไรเยอะแยะ ทำเสร็จแล้ว อบรมไปแล้ว ล้มหายตายจาก เรานับแต่จำนวน แต่คนที่เหลือแล้วรอดอยู่ แล้วไม่รู้เท่าไร ผมอยากจะยกตัวอย่างว่าขณะนี้ภาคเอกชนเองเขาเปลี่ยนไอเดีย (Idea) แล้ว เขาเปลี่ยนความคิดแล้ว
เรื่องที่ ๑ ที่เขาทำก็คือว่าเขาพยายามสร้างคนถ้าเอามาอบรมคืออิเมจิเนชัน (Imagination) เกิดจินตนาการแล้วเกิดไอเดีย อันนี้ประการแรกที่เราเรียกว่าอินคูเบชัน หรือการบ่มเพาะให้เกิดไอเดีย
ข้อที่ ๒ คือไอเดียนั้นไปเป็นโปรดัคท์ (Product) คือไปเป็นสินค้า แล้วสุดท้าย คือโปรดัคท์ไปสู่มาร์เกต (Market) เขากำลังเดินไปตามเส้นทางแบบนี้ แล้วเรื่องของแรง บันดาลใจเป็นเรื่องใหญ่ ผมมีเรื่องราวที่จะมาเล่าสู่กันฟังเมื่อวานนี้เดินทางไปจังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง ได้ไปคุยกับท่านอดีตประธานหอการค้าที่นั่น ท่านเป็นผู้ริเริ่มก็คงเป็นสหกรณ์ ของท่านชูชาตินี้นะครับ เขาตั้งสหกรณ์จริง ๆ เป็นโครงการของทางภาคเอกชนเขาในการที่ จะลดความเหลื่อมล้ำเรื่องนี้ ก็ตั้งสหกรณ์บริการการตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยชาวอ่างทอง มีสมาชิกขณะนี้ปัจจุบันมี ๗๑ คน สมาชิกที่จะเข้ามาต้องมีความอยากที่จะเข้ามา ไม่ใช่ ถูกบังคับเข้ามา สมาชิกทำอะไร ทำผักปลอดสารพิษ มีโรงเรือน แล้วก็มีซับสเตรท (Substrate) ที่เขาเอาขุยมะพร้าวต่าง ๆ แล้วก็ปูด้วยพลาสติกเพื่อจะป้องกันโรคต่าง ๆ ที่จะ เข้ามา ในส่วนของการเพาะปลูกนั้นเกษตรกรเป็นผู้ที่ฉลาดอยู่แล้ว ทำงานเก่งอยู่แล้ว แต่ภาคเอกชนเข้าไปไปทำในเรื่องของมาร์เกตติง เรื่องของหาตลาดให้ในขณะเดียวกันก็ทำ ในเรื่องของการเงินให้สหกรณ์แห่งนี้ก็เจริญเติบโต คนที่เป็นสมาชิกรายได้ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี บางคนถ้าขยัน ๆ ก็ ๑๕๐,๐๐๐ บานทนะครับ อันนี้จริง ๆ เป็นโครงการลดความเหลื่อมล้ำของภาคเอกชนเขา ส่วนหนึ่งในเรื่องของโรงเรือนงบประมาณ มาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการบูรณาการร่วมกัน ใช้งบประมาณร่วมกัน โรงเรือน แล้วก็วิธีทางวิชาการก็ได้ทางภาครัฐเข้ามาช่วย ส่วนเกษตรกรที่เข้ามานั้นจะต้อง ขยันเข้ามา เสร็จแล้วถึงเวลาเขาก็ตัดผักมาส่ง ทางหอการค้าก็ส่งไปที่โรงแรม มีลูกค้าให้เสร็จ เรียบร้อย แล้วก็จ่ายเงินเลย แต่เดิมทีนั้นไม่ได้บริหารจัดการเรื่องการเงินผ่านธนาคารปรากฏว่า มีอยู่รายหนึ่ง ลุงรายหนึ่งขี่จักรยานมารับเงินไป ๓,๐๐๐ บาทจากที่ตัดผักปลอดสารพิษมาได้ ปรากฏไปถึงบ้านเหลือ ๒,๐๐๐ บาท ภรรยาเขาก็โทรศัพท์มาถามที่สหกรณ์ว่าทำไมเงินมันหาย ๑,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าสืบไปสืบมาแกเอาไปเล่นหวยครับ หายไป ๑,๐๐๐ บาท หลังจากนั้น เลยต้องมีการบริการว่าต้องไปเปิดธนาคารแล้วก็โอนเข้า นี่คือการบริหารจัดการให้เห็นว่า เกษตรกรของเราบางทีในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไปไม่ถึง เพราะฉะนั้นเราจัดเกรดด้วย จัดเกรด เกษตรกรว่าถ้าเกรดเอ (A) ให้ปลูกมากขึ้น ได้รายได้มากขึ้น เกรดบี (B) ต้องกลับมาอบรมใหม่ อบรมบ่อย ๆ ส่วนเกรดซี (C) นั้นให้พักเลย ไม่มีรายได้เพราะว่าขี้เกียจ เนื่องจากตรงนี้ทำให้ เขามีส่วนร่วมมากขึ้น ปัญหาเจอแล้วก็แก้ไปเรื่อย ก็ปรากฏว่าคาดว่าปีนี้สิ้นปีน่าจะมีสมาชิก เพิ่มเป็น ๑๕๐ คน เกิดจากแรงบันดาลใจอันนี้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าสมมุติว่าเขาไม่มีเจตนา ไม่มีความอยากที่จะเข้ามาแล้วให้ทำอย่างไรก็ไม่จบ มันไม่ได้เรื่อง
ส่วนเรื่องที่ ๒ เนื่องจากเวลามีจำกัด สภาพแวดล้อม กฎหมายแข่งขันที่เรา ผูกขาดเรากำลังจะผลักดัน ตรงนี้จำเป็นครับเพราะไม่อย่างนั้นใหญ่กินเล็ก ถ้าใหญ่กินเล็ก ท่านสร้างเอสเอ็มอีขึ้นมาเท่าไร ตายแล้วตายอีกอยู่อย่างนั้น โดยที่ใหญ่เราต้องการให้ไป ต่างประเทศ แต่กลับมาอาศัยความได้เปรียบเพราะไปสู้ต่างประเทศมันยาก กลับมาเล่นงาน ภายในประเทศ ผมคิดว่าตรงนี้ต้องมีกฎหมายแข่งขันทางการค้าที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่มีตะบอง ๕ ตะบอง แล้วปรากฏว่านิยามก็ไม่มี อันนั้นก็ไม่มี กรรมการก็เป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องแก้ไข ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาทำเป็นรูปเป็นแบบนะครับ สัก ๑ นาที ไม่ถึง ๑ นาที ประเทศสหรัฐอเมริกาเขามีกฎหมายตั้งแต่เชอร์แมน แอค (Sherman act) ปี ๑๘๙๐ มาดูเรื่องความไม่เป็นธรรมทางการค้า หลังจากนั้นไม่สำเร็จเพราะว่าประเทศ สหรัฐอเมริกาเป็นคอมมอน ลอว์ (Common law) ผลการตัดสินของศาลไม่ค่อยมี มันก็ บังคับใช้ไม่ได้ แล้วบริษัทใหญ่ ๆ อย่างสแตนดาร์ด ออยล์ของร็อคกี้ เฟลเลอร์ แล้วก็บริษัท รถไฟมันใหญ่มาก จนกระทั่งเขาเอาไม่ไหว มันก็เลยต้องมีเคลย์ตัน แอค (Clayton act) ควบรวมธุรกิจเข้ามา เฟเดอรอล เทรด คอมมิชชัน (Federal trade Commission) มีหน่วยงานมาดูแล จนกระทั่งมีโรบินสัน แพทแมน ๑๙๓๖ มีฮาร์สกอต โรดิโน ๑๙๓๖ ในที่สุดเล่นภายในประเทศเสร็จก็ยันกันไปถึงต่างประเทศ มีซูเปอร์ (Supper) ๓๐๑ เข้ามาอีก แล้วก็มีอันแฟร์ คอมพิททิชัน แอค (Unfair competition act) นี่คือไทม์ไลน์ (Timeline) คือที่มาที่ไปของกฎหมายแข่งขันของต่างประเทศ ซึ่งมันไม่ได้เกิดแค่ ๑๔ ปี ๑๕ ปี แต่เขาเล่น เพื่อไม่ให้บริษัทใหญ่เขาควบรวมกัน ถ้าบรรยากาศตรงนี้แก้ไม่ได้ก็เมินเสียเถอะในการที่เรา จะสร้างเอสเอ็มอีกี่รายขึ้นมา ๒,๗๐๐,๐๐๐ ราย อยู่อย่างนี้กี่ปีกี่ชาติแล้วก็ยังอยู่แค่นี้ ไม่โตขึ้น แต่ถ้าทำบรรยากาศให้ดีได้ ผมคิดว่าการที่คนมีแรงบันดาลใจ สภาพเอื้อต่อการ แข่งขันที่เสรี เป็นธรรม และเกิดการกระจายรายได้แล้ว การลดความเหลื่อมล้ำจะเป็นสิ่ง ที่เป็นไปได้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอ่อนอุษา ลำเลียงพล ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ดิฉัน อ่อนอุษา ลำเลียงพล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านสื่อสารมวลชน พอดีดิฉัน รู้สึกเหนื่อย ฟังท่านจิตร์แล้วก็หัวใจเต้นแรง ในวาระปฏิรูปของการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ซึ่งดิฉันคิดว่าก็เห็นด้วยกับทุก ๆ คนว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ด้วยจุดประสงค์ที่จะพัฒนา ผู้ประกอบการ และส่งเสริมเอสเอ็มอีให้เข้มแข็ง แล้วก็แข่งขันในเวทีโลกได้ อันนี้ท่านประภาศรี ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้พูดแล้วว่าเอสเอ็มอีเปรียบประดุจเป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทย ในด้านของเศรษฐกิจ ท่านเกริกไกรได้พูดถึงวิสัยทัศน์ซึ่งชัดเจนมากว่าทำอย่างไรที่จะทำให้ ประเทศไทยกลายเป็นประเทศค้าขาย ซึ่งอันนี้สำคัญมาก ๆ เลย ทำอย่างไรที่จะให้เอสเอ็มอี ๒.๘ ล้านรายนี้ทำให้เกิดศักยภาพที่เต็มที่ได้มากกว่านี้ เราจะเป็นผู้สร้างไม่ใช่ผู้ผลิต เราจะ เป็นผู้กำหนดราคา เป็นไพรซ์ เมกเกอร์ (Price maker) และที่สำคัญที่สุดที่ดิฉันจะอภิปราย ในเรื่องของการสร้างความแตกต่าง หรือ ดิฟเฟอเรนทิเอชัน (Differentiation) ซึ่งตรงนี้ดิฉัน คิดว่ามันสำคัญมาก ๆ เลย จึงอยากจะพูดเรื่องการสร้างแบรนด์ (Brand) ในธุรกิจเอสเอ็มอี การสร้างแบรนด์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ใช่เฉพาะสินค้าค่ะ แต่สำหรับทุกธุรกิจ เพราะว่า การสร้างแบรนด์สามารถทำได้ทั้งในระดับประเทศ เราอยู่ในตลาดการแข่งขันในทุก ๆ ระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น หรือว่าในระดับแบรนด์ต่าง ๆ ดิฉัน ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการสร้างแบรนด์มาตลอดชีวิตการทำงาน ดิฉันได้สร้างแบรนด์ อยู่เบื้องหลังในหลาย ๆ แบรนด์และหลาย ๆ แคทิกอรี (Category) จึงเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ ในธุรกิจเอสเอ็มอี สร้างแบรนด์ทำไมคะ ก็เพื่อสร้างยอดขาย สร้างแบรนด์เอสเอ็มอีก็เพื่อช่วย สร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย ในออพเพอร์ทูนิตี (Opportunity) ที่ยังสามารถเรฟเวอเรจ (Leverage) ได้อีกมากมาย ดังที่คณะกรรมาธิการได้อภิปรายไปแล้ว รายได้ของประเทศ ที่เป็นอันดับ ๑ ก็คือการท่องเที่ยว ดิฉันเคยทำงานกับ ททท. ช่วยสร้างแบรนด์ในระดับประเทศ เราคุยกันว่าเราจะทำอย่างไรที่จะสร้างแทรพเวลเลอร์ (Traveller) ที่เป็นอินบาวด์ (Inbound) เข้ามาในประเทศของเรา แล้วกระตุ้นการเดินทางในประเทศให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างรายได้ ของประเทศเรา เราเคยทำการสร้างประเทศไทยให้เป็นแบรนด์ด้วยไอเดีย อเมซิง ไทยแลนด์ (Idea Amazing Thailand) ซึ่งทุกคนก็ยังคงจำกันได้ เปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดไปก็มีการเปลี่ยน กันไปในหลาย ๆ ไอเดีย แต่อเมซิง ไทยแลนด์ (Amazing Thailand) ยังคงอยู่ ถ้าเดินทางไป ในประเทศต่าง ๆ ในเอเจนต์ (Agent) หรือว่าในสำนักงานของ ททท. หรือสำนักงานของการ ท่องเที่ยวก็ยังจำในเรื่องของอเมซิง ไทยแลนด์ นี่คืออิทธิพลของแบรนด์ที่แข็งแรง วันนี้ก็ยัง เป็นที่จดจำกันอยู่ เราจะต้องแข่งขันกับทูลี มาเลเซีย เราจะต้องแข่งขันกันกับอินเครดิเบิล อินเดีย (Incredible India) เป็นต้น นั่นคือสิ่งที่เราเห็นความสำคัญในการสร้างแบรนด์ที่จะต้องแข็งแรง ดิฉันขอพูดถึงวิวัฒนาการการสร้างแบรนด์ ซึ่งเป็นความจำเป็นในเรื่องของการแข่งขัน มัน เกิดขึ้นมาอย่างไร โลกนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยที่เป็นเกษตรกรรม การสร้างแบรนด์ก็เอาไป แสตมป์ (Stamp) สัตว์ว่าอันนี้คือของฉัน นี่คือแบรนด์ที่เป็นวัวของฉัน เป็นแกะของฉัน แล้ว ก็เริ่มมาเป็นอุตสาหกรรม มาเป็นในยุคของการผลิต ในยุคของอินโนเวชัน จนกระทั่งมาถึง วันนี้ในโลกปัจจุบันที่เป็นยุคของผู้คน หรือเราเรียกกันว่า พีเพิล เซนทริค เอรา (People centric era) ดิฉันใช้คำของดิฉันว่าวันนี้คนกำหนดโลกทั้งหมด ทุกอย่าง ที่มีแวลู (Value) สูงที่สุด แพงที่สุดในขณะนี้คือไมโครซอฟต์ เขาไม่ได้ทำในวันเดียว แต่ว่าทำ ในระยะเวลาหลายปีที่จะทำให้เขาเป็นแบรนด์ที่มั่นคงที่สุด แล้วก็จะต้องทำในทุก ๆ มิติ แต่ดิฉันเชื่อมั่นว่าในการทำงานร่วมไปกับการมองในส่วนของการตลาด ร่วมไปกับการสื่อสาร สร้างแบรนด์เป็น ๑ ในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไมโครซอฟต์ประสบความสำเร็จในวันนี้ การสร้าง แบรนด์คือการสื่อสารถึงผู้คน เป็นการสร้างแวลูหรือคุณค่าของแบรนด์ที่จะทำให้ผู้คนยอมรับ เป็นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของผู้คน และการสร้างแบรนด์สามารถให้ข้อมูล และโน้มน้าวจิตใจให้คนมารักมาชอบแบรนด์นี้มากกว่าอีกแบรนด์หนึ่ง เพราะฉะนั้นการวาง โพซิชันนิง (Positioning) และการทำดิฟเฟอเรนทิเอชัน ที่พูดมาแล้วแล้วก็เป็น ๑ ในจุดมุ่งหมาย ของคณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ
ดิฉันขอพูดถึง ๔ พี (4P) ซึ่งทุกคนคงจะคุ้นดีในโลกของการสร้างแบรนด์ ขอเวลาอีกนิดค่ะ ซึ่งไม่ใช่โลกของการตลาด ฟิลลิป คอตเลอร์ พูดถึง ๔ พีที่แตกต่างไป แต่ใน ๔ พีของการสร้างแบรนด์นี้คือ พีเพิล เพอร์เพิส พาร์ทิซิเพชัน แอนด์ พอพพูลิซึม (People Purpose Participation and Populism) ซึ่งพีเพิลก็คือคนที่เป็นศูนย์กลาง ซึ่งมีหลาย ๆ ท่านได้พูดถึงไปแล้ว เราต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เพอร์เพิสต้องมีเป้าหมาย ที่ชัดเจน คุณจะเดินไปตรงไหน คุณจะต้องการยอดขายเท่าไร คุณจะต้องทำให้เกิดคนมา พาร์ทิซิเพท ในแบรนด์ของคุณอย่างไร ในทุกธุรกิจเอสเอ็มอี แล้วในที่สุดก็จะเกิดพอพพูลิซึม คือทำให้เป็นที่นิยมชมชอบ และในทุก ๆ แบรนด์ ในทุก ๆ ธุรกิจก็คงมีการดิฟเฟอเรนทิเอชัน หรือวางโพซิชันนิงที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องใช้เวลาและศึกษา อย่างถ่องแท้ในการแข่งขันในการตลาด ดิฉันคิดว่าถ้าเอสเอ็มอีได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งอันนี้ก็สนับสนุนของท่านวิริยะที่ได้พูดไปแล้ว ในการอบรมในเรื่องของการที่จะช่วยทำให้ เอสเอ็มอีเติบโตอย่างมีทิศทางก็คือในเรื่องของการตลาดและการสร้างแบรนด์ในด้านการสื่อสาร อาจจะมีการสนับสนุนในแง่ของทั้งการฝึกอบรมและในแง่ของการเก็บดาตาเบส (Database) หรือข้อมูลกรณีศึกษาต่าง ๆ ไว้ในดิจิทัล ซึ่งเป็นคลังข้อมูล ดิฉันคิดว่าถ้าเราทำในเรื่องของ การสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็งก็จะทำให้เอสเอ็มอีเติบโตได้อย่างมีทิศทางและอย่างมีนัยสำคัญ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ เป็นอันว่าสมาชิกที่ได้ลงชื่อไว้ขออภิปรายได้ครบถ้วนแล้วนะครับ ขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ตอบข้อชี้แจง ข้อซักถามของสมาชิกนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่คิดว่าจะมีสมาชิกสนใจอภิปรายถึง ๒๑-๒๒ ท่านด้วยกัน ตอนที่เราเริ่มงานนี้ใหม่ ๆ จากวิสัยทัศน์ที่ออกมาแล้วกำหนดให้วาระหนึ่งที่ให้เราทำคือสังคมผู้ประกอบการ พวกเรา นั่งเถียงกันว่ามันคืออะไร มันคืออะไร แล้วเราจะทำอะไร ผมกับคุณอัญชลีก็อาจจะถึงขั้น ทะเลาะกันก็ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ และในที่สุดในนาทีท้าย ๆ ก่อนที่จะสิ้นสุดวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ เดดไลน์ (Deadline) เราก็ขึ้นมาพร้อมกับแนวประเด็นความคิดของคนกับระบบ กับสิ่งที่มันมีอยู่ เพราะฉะนั้น ณ จุดนี้ผมคิดว่ากรรมาธิการ โดยเฉพาะท่านอนุกรรมาธิการ ทั้งหลายคงจะมีกำลังใจมากที่จะทำต่อไป เพราะว่าเท่าที่ฟังมาเราเกาถูกที่คัน ตีตะปูที่หัว แล้วก็เดินไปถูกทางอย่างที่ท่านได้ให้กำลังใจไว้
ผมคิดว่าเราเริ่มจากการคิดว่า อย่างที่คุณชิงชัยพูด ผู้ประกอบการนั้น เราสร้างได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ฟ้าส่งมาเกิด อีกท่านหนึ่งบอกว่าเอสเอ็มอีเป็นกระดูกสันหลัง ของชาติ สมัยผมเด็ก ๆ เรารู้ว่าเกษตรกร ชาวนา เป็นกระดูกสันหลังของชาติ เวลาเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป เศรษฐกิจเปลี่ยนไป ผมคิดว่าเรากำลังพูดคำที่กินใจอีก ถูกใจ ตรงประเด็นคือ เอสเอ็มอีจะเป็นกระดูกสันหลังของชาติ และเหมือนกับที่คุณธรรมรักษ์พูดไว้ว่า มันจะเป็น แรงขับเคลื่อนฉุดประเทศไทยให้ออกจากกับดักของความเป็น เรียกว่าอะไรนะ มิดเดิล อินคัม แทรพ (Middle Income Trap) ไปสู่ความเจริญอีกระดับหนึ่ง ซึ่งทั้ง ๒ ประเด็นนี้เป็นความเชื่อของเราคณะอนุกรรมาธิการคณะนี้ว่ามันอยู่ที่ตัวคนที่เราจะปั้น ขึ้นมาในอนาคต เราต้องพยายามสร้างให้เกิดวัฒนธรรมของการเป็นผู้ประกอบการให้ได้ ในประเทศนี้ นั่นคือเหตุผลที่เรามีคำว่า เทรดดิง เนชันขึ้นมา จะบอกว่าเลียนแบบรัฐบาลก็ได้ครับ แต่จริง ๆ แล้วคำนี้ก็คิดกันมานานสมัยที่ผมทำงานอยู่ก็คิดคำนี้ขึ้นมา ผมคิดว่าเราจะต้อง สร้างคนไทยให้เป็นผู้ประกอบการในเรื่องต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม จิปาถะนะครับ อีกท่านหนึ่งพูดถึงว่าจะต้องเอื้อมมือไปที่ภาคเกษตร ถูกต้องครับ เรามองถึงภาคเกษตรเขาจะต้องไม่ใช่เป็นคนผลิตวัตถุดิบ เขายังจะต้องทำการประกอบการ แปรรูป ค้าขาย รวมกลุ่มจิปาถะ ซึ่งตรงกับบางท่านที่บอกว่าน่าจะมีอะไรที่เล็กกว่า เอสเป็นเอสเอส จริง ๆ แล้วท่านอัญชลีพูดถึงไมโคร เอนเตอร์ไพรส์ (Micro enterprise) แล้วเราก็ผูกโยงกับ แรงขับเคลื่อน กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุดใหม่ก็ไปที่ สเตจ โซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ (Stage social enterprise) ที่เป็นควิก วิน (Quick win) ออกมาแล้ว เราคิดถึงเรื่องของคอมมูนิตี เอนเตอร์ไพรส์ (Community enterprise) เป็นวิสาหกิจชุมชนที่ทำมาตั้งนานแล้ว แล้วก็จะ ทำอย่างไรถึงจะให้สหกรณ์เข้มแข็งขึ้น เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่เราคิดถึงการปั้นคน สร้างคัลเจอร์ สร้างองค์ความรู้ สร้างจิตวิญญาณของความเป็นผู้ประกอบการกับการพัฒนาให้คนที่มีอยู่ ในระบบในขณะนี้ เข้มแข็งขึ้น โดยระบบที่ดีขึ้น ผมคิดว่าพวกเรานั้นได้มองเห็นปัญหาและ เดินไปในทิศทางที่ถูก แล้วก็ได้รับการยืนยันจากท่านทั้งหลายในสภาในวันนี้ตั้งแต่เวลา ๑๐.๓๐ นาฬิกา เวลา ๑๐.๔๕ นาฬิกา มาจนบัดนี้ว่านี่คือทิศทางที่ถูกต้อง และผมก็ขอบคุณทุกท่าน ที่ให้กำลังใจแล้วก็ให้ข้อคิดเห็น ให้ประเด็นที่เราจะกลับไป คริสทอลไลซ์ (Crystallize) ใหม่ ผมไม่เห็นความแตกต่างในเชิงหลักการนะครับ อาจจะมีคำถามบ้าง เน้นตรงนั้นบ้าง แต่ผมคิดว่าเราคิดในทางเดียวกัน ผมขอขอบพระคุณท่านเพื่อนสมาชิกทั้งหลายที่ได้ให้ กำลังใจแล้วก็ให้ข้อคิดเห็น พวกเราจะได้นำกลับไปเพื่อพัฒนาเป็นแพคเกจ ที่เป็นชิ้นเป็นอันขึ้น ให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างในเร็ววันที่สุด ขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ
ขอบคุณนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการดำเนินการของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ
สำหรับวาระการปฏิรูปที่ ๑๕ เรื่องการสร้างสังคมผู้ประกอบการแล้วนะครับ และได้รับทราบความเห็นพร้อมข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะได้นำไปเป็นแนวทางดำเนินการต่อไปด้วย ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านนะครับ
ถัดไปเป็นวาระที่ ๓.๒ รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูป กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
ในวาระการปฏิรูปที่ ๖ เรื่องกิจการตำรวจ ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม พิจารณาเสร็จแล้ว ขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ด้วยครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
ด้วยประธานกรรมาธิการ ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมเพื่อให้การรายงาน การพิจารณาของกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นไปด้วย ความถูกต้องครบถ้วน และสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งผมได้พิจารณาแล้ว จึงอนุญาตให้ตาม ข้อบังคับ ข้อ ๙๗ วรรคท้าย ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยนะครับ ๑. นายจักรพันธ์ ผิวงาม ๒. นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ๓. พันตำรวจเอก วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ๔. พลตำรวจเอก จรัมพร สุระมณี ๕. นายมานะ สิมมา และ ๖. นางปรียาภรณ์ สมใจ ครับ ระหว่างที่เตรียมการท่านสมาชิกทราบด้วยนะครับ ทางกรรมาธิการของแจกเอกสารเพิ่มเติม แล้วก็ขอแก้ไขเอกสารด้วยนะครับ เอกสารได้แจกท่านแล้วครับ ถ้าพร้อมแล้วขอเชิญ ประธานกรรมาธิการแถลงรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอรายงานของคณะกรรมาธิการในวาระที่ ๖ เรื่องของกิจการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ดำเนินการเพื่อรายงานต่อที่ประชุม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ตามเอกสารซึ่งได้แจกท่านสมาชิกไปแล้ว โดยมีหลักการและเหตุผลเดิม ดังนี้ครับ
โดยที่การบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนระยะเวลา ที่ผ่านมา เป็นเหตุและปัจจัยสำคัญอันก่อให้เกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสังคม ในวงกว้าง ทั้งในด้านการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การดูแล ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการอำนวยความยุติธรรม โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนในประเทศแตกแยกแบ่งสีแบ่งฝ่าย และมีความเคลือบแคลงสงสัย ต่อบทบาทของตำรวจ ในสถานการณ์ความขัดแย้งจนกระทั่งมีเสียงเรียกร้องจากสาธารณชน ให้มีการปฏิรูปประเทศไทย รวมถึงการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่ามกลางกระแส เรียกร้องของประชาชนตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียจากภาคส่วนต่าง ๆ เกี่ยวกับการปฏิรูป สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมาธิการที่ได้ตั้งขึ้นได้เชิญผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนตัวแทนภาคประชาชนและประชาสังคม มาร่วมพิจารณา ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหาสำคัญต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะต้องเร่งรัดแก้ไขหรือทำการปฏิรูปเพื่อให้การปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล สามารถตอบสนองต่อสภาพปัญหาและความต้องการของ ประชาชนได้อย่างแท้จริง
ในเรื่องประเด็นการศึกษา ในส่วนการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่และ กระบวนการทำงานตำรวจเพื่อประโยชน์ของประชาชนภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น เพื่อความสงบ ความมั่นคง ยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน ดังนั้นคณะกรรมาธิการ จึงได้มีประเด็นหลักในการปฏิรูปไว้ ๑๕ ประเด็น ดังนี้
๑. ความเป็นอิสระของหน่วยงานตำรวจและปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง
๒. การกระจายอำนาจ การบริหารราชการไปสู่ระดับจังหวัด
๓. ถ่ายโอนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของ ตำรวจกลับไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ
๔. สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตำรวจ ทั้งในระดับ ส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นและสถานีตำรวจทุกแห่ง
๕. สร้างกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะอำนาจถ่วงดุลการสอบสวน โดยไม่กระทบต่อความรวดเร็วในกระบวนการยุติธรรม ให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ มีอำนาจตรวจสอบและถ่วงดุลการสอบสวนได้ ในกรณีประชาชนร้องขอความเป็นธรรม
๖. การพัฒนาคุณภาพข้าราชการตำรวจและวางแผน และวางแนวทาง มาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ
๗. การแยกระบบงานสอบสวนให้เป็นองค์กรอิสระ ไม่ขึ้นตรงกับสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ หรือให้เป็นหน่วยงานที่อิสระ แต่ยังขึ้นตรงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
๘. ให้มีการใช้อุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงในขั้นตอนการสอบสวน
๙. การพัฒนาระบบงบประมาณของตำรวจและตรากฎหมายว่าด้วยกองทุน ให้ประชาชนเสียภาษีในเขตปกครองนั้น ๆ ในการนำไปใช้ในกิจการตำรวจเพื่อเป็นหลักประกัน ความมั่นคงในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
๑๐. จัดระบบงานด้านนิติวิทยาศาสตร์เป็นแท่ง โดยขึ้นตรงกับสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ
๑๑. กำหนดมาตรการการแก้ปัญหาป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) และป้องกันไม่ให้มีการเรียกรับสินบน รวมถึงการซื้อขายตำแหน่ง และมีมาตรการในการป้องกัน มิให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปรู้เห็นหรือช่วยเหลือ หรือสนับสนุนกิจการที่ผิดกฎหมาย
๑๒. กำหนดแผนการเพิ่มเครื่องมือและอุปกรณ์เทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
๑๓. กำหนดมาตรการการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความสามารถและเพิ่มหลักประกัน ในการทำหน้าที่การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ
๑๔. ทบทวนฝึกฝนให้ความรู้ เพิ่มความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่ใน กิจการตำรวจ
๑๕. มีการประเมินผลความพึงพอใจของประชาชนในการทำหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ
ซึ่งประเด็นการศึกษาดังกล่าวมีส่วนที่มีข้อคลาดเคลื่อนในข้อที่ ๗ ซึ่งท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติได้กรุณาแจ้งท่านสมาชิกแล้วว่าขอแก้ไขในรายงาน ดังกล่าว วิธีพิจารณาการศึกษาคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาเกี่ยวกับกิจการตำรวจ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการ ได้ศึกษาและจัดทำรายงานตามเอกสารซึ่งได้แจกท่านสมาชิกไปแล้ว ดังนั้นในส่วนรายงาน ดังกล่าวนี้จึงขอให้ท่านคณะอนุกรรมาธิการได้รายงานให้สมาชิกได้ทราบ และในส่วนของ รายงานดังกล่าวนี้ก็มีท่านอนุกรรมาธิการในเสียงข้างน้อยและมีกรรมาธิการส่วนหนึ่งซึ่งยังมี ความเห็นที่แตกต่างในบางประเด็น แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องของอำนาจการ สอบสวนที่จะอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือให้แยกออกอิสระ ซึ่งในรายละเอียด ดังกล่าวเหล่านี้ก็จะให้แต่ละส่วนได้รายงานให้กับท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้พิจารณาต่อไป
ส่วนประเด็นอื่น ๆ ส่วนใหญ่กรรมาธิการเห็นด้วยกับที่อนุกรรมาธิการ ได้ศึกษามา คงเป็นประเด็นในเรื่องของอำนาจการสอบสวนดังกล่าวที่จะต้องพิจารณารับฟัง ในหลาย ๆ ด้าน ขออนุญาตท่านประธานอนุญาตให้อนุกรรมาธิการและกรรมาธิการที่มี แนวความเห็นในแนวทางต่าง ๆ ได้โปรดรายงานให้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ทราบต่อไปด้วยครับ
เชิญ พลเรือเอก พะจุณณ์ ครับ
สวัสดีครับ กราบสวัสดี ท่านประธานที่เคารพ แล้วก็เพื่อนสมาชิก สปช. ทุกท่านครับ วันนี้ถือว่าเป็นวันที่พวกเรา ทุกคนหลาย ๆ คนรอคอย ไม่ใช่ว่าแต่เรานะครับ ดวงวิญญาณที่ล่องลอยอยู่เนื่องจาก พฤติกรรมของตำรวจที่ได้ทำกับพวกเขา กำลังรอคอยที่จะไปสู่สุคติ ในวันนี้ถ้าเราได้มีการ ได้พูดเรื่องนี้ แล้วก็มีข้อสรุปในอันที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ดวงวิญญาณของคน ๒,๕๐๐ ศพ ของทนายสมชายและอื่น ๆ จะไปสู่สุคติครับผม
ก่อนที่ผมจะเข้าเรื่อง มันมีอยู่ ๓ เรื่อง แต่เรื่องแรกที่ผมจะขอพูดก็คือเมื่อ วันศุกร์ที่มีการอภิปรายกัน ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้ใช้คำพูดอันหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันจะสร้างความสับสนเนื่องจากว่าในวันนั้นมีการถ่ายทอดสด คำพูดของประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้พูดคือ ใครจะได้ ใครจะเสีย ตำรวจคนใดจะได้ประโยชน์ ตำรวจคนใดจะเจ็บแค้นผมไม่เกี่ยว ผมเป็นกลาง ผมเสียใจกับคำพูดอันนี้ เสียใจมาก ๆ แต่ผมจะไม่ขอให้เขาเป็นคนขอโทษหรอก ผมจะขอโทษ กับคณะทำงานของผม เพราะผมเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตพวกเขาที่เอาเข้ามาทำงานนี้ คณะทำงานเริ่มงานตั้งแต่ ๘ โมง ผมมา ๐๗.๓๐ นาฬิกา ผมก็พบเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ หรือว่าคณะที่ปรึกษาหรืออนุกรรมาธิการ ผมมา ๐๗.๓๐ นาฬิกา ก็เจอเขาเหล่านั้นแล้ว คนเหล่านี้มีความจริงใจที่จะทำงานนี้ เขาไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ในฐานะที่ผมเป็นประธาน และไม่สามารถชี้แจงในวันนั้นได้ ในวันนี้ผมจะกราบขอโทษสมาชิกอนุกรรมาธิการของผม แล้วก็ขอเสียใจกับคำพูดอันนั้น
ในเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่ต้องพูดก็คือคุณอาจิณ ได้กล่าวว่า ไม่ใช่ได้กล่าวว่า ได้พูดถึงร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ยกร่างขึ้น คุณอาจิณได้พูด ตามหัวข้อต่าง ๆ โดยเฉพาะที่สำคัญคือเรื่องของการแยก แยกส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องของที่เป็น ตำรวจที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ร่างไว้ ผมคิดว่าคำพูดนั้นเป็นคำพูดที่สวยงาม และครอบคลุมมาก สวยงามและครอบคลุมในอันที่จะทำให้พวกเราได้ประโยชน์จากการ ทำงานอันนี้เลย มีเอกสารเรื่องนี้ครับ รายงานศึกษาวิจัยเรื่องความเป็นไปได้ในการโอน ภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย และคณะ ทำไมผมถึงเอาเรื่องนี้มากล่าว เรื่องนี้เขียนคำว่า การโอนภารกิจที่มิใช่ภารกิจหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ หน่วยงานอื่นของรัฐรับผิดชอบ คำพูดนี้คล้าย ๆ กับที่คณะร่างเป็นคนร่างเรื่องนี้ แต่คุณอาจิณบอกว่าอ่านแล้วไม่เข้าใจ ผมก็ต้องเสียใจ เพราะว่าในหนังสือเล่มนี้คุณอาจิณ มีส่วนในการทำวิจัยเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นใครจ้างวิจัยก็มาเอาสตางค์จากคุณอาจิณคืนไป เพราะว่าได้ทำแล้วไม่เข้าใจ ในส่วนที่ ๒ ของคุณอาจิณ คุณอาจิณได้กล่าวว่ามาตรา ๒๘๒ (๘) ทั้งหมดควรยกเลิก ผมต้องเอาเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวเพราะอะไร เพราะในหนังสือที่คุณอาจิณ ได้มีส่วนทำอันนี้สัมมนาวิชาการเรื่องตำรวจกับความคาดหวังของสังคมไทย ส่วนหนึ่ง คุณอาจิณเขียนว่า ระบบตำรวจของเรานั้นต้องปฏิวัติสถานเดียว หมายถึงจะต้องมีการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทางที่ดีขึ้นในทุกทาง นี่เป็นการยืนยันอีกอันนะครับ เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน ส่วนอีกท่านหนึ่งนะครับ ผมจำหน้าไม่ได้เพราะว่าเสาบัง ผมได้ยินแต่เสียง เคยเป็นอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจกับผม ได้กล่าวถึงเรื่องค่าใช้จ่ายเมื่อเราแยก การสอบสวนออกจากตำรวจ ผมคงจะต้องเอาคนไปตรวจสอบว่า
๑. มาเซ็นชื่อแล้วออกไปหรือเปล่า ถึงไม่ได้รับรู้เรื่องนี้เลย เพราะตลอดเวลา เราพูดกันแล้วว่าเราไม่ได้เอาสอบสวนออกจากโรงพักเลย โรงพักเป็นของหลวง โรงพักเป็นที่ ใกล้ชิดประชาชน ตรงนั้นพนักงานสอบสวนจะยังคงอยู่ที่นั่น เรามีคณะกรรมการ คอยตรวจสอบทำงานของทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะฉะนั้นจะไม่ได้มีการที่จะต้องใช้เงินใช้ทอง แต่ผู้ที่ กล่าววันนั้นได้พูดถึงว่าจะต้องใช้จ่าย จะต้องแยก จะต้องเสียค่าใช้จ่าย สร้างโรงพักอีก ๑,๔๐๐ แห่ง ก็เลยไม่เข้าใจว่าตอนที่ไปหลบเซ็นชื่อหรือเปล่า ผมกำลังให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอยู่ เพราะเรื่องนี้เราทำกันอย่างโปร่งใส
ในส่วนที่ ๒ ที่เขาได้กล่าวว่าเขาได้ยกสถิติของการสัมมนาครั้งหนึ่งที่บอกว่า ตำรวจกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ตำรวจสอบสวนนี่นะครับ ต้องการอยู่ที่เดิม คนที่ทำสถิติอันนั้น คนที่เขียนสถิติแล้วก็สรุปข้อมูลให้เขา ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ เพราะเนื่องจากเป็น บุคคลภายนอก แต่ผมจะอ่านข้อความว่าคนนั้นเขาพูดอย่างไรไว้นะครับ ผมสันนิษฐานว่า ประชาชนยังไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริงของตำรวจ จึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าองค์กรตำรวจ นั้นคือองค์กรบังคับใช้กฎหมายที่มีโทษทางอาญา อำนวยความยุติธรรมและรักษาความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน งานที่ต้องสัมผัสประชาชนมี ๔ ฝ่าย คือ สืบสวน ปราบปราม จลาจลและสอบสวน ในทางปฏิบัติองค์กรตำรวจยังมีปัญหาเรื่อง นายสั่ง นายขอ ทำให้เกิดผลกระทบมากมาย และเรื่องที่คุกคามสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ เกิดจาก การสืบค้น แต่รู้หรือไม่ว่าด่านแรกที่กลั่นกรองคือการสอบสวนคดีอาญา ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลัวมากที่สุดคือการให้ฝ่ายสอบสวนเป็นอิสระ ถ้างานสอบสวน ดำรงตนเข้มแข็ง มีคุณภาพ มีขวัญกำลังใจ ปราศจากแรงแทรกแซงเมื่อไรแล้วละก็ประชาชน จะได้รับความเป็นธรรมเมื่อนั้น แต่ตราบใดที่งานสอบสวนยังเป็น ๐ เช่นปัจจุบัน จะปรับโครงสร้างอย่างไรก็ไม่มีความหมาย ฉะนั้นการปฏิรูปจึงไม่มีทางทำสำเร็จได้เพราะว่าฝ่ายบริหารกลัวการเป็นอิสระของพนักงานสอบสวน ของการสอบสวน ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของพนักงานสอบสวนขณะนี้ คือหนีงาน ทางการสำรวจแล้วพบว่าพนักงานสอบสวน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ อยากโอนไปอยู่กระทรวงยุติธรรม ถ้าหากงานสอบสวนยังอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่มีทางอำนวยความยุติธรรมได้ เพราะวิธีคิดของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นนักกฎหมายต่างกับชั้นยศโดยสิ้นเชิง นี่ครับ คนที่ ที่วันนั้น สปช. คนหนึ่งซึ่งผมจำหน้าไม่ได้ได้ยกมาอ้างว่าเขาเห็นว่าพนักงานสอบสวนยังอยากอยู่ แต่นี่จากหนังสืองานวิจัยนี้ เดี๋ยวหนังสือนี้ผมอาจจะให้ท่านประธานไม่ได้เพราะว่าเดี๋ยวมัน เกินเวลาเดี๋ยวท่านประธานต้องไปจ่ายค่าเกินเวลา แต่ว่าจะให้ซีดี (CD) ซึ่งวันนั้นประธาน คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้พูดไว้ ท่านประธานครับ ทำไมเราถึงต้องปฏิรูปตำรวจเราทำไมไม่ปรับโครงสร้างตำรวจ ถ้าปรับโครงสร้างตำรวจ ก็คือเอาพนักงานสอบสวนเป็นแท่งอยู่ตำรวจ เรียกว่าปรับโครงสร้างตำรวจ แต่หัวข้อที่เรา ได้อภิปรายกัน หรือว่าได้ทำงานนี้กันก็คือ ปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ ปฏิรูปคืออะไร รีฟอร์ม (Reform) หมายความว่าอะไร หมายความว่าทุบในสิ่งที่มันไม่ดีให้เข้ารูปเข้ารอย อันนี้คือ สิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ มีหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการสอบสวน จริง ๆ แล้วเราไม่ใช่แค่พูดกัน เรื่องการสอบสวน ในการพิจารณา ในการศึกษาของเราแล้ว เราได้พูดกันแง่มุมต่าง ๆ มีหลายอย่าง มีทั้งการให้พิสูจน์หลักฐานหรือนิติวิทยาศาสตร์ จริง ๆ แล้วเราอยากให้เป็นอิสระ แต่เนื่องจากว่าผู้ที่เกี่ยวข้องงานนี้ยังต้องการทำตรงนี้ให้มั่นคงถาวรก่อนเขาขอแค่ขึ้นเป็นอิสระ มีเรื่องของการคืนส่วนที่มันไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจเช่น กทม. เดี๋ยวเขาจะมาชี้แจง มันมีมนต์เสน่ห์ อย่างหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยของการเลือกตั้งก็คือ ถ้าเราแยกงานจราจรไปให้กับ กทม. แล้ว ผู้ว่าราชการซึ่งจะเป็นคนดูแลตำรวจจราจร เนื่องจากตำรวจจราจรจะใกล้ชิดกับประชาชน เหมือนปัญหาน้ำท่วม เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นคะแนนเสียงของผู้ว่าราชการเขา เพราะฉะนั้นการจราจรในกรุงเทพฯ น่าจะดีขึ้น หรืออย่างน้อย ๆ มันก็จะมีการตรวจสอบกัน อยู่ตลอดเวลา งานจราจรไปทำอะไรไม่ดีตำรวจก็จับได้ แทนที่มันจะอยู่ที่เดียวกัน
แล้วก็ในส่วนต่อไปในส่วนสำคัญอีกอันหนึ่งก็คือ การที่ทางจังหวัดเขาอยาก ไม่ใช่เขาอยาก อำนาจเขาเคยมีอยู่แล้วแล้วมันหลุดลอยไป อำนาจก็ไม่ใช่ว่าอำนาจที่เขาจะใช้ กับตัวเขานะ อำนาจที่เขาจะช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาเดี๋ยวเขาก็จะให้รายละเอียดอันนี้ ในส่วนที่เรากำลังมีปัญหากันอยู่มาก คำว่า มีปัญหา คือมีความเห็นต่างกันมากก็คือ เรื่องของ การสอบสวน ถามว่าทำไมมีปัญหามาก มันมีผลประโยชน์ มันมีผลประโยชน์ของใคร ผลประโยชน์ของตำรวจ งานสืบสวนมันเหมือนกำแพงสำหรับที่ตำรวจเลว ๆ จะใช้พิงหลัง เพราะอะไร เพราะว่างานสอบสวนเขาสามารถถูกสั่งการให้เขียน ให้ทำสำนวนคดีไป ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ คดีในขณะที่ในเวลาที่ผมได้ศึกษาทำงานเรื่องนี้อยู่มีคนมาร้องเรียน ผมหลายคน ผมจะยกตัวอย่างก็คือที่จังหวัดขอนแก่น ๒ ราย จังหวัดขอนแก่นตอนที่ พ่อเขาหายไปลูกเขาเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ พ่อเขาไปแจ้งความกับตำรวจ เรื่องที่ อบต. ก่อสร้างไม่ถูกต้อง พอไปแจ้ง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ตำรวจไม่ทำงานเขาก็เลย แจ้งความตำรวจ พอไปบ่อยเข้าก็หายตัวไป ตอนเวลา ๕ ทุ่มลูกชายกับพ่อยังติดต่อกันได้แล้ว ก็หายไป พอไปถามตำรวจก็พูดกันเยาะเย้ยถากถางบอกไปว่ายน้ำอยู่ที่หนองประจักษ์
คดีที่ ๒ ที่มาร้องเรียนผมคือพนักงานสอบสวน สำนวนตำรวจสรุปว่า แขวนคอตายแต่เจ้าทุกข์เขาได้ถ่ายรูปไว้คือกองเลือดกับรอยแผลที่ศีรษะ ผมก็ได้ให้ คณะทำงานผมคุณจรัมพรได้ส่งคนไปตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง คดีมันเปลี่ยนครับ ที่บอกว่า แขวนคอตายไม่ใช่หรอก ถูกทำให้ตายแล้วไปแขวนคอ
คดีที่ ๓ อันนี้เป็นคดีที่เขาแจ้งมาทางวิทยุ มีวิทยุออกอากาศ แล้วเราก็ได้พูด กันเรื่องตำรวจ เขาก็แจ้งมาว่าลูกสาวเขาถูกทำมิดีมิร้าย ไปแจ้งความตำรวจแล้ว ๗ วันแล้ว ตำรวจยังไม่มาเลย ทางเราก็เลยให้ท่านจรัมพรติดต่อไป ก็เป็นอันว่าเริ่มที่จะมีการสอบสวน พ่อแม่เขายังเก็บมุ้งไว้เลยนะครับ เก็บสถานที่เกิดเหตุไว้ทั้งหมด
คดีสุดท้ายที่มาพบเราก็คือลูกชายเป็นตำรวจ แม่สันนิษฐานว่าลูกชายถูกโยน มาจากชั้น ๒ แล้วเสียชีวิตนะครับ แต่เนื่องจากว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้วคือสภาพต่าง ๆ มันเปลี่ยนไป เราก็ได้แต่ว่าขอให้รออีกนิดหนึ่งผมเชื่อว่าคณะหรือสมาชิก สปช. เราคงจะให้แยก ให้สอบสวนออกจากตำรวจ แล้วคดีนี้เราจะเริ่มกันใหม่ คือบางทีถ้ามันไม่เกิดกับชีวิตเรา เหมือนถ้าที่บ้านเราสุนัข แมวตาย เราอาจจะเสียใจ ใส่บาตรให้ แต่ข้างบ้านเราพ่อแม่ตายมา บอกเราว่าพ่อแม่ตายเราก็คงบอกเสียใจนะ เดี๋ยวงานศพจัดที่ไหน เพราะฉะนั้นเราอาจจะไม่ เข้าใจถึงความสูญเสีย เราอาจจะมองข้ามถึงความทุกข์ยากของญาติพี่น้องของผู้ที่ต้อง สูญเสียชีวิต ถ้ายังไม่มีการแยกการสอบสวนออกจากตำรวจ ชีวิตแล้วชีวิตเล่า ดวงวิญญาณ คนแล้วคนเล่าจะต้องออกจากร่างไป และเราจะต้องรับผิดชอบกัน เพราะว่าเขาเปิดโอกาส ให้เราทำแล้วเราไม่ทำ ผมจะเชิญท่านต่อไปครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูแห่งชาติ ที่เคารพและท่านสมาชิกครับ ผม อมร วาณิชวิวัฒน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่ โฆษกคณะอนุกรรมาธิการ และนอกเหนือจากนั้นก็เป็นนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องตำรวจ ผมเองกราบเรียนท่านสมาชิกอย่างนี้ครับว่าวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผมที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ผมสำเร็จการศึกษามาประมาณ ๑๐ ปีแล้วเรื่องที่ผมศึกษาก็คือเรื่องของการปฏิรูปองค์กร ตำรวจก็อาจจะย้ำเน้นไปในเรื่องของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นหลัก เรื่องนั้น มีความสำคัญอย่างไรผมถึงจะต้องนำเรียน การปฏิรูปตำรวจมีคนพูดแรงงมาก บอกว่า รัฐธรรมนูญที่เรากำลังร่างกันอยู่นี้อาจจะคว่ำได้ ถ้าการปฏิรูปตำรวจในคณะทำงานของเรา ทำได้สำเร็จ ผมฟังดูผมก็หัวเราะนะครับ นึกใจว่าเรื่องตำรวจ องค์กรหนึ่งในองคาพยพของ ระบบราชการมันมีความสำคัญถึงขนาดนั้นเลยหรือ ถึงขนาดที่จะคว่ำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ ผมก็บอกว่าอย่างนั้นลองดู คำว่า ลองดู ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงไปลองดีกับใคร ผมเป็น นักวิชาการมาตลอดทั้งชีวิต มีคนพูดกับผมว่าวันนี้ผมเป็นอนุกรรมาธิการข้าราชการตำรวจอยู่ อนาคตมีแนวโน้นเป็นไปได้ถ้าวันหนึ่งมีคนเห็นความสำคัญอาจจะเชิญไปเป็นกรรมการ ข้าราชการตำรวจ ถามว่าผมอยากเป็นไหม ผมก็อยากเป็นครับ เพราะผมคงมีโอกาสทำงาน อะไรได้มากมาย แต่เขาบอกถ้าพูดอะไรไปกระทบกระเทือนหน้าที่ตำรวจไม่ได้เป็นหรอก ผมบอกไม่เป็นอะไร ผมก็คงไม่สามารถที่จะไปทรยศต่อวิชาชีพผมได้ ในฐานะที่คณะอนุกรรมาธิการของเราได้มี การศึกษาเรื่องนี้ ใช้เวลา แล้วก็ความทุ่มเทเสียสละอย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ได้ชี้แจงไปเมื่อสักครู่ ก็กราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าเรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้ก็เป็นเรื่องที่ เป็นความจริง เป็นหลายเรื่องที่อยากจะนำเสนอ พูดง่าย ๆ ว่ามีเสียงสะท้อนมาบอกว่าวันนี้ อาจจะมีผู้เสนอให้มีการทอดเวลาออกไปโดยการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมหรือคณะทำงานร่วม เพื่อศึกษาประเด็นบางประเด็น เข้าประเด็นเลย ประเด็นที่ว่านี่ก็คือเรื่องของการแยกงาน สอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะท่านสมาชิกคงจำได้ในวันที่เรามี การพูดคุยกันในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ มีการออกมาชี้แจงถึงเรื่องผิดหกตกหล่น ก็มีการพูดกัน ขำขันอยู่ภายนอก ซึ่งพวกเราต้องร่วมกันรับผิดชอบ พอบอกว่าขำขันเฉพาะคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญว่ามีการตรวจสอบไม่รอบคอบถึงขนาดผิดในสาระสำคัญได้ขนาดนั้นก็ไม่ว่ากัน มันก็เป็นความผิดของหลาย ๆ ฝ่าย เจ้าหน้าที่ผิด คนตรวจผิด ใครผิดไม่เป็นอะไร แต่วันนี้ ในเมื่อมันมีความผิดพลาดตรงนี้แล้ว และมันไม่ตรงกับสิ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการเสนอไป ผมคิดว่าเราจะต้องทำอะไรบางอย่างกับตรงนี้ ซึ่งเราเคยทำสำเร็จมาแล้วด้วยในการประชุม ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่นี่ ผมก็ต้องกราบเรียนว่าการศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของ การปฏิรูปตำรวจที่เราทำและสำเร็จมาในวันนี้ มันไม่ใช่งานชิ้นแรก อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า แม้แต่วิทยานิพนธ์ของผม ศึกษาตั้งแต่การเปลี่ยนจากกรมตำรวจมาเป็นสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ประมาณ ๑๐ กว่าปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ท่านกลับไปดู ผมไม่มีเวลาที่จะมานำเสนอ เพราะว่าเรามีสมาชิกอีกจำนวนหลายท่าน ที่จะต้องพูดคุยแล้วก็ชี้แจงความเป็นไปในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรตำรวจ อีกมากมาย ผมยืนยันได้ว่างานวิจัยหรืองานที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการสอบสวน การแยก งานสอบสวน การให้ความเป็นอิสระกับการสอบสวนในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมตรงนี้ มีความสำคัญอย่างไร มีผู้ศึกษามากมาย เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นความจำเป็นที่เราจะต้องมี การตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้อีก เพราะว่าวันนี้เราได้ศึกษามากระทั่งมีข้อสรุป ชัดเจนเป็นเสียงส่วนใหญ่ของคณะผู้ศึกษาที่เป็นอนุกรรมาธิการของเรา
กราบเรียนในประเด็นต่อไปว่า โดยส่วนตัวผมไม่มีเจตนาที่จะนำเรียน ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต่อไปที่จะพูดต่อไปนี้เพื่อที่จะมุ่งทำลายองค์กรตำรวจ ไม่ได้มุ่งทำลาย บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ว่าเรื่องที่จะนำเรียนต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่เป็นความจริง บางเรื่อง ผมประสบกับตัวของผมเอง เพราะว่าในขณะที่ทำวิทยานิพนธ์อยู่นั้นผมทำการศึกษา ในลักษณะที่ท่านผู้เกี่ยวข้องในเชิงการวิจัยคงจะทราบว่าเป็นการศึกษาในลักษณะที่เราไปเฝ้า สังเกตการณ์อยู่ในสถานีตำรวจ ผมใช้กลุ่มตัวอย่างในสถานีตำรวจนครบาลหลายแห่ง เป็นท้องที่ ถ้าจะพูดกันตามภาษาชาวบ้านหรือภาษาตำรวจเขาเรียกว่า โรงพักเกรดเอ (Grade A) แต่บ้านเรานี่โรงพักเกรดเอไม่ได้หมายถึงว่ามีคนเก่ง มีความรู้ความสามารถอยู่กันเยอะ โรงพักเกรดเอในความหมายของตำรวจบางทีเขาหมายถึงโรงพักที่มีแหล่งอบายมุข มีเรื่อง ของสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่ในท้องที่ต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นจำนวนมาก ผมไม่ขอเอ่ยนามถึง สถานีตำรวจที่ผมไปศึกษาวิจัยทั้งหมด แต่ว่ามีบางท้องที่ซึ่งเป็นปัญหา แล้วก็อยู่ในท้องที่ ซึ่งบ้านพักผมอาศัยอยู่ตรงนั้นด้วย แล้วก็มีกรณีตัวอย่างเดี๋ยวสักครู่จะนำเรียนให้ทราบ ปัญหาคือวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวคน ผมคิดว่าตำรวจส่วนใหญ่อยากจะเป็นคนดี อยากจะทำงาน เพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อสังคม แล้วก็เปลี่ยนแปลงสังคมนี้ให้เป็นสังคมที่ดีขึ้น แล้วก็ไม่มี ความต้องการที่จะบิดผันหรือทำสำนวนอะไรคดีต่าง ๆ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการเอื้อประโยชน์ ให้ใครคนใดคนหนึ่ง ผมจึงอยากจะบอกว่าถ้าหากวันนี้เราสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง วิธีการทำงานหรือตัดทอนในเรื่องของสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ได้ คนดีก็จะอยู่กับองค์กรตำรวจ คนไม่ดีเท่านั้นล่ะครับที่เขาจะอยู่ไม่ได้ เมื่อคนดีอยู่ไม่ได้องค์กรตำรวจก็จะดีขึ้นและดีขึ้น มากกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้อย่างแน่นอน ผมยกตัวง่าย ๆ ท่านทั้งหลายอาจจะย้อนกลับไปสัก ผมคิดว่าคดีนี้มันเกิดขึ้นมาประมาณสัก ๒-๓ ปีที่ผ่านมา เป็นคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชั้นยศเล็ก ๆ แค่นั้นเองนะครับ สำหรับผมถือว่าถ้าชั้นยศประมาณสักพันตำรวจตรีหรือ ร้อยตำรวจเอกเรียกว่าเป็นตำรวจชั้นผู้น้อยจริง ๆ ในเชิงสัญญาบัตร เป็นตำรวจที่ไม่ได้มี อำนาจอะไรในความรู้สึกของผมเปรียบเทียบกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะสูงกว่านั้น ก็ปรากฏว่านายตำรวจคนนี้เป็นข่าวครับ เรื่องนี้เป็นข่าวท่านไปเปิดเว็บไซต์ (Website) ต่าง ๆ ย้อนหลังกลับไปเซิร์ช (Search) ดูได้ในกูเกิล (Google) หรืออะไร ปรากฏว่ามี คดีวิวาททางถนนว่ากันแบบนั้นคงจะขับรถปาดหน้ากันหรืออะไรก็ตาม แล้วก็ใช้อาวุธปืน ผมเรียนท่านอย่างนี้ว่าในประสบการณ์ของคนส่วนใหญ่ เขาทราบกันดีว่าเวลามีปัญหาแล้วมี การใช้อาวุธกันมีอยู่ ๒ กรณีที่พกอาวุธกันนะครับ คือมีคนในเครื่องแบบกับโจรมีอยู่ ๒ อย่าง เพราะฉะนั้นคดีลักษณะนี้สืบไปสืบมาในทางตำรวจไม่ยาก คือถ้ามันไม่ใช่โจรก็คนในเครื่องแบบ ในเวลานั้นกล้องวงจรปิดอะไรต่าง ๆ มันอาจจะยังไม่ดีพอ แต่ว่าก็สืบสาวราวเรื่องได้ว่าเป็น นายตำรวจ เป็นนายตำรวจซึ่งก็คงอาจจะอารมณ์ชั่ววูบหรืออะไรก็แล้วแต่ก็ใช้อาวุธยิงคู่กรณี ซึ่งเป็นนายทหาร เป็นทหารนะครับ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แล้วหลังจากนั้นมันก็มีเหตุต่อเนื่อง ขับรถต่อไปอาจจะไปเจอแท็กซี่ขับอาจจะไม่ถูกใจหรืออะไรก็ตามก็ไปยิงแท็กซี่ได้รับบาดเจ็บอีก คดีนี้ตำรวจก็ระดมกำลังกันจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ในวันนั้น แล้วก็ปรากฏว่าเรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะว่าเรื่องไปสู่ชั้นศาล ท่านทราบไหมครับว่าผลคดีคือศาลยกฟ้องครับ ชัดเจนขนาดนี้ ศาลยกฟ้องแต่ว่าศาลยกฟ้องด้วยเหตุอันมีข้อน่าสงสัยจึงยกฟ้อง เพราะฉะนั้นในระหว่าง การอุทธรณ์ศาลจึงมีคำสั่งให้จำคุกหรือว่าให้กักขังไว้ก่อน ประทานโทษไม่ได้จำคุก เพราะก็ ยังถือว่าอาจจะอยู่ในกระบวนการทางยุติธรรมอยู่ เรื่องนี้มันสะท้อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมเอง มีเพื่อนอยู่ในวงการตุลาการก็มีการสอบถามกันบอกเรื่องราวมันถึงขนาดนี้นายทหารชั้นยศ ผมคิดว่าก็เทียบเท่าก็คือพันเอก จะอยู่หน่วยไหนก็ไม่เป็นไร เสียชีวิตอยู่แถว ๆ ฝั่งธนบุรี ผมบอกขนาดทหารตายยังเอาผิดไม่ได้เลย ไปยิงแท็กซี่ต่อมาอีก อาวุธปืนหรืออะไรก็หา ไม่เจอหรือ หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ปรากฏว่าในสำนวนผมไม่ได้ไปล่วงเกินอำนาจ ศาลนะครับ บังเอิญเรื่องนี้มันก็เป็นการพูดกันอยู่ในวงการตุลาการอยู่พอสมควร ผมเอง มีเพื่อนอยู่ก็เลยสอบถามไปว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็เรียนท่านง่าย ๆ ว่าในสำนวนการสอบสวน ในคดีนี้ที่ส่งไปถึงชั้นศาลมันอ่อนยวบยาบมาก อ่อนกระทั่งศาลไม่รู้จะไปหยิบประเด็นไหน มาลงโทษจำเลยในคดีนี้ได้ ผมเรียนง่าย ๆ ให้ท่านคิดไว้ ๑ ประเด็นนี้ก่อน
ประเด็นต่อมาเรื่องที่เป็นเรื่องต่อเนื่องก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการที่ผมไป ทำวิจัยแล้วก็อยู่ในท้องที่ซึ่งผมมีบ้านพักอาศัยอยู่ ถ้าท่านคิดว่าผมอยู่ที่ไหนบ้างผมก็อาจจะมี บ้านพักอยู่หลายแห่งนะครับ ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าก็เป็นท้องที่ของ สน. เกรดเอ ซึ่งมีสถานเริงรมย์ ผับ บาร์ ต่าง ๆ อยู่ในท้องที่มากพอสมควรนะครับ ท้องที่ตรงนี้บังเอิญในวันที่เกิดเหตุ อย่าถามผมว่าทำไมผมไม่ทำอะไร เพราะว่าในจรรยาบรรณของนักวิจัยเวลาเราเห็นอะไร ก็เหมือนกับท่านเป็นนักข่าวคนหนึ่ง ท่านเห็นเหตุการณ์อยู่เบื้องหน้าเขายิงกัน อาจจะเป็น การก่อการจลาจลท่านก็คงไปสู้รบปรบมืออะไรกับเขาไม่ได้นะครับ มีหน้าที่อย่างเดียว ในฐานะนักวิจัยท่านก็บันทึกเหตุการณ์ตรงกับความเป็นจริงแล้วมาเผยแพร่ให้ทราบ ในผลงานการวิจัยของผมนั้นไม่ได้เปิดเผยชื่อ แต่เปิดเผยบอกกับผู้ที่อ่านงานวิจัยว่าถ้าต้องการข้อมูลมีหลักฐานยืนยัน มีหลักฐานภาพถ่าย บันทึกเสียง มีอะไรต่าง ๆ ไว้ ผมเองไปทำหน้าที่วิจัยอยู่ในโรงพักแห่งนั้น วันดีคืนดี มีนายตำรวจยศพันตำรวจตรี มีแผลปลาสเตอร์ (Plaster) ผมคิดว่าติดอยู่ตรงเหนือคิ้วอยู่นิดหนึ่ง ผมก็เลยถามร้อยเวรไป เพราะว่าส่วนใหญ่นี้ผมจะนั่งคู่กับพนักงานสอบสวนในโรงพักเพื่อที่จะดู เวลาคนมาให้ข้อมูลมาแจ้งความดำเนินคดีอะไรต่าง ๆ ผมก็ถาม เพราะว่าพันตำรวจตรี ก็สารวัตรแล้ว ก็ถามว่าสารวัตรแกเป็นอะไร วันก่อนนี้ก็ยังเห็นดูดี ๆ อยู่ คิ้วแตกไปวิ่งหกล้ม หรืออย่างไร ร้อยเวรก็เลยเล่าให้ฟัง คือไม่ใช่คิ้วแตกอย่างเดียว พาบ๋อย พากัปตัน (Captain) ของสถานเริงรมย์แห่งหนึ่งมาแจ้งความ ผมก็ยังนึกอยู่ ก็สะท้อนใจว่าเดี๋ยวนี้เป็นสารวัตรนี่ เอื้อเฟื้อประชาชนถึงขนาดนี้ พาผู้คนมาแจ้งความด้วยตัวเอง ผมก็ดีใจบอกเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว องค์กรตำรวจเราดีขึ้นขนาดนี้แล้ว ผมสบายใจ ผมคิดว่าวิทยานิพนธ์ผมไม่ต้องไปทำอะไรมากแล้ว ผมก็สรุปว่าเหตุการณ์ที่เราเคยตั้งสมมุติฐานเลวร้ายอะไรกับองค์กรตำรวจไว้นี้มันผิดหมด ไม่ต้องไปพิสูจน์แล้ว ผมผิดเอง ผมจะคิดอย่างนั้น ก็ปรากฏว่าสืบสาวราวเรื่องก็คือ สารวัตร ท่านไปวิวาท ไปในสถานที่อโคจรก็คือไปกินเหล้า แต่ก็คงไปด้วยพวกที่เป็นจำนวนมากกว่า ฝ่ายตรงข้าม ก็ทราบว่าไปยำฝ่ายตรงข้ามเสียเละเลยนะครับ คือเรียกว่า สาหัส ตัวเองคิ้วแตก อาจจะโดนผลัก หัวไปกระแทกตรงไหนเข้าแค่นั้นเองนะครับ ก็ปรากฏว่าพาบรรดา ผู้เกี่ยวข้องมาแจ้งความแล้วก็ร้อยเรียงคำพูด แนะวิธีการตอบคำถามของพนักงานสอบสวน ผมก็ตั้งคำถามพนักงานสอบสวนไปบอก พี่ ทำได้ด้วยหรืออย่างนี้ เขาบอกไม่เป็นอะไร ผมก็ทำตามหน้าที่ เขาแจ้งมา ศาลเป็นผู้ตัดสิน เอาล่ะ ผมก็ไม่มีความรู้ เพราะผมไม่ได้เรียน นิติศาสตรบัณฑิตมา ผมจบรัฐศาสตรบัณฑิต ผมก็รับทราบเรื่องนี้ไว้ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เรียน ให้ท่านทราบคือไม่เป็นอะไร วันนี้ไม่มีใครเจอกับตัวเอง มันก็ไม่ได้เกิดปัญหาอะไรขึ้น แต่ถ้า ลองนึกถึงว่าบุคคลเหล่านั้นจะเป็นใครคนหนึ่งที่ท่านรู้จักหรือคนที่ท่านใกล้ชิดท่านจะรู้สึก อย่างไร วันนี้ผมเดินไปที่ไหนเขาก็เริ่มรู้แล้วว่าผมเป็น สปช. เดินไปตามถนนสีลม พ่อค้า แม่ค้าก็รู้จัก บางทีก็มาพูด ผมก็บอกนี่เดี๋ยวอยากเจอกัน คุยกันในทีวี (TV) เดี๋ยววันนี้มีเรื่อง ตำรวจ เราจะคุยกันเรื่องตำรวจ ติดตามดูได้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาว่ากันแบบนั้น เขาสนับสนุนครับ คนจำนวนหนึ่งบอกว่าวิธีการของตำรวจที่ผมเล่าให้ฟังแบบนี้ยังจำเป็น เขาบอกไม่อย่างนั้นจับผู้ร้ายไม่ได้หรอก ท่านจะไปเอาผู้ร้ายมา แล้วก็มาใช้วิธีการอะไรมา ตรวจสอบอะไรแบบนี้แบบหนังฝรั่งแบบนั้น มันไม่มีทางจับผู้ร้ายได้เขาเชื่อกันแบบนั้น แต่ผมบอกว่าอย่างไรเดี๋ยวฟังก่อน เพราะว่าวิธีการของเรานี้ มันมีอะไรมาเสริมงานตำรวจ คือวันนี้ที่เราจะต้องทำแบบนั้นเพราะว่าเมื่อก่อนนิติวิทยาศาสตร์ หรือฟอเรนท์ซิค ไซแอนซ์ (Forensic Science) ซึ่งเดี๋ยวจะมีบุคคลซึ่งเป็นคณะของเรา ซึ่งเป็นคณะผู้ศึกษา จะมาให้ ข้อมูลว่ามันมีความจำเป็นหลาย ๆ คดี นิติวิทยาศาสตร์มันสามารถที่จะพิสูจน์ทราบได้ว่า อะไรผิดอะไรถูก ไม่ต้องย้อนไปไกล วันนี้ผู้เสียหายซึ่งเป็น ผมก็ไม่อยากจะยกคดีนี้ เพราะผมเองก็ ๕๐ : ๕๐ แต่ว่าเขาก็ยังเรียกร้องให้มีการถอนฟ้องเขา หรือว่าคดีที่มีการหมิ่นประมาทกัน เพราะว่าในสังคมนี้เชื่อว่าบุคคลคนนี้ฆ่าพี่ชายตัวเอง มันเป็นเรื่องมรดก เป็นเรื่องอะไรต่าง ๆ ปรากฏว่ามีผู้เชี่ยวชาญทางนิติวิทยาศาสตร์ไปชี้นำ แล้วปรากฏว่าในทางการพิสูจน์ มันไม่ได้ เป็นไปตามการชี้นำที่แท้จริง เพราะมีการพิสูจน์ย้อนกันไปอีก แล้วปรากฏว่าหลักฐาน หลาย ๆ อย่างมันไม่ตรงกันกับการชี้นำของอีกฝ่ายหนึ่ง ก็มีการเรียกร้องกันตรงนั้น ผมก็เลย อยากจะบอกว่านิติวิทยาศาสตร์จะเป็นส่วนที่สำคัญมาก
อีกประเด็นหนึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้รู้จักกันดี ผมคงไม่ยกตัวอย่างอะไรมาก แต่ว่า มันก็เกี่ยวเนื่องกับนิติวิทยาศาสตร์ ท่านทั้งหลายรู้จักฉายานามไอ้ปื้ด ท่านเข้าใจไอ้ปื้ดดี ไอ้ปื๊ดนี่อยู่ในความทรงจำของคนหลายคน อันนี้ก็ตำรวจอีกเหมือนกันนะครับ ตำรวจแท้ ๆ นะครับ ก็อยู่ในสถานที่อโคจรล่ะ ส่วนใหญ่คนจะไปตายกันนี่นะครับ มักเลือกที่ตายได้นะครับ แต่หลาย ๆ คนก็ไปตายในสถานที่เหล่านี้นะครับ แต่ด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ก็ปรากฏว่าตำรวจ คนหนึ่งถูกยิงเข้าที่ศีรษะ ถ้าตามสิ่งที่ปรากฏก็เรียกว่าระยะประชิด ไม่ได้มีอะไรมากมายเลย นะครับ ถ้าจะว่าไปสิ่งที่เป็นหลักฐานในสำนวนซึ่งอ่อนยวบยาบ ส่วนมากแล้วนี้ ผมก็ต้องฝาก กทม. ในอนาคตด้วยนะครับ ถ้าหากจะรับงานตำรวจไปนี้ กล้องวงจรปิดอะไรต่าง ๆ นี้ท่านดู ให้ดีนะครับ เพราะว่าข้ออ้างที่มักจะเกิดขึ้นก็คือกล้องวงจรปิดใช้ไม่ได้ ไม่มีพยานรู้เห็น พยานเห็นต่าง พยานเห็นถือปืนข้างซ้าย อีกคนหนึ่งเห็นข้างขวา อีกคนบอกว่ามืด มองไม่เห็น ไม่ชัด อีกคนบอกว่าล้วงกระเป๋าเฉย ๆ อะไรแบบนี้นะครับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นความผิดก็ไป อยู่กับไอ้ปื้ดนะครับ ไม่ได้อยู่กับบุคคลที่ควรจะได้รับโทษที่แท้จริง แล้วก็บุคคลที่น่าจะได้ รับโทษหลายคนก็คงทราบว่าก็มีฐานะทางสังคมได้รับการยกย่องนับถือ ผมฝากท่านให้คิดไป ๓-๔ เรื่องตรงนี้ ผมเข้าใจดีครับ กำลังจะใกล้จบนะครับ ผมไม่อยากใช้เวลาให้เนิ่นนาน ไปมากกว่านี้มากนัก ผมเข้าใจดีครับว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่วันนั้นมันมีการผิดหกตกหล่น ก็มีการตั้งคำถามบอกจะไปสนใจอะไรมากมายเพราะว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เขาจะต้องรับฟังความคิดเห็นของ คสช. จะต้องรับฟังความคิดเห็นของ ครม. อีก เราจะไปแก้ อะไรกันวันนี้มันก็เปล่าประโยชน์ ขอประทานโทษครับ ผมจำบรรยากาศวันที่เราพิจารณากัน เรื่องการปฏิรูปพลังงานได้ ผมยังยอมรับกับท่านทั้งหลาย ณ ที่นี้ว่า ผมเองเป็นคนที่เรียนรัฐศาสตร์ เรียนอาชญาวิทยามา ไม่มีความรู้เรื่องพลังงาน ผมงงนะครับ ไม่ค่อยมีความรู้ แต่ว่าผมรู้ ก็เพราะว่าผมพยายามนั่งอยู่ในห้องประชุม จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องนั่งในห้องประชุมตลอดก็ได้ แต่บังเอิญวันนั้นผมมีความสนใจเรื่องนี้ ผมนั่งฟังตั้งแต่แรก มีการแถลงมาว่าเหตุใด เรื่องสัมปทานมันถึงมีความสำคัญ ผลกระทบต่อบุคคลรุ่นลูกรุ่นหลานเราอย่างไร ทรัพยากรธรรมชาติเรามันจะสูญเสียอะไรไปขนาดไหน ผมเองผมคิดว่าที่ผ่าน ๆ มา เวลาเรา โหวต (Vote) อะไรกันนี้รับตลอด ผมคิดว่าผมเตรียมกดปุ่มไว้แล้ว เดี๋ยวประธานบอกเสียบบัตรนี้ ผมก็กดเห็นชอบไว้อยู่แล้วนะครับ แต่ปรากฏว่าพอฟังคำชี้แจงของทางคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปพลังงานออกมา ผมเรียนยืนยันตรงนี้เพราะว่าผลการลงมติยังอยู่ผมลงมติไม่เห็นด้วย กับการที่จะให้มีสัมปทานตรงนี้วันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ผมคิดว่าวันนั้นเป็นความกล้าหาญของ ท่านสมาชิกหลายท่าน ณ ตรงนี้ เพราะผมอ่านข่าวสารข้อมูลข้างนอก ได้ยินกระแสข้างนอก ก็บอกว่าเรื่องนี้ลือกันเหมือนเรื่องตำรวจนี้ครับ บอกว่าเรื่องกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานนี้ มีใบสั่งมาแล้ว เรื่องตำรวจก็เหมือนกันนะครับ บอกมีใบสั่งมาเรียบร้อยแล้ว เยอะแยะไปหมดเลย แต่ผมบอก ผมก็เชื่อนะครับว่าผมก็กดไปตามความคิดของผม ผมว่าเสียงส่วนใหญ่ก็คง เห็นชอบเรื่องปฏิรูปพลังงาน แต่ปรากฏว่าวันนั้นเหตุการณ์มันกลับตาลปัตร กลายเป็นว่า เสียงส่วนใหญ่ แล้วก็เป็นมติที่มันไม่ได้เป็นมติปกติด้วย มันเป็นมติที่จริง ๆ แล้วก็คือเพียงแต่ จะรับหรือไม่รับร่างเพื่อที่จะนำไปให้ทางคณะรัฐมนตรีหรือผู้เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป แต่ปรากฏว่ามีผู้เสนอให้มีการลงมติในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้เหตุการณ์คล้ายกัน ผมเอง อาจจำเป็นที่จะต้องขอในที่ประชุมให้พิจารณา ผมเองอาจจะต้องขออนุญาตท่านประธาน เสนอญัตติเพื่อให้มีการลงมติในที่ประชุมว่าในกรณีที่เป็นความขัดแย้ง ซึ่งด้วยความเคารพ เสียงส่วนน้อย แต่ว่าเสียงส่วนใหญ่ซึ่งได้มีการพิจารณาร่วมกันในคณะอนุกรรมาธิการ มีความเห็นตรงกันว่าการแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นเป็น ประเด็นสำคัญ และเป็นเรื่องที่เป็นหัวใจของการปฏิรูปองค์กรตำรวจเพื่อการให้บริการ ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ผมเองจำเป็นที่จะต้องขอผู้รับรองในเรื่องนี้ เพื่อที่จะให้มีการลงมติในที่ประชุมแห่งนี้ ถ้าหากมีผู้เห็นด้วยก็จะขออนุญาตให้แสดงตน แต่ว่าอาจจะไม่ต้องเป็นเวลานี้ก็ได้ ให้ท่าน พิจารณาต่อหลังจากที่ท่านได้ฟังพวกเราชี้แจง แต่ว่าเดี๋ยวสักครู่หนึ่งท่านพิจารณาแล้ว ผมอาจจะต้องขอรบกวนขอมติที่ประชุม ผมไม่ได้เตรียมใครมานะครับ ผมก็มาพูดตรงนี้ เพราะเมื่อครู่ผมก็หันไปถามทางท่านประธานบอกว่าปกตินี่มันมีเงื่อนไขอยู่ว่าเวลาจะเสนอญัตติอะไร มันต้องมีผู้รับรอง ผมมอง ๆ ไปแล้วนี่ผมไม่ได้สนิทอะไรกับหลาย ๆ ท่านในที่นี้เท่าไร แล้วก็ คณะกรรมาธิการนั่งกันอยู่ตรงนี้ก็อาจจะไม่ค่อยน่ารักนักถ้าหากจะมายกมือสนับสนุนกันเอง อะไรแบบนี้ ก็ขอกราบเรียนที่ประชุมไว้เบื้องต้น แล้วขอให้ท่านคิดตามพวกเราไปนะครับ แล้วก็ในท้ายที่สุดผมอาจจะต้องรบกวนท่านอีกครั้งหนึ่ง ขอขอบพระคุณครับ
ท่านประธาน มีอะไรจะชี้แจงเพิ่มเติมหรือเปล่าคะ หรือว่ามีใครเพิ่มเติมหรือเปล่าคะ เชิญค่ะ
เรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พลตำรวจเอก จรัมพร สุระมณี อนุกรรมาธิการปฏิรูป โครงสร้างอำนาจหน้าที่ กระบวนการทำงานตำรวจเพื่อประชาชน กระผมได้รับมอบหมาย จากคณะอนุกรรมาธิการให้นำเสนอแนวทางปฏิรูปงานนิติวิทยาศาสตร์ หรืองานพิสูจน์ หลักฐานเพื่อประชาชน เมื่อมีคดีอาญาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกาย หรือคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน เป็นอำนาจและเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนตำรวจ ที่จะต้องไปที่เกิดเหตุ ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินการทั้งหลายอื่นตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งอาจจะรวมถึงการสืบสวน การตรวจค้น แล้วก็ การออกหมายต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงของคดีที่เกิดขึ้น และพิสูจน์ความผิด นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ รวมทั้งติดตามทรัพย์สินที่สูญหายมาคืนสู่ผู้เสียหาย ทั้งนี้รวมถึง การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ที่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรมด้วย เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ในการควบคุมอาชญากรรมของกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นการจับกุมนั้นจะต้อง จับกุมให้ถูกคนและก็ลงโทษต้องไม่ผิดตัว
ในเรื่องของการตรวจเก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ หรืออาคารสถานที่ ที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอำนาจเฉพาะตัวของพนักงานสอบสวน ซึ่งระบุไว้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในหลาย ๆ คดีพนักงานสอบสวนสามารถจะใช้ ความเชี่ยวชาญหรือทักษะขอตนเองในการรวบรวมพยานหลักฐานได้ ในกรณีที่เป็นคดีที่ ไม่ซับซ้อน แต่สำหรับในคดีสำคัญคดีใหญ่ หรือคดีที่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อน พนักงาน สอบสวนอาจจำเป็นจะต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ หรืออาจจะต้องใช้ทักษะ ทางวิทยาการของเจ้าหน้าที่ด้านนิติวิทยาศาสตร์มาช่วยในการรวบรวมหลักฐาน ตรงนี้เป็น ดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานนั้นเข้ามา ในที่เกิดเหตุ การที่จะเรียกหรือไม่เรียกนั้นเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนโดยแท้จริง และหลักฐานที่ได้นี้ก็จะนำไปวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของลายนิ้วมือแฝง ในเรื่องดีเอ็นเอ ในเรื่องปลอกกระสุน หรือในเรื่องการดูเรื่องวิถีกระสุนก็ตาม เมื่อเข้าไปนำภาพต่าง ๆ พยานหลักฐานแต่ละชิ้นไปวิเคราะห์ แล้วก็จะนำภาพต่อ ทำให้เกิดภาพต่อว่าวัตถุพยาน แต่ละชิ้นนั้นมีการเชื่อมต่อ เปรียบเสมือนเป็นการต่อจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ของภาพเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ตรงนี้ก็จะนำไปสู่การสืบสวนแล้วก็จับกุมผู้กระทำผิด สำหรับวิทยาการในเรื่องของ การพิสูจน์หลักฐานนั้นในภาคสากลเราเรียกว่าฟอเรนซิค ไซน์แอนซ์หรือที่เรียกว่า นิติวิทยาศาสตร์ ในส่วนของตำรวจนั้นเราจะมีหน่วยงานเรียกว่า สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ บุคลากรที่ทำหน้าที่ในหน่วยงานลักษณะนี้จะเป็นบุคลากรที่มีความรู้หลากหลายวิชาในด้าน วิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเคมี ฟิซิกส์ หรือชีวะก็ตาม ซึ่งเราจะเรียกวิทยาการอันนี้ว่า สหวิทยาการ และบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์หรือการพิสูจน์หลักฐาน นั้นก็อาจจะเป็นความร่วมมือ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญจากหน่วยงาน ไม่ว่าจะ เป็นนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ หรือวิศวกรก็ตาม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกหลากหลายวิชาชีพซึ่งเราก็เรียกว่า สหวิชาชีพ เพราะฉะนั้น งานนิติวิทยาศาสตร์นั้นจะมีองค์ประกอบทั้งสหวิชาชีพแล้วก็สหวิทยาการ ในการที่เจ้าหน้าที่ ตำรวจไปที่เกิดเหตุแล้วนำวัตถุพยานเข้ามาในแล็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานนั้น จะพยายามตรวจสอบแล้วก็ชี้ถึงความเชื่อมโยงของวัตถุพยานแต่ละชิ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ ฝ่ายสืบสวนนำไปสู่การสืบสวนติดตามคนร้าย แล้วก็รวมทั้งในเรื่องของการนำไปประกอบ สำนวนการสอบสวน เช่น ในที่เกิดเหตุนั้นอาจจะตรวจสอบว่าคนร้ายนั้นเข้ามาคนเดียว หรือหลายคนก็อาจจะดูตรวจสอบจากร่องรอยเท้าที่เหยียบย่ำเข้ามา หรืออาจจะดูจากรอยมือ หรืออาวุธที่ใช้ในคดีที่มีฆาตกรรมเกิดขึ้น อาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นอาวุธประเภทใด ซึ่งก็จะเป็น ข้อมูลให้มีการติดตามอาวุธซึ่งจะเป็นของกลางในคดีเพื่อเอามายืนยันพิสูจน์ความผิด ของผู้กระทำ ในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทั่วโลกและรวมทั้งประเทศไทยนั้นให้ ความเชื่อมั่นในกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ เพราะในเรื่องของการพิสูจน์ ทางวิทยาศาสตร์นั้นจะมีกระบวนการจะมีขั้นตอนที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ เครื่องมือ ทางวิทยาศาสตร์นั้นเมื่อมีผลรายงานออกมาแล้วจะมีคำตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่สามารถ ไปสั่งให้เครื่องบิดเบือนได้ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพยานบุคคลหรือแม้แต่ประจักษ์พยานก็ตาม ณ เวลาหนึ่งอาจจะยืนยันว่าพบเห็นเหตุการณ์ สามารถจะยืนยันได้ แต่พอเวลาผ่านไปคำพูด หรือคำให้การของพยานนั้นอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในชั้นต่อไปนอกเหนือจากชั้นพนักงาน สอบสวน อาจจะไปเปลี่ยนแปลงชั้นอัยการหรือชั้นศาลก็ได้ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะเรื่องของ สาเหตุของความโกรธหรือสาเหตุของความรักหรือสาเหตุของอามิสสินจ้างก็ตาม ตรงนี้ก็จึง ถือว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์นั้นเป็นหลักฐานที่มีความมั่นคงอย่างแท้จริง สำหรับงาน นิติวิทยาศาสตร์นั้นอย่างที่กล่าวมาแล้วว่าจะเป็นหลักประกันในเรื่องของความยุติธรรม ในสังคม โดยเฉพาะอย่างสังคมของไทยหรือสังคมทั่วโลกก็ตาม เพราะฉะนั้นจึงเป็น ความคาดหวังของพี่น้องประชาชน ต้องการได้ความยุติธรรมอย่างแท้จริง และวิทยาศาสตร์ นั้นก็เป็นคำตอบหนึ่ง จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วก็ดำรงอยู่ในปัจจุบันนั้น ยังมีพี่น้อง ประชาชนเป็นจำนวนมากอย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงว่าไม่สามารถที่จะ เข้าถึงงานนิติวิทยาศาสตร์ ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการสืบสวนสอบสวนของพนักงาน สอบสวนหรือแม้แต่บุคคลซึ่งอาจจะไม่เชี่ยวชาญหรืออาจจะเป็นบุคคลที่ไม่ตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งเป็นข้อจำกัดของกฎหมาย เพราะว่าอำนาจ ในการตรวจที่เกิดเหตุนั้นเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานนิติวิทยาศาสตร์หรือ พิสูจน์หลักฐานนั้นไม่มีตัวตนในกฎหมาย จะถูกเรียกมาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานก็ต่อเมื่อ พนักงานสอบสวนนั้นเรียกเข้ามา จะไม่สามารถไปที่เกิดเหตุด้วยตนเองได้ ไม่มีโอกาสที่จะ ได้รับการร้องขอจากประชาชนว่าขอให้มาตรวจที่เกิดเหตุ แม้พนักงานสอบสวนไปที่เกิดเหตุ ก็ตาม อาจจะไปแล้วอาจจะบอกว่าไม่พบอะไร ไม่เห็นอะไร บางครั้งความเชี่ยวชาญเขาไม่พอ เพราะฉะนั้นลายนิ้วมือแฝงเขาไม่สามารถจะเห็นได้อาจจะเป็นคำตอบที่ถูก แต่ว่าขั้นตอน เป็นขั้นตอนที่ผิดในการทำหน้าที่เช่นนั้น ในฐานะไม่ว่าจะเป็นในฐานะของผู้เสียหาย หรือเป็นผู้กล่าวหาก็ตาม ความยุติธรรมในเบื้องต้นจากหลักฐานนั้นถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในที่เกิดเหตุบางคดีนั้นจะมีหลักฐานเพียงชิ้นเดียวหรือจะกล่าวในที่นี้ว่าเป็นหลักฐาน เพียงชิ้นเดียวในโลกที่มีอยู่ในการที่จะพิสูจน์ความผิดหรือจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ที่ ถูกกล่าวหาได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าขณะนี้ ปัจจุบันนี้ประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึง ความยุติธรรมของกระบวนการพิสูจน์หลักฐานได้ แม้แต่ในส่วนของตำรวจเองก็ยังมีระเบียบ การตำรวจเรียกว่า ระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ระบุไว้ว่าคดีประเภทใดบ้างที่พนักงาน สอบสวนนั้นควรจะต้องร้องขอเจ้าหน้าที่วิทยาการหรือเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ยกตัวอย่าง เช่น ในคดีต่อชีวิตหรือร่างกาย คดีซึ่งเป็นคดีใหญ่ ๆ คดีสำคัญ คดีปล้นทรัพย์ คดีวางเพลิง หรือแม้แต่คดีจราจรที่มีปัญหา หรือคดีที่มีการตายผิดธรรมชาติ คดีวิสามัญฆาตกรรม หรือแม้แต่คดีฆ่าตัวตายก็ตาม ซึ่งอาจจะมีปัญหา ซึ่งอาจจะมีข้อสงสัยในภายหลัง เพราะฉะนั้นในกรณีเช่นนี้เป็นกรณี ที่ระเบียบตำรวจนั้นให้เรียกเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แต่ก็มีข้อจำกัดว่าถ้าหากพนักงาน สอบสวนนั้นละเลย หรือเกียจคร้าน หรือคิดตั้งแต่เบื้องต้นว่าจะบิดเบือนรูปคดี ไม่เรียก เจ้าหน้าที่ด้านนิติวิทยาศาสตร์ ถามว่าประชาชนจะมีสิทธิตรงไหน ประชาชนจะมีสิทธิ เรียกหรือไม่ คำตอบขณะนี้ประชาชนไม่มีสิทธิเรียกเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานโดยตรง สำหรับกระบวนการของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย เราจะเห็นว่ามีการออกแบบ หรือมีการถูกถอดแบบให้มีการถ่วงดุลกัน เราจะดูว่ามีตั้งแต่ตำรวจ คือต้นทางของ กระบวนการยุติธรรม เสร็จแล้วเมื่อทำสำนวนการสอบสวน รวบรวมหลักฐาน ก็จะส่งอัยการ เพื่อให้มีการตรวจสอบ อาจจะมีการทัดทาน หรืออาจจะมีการสอบเพิ่มเติม แล้วก็มีความเห็น จะสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องส่งศาลอีกครั้งหนึ่ง ดูแล้วเสมือนว่าเป็นการถ่วงดุลกระบวนการ ยุติธรรมในเรื่องตำรวจ อัยการและศาล แต่ถ้าหากท่านมองไปที่จุดของการทำหน้าที่ของ ตำรวจโดยลำพัง ท่านจะเห็นว่าเมื่อมีคดีเกิดขึ้นตำรวจจะต้องเริ่มตั้งแต่มีการสืบสวน สืบสวน โดยฝ่ายสืบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิด อาจจะไปหาข้อมูลต่าง ๆ เสร็จแล้วก็จะมีการสอบสวน สอบสวนคือการทำสำนวนการสอบสวน รวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องก็แล้วแต่ เสร็จแล้วก็จะมีการจับกุม จากการที่จะจับกุมนั้นจะเอากระบวนการของการพิสูจน์หลักฐาน หรืองานนิติวิทยาศาสตร์เข้าไปอยู่ด้วย ก็ทำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เสร็จแล้วก่อนที่จะถึงอัยการ ก็เป็นเรื่องของการทำความเห็นในทางคดี เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าการทำหน้าที่ ของตำรวจนั้นเป็นกระบวนการที่กระจุกตัว ๕ อำนาจอยู่ในบุคคลฝ่ายเดียว ก็คือสืบสวน สอบสวน จับกุม พิสูจน์หลักฐาน และทำความเห็นทางคดี ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเรามองเห็น อำนาจตรงนี้แล้ว เราคิดว่าเราควรจะสร้างความยุติธรรมในระบบให้มากขึ้น ทำอย่างไร ให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมตรงนี้ได้มากขึ้น จากที่คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้าง ตำรวจได้มีการศึกษาและวิเคราะห์นั้น เราตั้งใจทำงานกันตั้งแต่เช้า แล้วก็มีการประชุมกัน อย่างต่อเนื่อง แล้วรวมทั้งมีการทำโฟกัส กรุป (Focus group) ต่าง ๆ ด้วย แนวทางของ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจนั้นพิจารณาว่า เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดของ พี่น้องประชาชน แล้วเพื่อให้ได้ความยุติธรรมจากกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจ หรืองาน พิสูจน์หลักฐานได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น สมควรที่จะมีการดำเนินการในหลายด้าน ซึ่งผมจะขอ สรุปประเด็นย่อ ๆ ดังนี้นะครับ
ประการแรก คือสมควรที่จะมีการปรับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพิสูจน์ หรือการเข้าที่เกิดเหตุของ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน หรือเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหน่วยใดก็ตาม คือกำหนดให้มีตัวตนในกฎหมาย ขณะนี้ถ้าจะถามว่าใครคือเจ้าพนักงานในการตรวจที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนนั้นคือเจ้าพนักงาน แต่ถ้าไม่เรียกเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ไม่สามารถ มีตัวตนได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีตัวตนในกฎหมายแล้ว ก็คงจะเป็นช่องทางที่ให้ประชาชนนั้น สามารถที่จะเข้าถึงมาตรการที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายได้ ไม่ใช่พึ่งพาแต่ดุลยพินิจของพนักงาน สอบสวนที่จะเรียก หรือไม่เรียกก็ตามให้มาตรวจที่เกิดเหตุ
ประการที่ ๒ กำหนดให้หน่วยงานด้านนิติวิทยาศาสตร์นั้นมีความเป็น นิติบุคคล คือเป็นกรม ปัจจุบันงานนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจนั้น ชื่อว่า สำนักงานพิสูจน์ หลักฐานตำรวจ เป็นหน่วยงานระดับกองบัญชาการเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการที่จะบอกว่า เป็นกรมนั้นสามารถที่จะมีการบริหารงบประมาณได้ด้วยตัวเอง แล้วก็สามารถกำหนด แท่งงาน คำว่า แท่งงาน ในที่นี้ ผมอาจจะใช้คำว่า สายงาน ซึ่งเป็นสายงานวิทยาศาสตร์ หรือที่เรียกว่า เส้นทางเจริญก้าวหน้า แคเรียร์ พาธ (Career path) เป็นของนักวิทยาศาสตร์ สามารถเจริญเติบโตก้าวหน้าได้ตั้งแต่เริ่มเข้ามาเป็นรองสารวัตร สามารถจะเจริญเติบโต ในสายงาน จนถึงรอง ผบ.ตร. ซึ่งต่อไปจะเป็นตำแหน่งใดผมไม่ทราบ คือรองหัวหน้าสูงสุด ของหน่วยงาน แล้วก็ยังมีโอกาสที่แคนดิเดท (Candidate) รับการแต่งตั้ง หรือสรรหา เป็นผู้นำได้ เพราะฉะนั้นเมื่อปูเส้นทาง มีแคเรีย พาธให้เขา เขาก็สามารถจะมีความรู้สึกว่ามี ความสำคัญ แล้วเขาสามารถที่จะทำงานได้อย่างอิสระ รวมทั้งการปรับรูปแบบการบังคับบัญชาเพื่อการขับเคลื่อนวิชาชีพวิทยาศาสตร์นั้น แล้วสิ่งที่ สำคัญก็คืองบประมาณที่เราสามารถบริหารได้ด้วยตัวเองนั้นจะส่งผลประโยชน์ต่อการทำหน้าที่
ประการที่ ๓ ก็คือกำหนดให้มีองค์กรที่มีนักวิชาการเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือ ผู้ที่เข้าใจบทบาทของกระบวนการวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เข้ามาเป็นคณะกรรมการเพื่อ ทำหน้าที่บริหารกิจการพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ถามว่าปัจจุบันนี้มีหรือไม่ ปัจจุบันนี้ การบริหารงานนักวิทยาศาสตร์ของเราบริหารเหมือนบริหารแบบโรงพัก ก็คือใช้การบริหาร งานบุคคลโดยมาตรฐานลักษณะใกล้เคียงกันนะครับ แต่ว่าคณะกรรมการบริหารกิจการ พิสูจน์หลักฐานตำรวจนี้จะเป็นองค์คณะที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ช่วยในการกลั่นกรอง และในเรื่อง ของการสรรหาบุคคล ในการโยกย้าย ในการแต่งตั้ง เพราะจะได้มีหลักประกันว่าเจ้าหน้าที่ พิสูจน์หลักฐานหรือผู้ที่ทำงานด้านนิติวิทยาศาสตร์นั้นหากผู้บังคับบัญชาไม่พอใจคงจะไม่ สามารถย้ายสายงานได้ ซึ่งก็อาจจะมีให้ปรากฏว่าผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านยาเสพติดอาจจะ ถูกย้ายไปดูลายนิ้วมือแฝงหรือไปตรวจลายมือปลอมในกรณีที่ถ้าหากผู้บังคับบัญชาไม่พอใจ ตรงนี้เราสามารถจะตรวจสอบได้นะครับ แล้วสำหรับผู้บริหารหน่วยงาน หัวหน้าก็จะทำ หน้าที่เป็นซีอีโอ (CEO) แต่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกหรือฟาซิลิเทเทอร์ (Facilitator) ในการที่จะทำให้ภารกิจของหน่วยงานเป็นไปด้วยความราบรื่น
ประการต่อไป จะสร้างกลไกให้มีสภานิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งเราทราบว่า ในประเทศไทยเรามีหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานมากกว่า ๑ หน่วยงาน มีของสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ แล้วก็มีของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม สภาวิชาชีพนิติวิทยาศาสตร์ นั้นจะเป็นของประเทศในการที่จะเข้ามาควบคุมกำกับดูแลงานนิติวิทยาศาสตร์โดยรวมของ ประเทศเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและเป็นสิ่งที่มีมาตรฐาน เป็นมาตรฐานสากล การที่มี หน่วยงานด้านนิติวิทยาศาสตร์เป็นนิติบุคคลอย่างที่เราต้องการให้เกิดเป็นกรมซึ่งสามารถ บริหารงบประมาณได้ด้วยตัวเองนั้นจะมีความสำคัญในการที่เราสามารถกำหนดแนวทาง พัฒนาบุคลากร พัฒนาเทคนิค วิธีการใหม่ ๆ เพื่อจะตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้อง ประชาชนในการตรวจพิสูจน์หลักฐานเพื่ออำนวยความยุติธรรม
จากท้ายที่สุดนี้ทางคณะทำงานก็ได้มีการทำโฟกัส กรุ๊ป นะครับ ซึ่งเดี๋ยวก็จะมี อนุกรรมาธิการให้รายละเอียด แต่ในส่วนของผมนี้ก็ขอสรุปว่าก็มีทั้งตำรวจ มีทั้งประชาชน และนักวิทยาศาสตร์เองก็ตาม ก็จะมีความเห็นที่สอดคล้องกันว่าความเป็นอิสระในวิชาชีพนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกระบวนการยุติธรรมสำหรับเพื่อประชาชน
ก็กล่าวโดยสรุปนะครับว่าจากแนวทางการปฏิรูปของคณะอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปโครงสร้างที่ดำเนินการมานั้น คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าในส่วนของหน่วยงาน นิติวิทยาศาสตร์นั้นหรืองานพิสูจน์หลักฐานนั้นยังคงมีความจำเป็นที่จะคงอยู่กับสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติเพื่อสนับสนุนงานสืบสวน งานสอบสวนนะครับ ถามว่าทำไมต้องสนับสนุน งานสืบสวน เพราะว่าในกระบวนการควบคุมอาชญากรรมนั้นการป้องกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญ การที่ได้หลักฐานและสามารถที่จะชี้ไปสู่บุคคลผู้กระทำความผิดได้ เราสามารถที่จะจับกุม ผู้กระทำความผิดได้ด้วยความรวดเร็วนั้นเป็นการควบคุมอาชญากรรม ขณะเดียวกันก็จะเป็น การเยียวยาเหยื่อของอาชญากรรมหรือผลจากการกระทำของอาชญากรรมได้ เพราะฉะนั้น ในส่วนของการที่ยังสังกัดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นก็ยังคงทำหน้าที่ช่วยนักสืบ ขณะเดียวกันรายงานที่ออกมา รายงานที่จะประกอบสำนวนการสอบสวนก็ยังสามารถจะ สนับสนุนงานสอบสวนได้ครับ ไม่ว่างานสอบสวนนั้นจะอยู่กับฝ่ายใดก็ตามนะครับ ทั้งนี้ก็คิดว่า อีกส่วนหนึ่งคือในเรื่องของการพัฒนาระบบและโครงสร้างในการบริหารแบบใหม่ที่มี คณะกรรมการและมีสภาวิชาชีพนิติวิทยาศาสตร์นั้น เราสามารถที่จะช่วยกันสร้างความยุติธรรม แล้วก็ควบคุมอาชญากรรมให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เชิญค่ะ
กราบเรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม นายมานะ สิมมา อนุกรรมาธิการ ได้รับมอบหมายให้นำเสนอในเรื่อง การสร้างกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานตำรวจ โดยเฉพาะอำนาจ ถ่วงดุลการสอบสวน โดยไม่กระทบต่อความรวดเร็วในกระบวนการยุติธรรม ให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ มีอำนาจตรวจสอบและถ่วงดุลการสอบสวนได้ ในกรณี ที่ประชาชนร้องขอความเป็นธรรม ความสำคัญของการสอบสวน เนื่องจากการสอบสวนเป็นต้น ทางของกระบวนการยุติธรรม เป็นขั้นตอนที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ได้ ความจริงว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิดจริงหรือไม่ มีพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิด ของผู้ต้องหาหรือไม่ หรือผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่ ถูกใส่ร้ายหรือไม่ นี่คือต้นทางของ กระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะรวบรวมพยานหลักฐานเข้าไว้ในสำนวน ไม่ว่าจะเป็นพยาน บุคคลที่ให้ถ้อยคำไว้ในบันทึกถ้อยคำ พยานวัตถุที่มีการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ หรือที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ พยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสารที่จะบ่งชี้ข้อเท็จจริงออกมาว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิดหรือผู้บริสุทธิ์ ขั้นตอนในการสอบสวนเป็นขั้นตอนที่จะ เข้าถึงความจริงและเป็นขั้นตอนที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ถูกกล่าวหารวมถึง ผู้เสียหายด้วย เพราะถ้าผู้ที่ถูกกล่าวหากระทำความผิดจริง เมื่อเป็นผู้ต้องหา พนักงานอัยการ ในฐานะทนายของแผ่นดินก็จะนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลเพื่อให้ศาลลงโทษผู้กระทำความผิด ก็ถือว่าเป็นความเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย และในขณะเดียวกันที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิด การพิสูจน์ข้อเท็จจริงโดยการรวบรวมพยานหลักฐานที่ถูกต้องและเป็นธรรม ก็จะทำให้ผู้ต้องหานั้นได้รับความเป็นธรรม อำนาจสอบสวนเป็นอำนาจเดียวกับอำนาจฟ้อง ของพนักงานอัยการตามกฎหมายของไทยนะครับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งใช้ระบบกล่าวหา แต่แบ่งออกเป็น ๒ ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ ๑ กระผมกราบเรียนไปแล้วนะครับว่าเป็นขั้นตอนของพนักงาน สอบสวนที่จะมีดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง ที่จะรวบรวมพยานหลักฐานที่ปรากฏตามข้อกล่าวหา ให้ได้ข้อเท็จจริง
หลังจากสอบสวนเสร็จแล้วก็เป็นขั้นตอนที่ ๒ พนักงานสอบสวนต้องส่ง สำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการพิจารณา ซึ่งพนักงานอัยการก็จะไปใช้ดุลยพินิจ ในการพิจารณาว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดอาญาหรือไม่ตามกฎหมายฉบับใด ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ มีพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาหรือไม่ ผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้องหรือไม่ ถ้ามี พยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้อง พนักงานอัยการก็จะฟ้องต่อศาล ถ้าหลักฐานไม่เพียงพอ พนักงานอัยการก็จะสั่งไม่ฟ้องต่อศาล นี่คือความยึดโยงอำนาจสอบสวนกับอำนาจฟ้องของ พนักงานอัยการ ทีนี้ปัญหาที่เกิดขึ้น หลักกฎหมายคือถ้าไม่มีการสอบสวนมาก่อน พนักงาน อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง หรือถ้าการสอบสวนนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการก็ไม่มี อำนาจฟ้อง นี่คือความสำคัญของอำนาจสอบสวนซึ่งเป็นต้นทางของพนักงานอัยการ
ทีนี้ปัญหาการสอบสวนที่มีผลกระทบต่อประชาชนคนไทย ไม่ใช่แต่คนไทย ประชาชนที่มีการถูกกล่าวหาในการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทย ก็คือว่า ระบบการสอบสวนของประเทศไทยยังไม่มีระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุลในชั้นสอบสวน เนื่องจากว่า พนักงานสอบสวนเมื่อรับคำร้องทุกข์แล้ว รับหรือกล่าวโทษก็จะทำสำนวนการสอบสวนก็จะมี ดุลยพินิจสอบสวนพยานฝ่ายผู้กล่าวหา ฝ่ายผู้ต้องหาและรวบรวมพยานหลักฐานที่พนักงาน สอบสวน สอบสวนได้เอง แล้วก็จะทำความเห็นว่าบัดนี้การสอบสวนเสร็จแล้วเห็นควรสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องเพียงลำพัง พนักงานสอบสวนตามดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนในรูปคดีนั้น ๆ แต่ว่าระบบการถ่วงดุลว่าพนักงานสอบสวนนี้มีช่องว่างว่าพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เป็นธรรมกับคู่กรณีหรือไม่ พยานหลักฐานในส่วนที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องหาพนักงาน สอบสวนได้ใส่เข้าไปในสำนวนไหม หรือเอาแต่เฉพาะที่จะเป็นโทษต่อผู้ต้องหา ในทางกลับกัน ผู้เสียหายเช่นกันว่ามีการที่สอบสวนเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อที่จะช่วยผู้ต้องหา แล้วทำให้ ผู้เสียหายเสียหายหรือไม่ นี่คือสาระสำคัญว่าข้อเท็จจริงจะปรากฏ ข้อจำกัดของพนักงาน อัยการก็คือขั้นตอนต่อไป พนักงานอัยการจะมีโอกาสดูแต่เฉพาะในสำนวนการสอบสวน ที่พนักงานสอบสวนส่งมา พนักงานอัยการจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าขณะที่พยานให้การ หรือคู่กรณี ผู้เสียหาย ผู้ต้องหาให้การว่าตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จหรือไม่ นี่คือข้อจำกัด เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงจึงขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนที่จะรวบรวมพยานหลักฐานอะไรเข้าไป นี่คือปัญหาของประเทศไทยที่ยังไม่มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลในชั้นสอบสวน ดังนั้นเพื่อ ประโยชน์ต่อประชาชนและสร้างหลักประกันในการเข้าถึงความยุติธรรมให้กับประชาชน จึงเห็นควรดำเนินการดังนี้นะครับ คือ
๑. กรณีที่ประชาชนร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ ซึ่งโดยปกติ แล้วพนักงานอัยการจะต้องรอให้การสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงานสอบสวนจึงจะส่งสำนวน ไปให้พนักงานอัยการ พนักงานจึงจะพิจารณาสำนวนแล้วอาจจะสั่งสอบเพิ่มตรงนี้ ยังไม่ชัดเจน สอบพยานหลักฐานยังไม่ชัดเจนจะมีอำนาจสั่งสอบเพิ่มได้ แต่ในฐานะ ที่พนักงานอัยการเป็นทนายของแผ่นดินและมีหน้าที่จะต้องดูแลคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้กับ ประชาชนด้วย จึงเห็นควรที่จะให้พนักงานอัยการสามารถที่จะมีอำนาจเข้ามาดูแล การสอบสวนได้ตั้งแต่เริ่มต้นเลยนะครับว่าประเด็นที่ร้องขอความเป็นธรรมเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แล้วสามารถที่จะสั่งการเกี่ยวกับคดีได้ตั้งแต่เริ่มต้นถือว่าเป็น การสอบสวนกรณีพิเศษจากกรณีปกติ เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะให้ทุกกรณีพนักงานอัยการ ลงมาดูได้เองหมด เพราะว่าก็จะเกี่ยวข้องกับการที่ว่าต้องไม่ช้าด้วยกระบวนการยุติธรรม ต้องรวดเร็วด้วย
ข้อ ๒ ก็คือบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ในกรณีที่ ประชาชนร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ ก็ควรให้ผู้ว่าราชการ จังหวัด นายอำเภอมีอำนาจที่จะเข้ามาใช้อำนาจสอบสวนร่วมกับหน่วยงานที่มีอำนาจ สอบสวน เพื่อที่จะตรวจสอบ กลั่นกรองและค้นหาความจริงว่าความจริงเป็นเช่นไร เพื่อที่จะ อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนต่อไปได้ในคดีนั้น หลักการนี้ผมขออนุญาตกราบเรียน ว่าหลักการของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา ยึดโยงกับความเป็นรัฐเดี่ยวของประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะเป็นรัฐเดี่ยว และมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาในต่างจังหวัดให้พนักงานฝ่ายปกครองชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ และ ข้าราชการตำรวจ ร้อยตำรวจตรีขึ้นไปมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาได้ ซึ่งมีอำนาจ สอบสวนด้วยกัน ๒ ฝ่าย และหลังจากที่มีการสอบสวนเสร็จแล้วพนักงานสอบสวนส่งสำนวน ให้พนักงานอัยการ ถ้าพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องก็ต้องส่งสำนวนมาให้ผู้ว่าราชการ จังหวัดในฐานะที่เป็นข้าหลวงประจำจังหวัดตรวจสอบ ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นควรว่า พยานหลักฐานพอฟ้องก็จะมีความเห็นแย้งส่งให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ให้ฟ้องตามความเห็น ของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือจะไม่ฟ้องตามความเห็นของพนักงานอัยการ นี่คือกระบวนการ ยุติธรรมของไทยที่ให้ความสำคัญ ทำไมประเทศไทยจึงไม่ใช้แบบของตะวันตกตอนที่ยกร่าง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก่อนประกาศใช้เมื่อ ๒๔๗๘ คณะกรรมาธิการยก ร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมควรที่จะยึดโยงกับการปกครอง การบริหาร ราชการแผ่นดิน ซึ่งในกรุงเทพมหานครนั้นเป็นส่วนกลางก็ให้อำนาจอธิบดีกรมตำรวจ รองอธิบดี ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจเป็นรูปแบบดูแลเรื่องการสอบสวนฝ่ายเดียวและแย้ง ความเห็นคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการฝ่ายเดียว ในเขตกรุงเทพมหานคร เพราะเป็นเมืองหลวงของประเทศ ในต่างจังหวัดมีข้าหลวงประจำจังหวัด คือผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีความเห็นว่าการรักษาความสงบ เรียบร้อยในต่างจังหวัดให้เป็นเรื่องของฝ่ายปกครอง ในเขตพระนครเป็นเรื่องของโปลิส (Police) จึงมีตำรวจนครบาล ตำรวจภูธร และมีข้าหลวงประจำจังหวัดควบคุมดูแล การสอบสวน ยึดโยงกับการปกครองการบริหารราชการแผ่นดิน เนื่องจากว่าข้าหลวงประจำจังหวัดนั้น ก็มีหน้าที่ที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อยและความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ และต้องรับ เรื่องร้องเรียนแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนทุก ๆ เรื่อง ณ ปัจจุบันนี้ก็มีประกาศคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๙๖/๒๕๕๗ จัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ซึ่งประชาชนสามารถ ที่จะร้องขอความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเรื่องเดือดร้อนทุก ๆ เรื่อง รวมถึงเรื่องความเดือดร้อน ที่เกิดจากความไม่เป็นธรรมในคดีอาญานี้ด้วย ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าควรที่จะกำหนด หลักการตรวจสอบถ่วงดุลในชั้นสอบสวนไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อประชาชนที่อยู่ที่อำเภอมีปัญหาว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในชั้นสอบสวน ลุงป้าน้าอา พี่ป้าน้าอา คุณตาคุณยาย สามารถที่จะเดินไปหาท่านนายอำเภอบนที่ว่าการอำเภอร้องขอ ความเป็นธรรมได้ โดยที่ไม่ต้องไปร้องขอความเป็นธรรมต่อ ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก สถานีตำรวจ ต้องนั่งรถเข้าไปในจังหวัดร้องขอความเป็นธรรมกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด หรือต่อไปอาจจะเป็นหน่วยงานทางการสอบสวนในระดับจังหวัด อย่างนี้คือไม่ได้เกิดประโยชน์ ต่อประชาชน ควรที่จะเปิดโอกาส เปิดช่องทางให้ประชาชนได้มีโอกาสได้ร้องขอความเป็นธรรม ได้โดยง่าย สะดวกรวดเร็ว เมื่อได้รับร้องขอความเป็นธรรม นายอำเภอซึ่งเป็นพนักงาน ฝ่ายปกครองชั้นผู้ใหญ่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน มีเครือข่ายคือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชนต่าง ๆ สามารถที่จะเข้าถึงข้อเท็จจริงได้ว่าความจริงที่เกิดขึ้น เป็นอย่างไร แล้วสามารถที่จะให้ความเป็นธรรมได้ ถือว่าเป็นการสอบสวนกรณีพิเศษ เมื่อมีการร้องขอความเป็นธรรม ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ เช่น ประชาชนแบกโลงศพ แห่กันมาที่ศาลากลางจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ควรที่จะมีอำนาจในการสอบสวน ในการ ที่จะเรียกสำนวนการสอบสวนมาดู เข้าตรวจสอบกลั่นกรองค้นหาความจริงในเรื่องนี้เพื่อที่จะให้ ความเป็นธรรมให้กับประชาชน นี่คือประโยชน์ที่ประชาชนจะได้นะครับ
สำหรับหลังจากการสอบสวนเสร็จแล้วที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เดิมประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕ ที่ยึดโยงมาอย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่ายึดโยงมา กับความเป็นประเทศไทยที่ให้ข้าหลวงประจำจังหวัด คือผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาตรวจสอบ ดุลยพินิจของพนักงานอัยการ เมื่อพนักงานสอบสวนสอบสวนเสร็จส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ พนักงานอัยการไม่ฟ้องก็ส่งสำนวนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา ผู้ว่าราชการจังหวัด ก็พิจารณาสำนวน เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นแย้งก็ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณา นี่คือ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนดีอยู่แล้วที่มีระบบตรวจสอบถ่วงดุล คือตำรวจจับ ตำรวจสอบสวน อัยการไม่ฟ้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะเป็นผู้บริหารพื้นที่ ต้องดูแลความเป็นธรรมให้กับ ลูกบ้าน ให้กับประชาชนในพื้นที่ นี่คือหลักการที่ดีอยู่แล้ว แต่ต่อมาก็ได้มีประกาศคณะรักษา ความสงบเรียบร้อยฉบับที่ ๑-๕/๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ ให้โอนอำนาจนี้ไปให้ผู้บัญชาการ หรือรองผู้บัญชาการของตำรวจเป็นผู้แย้ง ความเห็นแทนผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นการตัดระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งเดิมดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงเห็นควรเพิ่มเติมอำนาจกรณีที่ประชาชนร้องขอความเป็นธรรมเพื่อประโยชน์ ให้กับประชาชน ให้พนักงานอัยการ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้นายอำเภอสามารถเข้ามาดู ตรวจสอบกลั่นกรองค้นหาความจริงได้ในคดีนั้น และในกรณีที่หลังสอบสวนเสร็จแล้ว เมื่อพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องก็เห็นควรที่จะยกเลิก ป. วิ. อาญา มาตรา ๑๔๕/๑ กลับมาใช้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีโอกาสดูแลประชาชนในพื้นที่เหมือนเดิมครับ
ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ตำแหน่งปัจจุบันก็เป็นที่ปรึกษา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร วันนี้ผมได้รับเชิญมาให้พูดถึงเรื่องการปฏิรูปตำรวจ และในการโอนงาน จราจรไปให้กับกรุงเทพมหานคร ก่อนที่ผมจะพูดรายละเอียดและความพร้อมของกรุงเทพมหานคร ในการที่จะโอนหรือปฏิรูปตำรวจไปให้กรุงเทพมหานครดูแลนั้น ผมอยากจะพูด ผมคิดว่าเป็น ที่มาของการที่จะปฏิรูปตำรวจ ขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าปัญหาการจราจรติดขัด ในกรุงเทพมหานครนั้นเกิดอยู่ ๒-๓ ประการด้วยกัน
ประการแรก เกิดจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่สามารถจะแก้ปัญหา การจราจรให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายได้
อันที่ ๒ ก็จะมองว่ากรุงเทพมหานครนั้นไม่สามารถจะแก้ปัญหาการจราจร ได้ตามที่ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้หาเสียงไว้ และผมเชื่อว่าทุกคนก็จะพูดถึง เรื่องการแก้ปัญหาการจราจร
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งประชาชนมองเห็นแล้วว่าจะต้องมีการปฏิรูป ก็คือการ ทำหน้าที่ของตำรวจจราจรที่บางคนมองว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจราจรนั้นไม่ชอบ อาจจะมีการเรียกรับผลประโยชน์หรือทำสิ่งอื่นใดที่ก่อให้เกิดปัญหาการจราจรขึ้น ดังนั้น หัวใจตรงนี้ผมจึงต้องมาชี้แจงว่าในฐานะกรุงเทพมหานครนั้นพร้อมที่จะรับโอนหรือ การปฏิรูปตำรวจมาให้อยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานครได้หรือไม่ ก่อนที่จะพูด ผมอยากจะพูดถึงเรื่องปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานครครับ ปัญหาที่ติดขัด ในกรุงเทพมหานครนั้นเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน
ปัจจัยแรกครับ เกิดจากคน คนก็มี ๒ พวกครับ พวกแรกก็คือประชาชน พี่น้องประชาชน ซึ่งใช้รถ ใช้ถนนโดยไม่มีวินัยการใช้การจราจร ซึ่งตรงนี้เราจะต้องมี การแก้ไข ต้องทำตั้งแต่เด็กครับ เราจะมาแก้ตอนนี้ว่าคนนั้นจะมีวินัยการจราจร ผมว่าแก้ยาก ซึ่งกรุงเทพมหานครตอนนี้ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีโครงการโตไปไม่โกง ดังนั้น เราจะแก้วินัยของคน เราต้องแก้ตั้งแต่เด็กครับ ประเทศญี่ปุ่นเขาแก้ทุกอย่างเริ่มจากเด็ก ๆ และเยาวชน ผมเผอิญไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น เด็ก ๒ โรงเรียนไม่รู้จักกัน เดินมาถึงแยก จะข้ามถนน ๒ โรงเรียนนั้นเดินเข้ามาแล้วก็จับมือกันแล้วก็พากันข้ามถนน ซึ่งทั้ง ๒ โรงเรียน ก็สอนอย่างเดียวกันคือการช่วยเหลือกัน ข้ามถนนไปดึงไม้ ดึงมือกันเข้าไป แต่นักเรียนไทย มาเจอที่สี่แยกตีกันครับ ดังนั้นเราต้องแก้วินัยของคน แก้ตั้งแต่เด็ก
๒. ต้องแก้วินัยของเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลเรื่องการจราจร ต้องเลือกแก้ในเรื่อง การเรียกรับผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจราจร ดังนั้นคนตรงนี้ครับที่เราจะต้องแก้ไข
๒. ถนน รถที่ติดก็เกิดจากถนน ถนนบ้านเราอาจจะไม่เอื้ออำนวยกับการจราจร บางทีมา ๒ เลน ไปเจอ ๓ เลน ๓ เลนไปเจอ ๑ เลน ดังนั้นระบบการจราจรจะแก้ไขยากมาก เพราะถนน ซึ่งขณะนี้การดูแลการจราจรอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การจะแก้ปัญหา ให้สอดคล้องกับระบบต่าง ๆ ของถนนนั้นก็ค่อนข้างยาก ดังนั้นตรงนี้เองที่จะต้องแก้ปัญหา การจราจรก็ต้องเรื่องถนนครับ
๓. เรื่องรถ ขณะนี้กรุงเทพมหานครมีคนใช้รถมหาศาล ถ้าเอามาเทียบมาต่อ มาเรียงกันแล้ว ถนนไม่พอใช้ครับ เราไม่เคยมีการควบคุมการใช้ปริมาณของรถว่าใน กรุงเทพมหานครจะต้องใช้รถเท่าไร ประชาชนสามารถจะใช้รถได้กี่คันต่อครัวเรือน อย่างต่างประเทศ คนไหนไม่มีที่จอดรถ การจะออกใบอนุญาตให้ใช้รถเป็นอย่างไร เราไม่เคยมีครับ รถใช้มากี่ปี เราไม่เคยกำหนดครับ ต่างประเทศเขาใช้ ๗ ปี ๑๐ ปี ต้องดำเนินการแก้ไข ต้องเก็บไป ถ้าใครไม่เก็บจะต้องเสียภาษีแพง เราไม่เคยได้ดำเนินการครับ บางเมืองเขาคำนวณจากพี่น้องประชาชนว่า เช่นประชาชน จำนวนเท่านี้จะต้องมีรถสาธารณะกี่คัน ของเราไม่เคยมีครับ มีเงินพันหนึ่งก็ดาวน์ (Down) แท็กซี่ออกมาได้ ปัญหารถติดกันมากมายเพราะเราไม่ได้ควบคุมรถ กฎหมายครับ เราไม่เคย ปรับปรุงแก้ไขในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจราจรเลย ใช้มานานมาก แม้แต่ว่าค่าปรับ ในเรื่องบังคับไหนจะที่จอดเราไม่เคยมีการแก้ไข ที่สกอตแลนด์ครับ อย่างเช่น สน. พญาไท เขาให้เลยครับ นาย ก สัมปทานไปเลยยกรถอย่างเดียว ใครจอดรถผิดกฎหมายยกอย่างเดียวครับ และค่าปรับแพง ๆ ส่วนหนึ่งให้กับ กทม. ให้กับตำรวจ อีกส่วนหนึ่งให้ผู้สัมปทานไป ปรากฏรถไม่จอดครับ เพราะถ้าจอดมาถูกยกรถหมด ดังนั้นก็จะสร้างวินัยของประชาชนว่า ถ้าคุณจะไปตรงจุดนี้ ถ้าไม่มีที่จอดรถคุณก็ไม่สามารถนำรถไปได้ การแก้ปัญหาจราจร ก็จะหมดไป และกฎหมายต่าง ๆ ก็จะต้องมีการแก้ไข แล้วก็สภาพแวดล้อมไม่ต้องพูดถึง กทม. อาจจะมีสภาพแวดล้อม อย่างเช่นฝนตกรถติดอะไรต่าง ๆ ก็จะต้องมีการแก้ไข ดังนั้นปัญหา การจราจรที่ติดขัดทุกวันนี้เกิดจากตรงนี้ครับ
มาพูดถึงเรื่องความพร้อม วันนี้ผมได้รับมอบหมายให้มาพูดถึงว่ากรุงเทพมหานคร มีความพร้อมในการที่จะรับโอน ในการปฏิรูปจราจรมาที่กรุงเทพมหานครหรือไม่ ผมพูดเลยครับว่า กรุงเทพมหานครนั้นมีความพร้อม แล้วก็ถือว่าพร้อมเหมือนหัวเมืองใหญ่ ๆ ของทั่วโลกครับ ที่ระบบการจราจรนั้นอยู่กับผู้ว่าเมือง เพราะกรุงเทพมหานครเป็นมหานครครับ ดังนั้นจะแก้ ระบบเรื่องการจราจรให้เป็นระบบมากขึ้นนั้นต้องอยู่ที่ผู้บริหารเมืองครับ ความพร้อม ทางกายภาพครับ ทุกวันนี้โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ทั้งหมดกรุงเทพมหานครเป็นคนดูแลครับ ไม่ว่าหัวเกาะ ขีดสี ตีเส้น ระบบการจราจร เทคโนโลยีต่าง ๆ กรุงเทพมหานครเป็นคนดูแล ทั้งสิ้นทุกวันนี้ ตำรวจมีหน้าที่อย่างเดียว คือโบกรถ กดไฟครับ ดังนั้นถ้าเกิดเราจะเอามา ในการดูแล ผมถือว่ากรุงเทพมหานครก็พร้อมครับ บางคนถามว่า แล้วมาแล้วเจ้าหน้าที่ จราจรที่จะเป็นของกรุงเทพมหานครจะสามารถโบกรถได้หรือไม่ ผมขอยืนยันเลยว่าเรา สามารถทำได้ ตำรวจมาใหม่ ๆ จบ ม.ศ. ๓ มาเป็นตำรวจก็ไม่ได้โบกรถเป็นมาตั้งแต่เกิด ก็มาฝึก มาอบรมเช่นเดียวกันครับ และเมื่อการถ่ายโอนมา ผมเชื่อว่าตำรวจส่วนหนึ่งก็สามารถ จะตามมาเป็นเจ้าหน้าที่จราจรหรือมาสังกัดกรุงเทพมหานครได้ถ้ากำลังพลขาดเรา สามารถจะทดแทนได้ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานที่กรุงเทพมหานครพร้อม ไม่ว่าเทคโนโลยี สื่อสารสนเทศ ระบบอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) ต่าง ๆ เราพร้อมที่จะดูแลและ แก้ระบบของการจราจรได้เป็นอย่างดี
เรื่องกำลังพลครับ กำลังพลเรามีเจ้าหน้าที่อยู่แล้วที่เราจะนำเอามาเหมือน สมัยที่เราเอารถดับเพลิงโอนเข้ามาเป็นของกรุงเทพมหานคร สมัยนั้นที่จะเอามา ตำรวจร้องไห้ครับ เพราะว่ารถดับเพลิงจะต้องมาอยู่กับกรุงเทพมหานคร แต่ตอนนี้ถ้าบอก ย้ายไปตำรวจ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็ร้องไห้ เพราะที่เขามาอยู่นี่คุณภาพชีวิต การทำงาน อุปกรณ์ งบประมาณ อะไรต่าง ๆ ที่สนับสนุนการทำงานของกรุงเทพมหานครพร้อมครับ งบประมาณถ้ามีการถ่ายโอนมาเราก็ต้องขอครับ งบประมาณที่ดูแลเรื่องการจราจรทั้งหมด ก็ต้องโอนมาให้กรุงเทพมหานคร หน่วยงานบางหน่วยงานก็ต้องโอนมาให้กับกรุงเทพมหานคร อย่างเช่น บก. ๐๒ ซึ่งเป็นตัวควบคุมการจราจรและส่วนหนึ่งและจำนวนมากก็เป็นเงิน ที่กรุงเทพมหานครสนับสนุนที่ บก. ๐๒ ทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าเรากลับมา ถ้าโอนมาตัวนี้กรุงเทพมหานครก็จะใช้เป็นตัวควบคุมการจราจรทั้งระบบ ในกรุงเทพมหานครแล้วก็จะพัฒนาให้องค์กรตัวนี้ หน่วยงานนี้เป็นศูนย์ในการดูแล การแก้ปัญหาการจราจรและแก้ปัญหาจราจรเมื่อเกิดมีภัยพิบัติเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ พี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร
๔. เทคโนโลยีต่าง ๆ ทุกวันนี้เทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิด กล้องตรวจจับ ความเร็วเกี่ยวกับการจราจรเช่นล้ำเส้นอะไรต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของกรุงเทพมหานครและเป็น เครื่องมือของกรุงเทพมหานครทั้งสิ้นครับ ดังนั้นเทคโนโลยีต่าง ๆ ตัวนี้จะเป็นหัวใจในการ แก้ปัญหาจราจร อย่างเช่น ถ้าท่านจะไปไหน ถ้าท่านรู้ว่าขณะนี้การจราจรตรงนี้ติดขัดท่านก็ สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ตัวนี้เองเป็นระบบที่กรุงเทพมหานครควบคุมและดูแลอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นถามว่าความพร้อม พร้อมหมดทุกอย่างครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ถ้ามีการปรับโอนย้ายมาสิ่งสำคัญที่สุดคือตำรวจอาจจะ ตามมาเรื่องสวัสดิการครับ ผมยกตัวอย่างสวัสดิการของดับเพลิง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ที่มาอยู่กรุงเทพมหานครนั้นมีเงินเสี่ยงภัย มีเงินการทำงานเพิ่มอีกคนละอย่างน้อย ๕,๐๐๐ บาทต่อคนครับ ดังนั้นงบประมาณตัวนี้และสวัสดิการตัวนี้ไม่ว่าเรื่องบ้านพัก เรื่องที่อยู่และ อุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นผมเชื่อว่ากรุงเทพมหานครสามารถจะสนับสนุนการปรับโอนย้ายมา ที่กรุงเทพมหานครได้ ต่อมาผมจะพูดถึงเรื่องระบบต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและเรื่อง ค่าปรับ จริง ๆ แล้วมันต้องพูดเยอะแยะ ผมขอผ่านไปครับ ผมจะพูดว่าประโยชน์ที่ประชาชน จะได้รับมีอะไรบ้างครับ
๑. หัวใจของการแก้ปัญหาการจราจรก็คือความสะดวกสบายในการเดินทาง ของพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร เพราะขณะนี้เราต้องยอมรับครับว่าเราไปทำงาน แต่ละแห่งเราต้องทดเวลาการทำงานอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง เราจะต้องส่งลูกเรียน ตอนเช้าเรา จะต้องตื่นตี ๔ ตี ๕ ดังนั้นเมื่อมีการโอนย้ายเข้ามาระบบความสะดวกสบายของ กรุงเทพมหานครก็จะอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของการจราจร ให้มากขึ้น เราสามารถจะรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการจราจรเป็นไปได้อย่างรวดเร็วเพื่อเป็น ทางเลือกในการเดินทางของพี่น้องประชาชนว่าจะเลือกไปทางไหน
๒. เรามีความปลอดภัยมากขึ้น ถามว่ามันเกี่ยวข้องอะไรกับเทคโนโลยีในเรื่อง ความปลอดภัย เมื่อมีระบบเทคโนโลยีในการควบคุมการจราจรที่ดีขึ้นอุบัติเหตุก็จะเกิด น้อยลงเพราะเรามีระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย เมื่ออุบัติเหตุน้อยลงความปลอดภัยของผู้ใช้รถ ใช้ถนนก็น้อยลง การตรวจจับอะไรต่าง ๆ เราก็จะใช้กล้องวงจรปิดตรวจจับตัวนี้นะครับ คนก็มีวินัยมากขึ้น อุบัติเหตุก็จะเกิดน้อยลง
๓. เราจะมีการบริหารงานที่ดีนะครับ และมีเอกภาพมากขึ้นเพราะหน่วยงาน เดียวกันสามารถจะจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยการสั่งการจราจรได้ด้วยกัน ซึ่งเขา เห็นบอกว่าถ้าคนโบกรถ คนกดไฟคนเดียวกันการจราจรก็ดีขึ้น แต่ทุกวันนี้เราอาจจะพบเห็นว่า คนกดรถกับคนโบกอาจจะคนละคน ยกตัวอย่างว่าคนกดไฟคือกรุงเทพมหานครดูแลเรื่องไฟ ทั้งหมด แต่คนโบกรถก็คือตำรวจ ดังนั้นถ้าเรามาอยู่ด้วยกันผมว่าความสะดวกสบายของ การจราจรหรือความสะดวกในการใช้รถ ใช้ถนนก็จะต้องดีขึ้นครับ ดังนั้นประโยชน์ ที่ประชาชนจะต้องได้รับมีหลายประการ สิ่งที่กรุงเทพมหานครจะต้องทำเพิ่มเติมอยู่ใน นโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็คือเรื่องระบบสารสนเทศครับ
๑. เราจะเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานโดยเน้นลดความล่าช้าของ สภาพปัญหาการจราจร ตรงนี้เป็นเป้าประสงค์ของกรุงเทพมหานครที่จะต้องแก้ไขครับ
๒. จะต้องอำนวยความสะดวกในการเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งต่อไป ระบบขนส่งสาธารณะกรุงเทพมหานครจะต้องมีการดำเนินการ เมื่อระบบการขนส่งสาธารณะดีขึ้น ปัญหาการจราจรก็จะต้องดีขึ้นตามมาครับ นี่คือเป้าประสงค์ของกรุงเทพมหานคร
๓. จะต้องลดอุบัติเหตุการจราจรให้ได้ นี่สิ่งที่ประชาชนประสบทุกวันก็คือ เรื่องอุบัติเหตุการจราจร เพราะว่าระบบ ไม่ว่าไฟ ระบบความพร้อมต่าง ๆ ขณะนี้มันขัดข้อง กันไปหมด เราต้องแก้ไขระบบตัวนี้ให้เป็นรูปธรรม อุบัติเหตุการจราจรก็จะต้องลดน้อยลงครับ
๔. เราจะปรับปรุงประสิทธิภาพและการจัดการและการบริการระบบส่งสินค้า เพิ่มขึ้นครับ จะแก้ไขทั้งหมด
ดังนั้นยุทธศาสตร์ต่อไปที่กรุงเทพมหานครจะทำก็มีอยู่หลายประการด้วยกัน
อันดับแรก การจัดการและควบคุมการจราจรโดยเครื่องมืออัตโนมัติ ขณะนี้ เราจะเห็นว่าเรายังใช้ระบบกดด้วยมืออยู่ บางทีอาจจะไม่มีคนกดบ้าง บางทีกดแต่อยู่ในป้อม รถติดพันกันตรงแยก เราก็ไม่มีการดำเนินการแก้ไข ตัวนี้เองทำให้รถติดสะสม แล้วก็สร้าง ปัญหาการจราจร
ต่อไปการปรับปรุงระดับการบริการของระบบการขนส่งสาธารณะ ผมพูดไปแล้ว จะปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยในระบบการจราจรและจัดการกับเหตุฉุกเฉินครับ ซึ่งเป็น ยุทธศาสตร์ที่ต้องดำเนินการต่อไป การขนส่งสินค้าโดยการปรับปรุงระบบบริหารการขนส่ง ถ้าเรามีการปรับปรุงดีขึ้น การจราจรก็จะดีขึ้น เราจะมีการชำระค่าปรับซึ่งขณะนี้มีการปรับ ทางอิเล็กทรอนิกส์ ต่อไปเราจะมีการชำระค่าปรับทางโทรศัพท์เลย มีการติดตาม แล้วก็ทั้ง ส่งไปที่บ้าน มีการติดตามและจะมีการปรับทางร้านสะดวกซื้ออย่างต่างประเทศเขาได้ เราก็ จะปรับปรุงตัวนี้
อีกเรื่องหนึ่งการจัดทำข้อมูลและแนะนำการเดินทางของกรุงเทพมหานคร
และสุดท้ายเราจะต้องมีการปรับปรุงคู่มือในเรื่องการเดินทาง กฎหมายที่ ประชาชนจะต้องรู้ในการใช้การจราจร นี่คือสิ่งที่กรุงเทพมหานครพร้อมครับ ที่ถ้าจะมี การปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วโอนการจราจรมาอยู่กับกรุงเทพมหานคร
สำหรับมีปัญหาและคิดว่าถ้าโอนมากรุงเทพมหานครแล้ว การสอบสวน จะดำเนินการอย่างไร การสอบสวนการจราจรมี ๒ แบบ อันแรกครับ เรื่องแรกที่เกี่ยวกับ เรื่องความประมาทเรื่องกฎหมายอาญา ผมก็เชื่อว่าตัวนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะต้องดำเนินการต่อไปครับ เพราะการขับรถประมาท บัญญัติอยู่ในกฎหมายอาญา เช่น ผู้ใดขับรถประมาทเป็นเหตุให้ชนผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจ ซึ่งมีการสอบสวน แต่อันไหนที่เป็นความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ. จราจร กทม. ก็สามารถจะ ดำเนินการได้ แต่ที่ติดขัดอยู่ทุกวันนี้มันก็ไปเกี่ยวกับการกระจายอำนาจที่เรายังไม่สามารถจะ ดำเนินการมาได้ อย่างเช่นยกตัวอย่างอย่างทุกวันนี้ ผมจัดระเบียบอยู่ตรงนี้ เทศกิจปรับ ถ้าพ่อค้าแม่ค้ายอมให้ปรับ กรุงเทพมหานครก็ทำได้ แต่เมื่อถ้าเขาไม่ยอมก็ต้องมีการฟ้องศาล ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องดำเนินการ ต้องแยกกันให้ถูก บางคนบอกถ้าเอามา ต้องเอาสอบสวนมาด้วย สอบสวนถ้าเอามาถ้าเรามีอำนาจหน้าที่เราก็สามารถจะพร้อม แต่อันนี้กฎหมายบัญญัติอยู่ว่าในเรื่องความที่ประมาทเป็นกฎหมายอาญาก็ต้องเป็นหน้าที่ ของตำรวจ ดังนั้นในนามของกรุงเทพมหานครก็ขอยืนยันว่า ถ้ามีการโอนในเรื่องงานจราจร ผมถือว่ากรุงเทพมหานครก็พร้อม และผมเชื่อว่าจะมีการพัฒนาระบบการจราจรที่ดีขึ้น ประชาชนก็จะได้รับความสะดวกสบายขึ้นนะครับ ก็ขอขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติและสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พันตำรวจเอก วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบตำรวจ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูป กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ชี้แจงเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ในประเด็นการปรับระบบงานสอบสวนให้เป็นอิสระตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๒ (๘) โดยกระผมขออนุญาตชี้แจงให้ทราบถึงเหตุผลและ ความจำเป็นที่จะต้องแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังนี้ครับ
ก่อนอื่นขอเรียนว่างานสอบสวนหรือการรวบรวมพยานหลักฐานในการค้นหา ความจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญาของประชาชน ซึ่งถือเป็นกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น ในทุกสังคมนั้นเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งรัฐจะต้องควบคุมให้มีการปฏิบัติไปอย่างสุจริต และมีประสิทธิภาพเกิดความยุติธรรมเป็นที่เชื่อถือ ยอมรับของประชาชนอย่างแท้จริง แต่สำหรับประเทศเราการสอบสวนกลับกลายเป็นงานที่มีปัญหาซึ่งอาจกล่าวได้ว่าอยู่ใน สภาวะวิกฤติอย่างร้ายแรงยิ่ง ประชาชนไม่มีความเชื่อถือและไม่เชื่อมั่นว่าพนักงานสอบสวน ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและมีประสิทธิภาพด้วยความยุติธรรม การสอบสวนมีปัญหา ตั้งแต่การไม่ยอมรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษจากประชาชน คนยากจนหรือไม่มีอำนาจ มีการเลือกปฏิบัติต่อประชาชนผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน ซึ่งปัญหา การไม่รับคำร้องทุกข์ดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่หัวหน้าหน่วยตำรวจระดับต่าง ๆ สั่งการไม่ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพื่อลดสถิติคดีอาญาที่เกิดขึ้นจริง สร้างข้อมูลเท็จว่าตนเองปฏิบัติงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมได้ผลบรรลุเป้าหมาย ตามตัวชี้วัดที่กำหนด ซึ่งเป็นการกระทำทั้งเพื่อให้ได้ความชอบ นำไปสู่การเลื่อนตำแหน่ง หรือมิให้ถูกแต่งตั้งโยกย้ายออกจากพื้นที่ ทั้งที่ตามข้อเท็จจริงมีการกระทำความผิดทางอาญา เกิดขึ้นมากมาย ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ของสังคมเป็นอย่างมาก เช่น การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์ที่ผู้เสียหาย ไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด มีเกิดขึ้นมากกว่าสถิติที่ปรากฏนับสิบเท่า ซึ่งเมื่อผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนส่วนใหญ่ก็กระทำเพียงลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานไว้เท่านั้น ไม่มี การดำเนินการสอบสวนบันทึกเลขคดีเข้าสู่สาระบบ สรุปสำนวนส่งให้พนักงานอัยการสั่งคดี ตามกฎหมายแต่อย่างใด หรือบางคดีแม้จะรับคำร้องทุกข์แต่ก็ไม่มีความพยายาม ในการรวบรวมพยานหลักฐานจับตัวผู้กระทำผิดมารับโทษอย่างจริงจัง รอเพียงให้ครบระยะเวลา ที่กำหนดแล้วสรุปการสอบสวนเสนอให้พนักงานอัยการสั่งงดสอบสวน หัวหน้าสถานีตำรวจ ส่วนใหญ่จะสนใจจับกุมผู้กระทำผิดเฉพาะคดีที่อาจมีปัญหากระทบต่อตนเองเท่านั้น เช่น คดีที่ปรากฏเป็นข่าว หรือผู้เสียหายเป็นดารานักแสดง หรือผู้มีชื่อเสียง ส่วนประชาชน ผู้เสียหายทั่วไปล้วนต้องวิ่งเต้นหาผู้มีอำนาจมาฝากฝังให้ดำเนินการสอบสวนเพื่อให้ได้รับ ความยุติธรรมด้วยกันทั้งสิ้น เป็นที่ทราบกันดีทั่วไป ซึ่งงานสอบสวนที่มีปัญหาดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบงานรักษากฎหมายของประเทศเราอย่างร้ายแรงยิ่ง อาชญากรจำนวนมากไม่ถูกจับกุมนำตัวไปฟ้องศาลลงโทษให้เข็ดหลาบ การกระทำความผิด ทางอาญาต่าง ๆ ยิ่งเพิ่มมากขึ้น สวนทางกับสถิติตัวเลขที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงาน ต่อรัฐบาลและนำมาเสนอต่อสื่อมวลชนในแต่ละช่วงเวลาหรือในรอบปีอย่างสิ้นเชิง ขอเรียนว่า ปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้นจนทำให้ประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนต้องดำรงชีวิตกัน อย่างหวาดผวา ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินขณะนี้นั้น มีสาเหตุที่แท้จริงมาจาก การทุจริตประพฤติมิชอบของตำรวจผู้ใหญ่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รับส่วยและสินบนจากแหล่งอบายมุขผิดกฎหมายซึ่งเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรม สร้างความร่ำรวย ให้กับตนเองและพวกพ้องมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นส่วย สินบนจากบ่อนการพนัน เครื่องจักรกลการพนันต่างๆ รวมทั้งสถานบันเทิง ผิดกฎหมาย ต้นเหตุสำคัญของปัญหายาเสพติด และการค้าประเวณี ทำลายเด็กและเยาวชน
นอกจากนั้นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการบริหารงานตำรวจ ที่ล้มเหลว โดยงานสอบสวนไม่ได้รับความสนใจและให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ปล่อยให้ พนักงานสอบสวนระดับต่าง ๆ ทั่วประเทศซึ่งมีจำนวนประมาณ ๑๑,๐๐๐ คน ประสบปัญหา ในการปฏิบัติงาน ต้องทำงานอย่างโดดเดี่ยวไม่มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ขาดแคลนสิ่งอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการทำงาน ทั้งที่รัฐบาลได้จัดสรรเงิน งบประมาณไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจำนวนมากถึงปีละ ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่กลับถูก ตำรวจผู้ใหญ่นำไปใช้อย่างฟุ่มเฟือยในกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต่อภารกิจหลักขององค์กร รวมทั้ง มีการทุจริตในหลายระดับ เช่น การจัดซื้อรถจักรยานยนต์ด้อยคุณภาพให้ตำรวจขับขี่ จนตำรวจต้องซื้อรถจักรยานยนต์ส่วนตัวมาใช้กันเอง พบเห็นได้ตามท้องถนนทั่วไปในขณะนี้ หรืออย่างเช่นเงินอุดหนุนการสืบสวนและสอบสวนสถานีตำรวจทุกสถานีเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ได้ถูกหัวหน้าสถานีตำรวจทุจริตนำไปแบ่งปันกันในหมู่ตำรวจผู้ใหญ่ แทบทั้งหมดมานานนับสิบปี พนักงานสอบสวนทุกสถานีไม่มีโอกาสได้ใช้เงินดังกล่าวเป็น ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานเลย หากคนใดเรียกร้องขอใช้เงินก็จะถูกมองว่าเป็นคนมีปัญหา ถูกรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาให้สั่งไปช่วยราชการที่อื่น หรือแต่งตั้งโยกย้ายออกไปจาก สถานีตำรวจ เช่นที่เกิดขึ้นต่อพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเดือนที่ผ่านมา เป็นที่โจษขานกันในหมู่พนักงานสอบสวนอยู่ในขณะนี้ ส่วนชีวิตราชการ ของพนักงานสอบสวนก็ไม่มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมสายงานอื่น ทั้งที่เป็นสายงานหลัก ขององค์กร ต่างไปจากอดีตที่หัวหน้าสถานีต้องเป็นผู้ที่เติบโตมาจากการเป็นพนักงานสอบสวน แต่ปัจจุบันพนักงานสอบสวนกลับไม่สามารถเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจได้ แม้จะดำรงตำแหน่ง ในพื้นที่มานานนับ ๑๐ ปี โดยผู้บังคับบัญชาอ้างว่าไม่มีความสามารถเหมาะสมที่จะเป็น หัวหน้าหน่วย กำหนดให้สอบเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ชำนาญการและผู้ทรงคุณวุฒิระดับ พันตำรวจเอกจนถึงผู้เชี่ยวชาญพิเศษยศพลตำรวจตรี ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีพนักงาน สอบสวนคนใดได้เลื่อนตำแหน่งมียศเป็นพลตำรวจตรีแม้แต่คนเดียว ปัจจุบันหัวหน้าสถานีตำรวจ กลายเป็นตำรวจที่มาจากสายงานอื่นแม้กระทั่งงานจราจร แต่มาทำหน้าที่หัวหน้าพนักงานสอบสวน สั่งงานผิด ๆ ถูก ๆ เพราะไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับงานสอบสวนที่เป็นปัจจุบัน อย่างแท้จริงและบางคนก็ลุแก่อำนาจติดนิสัยมาจากการเป็นผู้บังคับบัญชาฝ่ายกำลังที่เน้น แต่การฝึกและยุทธวิธีต่าง ๆ รวมทั้งการรับใช้ผู้มีอำนาจตามสำนักงาน หัวหน้าสถานีตำรวจ กลายเป็นกลุ่มตำรวจในเครือข่ายอุปถัมภ์ที่วิ่งเต้นหรือซื้อตำแหน่งมาเป็น ไม่มีความคุ้นเคย ต่อภูมิประเทศและผู้คน ซึ่งถือเป็นหัวใจของงานตำรวจ ไม่มีความรู้สึกผูกพันกับท้องถิ่น เมื่อมาดำรงตำแหน่งก็มุ่งแสวงประโยชน์กระทำการทุจริต ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รับสินบน นำไปส่งส่วยให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไปอีก หรือเพื่อให้ ย้ายไปยังพื้นที่ที่ต้องการ สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองและครอบครัว แข่งขันกันในหมู่เพื่อนฝูง โดยมองงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนเป็นเพียงเครื่องมือในการดำเนินคดีกับผู้กระทำ ผิดที่ขัดขืนไม่ยอมส่งส่วยหรือให้สินบนเท่านั้น พฤติกรรมของหัวหน้าหน่วยตำรวจจำนวน มากดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบงานรักษากฎหมายของประเทศและ ความสงบเรียบร้อยของสังคมอย่างร้ายแรงมาอย่างยาวนานหลายสิบปี นอกจากนั้นปัจจุบัน พนักงานสอบสวนได้ถูกผู้บังคับบัญชาปฏิบัติในลักษณะที่เป็นตำรวจชั้นสองในองค์กรตำรวจ ไม่มีสถานะทางราชการทัดเทียมสายงานอื่น เช่น มีตำแหน่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับผู้กำกับการ ยศพันตำรวจเอก แต่ไม่ได้รับการดูแลให้มีความเป็นอยู่อย่างมีเกียรติสมฐานะ หัวหน้าสถานี ไม่จัดห้องทำงานหรือที่จอดรถเป็นสัดส่วนให้ ในขณะที่สารวัตรสืบสวนและจราจรมีห้อง ทำงานและที่จอดรถทุกสถานี เหล่านี้แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถูกต้องตามธรรมเนียม และแบบแผนราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับข้าราชการผู้มียศก่อให้เกิดความอับอายต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและ ประชาชน ผู้ทรงคุณวุฒิยศพันตำรวจเอกบางคน อาวุโสสูงกว่าหัวหน้าสถานีตำรวจ แต่ถูก ผู้กำกับที่เพิ่งเลื่อนตำแหน่งจากรองผู้กำกับมาเป็นผู้บังคับบัญชาควบคุมการทำงานและ สั่งราชการ หลายกรณีเป็นการสั่งราชการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งนอกจากไม่ให้รับคำร้อง ทุกข์เพื่อลดสถิติคดีอาญาแล้ว ยังสั่งให้ฝ่ายสืบสวนสร้างหลักฐานเท็จ จับกุมประชาชนโดยมิชอบ เพื่อสร้างผลงานตามที่ผู้บังคับบัญชากดดันให้มีผลการปฏิบัติ ทำให้มีการยัดของกลาง ยาเสพติด หรืออาวุธปืนผิดกฎหมายต่อประชาชน แม้กระทั่งการก่ออาชญากรรมร้ายแรง รับใช้ผู้มี อำนาจทางการเมือง จับตัวประชาชนไปกระทำทารุณกรรมอย่างโหดร้ายหลายรูปแบบ เช่น กรณีการลักพาตัวทนายสมชาย นีละไพจิตร ไปฆ่าทำลายศพ คดีฆาตกรรมอำพรางประชาชน ๒,๕๐๐ ศพ คดีตำรวจฆ่าแขวนคอเด็กวัยรุ่นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เมื่อทำ นานเข้าก็กลายเป็นนิสัยอาชญากร เช่น กรณีตำรวจฝ่ายสืบสวนจับประชาชนไปขัง ในเซฟเฮาส์ (Safe house) เพื่อเรียกค่าไถ่ จนเสียชีวิตที่จังหวัดสงขลาเมื่อเร็ว ๆ นี้ และล่าสุดก็คือกรณีสารวัตรสืบสวน จังหวัดอุดรธานี จับชาวลาวเรียกค่าไถ่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา นอกจากนั้นก็ยังมีอาชญากรรมที่มีตำรวจผู้ใหญ่อยู่เบื้องหลังอีก จำนวนมากที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน ซึ่งอาชญากรรมเหล่านี้พนักงานสอบสวน ส่วนใหญ่ก็รับรู้ด้วยความขมขื่น แต่ไม่สามารถดำเนินการสอบสวนให้ความยุติธรรม ต่อประชาชนผู้ถูกกล่าวหาได้ และบางคดีก็เข้าไปมีส่วนร่วมสอบสวน ทำลายพยานหลักฐาน ก่ออาชญากรรมการสอบสวนด้วย เนื่องจากตนเองตกอยู่ใต้อำนาจบังคับบัญชาของตำรวจผู้ใหญ่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งพนักงานสอบสวนจำเป็นต้องกระทำตาม ก่อให้เกิดความอยุติธรรมขึ้น ในสังคม ทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรมอันเป็นพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย ของประเทศอย่างร้ายแรงตลอดมา นอกจากพนักงานสอบสวนจะไม่สามารถปฏิบัติงานตาม กฎหมายและมโนธรรมของตนได้แล้ว ยังถูกกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมในการบริหารงานตำรวจ ทุกระดับ ไม่มีอำนาจในการขอขั้นเงินเดือนหรือเสนอแต่งตั้งโยกย้ายใครในสถานีตำรวจได้ หรือแม้กระทั่งการรักษาราชการแทนผู้กำกับกลับมอบหมายให้รองผู้กำกับผู้มียศต่ำกว่ารักษา ราชการแทน ทำให้ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาหมิ่นแคลนพนักงานสอบสวนว่าเป็นกลุ่มตำรวจ ที่ไม่มีอำนาจและไม่มีอนาคต ผู้มียศต่ำกว่าไม่ให้ความสนใจปฏิบัติตามคำสั่งและไม่ทำความเคารพ พนักงานสอบสวนยศพันตำรวจเอกบางสถานีถูกจัดให้เข้าเวรสลับกับพนักงานสอบสวนยศ ร้อยตำรวจตรี โดยมีรองผู้กำกับยศพันตำรวจโทที่เข้าเวรอำนวยการเป็นผู้ตรวจการปฏิบัติราชการ ผิดแบบแผนและธรรมเนียมของข้าราชการผู้มียศ เช่น ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองพิษณุโลก ปัจจุบันที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ และจะมีมากยิ่งขึ้นในอนาคต ปัญหาการสอบสวน ที่ส่งผลกระทบต่อหลักนิติธรรมและระบบกฎหมายในสังคมซึ่งเป็นรากฐานการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยดังกล่าว ไม่สามารถแก้ไขได้ภายใต้โครงสร้างการบริหารงานของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปัจจุบัน ไม่ว่าขณะนี้จะมีการเสนอให้ปรับปรุงงานสอบสวน เป็นรูปแบบใดก็ตาม ซึ่งข้อเท็จจริงนี้เป็นที่ประจักษ์ต่อพี่น้องประชาชนตลอดมาเป็น ระยะเวลาหลายสิบปี ซ้ำกลับทำให้มีปัญหามากยิ่งขึ้นไปอีก และรัฐก็ต้องสูญเสียเงิน งบประมาณและเวลาในการแก้ปัญหาตำรวจไปอย่างเปล่าประโยชน์ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่สามารถแก้ปัญหางานสอบสวนให้เป็นไปอย่างสุจริตและมี ประสิทธิภาพได้แท้จริง ก็เนื่องมาจากข้อจำกัดในการจัดโครงสร้างองค์กรและการบริหารงาน แบบมีชั้นยศ และสายการบังคับบัญชาในลักษณะเดียวกับกองทัพ ซึ่งเป็นการจัดองค์กร เพื่อการสู้รบกับข้าศึกศัตรู ขัดกับลักษณะงานตำรวจซึ่งเป็นงานรักษากฎหมาย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งงานสอบสวนที่ผู้ปฏิบัติต้องมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตามพยานหลักฐาน และกฎหมาย ระบบยศในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีตำรวจชั้นนายพลถึง ๕๐๐ นาย ทำให้ต้องมีฝ่ายอำนวยการในลักษณะของเสนาธิการแบบทหาร ต้องสูญเสียกำลังพล และค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น สายการบังคับบัญชายืดยาว ผู้ปฏิบัติงานตรวจตรา ป้องกัน อาชญากรรมที่แท้จริงมีน้อย การทำงานเต็มไปด้วย การประชุม กำชับ ให้ปฏิบัติตามนโยบายและโครงการต่าง ๆ ที่หัวหน้าหน่วยต้องเสียเวลา เดินทาง รวมทั้งการรายงานและการตรวจราชการ แต่ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ตำรวจ ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เลย ซ้ำเป็นภาระอีกด้วย เนื่องจากงานตำรวจที่แท้จริงสิ้นสุดที่สถานี ตำรวจหมดสิ้น แม้แต่คดีฆ่าคนตายร้ายแรงสุดก็สามารถจับผู้ต้องหาส่งอัยการให้ฟ้องศาล จังหวัดได้ มีคดีจำนวนน้อยมากที่ต้องอาศัยการสนับสนุนของจังหวัด ส่วนกองบัญชาการ ตำรวจนั้นยิ่งห่างไกลต่อปัญหา นอกจากนั้นการจัดโครงสร้างองค์กรแบบมีชั้นยศ ทำให้ ตำรวจชั้นผู้ใหญ่มีหลักคิดการทำงานแบบกองทัพ นำระบบวินัยทหารมาใช้กับงานตำรวจ มีการกำหนดระเบียบและคำสั่งต่าง ๆ มากมายที่ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานในฐานะ เจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรม ผู้บังคับบัญชาสามารถลงโทษทางวินัยต่อตำรวจได้ด้วย ข้อหาที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน เช่น ประพฤติตนไม่เหมาะสมหรือไม่สมควร สั่งลงโทษกักขังได้ เช่นเดียวกับทหาร ไม่ว่าจะเป็นตำรวจชายหรือหญิง ด้วยเหตุผลที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีข้อจำกัดในการจัดโครงสร้างองค์กร มีชั้นยศและสายการบังคับบัญชาแบบกองทัพดังกล่าว ฉะนั้นจึงไม่สามารถปฏิรูประบบงานสอบสวนให้เป็นอิสระตามเจตนารมณ์ของ ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๒ (๘) ได้อย่างแท้จริง คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบตำรวจ จึงเห็นว่าจำเป็นต้องแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นอีกองค์กรหนึ่ง ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาในสายงานตำรวจ สร้างระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างตำรวจผู้กล่าวหาใช้กำลังอาวุธต่อประชาชนกับพนักงานสอบสวน มิให้อยู่ภายใต้ การบังคับบัญชาของบุคคลหรือองค์กรเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาการสอบสวน ให้เป็นไปอย่างสุจริตยุติธรรมได้อย่างแท้จริง ถือเป็นก้าวสำคัญของกระบวนการยุติธรรม ทางอาญาของประเทศไปสู่ความเป็นสากลเช่นเดียวกับประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก ส่วนวิธีดำเนินการสามารถกระทำได้โดยการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวน แห่งชาติขึ้น มีฐานะเป็นหน่วยราชการระดับกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายที่รับการเลือกสรรจากคณะกรรมการรับผิดชอบ ตรวจสอบประเมินผลการปฏิบัติงานและรับเรื่องร้องเรียน ดำเนินการทางวินัยและจริยธรรม โดยโอนตำแหน่งและอัตราพนักงานสอบสวน รวมทั้งข้าราชการสายสอบสวนผู้สมัครใจไป เป็นข้าราชการในสังกัด มีหน่วยงานที่สำคัญคือสำนักงานเลขาธิการ ดำเนินงานด้านธุรการ สำนักสอบสวนกลาง สอบสวนคดีที่สำคัญหรือซับซ้อน สำนักสอบสวนกรุงเทพมหานคร ๙ เขต ควบคุมสำนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาล ๘๘ สถานี สำนักงานสอบสวน ภูมิภาค ควบคุมสำนักงานสอบสวนจังหวัด ๗๖ จังหวัด และสถานีตำรวจภูธร ๑,๓๗๗ สถานี พนักงานสอบสวนและพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม ใช้สถานีตำรวจ เป็นที่ทำการเช่นเดิม ไม่จำเป็นต้องสร้างสถานที่ทำงานใหม่ให้สิ้นเปลืองงบประมาณ เนื่องจากสถานีตำรวจเป็นที่ทำการของรัฐบาล เช่นเดียวกับอำเภอ ก็มีหน่วยราชการหลายหน่วย อยู่ในที่ว่าการอำเภอ ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาในการปฏิบัติงานแต่อย่างใด สำหรับข้อห่วงใย ของบางท่านว่าจะมีปัญหาการทำงานที่ไม่ได้รับความร่วมมือจากตำรวจฝ่ายสืบสวนนั้น ขอเรียนว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้กำหนดให้พนักงานสอบสวน ทุกคนมีอำนาจสืบสวนเป็นการทั่วไปอยู่แล้ว และปัจจุบันคดีอาญาที่เกิดขึ้นพนักงาน สอบสวนสถานีตำรวจก็ทำหน้าที่ทั้งสืบสวนและสอบสวนเองเป็นส่วนใหญ่ ที่ต้องอาศัย ฝ่ายสืบสวนก็เฉพาะคดีที่มีความสำคัญเท่านั้น ซึ่งมีจำนวนไม่มากนักในแต่ละจังหวัด ซึ่งหาก มีคดีในลักษณะนี้เกิดขึ้น สำนักงานสอบสวนจังหวัดก็สามารถสั่งการให้พนักงานสอบสวน และพนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัดร่วมสืบสวนสอบสวนสนับสนุนเฉพาะคดีได้ นอกจากนั้น การร่างกฎหมายก็จะมีการกำหนดวิธีปฏิบัติการร่วมกันอย่างชัดเจนให้สามารถตรวจสอบได้ และทั้งฝ่ายสืบสวนและสอบสวนจะอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการบริหารกิจการ ตำรวจและการสอบสวนระดับต่าง ๆ ที่จะจัดตั้งขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบควบคุมการบริหารงานตำรวจ ซึ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมในชั้นร่างกฎหมายต่อไป สุดท้ายนี้ กระผมขอเรียนว่าข้อเสนอให้ปฏิรูประบบตำรวจโดยแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติดังกล่าว ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พนักงานสอบสวนมีความเจริญก้าวหน้า เป็นสำคัญ หากแต่ต้องการให้ระบบงานสอบสวนคดีอาญาของประเทศได้รับการปฏิรูป ให้เป็นอิสระอย่างแท้จริงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๘๒ (๘) ซึ่งจะทำให้ ระบบงานรักษากฎหมายของประเทศเข้มแข็งขึ้น ประชาชนได้รับความยุติธรรมมากขึ้น นำมาซึ่ง ความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้าของสังคมอย่างยั่งยืนเช่นเดียวกับนานาอารยประเทศต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสมาชิก สปช. ทุกท่าน ดิฉัน นางปรียาภัทร์ สมใจ ชาวจังหวัดนครราชสีมา ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และกระบวนการทำงานตำรวจเพื่อประชาชน วันนี้ดิฉันได้รับมอบหมายจากคณะอนุกรรมาธิการให้เป็นผู้ชี้แจงในรายละเอียดว่า การปฏิรูป โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และกระบวนการทำงานของตำรวจครั้งนี้ประชาชนจะได้อะไร ท่านประธานคะ จากปัญหาที่ทุกท่านทราบกันดีว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ กำลังได้รับผลกระทบต่อมาตรฐานการทำงานของตำรวจ และมีความเคลือบแคลงสงสัย ในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน นานมาก นานจนทำให้ ความสง่างามของคำว่า ตำรวจคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ปัจจุบันนี้ไม่ได้สง่างามเหมือนอย่างเคย จึงเป็นเหตุให้มีการปฏิรูปกิจการตำรวจครั้งนี้ และดิฉันเชื่อว่าจะสามารถตอบสนองต่อสภาพ ปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนี้ค่ะ
ประการแรก ประชาชนจะได้รับการอำนวยความยุติธรรมจากการปฏิบัติ หน้าที่ของตำรวจอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีการแบ่งชั้น เพราะจะมีการตรวจสอบการถ่วงดุล การใช้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยสามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ ภาพที่จะเกิดขึ้น หลังจากนี้คือการสั่งคดีโดยมิชอบในชั้นพนักงานสอบสวนจากผู้บังคับบัญชาที่ขาดจริยธรรม จะหมดไป เช่น การเป่าคดี การดำเนินคดี หรือแม้กระทั่งการที่ตำรวจไม่รับแจ้งความ เวลามี ชาวบ้านขึ้นโรงพักมาร้องทุกข์จะหมดไป และเหล่านี้ดิฉันเชื่อว่าเป็นความยุติธรรมขั้นต้น ที่ประชาชนต้องได้รับ
ประการที่สอง ลดการแสวงหาผลประโยชน์และเรียกรับผลประโยชน์โดยไม่ชอบ จากประชาชนและภาคธุรกิจ เนื่องจากประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบขั้นตอนการทำงาน ของตำรวจได้ โดยเปิดช่องทางให้บริจาคเงินอุดหนุนให้ตำรวจในรูปแบบการเสียภาษี เช่นเดียวกับการบริจาคให้พรรคการเมืองหรือมูลนิธิ หรือวัดวาอารามต่าง ๆ ภาพที่จะเกิดขึ้น หลังจากนี้ก็คือว่า ไม่ว่าจะเป็นพัดลม ทีวี ตู้เย็น ที่อยู่ในสถานีตำรวจที่มีสลักชื่ออยู่จะ เปลี่ยนเป็นอภินันทนาการจากภาษีของประชาชนในพื้นที่ และสิ่งเหล่านี้อีกกลไกหนึ่งที่จะ มองได้ง่าย ๆ ก็คือว่าเอาเรื่องที่อยู่ใต้โต๊ะทั้งหลายซึ่งเป็นผลประโยชน์เฉพาะตำรวจบางกลุ่ม ขึ้นมาบนโต๊ะเพื่อให้สังคมรับรู้ และจะสามารถสะท้อนถึงความพึงพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ ของตำรวจในพื้นที่ได้อีกด้วย
ประการที่สาม ประชาชนจะได้ตำรวจที่เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง กลับมา โดยสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตำรวจ ทั้งนี้ประชาชน สามารถเข้ามาตรวจสอบการทำงานของตำรวจได้ ซึ่งจะลดการใช้กฎหมายและอำนาจหน้าที่ ในทางมิชอบ ภาพที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือตำรวจจะแข่งขันกันทำงานเพื่อดูแล ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มความสามารถ เนื่องจากอำนาจ ในการพิจารณาความดีความชอบในการแต่งตั้งโยกย้ายส่วนหนึ่งจะเป็นผลของการพิจารณา ที่มาจากเสียงประชาชนในพื้นที่ ท่านสมาชิกคะ ดิฉันเชื่อว่าประชาชนในพื้นที่เท่านั้นถึงจะรู้ดี ว่าตำรวจท่านใดเป็นอย่างไร และท่านใดที่เหมาะสมที่ประชาชนจะไว้วางใจให้เข้ามาดูแล ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขา ท้ายที่สุดนี้สิ่งที่เราจะได้เห็นเป็นรูปธรรม มากที่สุดสำหรับประชาชนและสังคมของเราก็คือ เราจะได้ความสง่างามของโรงพัก เพื่อประชาชนอย่างแท้จริงกลับคืนมา ต่อไปนี้พี่น้องประชาชนเมื่อต้องขึ้นโรงพักไปร้องทุกข์จะไม่ต้องรอนานถึง ๒-๓ ชั่วโมง และหนำซ้ำยังต้องเสียค่าคัดประจำวันอีกครั้งละ ๒๐ บาท ซึ่งเงินเหล่านี้จะถูกไม่นำมาใช้ อีกต่อไป และคำกล่าวอ้างของสังคมที่ว่าเมื่อมีคดีความเกิดขึ้น คนรวยกว่าและมีอิทธิพล กว่าเท่านั้นที่จะไม่ติดคุก คำเหล่านี้จะเบาบางลงและหมดไปในท้ายที่สุดเนื่องด้วย กระบวนการทำงาน กฎ กติกาการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกติกาใหม่ที่เรากำลังปฏิรูป ครั้งนี้ ขอบพระคุณค่ะ
เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ จะขอกราบเรียนท่านประธานด้วยเวลาอันสั้น ซึ่งใช้เวลามามากพอสมควรในฐานะ อนุกรรมาธิการทำหน้าที่แทนคณะกรรมาธิการเพื่อจะสรุปเรื่องทั้งหมดว่าได้ใช้หลักเกณฑ์ และหลักการอะไรในการพิจารณาเรื่องที่นำเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติให้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจและอภิปราย
หลักเกณฑ์อย่างนี้เนื่องจากเราต้องการจะแก้ไขและปฏิรูปบ้านเมืองให้เป็น ประชาธิปไตย หลักประชาธิปไตยคือการใช้หลักการถือกฎหมายเป็นใหญ่ ใช้กฎหมาย ปกครองและเป็นใหญ่ เหตุจากที่เราใช้หลักตรงนี้เพราะว่า พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาตินั้น มีกฎหมายรองรับทุกกระบวนการไม่ว่ากฎหมายว่าด้วยเรื่ององค์กร ไม่ว่ากฎหมายว่าด้วย วิธีการพิจารณา ไม่ว่าความผิดในเรื่องกฎหมายอาญานั้น แล้วก็มีรายละเอียดอีกเยอะ แล้วก็ มีกฎหมายที่ผูกพันเข้าไปเกี่ยวกับองค์กรอื่น ๆ อีก ๓๐๐ กว่าองค์กร ซึ่งเยอะมากจน กลายเป็นองค์กรที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่จะต้องเข้าไปจัดการมากมายมหาศาล เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็คือหลักหนึ่ง ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่เคารพ แล้วยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ว่ากรณีใด ๆ ในฐานะเป็นผู้รักษากฎหมายแล้วไม่ยึดถือกฎหมาย อันนี้เป็นปัญหาอุปสรรคแน่
ประการที่ ๒ เราต้องใช้หลักอีกหลักหนึ่งครับ คือธรรมาธิปไตย เหตุที่เป็น อย่างนี้ เพราะว่าตอนที่เข้ามาประชุมร่วมผมได้รับการเชิญเข้ามาเป็นที่ปรึกษาแล้วก็เริ่มฟัง ตำรวจเขาคุยอธิบายเรื่องให้ฟัง ทั้งหมดร้อยละ ๘๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีเจ้าหน้าที่ ตำรวจทั้งหมด ๒๓๐,๐๐๐ กว่านาย ๒๓๐,๐๐๐ กว่านายเป็นเจ้าพนักงานชั้นประทวน ๑๘๐,๐๐๐ กว่านาย ที่เหลือเป็นชั้นยศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป จนกระทั่งถึงผู้บัญชาการ ร้อยตำรวจเอก พลตำรวจเอก จะเห็นว่าสภาพขององค์กรของตำรวจกระจุกตัว คนที่บังคับ บัญชาและมีอำนาจตัดสินใจนั้นไม่กี่คน เพราะฉะนั้นพอเราเข้าไปศึกษาตรงนี้ปั๊บถ้าตำรวจ ยังไม่เข้าใจหลักตรงนี้ พวกเราเองหนักใจว่าทำไมใช้หลักธรรมาธิปไตย ความหมายคืออย่างนี้ ครับ ความจริงกับความถูกต้อง ตำรวจต้องแสวงหาความจริงและความถูกต้องทุกครั้ง ที่จะต้องชี้มูลความผิดหรือไม่มีมูลความผิด ถ้าไม่มีหลักตรงนี้ความเป็นธรรมไม่เกิดขึ้นทันที และจะมีอะไรที่เข้ามาแทรกซ้อนนั้นเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักอันนี้โดยตรง เพราะฉะนั้นผม ขออนุญาตอธิบายเรื่องการใช้หลักประชาธิปไตยคือการใช้หลักกฎหมายเป็นใหญ่ สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติมีโครงสร้างจะต้องโอน ถ่าย ย้ายและปรับปรุงปฏิรูปองค์กรตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ อยู่ในกฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บทเฉพาะกาล มาตรา ๕๖ วันก่อน ท่านสมาชิกได้พูดไปแล้วว่าไม่จำเป็นต้องไปบรรจุอยู่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญเพราะกฎหมาย ที่ว่าด้วยเรื่องของการปฏิรูปนี้อยู่ใน พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติแล้ว อันนี้ผมว่าเป็นมุมมองอีก แบบเลยนะครับ ในนั้นเขียนไว้ว่า ๒ ปี ตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้ออกมา จะต้องทำอะไรบ้าง ปฏิรูปแล้วถ่ายโอน งานอะไรบ้างไปให้หน่วยงานอะไรบ้าง โดยที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเป็นหลัก และหน่วยงานอื่นจะต้องประสานและทำ ให้เวลาในกฎหมายเขียนไว้ ๒ ปี จากปี ๒๕๔๗ สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ปี ๒๕๕๘ สำนักงานตำรวจแห่งชาติตอบมาอยู่คำเดียวในที่ประชุม คนอื่นไม่พร้อม หน่วยงานอื่นไม่พร้อม ถ้าคำตอบแบบนี้นะครับ ผมเรียนท่านเลยนะ ถ้าคน เรียนกฎหมาย หมายถึงว่าท่านทำผิดอาญามาตรา ๑๕๗ ท่านไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนะ กฎหมายออกไปจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติ แสดงว่ากฎหมายฉบับนั้นมีปัญหา ท่านต้องเอากลับเข้ามาสู่สภาใหม่ แล้วให้หน่วยงานนั้น เสนอผ่าน ครม. บอกว่ามันเป็นปัญหาในการปฏิบัติ ไม่สามารถทำได้ ไม่ใช่ทิ้งกฎหมายนั้น เอาไว้จน ๑๐ กว่าปีไม่ทำอะไร เพราะหวงอำนาจเรื่องอะไร อันนี้น่าคิด จนกระทั่งวันนี้ เราต้องมาเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปใหม่ แล้วต้องไปเขียนอยู่ในมาตรา ๑๐๒ ว่า ถ้ากฎหมายใด ที่ออกไปเป็นกฎหมายลูก เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าหน่วยงานไม่ทำ หน่วยงานใด มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย อื่นใด ให้มีโทษถึงผู้บังคับบัญชาจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ จะปลดออก จะลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ อันนี้สามารถจะต้องจัดการได้แล้ว นี่คือบทเรียนเลยครับ
อันที่ ๒ จนวันนี้ คสช. เองก็มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่านพลเอก ประยุทธ์เซ็นเองตามฉบับที่ ๑๑๑ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติประสานกับองค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชน ให้ทำหน้าที่เข้ามาช่วยกำหนดนโยบายและร่วมบริหารกิจการ ตำรวจในท้องถิ่น กี่เดือนแล้วครับ ผมประชุมกันมาประมาณ ๕-๖ เดือนนี้ ผมยังไม่เคยได้รับ เอกสารใด ๆ ที่จะชี้แจงว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติเลย วันนี้ถ้ามีตัวข้อมูลว่าได้ทำอะไรไปแล้วอยากจะให้สมาชิก ซักไซ้ไล่เลียงกับคนที่รู้เรื่องพวกนี้ ๒ กฎหมายนี้ถือว่าสูงสุดแล้ว คำสั่งของหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ คือ คสช. ที่ ๑๑๑/๒๕๕๗ ถือเป็นคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ อีกอันหนึ่ง เป็นคำสั่ง และกำหนดอยู่ในกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งในหลักกฎหมาย เขียนเอาไว้แล้วให้ปฏิบัติ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติไม่ได้ แล้วบอกว่าไม่พร้อม คำถามว่า เมื่อไรท่านจะพร้อมที่จะปฏิรูป หรือจะรอให้ประชาชนอึดอัดมากกว่านี้ หรือจะรอ ให้หน่วยงาน คนในองค์กรของท่านระเบิดมากกว่า หรือจะรอให้คนในองค์กรของท่าน หาทางออกที่จะไปในทางที่เสียหายมากกว่านี้ และสุดท้ายก็คือว่าเมื่อปรับปรุงองค์กรไม่ได้ ท่านต้องยอมละวางให้คนนอกผ่าตัด ผมกล้ายืนยันกับท่านประธานครับ ไม่มีหมอคนไหน ที่จะผ่าตัดลำไส้เป็นมะเร็ง แล้วบอกว่าฉันขอตรวจแล้วเป็นเอง ทำซีที สแกน (CT scan) เสร็จ เป็นเอง ขอผ่าตัดเอง หมอคนนั้นจะทำเอง ไม่มีครับ ผมพูดในที่ประชุมว่าคนที่รู้เรื่องดีที่สุด คือตำรวจ ถ้าตำรวจกล้าพูดความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นมากับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรามา ช่วยกันแก้ไข ไม่ได้บอกว่าท่านผิด ท่านถูก ทั้งหมดมันหลายยุค หลายสมัย หลายรัฐบาล มันเป็นความเลวร้ายที่สะสมกันมาตลอดจากเรื่องของการใช้ตำรวจกับนักการเมือง หาผลประโยชน์ทางการเมืองและเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน อันนี้เรื่องที่ ๑ ผมได้กราบเรียน ว่าใช้หลักอะไรในการพิจารณา หลักที่ ๒ ที่ผมกราบเรียนไปถึงคำสั่งของ คสช. ว่าให้ท้องถิ่น เข้ามีส่วนในการกำหนดนโยบายงบประมาณ และร่วมบริหารด้วย ถ้าท่านเห็นในหนังสือ ที่คณะกรรมาธิการได้ส่งให้ต่อสภา ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการได้รับมอบหมายให้ศึกษาเรื่อง ทั้งหมด ๗ เรื่อง แล้วตอนหลังมีเพิ่มมาอีก ๘ เรื่อง เป็นทั้งหมด ๑๗ ประเด็น ท่านจะเห็นว่า ตรงนี้ไม่มีนายก อปท. ไม่มี อบจ. ไม่มีเทศบาลเข้ามาร่วมบริหารด้วย มันมีคำถามออกไป ทันทีเลยครับว่า แล้วกฎหมายเขียนอย่างนี้แล้วทำไมคณะอนุกรรมาธิการกับคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไม่เอาองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเข้ามาร่วมบริหาร
ผมมีอย่างนี้ครับ ใช้หลักของธรรมาภิบาล ใช้หลักของธรรมาประชาธิปไตยครับ ความจริงและความถูกต้อง ถ้าจะหาความจริงและความถูกต้องให้เจอ วันนี้การเลือกตั้ง ให้ท่านแก้กฎหมาย ให้ท่านแก้รัฐธรรมนูญ ให้ท่านมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ จบเรื่องแล้ว ท่านเชื่อได้ไหมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีการซื้อเสียง เข้าสู่สภาได้ ทั้ง ส.ส. ส.ว. และนักการเมืองท้องถิ่น ถ้าถามผม ในฐานะที่เป็นนักการเมืองมาหลายสมัย ผมบอกได้ เลยครับว่าเป็นไปไม่ได้แล้วแก้ไม่ได้ ท่านไม่ได้แก้วิธีการ ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งนั้นใช้เงิน ต่อการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองนั้นล้มเหลว คนใช้ใช้ไปแต่ทำให้ล้มเหลว ท่านจะตรวจสอบ อย่างไร ตรวจสอบได้เยอะครับ ไปเสียเวลาเถียงกันว่าจะเข้ามาแบบไหน ระบบไหน วิธีการ ที่จะต้องจัดการกับพวกนี้ ทำได้ครับ มันมีวิธีการที่จะต้องใช้เวลาคุย แต่เพียงแต่เรียนท่านว่า ถ้าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเองก็ชี้แจงในสภานี้ว่า ผู้แทน อปท. เลือกตั้งครั้งหนึ่ง ซื้อเสียงละ ๑,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท และ ๕,๐๐๐ บาท และเหมาบางบ้านถึง ๑๕,๐๐๐ หรือ ๒๐,๐๐๐ บาท ใช้เงินจาก ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทถึง ๑๐ ล้านบาท แค่ตำบลครับ ระดับ เทศบาลเท่าไร ระดับจังหวัด อบจ. เท่าไร ถ้าเป็นอย่างนี้ท่านจะกล้าเอาตำรวจไปอยู่ภายใต้ การดูแลของ อปท. หรือไม่ ถ้าท่านเป็นคณะอนุกรรมาธิการ ผมกล้ายืนยันว่าผมไม่กล้า และจากประสบการณ์ของเรากับข้อมูลที่เรามี ผมกล้ายืนยันครับ ไม่ได้พูดลอย ๆ ผมเป็น กรรมาธิการ ป.ป.ช. อยู่ในสภานี้ ๘ ปี ทำการสอบสวน เอาเรื่องที่ ส.ก. ส.ข. ที่กำลังมีเรื่อง ที่ทาง คสช. กำลังสั่งให้สอบสวน ไปโยงกับเรื่องของ อบจ. ถ้าท่านจำได้ครับ ท่านอยู่ใน สภาแห่งนี้ หลายท่านรู้ดี ไปยุยงส่งเสริมให้ อบจ. ใช้อำนาจพิเศษให้ ส.ก. ส.ข. มติ ครม. ไปขายหนังสือ เอาหนังสือไปแจก ไม่ได้ขายนะครับ แต่ว่าใช้สิทธิ ครม. ไม่ต้องประมูล โดย ส.ก. ส.ข. ร่วมกับ ๔ โรงพิมพ์ ทั้งหมดมี ๗๖ จังหวัด เว้นอยู่แค่ ๓ จังหวัดที่ไม่ทุจริต นอกนั้นทุจริตหมด เรียกเงินทอน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เอกสารนี้อยู่ที่ ป.ป.ช. และคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. อยู่ที่สภานี้ ถ้าอยากจะรู้ขอท่านจเรเลยว่ารายงานการประชุมเป็นอย่างไร เอามาศึกษาได้ นี่คือความเลวร้าย ของขบวนการทั้งหลาย ถ้าท่านอยากจะรู้ว่าทำไมกฎหมายมีแล้วไม่ปฏิบัติ ผมพูดในที่ประชุม ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น กฎหมายว่าด้วยเรื่องการกระจายอำนาจขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ว่าด้วยเรื่องมาตรา ๒๘ ว่าด้วยเรื่องรายได้ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นกฎหมาย จะต้องออก ตราเป็นพระราชบัญญัติ โดยกฎกระทรวงหรืออะไรก็แล้วแต่ และคนที่รักษากฎหมาย ฉบับนี้ คือนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ห้ามมิให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทำอยู่ ๔ เรื่องในการหารายได้
๑. ไปออกพันธบัตรด้วยตัวเอง ออกพันธบัตรเพื่อจะไปกู้เงิน
๒. กู้เงินจากองค์กรหรือนิติบุคคล คือธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคาร ต่างประเทศ
๓. การกู้เงินตามข้อ ๑๐ และข้อ ๑๓ ก็หมายถึงเรื่องของเกี่ยวกับการกู้เงิน จากต่างประเทศ และข้อ ๑๓ คือการเอาทรัพย์สินของรัฐไปขาย ของรัฐคือหมายถึงว่าเป็น ของรัฐ ไม่ใช่ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ไปขาย
๔. เรื่องนี้ต้องออกเป็นเทศบัญญัติและจะต้องให้ ครม. อนุมัติ และต้อง ออกเป็นกฎหมายรองรับ
สุดท้ายกฎหมายก็ไม่ออก แล้วยังฝ่าฝืนทำ ใช้วิธีการลักไก่ กู้เงินทั้งหมด ๔๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น แล้วทำตรงไหนครับ ใกล้เลือกตั้ง ไปกู้เงินมา เมื่อเงินตรงนี้ไม่มาไปกู้เงินมาแล้วก็มาทำโครงการ โครงการ ทุจริตกัน ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นหลักของความเป็นจริงที่เราได้ค้นพบและได้เห็นอยู่ในสภานี้และเป็นหลักฐาน ที่จะต้องจัดการกันต่อไปทำให้เราไม่กล้าตัดสินใจว่าเอาตำรวจไปอยู่ใต้การดูแลขององค์การ บริหารส่วนท้องถิ่นในระยะนี้ ถ้าเราแก้ไข ๒ เรื่องนี้ใหญ่ ๆ ได้ ว่าทุจริตตรงนี้แก้ได้ ๒ การเลือกตั้ง ให้มันบริสุทธิ์ยุติธรรม อันที่ ๓ ตำรวจเองเรียกร้อง ประชาชนเรียกร้อง และทุกฝ่ายเรียกร้อง ไม่ต้องการให้นักการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยว เห็นด้วยครับ วันนี้ตอบสนองกันเลยครับว่า นักการเมืองไม่ต้องเข้ามายุ่ง แล้วจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไรครับ
๑. วิธีการก็คือว่า ระดับบนคือตั้งแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต่อไปนี้ มีคณะกรรมการเป็นอิสระในการเข้าไปควบคุมดูแล กำกับกิจการตำรวจแห่งชาติ แล้วก็ โครงสร้างของเขาผมยกตัวอย่างนะครับ สอบสวนกลางอยู่ ตำรวจกองปรามอยู่ ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติสามารถสั่งให้เข้าไปตรวจสอบทำคดีใหญ่เข้าไปในทุกพื้นที่ในประเทศไทย ยังทำได้อยู่ มีอยู่อันเดียวครับที่เรากำลังจะแก้ปัญหา ทำอย่างไรให้ตำรวจไม่ต้องเสียเงิน ในการวิ่งเต้น ในการที่จะขอเลื่อนขั้น ทำอย่างไรให้ตำรวจไม่ต้องวิ่งเต้นไม่ทำผิดเมื่อไม่มี ต้นทุนแล้วไม่ไปอาศัยเงินสีเทาในแต่ละท้องที่ ท้องถิ่น ในจำนวนโรงพัก ในจำนวนสถานี ตำรวจทั้งหมด ๑,๔๖๕ แห่งทั่วประเทศ วิธีการก็คือตัดวงจรอำนาจ การผูกขาดของ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนเดียวที่จะสามารถสั่งอะไรก็ได้ให้อยู่ระดับบน ส่วนลำดับนี้ กระจายอำนาจไปตามคำสั่งของ คสช. ตามวิถีทางที่ควรจะต้องเป็น คือให้พลเมืองรวมตัวกัน จากทุกสาขาอาชีพในจังหวัดนั้น ๆ เป็นคณะกรรมการบริหารกิจการตำรวจ มีหน้าที่ ๔ อย่าง
๑. กำกับดูแล
๒. มีอำนาจในการเห็นชอบ โยกย้ายตำรวจตั้งแต่ระดับพลตำรวจ ย้ายไป อำเภอไหนแล้วแต่ในจังหวัดนั้น ในเขตที่ตนปกครอง
๓. กำกับดูแลตรวจสอบการทำงานของตำรวจ
๔. กำกับดูแลเรื่องงบประมาณพิเศษบางเรื่อง และ
๕. สอบสวนการกระทำความผิดตำรวจ
ถามว่าภาคประชาชนพวกนี้มาจากใครครับ ถ้าท่านนึกถึงพวกท่านก็มา คล้าย ๆ กัน ท่านนึกว่า สมช. มาจากหลากหลายอาชีพ ทั้งหมดในจังหวัดและเขตจังหวัด ปกครองนั้น ๆ ถือว่าวิชาชีพที่รวมเป็นกลุ่มก้อนให้เขาคัดเลือกกันมา แต่เราไม่มีการเลือกตั้ง ให้เกิดความแตกแยก ให้เขาส่งคนเข้ามา ๑ : ๓ หรือ ๑ : ๕ ต้องการ ๑ คน ต้องส่งมาไม่ต่ำกว่า ๓ ถึง ๕ คน แล้วสุดท้ายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจับสลาก ถือว่าหน่วยงานพวกนี้คัดเอาคนดี ที่สุด เช่น หน่วยงานที่มาจากการศึกษา เช่น หน่วยงานที่มาจากแรงงาน เช่น หน่วยงานที่มา จากภาคเกษตร เช่น หน่วยงานนี้มาจากภาคเอกชน เช่น หน่วยงานนี้มาจากเอ็นจีโอ (NGO) มาจากหน่วยงานที่ท่านเรียกกันว่าภาคพลเมืองทั้งหลาย เขาจะรวมตัวกันแล้วก็จะคัดคนดี ที่สุดมาบริหารกิจการตำรวจในจังหวัดนั้น ๆ พอเป็นอย่างนี้ ๗๖ จังหวัดต่อไปนี้ ผู้การจังหวัด ใหญ่ที่สุด กำกับดูแลอยู่ภายใต้การดูแลของประชาชน เอาประชาชนเข้าไปร่วมจับมือกับ ตำรวจในการบริหารกิจการตำรวจ และตำรวจเองก็เรียกร้องว่าเงินไม่พอในการจะไป เติมน้ำมันรถ ไปไล่จับขโมย จะไปตรวจ ไม่ยากครับ สุดท้ายเราไปยอมเอากฎหมายของ พรรคการเมือง พรรคการเมืองนี้เขียนกฎหมายขึ้นมาพิเศษ ให้ประชาชนชอบพรรคไหน ให้บริจาคได้ เขียนช่องหนึ่งขึ้นมา ภ.ง.ด. ๙๐ ภ.ง.ด. ๙๑ และบริษัท คุณอยากจะบริจาค เท่าไร เห็นพอใจผลงานของตำรวจ ท่านไปบริจาคใส่ เงินจำนวนนั้นไม่ได้กลับเข้าหลวง แต่เอาเป็นกองทุนในจังหวัดนั้น ๆ เพื่อเป็นตัวสนับสนุนการทำงานของตำรวจ ทั้งอุปกรณ์ ทั้งน้ำมัน ซึ่งขาดปีละไม่ต่ำกว่า ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือทำให้ตำรวจกับประชาชน เป็นจิตสำนึกเดียวกัน หล่อหลอมเป็นอันเดียวกัน ร่วมมือกันที่จะทำเป็นทั้งตำรวจและเป็น ตำรวจบ้านในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องไปตั้งองค์กรใด ๆ ขึ้นมามากมาย
อันที่ ๓ มีคนบอกว่าถ้าตั้งอย่างนี้แล้ว คนพวกนี้เกิดไปวิ่งเต้น มีการวิ่งเต้น ย้ายผู้กำกับจากอำเภอหนึ่ง ย้ายรองผู้กำกับขึ้นไปอีกคนหนึ่ง เราเขียนครับ เขียนเอาไว้ ในกฎหมายเลย พวกนี้จะต้องมีจิตสำนึกสูงกว่าการเลือกตั้ง เพราะถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ถ้ามี เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นมาต้องพักทันที ภายใน ๗ วัน ถ้าไม่พักพนักงานสอบสวนพิเศษ เข้าตรวจสอบและสั่งพักทันทีตามกฎหมาย ๑. พักด้วยจิตสามัญสำนึก ๒. พักโดยกฎหมาย บังคับให้ต้องหยุดพักการปฏิบัติ เฉกเช่นเดียวกับตำรวจที่ถืออาวุธปืน ไปทำอะไรผิดที่ไหนตูมมา มาตรา ๙๕ ผู้บังคับบัญชาเหนือกว่าสามารถสั่งพักงานทันทีได้ เพราะถืออาวุธปืนสามารถ ฆ่าคนต่อไปได้ทันที ฉะนั้นคนที่ไปคุมตำรวจจะต้องใช้ความเด็ดขาดกับพวกนี้และต้องมี คุณธรรมสูงมาก ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะเห็นรูปแบบของภาคพลเมืองที่มีจิตสามัญสำนึกสูง รับผิดชอบสูง ร่วมการทำงานสูง และทำงานระดับประเทศ ทั้งหมดในประเทศไทยมีทั้งหมด ๑,๔๖๕ สถานี ประชาชนถูกกำหนดมีบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการทำงาน เรียนรู้ไปครับ อยู่ได้คนละ ๒ ปี และหลังจากนั้นมาให้เป็นต่อไม่ได้ รากงอกเมื่อไรพวกนี้เป๋ทันที ถ้าดีเว้นไป อีกสมัยจะเขียนอย่างไรค่อยไปว่าในกฎหมายลูก ถ้าผมกราบเรียนท่านประธานให้เห็นภาพ อย่างนี้ที่ได้เรียนให้เห็นว่า นี่คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกระจายอำนาจ ไม่ให้ ตำรวจมาคุมกันเองครับ ฮั้วกันได้ ไม่ว่าสอบสวน ไม่สอบสวน แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีถามว่า แล้วทำไมผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ให้มาเป็นประธาน ให้ท่านมีหน้าที่คือคานอำนาจ แล้วตรวจสอบและกำกับดูแล ท่านไม่ได้กำกับในคณะเข้าไปดูแลไปสั่งโยกย้ายได้นะครับ ดูแลแค่สำนวนให้ความเป็นธรรม ถ้ามีคนร้องขอ แยกส่วนกันทำงานครับ และเที่ยวนี้จะได้ เห็นกันว่าถ้าประชาชนคือคนเลือกผู้แทนมาทำงาน ประชาชนเป็นคนเลือกผู้แทนในท้องถิ่น ทำงานมากำกับตำรวจเองแล้วยังไม่ดีขึ้น ผมว่าต้องมีอะไรผิดปกติมากแล้วในสังคมนี้ เพราะฉะนั้นผมถึงใช้เวลาตรงนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์กับท่านสมาชิกว่า ใช้หลักอะไรคิดและ คิดอย่างไรให้เบ็ดเสร็จ และคิดอย่างไรแก้ปัญหาเรื่องการทุจริต คิดอย่างไรไม่ให้มีการซื้อขาย ตำแหน่ง ถ้าใครจะซื้อขายตำแหน่ง ท่านเชื่อผมเถอะครับคนพวกนี้ติดคุกก่อนเลย ผมจะ เรียนท่านถ้าเกิดท่านสมาชิกท่านสงสัย แล้วก็ฝากเรียนไปเลย การโยกย้ายตำรวจต้องเปิดเผย ๑ เดือน ยศพันตำรวจโทต้องมีสิทธิที่จะขึ้นเป็นพันตำรวจเอกเป็นผู้กำกับเขาต้องมีเกณฑ์ ที่ชัดเจน เกณฑ์อาวุโส ๓๐ สมมุตินะครับ เกณฑ์ทำงาน เป็นฝ่ายปราบปรามจับโจรผู้ร้ายได้ คดีกี่คดีเอามาแข่งกัน เกณฑ์ในการทำหน้าที่สอบสวนก็ว่าไป ต้องขึ้นเว็บไซต์ให้ประชาชน ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เฉพาะคณะกรรมการ ๒๐ กว่าคน จะมีอำนาจทำ เด็ดขาด แล้วถ้าผมเป็น ประชาชนผมบอกว่าเอาชื่อคนนี้ขึ้นมาเป็นผู้กำกับได้อย่างไรไถแหลกลาญเลย เอาละผมจะไป โวยกับตัวแทนของผมแล้ว ภาคการศึกษา หรือภาคแรงงาน หรือภาคเอกชน ก็คุณปล่อย อย่างนี้ขึ้นมาได้อย่างไรใครเป็นคนวิ่งเต้น ใครเป็นคนจัดการ ผู้กำกับการเขตหรือทำบัญชี มาได้อย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร ต้องอธิบายให้สังคมรับรู้ด้วย เพราะฉะนั้นวิธีการเปิดเผย การทำงาน วิธีการเปิดเผยในการดูแลสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยทำให้สังคมได้เรียนรู้ได้เห็นและ แก้ปัญหาในการทุจริตการซื้อขายตำแหน่งได้ และถ้าเป็นบทเรียนที่ดีเป็นแบบอย่างที่ทำได้ และช่วยกันแก้ปัญหาได้ ทุกกระทรวง ทบวง กรมเอาไปทำได้หมดครับ ท่านจะมีสภา คุณธรรมก็ทำไป จะมีสภาที่จะแต่งตั้งปลัดกระทรวงก็ทำไป แต่อันนี้ระดับล่างและใกล้ชิด กับประชาชนอย่าเสี่ยงให้ประชาชนเสียหายจากการปฏิรูป นี่คือคำพูดที่ผมถามที่ประชุมว่า สิ่งที่คุณเสนอมานี่ประชาชนเดือดร้อนไหม ถ้าอุดช่องว่างไม่ได้ต้องแก้ไขให้จบ การปฏิรูป ครั้งนี้ผมกราบเรียนท่านว่าแก้ปัญหา ๑. ให้ประชาชนได้รับความสะดวก ได้รับการคุ้มครอง ตำรวจต้องย้อนกลับมาเป็น ตำรวจของประชาชน เพื่อประชาชน และร่วมมือกับประชาชน ๒. ตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ๙๐ เปอร์เซ็นต์ จะได้รับความเป็นธรรมจากองค์กรและ องคาพยพทั้งหมดที่เราจะทำ และอันที่ ๓ ตำรวจที่ไม่ดีจะถูกกำจัดออกไปโดยระบบของมัน เราจะใช้ทั้งกฎหมายและ สภาพของสังคมที่มีส่วนรับรู้ รับเห็นในการเข้าไปจัดการกับพวกสิ่งเหล่านี้ ผมฝากนะครับ เพื่อเป็นข้อมูล การคิดของคณะอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการการปฏิรูปกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรมที่ทั้งประธานเสรีและประธานท่านพลเอก พะจุณณ์ ได้ให้พวกเรา มอบหมายให้ช่วยกันคิดแล้วก็นำเสนอนั้นเป็นส่วนน้อยด้วยด้อยปัญญา ใช้เวลาสั้นพอสมควร แล้วก็มีข้อมูลใหม่ ๆ เข้ามาเยอะมาก จึงกราบเรียนท่านว่าเพื่อเป็นประโยชน์ในการพิจารณา ก็ฝากให้ท่านได้เอาข้อมูลอันนี้แล้ววิเคราะห์ ถ้าเห็นด้วยก็สนับสนุนให้กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้บรรจุเรื่องพวกนี้ให้สมบูรณ์ไปยิ่งกว่านั้น ถ้าไม่เห็นด้วยเราอยากจะรู้ว่าสิ่งที่เรา คิดนั้นมันมีอะไรที่เป็นจุดอ่อนจุดแข็งที่อยากจะนำไปศึกษากันต่อ ก็กราบขอบพระคุณในขั้นนี้ ก่อนครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการปฏิรูป กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ต้องขอชี้แจงสั้น ๆ นะครับก่อนที่ท่านกรรมาธิการฝ่าย ที่ไม่เห็นด้วยจะชี้แจง
ประการแรกนะครับ ต้องทำความเข้าใจ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านอาจารย์อมร ได้อภิปรายว่ากรรมาธิการได้มีมติให้แยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องกราบเรียนว่ากรรมาธิการยังไม่เคยมีมตินะครับ แต่อาจจะเป็น เมื่อสักครู่นี้ถามแล้วท่าน เข้าใจว่าเป็นเรื่องอนุกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วมีมติโดยเสียงส่วนใหญ่ว่าขอให้แยกการ สอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อันนี้ก็เข้าใจตรงกันแล้ว แต่ขอให้สมาชิก ได้เข้าใจ
ประการที่สองที่ท่านอาจารย์อมรขอโหวตนะครับว่าให้แยกการสอบสวนออก จากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นก็กราบเรียนอีกเช่นกันครับว่ากรรมาธิการไม่ได้มีมติให้มาขอ โหวตในประเด็นดังกล่าวนี้
อีกประเด็นหนึ่งนะครับส่วนที่ขออนุญาตว่าที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ได้พูดพาดพิงเหมือนกับที่ผมไปทำอะไรผิดสักอย่างหนึ่ง แล้วไม่ต้องให้ผมขอโทษ แต่ท่านได้ ขอโทษอนุกรรมาธิการแทนนั้นผมก็เกรงว่าสมาชิกจะเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร หรือเผยแพร่ไปข้างนอกก็อาจจะทำให้ผมเสียหายได้ ก็ต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่มีการประชุมกัน ในวันศุกร์ที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่องของการพิจารณาในเรื่องให้ความเห็นของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมก็ได้เสนอความเห็นในส่วนตัวซึ่งเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘ ประกอบกับมาตรา ๓๑ ก็ให้ความเห็นว่าในเรื่องเกี่ยวกับการที่ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น ไม่ตรงกับมติ ก็เป็นที่เข้าใจตรงกันไปแล้ว ส่วนที่อภิปรายไปในทำนองว่าผมเองได้เสนอ ความคิดเห็นโดยอิสระใครจะได้เสียหรือไม่ อย่างไร ไม่เกี่ยวกับผม แล้วผมก็ทำหน้าที่ ด้วยความเป็นกลาง ก็เป็นเรื่องของผมใช้สิทธิในความคิดของผม ไม่เกี่ยวกับอนุกรรมาธิการ ที่ได้พิจารณาในเรื่องดังกล่าว ซึ่งสิ่งที่คิดอย่างนั้นต้องกราบเรียนว่าความเป็นอิสระในเรื่อง ของความคิดนั้นเป็นของสมาชิกของทุกท่าน ส่วนความระมัดระวังนั้นเป็นสิ่งที่ผมเอง พึงกระทำ เพราะอย่างน้อยที่สุดผมเป็นทนายความ ทำงานในหน้าที่มา ๓๐ ปี มีความเกี่ยวข้อง ในเรื่องของการสอบสวน เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบกับที่เรากำลัง ทำหน้าที่ตรงนี้อยู่ ซึ่งการจะสอบสวนแยกหรือไม่นั้นผมต้องฟังให้รอบด้าน เพราะผมจะต้อง มีความรอบคอบในการตัดสินใจ เนื่องจากว่าสิ่งที่เรากำลังจะตัดสินใจนั้นมีผลกระทบกับ คนทั้งประเทศ ดังนั้นความเป็นกลางความเป็นอิสระในเรื่องความระมัดระวังผมจึงต้องพึงมี แล้วก็คิดตระหนักว่าต้องมีให้มากที่สุด มิได้ที่จะไปกระทบกับความคิดเห็นของ อนุกรรมาธิการซึ่งมีอิสระอย่างเต็มที่ในการที่ได้ไปศึกษาแล้วก็จะตัดสินใจ ดังนั้นก็กราบเรียน ให้เข้าใจว่าขอบคุณท่านอนุกรรมาธิการทุกท่านที่สละเวลาด้วยความเหนื่อยยาก ด้วยความลำบาก ทำงานอย่างเต็มที่ แต่ผมไม่เคยที่จะไปก้าวล่วง แทรกแซง หรือไม่เห็นด้วย หรือขัดแย้งอะไร กับอนุกรรมาธิการเลย ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ก็กราบเรียนเพื่อทำความเข้าใจกัน อันนี้ ก็ขอชี้แจงให้ได้ทราบนะครับ ส่วนกรรมาธิการที่ไม่เห็นด้วยก็คงจะได้เสนอความเห็นต่อไป ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านอมร ค่ะ
ขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิพาดพิง เล็กน้อยครับ เพราะว่าเป็นความจริงอย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการได้พูดนะครับว่าเมื่อครู่ มีการพูดคุยกันในประเด็นเรื่องของกรณีที่พูดกันว่า กรรมาธิการมีมติให้แยกหรือไม่แยกอะไร อย่างนี้ ผมเองต้องเรียนโดยเจตนา ผมเองต้องการพูดในฐานะอนุกรรมาธิการ เพราะฉะนั้น ในความผิดพลาดอะไรคงต้องไปรีเทป (Re-tape) กันดู ซึ่งตรงนั้นก็ขอยืนยันว่าผมไม่ได้ มีเจตนาจะไปอ้างอิงเรื่องกรรมาธิการว่ามีมติอย่างไร
ส่วนประเด็นที่ ๒ ประธานโทษจริง ๆ ผมไม่เข้าใจเจตนาของท่านประธาน กรรมาธิการ เพราะว่าเจตนาของผมตั้งแต่การพูดถึงเรื่องของการแยกงานสอบสวนต่าง ๆ ออกไปจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ไม่ได้อ้างตรงไหนเลยว่าเป็นมติของกรรมาธิการ แล้วผมก็คิดว่าท่านที่ฟังอยู่ก็คงเข้าใจว่าอันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม แล้วเมื่อสักครู่นี้ ทางท่านรองประธานผู้ทำหน้าที่ประธานก็ได้กรุณาอย่างยิ่ง ได้ทำจดหมายน้อยมาเพื่อชี้แจง ว่าในเรื่องการเสนอญัตติใด ๆ ก็ตามก็เป็นอำนาจของท่านประธานที่จะต้องพิจารณาซึ่งเป็น สิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเดี๋ยวหลังจากที่ท่านสมาชิกได้ฟังกันครบถ้วน ทั้งเสียงส่วนใหญ่ หรือความเห็นส่วนใหญ่ที่เห็นในเรื่องของการแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ และเสียงส่วนน้อยที่ไม่ประสงค์จะให้แยกออก ผมจะขอใช้สิทธิในการเสนอญัตติ ดังกล่าว ส่วนท่านประธานจะพิจารณาอย่างไรก็สุดแท้แต่ แล้วก็ให้ที่ประชุมพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ
ยังไม่ได้ เสนอในตอนนี้หรอก ขอเชิญอีกฝ่ายหนึ่ง ขอเชิญผู้แทนอนุกรรมาธิการ
กระผม พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ สมาชิสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ในชั้นต้นก่อน ผมก็ขอไม่ใช้สิทธิที่ถูกพาดพิงอยู่หลายครั้ง ผมไม่ขอใช้สิทธิ ตรงนั้น ผมขออนุญาตเข้าไปในเนื้อหาดีกว่า กระผมขออนุญาตชี้แจงเหตุผลของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ในแบบที่ ๒ ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าควร ปฏิรูประบบงานสอบสวนให้เป็นหน่วยงานอิสระเช่นกัน แต่ยังคงอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ ดังนี้นะครับ
ก่อนอื่นกระผมขออนุญาตนำเรียนให้ทราบถึงข้อกฎหมายและทางปฏิบัติ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของตำรวจที่เกี่ยวข้องกับระบบงานสอบสวนเสียก่อน เพื่อยืนยันให้เห็นว่า หน้าที่ ความรับผิดชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ความผิดทางอาญาที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติที่มีโทษ ทางอาญาฉบับต่าง ๆ โดยตำรวจจะทำหน้าที่ในการป้องกันระงับยับยั้งมิให้มีการกระทำผิด เกิดขึ้นและหากการกระทำผิดนั้นเกิดขึ้นแล้ว ตำรวจก็จะมีหน้าที่สืบสวน สอบสวน จับกุม ส่งตัว ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อไป ทั้งเนื้องานที่รับผิดชอบ ทั้งตัวตำรวจที่รับผิดชอบ จะทำงานเกี่ยวเนื่องกันทั้งระบบ แยกออกจากกันไม่ได้ครับ
ในด้านของกฎหมายนี้ ก็จะเน้นที่ตัวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาซึ่งกำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจไว้ตั้งแต่มีการเริ่ม รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษ การที่จะให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน การที่จะให้ได้รับทราบ ข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด การออกหมายเรียก ขอหมายค้น หมายจับ การเข้าไปทำการค้น การเข้าจับกุม การปล่อยตัวชั่วคราว จนถึงการสรุปสำนวนทำความเห็นสั่งฟ้อง ไม่ฟ้องไปยัง พนักงานอัยการ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าวนี้ กำหนดให้มีการสืบสวน มีการสอบสวน มีการจับกุม ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องในการสอบสวน คดีอาญาทั้งระบบเพื่อที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงพิสูจน์ความผิดและเอาตัวผู้กระทำผิดมา ฟ้องร้องลงโทษ อันนี้เป็นข้อกฎหมาย จะชี้ให้เห็นว่าทั้งกระบวนการนั้นเป็นเรื่องของตำรวจ เกือบทั้งหมดเลย ทั้งนี้ในทางปฏิบัติของตำรวจนั้น มีการพัฒนาเรื่อย ๆ มาจนแยกสายการ ปฏิบัติงานออกเป็นสายสืบสวน เป็นสายสอบสวน เป็นสายป้องกันปราบปราม สายธุรการ ทางคดี รวมทั้งสายนิติวิทยาศาสตร์ การแบ่งสายงานต่าง ๆ นี้ เป็นเพียงการจัดแบ่งสายงาน ภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองที่ต้องการสร้างทักษะหรือความเชี่ยวชาญในงาน แต่ละด้าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งหมดนี้ก็เพื่อรองรับกระบวนการสอบสวนคดีอาญาทั้งระบบครับ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในแต่ละขั้นตอนเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการรับคำร้องทุกข์หรือรับแจ้งเหตุ การเข้าไประงับเหตุ การไปตรวจ สถานที่เกิดเหตุ การเก็บรวบรวมวัตถุพยานหลักฐานต่าง ๆ การเก็บลายพิมพ์นิ้วมือแฝง การสืบสวนรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด การสืบหาตัวผู้กระทำ ความผิด การไปขอหมายจับจากศาล การติดตามจับกุม ขอหมายค้น ปิดล้อมตรวจค้น ควบคุมตัว การผลัดฟ้อง ฝากขัง ตลอดจนการตรวจประวัติการทำความผิดในคดีอาญาอื่น ๆ ของผู้ต้องหา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นงานที่ตำรวจทุกสายงานต้องปฏิบัติร่วมกันให้ต่อเนื่อง และสอดคล้องกันอย่างมีเอกภาพ จากเนื้อหาในทางกฎหมายและเนื้อหาในทางปฏิบัติงาน ดังกล่าวนี่นะครับ จึงทำให้ตำรวจมีการจัดโครงสร้างและระบบการทำงานเพื่อรองรับ กระบวนการสอบสวนคดีอาญา โดยมีโครงข่ายเกี่ยวเนื่องกันทั้งระบบและทั้งองค์กร ซึ่งจะ ประกอบไปด้วยการจัดแบ่งกลุ่มงาน สายงานป้องกันปราบปราม งานสืบสวน งานสอบสวน งานพิสูจน์หลักฐาน งานทะเบียนประวัติอาชญากร งานเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมไปถึงการ จัดระบบงานของสถานีตำรวจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการสอบสวนกันทั้งสิ้น ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การลงบันทึกประจำวัน การพิมพ์มือ การควบคุมผู้ต้องหา การให้ประกันตัว การเปรียบเทียบปรับ งานหมายจับ งานสืบสวนติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด เป็นต้น งานต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็น กระบวนการเลยครับ ทั้งหมดนี้เพื่อการสอบสวนคดีอาญาแล้วก็ใช้ตำรวจในสายงานต่าง ๆ ไม่สามารถแยกออกจากกันได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงเอื้อกันทั้ง ระบบ จากเหตุผลทั้งในด้านข้อกฎหมายและเนื้อหาที่มีการพัฒนาต่อเนื่องมาจะเห็นได้ว่า ตำรวจนี้มีหน้าที่ใน ๒ ด้าน ด้านการป้องกันกับด้านการสอบสวนดำเนินคดี สายงานต่าง ๆ ที่จัดเอาไว้ ที่แบ่งเอาไว้ทั้งหมดนี้จะเอามาพัฒนาบูรณาการต่อเนื่อง เมื่อมีการกระทำ ความผิดเกิดขึ้น จนกระทั่งถึงส่งตัวผู้ต้องหาที่กระทำความผิดไปให้ทางพนักงานอัยการ แยกออกจากกันไม่ได้ครับ ตัวปัญหาเองจริง ๆ ของระบบการสอบสวนที่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมฝ่ายแรกที่ได้นำมาเสนอไว้แล้วนั้น จะปรากฏ รายละเอียดอยู่ในหน้าที่ ๑๙ ของเอกสารที่ได้แจกต่อที่ประชุม ปัญหาดังกล่าวนี้พอที่จะสรุป ได้ว่ามีอยู่ ๔-๕ กลุ่มด้วยกัน กระผมขออนุญาตพาที่ประชุมลงไปดูถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น จริง ๆ และจะดูสิว่าสภาพปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สามารถแก้ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ เองจริง ๆ หรือ ไม่สามารถปฏิรูประบบการทำงานต่าง ๆ ได้จริงหรือ ต้องแยกทั้งหมดออกไป อยู่หน่วยงานอื่นจริงหรือ และหน่วยงานอื่นที่แยกไปนั้นปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวจะแก้ไข ได้จริงหรือ จะหมดไปจริงหรือหรือไม่มีปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นจะเกิดขึ้น กระผมขออนุญาต นะครับ จะชี้แจงไปทีละประเด็น ๒ ประเด็นให้ครบนะครับ
ปัญหากลุ่มแรกที่ฟังจากเมื่อสักครู่หรือปรากฏเอกสารอยู่ในหน้า ๑๙ ของรายงานฉบับนี้นะครับ จะเป็นเรื่องของการไม่รับคำร้องทุกข์ การแจ้งข้อกล่าวหาที่เกิน ความจริง การดึงพยานหลักฐานออก การสร้างพยานหลักฐานเท็จหรือมีการแทรกแซง จากผู้บังคับบัญชา โดยเฉพาะจากผู้กำกับสถานีหรือจากบุคคลภายนอก ผมเห็นว่าทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของคนที่ไม่ดีเลยครับ ตำรวจที่ไม่ดีเลยครับ ทั้งคนสั่งคนทำเป็นเรื่องการทุจริต ต่อหน้าที่โดยแท้เลย ไม่ใช่เรื่องความเป็นอิสระในการทำงานหรืออะไรทั้งสิ้นนะครับ แต่เป็น เรื่องการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เรื่องเมื่อเกิดขึ้นฟังแล้วทั้งหมดนี้มันก็เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ที่แต่ละคนไปกระทำความผิด ไม่ใช่เรื่องของระบบ ซึ่งเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้วมีการร้องเรียนขึ้นเช่นนี้ ก็จะต้องมีการปฏิรูปครับ ปฏิรูปในเรื่องการรับเรื่องร้องเรียนให้เป็นไปโดยความรวดเร็ว เข้าถึงได้ง่าย และโดยเฉพาะต้องเก็บความลับและรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ร้องเอาไว้ ระบบการดำเนินการทางวินัยและการดำเนินการทางคดีอาญากับข้าราชการตำรวจเหล่านี้ ต้องเป็นไปโดยเข้มงวด รวดเร็ว และได้ผลอย่างจริงจัง ผมยังเชื่ออยู่นะครับว่าระบบต่าง ๆ เหล่านี้ทุกวันนี้ยังอ่อนด้อยอยู่ ยังไม่สนับสนุนแก่การร้องเรียน เพราะฉะนั้นก็ควรจะให้ปฏิรูป ในระบบเหล่านี้ให้มีความเข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ปัญหาในกลุ่มที่ ๒ จะพูดถึงเรื่องขวัญกำลังใจ เรื่องการเจริญก้าวหน้าของ สายงานสอบสวน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจนะครับ สมควรอย่างยิ่งที่จะให้มีการปฏิรูป ในสายงานสอบสวน ซึ่งก็สามารถกระทำได้ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองอีกเช่นกันครับ ทั้งนี้โดยกำหนดให้มีตำแหน่งในสายงานสอบสวนเป็นตำแหน่งควบหรือตำแหน่งเลื่อนไหล เป็นลำดับไป ตั้งแต่ชั้นระดับสถานี ระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ ตามคุณภาพของคดีที่จะให้รับผิดชอบ และควรให้มีการกำหนดค่าตอบแทน ค่าการทำ สำนวนให้กับพนักงานสอบสวน ปัจจุบันได้รับอยู่ประมาณ ๕๐๐ บาทบ้าง ๑,๐๐๐ บาทบ้าง ๑,๕๐๐ บาทบ้าง รวมทั้งเงินประจำตำแหน่งให้ได้รับเพิ่มขึ้นในจำนวนที่เหมาะสม รวมทั้ง อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับพนักงานสอบสวน การปฏิรูปดังกล่าวนี้ ก็เช่นกัน รัฐต้องจัดสรรหาเงินงบประมาณได้และโดยไม่ต้องแยกหน่วยงานออกไป เพราะที่สุดแล้วก็เป็นงบประมาณของรัฐก้อนเดียวกันนั่นละครับ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่หน่วยงานไหน
ปัญหาต่อมาเป็นปัญหากลุ่มที่ ๓ จะเป็นข้อจำกัดของพนักงานสอบสวน ในด้านการบริหารงานบุคคล เช่น เรื่องชั้นยศที่ไม่ควรจะใช้กับตำรวจที่ทำหน้าที่สอบสวน เรื่องสายการบังคับบัญชาที่ยืดยาวที่ได้กล่าวถึงไว้ รวมทั้งระเบียบวินัยที่อ้างว่าเคร่งครัดแบบทหาร ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติของสายงานสอบสวน กระผมขออนุญาตชี้แจงเป็นเรื่อง ๆ ไป
ในเรื่องแรกที่เกี่ยวกับการบริหารบุคคลในเรื่องของชั้นยศ พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๘ ได้กำหนดไว้ให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาให้มีตำรวจที่ไม่มียศได้ ขณะนี้ทางรัฐบาลกำลังตราพระราชกฤษฎีกาตัวนี้อยู่และสามารถออกมาใช้กับพนักงาน สอบสวนให้เป็นตำรวจที่ไม่มียศได้หากเหมาะสม และเมื่อเป็นตำรวจที่ไม่มียศแล้ว บทบัญญัติดังกล่าวยังได้กำหนดไว้ด้วยว่าให้ข้าราชการตำรวจที่ไม่มียศเหล่านี้ใช้ การบริหารงานบุคคลโดยนำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้ ซึ่งก็จะ เหมาะสมกับข้าราชการตำรวจที่ไม่มียศเหล่านี้ในเรื่องของพนักงานสอบสวนด้วยเช่นกัน
ต่อมาในเรื่องสายการบังคับบัญชาที่ยืดยาวนั้น ในความเป็นจริงก็เป็นปัญหา จริง ๆ ของตำรวจที่มีสายการบังคับบัญชาที่ยืดยาว ท่านลองสังเกตดู คนที่ทำงานจริง ๆ เหมือนจะอยู่ในสถานีตำรวจแล้วก็จะเห็นกันอยู่ตรงนั้น พอสูงกว่านั้นเป็นระดับกองบังคับการ ระดับกองบัญชาการ ระดับภาค และระดับ ต.ร. เกือบ ๆ จะกลายเป็นผู้บริหารไปเกือบหมด นะครับ แต่อย่างไรก็ตามนั่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งเดี๋ยวถ้ามีเวลาผมจะพูดถึงนะครับว่าจะต้อง มีการปรับปรุงดึงลงมาให้ทำงานให้เหมาะสมทั้ง ๓ หรือ ๔ ระดับที่ว่านี้ แต่ย้อนกลับมาที่ สายงานสอบสวนนะครับ สายการบังคับบัญชาไม่ได้ยืดยาวอย่างที่ว่า ทั้งนี้เพราะเมื่อทำ การสอบสวนการมีความเห็นในทางคดีก่อนจะส่งพนักงานอัยการนั้นเป็นเรื่องของผู้กำกับการ หัวหน้าสถานีนั้น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตามมาตรา ๑๘ แห่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็จะอยู่แค่นี้ละครับ แล้วสำนวนนั้นก็ไปทางอัยการเลย มันก็ไม่ได้สอบสวนไปอะไรอย่างที่ว่าเลย กระผมขออนุญาตนะครับ
ต่อไปเป็นประเด็นที่ว่า มีการดำเนินการทางวินัยที่เคร่งครัดแบบทหาร ในเรื่องนี้จริงครับ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ พ.ร.บ. วินัยตำรวจนั้นไปลอก พ.ร.บ. วินัยทหารมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ กฎหมายตัวนี้ตอนนี้ยกเลิกไปแล้วครับ พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ นั้น ในหมวด ๕ ว่าด้วยเรื่องวินัย การรักษาวินัย จนกระทั่งถึงหมวด ๙ มาตรา ๗๗ ถึงมาตรา ๑๐๖ มีหลักการดำเนินการทางวินัยในลักษณะเดียวกับทางพลเรือน เลยครับ มีลักษณะเดียวกัน เพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นพนักงานสอบสวนแล้ว มีวินัยแบบทหารนั้น ก็ไม่จริง จริงอยู่อาจจะมีบางส่วน เช่น โทษที่กำหนดไว้ มีทั้งโทษกักยาม ทัณฑกรรมก็มี แล้วก็มีโทษที่ว่าตัดเงินเดือนก็มี จะสังเกตเห็นว่ามีโทษอยู่ ๒ แบบ เอากับเนื้อกับตัวครับ กักยาม ทัณฑกรรม ซึ่งเป็นโทษของทางฝ่ายทหารเอากับเนื้อกับตัว แต่ทางฝ่ายพลเรือนนั้น เขาจะมีโทษที่เกี่ยวกับเงิน ก็คือการตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน ทั้ง ๒ แบบนี้พลเรือนเขาก็ ใช้แบบนั้น แต่พอตำรวจมันมีหน้างานอยู่หลายหน้า ถ้าพนักงานสอบสวนก็เป็นหน้างานหนึ่ง แต่ชั้นประทวน หรือผู้ที่เข้าทำการป้องกันปราบปรามจับกุม ซึ่งต้องสั่งการให้ทำตามมันก็เลย มีโทษทั้ง ๒ อย่าง ผสมอยู่ในตัวเดียวกัน แต่ก็มีระเบียบย่อยเอาไว้ให้ใช้ในกรณีใด ๆ ตามความที่เหมาะสมหรือตามความเป็นจริงของเขา ส่วนประเด็นต่อมาที่มีความเห็นว่าควร ให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างผู้ที่ทำการจับกุมใช้กำลังอาวุธกับพนักงานสอบสวน ไม่ควร ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของบุคคลคนเดียวกันนั้น ในเรื่องนี้ขอเรียนว่าตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา หรือร่างรัฐธรรมนูญที่สภาปฏิรูปแห่งชาติเพิ่งพิจารณาผ่านไป รวมทั้งที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การจะจับนั้นต้องไปขอหมาย จากศาล ผู้ที่ไปขอหมายจับจากศาล คือพนักงานสอบสวนครับ เมื่อมีหมายจับแล้วเท่านั้น ตำรวจที่จะไปทำการจับกุมถึงจะได้ไปทำการจับตามหมายครับ ไม่ใช่ว่าตำรวจสายงานอื่น ไม่ใช่ว่าตำรวจคนไหนนึกอยากจะไปจับใครแล้วก็ไปจับได้เลย จะมีจับอยู่ได้ประการเดียวครับ คือกรณีความผิดซึ่งหน้า ทุกวันนี้หลักเกณฑ์ในเรื่องการจับในกรณีความผิดซึ่งหน้าก็ได้ออก วิธีการออกมาที่ค่อนข้างจะเข้มงวด เคร่งครัดนะครับ ปกติแล้วพนักงานสอบสวนในฐานะ เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ มีหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องไปติดตาม จับกุม ผู้กระทำความผิดตามหมายจับดังกล่าว เพื่อนำเอาตัวมาสอบสวน สั่งฟ้องไปยัง พนักงานอัยการ แต่เหตุที่ให้ตำรวจในสายงานป้องกันไปจับนั้น เนื่องจากอาจเกิดการต่อสู้ ขัดขวางได้นะครับ ผู้ที่จะไปดำเนินการนั้นก็คงจะต้องมีทักษะ มีประสบการณ์ มียุทธวิธี ในการเข้าปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม ทั้งเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เอง ของประชาชน ที่อยู่รอบข้าง และแม้กระทั่งตัวผู้ต้องหาเองนะครับ เอกภาพในการสั่งการของผู้บังคับบัญชา ผู้รับผิดชอบทั้งการจับและการสอบสวนนี้ ผมยังเชื่อว่าควรจะต้องเป็นคนเดียวกันอยู่นะครับ และในระบบสากลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นระบบกล่าวหาที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของตำรวจทั้งหมด ในการสอบสวน โดยมีอัยการเป็นผู้ตรวจสอบถ่วงดุล และในระบบไต่สวนที่ให้อัยการ เข้ามาร่วมสอบสวนทั้ง ๒ ระบบนี้ไม่ได้ตัดอำนาจ หรือแยกการจับ และการสอบออกจากกัน ไว้แต่อย่างใดครับ
กล่าวโดยสรุปนะครับ กระผมและคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรมส่วนข้างน้อยเห็นร่วมกันว่างานสอบสวนสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวได้ด้วยการปฏิรูประบบงานสอบสวนภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง โดยไม่ต้อง แยกสายงานสืบสวน หรือสายงานใดออกไป ทั้งนี้การปฏิรูปการสอบสวน นอกจากในเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวที่กล่าวถึงไปบางส่วนแล้ว กรรมาธิการเสียงข้างน้อยยังเห็นสมควรให้มีการปฏิรูป โดยจัดให้มีสายงานสอบสวน หรือแท่งตำแหน่งพนักงานสอบสวนให้เป็นตำแหน่งที่เลื่อนไหล ได้อย่างเหมาะสมกับความสำคัญ ซับซ้อน ยุ่งยากของคดีไปจนถึงตำแหน่งในระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มีการปรับปรุงระบบคุณภาพและคุณสมบัติ ของพนักงานสอบสวนให้เหมาะสมกับคดีที่เกิด ให้หัวหน้ากลุ่มในสายงานสอบสวน ในแต่ละระดับด้วยกันเองเป็นผู้มีความเห็นในคดี จัดให้มีระบบการรับคดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มศักยภาพให้มีการสืบสวน สอบสวนที่เที่ยงตรง รวดเร็ว และเป็นธรรม เน้นสถานีตำรวจ ในงานด้านป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบให้มากขึ้น ลดภาระ การสอบสวนดำเนินคดีในระดับสถานีลง ปรับปรุงระบบงานด้านป้องกันปราบปราม การสืบสวน สอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ให้มีความเป็นอิสระ ทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ และมี ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่ง ที่เป็นธรรม โดยให้บัญญัติไว้ให้ชัดเจนในกฎหมาย ให้ใช้หลักอาวุโส ใช้แบบการประเมินวัดผล การทำงานที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่ตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม ให้ได้ตำรวจที่ดี ให้ได้ตำรวจ ที่มีความสามารถเข้าทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นการปฏิรูปในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องแยกสายงานใดออกไปจากตำรวจครับ
สรุปผลของการพิจารณานะครับ จากข้อกฎหมายตามประเด็นการศึกษา ดังกล่าวข้างต้น การสอบสวนคดีอาญาจะแยกงานสอบสวนออกไปจากสำนักงานตำรวจ แห่งชาติเพียงสายงานเดียวเป็นเรื่องที่กระทำไม่ได้ ทั้งตามข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง หรือเนื้อหาของงานที่ต้องปฏิบัติ แต่ถ้าต้องการจะทำผมก็ยังลองคิดต่อไปว่าถ้าต้องการจะทำ จะทำได้แค่ไหน เพียงไร ผมยังมองเห็นนะครับว่าอาจจะทำได้เหมือนกัน โดยการแก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในที่นี้ก็คือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และน่าจะ ทำได้ใน ๓ รูปแบบนะครับ แต่ที่ผมจะพูดให้เห็นจะเห็นว่าไม่ว่าจะเลือกรูปแบบไหนก็จะมี ปัญหาตามมาด้วยกันทั้งสิ้นนะครับ
แบบแรกนะครับ จะให้มีการแยกโดยแยกตำรวจที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวน ไปทั้งระบบเลย ในกรณีนี้ครับ ทั้งเจ้าหน้าที่ในกลุ่มงานสืบสวน และในกลุ่มงานป้องกัน ปราบปรามที่ทำหน้าที่อยู่ในสถานีตำรวจ อยู่ในกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และอยู่ ในกองบังคับการตำรวจภูธร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานบางหน่วยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนคดีอาญา เช่น กองบังคับการตำรวจปราบปราม กองตำรวจ ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบังคับการปรามปราบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบังคับการความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เหล่านี้ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำการสอบสวน รวมทั้งกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลการข่าวอาชญากรรมไว้ทั้งหมดของทั้งประเทศ หน่วยงานสารสนเทศ ที่จัดทำระบบฐานข้อมูลอาชญากรรม สถาบันส่งเสริมและพัฒนางานสอบสวน สำนักงาน กฎหมายและคดีเป็นต้น ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนทั้งหมด แล้วก็คงต้องรวมถึง การโอนทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน งบประมาณและข้าราชการ กลุ่มงานเหล่านี้ไปทั้งหมดด้วย ซึ่งผมเห็นว่าก็จะเหมือนกับการนำเอาหน่วยงานของตำรวจทั้งระบบ อุปกรณ์ สิ่งของ ทรัพย์สิน รวมทั้งอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบไปโดยไม่เรียกชื่อว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เท่านั้น ซึ่งก็จะไม่เกิดผลเปลี่ยนแปลงอะไรแต่อย่างใด และไม่มีหลักประกันใดว่าการแยกไป อย่างนี้จะแก้ปัญหาได้
ในแบบที่ ๒ ถ้าจะตั้งเป็นส่วนราชการสอบสวนใหม่ ไปตั้งใหม่เลยนะครับ โดยไม่เอาตำรวจไปทั้งระบบ แต่จะไปหาคนใหม่มาทำการแทน แล้วก็อาจจะใช้วิธีสอบถาม ความสมัครใจโอนบุคลากรบางส่วนตามออกไป ผมว่าแบบนี้ที่สุดแล้ว นอกจากจะให้มี พนักงานสอบสวนแล้ว หน่วยงานดังกล่าวนั้นก็จะต้องสร้างผู้ที่ทำหน้าที่สืบสวน ต้องสร้าง ผู้ที่ทำหน้าที่จับกุมและเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ที่จะช่วยงานสอบสวนขึ้นมาเต็มระบบ แบบดีเอสไอ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ท้ายที่สุดแล้วก็สร้างเจ้าหน้าที่ทุกอย่างมาเหมือนกับองค์กร ที่ตำรวจพัฒนาสร้างขึ้นมาเช่นกันในการดำเนินการสอบสวนทั้งระบบ ก็ไม่มีหลักประกันใด ที่จะยืนยันได้ว่า หน่วยงานที่ตั้งใหม่ดังกล่าวจะใช้เวลานานเท่าใดถึงจะพัฒนาทักษะหรือ มีประสิทธิภาพในการทำการสอบสวนคดีอาญาทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เริ่มการรับเรื่องร้องทุกข์ การแสวงหาข้อเท็จจริง การรวบรวมพยานหลักฐาน การนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ผมเห็น ว่าเป็นการลงทุนของรัฐที่น่าจะไม่คุ้มค่า ไม่อาจเกิดผลสัมฤทธิ์ได้มากเท่ากับว่าทำการปฏิรูป หน่วยงานตำรวจที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น นอกจากนั้นแล้ว ถ้าใช้วิธีนี้ตำรวจที่เหลืออยู่ที่ไม่ได้โอนไปก็จะมีหน้าที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียว ก็คือทำหน้าที่ สายตรวจเท่านั้นเอง ตำรวจอีก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่เหลืออยู่อย่างนี้ จะจัดการอย่างไร จะดำเนินการอย่างไร จะโอนไปเมื่อไร หรือกระจายไปทำอย่างไรกระผมว่าก็เป็นปัญหาที่จะ ตามมาอีกส่วนหนึ่งครับ
ส่วนแบบสุดท้ายเป็นแบบที่ ๓ ถ้าจะให้โอนไปเฉพาะตำรวจที่เป็นพนักงาน สอบสวน โอนไปเฉพาะตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนอย่างเดียว งานที่เหลือส่วนใหญ่ยังคง ให้ตำรวจทำอยู่ โดยคิดว่าจะใช้การประสานงานกัน กระผมเห็นว่าในแบบที่ ๓ นี้ ขนาดอยู่ ด้วยกันแล้วในขณะนี้ในสถานีต่าง ๆ ในกองบังคับการต่าง ๆ ขนาดอยู่ด้วยกัน บางสถานี บางหน่วย ตำรวจบางรายยังไม่ค่อยจะร่วมมือกันทำงาน ยังเกี่ยงกันทำงานอยู่เลย แล้วบางครั้งก็ขัดแย้งกัน ต้องมีผู้บังคับบัญชาคอยสั่ง คอยควบคุมกำกับดูแล ผมเห็นว่าหาก แยกกันไปแล้วก็ไปต่างคนต่างทำ เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวนในขั้นตอนแรกซึ่งถือว่างานสอบสวนเริ่มขึ้นแล้ว ใครจะทำอะไรต่อไป ในขั้นตอนไหน ใครไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ใครเป็นคนรับผิดชอบกับข้อมูล ข้อเท็จจริง พยานหลักฐานทั้งหมด ใครเป็นคนไปสืบ ใครเป็นคนไปสอบสวนหรือหาพยานหลักฐาน ต่าง ๆ มา จะต้องแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แบ่งหน้าที่การงานระหว่าง ตำรวจกับพนักงานสอบสวนที่จะแยกไปนั้นกันอย่างไร จะให้ใครทำอะไร รับผิดชอบกัน อย่างไร ใครทำก่อนทำหลัง จะร่วมมือประสานกันอย่างไร ใครประสานกับใคร เกิดความเสียหาย ใครรับผิดชอบขึ้นมา การดำเนินการดังกล่าวเป็นการดำเนินคดีอาญา การตรวจค้น จับกุม การได้มาซึ่งพยานหลักฐานต่าง ๆ ถ้ามีปัญหาทั้งที่มาและวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะส่งผลให้สำนวนเสียไปทั้งคดี กระผมว่าการสอบสวนคดีอาญาแบบนี้น่าจะเสื่อมถอยด้อย ประสิทธิภาพลงอย่างแน่นอนครับ โดยสรุปการปฏิรูปโดยแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจ ทั้ง ๓ แบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบใด คนที่เดือดร้อนที่สุดคงจะไม่ใช่ตำรวจ แต่ผมว่าคงจะเป็น ประชาชนครับ
จากเหตุผลดังกล่าว กระผมและคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย จึงเห็นร่วมกันว่าสมควรปฏิรูประบบการสอบสวน ของตำรวจให้มีความเป็นอิสระ มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและมีความเป็นธรรมในการปฏิบัติ หน้าที่และปฏิรูปในเรื่องต่าง ๆ ที่กระผมได้นำกล่าวมาข้างต้น ทั้งระบบ โดยไม่จำเป็นต้อง แยกออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นแบบที่ ๒ ที่เสนอให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ พิจารณา กราบขอบพระคุณครับ
ขออนุญาตครับ ขออนุญาตท่านประธาน
ตรงไหนคะนี่
ขออนุญาตครับ ทางนี้ครับ หลังสุดเลยครับ
คือ ท่านประสาร ยกมือไว้ก่อน เดี๋ยวขอเชิญท่านประสารก่อนได้ไหมคะ
ผมยกมือนานแล้วนะครับ พอดีท่านประธาน หันหน้าไปทางโน้น ขออนุญาตปรึกษาหารือครับ
เชิญค่ะ
ขอเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ หมายเลข ๒๔๘ ขออนุญาตปรึกษาหารือ เนื่องจากว่าฟังในเรื่อง การปฏิรูปตำรวจมาพอสมควรแล้ว แล้วก็ดูเหมือนว่าในคณะกรรมาธิการเองก็มีเสียง ที่อภิปรายกันไปกันมาแล้วไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว ถ้าเผื่อได้ฟังการอภิปรายของข้างล่างอีก ประมาณ ๒๐ กว่าคนผมว่าอาจจะไปกันคนละทิศคนละทางยิ่งหนักยิ่งกว่านี้ เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมขึ้นมา แล้วก็นำไปพิจารณา ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองของผมเองนี้ก็มีคนเสียงข้างน้อยอย่างนี้เยอะและ หลายประเด็นด้วย ๓๐ ประเด็น ถ้าเผื่อเอามาพูดในสภาตรงนี้ทั้งหมดมันก็อาจจะเสียเวลา อีกหลายวัน ผมคิดว่าเราควรจะใช้เวลาในสภานี้ให้เกิดประโยชน์มากกว่า ให้ไปร่วมระดม สมองคุยกันก่อนแล้วก็ค่อยมาเสนอ ผมว่าน่าจะดีกว่าครับ ขอบคุณครับ
เป็นสิทธิ ของสมาชิกค่ะที่จะให้ความเห็นในสิ่งที่คณะกรรมาธิการเขานำเสนอมา เพราะฉะนั้นอย่างไร ก็ตามแต่วันนี้ก็คงต้องดำเนินการไป ขอเชิญท่านประสารค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ ประสาร มฤคพิทักษ์ ฟังจากการชี้แจงของกรรมาธิการแล้วผมดูเหมือนจะมึนด้วยกันทั้งนั้นนะครับ เพราะเหตุว่า ไม่มีความเป็นเอกภาพ และเมื่อในกรรมาธิการก็ไม่สามารถมีเอกภาพได้แล้วบรรดาพวกเรา ซึ่งรอฟังอยู่หรืออภิปรายก็คงจะมีความสับสนพอสมควรนะครับ ผมขอเสนออย่างนี้ครับว่า ถ้าเผื่อกรรมาธิการไม่สามารถหาเอกภาพกันได้ก็กรุณากลับไปทบทวนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องความเป็นอิสระของการสอบสวน อันนี้เป็นวิธีที่หนึ่ง หรือวิธีที่สองก็คืออย่าง ที่พลเอก เอกชัยพูดนะครับว่าทำอย่างไรถึงจะให้ ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็แปลว่าควรจะให้ กรรมาธิการชุดอื่นเข้ามามีส่วนร่วมกลายเป็นบูรณาการ อาจจะบริหารราชการแผ่นดิน หรืออาจจะกระจายอำนาจ อาจจะปฏิรูปการเมืองบวกยุติธรรมเป็น ๔ คณะร่วมกัน พิจารณาแล้วมันจะได้มีข้อยุติที่สามารถจะหาข้อตกลงได้ มิฉะนั้นก็คงจะหาข้อยุติกันไม่ได้ คือแม้แต่กรรมาธิการเองก็ยังสับสนอยู่อย่างนี้นะครับ ขอบพระคุณครับ
ความเห็นของคณะกรรมาธิการจบแล้วใช่ไหมคะ คือท่านไม่ต้องสงวนหารือแล้วค่ะ พอแล้วค่ะ ท่านเสนอมามากพอแล้วที่สมาชิกจะสามารถให้ความเห็น เพราะวันนี้คือการนำเสนอในวันนี้ ก็คืออยากจะฟังความเห็นจากสมาชิกซึ่งแน่นอนท่านมีความเห็นที่น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อการที่คณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการจะต้องนำไปดำเนินการพิจารณาต่ออย่างที่ ท่านได้ความเห็นนั่นละค่ะ ที่ท่านได้เสนอว่าควรจะต้องไปพิจารณาต่อไป ซึ่งก็คงจะต้อง ดำเนินการเช่นนั้น แต่ว่าหลังจากที่ท่านทั้งหลายซึ่งได้ฟังแล้ว ความจริงแล้วถึงแม้ว่าท่าน จะฟังหรือไม่ฟังเราก็เป็นประชาชนของบ้านนี้เมืองนี้เราก็รู้ เราก็มีข้อมูลกันที่ระดับหนึ่ง อยู่แล้วทุกคน เพราะฉะนั้นความเห็นของท่านที่จะให้ต่อคณะกรรมาธิการกลับไปดิฉันคิดว่า น่าจะมีค่าอย่างยิ่งที่เขาจะได้นำไปประกอบการพิจารณาในรายละเอียดต่อไปค่ะ ขอเชิญค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้แทนจากจังหวัดลำพูน ขออนุญาตเสนอญัตติ ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๓ ให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อนครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้อง ดิฉันก็จะถามมติเลยว่า
ท่านประธานครับ ก่อนที่จะถามมติผมขอให้ข้อมูลให้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่อง
เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกราบเรียนท่านประธาน และที่ประชุมครับว่า การรายงานของคณะกรรมาธิการในวันนี้เป็นการรายงานหลังจากที่ได้มี การศึกษาโดยกรรมาธิการได้มอบให้ท่านอนุกรรมาธิการได้ไปศึกษา ส่วนแนวทางการทำงานนั้นเดิมทีถ้าหากว่าท่านประธานจะจำได้ว่าเราได้มีการประชุม คณะกรรมาธิการวิสัยทัศน์ แล้วก็กำหนดแนวทางการปฏิรูปไว้ ซึ่งวาระของการปฏิรูปตำรวจนี้ เป็นวาระหนึ่งอยู่ในแนวทางที่กำหนดไว้ ซึ่งการตกลงของการประชุมในคราวดังกล่าวได้ ตกลงกันไว้ว่า ในการศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจนี้ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมาธิการ ประมาณ ๔-๕ คณะ มีคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง คณะกรรมาธิการการบริหาราชการแผ่นดิน คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และอีกสัก ๑ หรือ ๒ กรรมาธิการครับ ที่ได้กำหนดไว้ว่าให้เป็นผู้พิจารณาศึกษาในเรื่องนี้ ซึ่งในการประชุมดังกล่าวนั้นได้มอบให้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เป็นเจ้าภาพ แต่เนื่องจาก ในคณะกรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้มีการศึกษาไประดับหนึ่งแล้ว ก็เลย ขอเป็นว่าให้ไปแล้วในประธานแต่ละคณะ ๔-๕ คณะก็ได้มาตกลงกันว่าให้คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมดำเนินการให้แล้วเสร็จ แล้วให้นำเข้ามาเพื่อให้ กรรมาธิการ ๔-๕ คณะดังกล่าวได้พิจารณาต่อไป เดี๋ยวครับท่านใจเย็น ๆ นิดหนึ่ง ผมเข้าใจว่า ญัตติที่ท่านเสนอไว้จะเลื่อน แต่สิ่งที่ผมนำเสนอท่านนี้อาจจะทำให้ท่านได้ตัดสินใจง่ายขึ้น ดังนั้นจากข้อตกลงดังกล่าวนั้นก็เลยนำมาสู่การประชุมในวันนี้ ผมก็ได้นำเรื่องไปกราบหารือ ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติว่าจะให้ส่งไปให้กรรมาธิการ ๔-๕ คณะนั้นพิจารณาเลย หรือไม่ ท่านก็ให้คำแนะนำว่าน่าจะมารับฟังสมาชิกก่อน ซึ่งก็เลยนำเข้ามาในวันนี้ ส่วนเมื่อ พิจารณาในวันนี้แล้วจะให้ความคิดเห็นและข้อที่ได้ไปศึกษามาทั้งหมดนั้นจะส่งไปให้ กรรมาธิการ ๔-๕ คณะ ซึ่งท่านประธานควรจะไปตั้งคณะชุดใหม่ขึ้นมาไปศึกษาต่อนั้นก็จะ เป็นแนวทางที่ได้ตกลงกันไว้เดิม ดังนั้นจะฟังให้ครบถ้อยกระบวนความหรือไม่ ก็สุดแต่ ท่านประธาน แต่กระบวนการขั้นตอนที่ได้ตกลงและทำกันมานั้นอยู่ในแนวทางที่ผมได้กราบเรียน ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญ ท่านวันชัยค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในคณะกรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กราบเรียนต่อท่านประธานว่าเรื่องนี้แม้เอากลับเข้าไปสู่ที่ประชุม เราก็จะเป็นอย่างนี้ละครับ เพราะเรามีความเห็นที่ไม่ค่อยจะตรงกัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นัก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ได้มี การปรึกษาหารือกันว่าเราก็เอาเข้ามาทั้ง ๒ ความเห็น เพื่อจะให้ที่ประชุมนั้นได้โปรด พิจารณา แต่เมื่อฟังบรรยากาศจากที่ประชุมแล้ว แล้วก็พิจารณาแล้วเพื่อความเรียบร้อยดังที่ ท่านประธานได้มีการประชุมเรื่องวิสัยทัศน์ไว้ว่า เรื่องของกิจการตำรวจนั้นมีเจ้าภาพอยู่ ๕ คณะ ก็คือกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดิน กรรมาธิการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมาธิการปฏิรูป การเมือง และกรรมาธิการปฏิรูปการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านไปดูในหนังสือ วิสัยทัศน์ ๓๖ วาระได้ว่า เจ้าภาพมีอยู่ ๕ คณะ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เป็นไปตามที่เราได้มี การประชุมปรึกษาหารือ ผมขอความกรุณากราบเรียนต่อท่านประธานว่าเรื่องนี้อยากให้ ที่ประชุมโดยท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติได้โปรดตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ เสียโดยใช้บุคคลทั้ง ๕ คณะเข้าไปทำการศึกษาต่อจากคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรม แล้วนำเข้ามาสู่ที่ประชุมอีกครั้งหนึ่ง ผมว่าน่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถ้ากลับไปสู่คณะของผมเดิม ผมก็ยังเอาตัวไม่ค่อยจะรอดเลยท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านอย่าทำอย่างนั้นเลยครับ ผมอยากจะขอความกรุณาที่ประชุมด้วยความเคารพจริง ๆ เพื่อให้งานปฏิรูปตำรวจสำเร็จ และเดินไปได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านประธานที่เคารพผมว่าเมื่อมีญัตติแล้ว ท่านประธานก็น่าจะพูดเรื่องญัตตินะครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนะครับ ท่านประธานครับ ผม บัญชา ในฐานะกรรมาธิการนะครับ คืออย่างนี้นะครับท่านครับ
ท่านรอก่อนได้ไหมคะ ขอความกรุณาว่าสมาชิกพูดทีละท่านได้ไหมคะ แล้วก็ให้เสร็จไปทีละคนค่ะ ถ้าเผื่อว่าไม่อย่างนั้นคือเขาตีกันยุ่งดิฉันไม่ทราบจะฟังใครค่ะ เพราะฉะนั้นท่านวิริยะว่า อย่างไร
ท่านประธานที่เคารพครับ คือผมคิดว่าเมื่อมี ญัตติว่าจะให้เลื่อนไม่เลื่อนก็ควรจะถกประเด็นนี้ ไม่ควรจะไปประเด็นอื่น ถ้าไปประเด็นอื่น เดี๋ยวญัตติมันจะตกไป
ยังไม่ได้ไปประเด็นอื่นค่ะ เพราะยังไม่มีใครเสนอเป็นญัตติอื่นค่ะ เพราะฉะนั้นท่าน
ผมยังเห็นว่าอยากให้เดินหน้าต่อครับ ท่านประธาน เมื่อเราพูดมาจนเกือบจะหมดอยู่แล้ว แล้วก็ฟังความคิดเห็นอื่นแล้วก็ไปจบว่า เสนอให้มีครอส คัทติง (Cross cutting) ตอนหลังก็ได้นะครับ แล้วท่านอื่นก็จะได้รับฟังจาก ที่นี่ แล้วก็ไปคิดต่อแล้วเอากลับมา ผมคิดว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นควรจะเดินหน้าต่อ ครับท่านประธานครับ ผมไม่เห็นว่าควรจะเลื่อน ถ้าเลื่อนแล้วผมคิดว่ามันจะทำให้เสียเวลา ชุดอื่น เพราะเลื่อนหมายความว่ามันก็ต้องกลับมาพูดใหม่ กลับมาพูดใหม่มันก็ไปกระทบ ชุดอื่นที่เขาเข้าคิวรออยู่แล้วนะครับท่านประธาน
ถ้าอย่างนั้นท่านวิริยะเสนอเป็นญัตติว่าไม่เลื่อนถูกไหมคะ
ใช่ครับท่านประธาน
ท่านยังไม่ได้เสนอค่ะ
ผมขอเสนอญัตติให้เดินหน้าต่อครับ ท่านประธาน ไม่เลื่อนครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ที่ประชุมรับรองถูกต้อง เพราะฉะนั้นดิฉันคงจะขอมติแล้วถ้าเผื่ออย่างนั้น มติก็จะถามท่านว่า อย่างนี้
(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
เดี๋ยวท่านรอนิดหนึ่ง เพราะว่าอาจจะมีหลายท่านอยู่ในที่ประชุมอื่น ดิฉันจะเรียนอย่างนี้ว่า มติเราจะถามท่านว่า ท่านผู้ใดเห็นควรว่าให้ดำเนินการต่อ ท่านต้องกดเห็นด้วย ถ้าเผื่อท่านผู้ใด เห็นว่าให้เลื่อนออกไปก่อนท่านกด ไม่เห็นด้วย แต่ดิฉันยังไม่ได้ถาม ดิฉันกำลังเรียนให้ท่าน ทราบว่าคำถามญัตติจะเป็นเช่นนี้ ท่านที่อยู่ในห้องอาหารขอเชิญกลับเข้ามาในห้องประชุม หน่อยค่ะ
ท่านประธานครับ เรียนท่านประธานครับ มีประชุมอยู่ที่ตึก ๓ ครับ และตึก ๓ ลิฟต์เสียนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะมีคนที่อายุมาก ๆ ลงมาไม่ทันนะครับ
ไม่เป็นอะไรค่ะ รอได้ค่ะ
กรุณารอนะครับท่านประธานครับ
คือประธานก็สูงอายุเหมือนกันค่ะรอได้
ท่านประธานครับในระหว่าง รอมตินะครับ ผมขอเรียนท่านประธานนะครับ ขออนุญาตนะครับท่านประธานครับ ในระหว่างรอมตินะครับ มตินี้จะให้เลื่อนหรือไม่ให้เลื่อนนี้นะครับ ผมไม่ได้ขัดข้อง ท่านประธานครับ แต่ผมนี้อยากจะอภิปรายเพราะผมถูกพาดพิง
ดิฉัน ยังไม่ได้อนุญาตท่านยังพูดไม่ได้ค่ะ นั่งลงเถอะค่ะ
ท่านประธานครับ ท่านครับ ผม เจริญศักดิ์ ครับ ผมยกนานแล้วนะครับ คือผมไม่ได้ไปรบกวนอะไรมากนะครับ
ยังไม่ได้ให้แสดงตนเลยค่ะ
มิได้ครับท่านประธาน เห็นมีเวลาสักนิดหนึ่ง คือผมนี้บางครั้งผมงงครับ บางเรื่องผมงงครับ
เรื่อง ของท่านค่ะ ขอประทานโทษค่ะท่านเจริญศักดิ์คะ ท่านหยุดก่อนค่ะ เรื่องของท่านยังพูดไม่ได้ ค่ะ ดิฉันกำลังจะถามมติที่ประชุมค่ะ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวเรื่องอื่นมันจะตกลงไปค่ะ หากท่าน อยู่ในห้องประชุมแล้ว ท่านโปรดเสียบบัตร แล้วก็กดที่ช่องแสดงตนค่ะ ดิฉันต้องนับองค์ ประชุมก่อนค่ะ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ทุกท่านแสดงตนแล้ว เดี๋ยวคอยท่านผู้อาวุโสมากหน่อย เชิญค่ะ ทุกท่านเสียบบัตรและกดที่ช่อง แสดงตนค่ะ ท่านที่วิ่งมาใหม่นี้เสียบได้หรือยังคะ ท่านไพบูลย์นี้ยังไม่ได้อาวุโส ทุกท่านแสดงตนแล้ว ดิฉันปิดการแสดงตน ขอความกรุณาส่งค่ะ ขณะนี้มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๑๘๒ ท่าน ครบเป็นองค์ประชุมค่ะ
(แทรกองค์ 182)
ดิฉันจะถามมติจากท่านว่า หากท่านเห็นควรตามญัตติที่ว่าให้ดำเนินการต่อ ในวันนี้ คือการให้สมาชิกอภิปรายให้ความเห็นเพื่อจะรวบรวมความเห็นนั้น ท่านกรุณากด เห็นด้วย หากท่านเห็นควรว่าให้เลื่อนออกไปก่อน ท่านกรุณากด ไม่เห็นด้วย หากท่านไม่ประสงค์ จะออกเสียงท่านก็กด งดออกเสียง ขอเชิญลงมติค่ะ
ขออนุญาตครับท่านประธาน พอดีบัตรของผมพอดีอยู่ที่โต๊ะครับ แต่ขอว่าช่วยจดบันทึกไว้ด้วยนะครับ ช่วยจดบันทึกว่า เดี๋ยวผมขอแสดงตนด้วยครับ
ขอบัตรแทนจากทางเจ้าหน้าที่ได้ค่ะ
ขอบคุณครับท่าน
ท่านอื่น ๆ ลงมติหรือยังคะ ท่านลงแล้ว เดี๋ยวอย่าเพิ่งปิด เพราะว่ายังมีคนรอลงมติอีก ๑ ท่านค่ะ เจ้าหน้าที่ขอบัตรสำรองเลยค่ะ เรียบร้อยนะคะ ทุกท่านลงคะแนนแล้ว ดิฉัน ขอปิดลงคะแนน ส่งผลค่ะ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๘๒ ท่าน ท่านเห็นด้วย ๕๒ ท่าน ท่านไม่เห็นด้วย ๑๒๓ ท่าน งดออกเสียง ๗ ท่าน นั่นก็คือมติเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรเลื่อนเรื่องนี้ออกไปก่อน
ท่านประธานครับ ผมยังไม่ได้ลงเลยครับ
ท่านอยู่ที่ไหนคะ
อยู่ตรงนี้ล่ะครับ หลายคนท่านครับ เมื่อสักครู่หลายคนครับ
ท่านจะลงอย่างไรเดี๋ยวจะบวกเข้าไปให้ ท่านอ่านชื่อแล้วก็บอกเลขที่มา
ผม ประทวน สุทธิอำนวยเดช ไม่เห็นด้วยครับ
ก็เป็น ไม่เห็นด้วย ๑๒๔
ท่านประธานครับ กระผม นายมนู เลียวไพโรจน์ ๑๖๗ ครับ ไม่เห็นด้วยครับ เพราะว่ากดไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ปรากฏว่าไฟไม่ขึ้น
เป็น ๑๒๕ ถูกไหม ไม่เห็นด้วย ๑๒๕ เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นควรให้เลื่อนเรื่องนี้ออกไปก่อน แล้วก็อันนั้นท่านประธานก็คงจะได้พิจารณาต่อไปว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการใหม่หรือไม่ อะไรอย่างไร นี่นะคะ หากว่าเป็นอย่างนี้
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตด้วยครับ ผม บัญชา นะครับ ผมถูกพาดพิงท่านครับ
เรื่องนี้จบแล้วค่ะ คือท่านเสนอไม่ได้แล้วค่ะ เรื่องนี้จบ
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
ท่านประธานครับ ผม เจริญศักดิ์ ที่ผมขออนุญาต ท่านประธาน
คุณเจริญศักดิ์ใช่ไหมคะ
ครับ คือมันมีประเด็นที่ผมค่อนข้างยังงง ๆ
ดิฉันไม่ค่อยได้ยินเลย เดินมาข้างหน้าได้ไหม ท่านไปอยู่ข้างหลัง นั่นที่ของท่านหรือเปล่าคะ
คือนั่งข้างหน้ามันหนาวมากครับท่านประธานครับ
ตอนนี้ไม่หนาวคะ ตอนนี้ร้อน
ผมขออนุญาตอย่างนี้ครับ มันมีเรื่องที่ผมจะขอ อนุญาตขอความรู้จากท่านประธานนะครับ พอดีบรรยากาศวันนี้มันมีข้อสังเกต
ไม่ได้ยินจริง ๆ คือไม่ได้ชัดเจนเลยค่ะ
ชัดเจนไหมครับท่านประธานครับ
ดีขึ้นค่ะ
ผม เจริญศักดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปหมายเลขที่ ๔๗ พอดีผมมีประเด็นที่อยากจะขอกราบเรียนเป็นข้อสังเกตเพื่อขอความรู้ด้วยนะครับ คือประเด็นมันอย่างนี้ครับท่านประธาน โดยปกติแล้วเมื่อมีการเสนอเรื่องเข้าสู่สภามันจะมี ลักษณะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยกับเสียงข้างมากนะครับ ซึ่งวันนี้ทั้งเสียงข้างน้อยและ เสียงข้างมากอยู่ข้างบนพร้อมกันหมดเลย ก็เลยค่อนข้างที่จะแปลกใจต้องขออนุญาต ขอความรู้เป็นข้อสังเกตไว้ด้วยนะครับ คงมีเรื่องเท่านี้นะครับ เผื่อท่านประธานจะให้ความรู้ ต่อผมด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ คือบังเอิญมันเป็นอิชชู (Issue) ประทานโทษมันเป็นประเด็นค่อนข้างใหญ่ เราก็เคารพทุกความเห็นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเขาก็มีสิทธิที่จะเสนอด้วย ก็ไม่เป็นอะไรค่ะ สมาชิกก็ได้รับฟัง แต่ว่าอย่างไรก็ตามแต่ข้อสังเกตของท่านทางที่ประชุม ยินดีที่จะรับค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขอขยาย ระยะเวลาการดำเนินงานออกไปอีก ๓๐ วัน ตามข้อบังคับการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๗ ข้อ ๙๙ ด้วยประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ได้มีหนังสือแจ้งว่าตามที่ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อครั้งที่ ๑๕ ประจำปี พุทธศักราช ๒๕๕๘ การประชุมเมื่อวันอังคารที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๘ ได้พิจารณารับทราบ รายงานของคณะกรรมาธิการ เรื่อง การปฏิรูประบบผังเมืองและการใช้พื้นที่การปฏิรูป โครงสร้างองค์กรและให้นำรายงานไปปรับปรุงพร้อมทั้งยกร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๕ วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๘ นั้น เนื่องจาก คณะกรรมาธิการอยู่ระหว่างการจัดทำร่างพระราชบัญญัติและการปรับปรุงแก้ไขรายงาน ตามข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ จึงขอขยายระยะเวลา ออกไปอีก ๓๐ วันนับตั้งแต่วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ จึงเรียน ที่ประชุมนี้เพื่อพิจารณา เพื่อที่จะอนุญาตให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมขอขยายเวลาการดำเนินงานออกไปอีก ๓๐ วัน จะมีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่คะ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี ถ้าเผื่อไม่มีเราก็อนุญาตให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ขยายเวลาการทำรายงานเรื่องนี้ออกไปอีก ๓๐ วัน ขอขอบคุณมากค่ะ
เพราะฉะนั้นวันนี้การพิจารณาก็เสร็จแล้ว เราก็ได้รับฟังเรื่องหนัก ๆ ทำให้เรา ได้รับไปประเมิน ไปคิดต่อ เพื่อที่จะได้พิจารณาในเมื่อหากจะมีคณะกรรมการชุดใหม่เกิดขึ้น ต่อไปข้างหน้าค่ะ วันนี้ขอขอบคุณมากค่ะ แล้วก็ปิดประชุมค่ะ