สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘

สีลาภรณ์ บัวสาย แนะนำการพัฒนาเศรษฐกิจผู้ประกอบการ โดยเน้นการแก้ไขปัญหาการผูกขาดทางการค้า เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการที่เสียเปรียบ เธอจึงหารือเรื่องภาคการเกษตร โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการควบคุมต้นทุนการผลิต และการเพิ่มผลตอบแทนของการประกอบการในภาคเกษตร และเสนอให้สร้างสถาบันขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม

นางสีลาภรณ์ บัวสาย

กราบเรียนท่านประธาน สีลาภรณ์ บัวสาย ค่ะ ดิฉันยินดีมากที่ได้เห็นงานชุดนี้ ดิฉันคิดว่าสังคมไทยวันนี้ทั้งในเมืองและในชนบทเข้าสู่ สังคมผู้ประกอบการเต็มรูป คือไม่มีใครที่ไม่เชื่อมตัวเองเข้ากับกลไกตลาด ทั้งหมดนี่ เข้าหมดแล้ว เพียงแต่ว่ากลุ่มที่เสียเปรียบที่สุดนี่คือกลุ่มที่ขีดความสามารถในการประกอบการต่ำ แล้วถ้าเรามองว่าปัญหามันคืออันนี้นี่โอกาสและทิศทางการพัฒนาจึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องพัฒนา สังคมผู้ประกอบการ เพราะฉะนั้นงานนี้เป็นงานที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของ สปช. และเป็นความจำเป็น ที่เราจะต้องสร้างกลไกเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ขึ้นมา ดิฉันมีข้อคิดเห็นอยู่ ๓-๔ ประเด็น ที่อยากจะขอเติมเต็มเผื่อท่านคณะกรรมาธิการจะได้นำไปพิจารณา

ประเด็นแรก ดิฉันคิดว่ากลุ่มผู้ประกอบการที่เสียเปรียบที่สุด ความเสียเปรียบของเขา คือความเสียเปรียบในกลไกการตลาด การเข้าไม่ถึงช่องทางตลาดนั้นเรื่องหนึ่ง แต่ว่า เรื่องที่หนักสุดคือการผูกขาดทางการค้า โดยเฉพาะการค้าปลีก เพราะยิ่งเป็นธุรกิจแบบเอสเอ็มอี พอจะโตขึ้นมามันจะถูกเหยียบแบนหมด ช่องทางการวางสินค้า การวางจำหน่ายวันนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ถ้าหากจะวางขายสินค้าของตัวเองในไฮเปอร์มาร์ท (Hyper mart) ค่าวางเชลฟ์ (Shelf) ๓๕ เปอร์เซ็นต์ได้กระมัง ซึ่งหมายความว่าถูก เรียกว่าผลกำไรแทบจะไม่ได้ อันนี้เป็นส่วนที่ดิฉันคิดว่ากฎหมาย และมาตรการที่ควรจะเข้ามาเพื่อป้องกันการผูกขาดทางการค้า สร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อ การทำประกอบการของผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อม อันนี้จะเป็นสิ่งที่ควรจะต้องอยู่ใน แผนการทำงานอันนี้ คือดิฉันเคยคุยกับกลุ่มที่ทำวิสาหกิจขนาดกลาง แล้วก็ขนาดเล็กที่เป็น กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง เขายกตัวอย่างให้ฟังไปเลยว่าเขาทำอย่างบาธรูม ดีไซน์ (Bathroom design) ค่าวางเชล์ฟที่ไปอยู่ในโฮมโชว์ (Home show) ทั้งหลายนี้ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ และยังไม่นับค่าอื่น ๆ อีก แบบนี้มันทำให้ผลประกอบการแล้วก็รายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย รายเล็กพวกนี้จะไปไม่ได้ เรื่องการผูกขาดทางการค้าเป็นประเด็นหลัก ประเด็นสำคัญ ประเด็นหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าน่าจะมีการพิจารณาถึง

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของภาคการเกษตร ภาคการเกษตรดิฉันคิดว่าเป็นภาค ที่แม้ว่าผลจีดีพี ตัวเลขอะไรพวกนี้น่าสนใจมากเลยตัวเลขนี้ ดิฉันคิดว่าภาคเกษตร เป็นโครงสร้างที่สามารถกระจายรายได้ลงไปถึงครัวเรือนรายเล็ก ๆ ได้มาก ท่านลองคิดดูว่า วันนี้ครัวเรือนภาคเกษตร ดิฉันมีงานวิจัยที่เคยไปลองทำกับครัวเรือนภาคเกษตร เราใช้บัญชี ครัวเรือนเข้าไป ปรากฏว่าในตัวบัญชีนี่มันมีส่วนที่เป็นบัญชีต้นทุนการผลิต เมื่อเขาดูต้นทุน การผลิตตัวเองได้เขาก็สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตตัวเองได้ ทันทีที่สามารถทำตัวนี้ ได้ผลประกอบการขึ้นทันที เขาสามารถเก็บเงินได้ปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ชาวนา เพื่อใช้หนี้ ภายใน ๓ ปีหนี้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ บาทชาวนาสามารถใช้ได้ เพียงแค่สามารถ ควบคุมต้นทุนการผลิตได้ อาจจะไม่ได้เพิ่มมูลค่า แต่ว่าแค่ควบคุมต้นทุนการผลิตได้ ดิฉันคิดว่า ในแต่ละเซคเตอร์ โฟกัส (Focus) แล้วก็น้ำหนักอาจจะวางไว้ที่คนละจุดในแง่ของการเพิ่ม ผลตอบแทนหรือว่าผลกำไรของการประกอบการ ที่จริงอยากจะเสนอว่าถ้าหากว่าเรามีข้อมูลว่า ในธุรกิจขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ขนาดเล็กอะไรนี้ ในแต่ละด้านคือด้านเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านการค้า คิดเฉลี่ยแล้วต่อผู้ประกอบการ ๑ รายต่างกันแค่ไหน ถ้ามีตัวเลขนี้เราจะรู้เลยว่า อย่างในภาคเกษตรผู้ประกอบการรายใหญ่สร้างมูลค่าผลประกอบการเป็นสักเท่าไร แล้วรายเล็ก เป็นหมื่น ๆ รายที่มีตัวเลขอยู่ หลายหมื่นรายได้เป็นเท่าไร เราจะเห็นโครงสร้างเลยว่า มันมีความเหลื่อมล้ำอะไรอยู่ตรงไหนหรือเปล่า แล้วอาจจะมองเห็นโจทย์ประเด็นที่ควรจะ โฟกัสเพิ่มขึ้น

ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องกลไกขับเคลื่อน ขออีกนิดหนึ่ง กลไกขับเคลื่อนที่เป็น ระบบราชการ ธรรมชาติของระบบราชการเป็นเรกกูเลเตอร์ (Regulator) ไม่สามารถทำตัวเป็น อินโนเวเตอร์ (Innovator) ได้ ทำตัวสร้างอินโนเวชันไม่ได้ แต่ฟาซิลิเทท (Facilitate) ได้ เพราะฉะนั้นอย่างที่เสนอให้ทำเป็นสถาบันขึ้นใน ๔ ด้าน ๕ ด้านนี้ อันนี้ดิฉันเห็นด้วยที่จะทำ เป็นยูนิต (Unit) บูรณาการ อย่างไรก็ตามดิฉันคิดว่ากลไกลที่จะส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมนี่ ต้องดึงมหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมงานกับสถาบันผู้ประกอบการในเซคเตอร์ต่าง ๆ เหล่านี้ ดิฉัน มีตัวอย่างที่ว่ายกตัวอย่าง กล้วยบางกระทุ่ม ลูกละ ๓๐ สตางค์ที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อมหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยทุนวิจัยที่ สกว. สนับสนุนเข้าไปลองทำ เราได้บานานา โซไซตี (Banana society) ขายใบละ ๑๐ บาท กล้วยอาบแสงอาทิตย์ โซลาเซลล์ (Solar cell) เคลือบช็อกโกแลต แล้วก็กลายเป็นของชำร่วยอะไรแบบนี้ แต่ตัวทำนวัตกรรมนี่มันอยู่ตาม มหาวิทยาลัย โครงสร้างเฉพาะของกลุ่มวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีที่เขียนไว้อาจจะไม่พอ เราก็ต้องการแรงของมหาวิทยาลัย แล้วก็ประเด็นก็คือว่าถ้าเป็นระบบราชการเอาคนเดิม วัฒนธรรมการทำงานแบบเดิมก็จะได้ผลแบบเดิม ดิฉันคิดว่ามันต้องวางกลไกใหม่ สร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบภาคเอกชน มุ่งเป้าที่กำหนดเลยว่าถ้ากิจการด้านเกษตรหรือ อุตสาหกรรมหรือท่องเที่ยวก็แล้วแต่ ต้องการผลประกอบการขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ มีผลผลิต ที่หลากหลายขึ้นหรืออะไรก็ว่าไปนี้ แล้วที่สำคัญคือทำงานในระบบพี่เลี้ยง อันนี้จะเป็นตัวช่วย กับผู้ประกอบการได้เป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากระบบการฝึกอบรม ขอบพระคุณค่ะ