สนธิรัตน์ ชื่นชมข้อเสนอปฏิรูปผู้ประกอบการ เสนอปรับกลไก สสว.

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ชื่นชมข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสังคมผู้ประกอบการที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ สอดคล้องกับการหารือประเด็นผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชน โดยเสนอให้ปรับกลไก สสว. เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการแผนยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐ เอกชน และกองทุนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาขาดความต่อเนื่อง สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เสนอแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยยกตัวอย่างธนาคารเอสเอ็มอี พร้อมสนับสนุนบทบาทของสภาปฏิรูปแห่งชาติในการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรง

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

กราบเรียนท่านประธานนะครับ ก่อนอื่น ผมต้องขอชื่นชมท่านคณะกรรมาธิการที่ได้นำเรื่องการปฏิรูปสังคมผู้ประกอบการเข้ามาเสนอ ต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดูเหมือนว่าฟังดูพื้นฐาน แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเศรษฐกิจของประเทศ ผมคิดว่าในเรื่องต่าง ๆ ที่ทำ อะไรก็ตาม ที่ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้มีความแข็งแกร่งและเติบโตได้ คงจะเป็นการยาก ที่เราจะปฏิรูปด้านอื่น ๆ ไปข้างหน้า คงต้องยอมรับว่าโลกปัจจุบันนั้นเศรษฐกิจคือ กลไกสำคัญของการที่จะพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วนะครับ ดังนั้นชื่นชมอย่างยิ่งครับ ที่สภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นไม่ได้ละเลยในเรื่องของคำว่า สังคมผู้ประกอบการ ความจริงคำ ๆ นี้ ในต่างประเทศเราได้มีพูดกันถึงคำว่า เอนเทอเพอเนอเรียล อีโคโนมี (Entrepreneurial economy) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากยิ่ง ๆ จริง ๆ นะครับ แล้วก็เป็นที่ยอมรับกันทั้งโลกครับว่า ในกลไกของผู้ประกอบการ หรือที่เรียกว่าเอสเอ็มอีซึ่งจะไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมดนะครับ การที่กลไกผู้ประกอบการนั้นจะเป็นกระดูกสันหลังหลักของเศรษฐกิจ ในอเมริกาเองเอสเอ็มอี ก็เป็นตัวที่ช่วยพลิกฟื้นในกรณีที่ประเทศเกิดวิกฤติอย่างกรณีของซับไพรม (Subprime) ที่ผ่านมาได้มีกระบวนการเข้าไปขับเคลื่อนเอสเอ็มอีของสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ แล้วก็มี กลไกหลักในการเคลื่อนประเทศกลับมาสู่ภาวะปกติในเชิงเศรษฐกิจ ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่แล้วเป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็ชื่นชมอย่างยิ่งที่ท่านคณะกรรมาธิการได้เสนอ ถ้าฟังกันอย่างตั้งใจจะเห็นว่าในนั้นได้เสนอองค์ประกอบต่าง ๆ ไว้มากมายที่เป็นประโยชน์ ในการขับเคลื่อน

สิ่งที่ดีอย่างยิ่งเรื่องที่ ๒ ก็คือว่าเวลาพูดถึงผู้ประกอบการนั้น เดิมทีเรามักจะพูดกัน แค่เอสเอ็มอี ซึ่งความจริงแล้วนั้นเอสเอ็มอีเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง พูดกันถึง ๒.๘ ล้านรายนั้นก็เป็นเพียงส่วนเดียว ในที่กรรมาธิการเสนอมานั้นเป็นที่น่ายินดีที่ได้มีการพูดถึง สหกรณ์ เป็นที่น่ายินดีที่พูดถึงวิสาหกิจชุมชน แต่ผมจะเติมว่าความจริงมันมีถึงกลุ่มอาชีพ ที่อยู่ในชุมชนด้วย ที่อยู่นอกระบบของวิสาหกิจชุมชนและนอกระบบของสหกรณ์ องค์ประกอบเหล่านี้ คือสังคมผู้ประกอบการ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นยังขาดกลไกซึ่งท่านได้พูดถึง ปัญหามากมาย ผมคงไม่มีเวลาที่จะเจาะลึกไปถึงปัญหาในแต่ละด้านในเวลา ๕ นาที ตรงนี้ แต่มีปัญหาต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เรารู้กันอยู่แล้ว การเข้าถึง แหล่งทุนหรือแหล่งต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่หลายประเด็น ยกตัวอย่างเรื่องทุนง่าย ๆ ในหลาย ๆ มาตรการที่เราได้ดำเนินการมามันขาดความต่อเนื่อง มันขาดการที่จะทำให้สิ่งที่เป็นปัญหานั้น เกิดการขับเคลื่อนจริง ๆ ผมอยากเสนออย่างนี้ครับว่าจากที่ท่านได้เสนอมาในกรอบความคิด รวบยอดก็ดี ในเรื่องของ ๕ ประเด็นหลักในการปฏิรูปของการสร้างสังคมผู้ประกอบการนั้น ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะขอเน้นก็คือว่าเราได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง เอสเอ็มอีประมาณ ๑๐ กว่าปีแล้ว แต่เรายังไปได้จำกัด ท่านอดีตปลัดมนูท่านก็เป็นแกนหลัก ท่านหนึ่งที่ทำเรื่องนี้ ความจำกัดเกิดจากอะไรครับ ผมคิดว่ากลไกการทำงานของภาครัฐบาล และเอกชนนั้นไม่ได้พุ่งเป้าไปทิศทางเดียวกัน เรามี สสว. ครับ แต่ สสว. ก็ทำหน้าที่อันหนึ่ง เรามีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างคนต่างทำ หมดเลย เรามีภาคเอกชนที่มีหน่วยงานต่าง ๆ ต่างคนต่างทำหมดเลย ถึงเวลาหรือยังครับ ที่เราต้องจัดการโดยการที่มีแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจนที่ท่านได้นำเสนอมา อาจจะต้องให้ สสว. นั่นละคือกลไกหลักในการเป็นผู้ตั้งเป้าหมายและแผนยุทธศาสตร์ แล้วเอาแผนเหล่านั้นกระจายไปสู่หน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทั่ง มหาวิทยาลัย เราพยายามจะสร้างผู้ประกอบการใหม่ ในทางมหาวิทยาลัยทำกัน เกือบทุกมหาวิทยาลัยเลยครับ สกว. ก็มีกองทุนตั้งตัว ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ไม่ขยับ ขับเคลื่อน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าข้อเสนอการปฏิรูปสังคมผู้ประกอบการนั้น กลไกที่ท่าน จะปลดล็อกในสิ่งที่ท่านนำเสนอมาทั้งหมดได้นั้นก็คือกลไกขององค์กรและวิธีการในการที่จะ ไปทำงาน ปัญหาต่าง ๆ เราได้พูดกันมายาวนานมากมาย แต่หากว่าไม่ไปจัดการที่ต้นกำเนิด ของกลไกที่จะมีกลไกหลักที่จะเรียกวาระแห่งชาติก็ดีอะไรก็ดี ซึ่งน่าเสียดายในรัฐบาลชุดนี้ น่าจะทำสิ่งเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี แต่ผ่านมา ๖ เดือน ในมุมมองของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั้น เราไม่ได้แก้ปัญหาเหล่านั้นเลย แล้วเราจะแก้ปัญหานี้เมื่อไร ในความที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดนั้น ถ้าเราตั้งกลไกให้ สสว. เป็นกลไกหลัก แล้วบูรณการความร่วมมือทั้งภาคของรัฐ และเอกชน รวมทั้งกองทุนต่าง ๆ ด้วยจะเป็นประโยชน์มาก

สุดท้ายทิ้งเอาไว้ครับ ปัญหาหลาย ๆ อย่างกำลังจะเกิดขึ้นถ้าเราไม่คิดในสิ่งนี้ ร่วมกัน ยกตัวอย่างธนาคารเอสเอ็มอี ขณะนี้ได้มีการเคลื่อนย้ายไปให้สังกัดการดูแลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย นี่ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าใช้การดูแลเกณฑ์ของเอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) เหมือนธนาคารพาณิชย์ไม่มีกลไกช่วยเอสเอ็มอีหรอกครับ เพราะว่ามันจะเป็นเกณฑ์ แบบธนาคารพาณิชย์อย่างนี้เป็นต้น ก็ด้วยเวลาจำกัด ผมคิดว่าผมสนับสนุนแนวทางของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านของสังคมผู้ประกอบการและอยากเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องหัวใจหลัก เรื่องหนึ่งที่สภาปฏิรูปแห่งชาติของเรานั้นมีบทบาทในการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงอย่างแท้จริง ให้กับสังคมไทย ขอบคุณครับ