ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ หารือเรื่องการสร้างสังคมผู้ประกอบการ โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจที่มีฐานทรัพยากรมาเป็นเศรษฐกิจที่มีฐานความรู้และมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และเรียกร้องให้หาจุดคานงัดในการสร้างชัยชนะเบื้องต้น หากไม่สำเร็จ จะทำให้คนไทยกลายเป็นมนุษย์เงินเดือน และตกอันดับประเทศ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ผม ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ ๐๙๘ ก่อนอื่นขอสนับสนุนกรอบคิดการสร้างสังคมผู้ประกอบการ อย่างเต็มที่เพราะมีความสำคัญ ในทัศนะผมนี่เห็นว่ามันขาดเสียไม่ได้ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ของประเทศเป็นอย่างยิ่ง เรื่องนี้สำคัญถึงขนาดที่จะนำประเทศออกจากกับดักของประเทศ ที่มีรายได้ปานกลางในขณะนี้ซึ่งเราติดอยู่ไปสู่การที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าอย่างที่ผมได้ยินหลาย ๆ คนอยากจะให้ไปสู่จุดนั้น และสิ่งที่เด่นที่สุด ของการนำเสนอนี้ก็คือกรอบคิด ผมคิดว่าเราต้องเริ่มจากกรอบคิด ถ้ากรอบคิดไม่ตรงกัน ก็ไปต่าง ๆ นานานะครับ กรอบคิดอันนี้เป็นตัวอย่างของการออกจากที่เราเรียกว่า กับดัก ของความคิดในสาขาใครสาขามัน นักเศรษฐศาสตร์มองแต่ความเติบโตทางเศรษฐกิจ นักสังคมก็มองไปทาง การเกษตรก็มองเห็นแต่การผลิต กรอบคิดอันนี้เป็นกรอบคิดที่เน้น มนุษย์หรือผู้ประกอบการเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง และในการนำเสนอนั้นก็เสนอ แบบบูรณการ อันนี้เป็นความท้าทายมากที่จะต้องทำความเข้าใจในกรอบคิดอันนี้ เพราะถ้าไม่เข้าใจในกรอบคิดที่แตกต่างไปจากนี้แล้วเราก็จะมีปัญหานะครับ กรอบคิดอันนี้ มองเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตร มองมนุษย์เงินเดือนในภาคอุตสาหกรรมและบริการ กลายเป็นอุตสาหกรและผู้ประกอบการในสาขาบริการ เพราะฉะนั้นการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ตอนแรกผมเป็นห่วงเรื่องการแก้ไขปัญหาความผูกขาด คณะกรรมาธิการชุดท่านก็เสนอไปแล้ว และหวังว่ากฎหมายฉบับนี้คงจะเอนฟอร์ซ (Enforce) ได้ การมีกรอบความคิดผู้ประกอบการ ก็ต้องฝ่าเรื่องนี้ไปมากเหมือนกัน ผมเห็นด้วยว่าควรจะสร้างสังคมผู้ประกอบการบนฐานของ เศรษฐกิจ สังคม การเกษตร อุตสาหกรรม บริการ ฐานความรู้ ในอดีตนั้นประเทศไทย ก็เป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนฐานของเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม บริการมาตลอด แต่ในโครงสร้าง ของทั้ง ๓ สาขานี้ ก็ต้องเปลี่ยนมาจากฐานเศรษฐกิจ ฐานทรัพยากร มาสู่ฐานที่ใช้ความรู้ ใช้มันสมองมากขึ้น เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ควรจะเป็นวาระแห่งชาติจริง ๆ และผมเห็นด้วยว่า จะต้องหาจุดคานงัดที่สร้างชัยชนะเบื้องต้นให้ได้ ฟังดูก็ครอบคลุมไปหมดนะครับ รอฟังอภิปรายก็นานมากเพราะเรื่องของท่านยาวแต่ว่าสรุปได้กะทัดรัดมากนะครับ เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าน่าจะช่วยผลักดันสังคมผู้ประกอบการในสาขาที่เกี่ยวกับการส่งออก หรือสาขาบริการที่สำคัญที่มีทรัพยากรพื้นฐานของเราอยู่แล้ว เราเป็นนักเศรษฐศาสตร์ แต่เราฝ่าฟันหยุดที่มันจำกัดความคิดของเราอยู่ที่มองอะไรเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่จริง ๆ แล้ว ฐานทรัพยากรของเราที่ลงตัวที่สุดและมีอยู่แล้ว ก็คือการนำศิลปะและภูมิปัญญาของคนไทย ตัวผมเองนั้นพยายามเอาตัวเองไปอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา เห็นเรื่องนี้ชัดเจนว่าควรจะเป็นเรื่องที่พร้อมพอสมควร ถ้าหากว่า นำศิลปะ ภูมิปัญญาของคนไทย อันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอยู่แล้วมาประยุกต์ให้เหมาะสม และพัฒนาให้เป็นประโยชน์ นอกจากเพิ่มรายได้หรือธุรกิจใหม่แล้วยังเกิดความภาคภูมิใจ ในความเป็นไทยอีกด้วยนะครับ เวลาเดียวกันสิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ ด้วยกันที่จะฝ่ากำแพงแห่งสาขา อันนี้ฝ่ายากนะครับ การฝ่ากำแพงว่าเป็นเศรษฐศาสตร์ เป็นรัฐศาสตร์เป็นอะไรศาสตร์ทั้งหลายมันหมดสมัยแล้ว ทุกอย่างรวมกันอยู่ที่คนหมด ศาสตร์ของคนทั้งกาย ทั้งจิตวิญญาณ ต้องเรียนรู้จากเรื่องที่มันสำคัญแล้วก็ไปเรียนรู้ร่วมกัน ผมคิดว่าเรื่องที่พร้อมที่สุดคือเรื่องที่เกี่ยวกับที่กระผมเรียนไว้แล้วนะครับ เพราะฉะนั้น การบริหารในเชิงบูรณาการในเรื่องนี้จึงสำคัญยิ่ง ต้องสร้างจิตสำนึกว่าการศึกษาก็สำคัญ การฝึกอบรมก็สำคัญ ความคิดสร้างสรรค์ในการนำสิ่งประดิษฐ์อินเวนชัน (Invention) ไปสู่อินโนเวชันก็สำคัญ เพราะฉะนั้นคำว่า บูรณาการ ไม่ใช่เรื่องพูดกันเล่น ๆ คำว่า มนุษย์ เป็นศูนย์กลาง ก็ไม่ใช่พูดกันเล่น ๆ ต้องซาบซึ้งและเข้าใจ อันนี้เราถึงจะสามารถจัดการกับ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นมาได้
เรื่องนี้สำคัญตบท้าย ผมขอเรียนว่าถ้าเราไม่สำเร็จในเรื่องนี้ ต่อไปเราจะเห็น ผู้ประกอบการต่างชาติจ้างแรงงานต่างชาติ คนไทยกลายเป็นมนุษย์เงินเดือน แล้วก็เป็น ผู้บริโภคต่อไป เราอาจจะตกอันดับกลายเป็นประเทศพัฒนาล้าหลังต่อไปเช่นในอดีต ก่อนที่เราจะพัฒนาแล้วครับ ขอบพระคุณมากครับ