ไพบูลย์ นลินทรางกูร หารือเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับเอสเอ็มอี โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารการเงินอย่างมืออาชีพและความโปร่งใส เพื่อให้สามารถเข้าถึงเงินทุนจากเวนเจอร์ แคปปิตอลและเงินไพรเวท อีควิตี
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ผมขอใช้เวลาอีกแป๊บเดียว คงไม่นานนะครับ ก็จะมาเสริมเรื่องเงินทุนนะครับ ผมคิดว่าพวกเราคงทราบดีนะครับว่า การทำธุรกิจที่จะให้ประสบความสำเร็จได้ นอกจากจะต้องมีความสามารถ มีนวัตกรรมแล้ว ผมคิดว่าการที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่มีราคาถูก อันนี้เป็นอะไรที่สำคัญมาก ถ้าเกิดเราใช้ เงินกู้ธนาคารพาณิชย์ที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าคู่แข่ง อันนี้ก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มนะครับ และความที่เป็น เอสเอ็มอี ยิ่งมีขนาดเล็กถ้าจะต้องไปแข่งกับผู้ประกอบการที่ใหญ่กว่า แน่นอนเขาย่อมได้เปรียบ ในแง่ต้นทุนทางการเงิน และตอนนี้เอสเอ็มอีบ้านเราส่วนใหญ่แล้วนี่นะครับ เงินทุนที่ใช้ ก็จะเป็นการกู้จากธนาคารพาณิชย์ทั้งสิ้น ทีนี้ที่ผมจะมานำเสนอวันนี้นอกจากเงินกู้แล้ว ผมคิดว่าเงินเวนเจอร์ แคปปิตอลที่เราพูดถึงกันนี้มันคือเงินทุนที่เป็นประเภทของทุน ไม่ใช่กู้ เวลาทำธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จเราต้องมีทั้งทุนที่เรียกว่าเป็นเงินกองทุนกับเงินกู้ ถ้าเราใช้เงินกู้อย่างเดียวโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจไปไม่รอดนี่มีเยอะมาก เพราะต้นทุน ทางดอกเบี้ยมันสูง แต่ถ้าเราสามารถหาเงินทุนเข้ามา ก็คือเหมือนมีผู้ร่วมมาถือหุ้นกับเรา มากขึ้น ๆ เราก็สามารถลดการใช้เงินกู้และมาใช้เงินทุนแทน และวันนี้ที่ผมจะมาเรียนให้ท่านทราบ ก็คือว่าการใช้เงินจากเวนเจอร์ แคปปิตอลไม่มีช่องไหนหรือโอกาสไหนที่ดีเท่าตอนนี้ ช่วงนี้ เป็นช่วงที่สภาพคล่องทั่วโลกสูงมาก สภาพคล่องในประเทศไทยก็สูงมาก คำว่า สภาพคล่องสูง ก็แปลว่าเงินมีเยอะ ปัญหาที่ผ่านมาเราได้แก้กฎเกณฑ์ไปค่อนมาก เดิมเวนเจอร์ แคปปิตอล ในเมืองไทยไม่ค่อยที่จะมีประสิทธิภาพ เพราะว่ามีกฎเกณฑ์ทางกระทรวงการคลัง กฎเกณฑ์ กลต. ที่ค่อนข้างที่จะเป็นอุปสรรคในการใส่เงินเข้าไปในธุรกิจต่าง ๆ ตอนนี้กฎเกณฑ์เหล่านี้ ได้ถูกแก้ไปมากแล้ว หลายปีแล้วด้วยนะครับ แต่ปัญหา ณ วันนี้ก็คือมันไม่มีซัพพลาย (Supply) ไม่มีของที่จะให้เราเอาเงินไปลง เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะว่าตอนนี้เงินพร้อม และไม่ใช่แค่เงินในประเทศไทย เงินเวนเจอร์ แคปปิตอลทั่วโลก หาของที่จะลงทุนอยู่ ประเด็นตอนนี้ก็คือว่ามันไม่มีของให้ลง และเรากำลังบอกว่า เรามีเอสเอ็มอี ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่ารายทำไมลงไม่ได้ ก็เพราะมันไม่โปร่งใส ไม่ได้มีการทำ งบบัญชีกำไรขาดทุนที่เป็นอย่างมืออาชีพเขาทำกัน อันนี้เป็นแค่การยกตัวอย่าง ถ้าเราจะมี การแก้อย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้เรียนไปแล้ว ท่านมนูได้เรียนไปแล้ว ผมคิดว่า อันหนึ่งที่จะต้องแก้อย่างมากเลยก็คือด้านการเงิน เอสเอ็มอีที่ต้องการจะเข้าถึงแหล่งทุน จะต้องเข้าใจว่าคุณจะต้องบริหารอย่างเป็นมืออาชีพ การที่คุณจะมีสมุดเล่มหนึ่งเพื่อให้ทาง กระทรวงการคลังดู สมุดหมายถึงว่ารายรับรายจ่ายนะครับ อีกเล่มหนึ่งไว้ดูเองไม่ได้แล้วครับ พฤติกรรมเหล่านี้ต้องเปลี่ยนไปหมด จะต้องมีบัญชีงบกำไร ขาดทุนเล่มเดียวที่เป็นอย่างมืออาชีพ โปร่งใส อันนี้ละครับเป็นจุดที่ทำไมเงินเวนเจอร์ แคปปิตอลถึงมา ต่างประเทศเข้ามาเมืองไทยมาดูเสร็จแล้วก็กลับออกไปหมด เพราะว่าไม่มี ความโปร่งใสในระดับที่เขาสามารถลงทุนได้คอร์ปอร์เรท กัฟเวอร์แนนซ์ (Corporate governance) ต่าง ๆ การกำกับดูแลกิจการที่ดีต่าง ๆ มาตรฐานต่าง ๆ ที่มีเราจะต้องปรับปรุง อันนี้เป็นแค่ตัวอย่าง ฉะนั้นที่ประธานคณะอนุกรรมาธิการได้เรียนไปแล้วว่า ทางการจะต้อง เข้ามามีบทบาทในการช่วยการทำโคชชิง หรือทำให้เอสเอ็มอีเหล่านี้ได้เข้าใจว่าถ้าต้องการ ที่จะให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ถ้าอยากได้เงินทุนที่เขาพร้อมจะเข้ามาเราจะต้องปรับตัว อย่างไรบ้าง แล้วถ้าสามารถทำได้อย่างที่ประธานคณะอนุกรรมาธิการได้พูดไป อย่างที่ท่านปลัดมนู ได้พูดไป ผมเชื่อว่าเม็ดเงินพร้อม ตอนนี้ก็มีเม็ดเงินเยอะนะครับ บางบริษัทตั้งกองทุนมาแล้ว ๕ ปี ปิดกองทุนไปแล้วครับหาของลงไม่ได้ มีเงินหลายพันล้านบาทเป็นที่น่าเสียดายมากนะครับ เพราะถ้าเอสเอ็มอีได้เงินเหล่านี้เข้าไปก็หมายความว่าเขาได้ผู้ร่วมทุน เขาสามารถเอาเงินที่ได้ไป คืนเงินกู้และใช้เป็นเงินทุนซึ่งไม่มีต้นทุนทางดอกเบี้ย แล้วพอบริษัทเจริญเติบโตมาระดับหนึ่ง สามารถเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ทำให้บริษัทเติบโตต่อไปได้ ซึ่งอันนี้เป็นทิศทางการพัฒนา ที่เป็นสากล บริษัทอย่างเฟซบุค (Facebook) อย่างอะไรต่าง ๆ ที่เราเข้าใจ เป็นเอสเอ็มอี มาก่อนทั้งสิ้น ได้เงินจากเวนเจอร์ แคปปิตอลทั้งสิ้น ไม่อย่างนั้นเป็นนักศึกษาตั้งเฟซบุคขึ้นมา ไม่มีทางหรอกครับจะมีเงินเยอะขนาดนี้ เงินเริ่มต้นจะต้องมาจากเวนเจอร์ แคปปิตอล แล้วต้องโคชชิงให้เอสเอ็มอีเราเข้าใจว่าพอพูดถึงเงินเหล่านี้แล้ว มันไม่ใช่แค่เวนเจอร์ แคปปิตอล มันมีเงินไพรเวท อีควิตี (Private equity) ซึ่งเป็นระดับต่อไป ฉะนั้นอันนี้เป็นอะไร ที่อาจจะซับซ้อนไปนิดหนึ่ง แต่อยากจะให้ทราบว่ามันมีกลไกของมันอยู่ แล้วถ้าเราทำตัวให้พร้อม ทำตัวให้ดี มีความโปร่งใส ผมเชื่อว่าเม็ดเงินจะเข้ามาเยอะ แล้วเราต้องสนับสนุนให้เกิด การควบรวมด้วย เพราะเอสเอ็มอีถ้าจะให้โตด้วยตัวเองกว่าจะไปเป็นแอล มันยากมาก แต่ถ้าเรามีมาตรการช่วยส่งเสริมให้มีการควบรวมเกิดขึ้น เราจะสามารถพัฒนาเอส (S) กับเอ็มให้เป็นแอลได้โดยไม่ยากและในเวลาที่รวดเร็วนะครับ ฉะนั้นผมสนับสนุนที่ประธาน คณะอนุกรรมาธิการผมได้นำเสนอไปว่า แหล่งเงินทุนเป็นอะไรที่สำคัญมาก แล้วทางตลาดทุน ซึ่งผมมาจากภาคตลาดทุน เราพร้อมมากที่จะช่วยสนับสนุนให้มีเม็ดเงินเข้าไปสู่ทางเอสเอ็มอี แต่เอสเอ็มอีต้องพร้อมที่จะเปิดประตูรับเงินจากพวกเราด้วย ซึ่งความพร้อมนั้นหมายความว่า คุณจะต้องทำตัวให้เป็นมืออาชีพมากกว่านี้ มีความโปร่งใสที่สูงกว่านี้ และสุดท้ายคนได้ประโยชน์ ก็คือประเทศไทยครับ ขอบคุณมากครับ