สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘

มนู เลียวไพโรจน์ เสนอแนวทางการส่งเสริมการประกอบการ โดยเน้นการสร้างความรู้ จิตสำนึก และการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนของสังคมผู้ประกอบการ และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามเป้าหมายที่ได้วางไว้

นายมนู เลียวไพโรจน์ กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ กระผม นายมนู เลียวไพโรจน์ สปช. เลขที่ ๑๖๗ ครับ กระผมขออนุญาต อภิปรายสรุปสั้น ๆ นะครับ แล้วก็เพิ่มเติมจากที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้ฉายภาพ ให้เห็นแล้ว และท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้พูดถึงเรื่องนี้พอสมควร ผมขอเรียนว่า ในส่วนที่ท่านได้พูดนั้นได้ครอบคลุมภาพรวมประเด็นต่าง ๆ ทั้งปัญหา ประเด็นที่ต้องปฏิรูป แล้วก็ขอบเขตการปฏิรูป รวมทั้งตัวบ่งชี้ความสำเร็จ ผลกระทบ พันธมิตรในการที่จะร่วม การปฏิรูปและสร้างผู้ประกอบการ และจบด้วยเรื่องของขั้นตอนในเรื่องการดำเนินงาน กระผมเห็นว่าเรื่องสำคัญที่สุดในการสร้างสังคมผู้ประกอบการให้แข็งแกร่งแล้วก็ปฏิรูปไป จะให้สำเร็จกันจริง ๆ ต้องมีอย่างน้อยที่สุด ๔ หลักใหญ่ที่จะต้องมุ่งมั่นดำเนินการอย่างจริงจัง และจริงใจร่วมกัน ในฐานะที่กระผมเองได้คลุกคลีอยู่กับเรื่องของเอสเอ็มอี คงจะต้องเรียนว่า พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมนั้นตัวกระผมเองเป็นผู้สร้างขึ้นมา ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย กระผมก็เป็น ผู้ที่ดำเนินการในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นในช่วงนั้น เป็นช่วงที่ผมได้สร้างหน่วยงานขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องของสังคมผู้ประกอบการและวิสาหกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อมอยู่ ๔ หน่วย คือ สำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และอีกส่วนหนึ่งก็คือสถาบันเฉพาะทางครับ ผมคิดว่าประเด็นสำคัญ ในการสร้างผู้ประกอบการจะต้องมีทั้งหมด ๔ ส่วนด้วยกันนะครับ

ส่วนแรก คือการปฏิรูปการเรียนรู้ การสอน เพื่อเตรียมความพร้อม ของผู้ประกอบการ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ให้เตรียมรับว่าต่อไปนี้เราไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน เราสามารถที่จะดำเนินการด้วยตัวของเราเอง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของการเรียนรู้ ในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่ามีหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ มากมาย ในการที่จะช่วยผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการขึ้นในมหาวิทยาลัยของรัฐ อาทิเช่น จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยมหิดล และทุก ๆ มหาวิทยาลัยนะครับที่เป็นของรัฐก็มีหลักสูตรในเรื่องของการ สร้างผู้ประกอบการหรือ เอนเทอเพอเนอร์ ครีเอชัน (Entrepreneur creation) ขึ้นนะครับ แล้วก็มีมหาวิทยาลัยเอกชนนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นต้น ก็มีหลักสูตรเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาผู้ประกอบการ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าหน่วยงานต่าง ๆ มีอยู่แล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือการจัดการให้หน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมมือกันทำเพื่อวัตถุประสงค์ อันเดียวกันก็คือการสร้างสังคมผู้ประกอบการให้ขยายตัวไปในแนวทางเดียวกัน ตรงนี้ผมคิดว่า สำคัญครับ

ประการที่ ๒ ก็คือปฏิรูปกระบวนการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ ให้เข้าถึงข้อมูลทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าผู้ประกอบการทั้งหลาย ในประเทศไทยเรานี้นะครับ บางครั้งอาจจะรู้เรื่องอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่อีกอย่างหนึ่งไม่รู้ เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้มีการดำเนินการให้ควบคู่กันไปทั้งความรู้และ กระบวนการพัฒนาส่งเสริมผู้ประกอบการให้เข้าถึงทั้งแหล่งเงินทุนที่ท่านไพบูลย์จะได้เรียน ให้ท่านสมาชิกได้ทราบนะครับ และในขณะเดียวกันแหล่งนวัตกรรม

ประการที่ ๓ คือกลไกและองค์กรขับเคลื่อนให้เกิดผู้ประกอบการมาก ๆ จะต้องบูรณาการกัน กลไกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงการคลัง และ กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผมถือว่ามีส่วนที่จะทำให้สังคมผู้ประกอบการของเรานี้มีการกระจาย และเจริญขยายตัวมากยิ่งขึ้นนะครับ และ

ประการที่ ๔ ที่จะต้องปฏิรูปคือเรื่องกฎหมาย จริง ๆ แล้วกฎหมายขณะนี้ มีอยู่แล้วบางส่วน ซึ่งครอบคลุมพอสมควร ผมจะได้กราบเรียนท่านสมาชิกได้ทราบเรื่องนี้นะครับ และมีกฎหมายที่ควรจะต้องมีการปรับปรุงบ้างเล็กน้อย และสมควรมีกฎหมายใหม่ที่จะเข้ามา อีกด้วยนะครับ อันนี้ก็จะทำให้การสร้างสังคมผู้ประกอบการประสบความสำเร็จ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่ากระบวนการที่สำคัญที่สุดนะครับ เราสามารถที่จะชี้ได้ในปัจจุบันนี้ก็คือเรื่องของกระบวนการเสริมสร้างความรู้ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการบริการ ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเกษตร ทั้งหมดนี้นะครับเราสามารถกระทำได้ ณ ปัจจุบันนี้มีหน่วยงานผมอนุญาตยกตัวอย่าง ท่านประธานครับ อย่างเช่นกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีโครงการฝึกอบรมผู้ประกอบการหรือที่เรียกว่า เอ็นอีซี (NEC) ขออนุญาตใช้ ภาษาอังกฤษนะครับ คือ นิว เอนเทอเพอเนอร์ ครีเอชัน (New entrepreneurs creation) ก็คือหลักสูตรในการเสริมสร้างผู้ประกอบการของประเทศไทย เรามีการฝึกอบรมกัน ตลอดเวลา แต่ว่าในปัจจุบันนี้การฝึกอบรมนี้ครอบคลุมอยู่ในเฉพาะพื้นที่เท่านั้น แต่จะเห็น ได้ชัดนะครับว่าเราควรใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันเข้ามาช่วย เพราะหน่วยงานต่าง ๆ กระจัดกระจาย อยู่มากมายในต่างจังหวัด ถ้าหากว่ามีการฝึกอบรมโดยใช้ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์แล้ว มาเล่าสู่กันฟังเราก็สามารถที่จะจัดฝึกอบรมในกรุงเทพฯ นี้ ในส่วนกลาง และในขณะเดียวกัน สามารถกระจายโดยใช้เครื่องมือสื่อสารที่เรียกว่า เทเลคอนเฟอร์เรนท์ (Teleconference) เราสามารถที่จะสื่อไปถึงศูนย์ต่าง ๆ ในต่างจังหวัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มี หน่วยงานในต่างจังหวัด กระทรวงอุตสาหกรรมก็มี กระทรวงพาณิชย์ก็มี อาทิเช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีศูนย์ทั่วประเทศถึง ๑๑ ศูนย์ด้วยกัน ที่ภาคเหนือก็มีจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็มี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดอุบลราชธานี ภาคตะวันออกก็มี ที่จังหวัดชลบุรี ภาคตะวันตกที่จังหวัดสุพรรณบุรี ภาคใต้มีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา ทำไมผมถึงเอ่ยแหล่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เพราะเหตุว่าถ้าหากว่าเราใช้เครื่องมือสื่อสารในปัจจุบัน สามารถที่จะฝึกอบรมในวันเดียว แต่ได้ผู้รับการฝึกอบรมทางด้าน ผู้ประกอบการทั่วประเทศนับเป็นพัน ๆ คน ถ้าหากว่าหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกันกับทางด้านของกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ก็สามารถที่จะกระจายการฝึกอบรมทั่วประเทศในครั้งเดียว ได้ผู้รับการฝึกอบรมผู้ประกอบการเป็นหมื่นคน นี่คือการใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันที่จะสร้าง ผู้ประกอบการให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าสิ่งที่เราจะต้องทำ ก็คือจะต้องสร้างจิตสำนึกความเป็นผู้ประกอบการของเรา ในประเทศไทยหรือทุกประเทศ มีมนุษย์อยู่ ๓ ประเภทด้วยกัน

ประเภทที่ ๑ คือมีเงิน แต่ไม่รู้จะทำอะไร

ประเภทที่ ๒ รู้ว่าจะทำอะไร แต่ไม่มีเงิน และ

ประเภทที่ ๓ มนุษย์ประเภทที่ ๓ นี้หนักหน่อย ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ดันไม่มีเงิน อีกต่างหาก ทั้ง ๓ ประเภทนี้ที่เราจะต้องสร้างให้เขาเป็นผู้ประกอบการในอนาคต อย่างเช่น มีเงินแต่ไม่รู้จะทำอะไร เชิญเลยกรุณาไปหาความสำราญได้ที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงต่าง ๆ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีสถาบันเหล่านี้ อย่างผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ถ้าเราอยากจะทำอาหารเชิญที่กระทรวงอุตสาหกรรม เพราะเรามีสถาบันอาหาร ที่จะให้ความร่วมมือทางด้านที่ท่านมีเงินอยู่แล้วแต่ไม่รู้จะทำอะไร ท่านอยากจะทำอาหารไหม ขณะนี้อาหารที่น่าจะต้องทำคือฮาลาล (Halal) เป็นอาหาร ที่เวลาเปิดเออีซีตลาดจะกว้างขวางมาก เพราะว่าประชากรมหาศาลที่จะต้องใช้อาหารอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสถาบันอาหารของกระทรวงอุตสาหกรรมก็สามารถที่ช่วยได้ ถ้าท่านมีเงิน แต่อยากจะทำชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ อยากจะทำเรื่องยานยนต์ไปเลยครับมีสถาบันยานยนต์ คือสถาบันเฉพาะทางของกระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ สถาบันพลาสติก สถาบันเหล็กและเหล็กกล้า สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันก่อสร้างแห่งประเทศไทย และสถาบันผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพารา รวมทั้งอยากจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เราก็มีสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ผมว่าขณะนี้เรามีหน่วยงานและสถาบันต่าง ๆ มากมาย ที่สามารถจะให้ความร่วมมือและช่วยเหลือได้ ตรงนี้ผมอยากจะเรียนว่าสิ่งที่เราจะทำขณะนี้ ไม่ต้องไปสร้างอะไรขึ้นมาใหม่แล้วครับ แต่สร้างวิธีการจัดการให้หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งในกรุงเทพฯ ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคร่วมมือร่วมใจกันทำให้ได้ ถ้าหากว่าทำอย่างนี้ได้ ผมคิดว่าจะประเสริฐมากที่สุด อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีหน่วยงาน เช่น วิทยาลัยเกษตรกรรม ๔๔ แห่ง วิทยาลัยประมง ๓ แห่ง วิทยาลัยอาชีพ ๒๙ แห่ง แล้วก็ สำนักงานพัฒนาวิจัยการเกษตรอีก นี่ก็เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถทำได้ อย่างกระทรวงพาณิชย์เราก็มีสถาบันเฉพาะทาง ก็คือสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและ เครื่องประดับ ซึ่งปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับนั้นก็เป็นอุตสาหกรรมที่ขึ้น ชื่อของประเทศไทย เวลาไปไหนเขาก็จะถามว่าเจียระไนจากประเทศไทยหรือเปล่า เพราะว่า ฝีมือคนไทยนั้นเป็นฝีมือที่ดีมาก แล้วการออกแบบของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นชื่อลือชา เป็นอันดับ ๑ ที่เรียกว่าของโลกก็ได้ เพราะฉะนั้นก็จะมีส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ รวมทั้ง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สวทช. ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) แห่งประเทศไทย อันนี้ก็อยู่ในกระทรวงพาณิชย์ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่าทุก ๆ หน่วยสามารถจะเข้ามาร่วมประสานกัน สิ่งที่ผมเรียน นี่ประเภทที่ ๑ มีเงินแต่ไม่รู้จะทำอะไร ขอเชิญหาความสำราญไปตามหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านอยากจะได้ทางด้านอัญมณีและเครื่องประดับไปเลยสถาบันอัญมณีและ เครื่องประดับ ท่านอยากจะทราบเรื่องทำอะไรเกี่ยวกับทางด้านยานยนต์ไปเลยก็เชิญได้ตามสบาย เรามีอยู่แล้ว นี่เป็นประเภทที่ ๑

ประเภทที่ ๒ ก็คือรู้ว่าจะทำอะไรครับ คือตัวเองมีข้อมูลอยู่แล้วในด้าน นวัตกรรมต่าง ๆ สามารถที่จะดำเนินการ เช่น กล้วยบานานา (Banana) ที่เวลานี้มีปัญหาอยู่ว่า เอสเอ็มอีทำแล้วออกแบบเรียบร้อยแล้ว อะไรเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ไปเสนอกับบริษัทยักษ์ใหญ่ บริษัทยักษ์ใหญ่ดูไปดูมาแล้วบอกว่าไม่เอา แล้วก็ไปทำเหมือนกับของเขา ซึ่งตรงนี้ผมว่า น่าเห็นใจเอสเอ็มอีที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรง เสร็จแล้วก็มาเจอปัญหาลักษณะนี้ นี่คือเอสเอ็มอี ที่น่าเป็นห่วง เพราะฉะนั้นหน่วยงานราชการจะต้องเข้าไปดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย อย่าให้ยักษ์ใหญ่มาทำลายเอสเอ็มอีของประเทศไทย ซึ่งผมถือว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะฉะนั้นอันที่สำคัญที่สุดก็คือที่ ๒ รู้ว่าจะทำอะไรแต่ไม่มีเงิน ก็เช่นเดียวกันครับ เชิญหาความสำราญได้กับสถาบันการเงิน ซึ่งทางคุณไพบูลย์จะได้กรุณารายงานให้ท่านทราบ ในช่วงต่อไป คือมีความรู้ความสามารถเรียบร้อยแล้วถ้าเงินไม่มีนี่นะครับทางสถาบันการเงิน เฉพาะทาง เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่อเพื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และเวนเจอร์ แคปปิตอล (Venture capital) ซึ่งทำอยู่ขณะนี้ก็สามารถที่จะร่วมได้ รวมทั้งเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ได้เช่นเดียวกัน เพื่อระดมทุน เพราะฉะนั้นทางด้านการเงินนี่นะครับก็มีสถาบันต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด รวมทั้ง ไม่ต้องพูดถึงธนาคารพาณิชย์เพราะมีเยอะแยะอยู่แล้ว แต่ห่วงสำคัญอยู่อย่างหนึ่งนะครับว่า หน่วยงานที่เสียสละ อาทิเช่น ผมขอยกตัวอย่าง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมให้ การส่งเสริมทางด้านการเงินแก่กิจการรายเล็ก ๆ ซึ่งได้รับการปฏิเสธมาจากธนาคารพาณิชย์ พอมาให้กู้กับกิจการพวกนี้ กิจการพวกนี้เกิดเจริญก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อย ๆ ปัญหาก็คือว่า ธนาคารพาณิชย์ก็ชวนคนที่ก้าวหน้าไปใช้แบงก์ดีกว่ากระมัง อย่างนี้ถือว่าเป็นการพิค อัพ เดอะ วินเนอร์ (Pick up the winner) ขอโทษนะครับจะต้องใช้ภาษาอังกฤษ ก็คือเลือกสรร เอาคนดี ๆ แต่ในขณะที่เขาจะตายนี่ไม่ให้ แต่ว่าถ้าเขาเจริญก้าวหน้าเอามาเลย คุณอยากจะได้เงิน เท่าไร เอา ซึ่งวิธีนี้ผมก็ถือว่าเป็นวิธีที่ไม่น่าจะถูกต้องนะครับ อันนี้ก็ระบายความในใจ เกี่ยวกับเรื่องสถาบันการเงินบ้างพอสมควรนะครับ

ต่อไปผมขออนุญาตนะครับ การส่งเสริมในลักษณะนี้ถ้าหากว่าเราทำได้ วิธีการก็คือต้องเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการให้มากขึ้นโดยวิธีการสร้างความรู้ สร้างจิตสำนึก แล้วก็ให้เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นทั้งประเภทที่ ๒ รู้ว่าจะทำอะไรไม่มีเงินนี่ก็สบายแล้ว เรามีสถาบันการเงินที่จะให้ความช่วยเหลือ

ประเภทที่ ๓ มนุษย์ประเภทที่ ๓ คือไม่รู้จะทำอะไรดันไม่มีเงินอีกต่างหาก อันนี้ถามว่าทำอย่างไร ก่อนอื่นท่านยังไม่ต้องไปหาเงินครับ ท่านเรียนรู้ให้รู้ว่าจะทำอะไร เสียก่อน ท่านคิดดูว่าได้รับการฝึกอบรมแล้ว แนวทางของท่านท่านอยากจะทำอุตสาหกรรมอะไร หรือว่ากิจการอะไรท่านเอาให้แน่ พอเสร็จแล้วท่านได้รับความรู้ความสามารถแล้วขอเชิญไปที่ สถาบันการเงินได้ เพราะฉะนั้นไม่ได้ทอดทิ้ง มนุษย์ประเภทที่ ๓ ก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ก็สามารถ จะดำเนินการได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เราถือว่าสังคมประเทศไทยต้องให้ความช่วยเหลือกัน เพราะว่ามีสถาบันทุกสถาบันที่ผมได้กราบเรียนให้ทราบแล้วให้ความช่วยเหลือได้ครับ เพราะฉะนั้นอีกส่วนหนึ่งก็คือเมื่อสร้างให้เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการแล้วในขณะเดียวกัน จะต้องสร้างความเข้มแข็งท่านประธานครับ สร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ เพื่อให้สังคมผู้ประกอบการนั้นมีความเข้มแข็ง แล้วก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจของตนได้ สร้างศักยภาพผู้ประกอบการ รวมทั้งสร้างความยั่งยืนของผู้ประกอบการให้มากขึ้น นี่ก็จะเป็นส่วนที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับ ผมขออีกสักนิดหนึ่งนะครับ เพื่อให้การสร้างสังคมผู้ประกอบการดำเนินไปตามเป้าหมายนะครับ แล้วก็ขับเคลื่อนไปได้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นเชิงรุกและบูรณาการ เนื่องด้วย การดำเนินการดังกล่าวถ้าหากว่าจะให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุดจริง ๆ จะต้องดำเนินการ ร่วมกันในรูปแบบของร่วมมือกันทำงานอย่างบูรณาการของหลาย ๆ หน่วยงานดังที่ผม ได้กราบเรียนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมาร่วมกันบูรณาการ ทีนี้ คำว่า บูรณาการ เราทำอย่างไร พันธมิตรเราทำอย่างไร ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วมีกฎหมายอยู่แล้วครับ ท่านประธานครับ ขณะนี้ เรามีพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม พ.ศ. ๒๕๔๓ พ.ร.บ. นี้ กระผม เป็นผู้เสนอในช่วงที่กระผมเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงปี ๒๕๔๓ ก็นานพอสมควรนะ ก็จะได้รู้ว่าผมตอนนี้อายุเท่าไร พ.ร.บ. นี้ มีคณะกรรมการชุดหนึ่ง คณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยใครบ้างครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นรองประธาน แล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิ อีกไม่เกิน ๑๒ คนแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีเป็นกรรมการ แล้วก็มีผู้อำนวยการดูแล สำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ท่านเห็นไหมครับ มีทุกกระทรวงอยู่ในนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีสามารถใช้อำนาจผ่านหน่วยงานนี้เพื่อให้กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาร่วมมือร่วมใจกันสร้างสังคมผู้ประกอบการได้ เพราะเหตุว่ามาตรา ๖ ก็คือคณะกรรมการ มาตรา ๑๑ คณะกรรมการมีอำนาจดังนี้ ผมขอใช้สัก ๓ ข้อ

(๑) ก็คือกำหนดนโยบายและแผนส่งเสริมวิสาหกิจ ก็คือผู้ประกอบการนั่นเองล่ะครับ ทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม

(๕) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการส่งเสริมแผน แผนส่งเสริม ตอนแรกนโยบาย (๕) เป็นแผน

(๖) ให้คำแนะนำแก่ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือองค์กร เอกชนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการส่งเสริม ชัดนะครับ

(๗) เสนอแนะมาตรการทางด้านการเงิน การคลัง การภาษี แล้วก็ด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตามนโยบายและแผนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ต่อส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ

และ (๙) กำหนดมาตรการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือและประสานงาน ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน ทั้งในต่างประเทศและ องค์กรระหว่างประเทศในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ทั้งในและต่างประเทศ นี่ก็เป็นหน้าที่คร่าว ๆ ถ้าหากว่าจะอ่านหมดนี่ มีทั้งหมด ๑๑ หน้าที่ด้วยกัน ผมขออนุญาตแค่นี้

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตก่อนจบ ผมมีความเชื่อมั่นและมี ความมั่นใจ ในฐานะที่เกษียณมาปี ๒๕๔๗ จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ประมาณ ๑๑-๑๒ ปีแล้ว ผมมี ความเชื่อมั่นครับ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมันมีความก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา แต่บางท่าน ไม่ทราบว่าความเจริญก้าวหน้าของผู้ประกอบการเราไปแล้วถึงไหน ถ้าหากว่า ไม่เจริญก้าวหน้าตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงบัดนี้ ผมว่าประเทศไทยเราคงไม่มีที่ยืนแล้ว เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการของประเทศไทยมีความสำคัญถือเป็นหลัก แล้วผู้ประกอบการ ไม่ใช่เฉพาะอุตสาหกรรม มีทั้งการค้า การท่องเที่ยว การเกษตร ทางด้านวิทยาศาสตร์ มีหลาย ๆ ผู้ประกอบการ หลาย ๆ แบบ เพราะฉะนั้นผมมีความมั่นใจครับ น่าจะต้องดำเนินการไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้แล้ว เมื่อสักครู่นี้ แล้วก็จะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ให้ชัดเจน โดยใช้อำนาจของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่เป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริม วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และเราต้องกระตุ้นและปลุกพลังสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อม ที่เรียกว่า สสว. ปัจจุบันนี้ ไม่ทราบว่า สสว. ได้ฟังอยู่หรือเปล่า ผมอยากจะกระตุ้นให้หน่วยงานนี้ทำงานในเชิงรุกต่อไป แล้วก็ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง วางนโยบายและประสานงาน เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ หน่วยราชการ หน่วยเอกชนและ บริษัทห้างร้านที่เข้ามาร่วมกันได้ดำเนินการไปในแนวทางเดียวกัน และการส่งเสริมจะต้องใช้ อำนาจผ่านทางคณะกรรมการ สสว. ให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการร่วมกัน อย่างบูรณาการ จริงจังและจริงใจ ทั้งนี้เพื่อให้สังคมผู้ประกอบการไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตลอดไป สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องการ ก่อนจบผมต้องขออภัยที่ยาวไปนิดหนึ่ง ผมก็เกรง เพราะว่าการอภิปรายไปเรื่อย ๆ ก็มีท่านออกไป เหลือท่านนั่งอยู่คนเดียวในห้องประชุม ก่อนจบก็บอกขอบคุณท่านสมาชิก ๑ ท่าน มีประธานอีก ๑ ท่านนั่งอยู่ ก็ขอขอบคุณ ท่านสมาชิกที่กรุณาทนฟังผมเหลือคนเดียว ข้างล่างยกมือขึ้น ผมไม่ใช่ฟังท่านหรอกครับ ผมรอที่จะเป็นผู้อภิปรายคนต่อไปครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตจบการอภิปรายของผมเท่านี้ ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ