อัญชลี เสนอปฏิรูปเกษตร 7 ด้าน ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่สากล

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘

นางอัญชลี ชวนิชย์ นำเสนอรายงานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร โดยชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญด้านนิยามผู้ประกอบการ การขาดแคลนแรงงาน และการลงทุนด้านเทคโนโลยี พร้อมทั้งนำเสนอแผนยุทธศาสตร์ 7 ด้านเพื่อสร้างผู้ประกอบการไทยและยกระดับวิสาหกิจสู่การแข่งขันระดับโลก นางอัญชลี ชวนิชย์ เสนอแนวทางปฏิรูปที่ครอบคลุมทั้งการยกระดับคุณภาพมาตรฐาน การเติบโตผ่านนวัตกรรม และมาตรการส่งเสริมตามขนาดธุรกิจ โดยเน้นความร่วมมือภาคเอกชนและการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อพัฒนาสังคมผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และอยู่ดีกินดี

นางอัญชลี ชวนิชย์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางอัญชลี ชวนิชย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ใคร่ขอนำเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ ในวาระที่ ๑๕ ในเรื่องการสร้างสังคม ผู้ประกอบการ ในเรื่องวาระการปฏิรูปการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ดิฉันใคร่ขอเรียนว่า ในประเด็นความเป็นมาและปัญหา ดิฉันคิดว่าท่านประธานเกริกไกรได้กรุณาสรุปไว้ค่อนข้าง จะเป็นหลักการที่มีความชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันเองคงไม่จำเป็นจะต้องมาสรุปหรือเล่า อีกครั้งหนึ่ง แต่ก่อนอื่นก่อนที่จะไปพูดในประเด็นปัญหาหรือข้อจำกัดในการสร้างสังคม ผู้ประกอบการ ดิฉันใคร่จะขอนำเสนอในเรื่องของข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการคือใคร แล้วก็ในปัจจุบันการส่งเสริมวิสาหกิจคือผู้ประกอบการ ก็คือผู้ที่จะทำวิสาหกิจนั้นในปัจจุบันและสถานภาพของวิสาหกิจในปัจจุบันเป็นอย่างไร ขออนุญาตนำสู่เอกสารที่ได้แจกเพิ่มเติมเป็นเพาเวอร์พอยท์ พรีเซนเทชัน (PowerPoint presentation) วันนี้ในความหมายของคำว่า ผู้ประกอบการ ก็คือเป็นผู้ที่จะประกอบกิจการ ที่จะผลิตแล้วก็ค้าแล้วก็บริการแล้วก็การลงทุน ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม ค้า และบริการ

อีกนัยหนึ่ง ผู้ประกอบการก็คือผู้ที่จะต้องแสวงหาโอกาสทางการค้า พร้อมจะรับ ความเสี่ยงจากการลงทุนเพื่อผลกำไร ริเริ่ม สร้างสรรค์ และบริหารจัดการปัจจัยการผลิต และมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะฉะนั้นคุณลักษณะของผู้ประกอบการที่ท่านประธานเกริกไกร ได้นำเสนอว่าจะสร้างผู้ประกอบการพันธุ์ใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยนั้น ดิฉันคิดว่า จากการที่เรารีวิว (Review) การศึกษาต่าง ๆ ก็จะพบว่าจะต้องมีลักษณะที่จะเป็น ๑. ก็คือ ความกล้าเสี่ยงในระดับปานกลาง คือถ้ากล้าเสี่ยงมากก็อาจจะกลายเป็นไปลงทุนในทางหุ้น หรืออะไรต่าง ๆ คือมีความเสี่ยงมากกว่า ๒. สามารถวิเคราะห์การลงทุน การวางแผนธุรกิจได้ ๓. มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์อยู่เสมอ ๔. สามารถที่จะโน้มน้าวจิตใจและสร้างพันธมิตรได้ ๕. ก็คือเรียนรู้แล้วก็ปรับตัวได้รวดเร็ว ๖. มุ่งมั่นผูกพันต่อเป้าหมายแล้วก็สามารถเผชิญ อุปสรรคได้ ๗. จะต้องมีคุณสมบัติเรื่องความซื่อสัตย์รับผิดชอบต่อสังคม และมีส่วนร่วมพัฒนา ในทางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคมด้วย แต่อันนี้ก็คงเป็นอย่างน้อย อย่างอื่น ๆ ก็จะประกอบอีก เพราะฉะนั้นจากสิ่งหนึ่งที่ดิฉันพบจากการได้รีวิวในเรื่องของการศึกษา เกี่ยวกับการสร้างสังคมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่าง ๆ มีประเด็นหนึ่งที่ดิฉันให้ความสนใจว่า นิยามขั้นต้นของผู้ประกอบนี้ ดิฉันมองเห็นว่าความสำคัญที่เราจะต้องมองก็คือว่า อาชีพเกษตรกรซึ่งประกอบกิจการคือเกษตรกรรม ซึ่งมีการทำงานก็ในรูปแบบของ ผู้ประกอบการเช่นกัน เนื่องจากเกษตรกรก็ต้องแสวงหาช่องทางตลาด รับความเสี่ยงในการลงทุน และบริหารจัดการคนในครอบครัว ที่ดิน ทุน และเทคโนโลยี เพื่อที่จะเพาะปลูก เพาะเลี้ยง จัดเก็บรักษาแล้วก็จำหน่าย รวมถึงแปรรูปขั้นต้น แต่ประเด็นที่เราพบว่าทางภาคเกษตรกร เกษตรกรรมยังเป็นปัญหาก็คือว่า ที่ผ่านมาเรามักจะมีมุมมองว่าเกษตรกรเป็นเสมือนคนในภาคเกษตรเฉย ๆ ซึ่งเป็นอะกริคัลเชอรอล เวิร์กเกอร์ (Agricultural worker) เท่านั้น แล้วก็มักจะให้การสนับสนุนในลักษณะของการอุ้มชู ที่เรียกว่าประชานิยม มากกว่าจะเป็นการส่งเสริมให้เป็นผู้ประกอบการ ประเด็นนี้ก็จึงมี แนวคิดว่าในการปฏิรูปที่สำคัญประการหนึ่งก็คือว่าจะต้องปรับกระบวนทัศน์ในการที่จะสร้าง ผู้ประกอบการ คือเกษตรกรให้อยู่ในภาคของเกษตรกรรมในเชิงธุรกิจของตนเองที่เข้มแข็ง แล้วก็แข่งขันได้ นอกจากเกษตรกร ผู้ประกอบการในสังคมก็มีความหลากหลายในหลายมิติ ก็จะมีสถานภาพในทางกฎหมายที่มีการรองรับ ซึ่งแตกต่างกัน อันนี้ดิฉันก็อยากจะเรียน นำเสนอในข้อมูลต่อไปว่า ที่ผ่านมารัฐบาลทุกรัฐบาลก็ได้มีมาตรการในการส่งเสริมวิสาหกิจ ของไทยมาเป็นลำดับ คือถ้าดูตามสภาพของกฎหมายที่เป็นเรื่องของการส่งเสริมวิสาหกิจ ในอดีตเราก็จะเห็นว่า ในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในช่วงต้น ๆ เรามุ่งเน้นจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ เพราะฉะนั้นก็จะมี พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน แล้วก็มีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนขึ้นมา มีมาตรการในเรื่องภาษี ในเรื่องสิ่งต่าง ๆ เพื่อจะเอื้ออำนวยให้วิสาหกิจมีความเข้มแข็ง แล้วก็ แข่งขันได้ ซึ่งปัจจุบันเราจะพบว่าวิสาหกิจขนาดใหญ่ หรือวิสาหกิจข้ามชาติก็มักจะได้ใช้ ประโยชน์ ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนภายใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุน ซึ่งก็มีมาตั้งแต่ประมาณ ปี ๒๕๒๐ ที่ผ่านมาภายใต้แผนของสภาพัฒน์เองก็ดีให้ความสำคัญ ของเอสเอ็มอี เราก็จะเห็นว่าในปี ๒๕๔๓ ก็จะมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมขึ้น ก็มีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าจะส่งเสริมเอสเอ็มอี ก็โดยมี หน่วยงานก็คือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในลำดับต่อมาจะพบว่า ประมาณ ปี ๒๕๔๘ ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการที่จะกระจายการส่งเสริมไปส่งเสริม ในฐานรากขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะมีเรื่องของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ในปี ๒๕๔๘ เห็นว่าจะเน้นในภาคเกษตร จะมีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุน รวมถึงมีคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมวิสาหกิจ ชุมชนขึ้น ซึ่งมีเดฟฟินิชันที่ชัดเจน ก็คือเป็นการรวมกลุ่มกันอะไรต่าง ๆ ดิฉันก็จะชี้ให้เห็นว่า ภายใต้กฎหมาย ๓ ฉบับนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในคณะกรรมการของการส่งเสริม ทั้ง ๓ ชุดเลย แล้วก็ในแต่ละกระทรวงการทำงานก็จะแยกกัน ยังไม่ได้บูรณาการกัน โดยชัดเจน

เรื่องที่ดิฉันคิดว่าเป็นความสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือเป็นวิสาหกิจที่สำคัญ ของประเทศไทย ก็คือเรื่องของสหกรณ์ สหกรณ์ดิฉันได้ทราบว่า ปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๗ ก็ครบรอบ ๑๐๐ ปีของการจัดตั้งสหกรณ์ในประเทศไทยขึ้น ซึ่งเริ่มจัดตั้งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ ดิฉันคิดว่าเรื่องของสหกรณ์เป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นกฎหมาย และเป็นองค์กร แล้วก็มีผลงาน มีสิ่งสำคัญที่ควรจะต้องได้รับการส่งเสริมและจะเป็นตัวขับเคลื่อนได้อย่างดี ในภาคของเกษตร ก็จะมีแม้กระทั่งว่ากลุ่มเกษตรกรถ้ารวมตัวกันก็จะมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยกลุ่มเกษตรกร เพื่อจะส่งเสริม

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นกฎหมายที่สำคัญแล้วก็เกี่ยวข้องในเรื่องการส่งเสริม วิสาหกิจ คือเรามักจะพูดว่าวิสาหกิจหรือเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบอุตสาหกรรม เกษตรต่าง ๆ ก็ จะมีปัญหาเรื่องของเงินทุนหรือแหล่งทุนต่าง ๆ แต่ถ้าเราดูวิวัฒนาการของการส่งเสริม เราจะเห็นว่าก็จะมีการจัดตั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อส่งเสริม เราจะมี ธนาคารเอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) ที่เรารู้จักกันก็มามุ่งเน้นในเรื่องของการส่งเสริม ทางด้านเงินทุนแหล่งทุนให้กับภาคอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน อันนี้เองก็สะท้อนว่าในปัจจุบัน ในแง่กฎหมาย ในแง่องค์กรที่ให้การส่งเสริมนั้นมีอยู่ แต่ว่าประเด็นที่จะเป็นข้อขัดข้องหรือมี ปัญหาประการใดก็จะได้กล่าวในตอนต่อไป

อีกภาพหนึ่งดิฉันอยากให้เห็นว่าเวลาเราพูดถึงเรื่องของสังคมผู้ประกอบการ ดิฉันอยากจะมองว่าเราต้องมองสังคมผู้ประกอบการในทุกมิติที่สำคัญ ๆ

มิติแรก คือเราจะต้องแยกให้ชัดว่าผู้ประกอบการซึ่งอยู่ในแต่ละรายสาขา เช่น วันนี้ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้าและบริการ ดิฉันคิดว่าอีกเซคเตอร์ (Sector) หนึ่งที่ดิฉันอยากจะเห็นความสำคัญ แล้วก็น่าจะเป็นประเด็นที่เราจะมาดูให้มากขึ้น คือภาคท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นในรายสาขาดิฉันคิดว่าเราควรจะต้องมาเน้นรายสาขาสำคัญ ๆ ๔ ด้านนี้ เพื่อจะมากำหนดมาตรการในเรื่องของการส่งเสริมทั้งผู้ประกอบการและวิสาหกิจ ในตรงนี้ให้ได้ชัดเจน

ในมิติที่ ๒ เราก็จะมองในเรื่องของขนาดด้วย วันนี้เวลาเราจะพูดเรื่อง การส่งเสริมการสร้างสังคมผู้ประกอบการเราต้องคำนึงถึงขนาดด้วยว่าขนาดเป็นอย่างไร วันนี้เราก็จะรู้จักในเรื่องของเอสเอ็มอี คือสมอล (Small) มีเดียม (Medium) ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ แล้วก็ที่เราทิ้งไม่ได้คือเอ็มเอ็นซี (MNC) คือพวกบริษัทข้ามชาติ อันนี้รวมหมายถึงบริษัทของคนไทย ซึ่งจะต้องสร้างศักยภาพให้ไปสู่บรรษัทข้ามชาติด้วย ตามที่ท่านประธานเกริกไกรได้พูดไว้

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญก็คือผู้ประกอบการหรือว่าเศรษฐกิจต่าง ๆ นี้ก็จะกระจาย อยู่ในพื้นที่ที่หลากหลายต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เมือง พื้นที่ในชนบท พื้นที่ที่เรา จะข้ามไม่ได้ก็คือว่าพัฒนาไปสู่พื้นที่ในอาเซียน หรือไปสู่ตลาดโลกให้ได้ อันนั้นเป็นมิติที่ ๓ ที่สำคัญ

อีกมิติหนึ่งก็คือในเรื่องของการที่ผู้ประกอบการจะมีวิสาหกิจ จะสร้างธุรกิจขึ้นมา มันจะต้องมีการพัฒนาการการเติบโตเป็นลำดับขั้นพอสมควร เราไม่สามารถจะสร้างให้เขา ข้ามกระโดดไปเป็นขนาดใหญ่ได้เลย เพราะฉะนั้นในเชิงของทฤษฎีก็จะมีความชัดเจน พูดถึงบิสซิเนส ไลฟ์ ไซเคิล (Business life cycle) หรือวงจรธุรกิจของการประกอบกิจการ กับวิสาหกิจไว้อย่างที่เราก็จะรู้จักกันก็คือว่าโอเค (OK) เราจะทำอย่างไรให้สามารถเกิดขึ้น มีการลงทุนทำธุรกิจได้ ไม่ใช่คิดเป็นเพียงแค่ลูกจ้างที่เราเรียกว่า สตาร์ทอัพ (Startup)

สเตจ (Stage) ที่ ๒ ต่อไปคือว่าจากสตาร์ทอัพ เขาจะต้องเติบโตให้ได้

สเตจต่อไปก็คือว่าเมื่อเติบโตได้สามารถขยายกิจการ ขยายการลงทุนต่าง ๆ ได้แล้ว โอเคยังจะต้องสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย

แล้วท้ายสุดก็คือยั่งยืนแล้วก็สามารถขยายไปจากท้องถิ่น ต่างถิ่นไปสู่ต่างชาติได้ด้วย ดิฉันคิดว่าในบรรดา ๔ มิติที่พูดนี่ ถ้าเรามองพวกเราทุกคนแล้วลองนึก ดิฉันคิดว่า เราคงพอจะมองออกว่าถ้าสมมุติท่านเป็นผู้ประกอบการท่านอยู่ในสเตจไหนของวงจรธุรกิจอันนี้ และจะพบเห็นว่ามันจะเป็นความเป็นยากลำบากเพียงใดที่จะก้าวข้ามในแต่ละสเตจไปได้ ซึ่งอันนี้ดิฉันจะมาพูดในทีหลัง แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเรามองสังคมผู้ประกอบการเราก็ยังจะมีประเด็น ที่พบอีกว่าวันนี้เวลาเราพูดว่าเรามีตามข้อมูลซึ่งทาง สสว. ซึ่งเป็นผู้รวบรวมข้อมูลก็จะสรุปไปว่า จะมีกิจการซึ่งไม่ได้ และพูดเรามีอยู่ ๒.๗๖ ล้านราย แต่เราจะพบว่ามีประเด็นเพียงแค่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ รายเท่านั้นที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ในขณะที่ที่เหลืออีกประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ราย ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แต่ว่าตัวเลขที่ได้มานี่ได้มาจากการทำสำรวจ คืออาจจะผ่านมาทางเรื่องจดทะเบียนกระทรวงพาณิชย์อะไรต่าง ๆ

อีกกลุ่มหนึ่ง ดิฉันคิดว่าเวลาเรามองภาพสังคมผู้ประกอบการเราคงจะต้องนับรวม ในเรื่องเศรษฐกิจนอกภาคทางการไปด้วย ซึ่งเราก็จะไม่มีกฎหมายรองรับเป็นการเฉพาะ รวมไปถึงธุรกิจสีเทาอย่างที่บางคนเขาพูดว่าเมื่อ คสช. มาทำไมดูเศรษฐกิจจะซบเซาลง แท้จริงเพราะว่าได้มีการไปจัดการในเรื่องธุรกิจสีเทาอย่างจริงจัง ก็เลยทำให้เงินสะพัดในพวกนั้น ก็น้อยลงอะไรต่าง ๆ ในเวลาเราพูดถึงสังคมผู้ประกอบการ เราก็ไม่ได้ตั้งอยู่โดด ๆ เราหมายความรวมถึงว่ารายล้อมด้วยองค์กรเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษาที่จะมีส่วนสร้างสภาพแวดล้อมเชิงสถาบัน ซึ่งอาจเป็นไปได้ ทั้งปัจจัยเกื้อหนุนในเชิงบวกและลบต่อการเกิดทางธุรกิจ แล้วก็ทิศทางที่สังคมที่ผู้ประกอบการ โดยรวมจะดำเนินการต่อไป การสร้างสังคมผู้ประกอบการจึงเป็นการสร้างปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ แล้วก็บทบาทของภาครัฐและภาคเอกชน ก็จะเป็นบทบาทที่สำคัญ ที่จะสนับสนุนให้เราสามารถสร้างสังคมผู้ประกอบการให้เข้มแข็งได้ต่อไป

ในสไลด์ต่อไปก็คงจะเป็นรายละเอียดในเรื่องของภาพรวมของวิสาหกิจไทย ซึ่งจำแนกตามรายสาขาในขนาด อันนี้ดิฉันคงไม่พูดแล้ว เพราะดิฉันคิดว่าเมื่อครู่ท่านประธานเกริกไกร ได้นำเรียนในตัวเลขที่สำคัญ ๆ ไปแล้ว

ต่อมาข้อมูลในเรื่องความสำคัญของเอสเอ็มอีและสัดส่วนของจีดีพีในตัวเลขนี้ ดิฉันเองก็เพียงจะมาเน้นย้ำอีกทีว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจะมีมูลค่าประมาณ ๑๒ ล้านล้านบาท โครงสร้างในจีดีพีของปี ๒๕๕๖ ปรากฏว่าภาคเกษตรมีสัดส่วนเพียง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แล้วก็เป็นภาคอุตสาหกรรม การค้าและบูรณาการ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณ ๗๘ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี ข้อสังเกตจากการศึกษาก็พบว่า ในภาคเกษตรซึ่งมีคนมากที่สุด คือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของคนไทยในวัยทำงาน ๑๖ ล้านคน จาก ๓๙ ล้านคน สร้างมูลค่าในจีดีพีได้เพียง ๑๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นข้อสังเกตซึ่งจะนำไปสู่แนวคิดที่ว่าจะปฏิรูป จะขับเคลื่อนอย่างไร

และโดยสรุปสำคัญ ตัวเลขในปี ๒๕๕๖ เราก็จะพบว่าเอสเอ็มอีสร้างมูลค่าใน จีดีพีได้ ๓๗.๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็สามารถสร้างงานได้ ๑๑.๔ ล้านคน หรือ ๘๑ เปอร์เซ็นต์ ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศ อย่างไรก็ดีตลอดช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาจีดีพีของเอสเอ็มอี ปรับลดลงจาก ๔๒ เปอร์เซ็นต์มาอยู่ที่ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็มาจากปัญหาต่าง ๆ มากมาย อาทิเรื่องการขาดแคลนแรงงาน แล้วก็ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่มีการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อผลิตสินค้า ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง

อีกข้อมูลหนึ่งที่อยากจะนำโดยเร็ว ก็คือว่าสถานะปัจจุบันของเอสเอ็มอี ในประเทศไทย ก็อย่างที่ว่าเอสเอ็มอีทั้งหมดประมาณ ๒.๗๖ ล้านราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการค้า ตามด้วยภาคบริการ โดยมีการจ้างแรงงานในภาคการค้าและภาคบริการมากที่สุด โดยโครงสร้าง ของเอสเอ็มอีก็ยังบ่งชี้ว่าวิสาหกิจขนาดกลางยังมีจำนวนน้อย ยังมีจำนวนเพียงแค่ ๑๓,๐๐๐ ราย คิดเป็นร้อยละ ๐.๕ ของเอสเอ็มอีทั้งหมด แต่ว่ามีสัดส่วนในจีดีพีมากถึง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อสังเกตว่าประเทศไทยก็ยังสามารถส่งเสริมให้เกิด วิสาหกิจขนาดกลางเพิ่มขึ้นได้อีกหรือไม่ โดยอาจพัฒนาต่อยอดจากวิสาหกิจขนาดเล็ก สู่ขนาดกลางตามลำดับ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มการจ้างและการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ประเด็นที่น่าให้ความสนใจ ก็คือว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของเอสเอ็มอี ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพราะฉะนั้นในกลุ่มที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็มองว่า อาจจะเสียโอกาสที่จะได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นของภาคเกษตรที่มีคนทำงานอยู่จำนวนมาก ดิฉันคิดว่าวันนี้เอสเอ็มอีที่ เราควรจะมามุ่งเน้น ก็รวมไปถึงเรื่องการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตรให้มี ความเข้มแข็ง เติบโต ขยายและแข่งขันได้ต่อไป

ต่อไปจะเป็นเรื่องการประเมินขีดความสามารถของประเทศไทย ดิฉันคิดว่า ท่านประธานได้พูดไปแล้วว่าประเทศไทยเราแรงกิง (Ranking) ก็ยังต่ำกว่าประเทศมาเลเซียด้วยซ้ำ

อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เราคงจะพูดในเรื่องของจุดอ่อน ของเอสเอ็มอี ในด้านการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มและนวัตกรรม เราพบว่าการจะสร้างความเข้มแข็ง ให้กับเอสเอ็มอีจะต้องมีความสามารถในการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มและนวัตกรรม เพราะฉะนั้นตัวเลขของดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) ก็ชี้ ตัวนี้เป็นตัวชี้วัดเลยว่าเราจะต้องมา ปรับปรุงในเรื่องของผู้ประกอบการ ต้องมุ่งเน้นที่จะมีการใช้การสร้างสรรค์และในเรื่องของ นวัตกรรมให้มากขึ้น อันนี้เป็นประเด็นที่เป็นข้อเท็จจริงและเป็นประเด็นปัญหา เพราะฉะนั้น ประเด็นต่อไปดิฉันขอนำเข้าสู่ว่าปัจจุบันประเด็นปัญหาและข้อจำกัดในการสร้างสังคม ผู้ประกอบการของเราเป็นอย่างไรบ้าง

อันที่ ๑ ก็คือว่าข้อจำกัดด้านค่านิยมในเรื่องของจิตวิญญาณและทักษะ พื้นฐานของผู้ประกอบการ เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานจากสังคมเกษตรกรรมและค่านิยม ในการประกอบอาชีพที่มีรายได้แน่นอน ทัศนคติในการประกอบอาชีพอิสระยังจำกัดอยู่เพียง กลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ทำให้คนไทยโดยส่วนรวมเราจะพบว่าขาดจิตวิญญาณในการทำการค้า โดยยังไม่ตระหนักว่าการประกอบธุรกิจเป็นอาชีพที่มั่นคงและมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ ทำให้จำกัดโอกาสและศักยภาพของตนเองแล้วก็อาชีพ ซึ่งจะต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีวัฒนธรรมของผู้ประกอบการแวดล้อมอยู่ อันนี้ก็เป็น ตัวสะท้อนว่าวันนี้คนไทยเรายังไม่ได้เป็นนักค้าขาย ถ้าเราเทียบกับอย่างประเทศคนจีนหรือ อะไรต่าง ๆ อันนี้ก็คงชัดเจน

อันที่ ๒ คือแม้กระทั่งผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในระยะเรียนรู้ ทดลอง ก็มักจะ ไม่มีพื้นฐานความรู้ในการทำธุรกิจที่เพียงพอ ก็อาจจะเริ่มต้นลองผิดลองถูก แล้วก็ล้มเหลว ในการทำธุรกิจหลายครั้ง ซึ่งบางครั้งก็จะมีประสบการณ์เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น เช่นด้านผลิตอย่างเดียวแต่ขาดทักษะทางด้านการตลาด ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ไม่สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้

ประเด็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือข้อจำกัดด้านข้อมูลเชิงลึก เพื่อการวางแผนธุรกิจ ภาครัฐเองก็ยังไม่สามารถนำข้อมูลเชิงลึกมาใช้ประโยชน์ แล้วก็ให้บริการให้กับประชาชน ผู้ประกอบการได้อย่างเต็มที่ ทำให้ขาดการชี้นำแนวโน้ม ในโอกาสการลงทุนบนพื้นฐานซึ่งเป็นข้อมูลของการตลาดได้เพื่อสนับสนุนการกำหนด วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ทั้งของภาครัฐและเอกชน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าผู้ประกอบการในระยะเริ่มต้นก็มักจะเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก วิเคราะห์ได้ยาก ทำให้ขาดการประเมินสถานการณ์และแสวงโอกาสทางธุรกิจเพื่อนำมาใช้ ในการทำสตาร์ทอัพได้ต่อไป

ประเด็นที่สำคัญที่เป็นปัญหาอีกอันหนึ่งก็คือว่าในเรื่องของการบ่มเพาะ ผู้ประกอบการก็ยังไม่ทั่วถึงและไม่ครบวงจร ก็จะพบว่าผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียน เป็นนิติบุคคลก็ยังถูกละเลยอย่างที่ได้เรียนแล้วว่ามีจำนวนถึงประมาณ ๒.๑ ล้านราย เพราะฉะนั้นก็ยังไม่เสียโอกาสที่จะได้รับการยกระดับความสามารถ

อันที่ ๒ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอี แต่การให้บริการบ่มเพาะธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการเองที่เรารู้จักนามว่า บิสซิเนส อินคูเบชัน เซนเตอร์ (Business incubation center) ก็ยังไม่เพียงพอ ไม่สามารถรองรับความต้องการ ผู้ประกอบการได้อย่างหลากหลาย แล้วก็ครบวงจรตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงออกสู่ตลาดได้

อันที่ ๓ ก็คืองบประมาณเพื่อสนับสนุนบ่มเพาะผู้ประกอบการก็มีจำกัด แล้วก็ไม่ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะทุ่มเทการสนับสนุนเป็นพิเศษเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ในการจัดสรรเงินทุนแล้วก็การช่วยเหลือ

ประเด็นที่ ๑.๔ ก็คือว่าการพัฒนาผู้ประกอบการก็ยังไม่เอื้อให้สามารถเติบโตได้ อย่างเต็มศักยภาพ แม้ว่าภาครัฐจะจัดให้มีการพัฒนาสมรรถนะที่เราเรียกว่า คาแพซิตี บิลดิง (Capacity building) อย่างกว้างขวางโดยการสนับสนุนความสามารถของกลุ่มสินค้าบริการ และขึ้นอยู่กับขนาดของวิสาหกิจ อย่างที่ได้เรียนว่าเราก็แบ่งเป็นหลาย ๆ ขนาด แต่ก็ยังขาด การจำแนกและมุ่งเน้นการช่วงพัฒนาการและทั้งระดับความสามารถ อันนี้หมายถึงว่า การที่เราจะส่งเสริมมันจะต้องไปคำนึงถึงวงจรของธุรกิจอันนั้นด้วย ส่งผลให้เศรษฐกิจไทย ก็ยังไม่เข้มแข็งทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งอันนี้ดิฉันก็จะย้อนมาว่าภาคเกษตรก็เป็น ภาคที่สำคัญ อันนี้ถ้าดูจากตัวเลขเกษตรกรวัยทำงานร้อยละ ๑๐ แต่ว่ามีสัดส่วนจีดีพีเพียงแค่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์

ประเด็นที่ ๑.๕ เครือข่ายวิสาหกิจที่อ่อนแอ เครือข่ายวิสาหกิจของไทยก็เป็น การรวมกลุ่มแบบหลวม ๆ ไม่รองรับการแข่งขันที่จะเข้มข้นภายใต้บริบทค้าเสรีที่จะขยาย ไปสู่ภูมิภาคเอเชีย แม้ว่าวิสาหกิจไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชนจะได้มีการรวมตัวกันแล้วในระดับหนึ่ง อาทิ โครงการบิซคลับ (Biz club) ของกระทรวงพาณิชย์ก็ดี หรือว่าเครือข่ายโลจิสติกส์ เซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Logistics service provider) แต่ส่วนใหญ่ก็ยังจำกัดในลักษณะของเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ยังไม่พัฒนาถึงระดับหุ้นส่วนการผลิตและผลิตภัณฑ์การค้าที่จะช่วยเพิ่มความสามารถของสมาชิก ในทุก ๆ ด้าน เช่น อำนาจต่อรอง การเรียกร้อง ลดต้นทุน ด้วยอีโคโนมี ออฟ สเกล (Economy of scale) เรื่องการขยายตลาดและต่อยอดธุรกิจใหม่ ๆ ดังที่สะท้อนในรายงานของดับเบิลยูอีเอฟ ที่ระบุว่าประเทศไทยยังมีระดับการพัฒนาคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ต่ำ

ประเด็นที่ ๑.๖ ขาดความสามารถในการสร้างและการใช้นวัตกรรม เชิงพาณิชย์ การสร้างนวัตกรรมผู้ประกอบการไทยก็ยังขาดความสามารถด้านการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งเป็นผลจากข้อจำกัดในการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี การสื่อสารระหว่างนักออกแบบ นักวิจัย ผู้ประกอบการ และการตั้งโจทย์ที่ไม่ได้มุ่งผลลัพธ์ทางธุรกิจ รวมถึงมาตรการจูงใจนักวิจัยและ นักออกแบบ การใช้นวัตกรรมเพื่อการสร้างมูลค่าก็มีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงและแปลง องค์ความรู้ไปสู่การค้า ฉะนั้นถึงแม้ว่าเอสเอ็มอีไทยจะมีความสามารถในการใช้ภูมิปัญญา เทคโนโลยี การออกแบบและศิลปกรรม สร้างเรื่องราวและมูลค่าเพิ่ม เช่น ในกรณีของ โอทอป (OTOP) แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการสร้างมูลค่าใหม่ในเรื่องของแวลู ครีเอชัน รวมทั้ง การเตรียมหาตลาดมารองรับ ตลอดจนมาตรการคุ้มครองและต่อยอดในระดับอุตสาหกรรม ที่มีประสิทธิภาพ จากประเด็นข้อจำกัดแล้วก็ในการสร้างสังคมผู้ประกอบการในครั้งนี้ ดิฉันคิดว่าจะมีประเด็นซึ่งนำไปสู่การที่จะต้องปฏิรูปที่สำคัญ ๆ ๕ ด้านด้วยกัน

ด้านที่ ๑ ก็คือว่าจะสร้างคนไทยให้มีจิตวิญญาณและคุณสมบัติของการเป็น ผู้ประกอบการได้อย่างไร ซึ่งเราเรียกว่ามีเอนเทอเพอเนอร์ สปิริต (Entrepreneur spirit) ซึ่งดิฉันได้นำเรียนไปแล้วว่าในความหมายของคำว่า เอนเทอเพอเนอร์ สปิริต ประกอบด้วย อะไรบ้าง

ด้านที่ ๒ เราจะต้องปฏิรูปเพื่อจะส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจรายใหม่ในทุกเซคเตอร์ แล้วก็กระจายอยู่ในทั่วทุกพื้นที่ ทั่วทุกเซคเตอร์หมายความว่า เซคเตอร์หลัก ๆ ก็ ๔ ด้าน ที่ได้นำเรียนไป แล้วทั่วทุกพื้นที่

ด้านที่ ๓ ก็คือการส่งเสริมให้วิสาหกิจเติบโตจากระดับท้องถิ่นสู่ต่างถิ่น และต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ

ด้านที่ ๔ ก็คือยกระดับขีดความสามารถ การบริหารจัดการและความรับผิดชอบ ต่อสังคมได้เข้มแข็ง อยู่รอด แล้วก็แข่งขันได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน

ด้านที่ ๕ ก็คือส่งเสริมให้วิสาหกิจเครือข่ายพันธมิตรสามารถเกาะเกี่ยว เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มากขึ้น

ด้านที่ ๖ คือส่งเสริมให้วิสาหกิจสามารถปรับที่จะใช้องค์ความรู้ นวัตกรรม การออกแบบและเอกลักษณ์วัฒนธรรมมายกระดับมูลค่า เป็นการมูฟอัพ แวลู เชน (Move up value chain) เพิ่มขึ้น เพิ่มรายได้และความสามารถในการแข่งขัน

ด้านที่ ๗ คือส่งเสริมให้เอสเอ็มอีมีอัตราการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ คือสัดส่วน ของจีดีพีเพิ่มขึ้น

ในกรอบของการปฏิรูปดังกล่าวก็จะมีประเด็นหลักที่เราจะถือว่าเป็นการสร้าง สังคมผู้ประกอบการใน ๕ ด้านด้วยกัน

อันที่ ๑ เราคงต้องมองว่าให้การสังคมผู้ประกอบการเป็นวาระแห่งชาติ มียุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อชี้นำภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนให้ขับเคลื่อนไป ในทิศทางเดียวกัน

อันที่ ๒ คือเราจะต้องปฏิรูป คือเมื่อเรามียุทธศาสตร์ มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยควรจะโพสิชันนิง (Positioning) ประเทศไทยในการพัฒนาประเทศ เช่น ด้านอุตสาหกรรม ด้านเกษตร ท่องเที่ยว บริการไปในทิศทางอย่างไร ที่ชัดเจนแล้ว ประเด็นต่อไป คือการที่จะปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อสร้างคนให้มีจิตวิญญาณและทักษะผู้ประกอบการ ภายใต้เอนเทอเพอเนอร์ สปิริต

อันที่ ๓ จะต้องเป็นเรื่องของการปฏิรูปกระบวนการและมาตรการส่งเสริมวิสาหกิจ ทั้งที่เกิดใหม่และที่มีอยู่ให้เติบโตแข่งขันได้จากระดับท้องถิ่นสู่สากล

อันที่ ๔ จะต้องมีการปฏิรูปกลไกและองค์กรการขับเคลื่อนการพัฒนา ผู้ประกอบการและส่งเสริมวิสาหกิจอย่างมีประสิทธิภาพและมีความร่วมมือของทุกภาคส่วน

อันที่ ๕ คือจะปฏิรูปกฎระเบียบให้เอื้อต่อการเกิดและเติบโตของวิสาหกิจ อย่างยั่งยืน

เพราะฉะนั้นในประเด็นการปฏิรูป ๕ ด้านดิฉันมองว่าในกรอบความคิดรวบยอด ของการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ซึ่งเปรียบเสมือนกับเราสร้างบ้าน ตัวฐาน ฐานบ้าน ซึ่งจะเป็นส่วนที่สำคัญรองรับสังคมของผู้ประกอบการข้างบนหรือการปฏิรูปนี้ ก็คือจะต้องมี ในเรื่องของการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติให้ชัดเจน มีการระบุกลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่ชัดเจน อย่างที่เราจะพูดกันเสมอว่าประเทศไทยยังขาดยุทธศาสตร์ชาตินะคะ เราจะต้องกำหนด โพซิชันนิงของเรา การเติบโตทางเศรษฐกิจ ในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรจะใช้อะไร เป็นเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นเมื่อมีฐานราก มีความชัดเจนแล้ว ใน ๔ เสาหลัก ซึ่งจะเป็นตัวรองรับ สร้างให้เป็นบ้านที่มั่นคง แข็งแรง ก็คงจะเป็นเรื่องของการปฏิรูปการเรียนรู้ จะเป็นการปฏิรูปในเรื่องกระบวนการและมาตรการในการส่งเสริม จะต้องปฏิรูปกลไกองค์กร ในการขับเคลื่อนแล้วก็จะต้องปฏิรูปในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เอื้อกับการดำเนินการธุรกิจ ซึ่งบ้านซึ่งมีฐานที่ชัดเจน มีเสาหลักที่เข้มแข็งนี้ เราก็สามารถที่จะรองรับ แล้วก็ให้เอสเอ็มอี ของประเทศสามารถที่จะมีความหลากหลายแล้วก็มีความทรงพลัง แล้วก็สามารถจะทำให้ จีดีพีของเอสเอ็มพี (SMP) นี้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะมีผลเป็นเรื่องจีดีพีของประเทศด้วย อันนี้ก็เป็น แนวคิดในเรื่องของการสร้างสังคมผู้ประกอบการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันคิดว่าจะต้องทำต่อไป จากแนวทางการปฏิรูปตามนั้นแล้วนี่ ก็เรียนว่าจะเป็นอยู่ในเรื่องที่คงจะทำในรายละเอียดต่อไป ซึ่งจะออกมาเป็นโรดแมพ อย่างที่ทุกคนคิดว่าจะต้องมีนี้ ก็เรียนเลยว่าอันนี้เป็นแนวคิดเบื้องต้น ดิฉันคิดว่าในการนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่ได้รับฟังข้อคิดเห็นจากทุกท่าน เพราะท่านอยู่ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็สามารถจะให้ข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะเพื่อนำไปจัดทำ ในเรื่องของโรดแมพต่อไป เพราะฉะนั้นโดยสั้น ๆ ดิฉันก็คิดว่าในประเด็นที่เราจะปฏิรูปนี้ อย่างในเรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องยุทธศาสตร์ชาตินี้ ก็คือการสร้างสังคมผู้ประกอบการนั้น จะต้องเป็นวาระแห่งชาติซึ่งมีเป้าหมายซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการนี้ สังคมผู้ประกอบการนี้ เป็นเรื่องของอินโนเวชัน ครีเอทีฟ (Innovation creative) และโนเลจ เบสด์ เอนเทอเพอเนอร์ โซไซตี (Knowledge-based entrepreneur society) ส่วนกระบวนการจะทำอย่างไร ก็คงจะเป็น แม้กระทั่งในเรื่องของการกำหนดนโยบาย เป้าหมายในเรื่องของเซคเตอร์ต่าง ๆ กลยุทธ์และมาตรการการส่งเสริม อย่างที่ดิฉันได้เรียนว่ามาตรการการส่งเสริมนี้ก็จะต้อง สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการวิสาหกิจนั้น ๆ แล้วก็ยังมีความชัดเจน เพื่อสามารถที่จะชี้นำให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนได้ทราบและขับเคลื่อน ในทิศทางเดียวกัน

อันที่ ๒ เป็นความจำเป็นอีกอย่างหนึ่ง เรื่องฐานข้อมูลของวิสาหกิจจะต้อง ทำให้ครบถ้วน ถูกต้องและเป็นปัจจุบันในทุกเซคเตอร์ เพราะมิฉะนั้นเราก็จะไม่สามารถ กำหนดนโยบาย เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อันที่ ๓ ก็คือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จะต้องขยายฐานการพัฒนาผู้ประกอบการ และส่งเสริมวิสาหกิจในทุกสาขา ในทุกขนาด แล้วก็ในทุกบิสซิเนส ไลฟ์ ไซเคิล แล้วก็ในทุกพื้นที่

อันที่ ๔ นี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ที่ดิฉันคิดว่าจะต้องกำหนดไว้ก็คือว่า การยกระดับวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ ให้เติบโตและแข่งขันได้ จากท้องถิ่นสู่ต่างถิ่น และสู่สากลให้ได้ โดยเฉพาะภาคเกษตรและภาคท่องเที่ยวของไทยเป็นภาคที่จะต้องสร้าง ความเข้มแข็งให้กับเขา

อันดับที่ ๕ ก็คือว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่อาจจะยังไม่ได้พูดไว้ชัดเจน ดิฉันคิดว่า เรื่องการยกระดับในการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการทางด้านเกษตรกรรมที่เรา เรียกว่าเป็นสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ (Smart farmer) อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญเพราะมันจะต้องมี ทั้งมาตรการในการส่งเสริมที่เหมาะสมต่อไป

ทีนี้จากฐานบ้านก็จะมาสู่เสาบ้าน

ประเด็นที่ ๑ ก็คือจะสร้างคนให้มีเอนเทอเพอเนอร์ สปิริต ในประเด็นปฏิรูป ก็รวมไปถึงเวลาเราพูดถึงปรับหลักสูตรการเรียนรู้ เพื่อสร้างจิตวิญญาณต่าง ๆ

อันที่ ๒ คือการยกระดับคุณภาพของสถาบันการศึกษา รวมไปถึงการยกระดับ ผู้พัฒนา ผู้ให้บริการในเรื่องของพัฒนาผู้ประกอบการ

อันที่ ๓ จะต้องพัฒนาหน่วยบ่มเพาะ อินคูเบชัน เซนเตอร์ (Incubation center) ให้มีมากเพียงพอ ทั่วถึงและหลากหลาย

อันที่ ๔ ก็คือส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งในระบบและนอกระบบ

ในเรื่องกระบวนการปฏิรูปเราก็มองว่า เช่นว่า ให้มีหลักสูตรการเรียน แล้วก็ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการในทุกสถาบัน ทั้งระดับอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษา และซึ่งความจริงก็คงจะต้องรวมไปถึงแม้กระทั่งในการศึกษาขั้นพื้นฐานก็คงจะต้องให้ความรู้ด้วย

อันที่ ๒ คือเพิ่มบทบาทและการมีส่วนร่วมขององค์การเอกชน เพื่อให้บุคคล ที่มีประสบการณ์จริงก็มีส่วนเป็นผู้มาเป็นโคชชิง (Coaching) ต่าง ๆ

อันที่ ๓ คือวันนี้เราคงจะต้องมาจัดทำฐานข้อมูลของหน่วยบ่มเพาะ ผู้ประกอบการ อินคูเบชัน เซ็นเตอร์ ทั้งของภาครัฐและเอกชน สถาบันและสมาคมต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่มาใช้ประโยชน์แล้วก็ยกระดับให้เป็นหน่วยบ่มเพาะที่มีประสิทธิภาพ

อันที่ ๔ ก็คือจะต้องส่งเสริมการจัดตั้งหน่วยบ่มเพาะแบบบูรณาการภาครัฐ และเอกชนโดยมีมาตรการจูงใจ

อันที่ ๕ ก็จะส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศด้วยเพื่อแลกเปลี่ยน ประสบการณ์และมีส่วนร่วมในการบ่มเพาะผู้ประกอบการ

ในเรื่องของการสร้างคน ดิฉันได้ทราบข้อมูลว่าวันนี้เรามีสถาบันที่ได้มี การจัดตั้งขึ้นแล้วก็จะเป็นต้นแบบที่ดีได้ อย่างเช่น วันนี้เรามีสถาบันพัฒนาการเรียนรู้ หรือที่เรียกว่าไลฟ์ (Life) นี้ ซึ่งอันนี้ดิฉันดูแล้วก็เป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบที่ดี น่าจะมาขยายผล ต่อไป เพราะอันนั้นจะเป็นการมุ่งเน้นในเรื่องของการจะพัฒนาตั้งแต่ฐานรากเลย โดยเฉพาะ ในเรื่องของวิสาหกิจชุมชนแล้วก็ทางด้านของสหกรณ์ เป็นต้น อันนี้มีตัวอย่างต่าง ๆ ที่จะต้อง เอามาขยายผลได้

ในประเด็นปฏิรูปที่ ๓ เสาที่ ๓ คือที่สำคัญในการที่จะมีกระบวนการและ มาตรการการส่งเสริมวิสาหกิจ อันนี้ดิฉันเองก็จะเน้นว่าเราก็จะต้องมาดูว่า ทั้งที่จะให้เขาเกิดใหม่ แล้วให้เขาอยู่ให้เติบโตแข็งขันได้

ประเด็นในกระบวนการปฏิรูปก็คงจะต้องมองว่าก็ส่งเสริมให้วิสาหกิจนั้น ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานที่เราจะต้องเน้นก็คือว่ามีโปรดัคทิวิตี (Productivity) มีเรื่องของควอลิตี (Quality) และมีเรื่องของสแตนดาร์ด (Standard)

อันที่ ๒ ก็ส่งเสริมให้วิสาหกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยใช้ในเรื่องของอินโนเวชัน (Innovation) ในเรื่องของครีเอทีฟ (Creative) แล้วก็ในเรื่องของโนเลจ เบสด์ (Knowledge-based)

อันที่ ๓ ที่สำคัญคือว่ามาตรการการส่งเสริมจะต้องเหมาะสม กับกลุ่มธุรกิจ กับขนาดแล้วก็กับวงจรชีวิตและรวมถึงพื้นที่ แล้วก็ศักยภาพด้วย ที่เราจะต้องใช้ว่าต้อง เทลเลอร์ เมด (Tailor-made) ไม่ใช่ยาเม็ดเดียวใช้ได้ทุกโรค ซึ่งในสิ่งที่วิสาหกิจเขาต้องการ ก็จะเป็นตั้งแต่เรื่องของข้อมูลเชิงลึกทุกด้าน แล้วก็การให้คำบริการ หรือแม้กระทั่งว่าแต้มต่อ ทางด้านการตลาด เราจะมองภาคเกษตร อย่างสมมุติเรามองเรื่องของยางพารา บางครั้ง เราต้องยอมว่าให้มีแต้มต่อคือรัฐอาจจะต้องมีนโยบายเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเปิดโอกาส ที่เราจะรับซื้อผลิตภัณฑ์จากทางด้านภาคเกษตรที่รัฐต้องการจะส่งเสริมหรือต้องการดูแล

ในส่วนของแม้กระทั่งเรื่องของที่ดิน อาคาร และสถานที่ประกอบการ ในแต่ละ สเตจของการพัฒนาของผู้ประกอบการเราอาจจะมีความต้องการในสิ่งอำนวยความสะดวกนี้ ต่างกัน อย่างเช่น ดิฉันยกตัวอย่างว่าเราพูดถึงวิสาหกิจชุมชน รัฐเองก็จะมีในเรื่องของ แม้กระทั่งในพื้นที่ก็สร้างตลาด สร้างอะไร อันนี้ดิฉันก็คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่วิสาหกิจในแต่ละระดับ มีความต้องการไม่เหมือนกัน หรือในเรื่องของอุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมสูง ๆ ก็อาจจะต้องการ ลักษณะของไซเอินซ์ พาร์ค (Sciences park) เป็นต้น

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเงินทุนและการเข้าถึงแหล่งทุน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เวลาเราพูดถึงเรื่องการสร้างผู้ประกอบการหรือการส่งเสริมเขา หรือความต้องการ ก็มักจะบอกว่าไม่มีเงินหรือเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เองก็เป็นเรื่อง มีความจำเป็น แต่ดิฉันก็อยากจะมองว่าก็เช่นกัน วันนี้ก็มีมาตรการที่รัฐจะส่งเสริมเองโดยตรง หรือรัฐไปส่งเสริมภาคการเงินของเอกชนให้มีส่วนสนับสนุน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ซึ่งเรื่องของทุนและการเข้าถึงแหล่งทุนเป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนให้ความสำคัญ ดิฉันคิดว่า คุณไพบูลย์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางเรื่องของการเงินก็คงให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้

อีกเรื่องหนึ่งคือสิ่งที่เขาต้องการคือมาตรการทางด้านภาษี อย่างที่ได้เรียนว่า ถ้าเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหรือว่ากิจการขนาดใหญ่ข้ามชาตินี้ เรื่องมาตรการ ทางภาษีอาจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าเรามอง ผู้ประกอบการในกลุ่มเล็ก ๆ ในเรื่องของสมอล เขาก็ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการเข้าถึงและสร้างมูลค่าจากงานวิจัย นวัตกรรม แล้วก็การคิดสร้างสรรค์นะคะ อีกเรื่องคือเรื่องเครือข่ายของความร่วมมือ อันนี้เราจะต้อง สร้างเป็นมาตรการที่จะเสริมให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือให้ได้นะคะ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและการสื่อสาร เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญซึ่งทุกคนอาจจะต้องการ เช่นในวันนี้เราจะพูดว่าการสร้างขีดความสามารถ ก็คือการจะต้องทำระบบของดิจิทัล อีโคโนมี (Digital economy) ให้เกิดขึ้น ยกตัวอย่าง หรือโครงสร้างพื้นฐานสิ่งที่ต้องการในภาคของเกษตร เขาจะพูดเรื่องของน้ำต่าง ๆ เป็นต้น เพราะฉะนั้นประเด็นนี้คงจะต้องมาดูให้เหมาะสม ตามสาขา ตามขนาด แล้วก็ตามวงจรชีวิตของการพัฒนา

ในเสาที่ ๔ ก็สำคัญ คือเมื่อเรามีความชัดเจนในเรื่องของมาตรการ การส่งเสริมที่ชัดเจนแล้วนี่กลไกหรือองค์กรที่จะขับเคลื่อนที่จะทำให้บรรลุความสำเร็จนี่ ในการมองตรงนี้เราก็อยากจะมองว่าเราก็คงจะแยกในประเด็น องค์กรที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ เรื่องโพลิซี เมกกิง (Policy making) เพื่อจะกำหนดนโยบาย เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ มาตรการต่าง ๆ ก็ตอนนี้ที่มองเรามองตามขนาด ปัจจุบันถ้าใช้กฎหมายของบีโอไอ (BOI) ก็คงส่งเสริมกิจการ ซึ่งส่วนใหญ่จะมองเห็นว่าเป็นเรื่องของขนาดใหญ่ หรือว่าเป็นเรื่องของ บริษัทข้ามชาติอย่างนี้ ก็น่าจะเป็นองค์กรหลักในการส่งเสริม ในขณะที่การส่งเสริมเอสเอ็มอี ซึ่งรวมไปถึงวิสาหกิจ ชุมชน แล้วก็สหกรณ์นี้น่าจะให้ สสว. ก็เป็นองค์กรซึ่งจะบูรณาการ แล้วก็กำหนดเป็นนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อจะประสานแล้วก็เป็นตัวที่จะกำหนดเป้าหมาย ไปดูเรื่องงบประมาณแบบบูรณาการ แล้วก็เป็นหน่วยติดตามให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ แล้วก็ ในขณะเดียวกันปัจจุบันตัว สสว. เองก็คงจะต้องอยู่ในสถานะที่ต้องปรับตัวองค์กรเพื่อรองรับ ภารกิจนี้ด้วย ทีนี้ในเลเวล (Level) ที่ ๒ ในระดับของการเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุน ที่เราเรียกว่า ฟาซิลิเทเตอร์ (Facilitator) เราก็คงจะใช้กระทรวงต่าง ๆ ที่มีอยู่ มีภารกิจที่ดูแลหลายสาขา อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะอยากจะเน้นว่าเพิ่มกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้มาดูแลในเซคเตอร์ของเรื่อง ท่องเที่ยว การสร้างผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวนี่ให้ชัดเจน กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี หรือแม้แต่ในเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งอันนี้ก็จะต้องเป็นหน่วยงาน ที่จะต้องมาบูรณาการในเรื่องของเป็นผู้สนับสนุนไปด้วย แล้วก็จะอยู่ในคอนเซปต์ (Concept) เรื่องของการเป็นวัน สตอพ เซอร์วิส (One stop service) แล้วก็ในส่วนของ ระดับโอเปอเรเตอร์ (Operator) คือผู้ที่จะเป็นผู้ขับเคลื่อนจริง ๆ ดิฉันคิดว่าในแนวคิดวันนี้ ก็คงจะต้องมาใช้สถาบันเฉพาะทาง ซึ่งสถาบันเฉพาะทางปัจจุบันก็มีอยู่บ้างแล้วในหลาย ๆ กระทรวง อย่างกระทรวงอุตสาหกรรมก็มีสถาบันเฉพาะทางอยู่ประมาณ ๑๐ แห่ง ไม่ว่าจะเป็น รายสาขาด้านของสิ่งทอ แล้วก็ในเรื่องของยานยนต์อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าตรงนี้ ก็มาปรับเปลี่ยนยกระดับพัฒนา และโดยเฉพาะเป็นเรื่องความร่วมมือกับภาคเอกชน กับสถาบันเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้า หรือว่าสภาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นตัว มาขับเคลื่อนในลักษณะเป็นโททอล โซลูชัน (Total solution) คือจะเป็นโคชชิง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าวันนี้องค์กรและกลไกในการขับเคลื่อนก็คงจะต้องมาปรับแยกให้ชัด เพื่อที่ว่าผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจนี่เวลาเราอยากจะคิดว่าเรามีปัญหา เราต้องการการสนับสนุน หรือช่วยเหลือนี่เราจะได้ไปได้ตรงที่ แล้วก็เป็นลักษณะอย่างที่ดิฉันเรียนว่าถ้าเราอยากจะทำอะไร เกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี่เราก็ไปกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีลักษณะของวัน สต็อพ เซอร์วิส ที่ให้บริการเบื้องต้น เสร็จแล้วก็ในการขับเคลื่อนจริงก็จะมีสถาบันเฉพาะทาง เหมือนเราไป โรงพยาบาลหาหมอก็จะมีการดูแลในเบื้องต้นก่อน แต่เมื่อตรวจพบว่าเราอยู่ในสภาพ ที่จะต้องหาหมอเฉพาะทางอย่างไรก็ส่งไปหาหมอเฉพาะทาง อันนี้ก็เป็นแนวคิดในเรื่องของ การที่จะสร้างกลไกและองค์กรในการขับเคลื่อน

ในเสาที่ ๕ ก็คงเป็นประเด็นเรื่องของการปฏิรูปในเรื่องปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบและขั้นตอน รวมทั้งสภาพแวดล้อมเชิงสถาบันเพื่อให้เอื้อกับการเกิดและ การเติบโตของเศรษฐกิจต่าง ๆ นะคะ เท่าที่พบในตอนนี้ก็คงจะเป็นที่ว่า

อันที่ ๑ เราคงมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดนิยามเอสเอ็มอี ปัจจุบันการกำหนดนิยาม ของเอสเอ็มอีเองก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนแรงงาน แล้วก็พูดถึงสินทรัพย์ ซึ่งดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ เท่าที่ดูในเบื้องต้นไม่สะท้อนข้อเท็จจริง ก็อาจจะมีการปรับปรุงว่านอกจากเรื่องของจำนวน แรงงานแล้ว ก็คงจะมองเรื่องของรายได้มากกว่า ซึ่งดูในประเทศต่าง ๆ ก็มีการใช้รายได้แทน เรื่องของสินทรัพย์ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นรายละเอียดต้องดูต่อไป

อันที่ ๒ คือว่าเมื่อเราให้ สสว. มีหน้าที่เหมือนคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพราะฉะนั้นในเรื่องบทบาทอำนาจหน้าที่ของ สสว. เองก็คงมีการปรับเปลี่ยน

และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือว่ามุ่งเน้นด้วยว่าเกษตรอยู่ในเซคเตอร์ ซึ่งจะได้รับการส่งเสริม

อีกประเด็นหนึ่ง คือ ก็คงเป็นการมาดูปรับปรุงกฎหมายที่อาจจะเป็นอุปสรรค ในการประกอบธุรกิจและลดขั้นตอนที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนพาณิชย์ต่าง ๆ ต้องทำให้ง่ายขึ้น ในเรื่องของระบบภาษีอะไรต่าง ๆ เพื่อให้เอื้อสำหรับผู้ประกอบอุตสาหกรรม ผู้ประกอบกิจการ ในขณะเดียวกันก็จะพัฒนากฎหมายใหม่ ๆ ให้เอื้อต่อการที่จะส่งเสริมแล้ว ก็การเติบโตของผู้ประกอบการ เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่าอันนั้นก็คือประเด็นที่เราจะทำต่อไป

ถ้าจะมองดูในรูปแบบกลไกการขับเคลื่อน ดิฉันก็คงนำเสนอโดยเร็ว ๆ ก็คือว่า เราก็จะแยกเป็นด้านของโพลิซี (Policy) หรือเป็นพวกของเรื่องสแทรททีจี (Strategy) ก็จะเป็นหน่วยงาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงาน สสว. ในขณะที่ ในระดับที่เป็นฟาซิลิเทเตอร์ ก็จะทุกกระทรวง ก็จะมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการขับเคลื่อน รายสาขานั้น และภายในตรงนั้นเราก็จะมีระบบของการพัฒนาสถาบันเฉพาะทางขึ้นมา ในแต่ละกระทรวงเพื่อมาดูและเป็นส่วนขับเคลื่อนเป็นโคชชิง เป็นตัวที่จะคอยส่งเสริมโดยตรง กระทรวงศึกษาธิการเองก็มีส่วนสำคัญมาก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเองก็มี ความสำคัญ ซึ่งในปัจจุบันทั้งกระทรวงศึกษาธิการเองเราจะเห็นว่าจะมีศูนย์บ่มเพาะอยู่ใน ภาคการศึกษาต่าง ๆ ด้วย ในขณะที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเอง ก็มีสถาบัน ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการเยอะ รายละเอียดก็เป็นเอกสารที่ได้เพิ่มเติมให้ แนบท้ายนี้ ดิฉันคงไม่ลงรายละเอียด

ทีนี้ในส่วนหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าผลสัมฤทธิ์เฉพาะของการที่เราจะได้มา ก็คือว่า การสร้างสังคมผู้ประกอบการก็จะเป็นวาระแห่งชาติ มียุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชัดเจน เน้นกลุ่มธุรกิจเป้าหมาย แล้วก็กรอบเวลา

อันที่ ๒ ก็จะมีมาตรการการส่งเสริมในเรื่องของการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อสร้างผู้ประกอบการ

อันที่ ๓ กระบวนการและมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจ ทั้งที่เกิดใหม่และที่มีอยู่ ในลักษณะของเทเลอร์ เมด

อันที่ ๔ ก็จะมีสถาบันเฉพาะทางเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการและส่งเสริมวิสาหกิจ อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับแต่ละภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจะเน้นความร่วมมือให้เอกชน มีบทบาทร่วม

อันที่ ๕ ก็คงจะมีการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ส่วนผลกระทบเชิงบวก โดยภาพรวมถ้าเราทำได้เราสร้างสังคมผู้ประกอบการ ให้เข้มแข็ง หมายความว่าผู้ประกอบการมีความเข้มแข็ง แล้วก็วิสาหกิจแข่งขันได้ เราก็จะสามารถ สร้างงานและประชาชนมีรายได้มากขึ้นเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ

อันที่ ๒ สินค้าและบริการเป้าหมายก็สามารถขยายจากท้องถิ่นสู่ตลาดโลกได้

อันที่ ๓ ก็เพิ่มความสามารถของวิสาหกิจโดยเฉพาะขนาดเล็ก เศรษฐกิจ ชุมชน สหกรณ์ สถาบันเกษตร ในเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถเกาะเกี่ยวเป็นส่วนหนึ่ง ของห่วงโซ่คุณค่าได้มากขึ้น

อันที่ ๔ แล้วก็เพิ่มความร่วมมือระดับเครือข่ายวิสาหกิจในพื้นที่รองรับ การแข่งขันที่เข้มข้นในโลกการค้าเสรี

อันที่ ๕ ก็คือผู้ประกอบการก็มีนวัตกรรม มีเครื่องมือในการสร้างมูลค่าและ ความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน พัฒนาสู่โอดีเอ็ม (ODM) แล้วก็โอบีเอ็ม (OBM) คือ ในเรื่องของทั้งดีไซน์ (Design) แล้วก็แบรนดิง (Branding) ได้มากขึ้น

อันที่ ๖ ก็คือว่าอันดับผลการประเมินตามตัวชี้วัด ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ก็จะดีขึ้น แล้วก็ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่เป็นประเทศที่เปลี่ยนผ่านไปสู่อินโนเวชัน ไดรฟเวน อีโคโนมี (Innovation driven economy) ได้ ก็เป็นตามแผนที่ที่เราจะเห็นก่อนปฏิรูป เรายังพึ่งพาการรับจ้าง การผลิตต่าง ๆ แต่หลังจากนั้นในท้ายที่สุดเราคงเข้าสู่อินโนเวชัน ไดรฟเวน อีโคโนมีได้

ทีนี้ในส่วนของพันธมิตรการปฏิรูปก็จะต้องเป็นความร่วมมือด้วยกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการและกลุ่มเป้าหมายที่เรามุ่งที่จะไปพัฒนาแล้วก็ส่งเสริมนะคะ กลุ่มเป้าหมายที่สำคัญก็เริ่มไปตั้งแต่ระดับของนักศึกษา ในส่วนของกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ต่าง ๆ วิสาหกิจ เอสเอ็มอีต่าง ๆ ดิฉันคิดว่านี่ก็เป็นกลุ่มเป้าหมาย สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการ ต่อไปดิฉันคิดว่าขั้นตอนที่สำคัญต่อไปก็คงเป็นเรื่องในวันนี้เราคงจะได้รับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะแล้วก็ประสบการณ์ของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน เอาไปประกอบการที่จัดทำในเรื่องของโรดแมพ ต่อไป อยากจะเรียนว่าในส่วนของเอกสาร ที่เป็นตัวแบคอัพ (Backup) ดิฉันก็คงเป็นเพียงทำให้เห็นว่าเมื่อเรามียุทธศาสตร์ชาติ เรากำหนดโพสิชันนิงของประเทศ เรากำหนดอุตสาหกรรมรายสาขาหรือเกษตรรายสาขาได้ ชัดเจนแล้ว เช่นว่าเราคิดว่าประเทศไทยจะต้องสร้างเข้มแข็งดังเรื่องของภาคเกษตรโดยจะ เป็นอะโกร เบสด์ อินดัสทรี (Agro based industry) เป็นไบโอ เบสด์ อินดัสทรี (Bio based industry) อะไรต่าง ๆ โดยมีวัตถุดิบเริ่มต้นจากภาคเกษตรแล้วเราจะต้องเห็นภาพของแวลู เชน (Value chain) ของการเริ่มต้นตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ อย่างเช่นเราจะมอง ภาคของตัวมันสำปะหลังหรืออ้อยก็ดีว่าสามารถที่จะพัฒนาใส่เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าไปแล้ว ก็ท้ายสุดมีมูลค่าเพิ่มเป็นภาคอุตสาหกรรมได้มันจะเป็นแวลู เชน ที่เราจะสะท้อนให้เห็นว่า กระทรวงใดจะมีส่วนที่จะต้องส่งเสริมสนับสนุน แล้วก็ขนาดของวิสาหกิจนั้นจะเริ่มตั้งแต่เป็น เอสเอ็มอี หรือเป็นแอล (L) หรือเป็นเอ็ม (M) เอ็นซี (NC) คือเป็นบริษัทข้ามชาติเราจะเห็น เพราะฉะนั้นจากตรงนั้นเราจึงไปกำหนดมาตรการส่งเสริมให้ถูกต้อง ให้เหมาะสม ให้ตรงกับ ความต้องการของเขา ซึ่งอันนี้ก็คงจะเป็นรายละเอียดที่ไปทำกัน แต่ก็เป็นตัวอย่าง ให้ท่านสมาชิกที่สนใจก็ได้ดูในรายละเอียดต่อไป ดิฉันคิดว่าในการนำเสนอวันนี้สิ่งสุดท้าย ที่อยากจะเรียนโดยสรุปก่อนที่จะรับฟังข้อคิดเห็นของท่านซึ่งคิดว่าคงจะได้ประโยชน์

อันที่ ๑ ในปัจจุบันรัฐบาลชุดนี้ก็ได้มีการปรับปรุงองค์กรของรัฐในการส่งเสริม ที่มีความชัดเจนแล้ว อย่างจะเห็นได้ว่า คสช. เมื่อมาสิ่งที่ทำอันแรกเลยก็คือว่าปรับย้าย สสว. แล้วก็บีโอไอซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมออกมาแล้วมาขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นดิฉันคิดว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่ได้มีการปรับปรุงไปแล้ว

อันที่ ๒ ที่ทราบแล้วก็กำลังดูด้วยกันก็คือว่าการปรับปรุงองค์กร สสว. เอง ทั้งในเรื่องของบทบาทอำนาจหน้าที่แล้วก็ตัวบุคลากร

เรื่องที่ ๓ ก็คือว่าแม้กระทั่งในเรื่องของกฎหมาย สสว. เองวันนี้ก็มาให้ ความสำคัญแล้วว่าจะเพิ่มภาคเกษตรเข้าไปในนั้นพูดไว้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งได้ดำเนินการโดยภาครัฐไปแล้ว

อันที่ ๒ ดิฉันเรียนท่านว่าเราคงเห็นว่าการสร้างสังคมผู้ประกอบการนั้น เป็นเรื่องใหญ่ แต่ดิฉันก็คิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะใกล้ตัวเรา สมาชิกเราถ้าไม่ใช่ เป็นพนักงาน เป็นผู้รับจ้าง เป็นข้าราชการ เป็นนักวิชาการต่าง ๆ ก็คงมีสถานภาพเป็น ผู้ประกอบการ มีวิสาหกิจที่ทำก็คงจะทราบว่ามีปัญหาแล้วก็ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างไร เพราะฉะนั้นดิฉันว่าวันนี้มาตรการที่ต้องการส่งเสริมจากภาครัฐเพื่อเราให้เติบโต แล้วก็ยั่งยืน ภาคเอกชน ภาคผู้ประกอบการต้องมีส่วนร่วมนำเสนอแล้วก็ควรจะนำเสนอ ในรูปของกลุ่มที่เป็นคลัสเตอร์ตรงนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ควรจะร่วมตัวกันเพราะว่าอันนี้ มันก็จะเข้าหลักที่ว่าเราจะจัดความเข้มแข็งของคลัสเตอร์ขึ้นได้ในสังคมผู้ประกอบการ

ประเด็นที่ ๓ ดิฉันคิดว่าที่จะต้องทำต่อไปคือว่าอย่างที่นำเรียน ในการปฏิรูป ๕ ด้าน เราจะต้องทำการครอส คัตติง (Cross cutting) กับกรรมาธิการหลาย ๆ ชุดในสภานี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการทางด้านวิทยาศาสตร์ คณะกรรมาธิการทางด้านการศึกษา และขณะเดียวกันเนื่องจากเรื่องการสร้างสังคมผู้ประกอบการเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะไดนามิค (Dynamic) เพราะฉะนั้นเราคงต้องบูรณาการ แล้วก็ประสานกับหน่วยราชการที่ทำอยู่ ในปัจจุบัน อย่างที่ได้ตามก็คืออย่างเช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันนี้ก็หันมาให้ การส่งเสริมในเรื่องของสหกรณ์มากขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่จะทำต่อไปจะต้องเป็น การบูรณาการมากขึ้น แล้วก็ต้องมีการครอส คัตติง

ในท้ายที่สุดนี้ดิฉันก็คิดว่าวันนี้ในการปฏิรูปเราพูดในเรื่องของการสร้างคน สร้างคนให้เป็นคนมีความรู้ มีคุณธรรม เราจะสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง เราจะสร้างเรื่อง การให้บริการกับประชาชนมากขึ้น ซึ่งนั่นนำไปสู่เรื่องที่เห็นว่าเป็นเรื่องของการทำให้อยู่ดีกินดี เพราะฉะนั้นการสร้างสังคมผู้ประกอบการก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญ เพราะจะนำไปสู่เรื่องที่เรา จะอยู่ดี นั่นคือเรื่องของการสร้างชุมชนเข้มแข็ง แต่ว่ากินดีนั่นคือหมายความว่าเราไม่จน แล้วเราสามารถที่จะเติบโต นำพาให้ประเทศเข้าสู่ความมั่งคั่ง มั่นคง แล้วก็ยั่งยืนต่อไป

เพราะฉะนั้นท้ายสุดดิฉันก็คงขอเรียนว่านอกจากเราจะรับฟังจากท่านสมาชิกแล้ว ดิฉันใคร่ขออนุญาตท่านปลัดมนู ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งท่านก็เป็นอดีต ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมและท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทมากในเรื่องของการส่งเสริมเอสเอ็มอีมา จะได้มีโอกาสให้ข้อมูลเพิ่มเติม แล้วก็รวมไปถึงคุณไพบูลย์ซึ่งก็คงจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของ การเข้าถึงทุนและเรื่องของแหล่งทุน ขออนุญาตท่านประธาน