เกริกไกร จีระแพทย์ หารือเรื่องการเป็นประเทศที่มีคุณภาพสินค้า โดยมี 6 เสี้ยวที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเพิ่มผลผลิตและผลตอบแทนจากการลงทุน และมีเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศมีความสามารถในการกำหนดราคาสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตนเอง
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพเช่นกันทุกท่าน ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมจะนำเสนอโดยท่านประธานอนุกรรมาธิการนั้นจะเป็นเรื่องที่หลงเหลือมาจากที่เรา เสนอไปเมื่อวันที่ ๑ เมษายน เหตุเนื่องจากวันนั้นเราเสนอไป ๒ เรื่อง และเรื่องที่ ๓ นั้น ไม่มีเวลาที่จะเสนอ ท่านประธานเลยขอให้มาเสนอวันนี้ ผมขอกราบเรียนที่ประชุมสั้น ๆ ว่า เรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งคงจะไม่กินเวลามาก เป็นการปูพื้นเตือนความจำท่านอีกนิดหนึ่งว่า เราได้นำเสนอแนวคิดที่มาที่ไปของวาระปฏิรูปเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้ง ๒ คณะอยู่ ๗-๘ เรื่องด้วยกัน ก็เป็นของคณะที่ผมดูแลอยู่ ๓-๔ เรื่อง เราได้แนวความคิดต่าง ๆ มาจากมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ ถ้ามีสไลด์ (Slide) ไปเลยครับ คนที่คุมสไลด์อยู่ครับ ใน ๖ ประเด็นที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญนั้นก็ออกมาเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ที่เราไปทำที่ศูนย์ราชการ แล้วก็ที่โรงแรมเอเชีย ออกมาเป็นนโยบายเรื่องของวาระการปฏิรูปอยู่ทั้งหมด ๓๖ วาระด้วยกัน ภายใต้กรอบ ของความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ใน ๓๖ วาระนั้นเป็นเรื่องของเศรษฐกิจสัก ๗-๘ วาระดังปรากฏบนจอ เศรษฐกิจ ภาคการเงินการคลังนั้นก็ผ่านพ้นไปแล้วทั้ง ๔ เรื่อง ของเราผ่านไปแล้ว ๒ เรื่อง แล้วก็จะมี เรื่องที่เข้ามาอยู่ในกรอบที่จะขอเสนอให้สภาได้ดูอีกประมาณ ๓-๔ เรื่องด้วยกัน เช่น การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ (Logistics) ทีนี้ประเด็นคำถามก็คือว่าทั้งหมดมันไม่ใช่ทั้งหมด มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาคเศรษฐกิจใหญ่ แต่เราได้กำหนดไว้ในวิสัยทัศน์ของเรา แล้วก็ เป็นที่ตกลงของในสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้แล้ว สิ่งที่เราได้มองจากปัญหาต่าง ๆ ทั้งภายใน ภายนอกนั้นมันจึงออกมาเป็นวาระเหล่านี้ เราได้ยึดทิศทางยุทธศาสตร์สำคัญอย่างหนึ่งคือ เรื่องของการเป็นเทรดดิง เนชัน (Trading nation) คือพยายามทำให้ประเทศไทยนั้น เป็นประเทศที่ค้าขาย ท่านจะเห็นว่าผมขอนำเสนอภาพนี้มันมี ๖ เสี้ยวด้วยกัน เสี้ยวที่สำคัญ ที่เราจะพูดถึงวันนี้ก็คือเสี้ยวที่ ๒ ทางขวามือนะครับ ประมาณ ๓ นาฬิกา คือคำว่าโปรดัคชัน (Production) ในนี้ก็จะมีเรื่องของการเป็นศูนย์ผลิตที่ดีเลิศทางเกษตร เราเป็นผู้เก่งกาจ ทางด้านการท่องเที่ยว เราจะเป็นผู้เก่งกาจทางด้านของการค้าบริการ และเราจะเป็น ผู้ที่มีความสามารถในการประกอบกิจการและผลิตสินค้าต่าง ๆ ที่เรามีความสามารถสั่งสมกันมา ในที่นี้เราได้พูดถึงเกษตรไปแล้วเมื่อวันที่ ๑ เราได้พูดถึงกฎหมายการแข่งขันไปแล้ว เราคงจะพูดถึงเรื่องอื่นต่อไป แล้ววันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสังคมผู้ประกอบการ ประเด็นคำถามคือว่าทำไมจึงต้องทำเรื่องนี้ ผมขอกลับไปที่สไลด์เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้าง เศรษฐกิจนะครับ ท่านจะเห็นว่าในภาคเศรษฐกิจไทยไปก่อนหน้านี้นิดหนึ่งได้ไหมครับ เรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจนั้น ในเรื่องของบริการเราจะเห็นว่าเรามีความสามารถใช้ได้ เกษตรเรามีความอ่อนแอกล่าวคือคนจำนวนมากทำเงินได้จำนวนน้อย แล้วก็อุตสาหกรรม เราก็ทำได้ดีพอสมควร บริการก็ทำได้ดีกว่ากล่าวคือ ๔๖ เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทำได้ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นก็คือว่าในอุตสาหกรรมก็ดี เกษตรก็ดี ในบริการก็ดีเราสามารถ ทำได้ดีกว่านี้ไหม และที่ทำมานั้นเราทำคุ้มกับแรงงาน ปัญญา การลงทุนที่เราใส่ไปหรือไม่ ถ้าพูดถึงภาษาธุรกิจก็คือว่ารีเทิร์น ออน อินเวสเมนท์ (Return on investment) หรือผลตอบแทนจากการลงทุนต่าง ๆ นั้นมันไม่คุ้มมันน่าจะเห็นมากกว่านี้ ถ้าเรามาดู ที่ผู้ประกอบการเราจะเห็นว่าในประเทศไทยนั้นมีผู้ประกอบการทั้งหมดที่ปรากฏ ทั้งจดทะเบียน ไม่จดทะเบียนอยู่ประมาณ ๒,๘๐๐,๐๐๐ รายด้วยกัน ในจำนวนนี้ ๙๗ เปอร์เซ็นต์กว่าเป็น เอสเอ็มอี (SMEs) เป็นเอสเอ็มอี เพราะฉะนั้นเราทำอย่างไรประเด็นปัญหาคือว่า ทำอย่างไรจึงจะให้มนุษย์จำนวนนี้ ๒.๘ ล้านราย ซึ่งปรากฏกายในทางกฎหมายเพียง ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ ราย มีพลังความสามารถเพิ่มขึ้น ทีนี้ถามว่าทำไมต้องเอาเขาครับ ผมคิดว่าเขามีความสำคัญอย่างยิ่งหลายมิติด้วยกัน อันที่ ๑ คือ เอสเอ็มอีมีสัดส่วน ๙๗ เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจอย่างที่ว่าแล้ว อันที่ ๒ ก็คือว่าเขาสามารถทำผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า ๓๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) และที่น่าสนใจมากก็คือว่าเอสเอ็มอี ครอบคลุมเศรษฐกิจเกือบทุกสาขาไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม บริการ ท่องเที่ยว การคมนาคมขนส่งจิปาถะ มันเข้าไปในทุกโยงใยเส้นสายของธุรกิจของ ภาคเศรษฐกิจหมด และมันจึงเป็นพลังเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่งของประเทศ เอสเอ็มอีมีปัญหารั่วมากมายครับ เอาเพียงแต่ข้อมูลอย่างเดียวมันก็ไม่นิ่ง ไม่มีแหล่งข้อมูล ที่เป็นศูนย์กลางจริง ๆ คนที่มีหน้าที่ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ เนื่องจากมีงบประมาณจำกัด มีปัญหามากของการสร้างผลิตภัณฑ์และทำผลิตภาพที่ดี ที่สำคัญมากคือการทำให้เกิด แวลู ครีเอชัน (Value creation) คือคุณค่าทางผลิตภัณฑ์ ผมไม่ได้พูดถึง แวลู แอด (Value add) นะครับ ไม่ใช่มูลค่าส่วนเพิ่ม แต่มูลค่าที่เป็นมูลค่าจากการคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริง เขาสามารถทำได้ เมื่อวานนี้ท่านปรีชา ขออนุญาต ศิลปินแห่งชาติได้แสดงภาพ นั่นคือส่วนหนึ่ง ของแวลู ครีเอชัน มันอาจจะมีมูลค่ามหาศาลในแต่ละภาคที่ผลิตขึ้นมาโดยใช้สติปัญญา และศิลปะที่มีอยู่ สิ่งที่เขามีปัญหาอย่างหนึ่งคือการเข้าถึงทุนทรัพย์ และที่สำคัญอย่างมาก ก็คือว่าเขามีความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเช้านี้หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง คือโพสต์ทูเดย์ได้ลงความเห็นของกระทรวงการคลังกับหอการค้าไทยไว้น่าสนใจครับ ท่านประธาน ซึ่งอ่านแล้วผมไม่ทราบท่านจะคิดอย่างไร กระทรวงการคลังรัฐมนตรีช่วยว่าการ บอกว่า รัฐบาลมีความพร้อมรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) กว่า ๘๗ เปอร์เซ็นต์ ภายใน ๔ ยุทธศาสตร์ ๔ อัน ก็คือ ๑. ความเป็นซิงเกิล โปรดัคชัน (Single production) แหล่งผลิตอันเดียว ตลาดเดียว เป็นภูมิภาคที่มีความทัดเทียมในการพัฒนา ภูมิภาคที่แข่งขันได้ ภูมิภาคที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก มีความพร้อม ๘๗ เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือรองประธานกรรมการหอการค้าซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการท่านหนึ่ง บอกว่า ยังไม่พร้อมในการเข้าสู่เออีซี (AEC) เอสเอ็มอียังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่เออีซี เพราะต้อง ปรับตัวรับการแข่งขัน ขณะที่ตลาดสินค้าในประเทศยังไม่มีกลไกป้องกันไม่ให้สินค้า ที่มีคุณภาพต่ำเข้ามาขายในประเทศมากขึ้น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่น และการเคลื่อนย้าย แรงงานที่ไม่มีฝีมือ เป็นต้น ถ้าผมฟังอย่างนี้แล้ว ผมเกิดความรู้สึก ๒ อย่างท่านประธานที่เคารพ ๑. เป็นห่วงเอสเอ็มอี ๒.๘ ล้านราย หรือจะ ๖๐๐,๐๐๐ รายก็ตาม ประเด็นที่ ๒ ผมเกิดความเศร้าใจ เพราะเราไม่ได้รู้ว่าเราจะเข้าเออีซีเมื่อวานนี้ เมื่อปี ๒๕๕๐ ผมนั่งอยู่มุมนี้ ห้องโน้น ทางโน้น มุมนั้น เสนอโรดแมพ (Roadmap) เออีซีให้กับรัฐบาล ให้กับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่า เราจะต้องเลื่อนขึ้นมาเป็นปี ๒๐๑๕ ก็คือในปลายปีนี้ ๘ ปีให้หลังเรายังบอกว่าเอสเอ็มอี เรายังไม่พร้อม ตรงนี้น่าเป็นห่วงมากครับ เราต้องทำอะไรบางอย่าง เราจะทำอะไรครับ ผมคิดว่าเราจะต้องคิดว่าเราจะเป็นเจ้าของไม่ใช่ขี้ข้า เราจะไม่รับจ้างผลิต เราจะมีความคิดของเรา จ้างก็จ้างไป เราก็จะรับมา แต่เราจะต้องมีการต่อยอดให้เราสามารถจะผลิตของเราเองได้
ประการต่อไป ผมคิดว่าเราจะต้องเป็นผู้สร้างความแตกต่างเอสเอ็มอีของเรา ต้องสร้างความแตกต่างนะครับ และสร้างความต้องการ ไม่ใช่ใช้ความต้องการของโลกมาเป็น ลมหายใจของเรา
ประเด็นที่ ๓ เราจะต้องเป็นผู้กำหนดราคา ไม่ใช่ผู้รับราคา หรือเป็นไพรซ์ (Price) เราต้องเป็นไพรซ์ เมคเกอร์ (Price maker) ไม่ใช่ไพรซ์ เทคเกอร์ (Price taker)
เราจะต้องขยายอาณาเขตของการค้าเราออกไป เมื่อเช้านี้เช่นกันครับ มีคนโฆษณาร้านขายหมูแผ่นที่เยาวราชที่พัฒนาตนเอง ลองคิดดูถ้าร้านขายหมูแผ่นอย่าง ส. ขอนแก่นอะไรก็แล้วแต่ หรือที่ลิ้มกออะไรก็แล้วแต่ ออกไปสู่อาเซียน สิงคโปร์ ฮ่องกงต่าง ๆ เราจะขายหมูแผ่นได้มากน้อยเพียงใด แล้วเราจะขายหมูได้หมดประเทศไหม ถ้าจีนซื้อหมูแผ่น ของเราหมด นี่เป็นความฝัน แต่ผมคิดว่าเป็นความฝันที่เป็นจริงได้ เราจะต้องทำให้เขาขยายตลาด ออกไปให้ได้ แล้วเราจะประกาศศักดาด้วยปัญญาครับ ไม่ใช่ด้วยแรงงาน ทำอย่างไร นี่คือความท้าทายอย่างมากของเรา อาจจะไม่ใช่ปีหน้า ๓ ปีข้างหน้า แต่ในอนาคตอันใกล้ มันควรจะเสร็จสิ้นได้ เราจะพยายาม สร้างมนุษย์พันธุ์ใหม่ให้เกิดขึ้นนะครับคือผู้ประกอบการที่มีจิตวิญญาณของการประกอบการ ซึ่งมันจะมีความหมาย เดฟฟินิชัน (Definition) นิยามของมันอยู่ เราจะกลายพันธุ์คนที่มีอยู่ ในขณะนี้ ทางภาษาการแพทย์อาจจะเรียกว่ามิวเทชัน (Mutation) เราจะกลายพันธุ์ คนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ให้เขาเป็นพันธุ์ที่วิเศษขึ้นกว่าเดิม ทำอย่างไร แล้วเราจะกลายพันธุ์ ผู้ที่จะทำให้คนอื่นกลายพันธุ์ให้ทำงานเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ก็คงไม่ใช่สำบัดสำนวนนะครับ ผมคิดว่าเราจะต้องพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ผู้ประกอบการที่มีอยู่แล้ว และพัฒนาคนที่ทำหน้าที่พัฒนาผู้ประกอบการให้ทำงานได้ดีขึ้น จะทำอย่างไรนั้นผมคิดว่า ผมขอประทานอนุญาตท่านประธานให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปอุตสาหกรรม คุณอัญชลี ชวนิชย์ ได้เสนอเปเปอร์ (Paper) ที่เราวางไว้บนโต๊ะนานแล้วครับ ขอบคุณครับ