จรัมพร สุระมณี

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘

จรัมพร สุระมณี อธิบายอำนาจพนักงานสอบสวนในการเรียกเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยชี้ให้เห็นความสำคัญของสหวิชาชีพและสหวิทยาการในการสร้างความยุติธรรมที่ตรวจสอบได้ พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการดังกล่าวอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ ยังสรุปผลโฟกัสกรุ๊ปว่าความเป็นอิสระในวิชาชีพนิติวิทยาศาสตร์มีความสำคัญ โดยยืนยันให้คงสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อสนับสนุนงานสืบสวนและสอบสวน พร้อมทั้งเสนอพัฒนาระบบโครงสร้างใหม่ที่มีคณะกรรมการและสภาวิชาชีพนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความยุติธรรมและควบคุมอาชญากรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

พลตำรวจเอก จรัมพร สุระมณี กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พลตำรวจเอก จรัมพร สุระมณี อนุกรรมาธิการปฏิรูป โครงสร้างอำนาจหน้าที่ กระบวนการทำงานตำรวจเพื่อประชาชน กระผมได้รับมอบหมาย จากคณะอนุกรรมาธิการให้นำเสนอแนวทางปฏิรูปงานนิติวิทยาศาสตร์ หรืองานพิสูจน์ หลักฐานเพื่อประชาชน เมื่อมีคดีอาญาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกาย หรือคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน เป็นอำนาจและเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนตำรวจ ที่จะต้องไปที่เกิดเหตุ ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินการทั้งหลายอื่นตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งอาจจะรวมถึงการสืบสวน การตรวจค้น แล้วก็ การออกหมายต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงของคดีที่เกิดขึ้น และพิสูจน์ความผิด นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ รวมทั้งติดตามทรัพย์สินที่สูญหายมาคืนสู่ผู้เสียหาย ทั้งนี้รวมถึง การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ที่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรมด้วย เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ในการควบคุมอาชญากรรมของกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นการจับกุมนั้นจะต้อง จับกุมให้ถูกคนและก็ลงโทษต้องไม่ผิดตัว

ในเรื่องของการตรวจเก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ หรืออาคารสถานที่ ที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอำนาจเฉพาะตัวของพนักงานสอบสวน ซึ่งระบุไว้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในหลาย ๆ คดีพนักงานสอบสวนสามารถจะใช้ ความเชี่ยวชาญหรือทักษะขอตนเองในการรวบรวมพยานหลักฐานได้ ในกรณีที่เป็นคดีที่ ไม่ซับซ้อน แต่สำหรับในคดีสำคัญคดีใหญ่ หรือคดีที่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อน พนักงาน สอบสวนอาจจำเป็นจะต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ หรืออาจจะต้องใช้ทักษะ ทางวิทยาการของเจ้าหน้าที่ด้านนิติวิทยาศาสตร์มาช่วยในการรวบรวมหลักฐาน ตรงนี้เป็น ดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานนั้นเข้ามา ในที่เกิดเหตุ การที่จะเรียกหรือไม่เรียกนั้นเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนโดยแท้จริง และหลักฐานที่ได้นี้ก็จะนำไปวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของลายนิ้วมือแฝง ในเรื่องดีเอ็นเอ ในเรื่องปลอกกระสุน หรือในเรื่องการดูเรื่องวิถีกระสุนก็ตาม เมื่อเข้าไปนำภาพต่าง ๆ พยานหลักฐานแต่ละชิ้นไปวิเคราะห์ แล้วก็จะนำภาพต่อ ทำให้เกิดภาพต่อว่าวัตถุพยาน แต่ละชิ้นนั้นมีการเชื่อมต่อ เปรียบเสมือนเป็นการต่อจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ของภาพเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ตรงนี้ก็จะนำไปสู่การสืบสวนแล้วก็จับกุมผู้กระทำผิด สำหรับวิทยาการในเรื่องของ การพิสูจน์หลักฐานนั้นในภาคสากลเราเรียกว่าฟอเรนซิค ไซน์แอนซ์หรือที่เรียกว่า นิติวิทยาศาสตร์ ในส่วนของตำรวจนั้นเราจะมีหน่วยงานเรียกว่า สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ บุคลากรที่ทำหน้าที่ในหน่วยงานลักษณะนี้จะเป็นบุคลากรที่มีความรู้หลากหลายวิชาในด้าน วิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเคมี ฟิซิกส์ หรือชีวะก็ตาม ซึ่งเราจะเรียกวิทยาการอันนี้ว่า สหวิทยาการ และบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์หรือการพิสูจน์หลักฐาน นั้นก็อาจจะเป็นความร่วมมือ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญจากหน่วยงาน ไม่ว่าจะ เป็นนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ หรือวิศวกรก็ตาม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกหลากหลายวิชาชีพซึ่งเราก็เรียกว่า สหวิชาชีพ เพราะฉะนั้น งานนิติวิทยาศาสตร์นั้นจะมีองค์ประกอบทั้งสหวิชาชีพแล้วก็สหวิทยาการ ในการที่เจ้าหน้าที่ ตำรวจไปที่เกิดเหตุแล้วนำวัตถุพยานเข้ามาในแล็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานนั้น จะพยายามตรวจสอบแล้วก็ชี้ถึงความเชื่อมโยงของวัตถุพยานแต่ละชิ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ ฝ่ายสืบสวนนำไปสู่การสืบสวนติดตามคนร้าย แล้วก็รวมทั้งในเรื่องของการนำไปประกอบ สำนวนการสอบสวน เช่น ในที่เกิดเหตุนั้นอาจจะตรวจสอบว่าคนร้ายนั้นเข้ามาคนเดียว หรือหลายคนก็อาจจะดูตรวจสอบจากร่องรอยเท้าที่เหยียบย่ำเข้ามา หรืออาจจะดูจากรอยมือ หรืออาวุธที่ใช้ในคดีที่มีฆาตกรรมเกิดขึ้น อาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นอาวุธประเภทใด ซึ่งก็จะเป็น ข้อมูลให้มีการติดตามอาวุธซึ่งจะเป็นของกลางในคดีเพื่อเอามายืนยันพิสูจน์ความผิด ของผู้กระทำ ในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทั่วโลกและรวมทั้งประเทศไทยนั้นให้ ความเชื่อมั่นในกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ เพราะในเรื่องของการพิสูจน์ ทางวิทยาศาสตร์นั้นจะมีกระบวนการจะมีขั้นตอนที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ เครื่องมือ ทางวิทยาศาสตร์นั้นเมื่อมีผลรายงานออกมาแล้วจะมีคำตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่สามารถ ไปสั่งให้เครื่องบิดเบือนได้ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพยานบุคคลหรือแม้แต่ประจักษ์พยานก็ตาม ณ เวลาหนึ่งอาจจะยืนยันว่าพบเห็นเหตุการณ์ สามารถจะยืนยันได้ แต่พอเวลาผ่านไปคำพูด หรือคำให้การของพยานนั้นอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในชั้นต่อไปนอกเหนือจากชั้นพนักงาน สอบสวน อาจจะไปเปลี่ยนแปลงชั้นอัยการหรือชั้นศาลก็ได้ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะเรื่องของ สาเหตุของความโกรธหรือสาเหตุของความรักหรือสาเหตุของอามิสสินจ้างก็ตาม ตรงนี้ก็จึง ถือว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์นั้นเป็นหลักฐานที่มีความมั่นคงอย่างแท้จริง สำหรับงาน นิติวิทยาศาสตร์นั้นอย่างที่กล่าวมาแล้วว่าจะเป็นหลักประกันในเรื่องของความยุติธรรม ในสังคม โดยเฉพาะอย่างสังคมของไทยหรือสังคมทั่วโลกก็ตาม เพราะฉะนั้นจึงเป็น ความคาดหวังของพี่น้องประชาชน ต้องการได้ความยุติธรรมอย่างแท้จริง และวิทยาศาสตร์ นั้นก็เป็นคำตอบหนึ่ง จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วก็ดำรงอยู่ในปัจจุบันนั้น ยังมีพี่น้อง ประชาชนเป็นจำนวนมากอย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงว่าไม่สามารถที่จะ เข้าถึงงานนิติวิทยาศาสตร์ ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการสืบสวนสอบสวนของพนักงาน สอบสวนหรือแม้แต่บุคคลซึ่งอาจจะไม่เชี่ยวชาญหรืออาจจะเป็นบุคคลที่ไม่ตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งเป็นข้อจำกัดของกฎหมาย เพราะว่าอำนาจ ในการตรวจที่เกิดเหตุนั้นเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานนิติวิทยาศาสตร์หรือ พิสูจน์หลักฐานนั้นไม่มีตัวตนในกฎหมาย จะถูกเรียกมาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานก็ต่อเมื่อ พนักงานสอบสวนนั้นเรียกเข้ามา จะไม่สามารถไปที่เกิดเหตุด้วยตนเองได้ ไม่มีโอกาสที่จะ ได้รับการร้องขอจากประชาชนว่าขอให้มาตรวจที่เกิดเหตุ แม้พนักงานสอบสวนไปที่เกิดเหตุ ก็ตาม อาจจะไปแล้วอาจจะบอกว่าไม่พบอะไร ไม่เห็นอะไร บางครั้งความเชี่ยวชาญเขาไม่พอ เพราะฉะนั้นลายนิ้วมือแฝงเขาไม่สามารถจะเห็นได้อาจจะเป็นคำตอบที่ถูก แต่ว่าขั้นตอน เป็นขั้นตอนที่ผิดในการทำหน้าที่เช่นนั้น ในฐานะไม่ว่าจะเป็นในฐานะของผู้เสียหาย หรือเป็นผู้กล่าวหาก็ตาม ความยุติธรรมในเบื้องต้นจากหลักฐานนั้นถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในที่เกิดเหตุบางคดีนั้นจะมีหลักฐานเพียงชิ้นเดียวหรือจะกล่าวในที่นี้ว่าเป็นหลักฐาน เพียงชิ้นเดียวในโลกที่มีอยู่ในการที่จะพิสูจน์ความผิดหรือจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ที่ ถูกกล่าวหาได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าขณะนี้ ปัจจุบันนี้ประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึง ความยุติธรรมของกระบวนการพิสูจน์หลักฐานได้ แม้แต่ในส่วนของตำรวจเองก็ยังมีระเบียบ การตำรวจเรียกว่า ระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ระบุไว้ว่าคดีประเภทใดบ้างที่พนักงาน สอบสวนนั้นควรจะต้องร้องขอเจ้าหน้าที่วิทยาการหรือเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ยกตัวอย่าง เช่น ในคดีต่อชีวิตหรือร่างกาย คดีซึ่งเป็นคดีใหญ่ ๆ คดีสำคัญ คดีปล้นทรัพย์ คดีวางเพลิง หรือแม้แต่คดีจราจรที่มีปัญหา หรือคดีที่มีการตายผิดธรรมชาติ คดีวิสามัญฆาตกรรม หรือแม้แต่คดีฆ่าตัวตายก็ตาม ซึ่งอาจจะมีปัญหา ซึ่งอาจจะมีข้อสงสัยในภายหลัง เพราะฉะนั้นในกรณีเช่นนี้เป็นกรณี ที่ระเบียบตำรวจนั้นให้เรียกเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แต่ก็มีข้อจำกัดว่าถ้าหากพนักงาน สอบสวนนั้นละเลย หรือเกียจคร้าน หรือคิดตั้งแต่เบื้องต้นว่าจะบิดเบือนรูปคดี ไม่เรียก เจ้าหน้าที่ด้านนิติวิทยาศาสตร์ ถามว่าประชาชนจะมีสิทธิตรงไหน ประชาชนจะมีสิทธิ เรียกหรือไม่ คำตอบขณะนี้ประชาชนไม่มีสิทธิเรียกเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานโดยตรง สำหรับกระบวนการของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย เราจะเห็นว่ามีการออกแบบ หรือมีการถูกถอดแบบให้มีการถ่วงดุลกัน เราจะดูว่ามีตั้งแต่ตำรวจ คือต้นทางของ กระบวนการยุติธรรม เสร็จแล้วเมื่อทำสำนวนการสอบสวน รวบรวมหลักฐาน ก็จะส่งอัยการ เพื่อให้มีการตรวจสอบ อาจจะมีการทัดทาน หรืออาจจะมีการสอบเพิ่มเติม แล้วก็มีความเห็น จะสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องส่งศาลอีกครั้งหนึ่ง ดูแล้วเสมือนว่าเป็นการถ่วงดุลกระบวนการ ยุติธรรมในเรื่องตำรวจ อัยการและศาล แต่ถ้าหากท่านมองไปที่จุดของการทำหน้าที่ของ ตำรวจโดยลำพัง ท่านจะเห็นว่าเมื่อมีคดีเกิดขึ้นตำรวจจะต้องเริ่มตั้งแต่มีการสืบสวน สืบสวน โดยฝ่ายสืบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิด อาจจะไปหาข้อมูลต่าง ๆ เสร็จแล้วก็จะมีการสอบสวน สอบสวนคือการทำสำนวนการสอบสวน รวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องก็แล้วแต่ เสร็จแล้วก็จะมีการจับกุม จากการที่จะจับกุมนั้นจะเอากระบวนการของการพิสูจน์หลักฐาน หรืองานนิติวิทยาศาสตร์เข้าไปอยู่ด้วย ก็ทำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เสร็จแล้วก่อนที่จะถึงอัยการ ก็เป็นเรื่องของการทำความเห็นในทางคดี เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าการทำหน้าที่ ของตำรวจนั้นเป็นกระบวนการที่กระจุกตัว ๕ อำนาจอยู่ในบุคคลฝ่ายเดียว ก็คือสืบสวน สอบสวน จับกุม พิสูจน์หลักฐาน และทำความเห็นทางคดี ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเรามองเห็น อำนาจตรงนี้แล้ว เราคิดว่าเราควรจะสร้างความยุติธรรมในระบบให้มากขึ้น ทำอย่างไร ให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมตรงนี้ได้มากขึ้น จากที่คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้าง ตำรวจได้มีการศึกษาและวิเคราะห์นั้น เราตั้งใจทำงานกันตั้งแต่เช้า แล้วก็มีการประชุมกัน อย่างต่อเนื่อง แล้วรวมทั้งมีการทำโฟกัส กรุป (Focus group) ต่าง ๆ ด้วย แนวทางของ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจนั้นพิจารณาว่า เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดของ พี่น้องประชาชน แล้วเพื่อให้ได้ความยุติธรรมจากกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจ หรืองาน พิสูจน์หลักฐานได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น สมควรที่จะมีการดำเนินการในหลายด้าน ซึ่งผมจะขอ สรุปประเด็นย่อ ๆ ดังนี้นะครับ

ประการแรก คือสมควรที่จะมีการปรับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพิสูจน์ หรือการเข้าที่เกิดเหตุของ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน หรือเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหน่วยใดก็ตาม คือกำหนดให้มีตัวตนในกฎหมาย ขณะนี้ถ้าจะถามว่าใครคือเจ้าพนักงานในการตรวจที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนนั้นคือเจ้าพนักงาน แต่ถ้าไม่เรียกเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ไม่สามารถ มีตัวตนได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีตัวตนในกฎหมายแล้ว ก็คงจะเป็นช่องทางที่ให้ประชาชนนั้น สามารถที่จะเข้าถึงมาตรการที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายได้ ไม่ใช่พึ่งพาแต่ดุลยพินิจของพนักงาน สอบสวนที่จะเรียก หรือไม่เรียกก็ตามให้มาตรวจที่เกิดเหตุ

ประการที่ ๒ กำหนดให้หน่วยงานด้านนิติวิทยาศาสตร์นั้นมีความเป็น นิติบุคคล คือเป็นกรม ปัจจุบันงานนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจนั้น ชื่อว่า สำนักงานพิสูจน์ หลักฐานตำรวจ เป็นหน่วยงานระดับกองบัญชาการเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการที่จะบอกว่า เป็นกรมนั้นสามารถที่จะมีการบริหารงบประมาณได้ด้วยตัวเอง แล้วก็สามารถกำหนด แท่งงาน คำว่า แท่งงาน ในที่นี้ ผมอาจจะใช้คำว่า สายงาน ซึ่งเป็นสายงานวิทยาศาสตร์ หรือที่เรียกว่า เส้นทางเจริญก้าวหน้า แคเรียร์ พาธ (Career path) เป็นของนักวิทยาศาสตร์ สามารถเจริญเติบโตก้าวหน้าได้ตั้งแต่เริ่มเข้ามาเป็นรองสารวัตร สามารถจะเจริญเติบโต ในสายงาน จนถึงรอง ผบ.ตร. ซึ่งต่อไปจะเป็นตำแหน่งใดผมไม่ทราบ คือรองหัวหน้าสูงสุด ของหน่วยงาน แล้วก็ยังมีโอกาสที่แคนดิเดท (Candidate) รับการแต่งตั้ง หรือสรรหา เป็นผู้นำได้ เพราะฉะนั้นเมื่อปูเส้นทาง มีแคเรีย พาธให้เขา เขาก็สามารถจะมีความรู้สึกว่ามี ความสำคัญ แล้วเขาสามารถที่จะทำงานได้อย่างอิสระ รวมทั้งการปรับรูปแบบการบังคับบัญชาเพื่อการขับเคลื่อนวิชาชีพวิทยาศาสตร์นั้น แล้วสิ่งที่ สำคัญก็คืองบประมาณที่เราสามารถบริหารได้ด้วยตัวเองนั้นจะส่งผลประโยชน์ต่อการทำหน้าที่

ประการที่ ๓ ก็คือกำหนดให้มีองค์กรที่มีนักวิชาการเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือ ผู้ที่เข้าใจบทบาทของกระบวนการวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เข้ามาเป็นคณะกรรมการเพื่อ ทำหน้าที่บริหารกิจการพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ถามว่าปัจจุบันนี้มีหรือไม่ ปัจจุบันนี้ การบริหารงานนักวิทยาศาสตร์ของเราบริหารเหมือนบริหารแบบโรงพัก ก็คือใช้การบริหาร งานบุคคลโดยมาตรฐานลักษณะใกล้เคียงกันนะครับ แต่ว่าคณะกรรมการบริหารกิจการ พิสูจน์หลักฐานตำรวจนี้จะเป็นองค์คณะที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ช่วยในการกลั่นกรอง และในเรื่อง ของการสรรหาบุคคล ในการโยกย้าย ในการแต่งตั้ง เพราะจะได้มีหลักประกันว่าเจ้าหน้าที่ พิสูจน์หลักฐานหรือผู้ที่ทำงานด้านนิติวิทยาศาสตร์นั้นหากผู้บังคับบัญชาไม่พอใจคงจะไม่ สามารถย้ายสายงานได้ ซึ่งก็อาจจะมีให้ปรากฏว่าผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านยาเสพติดอาจจะ ถูกย้ายไปดูลายนิ้วมือแฝงหรือไปตรวจลายมือปลอมในกรณีที่ถ้าหากผู้บังคับบัญชาไม่พอใจ ตรงนี้เราสามารถจะตรวจสอบได้นะครับ แล้วสำหรับผู้บริหารหน่วยงาน หัวหน้าก็จะทำ หน้าที่เป็นซีอีโอ (CEO) แต่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกหรือฟาซิลิเทเทอร์ (Facilitator) ในการที่จะทำให้ภารกิจของหน่วยงานเป็นไปด้วยความราบรื่น

ประการต่อไป จะสร้างกลไกให้มีสภานิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งเราทราบว่า ในประเทศไทยเรามีหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานมากกว่า ๑ หน่วยงาน มีของสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ แล้วก็มีของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม สภาวิชาชีพนิติวิทยาศาสตร์ นั้นจะเป็นของประเทศในการที่จะเข้ามาควบคุมกำกับดูแลงานนิติวิทยาศาสตร์โดยรวมของ ประเทศเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและเป็นสิ่งที่มีมาตรฐาน เป็นมาตรฐานสากล การที่มี หน่วยงานด้านนิติวิทยาศาสตร์เป็นนิติบุคคลอย่างที่เราต้องการให้เกิดเป็นกรมซึ่งสามารถ บริหารงบประมาณได้ด้วยตัวเองนั้นจะมีความสำคัญในการที่เราสามารถกำหนดแนวทาง พัฒนาบุคลากร พัฒนาเทคนิค วิธีการใหม่ ๆ เพื่อจะตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้อง ประชาชนในการตรวจพิสูจน์หลักฐานเพื่ออำนวยความยุติธรรม

จากท้ายที่สุดนี้ทางคณะทำงานก็ได้มีการทำโฟกัส กรุ๊ป นะครับ ซึ่งเดี๋ยวก็จะมี อนุกรรมาธิการให้รายละเอียด แต่ในส่วนของผมนี้ก็ขอสรุปว่าก็มีทั้งตำรวจ มีทั้งประชาชน และนักวิทยาศาสตร์เองก็ตาม ก็จะมีความเห็นที่สอดคล้องกันว่าความเป็นอิสระในวิชาชีพนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกระบวนการยุติธรรมสำหรับเพื่อประชาชน

ก็กล่าวโดยสรุปนะครับว่าจากแนวทางการปฏิรูปของคณะอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปโครงสร้างที่ดำเนินการมานั้น คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าในส่วนของหน่วยงาน นิติวิทยาศาสตร์นั้นหรืองานพิสูจน์หลักฐานนั้นยังคงมีความจำเป็นที่จะคงอยู่กับสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติเพื่อสนับสนุนงานสืบสวน งานสอบสวนนะครับ ถามว่าทำไมต้องสนับสนุน งานสืบสวน เพราะว่าในกระบวนการควบคุมอาชญากรรมนั้นการป้องกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญ การที่ได้หลักฐานและสามารถที่จะชี้ไปสู่บุคคลผู้กระทำความผิดได้ เราสามารถที่จะจับกุม ผู้กระทำความผิดได้ด้วยความรวดเร็วนั้นเป็นการควบคุมอาชญากรรม ขณะเดียวกันก็จะเป็น การเยียวยาเหยื่อของอาชญากรรมหรือผลจากการกระทำของอาชญากรรมได้ เพราะฉะนั้น ในส่วนของการที่ยังสังกัดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นก็ยังคงทำหน้าที่ช่วยนักสืบ ขณะเดียวกันรายงานที่ออกมา รายงานที่จะประกอบสำนวนการสอบสวนก็ยังสามารถจะ สนับสนุนงานสอบสวนได้ครับ ไม่ว่างานสอบสวนนั้นจะอยู่กับฝ่ายใดก็ตามนะครับ ทั้งนี้ก็คิดว่า อีกส่วนหนึ่งคือในเรื่องของการพัฒนาระบบและโครงสร้างในการบริหารแบบใหม่ที่มี คณะกรรมการและมีสภาวิชาชีพนิติวิทยาศาสตร์นั้น เราสามารถที่จะช่วยกันสร้างความยุติธรรม แล้วก็ควบคุมอาชญากรรมให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น