สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘

อมร วาณิชวิวัฒน์ พูดถึงการปฏิรูปตำรวจ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อความเป็นอิสระในการสอบสวนและกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับกรณีคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นและถูกศาลยกฟ้อง รวมถึงกรณีการพิสูจน์หลักฐานในคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในสถานเริงรมย์ โดยเรียกร้องให้คณะกรรมการตรวจสอบความผิดพลาดดำเนินการอย่างจริงจัง

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูแห่งชาติ ที่เคารพและท่านสมาชิกครับ ผม อมร วาณิชวิวัฒน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่ โฆษกคณะอนุกรรมาธิการ และนอกเหนือจากนั้นก็เป็นนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องตำรวจ ผมเองกราบเรียนท่านสมาชิกอย่างนี้ครับว่าวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผมที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ผมสำเร็จการศึกษามาประมาณ ๑๐ ปีแล้วเรื่องที่ผมศึกษาก็คือเรื่องของการปฏิรูปองค์กร ตำรวจก็อาจจะย้ำเน้นไปในเรื่องของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นหลัก เรื่องนั้น มีความสำคัญอย่างไรผมถึงจะต้องนำเรียน การปฏิรูปตำรวจมีคนพูดแรงงมาก บอกว่า รัฐธรรมนูญที่เรากำลังร่างกันอยู่นี้อาจจะคว่ำได้ ถ้าการปฏิรูปตำรวจในคณะทำงานของเรา ทำได้สำเร็จ ผมฟังดูผมก็หัวเราะนะครับ นึกใจว่าเรื่องตำรวจ องค์กรหนึ่งในองคาพยพของ ระบบราชการมันมีความสำคัญถึงขนาดนั้นเลยหรือ ถึงขนาดที่จะคว่ำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ ผมก็บอกว่าอย่างนั้นลองดู คำว่า ลองดู ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงไปลองดีกับใคร ผมเป็น นักวิชาการมาตลอดทั้งชีวิต มีคนพูดกับผมว่าวันนี้ผมเป็นอนุกรรมาธิการข้าราชการตำรวจอยู่ อนาคตมีแนวโน้นเป็นไปได้ถ้าวันหนึ่งมีคนเห็นความสำคัญอาจจะเชิญไปเป็นกรรมการ ข้าราชการตำรวจ ถามว่าผมอยากเป็นไหม ผมก็อยากเป็นครับ เพราะผมคงมีโอกาสทำงาน อะไรได้มากมาย แต่เขาบอกถ้าพูดอะไรไปกระทบกระเทือนหน้าที่ตำรวจไม่ได้เป็นหรอก ผมบอกไม่เป็นอะไร ผมก็คงไม่สามารถที่จะไปทรยศต่อวิชาชีพผมได้ ในฐานะที่คณะอนุกรรมาธิการของเราได้มี การศึกษาเรื่องนี้ ใช้เวลา แล้วก็ความทุ่มเทเสียสละอย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ได้ชี้แจงไปเมื่อสักครู่ ก็กราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าเรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้ก็เป็นเรื่องที่ เป็นความจริง เป็นหลายเรื่องที่อยากจะนำเสนอ พูดง่าย ๆ ว่ามีเสียงสะท้อนมาบอกว่าวันนี้ อาจจะมีผู้เสนอให้มีการทอดเวลาออกไปโดยการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมหรือคณะทำงานร่วม เพื่อศึกษาประเด็นบางประเด็น เข้าประเด็นเลย ประเด็นที่ว่านี่ก็คือเรื่องของการแยกงาน สอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะท่านสมาชิกคงจำได้ในวันที่เรามี การพูดคุยกันในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ มีการออกมาชี้แจงถึงเรื่องผิดหกตกหล่น ก็มีการพูดกัน ขำขันอยู่ภายนอก ซึ่งพวกเราต้องร่วมกันรับผิดชอบ พอบอกว่าขำขันเฉพาะคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญว่ามีการตรวจสอบไม่รอบคอบถึงขนาดผิดในสาระสำคัญได้ขนาดนั้นก็ไม่ว่ากัน มันก็เป็นความผิดของหลาย ๆ ฝ่าย เจ้าหน้าที่ผิด คนตรวจผิด ใครผิดไม่เป็นอะไร แต่วันนี้ ในเมื่อมันมีความผิดพลาดตรงนี้แล้ว และมันไม่ตรงกับสิ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการเสนอไป ผมคิดว่าเราจะต้องทำอะไรบางอย่างกับตรงนี้ ซึ่งเราเคยทำสำเร็จมาแล้วด้วยในการประชุม ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่นี่ ผมก็ต้องกราบเรียนว่าการศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของ การปฏิรูปตำรวจที่เราทำและสำเร็จมาในวันนี้ มันไม่ใช่งานชิ้นแรก อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า แม้แต่วิทยานิพนธ์ของผม ศึกษาตั้งแต่การเปลี่ยนจากกรมตำรวจมาเป็นสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ประมาณ ๑๐ กว่าปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ท่านกลับไปดู ผมไม่มีเวลาที่จะมานำเสนอ เพราะว่าเรามีสมาชิกอีกจำนวนหลายท่าน ที่จะต้องพูดคุยแล้วก็ชี้แจงความเป็นไปในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรตำรวจ อีกมากมาย ผมยืนยันได้ว่างานวิจัยหรืองานที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการสอบสวน การแยก งานสอบสวน การให้ความเป็นอิสระกับการสอบสวนในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมตรงนี้ มีความสำคัญอย่างไร มีผู้ศึกษามากมาย เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นความจำเป็นที่เราจะต้องมี การตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้อีก เพราะว่าวันนี้เราได้ศึกษามากระทั่งมีข้อสรุป ชัดเจนเป็นเสียงส่วนใหญ่ของคณะผู้ศึกษาที่เป็นอนุกรรมาธิการของเรา

กราบเรียนในประเด็นต่อไปว่า โดยส่วนตัวผมไม่มีเจตนาที่จะนำเรียน ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต่อไปที่จะพูดต่อไปนี้เพื่อที่จะมุ่งทำลายองค์กรตำรวจ ไม่ได้มุ่งทำลาย บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ว่าเรื่องที่จะนำเรียนต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่เป็นความจริง บางเรื่อง ผมประสบกับตัวของผมเอง เพราะว่าในขณะที่ทำวิทยานิพนธ์อยู่นั้นผมทำการศึกษา ในลักษณะที่ท่านผู้เกี่ยวข้องในเชิงการวิจัยคงจะทราบว่าเป็นการศึกษาในลักษณะที่เราไปเฝ้า สังเกตการณ์อยู่ในสถานีตำรวจ ผมใช้กลุ่มตัวอย่างในสถานีตำรวจนครบาลหลายแห่ง เป็นท้องที่ ถ้าจะพูดกันตามภาษาชาวบ้านหรือภาษาตำรวจเขาเรียกว่า โรงพักเกรดเอ (Grade A) แต่บ้านเรานี่โรงพักเกรดเอไม่ได้หมายถึงว่ามีคนเก่ง มีความรู้ความสามารถอยู่กันเยอะ โรงพักเกรดเอในความหมายของตำรวจบางทีเขาหมายถึงโรงพักที่มีแหล่งอบายมุข มีเรื่อง ของสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่ในท้องที่ต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นจำนวนมาก ผมไม่ขอเอ่ยนามถึง สถานีตำรวจที่ผมไปศึกษาวิจัยทั้งหมด แต่ว่ามีบางท้องที่ซึ่งเป็นปัญหา แล้วก็อยู่ในท้องที่ ซึ่งบ้านพักผมอาศัยอยู่ตรงนั้นด้วย แล้วก็มีกรณีตัวอย่างเดี๋ยวสักครู่จะนำเรียนให้ทราบ ปัญหาคือวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวคน ผมคิดว่าตำรวจส่วนใหญ่อยากจะเป็นคนดี อยากจะทำงาน เพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อสังคม แล้วก็เปลี่ยนแปลงสังคมนี้ให้เป็นสังคมที่ดีขึ้น แล้วก็ไม่มี ความต้องการที่จะบิดผันหรือทำสำนวนอะไรคดีต่าง ๆ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการเอื้อประโยชน์ ให้ใครคนใดคนหนึ่ง ผมจึงอยากจะบอกว่าถ้าหากวันนี้เราสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง วิธีการทำงานหรือตัดทอนในเรื่องของสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ได้ คนดีก็จะอยู่กับองค์กรตำรวจ คนไม่ดีเท่านั้นล่ะครับที่เขาจะอยู่ไม่ได้ เมื่อคนดีอยู่ไม่ได้องค์กรตำรวจก็จะดีขึ้นและดีขึ้น มากกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้อย่างแน่นอน ผมยกตัวง่าย ๆ ท่านทั้งหลายอาจจะย้อนกลับไปสัก ผมคิดว่าคดีนี้มันเกิดขึ้นมาประมาณสัก ๒-๓ ปีที่ผ่านมา เป็นคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชั้นยศเล็ก ๆ แค่นั้นเองนะครับ สำหรับผมถือว่าถ้าชั้นยศประมาณสักพันตำรวจตรีหรือ ร้อยตำรวจเอกเรียกว่าเป็นตำรวจชั้นผู้น้อยจริง ๆ ในเชิงสัญญาบัตร เป็นตำรวจที่ไม่ได้มี อำนาจอะไรในความรู้สึกของผมเปรียบเทียบกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะสูงกว่านั้น ก็ปรากฏว่านายตำรวจคนนี้เป็นข่าวครับ เรื่องนี้เป็นข่าวท่านไปเปิดเว็บไซต์ (Website) ต่าง ๆ ย้อนหลังกลับไปเซิร์ช (Search) ดูได้ในกูเกิล (Google) หรืออะไร ปรากฏว่ามี คดีวิวาททางถนนว่ากันแบบนั้นคงจะขับรถปาดหน้ากันหรืออะไรก็ตาม แล้วก็ใช้อาวุธปืน ผมเรียนท่านอย่างนี้ว่าในประสบการณ์ของคนส่วนใหญ่ เขาทราบกันดีว่าเวลามีปัญหาแล้วมี การใช้อาวุธกันมีอยู่ ๒ กรณีที่พกอาวุธกันนะครับ คือมีคนในเครื่องแบบกับโจรมีอยู่ ๒ อย่าง เพราะฉะนั้นคดีลักษณะนี้สืบไปสืบมาในทางตำรวจไม่ยาก คือถ้ามันไม่ใช่โจรก็คนในเครื่องแบบ ในเวลานั้นกล้องวงจรปิดอะไรต่าง ๆ มันอาจจะยังไม่ดีพอ แต่ว่าก็สืบสาวราวเรื่องได้ว่าเป็น นายตำรวจ เป็นนายตำรวจซึ่งก็คงอาจจะอารมณ์ชั่ววูบหรืออะไรก็แล้วแต่ก็ใช้อาวุธยิงคู่กรณี ซึ่งเป็นนายทหาร เป็นทหารนะครับ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แล้วหลังจากนั้นมันก็มีเหตุต่อเนื่อง ขับรถต่อไปอาจจะไปเจอแท็กซี่ขับอาจจะไม่ถูกใจหรืออะไรก็ตามก็ไปยิงแท็กซี่ได้รับบาดเจ็บอีก คดีนี้ตำรวจก็ระดมกำลังกันจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ในวันนั้น แล้วก็ปรากฏว่าเรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะว่าเรื่องไปสู่ชั้นศาล ท่านทราบไหมครับว่าผลคดีคือศาลยกฟ้องครับ ชัดเจนขนาดนี้ ศาลยกฟ้องแต่ว่าศาลยกฟ้องด้วยเหตุอันมีข้อน่าสงสัยจึงยกฟ้อง เพราะฉะนั้นในระหว่าง การอุทธรณ์ศาลจึงมีคำสั่งให้จำคุกหรือว่าให้กักขังไว้ก่อน ประทานโทษไม่ได้จำคุก เพราะก็ ยังถือว่าอาจจะอยู่ในกระบวนการทางยุติธรรมอยู่ เรื่องนี้มันสะท้อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมเอง มีเพื่อนอยู่ในวงการตุลาการก็มีการสอบถามกันบอกเรื่องราวมันถึงขนาดนี้นายทหารชั้นยศ ผมคิดว่าก็เทียบเท่าก็คือพันเอก จะอยู่หน่วยไหนก็ไม่เป็นไร เสียชีวิตอยู่แถว ๆ ฝั่งธนบุรี ผมบอกขนาดทหารตายยังเอาผิดไม่ได้เลย ไปยิงแท็กซี่ต่อมาอีก อาวุธปืนหรืออะไรก็หา ไม่เจอหรือ หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ปรากฏว่าในสำนวนผมไม่ได้ไปล่วงเกินอำนาจ ศาลนะครับ บังเอิญเรื่องนี้มันก็เป็นการพูดกันอยู่ในวงการตุลาการอยู่พอสมควร ผมเอง มีเพื่อนอยู่ก็เลยสอบถามไปว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็เรียนท่านง่าย ๆ ว่าในสำนวนการสอบสวน ในคดีนี้ที่ส่งไปถึงชั้นศาลมันอ่อนยวบยาบมาก อ่อนกระทั่งศาลไม่รู้จะไปหยิบประเด็นไหน มาลงโทษจำเลยในคดีนี้ได้ ผมเรียนง่าย ๆ ให้ท่านคิดไว้ ๑ ประเด็นนี้ก่อน

ประเด็นต่อมาเรื่องที่เป็นเรื่องต่อเนื่องก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการที่ผมไป ทำวิจัยแล้วก็อยู่ในท้องที่ซึ่งผมมีบ้านพักอาศัยอยู่ ถ้าท่านคิดว่าผมอยู่ที่ไหนบ้างผมก็อาจจะมี บ้านพักอยู่หลายแห่งนะครับ ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าก็เป็นท้องที่ของ สน. เกรดเอ ซึ่งมีสถานเริงรมย์ ผับ บาร์ ต่าง ๆ อยู่ในท้องที่มากพอสมควรนะครับ ท้องที่ตรงนี้บังเอิญในวันที่เกิดเหตุ อย่าถามผมว่าทำไมผมไม่ทำอะไร เพราะว่าในจรรยาบรรณของนักวิจัยเวลาเราเห็นอะไร ก็เหมือนกับท่านเป็นนักข่าวคนหนึ่ง ท่านเห็นเหตุการณ์อยู่เบื้องหน้าเขายิงกัน อาจจะเป็น การก่อการจลาจลท่านก็คงไปสู้รบปรบมืออะไรกับเขาไม่ได้นะครับ มีหน้าที่อย่างเดียว ในฐานะนักวิจัยท่านก็บันทึกเหตุการณ์ตรงกับความเป็นจริงแล้วมาเผยแพร่ให้ทราบ ในผลงานการวิจัยของผมนั้นไม่ได้เปิดเผยชื่อ แต่เปิดเผยบอกกับผู้ที่อ่านงานวิจัยว่าถ้าต้องการข้อมูลมีหลักฐานยืนยัน มีหลักฐานภาพถ่าย บันทึกเสียง มีอะไรต่าง ๆ ไว้ ผมเองไปทำหน้าที่วิจัยอยู่ในโรงพักแห่งนั้น วันดีคืนดี มีนายตำรวจยศพันตำรวจตรี มีแผลปลาสเตอร์ (Plaster) ผมคิดว่าติดอยู่ตรงเหนือคิ้วอยู่นิดหนึ่ง ผมก็เลยถามร้อยเวรไป เพราะว่าส่วนใหญ่นี้ผมจะนั่งคู่กับพนักงานสอบสวนในโรงพักเพื่อที่จะดู เวลาคนมาให้ข้อมูลมาแจ้งความดำเนินคดีอะไรต่าง ๆ ผมก็ถาม เพราะว่าพันตำรวจตรี ก็สารวัตรแล้ว ก็ถามว่าสารวัตรแกเป็นอะไร วันก่อนนี้ก็ยังเห็นดูดี ๆ อยู่ คิ้วแตกไปวิ่งหกล้ม หรืออย่างไร ร้อยเวรก็เลยเล่าให้ฟัง คือไม่ใช่คิ้วแตกอย่างเดียว พาบ๋อย พากัปตัน (Captain) ของสถานเริงรมย์แห่งหนึ่งมาแจ้งความ ผมก็ยังนึกอยู่ ก็สะท้อนใจว่าเดี๋ยวนี้เป็นสารวัตรนี่ เอื้อเฟื้อประชาชนถึงขนาดนี้ พาผู้คนมาแจ้งความด้วยตัวเอง ผมก็ดีใจบอกเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว องค์กรตำรวจเราดีขึ้นขนาดนี้แล้ว ผมสบายใจ ผมคิดว่าวิทยานิพนธ์ผมไม่ต้องไปทำอะไรมากแล้ว ผมก็สรุปว่าเหตุการณ์ที่เราเคยตั้งสมมุติฐานเลวร้ายอะไรกับองค์กรตำรวจไว้นี้มันผิดหมด ไม่ต้องไปพิสูจน์แล้ว ผมผิดเอง ผมจะคิดอย่างนั้น ก็ปรากฏว่าสืบสาวราวเรื่องก็คือ สารวัตร ท่านไปวิวาท ไปในสถานที่อโคจรก็คือไปกินเหล้า แต่ก็คงไปด้วยพวกที่เป็นจำนวนมากกว่า ฝ่ายตรงข้าม ก็ทราบว่าไปยำฝ่ายตรงข้ามเสียเละเลยนะครับ คือเรียกว่า สาหัส ตัวเองคิ้วแตก อาจจะโดนผลัก หัวไปกระแทกตรงไหนเข้าแค่นั้นเองนะครับ ก็ปรากฏว่าพาบรรดา ผู้เกี่ยวข้องมาแจ้งความแล้วก็ร้อยเรียงคำพูด แนะวิธีการตอบคำถามของพนักงานสอบสวน ผมก็ตั้งคำถามพนักงานสอบสวนไปบอก พี่ ทำได้ด้วยหรืออย่างนี้ เขาบอกไม่เป็นอะไร ผมก็ทำตามหน้าที่ เขาแจ้งมา ศาลเป็นผู้ตัดสิน เอาล่ะ ผมก็ไม่มีความรู้ เพราะผมไม่ได้เรียน นิติศาสตรบัณฑิตมา ผมจบรัฐศาสตรบัณฑิต ผมก็รับทราบเรื่องนี้ไว้ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เรียน ให้ท่านทราบคือไม่เป็นอะไร วันนี้ไม่มีใครเจอกับตัวเอง มันก็ไม่ได้เกิดปัญหาอะไรขึ้น แต่ถ้า ลองนึกถึงว่าบุคคลเหล่านั้นจะเป็นใครคนหนึ่งที่ท่านรู้จักหรือคนที่ท่านใกล้ชิดท่านจะรู้สึก อย่างไร วันนี้ผมเดินไปที่ไหนเขาก็เริ่มรู้แล้วว่าผมเป็น สปช. เดินไปตามถนนสีลม พ่อค้า แม่ค้าก็รู้จัก บางทีก็มาพูด ผมก็บอกนี่เดี๋ยวอยากเจอกัน คุยกันในทีวี (TV) เดี๋ยววันนี้มีเรื่อง ตำรวจ เราจะคุยกันเรื่องตำรวจ ติดตามดูได้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาว่ากันแบบนั้น เขาสนับสนุนครับ คนจำนวนหนึ่งบอกว่าวิธีการของตำรวจที่ผมเล่าให้ฟังแบบนี้ยังจำเป็น เขาบอกไม่อย่างนั้นจับผู้ร้ายไม่ได้หรอก ท่านจะไปเอาผู้ร้ายมา แล้วก็มาใช้วิธีการอะไรมา ตรวจสอบอะไรแบบนี้แบบหนังฝรั่งแบบนั้น มันไม่มีทางจับผู้ร้ายได้เขาเชื่อกันแบบนั้น แต่ผมบอกว่าอย่างไรเดี๋ยวฟังก่อน เพราะว่าวิธีการของเรานี้ มันมีอะไรมาเสริมงานตำรวจ คือวันนี้ที่เราจะต้องทำแบบนั้นเพราะว่าเมื่อก่อนนิติวิทยาศาสตร์ หรือฟอเรนท์ซิค ไซแอนซ์ (Forensic Science) ซึ่งเดี๋ยวจะมีบุคคลซึ่งเป็นคณะของเรา ซึ่งเป็นคณะผู้ศึกษา จะมาให้ ข้อมูลว่ามันมีความจำเป็นหลาย ๆ คดี นิติวิทยาศาสตร์มันสามารถที่จะพิสูจน์ทราบได้ว่า อะไรผิดอะไรถูก ไม่ต้องย้อนไปไกล วันนี้ผู้เสียหายซึ่งเป็น ผมก็ไม่อยากจะยกคดีนี้ เพราะผมเองก็ ๕๐ : ๕๐ แต่ว่าเขาก็ยังเรียกร้องให้มีการถอนฟ้องเขา หรือว่าคดีที่มีการหมิ่นประมาทกัน เพราะว่าในสังคมนี้เชื่อว่าบุคคลคนนี้ฆ่าพี่ชายตัวเอง มันเป็นเรื่องมรดก เป็นเรื่องอะไรต่าง ๆ ปรากฏว่ามีผู้เชี่ยวชาญทางนิติวิทยาศาสตร์ไปชี้นำ แล้วปรากฏว่าในทางการพิสูจน์ มันไม่ได้ เป็นไปตามการชี้นำที่แท้จริง เพราะมีการพิสูจน์ย้อนกันไปอีก แล้วปรากฏว่าหลักฐาน หลาย ๆ อย่างมันไม่ตรงกันกับการชี้นำของอีกฝ่ายหนึ่ง ก็มีการเรียกร้องกันตรงนั้น ผมก็เลย อยากจะบอกว่านิติวิทยาศาสตร์จะเป็นส่วนที่สำคัญมาก

อีกประเด็นหนึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้รู้จักกันดี ผมคงไม่ยกตัวอย่างอะไรมาก แต่ว่า มันก็เกี่ยวเนื่องกับนิติวิทยาศาสตร์ ท่านทั้งหลายรู้จักฉายานามไอ้ปื้ด ท่านเข้าใจไอ้ปื้ดดี ไอ้ปื๊ดนี่อยู่ในความทรงจำของคนหลายคน อันนี้ก็ตำรวจอีกเหมือนกันนะครับ ตำรวจแท้ ๆ นะครับ ก็อยู่ในสถานที่อโคจรล่ะ ส่วนใหญ่คนจะไปตายกันนี่นะครับ มักเลือกที่ตายได้นะครับ แต่หลาย ๆ คนก็ไปตายในสถานที่เหล่านี้นะครับ แต่ด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ก็ปรากฏว่าตำรวจ คนหนึ่งถูกยิงเข้าที่ศีรษะ ถ้าตามสิ่งที่ปรากฏก็เรียกว่าระยะประชิด ไม่ได้มีอะไรมากมายเลย นะครับ ถ้าจะว่าไปสิ่งที่เป็นหลักฐานในสำนวนซึ่งอ่อนยวบยาบ ส่วนมากแล้วนี้ ผมก็ต้องฝาก กทม. ในอนาคตด้วยนะครับ ถ้าหากจะรับงานตำรวจไปนี้ กล้องวงจรปิดอะไรต่าง ๆ นี้ท่านดู ให้ดีนะครับ เพราะว่าข้ออ้างที่มักจะเกิดขึ้นก็คือกล้องวงจรปิดใช้ไม่ได้ ไม่มีพยานรู้เห็น พยานเห็นต่าง พยานเห็นถือปืนข้างซ้าย อีกคนหนึ่งเห็นข้างขวา อีกคนบอกว่ามืด มองไม่เห็น ไม่ชัด อีกคนบอกว่าล้วงกระเป๋าเฉย ๆ อะไรแบบนี้นะครับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นความผิดก็ไป อยู่กับไอ้ปื้ดนะครับ ไม่ได้อยู่กับบุคคลที่ควรจะได้รับโทษที่แท้จริง แล้วก็บุคคลที่น่าจะได้ รับโทษหลายคนก็คงทราบว่าก็มีฐานะทางสังคมได้รับการยกย่องนับถือ ผมฝากท่านให้คิดไป ๓-๔ เรื่องตรงนี้ ผมเข้าใจดีครับ กำลังจะใกล้จบนะครับ ผมไม่อยากใช้เวลาให้เนิ่นนาน ไปมากกว่านี้มากนัก ผมเข้าใจดีครับว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่วันนั้นมันมีการผิดหกตกหล่น ก็มีการตั้งคำถามบอกจะไปสนใจอะไรมากมายเพราะว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เขาจะต้องรับฟังความคิดเห็นของ คสช. จะต้องรับฟังความคิดเห็นของ ครม. อีก เราจะไปแก้ อะไรกันวันนี้มันก็เปล่าประโยชน์ ขอประทานโทษครับ ผมจำบรรยากาศวันที่เราพิจารณากัน เรื่องการปฏิรูปพลังงานได้ ผมยังยอมรับกับท่านทั้งหลาย ณ ที่นี้ว่า ผมเองเป็นคนที่เรียนรัฐศาสตร์ เรียนอาชญาวิทยามา ไม่มีความรู้เรื่องพลังงาน ผมงงนะครับ ไม่ค่อยมีความรู้ แต่ว่าผมรู้ ก็เพราะว่าผมพยายามนั่งอยู่ในห้องประชุม จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องนั่งในห้องประชุมตลอดก็ได้ แต่บังเอิญวันนั้นผมมีความสนใจเรื่องนี้ ผมนั่งฟังตั้งแต่แรก มีการแถลงมาว่าเหตุใด เรื่องสัมปทานมันถึงมีความสำคัญ ผลกระทบต่อบุคคลรุ่นลูกรุ่นหลานเราอย่างไร ทรัพยากรธรรมชาติเรามันจะสูญเสียอะไรไปขนาดไหน ผมเองผมคิดว่าที่ผ่าน ๆ มา เวลาเรา โหวต (Vote) อะไรกันนี้รับตลอด ผมคิดว่าผมเตรียมกดปุ่มไว้แล้ว เดี๋ยวประธานบอกเสียบบัตรนี้ ผมก็กดเห็นชอบไว้อยู่แล้วนะครับ แต่ปรากฏว่าพอฟังคำชี้แจงของทางคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปพลังงานออกมา ผมเรียนยืนยันตรงนี้เพราะว่าผลการลงมติยังอยู่ผมลงมติไม่เห็นด้วย กับการที่จะให้มีสัมปทานตรงนี้วันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ผมคิดว่าวันนั้นเป็นความกล้าหาญของ ท่านสมาชิกหลายท่าน ณ ตรงนี้ เพราะผมอ่านข่าวสารข้อมูลข้างนอก ได้ยินกระแสข้างนอก ก็บอกว่าเรื่องนี้ลือกันเหมือนเรื่องตำรวจนี้ครับ บอกว่าเรื่องกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานนี้ มีใบสั่งมาแล้ว เรื่องตำรวจก็เหมือนกันนะครับ บอกมีใบสั่งมาเรียบร้อยแล้ว เยอะแยะไปหมดเลย แต่ผมบอก ผมก็เชื่อนะครับว่าผมก็กดไปตามความคิดของผม ผมว่าเสียงส่วนใหญ่ก็คง เห็นชอบเรื่องปฏิรูปพลังงาน แต่ปรากฏว่าวันนั้นเหตุการณ์มันกลับตาลปัตร กลายเป็นว่า เสียงส่วนใหญ่ แล้วก็เป็นมติที่มันไม่ได้เป็นมติปกติด้วย มันเป็นมติที่จริง ๆ แล้วก็คือเพียงแต่ จะรับหรือไม่รับร่างเพื่อที่จะนำไปให้ทางคณะรัฐมนตรีหรือผู้เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป แต่ปรากฏว่ามีผู้เสนอให้มีการลงมติในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้เหตุการณ์คล้ายกัน ผมเอง อาจจำเป็นที่จะต้องขอในที่ประชุมให้พิจารณา ผมเองอาจจะต้องขออนุญาตท่านประธาน เสนอญัตติเพื่อให้มีการลงมติในที่ประชุมว่าในกรณีที่เป็นความขัดแย้ง ซึ่งด้วยความเคารพ เสียงส่วนน้อย แต่ว่าเสียงส่วนใหญ่ซึ่งได้มีการพิจารณาร่วมกันในคณะอนุกรรมาธิการ มีความเห็นตรงกันว่าการแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นเป็น ประเด็นสำคัญ และเป็นเรื่องที่เป็นหัวใจของการปฏิรูปองค์กรตำรวจเพื่อการให้บริการ ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ผมเองจำเป็นที่จะต้องขอผู้รับรองในเรื่องนี้ เพื่อที่จะให้มีการลงมติในที่ประชุมแห่งนี้ ถ้าหากมีผู้เห็นด้วยก็จะขออนุญาตให้แสดงตน แต่ว่าอาจจะไม่ต้องเป็นเวลานี้ก็ได้ ให้ท่าน พิจารณาต่อหลังจากที่ท่านได้ฟังพวกเราชี้แจง แต่ว่าเดี๋ยวสักครู่หนึ่งท่านพิจารณาแล้ว ผมอาจจะต้องขอรบกวนขอมติที่ประชุม ผมไม่ได้เตรียมใครมานะครับ ผมก็มาพูดตรงนี้ เพราะเมื่อครู่ผมก็หันไปถามทางท่านประธานบอกว่าปกตินี่มันมีเงื่อนไขอยู่ว่าเวลาจะเสนอญัตติอะไร มันต้องมีผู้รับรอง ผมมอง ๆ ไปแล้วนี่ผมไม่ได้สนิทอะไรกับหลาย ๆ ท่านในที่นี้เท่าไร แล้วก็ คณะกรรมาธิการนั่งกันอยู่ตรงนี้ก็อาจจะไม่ค่อยน่ารักนักถ้าหากจะมายกมือสนับสนุนกันเอง อะไรแบบนี้ ก็ขอกราบเรียนที่ประชุมไว้เบื้องต้น แล้วขอให้ท่านคิดตามพวกเราไปนะครับ แล้วก็ในท้ายที่สุดผมอาจจะต้องรบกวนท่านอีกครั้งหนึ่ง ขอขอบพระคุณครับ