ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เสนอการปฏิรูปการปกครองตามหลักประชาธิปไตย โดยให้กฎหมายเป็นหลักการสำคัญ และเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติตามกฎหมาย และกระจายอำนาจออกไปจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพิ่ม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำกับดูแลตำรวจ และการตรวจสอบสั่งพักงานภายใน 7 วัน หากมีการโยกย้ายผู้กำกับอย่างไม่เหมาะสม
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ จะขอกราบเรียนท่านประธานด้วยเวลาอันสั้น ซึ่งใช้เวลามามากพอสมควรในฐานะ อนุกรรมาธิการทำหน้าที่แทนคณะกรรมาธิการเพื่อจะสรุปเรื่องทั้งหมดว่าได้ใช้หลักเกณฑ์ และหลักการอะไรในการพิจารณาเรื่องที่นำเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติให้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจและอภิปราย
หลักเกณฑ์อย่างนี้เนื่องจากเราต้องการจะแก้ไขและปฏิรูปบ้านเมืองให้เป็น ประชาธิปไตย หลักประชาธิปไตยคือการใช้หลักการถือกฎหมายเป็นใหญ่ ใช้กฎหมาย ปกครองและเป็นใหญ่ เหตุจากที่เราใช้หลักตรงนี้เพราะว่า พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาตินั้น มีกฎหมายรองรับทุกกระบวนการไม่ว่ากฎหมายว่าด้วยเรื่ององค์กร ไม่ว่ากฎหมายว่าด้วย วิธีการพิจารณา ไม่ว่าความผิดในเรื่องกฎหมายอาญานั้น แล้วก็มีรายละเอียดอีกเยอะ แล้วก็ มีกฎหมายที่ผูกพันเข้าไปเกี่ยวกับองค์กรอื่น ๆ อีก ๓๐๐ กว่าองค์กร ซึ่งเยอะมากจน กลายเป็นองค์กรที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่จะต้องเข้าไปจัดการมากมายมหาศาล เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็คือหลักหนึ่ง ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่เคารพ แล้วยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ว่ากรณีใด ๆ ในฐานะเป็นผู้รักษากฎหมายแล้วไม่ยึดถือกฎหมาย อันนี้เป็นปัญหาอุปสรรคแน่
ประการที่ ๒ เราต้องใช้หลักอีกหลักหนึ่งครับ คือธรรมาธิปไตย เหตุที่เป็น อย่างนี้ เพราะว่าตอนที่เข้ามาประชุมร่วมผมได้รับการเชิญเข้ามาเป็นที่ปรึกษาแล้วก็เริ่มฟัง ตำรวจเขาคุยอธิบายเรื่องให้ฟัง ทั้งหมดร้อยละ ๘๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีเจ้าหน้าที่ ตำรวจทั้งหมด ๒๓๐,๐๐๐ กว่านาย ๒๓๐,๐๐๐ กว่านายเป็นเจ้าพนักงานชั้นประทวน ๑๘๐,๐๐๐ กว่านาย ที่เหลือเป็นชั้นยศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป จนกระทั่งถึงผู้บัญชาการ ร้อยตำรวจเอก พลตำรวจเอก จะเห็นว่าสภาพขององค์กรของตำรวจกระจุกตัว คนที่บังคับ บัญชาและมีอำนาจตัดสินใจนั้นไม่กี่คน เพราะฉะนั้นพอเราเข้าไปศึกษาตรงนี้ปั๊บถ้าตำรวจ ยังไม่เข้าใจหลักตรงนี้ พวกเราเองหนักใจว่าทำไมใช้หลักธรรมาธิปไตย ความหมายคืออย่างนี้ ครับ ความจริงกับความถูกต้อง ตำรวจต้องแสวงหาความจริงและความถูกต้องทุกครั้ง ที่จะต้องชี้มูลความผิดหรือไม่มีมูลความผิด ถ้าไม่มีหลักตรงนี้ความเป็นธรรมไม่เกิดขึ้นทันที และจะมีอะไรที่เข้ามาแทรกซ้อนนั้นเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักอันนี้โดยตรง เพราะฉะนั้นผม ขออนุญาตอธิบายเรื่องการใช้หลักประชาธิปไตยคือการใช้หลักกฎหมายเป็นใหญ่ สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติมีโครงสร้างจะต้องโอน ถ่าย ย้ายและปรับปรุงปฏิรูปองค์กรตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ อยู่ในกฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บทเฉพาะกาล มาตรา ๕๖ วันก่อน ท่านสมาชิกได้พูดไปแล้วว่าไม่จำเป็นต้องไปบรรจุอยู่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญเพราะกฎหมาย ที่ว่าด้วยเรื่องของการปฏิรูปนี้อยู่ใน พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติแล้ว อันนี้ผมว่าเป็นมุมมองอีก แบบเลยนะครับ ในนั้นเขียนไว้ว่า ๒ ปี ตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้ออกมา จะต้องทำอะไรบ้าง ปฏิรูปแล้วถ่ายโอน งานอะไรบ้างไปให้หน่วยงานอะไรบ้าง โดยที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเป็นหลัก และหน่วยงานอื่นจะต้องประสานและทำ ให้เวลาในกฎหมายเขียนไว้ ๒ ปี จากปี ๒๕๔๗ สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ปี ๒๕๕๘ สำนักงานตำรวจแห่งชาติตอบมาอยู่คำเดียวในที่ประชุม คนอื่นไม่พร้อม หน่วยงานอื่นไม่พร้อม ถ้าคำตอบแบบนี้นะครับ ผมเรียนท่านเลยนะ ถ้าคน เรียนกฎหมาย หมายถึงว่าท่านทำผิดอาญามาตรา ๑๕๗ ท่านไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนะ กฎหมายออกไปจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติ แสดงว่ากฎหมายฉบับนั้นมีปัญหา ท่านต้องเอากลับเข้ามาสู่สภาใหม่ แล้วให้หน่วยงานนั้น เสนอผ่าน ครม. บอกว่ามันเป็นปัญหาในการปฏิบัติ ไม่สามารถทำได้ ไม่ใช่ทิ้งกฎหมายนั้น เอาไว้จน ๑๐ กว่าปีไม่ทำอะไร เพราะหวงอำนาจเรื่องอะไร อันนี้น่าคิด จนกระทั่งวันนี้ เราต้องมาเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปใหม่ แล้วต้องไปเขียนอยู่ในมาตรา ๑๐๒ ว่า ถ้ากฎหมายใด ที่ออกไปเป็นกฎหมายลูก เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าหน่วยงานไม่ทำ หน่วยงานใด มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย อื่นใด ให้มีโทษถึงผู้บังคับบัญชาจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ จะปลดออก จะลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ อันนี้สามารถจะต้องจัดการได้แล้ว นี่คือบทเรียนเลยครับ
อันที่ ๒ จนวันนี้ คสช. เองก็มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่านพลเอก ประยุทธ์เซ็นเองตามฉบับที่ ๑๑๑ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติประสานกับองค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชน ให้ทำหน้าที่เข้ามาช่วยกำหนดนโยบายและร่วมบริหารกิจการ ตำรวจในท้องถิ่น กี่เดือนแล้วครับ ผมประชุมกันมาประมาณ ๕-๖ เดือนนี้ ผมยังไม่เคยได้รับ เอกสารใด ๆ ที่จะชี้แจงว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติเลย วันนี้ถ้ามีตัวข้อมูลว่าได้ทำอะไรไปแล้วอยากจะให้สมาชิก ซักไซ้ไล่เลียงกับคนที่รู้เรื่องพวกนี้ ๒ กฎหมายนี้ถือว่าสูงสุดแล้ว คำสั่งของหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ คือ คสช. ที่ ๑๑๑/๒๕๕๗ ถือเป็นคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ อีกอันหนึ่ง เป็นคำสั่ง และกำหนดอยู่ในกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งในหลักกฎหมาย เขียนเอาไว้แล้วให้ปฏิบัติ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติไม่ได้ แล้วบอกว่าไม่พร้อม คำถามว่า เมื่อไรท่านจะพร้อมที่จะปฏิรูป หรือจะรอให้ประชาชนอึดอัดมากกว่านี้ หรือจะรอ ให้หน่วยงาน คนในองค์กรของท่านระเบิดมากกว่า หรือจะรอให้คนในองค์กรของท่าน หาทางออกที่จะไปในทางที่เสียหายมากกว่านี้ และสุดท้ายก็คือว่าเมื่อปรับปรุงองค์กรไม่ได้ ท่านต้องยอมละวางให้คนนอกผ่าตัด ผมกล้ายืนยันกับท่านประธานครับ ไม่มีหมอคนไหน ที่จะผ่าตัดลำไส้เป็นมะเร็ง แล้วบอกว่าฉันขอตรวจแล้วเป็นเอง ทำซีที สแกน (CT scan) เสร็จ เป็นเอง ขอผ่าตัดเอง หมอคนนั้นจะทำเอง ไม่มีครับ ผมพูดในที่ประชุมว่าคนที่รู้เรื่องดีที่สุด คือตำรวจ ถ้าตำรวจกล้าพูดความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นมากับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรามา ช่วยกันแก้ไข ไม่ได้บอกว่าท่านผิด ท่านถูก ทั้งหมดมันหลายยุค หลายสมัย หลายรัฐบาล มันเป็นความเลวร้ายที่สะสมกันมาตลอดจากเรื่องของการใช้ตำรวจกับนักการเมือง หาผลประโยชน์ทางการเมืองและเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน อันนี้เรื่องที่ ๑ ผมได้กราบเรียน ว่าใช้หลักอะไรในการพิจารณา หลักที่ ๒ ที่ผมกราบเรียนไปถึงคำสั่งของ คสช. ว่าให้ท้องถิ่น เข้ามีส่วนในการกำหนดนโยบายงบประมาณ และร่วมบริหารด้วย ถ้าท่านเห็นในหนังสือ ที่คณะกรรมาธิการได้ส่งให้ต่อสภา ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการได้รับมอบหมายให้ศึกษาเรื่อง ทั้งหมด ๗ เรื่อง แล้วตอนหลังมีเพิ่มมาอีก ๘ เรื่อง เป็นทั้งหมด ๑๗ ประเด็น ท่านจะเห็นว่า ตรงนี้ไม่มีนายก อปท. ไม่มี อบจ. ไม่มีเทศบาลเข้ามาร่วมบริหารด้วย มันมีคำถามออกไป ทันทีเลยครับว่า แล้วกฎหมายเขียนอย่างนี้แล้วทำไมคณะอนุกรรมาธิการกับคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไม่เอาองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเข้ามาร่วมบริหาร
ผมมีอย่างนี้ครับ ใช้หลักของธรรมาภิบาล ใช้หลักของธรรมาประชาธิปไตยครับ ความจริงและความถูกต้อง ถ้าจะหาความจริงและความถูกต้องให้เจอ วันนี้การเลือกตั้ง ให้ท่านแก้กฎหมาย ให้ท่านแก้รัฐธรรมนูญ ให้ท่านมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ จบเรื่องแล้ว ท่านเชื่อได้ไหมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีการซื้อเสียง เข้าสู่สภาได้ ทั้ง ส.ส. ส.ว. และนักการเมืองท้องถิ่น ถ้าถามผม ในฐานะที่เป็นนักการเมืองมาหลายสมัย ผมบอกได้ เลยครับว่าเป็นไปไม่ได้แล้วแก้ไม่ได้ ท่านไม่ได้แก้วิธีการ ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งนั้นใช้เงิน ต่อการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองนั้นล้มเหลว คนใช้ใช้ไปแต่ทำให้ล้มเหลว ท่านจะตรวจสอบ อย่างไร ตรวจสอบได้เยอะครับ ไปเสียเวลาเถียงกันว่าจะเข้ามาแบบไหน ระบบไหน วิธีการ ที่จะต้องจัดการกับพวกนี้ ทำได้ครับ มันมีวิธีการที่จะต้องใช้เวลาคุย แต่เพียงแต่เรียนท่านว่า ถ้าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเองก็ชี้แจงในสภานี้ว่า ผู้แทน อปท. เลือกตั้งครั้งหนึ่ง ซื้อเสียงละ ๑,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท และ ๕,๐๐๐ บาท และเหมาบางบ้านถึง ๑๕,๐๐๐ หรือ ๒๐,๐๐๐ บาท ใช้เงินจาก ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทถึง ๑๐ ล้านบาท แค่ตำบลครับ ระดับ เทศบาลเท่าไร ระดับจังหวัด อบจ. เท่าไร ถ้าเป็นอย่างนี้ท่านจะกล้าเอาตำรวจไปอยู่ภายใต้ การดูแลของ อปท. หรือไม่ ถ้าท่านเป็นคณะอนุกรรมาธิการ ผมกล้ายืนยันว่าผมไม่กล้า และจากประสบการณ์ของเรากับข้อมูลที่เรามี ผมกล้ายืนยันครับ ไม่ได้พูดลอย ๆ ผมเป็น กรรมาธิการ ป.ป.ช. อยู่ในสภานี้ ๘ ปี ทำการสอบสวน เอาเรื่องที่ ส.ก. ส.ข. ที่กำลังมีเรื่อง ที่ทาง คสช. กำลังสั่งให้สอบสวน ไปโยงกับเรื่องของ อบจ. ถ้าท่านจำได้ครับ ท่านอยู่ใน สภาแห่งนี้ หลายท่านรู้ดี ไปยุยงส่งเสริมให้ อบจ. ใช้อำนาจพิเศษให้ ส.ก. ส.ข. มติ ครม. ไปขายหนังสือ เอาหนังสือไปแจก ไม่ได้ขายนะครับ แต่ว่าใช้สิทธิ ครม. ไม่ต้องประมูล โดย ส.ก. ส.ข. ร่วมกับ ๔ โรงพิมพ์ ทั้งหมดมี ๗๖ จังหวัด เว้นอยู่แค่ ๓ จังหวัดที่ไม่ทุจริต นอกนั้นทุจริตหมด เรียกเงินทอน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เอกสารนี้อยู่ที่ ป.ป.ช. และคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. อยู่ที่สภานี้ ถ้าอยากจะรู้ขอท่านจเรเลยว่ารายงานการประชุมเป็นอย่างไร เอามาศึกษาได้ นี่คือความเลวร้าย ของขบวนการทั้งหลาย ถ้าท่านอยากจะรู้ว่าทำไมกฎหมายมีแล้วไม่ปฏิบัติ ผมพูดในที่ประชุม ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น กฎหมายว่าด้วยเรื่องการกระจายอำนาจขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ว่าด้วยเรื่องมาตรา ๒๘ ว่าด้วยเรื่องรายได้ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นกฎหมาย จะต้องออก ตราเป็นพระราชบัญญัติ โดยกฎกระทรวงหรืออะไรก็แล้วแต่ และคนที่รักษากฎหมาย ฉบับนี้ คือนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ห้ามมิให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทำอยู่ ๔ เรื่องในการหารายได้
๑. ไปออกพันธบัตรด้วยตัวเอง ออกพันธบัตรเพื่อจะไปกู้เงิน
๒. กู้เงินจากองค์กรหรือนิติบุคคล คือธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคาร ต่างประเทศ
๓. การกู้เงินตามข้อ ๑๐ และข้อ ๑๓ ก็หมายถึงเรื่องของเกี่ยวกับการกู้เงิน จากต่างประเทศ และข้อ ๑๓ คือการเอาทรัพย์สินของรัฐไปขาย ของรัฐคือหมายถึงว่าเป็น ของรัฐ ไม่ใช่ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ไปขาย
๔. เรื่องนี้ต้องออกเป็นเทศบัญญัติและจะต้องให้ ครม. อนุมัติ และต้อง ออกเป็นกฎหมายรองรับ
สุดท้ายกฎหมายก็ไม่ออก แล้วยังฝ่าฝืนทำ ใช้วิธีการลักไก่ กู้เงินทั้งหมด ๔๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น แล้วทำตรงไหนครับ ใกล้เลือกตั้ง ไปกู้เงินมา เมื่อเงินตรงนี้ไม่มาไปกู้เงินมาแล้วก็มาทำโครงการ โครงการ ทุจริตกัน ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นหลักของความเป็นจริงที่เราได้ค้นพบและได้เห็นอยู่ในสภานี้และเป็นหลักฐาน ที่จะต้องจัดการกันต่อไปทำให้เราไม่กล้าตัดสินใจว่าเอาตำรวจไปอยู่ใต้การดูแลขององค์การ บริหารส่วนท้องถิ่นในระยะนี้ ถ้าเราแก้ไข ๒ เรื่องนี้ใหญ่ ๆ ได้ ว่าทุจริตตรงนี้แก้ได้ ๒ การเลือกตั้ง ให้มันบริสุทธิ์ยุติธรรม อันที่ ๓ ตำรวจเองเรียกร้อง ประชาชนเรียกร้อง และทุกฝ่ายเรียกร้อง ไม่ต้องการให้นักการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยว เห็นด้วยครับ วันนี้ตอบสนองกันเลยครับว่า นักการเมืองไม่ต้องเข้ามายุ่ง แล้วจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไรครับ
๑. วิธีการก็คือว่า ระดับบนคือตั้งแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต่อไปนี้ มีคณะกรรมการเป็นอิสระในการเข้าไปควบคุมดูแล กำกับกิจการตำรวจแห่งชาติ แล้วก็ โครงสร้างของเขาผมยกตัวอย่างนะครับ สอบสวนกลางอยู่ ตำรวจกองปรามอยู่ ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติสามารถสั่งให้เข้าไปตรวจสอบทำคดีใหญ่เข้าไปในทุกพื้นที่ในประเทศไทย ยังทำได้อยู่ มีอยู่อันเดียวครับที่เรากำลังจะแก้ปัญหา ทำอย่างไรให้ตำรวจไม่ต้องเสียเงิน ในการวิ่งเต้น ในการที่จะขอเลื่อนขั้น ทำอย่างไรให้ตำรวจไม่ต้องวิ่งเต้นไม่ทำผิดเมื่อไม่มี ต้นทุนแล้วไม่ไปอาศัยเงินสีเทาในแต่ละท้องที่ ท้องถิ่น ในจำนวนโรงพัก ในจำนวนสถานี ตำรวจทั้งหมด ๑,๔๖๕ แห่งทั่วประเทศ วิธีการก็คือตัดวงจรอำนาจ การผูกขาดของ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนเดียวที่จะสามารถสั่งอะไรก็ได้ให้อยู่ระดับบน ส่วนลำดับนี้ กระจายอำนาจไปตามคำสั่งของ คสช. ตามวิถีทางที่ควรจะต้องเป็น คือให้พลเมืองรวมตัวกัน จากทุกสาขาอาชีพในจังหวัดนั้น ๆ เป็นคณะกรรมการบริหารกิจการตำรวจ มีหน้าที่ ๔ อย่าง
๑. กำกับดูแล
๒. มีอำนาจในการเห็นชอบ โยกย้ายตำรวจตั้งแต่ระดับพลตำรวจ ย้ายไป อำเภอไหนแล้วแต่ในจังหวัดนั้น ในเขตที่ตนปกครอง
๓. กำกับดูแลตรวจสอบการทำงานของตำรวจ
๔. กำกับดูแลเรื่องงบประมาณพิเศษบางเรื่อง และ
๕. สอบสวนการกระทำความผิดตำรวจ
ถามว่าภาคประชาชนพวกนี้มาจากใครครับ ถ้าท่านนึกถึงพวกท่านก็มา คล้าย ๆ กัน ท่านนึกว่า สมช. มาจากหลากหลายอาชีพ ทั้งหมดในจังหวัดและเขตจังหวัด ปกครองนั้น ๆ ถือว่าวิชาชีพที่รวมเป็นกลุ่มก้อนให้เขาคัดเลือกกันมา แต่เราไม่มีการเลือกตั้ง ให้เกิดความแตกแยก ให้เขาส่งคนเข้ามา ๑ : ๓ หรือ ๑ : ๕ ต้องการ ๑ คน ต้องส่งมาไม่ต่ำกว่า ๓ ถึง ๕ คน แล้วสุดท้ายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจับสลาก ถือว่าหน่วยงานพวกนี้คัดเอาคนดี ที่สุด เช่น หน่วยงานที่มาจากการศึกษา เช่น หน่วยงานที่มาจากแรงงาน เช่น หน่วยงานที่มา จากภาคเกษตร เช่น หน่วยงานนี้มาจากภาคเอกชน เช่น หน่วยงานนี้มาจากเอ็นจีโอ (NGO) มาจากหน่วยงานที่ท่านเรียกกันว่าภาคพลเมืองทั้งหลาย เขาจะรวมตัวกันแล้วก็จะคัดคนดี ที่สุดมาบริหารกิจการตำรวจในจังหวัดนั้น ๆ พอเป็นอย่างนี้ ๗๖ จังหวัดต่อไปนี้ ผู้การจังหวัด ใหญ่ที่สุด กำกับดูแลอยู่ภายใต้การดูแลของประชาชน เอาประชาชนเข้าไปร่วมจับมือกับ ตำรวจในการบริหารกิจการตำรวจ และตำรวจเองก็เรียกร้องว่าเงินไม่พอในการจะไป เติมน้ำมันรถ ไปไล่จับขโมย จะไปตรวจ ไม่ยากครับ สุดท้ายเราไปยอมเอากฎหมายของ พรรคการเมือง พรรคการเมืองนี้เขียนกฎหมายขึ้นมาพิเศษ ให้ประชาชนชอบพรรคไหน ให้บริจาคได้ เขียนช่องหนึ่งขึ้นมา ภ.ง.ด. ๙๐ ภ.ง.ด. ๙๑ และบริษัท คุณอยากจะบริจาค เท่าไร เห็นพอใจผลงานของตำรวจ ท่านไปบริจาคใส่ เงินจำนวนนั้นไม่ได้กลับเข้าหลวง แต่เอาเป็นกองทุนในจังหวัดนั้น ๆ เพื่อเป็นตัวสนับสนุนการทำงานของตำรวจ ทั้งอุปกรณ์ ทั้งน้ำมัน ซึ่งขาดปีละไม่ต่ำกว่า ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือทำให้ตำรวจกับประชาชน เป็นจิตสำนึกเดียวกัน หล่อหลอมเป็นอันเดียวกัน ร่วมมือกันที่จะทำเป็นทั้งตำรวจและเป็น ตำรวจบ้านในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องไปตั้งองค์กรใด ๆ ขึ้นมามากมาย
อันที่ ๓ มีคนบอกว่าถ้าตั้งอย่างนี้แล้ว คนพวกนี้เกิดไปวิ่งเต้น มีการวิ่งเต้น ย้ายผู้กำกับจากอำเภอหนึ่ง ย้ายรองผู้กำกับขึ้นไปอีกคนหนึ่ง เราเขียนครับ เขียนเอาไว้ ในกฎหมายเลย พวกนี้จะต้องมีจิตสำนึกสูงกว่าการเลือกตั้ง เพราะถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ถ้ามี เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นมาต้องพักทันที ภายใน ๗ วัน ถ้าไม่พักพนักงานสอบสวนพิเศษ เข้าตรวจสอบและสั่งพักทันทีตามกฎหมาย ๑. พักด้วยจิตสามัญสำนึก ๒. พักโดยกฎหมาย บังคับให้ต้องหยุดพักการปฏิบัติ เฉกเช่นเดียวกับตำรวจที่ถืออาวุธปืน ไปทำอะไรผิดที่ไหนตูมมา มาตรา ๙๕ ผู้บังคับบัญชาเหนือกว่าสามารถสั่งพักงานทันทีได้ เพราะถืออาวุธปืนสามารถ ฆ่าคนต่อไปได้ทันที ฉะนั้นคนที่ไปคุมตำรวจจะต้องใช้ความเด็ดขาดกับพวกนี้และต้องมี คุณธรรมสูงมาก ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะเห็นรูปแบบของภาคพลเมืองที่มีจิตสามัญสำนึกสูง รับผิดชอบสูง ร่วมการทำงานสูง และทำงานระดับประเทศ ทั้งหมดในประเทศไทยมีทั้งหมด ๑,๔๖๕ สถานี ประชาชนถูกกำหนดมีบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการทำงาน เรียนรู้ไปครับ อยู่ได้คนละ ๒ ปี และหลังจากนั้นมาให้เป็นต่อไม่ได้ รากงอกเมื่อไรพวกนี้เป๋ทันที ถ้าดีเว้นไป อีกสมัยจะเขียนอย่างไรค่อยไปว่าในกฎหมายลูก ถ้าผมกราบเรียนท่านประธานให้เห็นภาพ อย่างนี้ที่ได้เรียนให้เห็นว่า นี่คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกระจายอำนาจ ไม่ให้ ตำรวจมาคุมกันเองครับ ฮั้วกันได้ ไม่ว่าสอบสวน ไม่สอบสวน แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีถามว่า แล้วทำไมผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ให้มาเป็นประธาน ให้ท่านมีหน้าที่คือคานอำนาจ แล้วตรวจสอบและกำกับดูแล ท่านไม่ได้กำกับในคณะเข้าไปดูแลไปสั่งโยกย้ายได้นะครับ ดูแลแค่สำนวนให้ความเป็นธรรม ถ้ามีคนร้องขอ แยกส่วนกันทำงานครับ และเที่ยวนี้จะได้ เห็นกันว่าถ้าประชาชนคือคนเลือกผู้แทนมาทำงาน ประชาชนเป็นคนเลือกผู้แทนในท้องถิ่น ทำงานมากำกับตำรวจเองแล้วยังไม่ดีขึ้น ผมว่าต้องมีอะไรผิดปกติมากแล้วในสังคมนี้ เพราะฉะนั้นผมถึงใช้เวลาตรงนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์กับท่านสมาชิกว่า ใช้หลักอะไรคิดและ คิดอย่างไรให้เบ็ดเสร็จ และคิดอย่างไรแก้ปัญหาเรื่องการทุจริต คิดอย่างไรไม่ให้มีการซื้อขาย ตำแหน่ง ถ้าใครจะซื้อขายตำแหน่ง ท่านเชื่อผมเถอะครับคนพวกนี้ติดคุกก่อนเลย ผมจะ เรียนท่านถ้าเกิดท่านสมาชิกท่านสงสัย แล้วก็ฝากเรียนไปเลย การโยกย้ายตำรวจต้องเปิดเผย ๑ เดือน ยศพันตำรวจโทต้องมีสิทธิที่จะขึ้นเป็นพันตำรวจเอกเป็นผู้กำกับเขาต้องมีเกณฑ์ ที่ชัดเจน เกณฑ์อาวุโส ๓๐ สมมุตินะครับ เกณฑ์ทำงาน เป็นฝ่ายปราบปรามจับโจรผู้ร้ายได้ คดีกี่คดีเอามาแข่งกัน เกณฑ์ในการทำหน้าที่สอบสวนก็ว่าไป ต้องขึ้นเว็บไซต์ให้ประชาชน ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เฉพาะคณะกรรมการ ๒๐ กว่าคน จะมีอำนาจทำ เด็ดขาด แล้วถ้าผมเป็น ประชาชนผมบอกว่าเอาชื่อคนนี้ขึ้นมาเป็นผู้กำกับได้อย่างไรไถแหลกลาญเลย เอาละผมจะไป โวยกับตัวแทนของผมแล้ว ภาคการศึกษา หรือภาคแรงงาน หรือภาคเอกชน ก็คุณปล่อย อย่างนี้ขึ้นมาได้อย่างไรใครเป็นคนวิ่งเต้น ใครเป็นคนจัดการ ผู้กำกับการเขตหรือทำบัญชี มาได้อย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร ต้องอธิบายให้สังคมรับรู้ด้วย เพราะฉะนั้นวิธีการเปิดเผย การทำงาน วิธีการเปิดเผยในการดูแลสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยทำให้สังคมได้เรียนรู้ได้เห็นและ แก้ปัญหาในการทุจริตการซื้อขายตำแหน่งได้ และถ้าเป็นบทเรียนที่ดีเป็นแบบอย่างที่ทำได้ และช่วยกันแก้ปัญหาได้ ทุกกระทรวง ทบวง กรมเอาไปทำได้หมดครับ ท่านจะมีสภา คุณธรรมก็ทำไป จะมีสภาที่จะแต่งตั้งปลัดกระทรวงก็ทำไป แต่อันนี้ระดับล่างและใกล้ชิด กับประชาชนอย่าเสี่ยงให้ประชาชนเสียหายจากการปฏิรูป นี่คือคำพูดที่ผมถามที่ประชุมว่า สิ่งที่คุณเสนอมานี่ประชาชนเดือดร้อนไหม ถ้าอุดช่องว่างไม่ได้ต้องแก้ไขให้จบ การปฏิรูป ครั้งนี้ผมกราบเรียนท่านว่าแก้ปัญหา ๑. ให้ประชาชนได้รับความสะดวก ได้รับการคุ้มครอง ตำรวจต้องย้อนกลับมาเป็น ตำรวจของประชาชน เพื่อประชาชน และร่วมมือกับประชาชน ๒. ตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ๙๐ เปอร์เซ็นต์ จะได้รับความเป็นธรรมจากองค์กรและ องคาพยพทั้งหมดที่เราจะทำ และอันที่ ๓ ตำรวจที่ไม่ดีจะถูกกำจัดออกไปโดยระบบของมัน เราจะใช้ทั้งกฎหมายและ สภาพของสังคมที่มีส่วนรับรู้ รับเห็นในการเข้าไปจัดการกับพวกสิ่งเหล่านี้ ผมฝากนะครับ เพื่อเป็นข้อมูล การคิดของคณะอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการการปฏิรูปกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรมที่ทั้งประธานเสรีและประธานท่านพลเอก พะจุณณ์ ได้ให้พวกเรา มอบหมายให้ช่วยกันคิดแล้วก็นำเสนอนั้นเป็นส่วนน้อยด้วยด้อยปัญญา ใช้เวลาสั้นพอสมควร แล้วก็มีข้อมูลใหม่ ๆ เข้ามาเยอะมาก จึงกราบเรียนท่านว่าเพื่อเป็นประโยชน์ในการพิจารณา ก็ฝากให้ท่านได้เอาข้อมูลอันนี้แล้ววิเคราะห์ ถ้าเห็นด้วยก็สนับสนุนให้กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้บรรจุเรื่องพวกนี้ให้สมบูรณ์ไปยิ่งกว่านั้น ถ้าไม่เห็นด้วยเราอยากจะรู้ว่าสิ่งที่เรา คิดนั้นมันมีอะไรที่เป็นจุดอ่อนจุดแข็งที่อยากจะนำไปศึกษากันต่อ ก็กราบขอบพระคุณในขั้นนี้ ก่อนครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ