สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘

วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ชี้แจงการปฏิรูปตำรวจ โดยเฉพาะการแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมหารือเกี่ยวกับปัญหาการสอบสวนและการทุจริตของตำรวจ และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ตำรวจที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตในตำรวจ

พันตำรวจเอก วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติและสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พันตำรวจเอก วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบตำรวจ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูป กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ชี้แจงเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ในประเด็นการปรับระบบงานสอบสวนให้เป็นอิสระตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๒ (๘) โดยกระผมขออนุญาตชี้แจงให้ทราบถึงเหตุผลและ ความจำเป็นที่จะต้องแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังนี้ครับ

ก่อนอื่นขอเรียนว่างานสอบสวนหรือการรวบรวมพยานหลักฐานในการค้นหา ความจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญาของประชาชน ซึ่งถือเป็นกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น ในทุกสังคมนั้นเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งรัฐจะต้องควบคุมให้มีการปฏิบัติไปอย่างสุจริต และมีประสิทธิภาพเกิดความยุติธรรมเป็นที่เชื่อถือ ยอมรับของประชาชนอย่างแท้จริง แต่สำหรับประเทศเราการสอบสวนกลับกลายเป็นงานที่มีปัญหาซึ่งอาจกล่าวได้ว่าอยู่ใน สภาวะวิกฤติอย่างร้ายแรงยิ่ง ประชาชนไม่มีความเชื่อถือและไม่เชื่อมั่นว่าพนักงานสอบสวน ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและมีประสิทธิภาพด้วยความยุติธรรม การสอบสวนมีปัญหา ตั้งแต่การไม่ยอมรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษจากประชาชน คนยากจนหรือไม่มีอำนาจ มีการเลือกปฏิบัติต่อประชาชนผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน ซึ่งปัญหา การไม่รับคำร้องทุกข์ดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่หัวหน้าหน่วยตำรวจระดับต่าง ๆ สั่งการไม่ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพื่อลดสถิติคดีอาญาที่เกิดขึ้นจริง สร้างข้อมูลเท็จว่าตนเองปฏิบัติงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมได้ผลบรรลุเป้าหมาย ตามตัวชี้วัดที่กำหนด ซึ่งเป็นการกระทำทั้งเพื่อให้ได้ความชอบ นำไปสู่การเลื่อนตำแหน่ง หรือมิให้ถูกแต่งตั้งโยกย้ายออกจากพื้นที่ ทั้งที่ตามข้อเท็จจริงมีการกระทำความผิดทางอาญา เกิดขึ้นมากมาย ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ของสังคมเป็นอย่างมาก เช่น การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์ที่ผู้เสียหาย ไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด มีเกิดขึ้นมากกว่าสถิติที่ปรากฏนับสิบเท่า ซึ่งเมื่อผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนส่วนใหญ่ก็กระทำเพียงลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานไว้เท่านั้น ไม่มี การดำเนินการสอบสวนบันทึกเลขคดีเข้าสู่สาระบบ สรุปสำนวนส่งให้พนักงานอัยการสั่งคดี ตามกฎหมายแต่อย่างใด หรือบางคดีแม้จะรับคำร้องทุกข์แต่ก็ไม่มีความพยายาม ในการรวบรวมพยานหลักฐานจับตัวผู้กระทำผิดมารับโทษอย่างจริงจัง รอเพียงให้ครบระยะเวลา ที่กำหนดแล้วสรุปการสอบสวนเสนอให้พนักงานอัยการสั่งงดสอบสวน หัวหน้าสถานีตำรวจ ส่วนใหญ่จะสนใจจับกุมผู้กระทำผิดเฉพาะคดีที่อาจมีปัญหากระทบต่อตนเองเท่านั้น เช่น คดีที่ปรากฏเป็นข่าว หรือผู้เสียหายเป็นดารานักแสดง หรือผู้มีชื่อเสียง ส่วนประชาชน ผู้เสียหายทั่วไปล้วนต้องวิ่งเต้นหาผู้มีอำนาจมาฝากฝังให้ดำเนินการสอบสวนเพื่อให้ได้รับ ความยุติธรรมด้วยกันทั้งสิ้น เป็นที่ทราบกันดีทั่วไป ซึ่งงานสอบสวนที่มีปัญหาดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบงานรักษากฎหมายของประเทศเราอย่างร้ายแรงยิ่ง อาชญากรจำนวนมากไม่ถูกจับกุมนำตัวไปฟ้องศาลลงโทษให้เข็ดหลาบ การกระทำความผิด ทางอาญาต่าง ๆ ยิ่งเพิ่มมากขึ้น สวนทางกับสถิติตัวเลขที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงาน ต่อรัฐบาลและนำมาเสนอต่อสื่อมวลชนในแต่ละช่วงเวลาหรือในรอบปีอย่างสิ้นเชิง ขอเรียนว่า ปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้นจนทำให้ประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนต้องดำรงชีวิตกัน อย่างหวาดผวา ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินขณะนี้นั้น มีสาเหตุที่แท้จริงมาจาก การทุจริตประพฤติมิชอบของตำรวจผู้ใหญ่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รับส่วยและสินบนจากแหล่งอบายมุขผิดกฎหมายซึ่งเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรม สร้างความร่ำรวย ให้กับตนเองและพวกพ้องมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นส่วย สินบนจากบ่อนการพนัน เครื่องจักรกลการพนันต่างๆ รวมทั้งสถานบันเทิง ผิดกฎหมาย ต้นเหตุสำคัญของปัญหายาเสพติด และการค้าประเวณี ทำลายเด็กและเยาวชน

นอกจากนั้นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการบริหารงานตำรวจ ที่ล้มเหลว โดยงานสอบสวนไม่ได้รับความสนใจและให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ปล่อยให้ พนักงานสอบสวนระดับต่าง ๆ ทั่วประเทศซึ่งมีจำนวนประมาณ ๑๑,๐๐๐ คน ประสบปัญหา ในการปฏิบัติงาน ต้องทำงานอย่างโดดเดี่ยวไม่มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ขาดแคลนสิ่งอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการทำงาน ทั้งที่รัฐบาลได้จัดสรรเงิน งบประมาณไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจำนวนมากถึงปีละ ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่กลับถูก ตำรวจผู้ใหญ่นำไปใช้อย่างฟุ่มเฟือยในกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต่อภารกิจหลักขององค์กร รวมทั้ง มีการทุจริตในหลายระดับ เช่น การจัดซื้อรถจักรยานยนต์ด้อยคุณภาพให้ตำรวจขับขี่ จนตำรวจต้องซื้อรถจักรยานยนต์ส่วนตัวมาใช้กันเอง พบเห็นได้ตามท้องถนนทั่วไปในขณะนี้ หรืออย่างเช่นเงินอุดหนุนการสืบสวนและสอบสวนสถานีตำรวจทุกสถานีเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ได้ถูกหัวหน้าสถานีตำรวจทุจริตนำไปแบ่งปันกันในหมู่ตำรวจผู้ใหญ่ แทบทั้งหมดมานานนับสิบปี พนักงานสอบสวนทุกสถานีไม่มีโอกาสได้ใช้เงินดังกล่าวเป็น ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานเลย หากคนใดเรียกร้องขอใช้เงินก็จะถูกมองว่าเป็นคนมีปัญหา ถูกรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาให้สั่งไปช่วยราชการที่อื่น หรือแต่งตั้งโยกย้ายออกไปจาก สถานีตำรวจ เช่นที่เกิดขึ้นต่อพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเดือนที่ผ่านมา เป็นที่โจษขานกันในหมู่พนักงานสอบสวนอยู่ในขณะนี้ ส่วนชีวิตราชการ ของพนักงานสอบสวนก็ไม่มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมสายงานอื่น ทั้งที่เป็นสายงานหลัก ขององค์กร ต่างไปจากอดีตที่หัวหน้าสถานีต้องเป็นผู้ที่เติบโตมาจากการเป็นพนักงานสอบสวน แต่ปัจจุบันพนักงานสอบสวนกลับไม่สามารถเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจได้ แม้จะดำรงตำแหน่ง ในพื้นที่มานานนับ ๑๐ ปี โดยผู้บังคับบัญชาอ้างว่าไม่มีความสามารถเหมาะสมที่จะเป็น หัวหน้าหน่วย กำหนดให้สอบเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ชำนาญการและผู้ทรงคุณวุฒิระดับ พันตำรวจเอกจนถึงผู้เชี่ยวชาญพิเศษยศพลตำรวจตรี ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีพนักงาน สอบสวนคนใดได้เลื่อนตำแหน่งมียศเป็นพลตำรวจตรีแม้แต่คนเดียว ปัจจุบันหัวหน้าสถานีตำรวจ กลายเป็นตำรวจที่มาจากสายงานอื่นแม้กระทั่งงานจราจร แต่มาทำหน้าที่หัวหน้าพนักงานสอบสวน สั่งงานผิด ๆ ถูก ๆ เพราะไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับงานสอบสวนที่เป็นปัจจุบัน อย่างแท้จริงและบางคนก็ลุแก่อำนาจติดนิสัยมาจากการเป็นผู้บังคับบัญชาฝ่ายกำลังที่เน้น แต่การฝึกและยุทธวิธีต่าง ๆ รวมทั้งการรับใช้ผู้มีอำนาจตามสำนักงาน หัวหน้าสถานีตำรวจ กลายเป็นกลุ่มตำรวจในเครือข่ายอุปถัมภ์ที่วิ่งเต้นหรือซื้อตำแหน่งมาเป็น ไม่มีความคุ้นเคย ต่อภูมิประเทศและผู้คน ซึ่งถือเป็นหัวใจของงานตำรวจ ไม่มีความรู้สึกผูกพันกับท้องถิ่น เมื่อมาดำรงตำแหน่งก็มุ่งแสวงประโยชน์กระทำการทุจริต ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รับสินบน นำไปส่งส่วยให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไปอีก หรือเพื่อให้ ย้ายไปยังพื้นที่ที่ต้องการ สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองและครอบครัว แข่งขันกันในหมู่เพื่อนฝูง โดยมองงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนเป็นเพียงเครื่องมือในการดำเนินคดีกับผู้กระทำ ผิดที่ขัดขืนไม่ยอมส่งส่วยหรือให้สินบนเท่านั้น พฤติกรรมของหัวหน้าหน่วยตำรวจจำนวน มากดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบงานรักษากฎหมายของประเทศและ ความสงบเรียบร้อยของสังคมอย่างร้ายแรงมาอย่างยาวนานหลายสิบปี นอกจากนั้นปัจจุบัน พนักงานสอบสวนได้ถูกผู้บังคับบัญชาปฏิบัติในลักษณะที่เป็นตำรวจชั้นสองในองค์กรตำรวจ ไม่มีสถานะทางราชการทัดเทียมสายงานอื่น เช่น มีตำแหน่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับผู้กำกับการ ยศพันตำรวจเอก แต่ไม่ได้รับการดูแลให้มีความเป็นอยู่อย่างมีเกียรติสมฐานะ หัวหน้าสถานี ไม่จัดห้องทำงานหรือที่จอดรถเป็นสัดส่วนให้ ในขณะที่สารวัตรสืบสวนและจราจรมีห้อง ทำงานและที่จอดรถทุกสถานี เหล่านี้แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถูกต้องตามธรรมเนียม และแบบแผนราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับข้าราชการผู้มียศก่อให้เกิดความอับอายต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและ ประชาชน ผู้ทรงคุณวุฒิยศพันตำรวจเอกบางคน อาวุโสสูงกว่าหัวหน้าสถานีตำรวจ แต่ถูก ผู้กำกับที่เพิ่งเลื่อนตำแหน่งจากรองผู้กำกับมาเป็นผู้บังคับบัญชาควบคุมการทำงานและ สั่งราชการ หลายกรณีเป็นการสั่งราชการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งนอกจากไม่ให้รับคำร้อง ทุกข์เพื่อลดสถิติคดีอาญาแล้ว ยังสั่งให้ฝ่ายสืบสวนสร้างหลักฐานเท็จ จับกุมประชาชนโดยมิชอบ เพื่อสร้างผลงานตามที่ผู้บังคับบัญชากดดันให้มีผลการปฏิบัติ ทำให้มีการยัดของกลาง ยาเสพติด หรืออาวุธปืนผิดกฎหมายต่อประชาชน แม้กระทั่งการก่ออาชญากรรมร้ายแรง รับใช้ผู้มี อำนาจทางการเมือง จับตัวประชาชนไปกระทำทารุณกรรมอย่างโหดร้ายหลายรูปแบบ เช่น กรณีการลักพาตัวทนายสมชาย นีละไพจิตร ไปฆ่าทำลายศพ คดีฆาตกรรมอำพรางประชาชน ๒,๕๐๐ ศพ คดีตำรวจฆ่าแขวนคอเด็กวัยรุ่นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เมื่อทำ นานเข้าก็กลายเป็นนิสัยอาชญากร เช่น กรณีตำรวจฝ่ายสืบสวนจับประชาชนไปขัง ในเซฟเฮาส์ (Safe house) เพื่อเรียกค่าไถ่ จนเสียชีวิตที่จังหวัดสงขลาเมื่อเร็ว ๆ นี้ และล่าสุดก็คือกรณีสารวัตรสืบสวน จังหวัดอุดรธานี จับชาวลาวเรียกค่าไถ่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา นอกจากนั้นก็ยังมีอาชญากรรมที่มีตำรวจผู้ใหญ่อยู่เบื้องหลังอีก จำนวนมากที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน ซึ่งอาชญากรรมเหล่านี้พนักงานสอบสวน ส่วนใหญ่ก็รับรู้ด้วยความขมขื่น แต่ไม่สามารถดำเนินการสอบสวนให้ความยุติธรรม ต่อประชาชนผู้ถูกกล่าวหาได้ และบางคดีก็เข้าไปมีส่วนร่วมสอบสวน ทำลายพยานหลักฐาน ก่ออาชญากรรมการสอบสวนด้วย เนื่องจากตนเองตกอยู่ใต้อำนาจบังคับบัญชาของตำรวจผู้ใหญ่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งพนักงานสอบสวนจำเป็นต้องกระทำตาม ก่อให้เกิดความอยุติธรรมขึ้น ในสังคม ทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรมอันเป็นพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย ของประเทศอย่างร้ายแรงตลอดมา นอกจากพนักงานสอบสวนจะไม่สามารถปฏิบัติงานตาม กฎหมายและมโนธรรมของตนได้แล้ว ยังถูกกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมในการบริหารงานตำรวจ ทุกระดับ ไม่มีอำนาจในการขอขั้นเงินเดือนหรือเสนอแต่งตั้งโยกย้ายใครในสถานีตำรวจได้ หรือแม้กระทั่งการรักษาราชการแทนผู้กำกับกลับมอบหมายให้รองผู้กำกับผู้มียศต่ำกว่ารักษา ราชการแทน ทำให้ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาหมิ่นแคลนพนักงานสอบสวนว่าเป็นกลุ่มตำรวจ ที่ไม่มีอำนาจและไม่มีอนาคต ผู้มียศต่ำกว่าไม่ให้ความสนใจปฏิบัติตามคำสั่งและไม่ทำความเคารพ พนักงานสอบสวนยศพันตำรวจเอกบางสถานีถูกจัดให้เข้าเวรสลับกับพนักงานสอบสวนยศ ร้อยตำรวจตรี โดยมีรองผู้กำกับยศพันตำรวจโทที่เข้าเวรอำนวยการเป็นผู้ตรวจการปฏิบัติราชการ ผิดแบบแผนและธรรมเนียมของข้าราชการผู้มียศ เช่น ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองพิษณุโลก ปัจจุบันที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ และจะมีมากยิ่งขึ้นในอนาคต ปัญหาการสอบสวน ที่ส่งผลกระทบต่อหลักนิติธรรมและระบบกฎหมายในสังคมซึ่งเป็นรากฐานการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยดังกล่าว ไม่สามารถแก้ไขได้ภายใต้โครงสร้างการบริหารงานของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปัจจุบัน ไม่ว่าขณะนี้จะมีการเสนอให้ปรับปรุงงานสอบสวน เป็นรูปแบบใดก็ตาม ซึ่งข้อเท็จจริงนี้เป็นที่ประจักษ์ต่อพี่น้องประชาชนตลอดมาเป็น ระยะเวลาหลายสิบปี ซ้ำกลับทำให้มีปัญหามากยิ่งขึ้นไปอีก และรัฐก็ต้องสูญเสียเงิน งบประมาณและเวลาในการแก้ปัญหาตำรวจไปอย่างเปล่าประโยชน์ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่สามารถแก้ปัญหางานสอบสวนให้เป็นไปอย่างสุจริตและมี ประสิทธิภาพได้แท้จริง ก็เนื่องมาจากข้อจำกัดในการจัดโครงสร้างองค์กรและการบริหารงาน แบบมีชั้นยศ และสายการบังคับบัญชาในลักษณะเดียวกับกองทัพ ซึ่งเป็นการจัดองค์กร เพื่อการสู้รบกับข้าศึกศัตรู ขัดกับลักษณะงานตำรวจซึ่งเป็นงานรักษากฎหมาย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งงานสอบสวนที่ผู้ปฏิบัติต้องมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตามพยานหลักฐาน และกฎหมาย ระบบยศในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีตำรวจชั้นนายพลถึง ๕๐๐ นาย ทำให้ต้องมีฝ่ายอำนวยการในลักษณะของเสนาธิการแบบทหาร ต้องสูญเสียกำลังพล และค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น สายการบังคับบัญชายืดยาว ผู้ปฏิบัติงานตรวจตรา ป้องกัน อาชญากรรมที่แท้จริงมีน้อย การทำงานเต็มไปด้วย การประชุม กำชับ ให้ปฏิบัติตามนโยบายและโครงการต่าง ๆ ที่หัวหน้าหน่วยต้องเสียเวลา เดินทาง รวมทั้งการรายงานและการตรวจราชการ แต่ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ตำรวจ ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เลย ซ้ำเป็นภาระอีกด้วย เนื่องจากงานตำรวจที่แท้จริงสิ้นสุดที่สถานี ตำรวจหมดสิ้น แม้แต่คดีฆ่าคนตายร้ายแรงสุดก็สามารถจับผู้ต้องหาส่งอัยการให้ฟ้องศาล จังหวัดได้ มีคดีจำนวนน้อยมากที่ต้องอาศัยการสนับสนุนของจังหวัด ส่วนกองบัญชาการ ตำรวจนั้นยิ่งห่างไกลต่อปัญหา นอกจากนั้นการจัดโครงสร้างองค์กรแบบมีชั้นยศ ทำให้ ตำรวจชั้นผู้ใหญ่มีหลักคิดการทำงานแบบกองทัพ นำระบบวินัยทหารมาใช้กับงานตำรวจ มีการกำหนดระเบียบและคำสั่งต่าง ๆ มากมายที่ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานในฐานะ เจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรม ผู้บังคับบัญชาสามารถลงโทษทางวินัยต่อตำรวจได้ด้วย ข้อหาที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน เช่น ประพฤติตนไม่เหมาะสมหรือไม่สมควร สั่งลงโทษกักขังได้ เช่นเดียวกับทหาร ไม่ว่าจะเป็นตำรวจชายหรือหญิง ด้วยเหตุผลที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีข้อจำกัดในการจัดโครงสร้างองค์กร มีชั้นยศและสายการบังคับบัญชาแบบกองทัพดังกล่าว ฉะนั้นจึงไม่สามารถปฏิรูประบบงานสอบสวนให้เป็นอิสระตามเจตนารมณ์ของ ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๒ (๘) ได้อย่างแท้จริง คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบตำรวจ จึงเห็นว่าจำเป็นต้องแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นอีกองค์กรหนึ่ง ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาในสายงานตำรวจ สร้างระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างตำรวจผู้กล่าวหาใช้กำลังอาวุธต่อประชาชนกับพนักงานสอบสวน มิให้อยู่ภายใต้ การบังคับบัญชาของบุคคลหรือองค์กรเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาการสอบสวน ให้เป็นไปอย่างสุจริตยุติธรรมได้อย่างแท้จริง ถือเป็นก้าวสำคัญของกระบวนการยุติธรรม ทางอาญาของประเทศไปสู่ความเป็นสากลเช่นเดียวกับประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก ส่วนวิธีดำเนินการสามารถกระทำได้โดยการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวน แห่งชาติขึ้น มีฐานะเป็นหน่วยราชการระดับกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายที่รับการเลือกสรรจากคณะกรรมการรับผิดชอบ ตรวจสอบประเมินผลการปฏิบัติงานและรับเรื่องร้องเรียน ดำเนินการทางวินัยและจริยธรรม โดยโอนตำแหน่งและอัตราพนักงานสอบสวน รวมทั้งข้าราชการสายสอบสวนผู้สมัครใจไป เป็นข้าราชการในสังกัด มีหน่วยงานที่สำคัญคือสำนักงานเลขาธิการ ดำเนินงานด้านธุรการ สำนักสอบสวนกลาง สอบสวนคดีที่สำคัญหรือซับซ้อน สำนักสอบสวนกรุงเทพมหานคร ๙ เขต ควบคุมสำนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาล ๘๘ สถานี สำนักงานสอบสวน ภูมิภาค ควบคุมสำนักงานสอบสวนจังหวัด ๗๖ จังหวัด และสถานีตำรวจภูธร ๑,๓๗๗ สถานี พนักงานสอบสวนและพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม ใช้สถานีตำรวจ เป็นที่ทำการเช่นเดิม ไม่จำเป็นต้องสร้างสถานที่ทำงานใหม่ให้สิ้นเปลืองงบประมาณ เนื่องจากสถานีตำรวจเป็นที่ทำการของรัฐบาล เช่นเดียวกับอำเภอ ก็มีหน่วยราชการหลายหน่วย อยู่ในที่ว่าการอำเภอ ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาในการปฏิบัติงานแต่อย่างใด สำหรับข้อห่วงใย ของบางท่านว่าจะมีปัญหาการทำงานที่ไม่ได้รับความร่วมมือจากตำรวจฝ่ายสืบสวนนั้น ขอเรียนว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้กำหนดให้พนักงานสอบสวน ทุกคนมีอำนาจสืบสวนเป็นการทั่วไปอยู่แล้ว และปัจจุบันคดีอาญาที่เกิดขึ้นพนักงาน สอบสวนสถานีตำรวจก็ทำหน้าที่ทั้งสืบสวนและสอบสวนเองเป็นส่วนใหญ่ ที่ต้องอาศัย ฝ่ายสืบสวนก็เฉพาะคดีที่มีความสำคัญเท่านั้น ซึ่งมีจำนวนไม่มากนักในแต่ละจังหวัด ซึ่งหาก มีคดีในลักษณะนี้เกิดขึ้น สำนักงานสอบสวนจังหวัดก็สามารถสั่งการให้พนักงานสอบสวน และพนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัดร่วมสืบสวนสอบสวนสนับสนุนเฉพาะคดีได้ นอกจากนั้น การร่างกฎหมายก็จะมีการกำหนดวิธีปฏิบัติการร่วมกันอย่างชัดเจนให้สามารถตรวจสอบได้ และทั้งฝ่ายสืบสวนและสอบสวนจะอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการบริหารกิจการ ตำรวจและการสอบสวนระดับต่าง ๆ ที่จะจัดตั้งขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบควบคุมการบริหารงานตำรวจ ซึ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมในชั้นร่างกฎหมายต่อไป สุดท้ายนี้ กระผมขอเรียนว่าข้อเสนอให้ปฏิรูประบบตำรวจโดยแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติดังกล่าว ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พนักงานสอบสวนมีความเจริญก้าวหน้า เป็นสำคัญ หากแต่ต้องการให้ระบบงานสอบสวนคดีอาญาของประเทศได้รับการปฏิรูป ให้เป็นอิสระอย่างแท้จริงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๘๒ (๘) ซึ่งจะทำให้ ระบบงานรักษากฎหมายของประเทศเข้มแข็งขึ้น ประชาชนได้รับความยุติธรรมมากขึ้น นำมาซึ่ง ความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้าของสังคมอย่างยั่งยืนเช่นเดียวกับนานาอารยประเทศต่อไป ขอบคุณครับ