สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘

อ่อนอุษา ลำเลียงพล เสนอแนวทางสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็งเพื่อเพิ่มยอดขายและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการฝึกอบรมและเก็บข้อมูลเพื่อช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเติบโตอย่างมีทิศทาง

นางสาวอ่อนอุษา ลำเลียงพล

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ดิฉัน อ่อนอุษา ลำเลียงพล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านสื่อสารมวลชน พอดีดิฉัน รู้สึกเหนื่อย ฟังท่านจิตร์แล้วก็หัวใจเต้นแรง ในวาระปฏิรูปของการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ซึ่งดิฉันคิดว่าก็เห็นด้วยกับทุก ๆ คนว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ด้วยจุดประสงค์ที่จะพัฒนา ผู้ประกอบการ และส่งเสริมเอสเอ็มอีให้เข้มแข็ง แล้วก็แข่งขันในเวทีโลกได้ อันนี้ท่านประภาศรี ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้พูดแล้วว่าเอสเอ็มอีเปรียบประดุจเป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทย ในด้านของเศรษฐกิจ ท่านเกริกไกรได้พูดถึงวิสัยทัศน์ซึ่งชัดเจนมากว่าทำอย่างไรที่จะทำให้ ประเทศไทยกลายเป็นประเทศค้าขาย ซึ่งอันนี้สำคัญมาก ๆ เลย ทำอย่างไรที่จะให้เอสเอ็มอี ๒.๘ ล้านรายนี้ทำให้เกิดศักยภาพที่เต็มที่ได้มากกว่านี้ เราจะเป็นผู้สร้างไม่ใช่ผู้ผลิต เราจะ เป็นผู้กำหนดราคา เป็นไพรซ์ เมกเกอร์ (Price maker) และที่สำคัญที่สุดที่ดิฉันจะอภิปราย ในเรื่องของการสร้างความแตกต่าง หรือ ดิฟเฟอเรนทิเอชัน (Differentiation) ซึ่งตรงนี้ดิฉัน คิดว่ามันสำคัญมาก ๆ เลย จึงอยากจะพูดเรื่องการสร้างแบรนด์ (Brand) ในธุรกิจเอสเอ็มอี การสร้างแบรนด์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ใช่เฉพาะสินค้าค่ะ แต่สำหรับทุกธุรกิจ เพราะว่า การสร้างแบรนด์สามารถทำได้ทั้งในระดับประเทศ เราอยู่ในตลาดการแข่งขันในทุก ๆ ระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น หรือว่าในระดับแบรนด์ต่าง ๆ ดิฉัน ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการสร้างแบรนด์มาตลอดชีวิตการทำงาน ดิฉันได้สร้างแบรนด์ อยู่เบื้องหลังในหลาย ๆ แบรนด์และหลาย ๆ แคทิกอรี (Category) จึงเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ ในธุรกิจเอสเอ็มอี สร้างแบรนด์ทำไมคะ ก็เพื่อสร้างยอดขาย สร้างแบรนด์เอสเอ็มอีก็เพื่อช่วย สร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย ในออพเพอร์ทูนิตี (Opportunity) ที่ยังสามารถเรฟเวอเรจ (Leverage) ได้อีกมากมาย ดังที่คณะกรรมาธิการได้อภิปรายไปแล้ว รายได้ของประเทศ ที่เป็นอันดับ ๑ ก็คือการท่องเที่ยว ดิฉันเคยทำงานกับ ททท. ช่วยสร้างแบรนด์ในระดับประเทศ เราคุยกันว่าเราจะทำอย่างไรที่จะสร้างแทรพเวลเลอร์ (Traveller) ที่เป็นอินบาวด์ (Inbound) เข้ามาในประเทศของเรา แล้วกระตุ้นการเดินทางในประเทศให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างรายได้ ของประเทศเรา เราเคยทำการสร้างประเทศไทยให้เป็นแบรนด์ด้วยไอเดีย อเมซิง ไทยแลนด์ (Idea Amazing Thailand) ซึ่งทุกคนก็ยังคงจำกันได้ เปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดไปก็มีการเปลี่ยน กันไปในหลาย ๆ ไอเดีย แต่อเมซิง ไทยแลนด์ (Amazing Thailand) ยังคงอยู่ ถ้าเดินทางไป ในประเทศต่าง ๆ ในเอเจนต์ (Agent) หรือว่าในสำนักงานของ ททท. หรือสำนักงานของการ ท่องเที่ยวก็ยังจำในเรื่องของอเมซิง ไทยแลนด์ นี่คืออิทธิพลของแบรนด์ที่แข็งแรง วันนี้ก็ยัง เป็นที่จดจำกันอยู่ เราจะต้องแข่งขันกับทูลี มาเลเซีย เราจะต้องแข่งขันกันกับอินเครดิเบิล อินเดีย (Incredible India) เป็นต้น นั่นคือสิ่งที่เราเห็นความสำคัญในการสร้างแบรนด์ที่จะต้องแข็งแรง ดิฉันขอพูดถึงวิวัฒนาการการสร้างแบรนด์ ซึ่งเป็นความจำเป็นในเรื่องของการแข่งขัน มัน เกิดขึ้นมาอย่างไร โลกนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยที่เป็นเกษตรกรรม การสร้างแบรนด์ก็เอาไป แสตมป์ (Stamp) สัตว์ว่าอันนี้คือของฉัน นี่คือแบรนด์ที่เป็นวัวของฉัน เป็นแกะของฉัน แล้ว ก็เริ่มมาเป็นอุตสาหกรรม มาเป็นในยุคของการผลิต ในยุคของอินโนเวชัน จนกระทั่งมาถึง วันนี้ในโลกปัจจุบันที่เป็นยุคของผู้คน หรือเราเรียกกันว่า พีเพิล เซนทริค เอรา (People centric era) ดิฉันใช้คำของดิฉันว่าวันนี้คนกำหนดโลกทั้งหมด ทุกอย่าง ที่มีแวลู (Value) สูงที่สุด แพงที่สุดในขณะนี้คือไมโครซอฟต์ เขาไม่ได้ทำในวันเดียว แต่ว่าทำ ในระยะเวลาหลายปีที่จะทำให้เขาเป็นแบรนด์ที่มั่นคงที่สุด แล้วก็จะต้องทำในทุก ๆ มิติ แต่ดิฉันเชื่อมั่นว่าในการทำงานร่วมไปกับการมองในส่วนของการตลาด ร่วมไปกับการสื่อสาร สร้างแบรนด์เป็น ๑ ในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไมโครซอฟต์ประสบความสำเร็จในวันนี้ การสร้าง แบรนด์คือการสื่อสารถึงผู้คน เป็นการสร้างแวลูหรือคุณค่าของแบรนด์ที่จะทำให้ผู้คนยอมรับ เป็นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของผู้คน และการสร้างแบรนด์สามารถให้ข้อมูล และโน้มน้าวจิตใจให้คนมารักมาชอบแบรนด์นี้มากกว่าอีกแบรนด์หนึ่ง เพราะฉะนั้นการวาง โพซิชันนิง (Positioning) และการทำดิฟเฟอเรนทิเอชัน ที่พูดมาแล้วแล้วก็เป็น ๑ ในจุดมุ่งหมาย ของคณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ

ดิฉันขอพูดถึง ๔ พี (4P) ซึ่งทุกคนคงจะคุ้นดีในโลกของการสร้างแบรนด์ ขอเวลาอีกนิดค่ะ ซึ่งไม่ใช่โลกของการตลาด ฟิลลิป คอตเลอร์ พูดถึง ๔ พีที่แตกต่างไป แต่ใน ๔ พีของการสร้างแบรนด์นี้คือ พีเพิล เพอร์เพิส พาร์ทิซิเพชัน แอนด์ พอพพูลิซึม (People Purpose Participation and Populism) ซึ่งพีเพิลก็คือคนที่เป็นศูนย์กลาง ซึ่งมีหลาย ๆ ท่านได้พูดถึงไปแล้ว เราต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เพอร์เพิสต้องมีเป้าหมาย ที่ชัดเจน คุณจะเดินไปตรงไหน คุณจะต้องการยอดขายเท่าไร คุณจะต้องทำให้เกิดคนมา พาร์ทิซิเพท ในแบรนด์ของคุณอย่างไร ในทุกธุรกิจเอสเอ็มอี แล้วในที่สุดก็จะเกิดพอพพูลิซึม คือทำให้เป็นที่นิยมชมชอบ และในทุก ๆ แบรนด์ ในทุก ๆ ธุรกิจก็คงมีการดิฟเฟอเรนทิเอชัน หรือวางโพซิชันนิงที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องใช้เวลาและศึกษา อย่างถ่องแท้ในการแข่งขันในการตลาด ดิฉันคิดว่าถ้าเอสเอ็มอีได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งอันนี้ก็สนับสนุนของท่านวิริยะที่ได้พูดไปแล้ว ในการอบรมในเรื่องของการที่จะช่วยทำให้ เอสเอ็มอีเติบโตอย่างมีทิศทางก็คือในเรื่องของการตลาดและการสร้างแบรนด์ในด้านการสื่อสาร อาจจะมีการสนับสนุนในแง่ของทั้งการฝึกอบรมและในแง่ของการเก็บดาตาเบส (Database) หรือข้อมูลกรณีศึกษาต่าง ๆ ไว้ในดิจิทัล ซึ่งเป็นคลังข้อมูล ดิฉันคิดว่าถ้าเราทำในเรื่องของ การสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็งก็จะทำให้เอสเอ็มอีเติบโตได้อย่างมีทิศทางและอย่างมีนัยสำคัญ ขอบพระคุณค่ะ