รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๕

(เนื่องจาก นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ติดราชการ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา จึงปฏิบัติหน้าที่แทน ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๒๘ นาฬิกา)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะ เปิดประชุม ผมจะอนุญาตให้มีการหารือท่านละ ๒ นาทีนะครับ แล้วถ้าครบองค์ประชุมเมื่อไร ผมก็จะยุติแล้วก็จะเปิดประชุม ไปที่ท่านแรกเลยนะครับ ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาครับ ผมหารือถึงเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งได้รับการร้องขอมาจาก พี่น้องในตําบลหนองจิก อําเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ด้วยพี่น้องนั้นอยากที่จะได้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบล ประจําหมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๙ และหมู่ที่ ๑๒ ครับ เพราะทั้ง ๔ หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่มีประชากรหนาแน่นมาก แล้วเป็นหมู่บ้านที่ห่างจากโรงพยาบาลประจําอําเภอ พี่น้องประชาชนนั้นเขาต้องการให้มี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบลประจํา ๔ หมู่บ้านนี้ เพื่อที่จะได้เป็นสถานที่ดูแล เรื่องสุขภาพขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชนในเรื่องของสร้างนําซ่อมต่อไป ก็ฝากถึง ท่านประธานรัฐสภาถึงกระทรวงสาธารณสุขในการที่ของบประมาณในการสร้าง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบล ตําบลหนองจิกด้วยครับ

แล้วอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ซึ่งได้รับการร้องเรียนจากพี่น้อง ในตําบลป่าแฝก หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ ไปจนถึงวัดดอนสัก อําเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ว่าถนนเส้นนี้ตั้งแต่ถนนสิงหวัฒน์เข้าไปทั้ง ๒ ตําบล ซึ่งเป็นถนนลาดยางได้ชํารุดทรุดโทรมมาก ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ดูแลอยู่ได้เข้าไป บูรณะซ่อมแซม เพราะว่าถนนเส้นนี้เป็นถนนสายหลักเส้นหนึ่งของอําเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ที่จะให้ไปซ่อมแซมเพื่อให้เป็นการใช้ได้ชั่วคราวก่อนก็ยังดีครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านองอาจ วงษ์ประยูร

นายองอาจ วงษ์ประยูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สระบุรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายองอาจ วงษ์ประยูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ส.ส. จังหวัดสระบุรี ๔ ท่าน รวมทั้งพุทธศาสนิกชนในจังหวัดสระบุรีรู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง สืบเนื่องมาจาก พระมณฑปอันเป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาท ณ ปัจจุบันนี้ชํารุดทรุดโทรมเสียหาย เป็นอย่างมาก ขาดการดูแลเอาใจใส่นะครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยัง ท่านรัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม หรือกรมศิลปากรให้ช่วยบูรณปฏิสังขรณ์โดยเร่งด่วนด้วยครับ เพราะว่าพระมณฑป แห่งรอยพระพุทธบาทนั้นเป็นพระมหาเจดียสถาน ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของ ชาวพุทธศาสนิกชนของประเทศชาติ เป็นโบราณสถานที่สําคัญ ค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม และที่สําคัญคือกษัตริย์ทุกพระองค์ร่วมเสด็จไปสมโภชทุกพระองค์ครับ ก็มีความสําคัญ อย่างยิ่งให้ช่วยเร่งรัดผลักดันงบประมาณไปบํารุงรักษาโดยด่วนด้วยครับท่านประธาน

ส่วนเรื่องที่ ๒ ส.ส. จังหวัดสระบุรี ๔ ท่านเช่นกันฝากมาครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะครูอาจารย์วิทยาลัยการอาชีพ ๗ แห่งของจังหวัดสระบุรีขอให้ช่วยสนับสนุน โครงการเปลี่ยนสถานะของครูลูกจ้างชั่วคราวโรงเรียนอาชีวศึกษาให้เป็นพนักงานของรัฐด้วยครับ ท่านครับลูกจ้างชั่วคราวของโรงเรียนอาชีวศึกษาในทั่วประเทศเขาน่าสงสารมาก มีประสบการณ์ทํางาน งานเยอะแต่ค่าตอบแทนน้อย ทํางานเป็นคุณประโยชน์ให้กับ ประเทศชาติเราเป็นเวลาช้านาน แต่สิ่งที่สําคัญเขาขาดขวัญและกําลังใจขาดเงินค่าตอบแทน ในการสู้กับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ก็ทราบมาว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านศักดา คงเพชร นั้นท่านกําลังเร่งรัดผลักดันโครงการนี้อยู่ ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของจังหวัดสระบุรีและครูบาอาจารย์โรงเรียนอาชีวศึกษาในจังหวัดสระบุรีก็ฝากเรียกร้องมา ช่วยเป็นกําลังใจและสนับสนุนให้โครงการนี้ประสบความสําเร็จโดยเร็ว กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ

นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อําเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้แทนราษฎรจากอําเภอปากช่อง อําเภอปากช่องมีเขาใหญ่ มีประชากรอยู่มาก เพราะฉะนั้นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมีมาก ผมขอหยิบยกปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวตําบลหนองสาหร่ายโดยเฉพาะบ้านโนนป่าติ้ว บ้านหนองคู บ้านโป่งอีเก้ง บ้านสระบัว ถนนพังเสียหายได้รับความเดือดร้อนมาก พี่น้องประชาชนชาวตําบลหนองสาหร่ายเดินทางเข้าออกลําบากเพราะถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ โดยเฉพาะเยาวชนเวลาเดินทางไปโรงเรียนได้รับความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นจึงฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะท้องถิ่น จังหวัด หรือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงคมนาคม ให้รีบมาแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ได้รับความสะดวกสบายและเกิดความปลอดภัย แก่ชีวิตและทรัพย์สินด้วยครับ

เรื่องที่ ๒ ประตูแรกสู่ทุกจังหวัดของภาคอีสานคืออําเภอปากช่อง โอโซน (Ozone) ระดับ ๗ ของโลกคือเขาใหญ่มีสถานที่ท่องเที่ยวมาก วันนี้พี่น้องประชาชน ชาวอําเภอปากช่องได้ฝากให้ผมผู้แทนราษฎรจากอําเภอปากช่องมาหารือท่านประธานว่า ป้ายบอกสถานที่ท่องเที่ยว ป้ายจราจร มีน้อยจริง ๆ ครับในเขตอําเภอปากช่อง โดยเฉพาะ ไฟส่องสว่างมีแต่เสาไม่มีไฟ ถ้ามีทั้งเสาทั้งไฟก็มีน้อย ไฟส่องสว่างน้อยมาก ผมจึงนําเรื่อง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒ ที่ได้รับการดูแลรักษาถนนเส้นนี้ให้อยู่ในสภาพ ที่ใช้งานได้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดและเกิดความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินของ พี่น้องประชาชนชาวอําเภอปากช่องและพี่น้องนักท่องเที่ยวต่างจังหวัดและต่างประเทศด้วย ที่เดินทางมาเยี่ยมอุทยานเขาใหญ่ อําเภอปากช่อง ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมจะเรียกตามเวลา ที่ท่านมาจองนะครับ ต่อไปท่านนคร มาฉิม ครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือเรื่องสําคัญต่อท่านประธาน

เรื่องแรก ขอทราบความคืบหน้าในการก่อสร้างรัฐสภา แล้วก็ขอให้ทางสภา ได้ร่วมกันพิจารณาว่าควรที่จะทบทวนโครงการรัฐสภาแต่ละจังหวัดหรือไม่ เพราะอาจจะ ไม่คุ้มกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณ

เรื่องที่ ๒ ขอให้รัฐบาลได้พิจารณาถึงผลดี ผลเสียของการออกหวยออนไลน์ (Register on-line) เนื่องจากกระทบในภาคสังคมมาก ควรที่รัฐบาลจะพิจารณาอย่าง ถ่องแท้ในเรื่องนี้ แล้วก็ขอคําชี้แจงจากรัฐบาล

เรื่องที่ ๓ เนื่องจากว่ารัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ไปสร้างระบบท่อส่งน้ําที่ตําบลบ่อโพธิ์จากลําน้ําแขม เพื่อแก้ไขปัญหาน้ําอุปโภคบริโภค แล้วก็น้ําเพื่อการเกษตรประมาณ ๖ หมู่บ้านของตําบลบ่อโพธิ์ ปรากฏว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างกัน อย่างไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทําให้ใช้จ่ายงบประมาณไป ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษแล้ว ไม่สามารถที่จะไปใช้ประโยชน์ได้ตามโครงการ ขอให้ท่านประธานประสานไปยังส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบและเอาผิดกับผู้ที่จะต้องรับผิดชอบด้วย

เรื่องที่ ๔ ถนนสายบ้านหนองกะท้าว-บ้านนาหนองพังแล้วก็ชํารุดเสียหาย จนเกิดอุบัติเหตุและมีประชาชนเสียชีวิตจากอุทกภัยในช่วงปีที่ผ่านมา จนปัจจุบัน การซ่อมแซมก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ก็ขอถือโอกาสนี้ฝากท่านประธานผ่านไปยังส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องให้รีบดําเนินการด้วย

เรื่องสุดท้าย ขอให้รัฐบาลได้พิจารณาก่อสร้างสํานักงานที่ดินประจํา อําเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน อําเภอชาติตระการด้วย กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ ครับ

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ

เรื่องแรกที่อยากจะหารือกับท่านประธานก็คือก่อนอื่นต้องขอให้กําลังใจ ทางรัฐบาลค่ะที่ได้มีการผลักดันแล้วก็อนุมัติในเรื่องเกี่ยวกับหวยออนไลน์ออกมาสู่ พี่น้องประชาชน เราต้องยอมรับประชาชนคนไทยในปัจจุบันชอบการเสี่ยงโชค ในการเล่นหวยก็เป็นทางออกหนึ่งที่ทําให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้น ก็ฝากรัฐบาลให้เร่งรัด ในการดําเนินการในเรื่องหวยออนไลน์ด้วยค่ะ

เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานก็คือดิฉันเองได้รับคําชมเชย จากพี่น้องชาวอําเภอคลองหลวง แล้วก็อําเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เขาฝากให้ดิฉัน มาชมเชยรัฐบาลแล้วก็ชมเชยเจ้าหน้าที่ในการที่ช่วยเร่งรัดแล้วก็มีการตักเตือนในการที่ ถ้าเกิดชาวบ้านคนไหนยังไม่ได้มาทําเรื่องขอเงินชดเชยน้ําท่วมเขาก็มีการติดตามให้มาทํา เรื่องราวดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ได้รับเงินชดเชยดังกล่าวแล้ว ก็ฝากชมเชยมายังรัฐบาลและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ค่ะ

เรื่องต่อไปค่ะท่านประธานก็คือดิฉันเองได้รับการร้องเรียนจากเด็กเยาวชน ในอําเภอซับใหญ่ ตําบลท่ากูบ จังหวัดชัยภูมิ เขาบอกกับดิฉันมาว่าเขาเป็นเด็กที่เข้าร่วม โครงการสายใยรักแห่งครอบครัวค่ะ ก็จะเป็นเด็กที่สนใจแล้วก็หลีกเลี่ยงการใช้ยาเสพติด จึงได้มีการรวมกลุ่มกันไปเล่นกีฬายังลานหน้าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านค่ะ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เขายังขาดแสงไฟส่องสว่างที่จะใช้ในการเล่นกีฬาระหว่างช่วงสี่โมงเย็นเป็นต้นไปถึง ๒ ทุ่ม ซึ่งช่วงทุ่มกว่า ๒ ทุ่มนี่มองไม่เห็นเลยค่ะ ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็คือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ช่วยดูแลจัดสรรในเรื่องไฟฟ้าส่องสว่าง ให้กับสนามกีฬาด้วยค่ะ

เรื่องสุดท้ายที่อยากจะหารือกับท่านประธานก็คือดิฉันเองนะคะ ท่านประธานคะอาทิตย์ที่ผ่านมาดิฉันได้ลงพื้นที่ค่ะ คือที่จังหวัดชัยภูมิโดยเฉพาะที่ อําเภอจัตุรัสแล้วก็อําเภอบ้านเขว้าค่ะ ปรากฏว่าดิฉันพบว่าถนนลูกรังค่ะท่านประธาน ที่ต้องยอมรับว่าในประเทศไทยมีถนนลูกรังค่อนข้างเยอะ ถนนเมื่อถูกน้ําท่วมเสียหาย ไม่สามารถที่จะสัญจรไปมาได้สะดวก ขนส่งพืชผลทางการเกษตรก็เป็นไปได้ด้วย ความยากลําบาก เขาก็มีการจัดงบประมาณไปให้ในการแก้ไขนะคะ แต่ว่าด้วยความที่ถนน มันมีหลายสาย ก็อาจจะละเลยแล้วก็ไม่ครอบคลุมถึงก็เร่งรัดในตรงจุดที่มันมีปัญหาเยอะ ๆ ก็อยากจะฝากท่านประธานฝากไปยังกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยให้ช่วยดูแลในเรื่อง จัดหาลูกรังไปลงเพื่อให้ถนนเขาสามารถใช้สัญจรไปมาได้ด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านพงศ์พันธ์ สุนทรชัย

ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองคาย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มีเรื่องที่อยากจะกราบเรียนท่าน อยู่ ๒ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก อยากจะให้กําลังใจไปยังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แล้วก็ให้ มีการประชาสัมพันธ์ในเรื่องของเทศกาลบั้งไฟพญานาคที่กําลังจะมีขึ้นในจังหวัดหนองคาย ในช่วงวันที่ ๓๐-๓๑ นี้ เนื่องจากว่าทุกปีมีการประชาสัมพันธ์และมีการสนับสนุนกิจกรรม เป็นอย่างดี ปีนี้ก็ฝากในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพราะคาดว่า ประชาชนที่จะไปเที่ยวที่จังหวัดหนองคายในเทศกาลบั้งไฟพญานาคน่าจะมีมาก แล้วก็ฝากองค์กรที่เกี่ยวข้องทุกองค์กรได้เตรียมรับมือในเรื่องของที่พักก็ดี ในเรื่องของ การจราจรก็ดีและพี่น้องชาวหนองคายทุกคนให้เป็นเจ้าภาพที่ดีในการต้อนรับพี่น้องที่จะ ไปเที่ยวเทศกาลบั้งไฟพญานาค แล้วฝากไปยังการท่องเที่ยวอีกเรื่องหนึ่งในเทศกาลต่อเนื่อง ก็คือเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จังหวัดหนองคายจะมีเทศกาลสงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่ที่จังหวัดอื่น ๆ ที่กรุงเทพฯ จะมีถนนข้าวสาร ถนนข้าวเหนียว แต่ที่จังหวัดหนองคายจะมีถนนพญานาคนะครับ เพราะฉะนั้นปีนี้จะยิ่งใหญ่มาก ก็ฝากการท่องเที่ยวได้ไปดูแลแล้วไปร่วมไม้ร่วมมือ กับทางจังหวัดในการจัดกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ และฝากเชิญชวนพี่น้องชาวไทยแต่เนิ่น ๆ นะครับ ถ้าจัดโปรแกรมไปที่ไหนยังไม่ถูกใจไปที่จังหวัดหนองคายไปเที่ยวถนนพญานาคระยะทาง ประมาณ ๔ กิโลเมตร มีอุโมงค์น้ํา มีการแสดงทุกรูปแบบที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้จังหวัดหนองคายได้เป็นที่ชื่นชมของพี่น้องทั้งในและต่างประเทศครับ ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสงค์ นุรักษ์ ครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน วุฒิสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนปวงชนชาวไทยในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันอาหารโลก ผมหวังเป็นอย่างยิ่งครับ ว่าทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนจะได้ใช้อาหารกันอย่างเป็นประโยชน์และมีคุณค่าครับ ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่ผมมีความกังวลมากในขณะนี้คือความล่าช้าของทางรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานและรัฐบาลด้วยครับ ผมใคร่จะขอกราบเรียนไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและรัฐบาลผ่านทางท่านประธานรัฐสภาครับว่าขอให้มี ความพยายามในการที่จะดําเนินการในการผลักดันรับรองสัตยาบัน ไอแอลโอ ๘๗ (ILO 87) และไอแอลโอ ๙๘ (ILO 98) ไอแอลโอ ๘๗ นั้นเป็นการให้สิทธิและเสรีภาพในการจัดตั้ง สมาคมของผู้ใช้แรงงานแล้วก็ไอแอลโอ ๙๘ เป็นการให้สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วม ซึ่งทั้ง ๒ อนุสัญญานั้นจะเป็นสัญญาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานในประเทศไทยอย่างน้อย ๓๐ กว่าชีวิตซึ่งใช้แรงงานอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์และเป็นการสอดคล้องกับการที่จะให้ประเทศไทยนั้นเดินเข้าสู่ สมาคมโลกอย่างสง่างามครับท่านประธานที่เคารพครับ ตั้งแต่ผมได้ศึกษาเรื่องแรงงาน มาเป็นเวลานานผมไม่เคยเห็นว่าผู้ใช้แรงงานไหนที่จะทําลายองค์กรของตัวเอง ผมเองเป็น ผลิตภัณฑ์อันหนึ่งของเอเอฟแอล-ซีไอโอ (AFL-CIO) ของสหรัฐอเมริกาในการศึกษาด้านแรงงาน มีความชัดเจนว่าผู้ใช้แรงงานทุกคนหวังอย่างยิ่งในการที่จะให้มีชีวิตอยู่อย่างมั่นคงในการใช้แรงงาน ในการที่จะให้อนาคตของครอบครัวมีความเจริญรุ่งเรืองนะครับ หวังว่าถ้าหากรัฐบาลได้ให้ การรับรองอนุสัญญาดังกล่าว ๒ ฉบับแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานเป็นอย่างยิ่งนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วก็ถึงแม้สมัยรัฐบาลก่อนได้มีความพยายามครั้งหนึ่ง แต่ไม่สําเร็จ ผมหวังว่าโอกาสอันดีของรัฐบาลชุดนี้จะให้ความสําคัญต่อผู้ใช้แรงงาน ท่านประธานครับอีกประการหนึ่งผมไม่ทราบว่าท่านประธานจะได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมชม หรือทางรัฐบาลได้มีโอกาสเยี่ยมชม หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้มีโอกาสไปแวะ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยบ้างหรือไม่ มีครับแหล่งที่จะศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับที่ไปที่มา ของแรงงานไทยตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงวันนี้ที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ผมอยากให้รัฐบาล ได้มีโอกาสให้การสนับสนุนส่งเสริมความสง่างามของสถาบันแห่งนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสหรัฐ กุลศรี ครับ

นายสหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้มีเรื่องที่จะปรึกษาหารือท่านประธานสัก ๒-๓ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ท่านประธานที่เคารพ เรื่องชาวนายังไม่ได้รับเงินจากการรับจํานําข้าว ผมได้รับการร้องเรียนจากชาวนาที่อําเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ร้องเรียนมาว่า ในขณะนี้ไปขอรับเงินที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรที่อําเภอเดิมบางนางบวช ปรากฏว่าธนาคารบอกว่ายังไม่มีเงิน และเขาก็ยังบอกว่ารอเงินจากส่วนกลางที่จะโอนไปให้ จึงฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ช่วยดําเนินการเร่งรัดให้ส่วนกลาง โอนเงินไปที่ธนาคารด้วย เนื่องจากประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก บางครั้ง ถึงกับประชดว่าข้าวเกวียนละ ๑๑,๐๐๐ บาทก็เอา ไม่ต้องถึง ๑๕,๐๐๐ บาทก็ได้ และหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ช่วยดําเนินการออกสื่อชี้แจงให้ประชาชนทราบด้วยครับว่า สาเหตุที่ล่าช้าเพราะอะไร

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ ผมได้รับการร้องเรียนจากทนายความหลายคน ร้องเรียนมาว่าตั้งแต่เดิมกระดาษและแบบฟอร์มของศาลนั้นเป็นเรื่องล้าหลังแล้ว โดยเฉพาะกระดาษที่ใช้อยู่ปัจจุบันใช้เอฟ ๑๔ (F14) แต่ปัจจุบันหากระดาษในการพิมพ์ สํานวนคดียากมากจึงอยากฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบนั้น ให้แก้ไขใช้ เอ ๔ (A4) ก็พอเพราะเดี๋ยวนี้กระดาษมันหาง่ายและในท้องตลาดก็มีขาย จํานวนมาก จึงฝากท่านประธานด้วยครับ

เรื่องที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพ ผมได้รับการร้องเรียนจากผู้เฒ่าผู้แก่ ร้องเรียนมาว่าตั้งแต่เดิมในอดีตข้าราชการไทยหยุดวันโกนกับวันพระ ปัจจุบันมาหยุดวันเสาร์ วันอาทิตย์ พอมาหยุดวันเสาร์ วันอาทิตย์ก็มีเรื่องเกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเกี่ยวกับ ศีลธรรม สามีไปมีภรรยาน้อยก็มี ภรรยาคบชู้สู่ชายก็มี เพื่อนแย่งเมียเพื่อนไปเป็นเมียก็มี ก็เลยอยากจะฝากท่านประธานที่เคารพว่าอยากจะให้เปลี่ยนจากวันเสาร์ วันอาทิตย์ เป็นวันโกนกับวันพระเหมือนเดิมได้หรือไม่ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านศุภชัย ศรีหล้า เชิญครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ชาวอําเภอตาลสุม อําเภอดอนมดแดง อําเภอเหล่าเสือโก้ก และอําเภอม่วงสามสิบ กรณี การได้รับเงินเยียวยาจากปัญหาอุทกภัยเมื่อปี ๒๕๕๔ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาอุทกภัยในปีนั้นวันนี้พี่น้องยังไม่ได้รับเงินเยียวยาเลยครับ มีพี่น้องอยู่จํานวนมาก ร้องเรียนผ่านกระผมมาว่าขอให้รัฐบาลรีบจ่ายเงินเยียวยาเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนด้วย กรณีที่ ๒ คือกรณีที่พี่น้องชาวอําเภอตาลสุม อําเภอดอนมดแดงได้เข้าร่วมโครงการ ประกันภัยพืชผล แต่สืบเนื่องจากว่าในขณะที่ประกันภัยพืชผลนั้นชําระเบี้ยประกันไปแล้ว ทางราชการประกาศให้มีสภาวะภัยพิบัติย้อนหลังส่งผลให้พี่น้องไม่ได้รับเงินสินไหม จากการทําประกันภัยพืชผล พี่น้องก็เลยบอกว่าขอรับเงินที่จ่ายไปแล้วคือเบี้ยประกัน ขอรับคืนจาก ธ.ก.ส. ท่านประธานที่เคารพครับ ระยะเวลาล่วงเลยมาเป็นปีแล้วเขาร้องเรียนผ่านกับผมมาว่า ขอให้ทาง ธ.ก.ส. เร่งรัดคืนเงิน เพราะว่าเงินที่เขาจ่ายไปนั้นแม้จะเป็นจํานวนไม่มาก แต่สําหรับคนจนมีคุณค่ามากนะครับท่านประธาน รับปากว่าจะจ่ายมาแล้วหลายรอบ ผลัดแล้วผลัดอีก ผลัดแล้วผลัดอีก ขอให้ดูแลพี่น้องประชาชนชาวอําเภอตาลสุม ชาวอําเภอดอนมดแดง โดยเร่งด่วนด้วยครับ

กรณีที่ ๓ คือการก่อสร้างวิทยาลัยยานยนต์อุบลราชธานี วิทยาเขตม่วงสามสิบ ผมได้ประสานงานเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เรื่องที่ดินที่จะใช้ในการก่อสร้าง บัดนี้สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ส่งมอบที่ดินให้กับสํานักงานการอาชีวศึกษาแล้ว แต่ปรากฏว่าระยะเวลาก็ล่วงเลยมาหลายปียังไม่ได้มีงบประมาณในการดําเนินการก่อสร้าง แต่อย่างไร ก็ขอให้ทางสํานักงานการอาชีวศึกษาเร่งรัดจัดสรรงบประมาณเพื่อการก่อสร้าง วิทยาลัยยานยนต์อุบลราชธานี วิทยาเขตม่วงสามสิบโดยด่วนด้วยครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านลีลาวดี วัชโรบล ผมอนุญาตให้ฉายภาพได้นะครับ ไม่อยู่นะครับ ลําดับต่อไปท่านมณเฑียร บุญตัน ครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากวันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ เป็นวันที่กําลังจะมีการประมูลคลื่นความถี่เพื่อนําไปใช้ กับบริการเครือข่าย ๓ จี (3G) กระผมมีเรื่องที่จะหารือผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล กรณีที่รัฐบาลได้ประกาศใช้กฎกระทรวงไอซีที (ICT) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ มาตรา ๒๐ (๖) แต่การดําเนินงานเพื่อยกระดับข้อมูลข่าวสาร ของหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐให้เป็น มาตรฐานสากล และมีหลักประกันการเข้าถึงโดยคนทุกกลุ่มนั้นยังเป็นไปด้วยความล่าช้า ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ (Website) ของรัฐบาลเอง ไทยกอฟ ดอท จีโอ ดอท ทีเอช (www.thaigov.go.th) นั้นยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานของดับเบิ้ลยู ๓ ซี (W3C) หรือ เวิลด์ไวด์เว็บ คอนซอร์เทียม (www.consortium) เทียบกับของยูเอส ดอท จีโอวี (us.gov) ไม่ได้เลยนะครับ เว็บไซต์ของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเองก็ยังเทียบ มาตรฐานสากลกับของสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งต้องขอขอบพระคุณท่านประธาน เป็นอย่างยิ่งที่ทําให้เว็บไซต์ของสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภานั้นอยู่ใกล้เคียงกับ มาตรฐานสากลพอสมควร ของรัฐสภาก็ควรจะได้รับการปรับปรุงเช่นกัน แล้วยังมีข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์อีกมากมายที่ยังกระจัดกระจายไม่เป็นรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน จับต้นชนปลายไม่ถูก คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่มีความหลากหลายทางภาษาเกิดความเหลื่อมล้ําในการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารกันอย่างถ้วนหน้า รัฐบาลเองก็พยายามส่งเสริมให้คนใช้เทคโนโลยี แต่เนื้อหาสาระที่จะนําขึ้นมาใช้กับเทคโนโลยีนั้นไม่อยู่ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากล จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้เร่งจัดทํามาตรฐานหรือรับรองมาตรฐานสากลที่มีอยู่แล้ว และบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมายครับ ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ํา สร้างความเป็นธรรม และนําสังคมไทยไปสู่สังคมฐานความรู้อย่างแท้จริง ไม่ใช่สังคมข่าวลือ ไม่ใช่สังคม ฐานความรู้สึก และกระผมขอเรียนว่าบ้านเมืองแม้ว่าจะยังไม่สงบสุข ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเราก็ไม่ได้อยู่ในภาวะที่มีความขัดแย้งถึงขนาดต้องยกพวกตีกัน ผมคิดว่า กรณีหวยออนไลน์นั้นอาจจะเป็นอีกกรณีหนึ่งของการนําน้ํามันไปราดกองเพลิงครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสาร มฤคพิทักษ์

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วศาลได้ออกหมายจับอีก ๑ คดี ธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) ปล่อยกู้ ๙,๐๐๐ ล้านบาทให้กับกลุ่มบริษัทในเครือของบริษัท กฤษดามหานคร จํากัด (มหาชน) เป็นใบสั่งหมายจับใบที่ ๖ นอกเหนือจาก ๕ คดี ๔ คดีนั้นหนีการพิจารณา อีก ๑ คดี ตัดสิน จําคุก ๒ ปี ศาลพิพากษาถึงที่สุด แต่แล้วบุคคลที่ถูกหมายจับท่านบินไปบินมา

(นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสารครับ มีคนประท้วงท่านแล้วครับ เชิญครับ

นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้ที่กําลังปรึกษาหารือครับ เนื่องจากว่าการปรึกษาหารือนั้นต้องเป็นเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน วันนี้ ท่านที่กําลังจะปรึกษาหารือเอาเรื่องทางการเมืองมาปรึกษาหารือขอให้ท่านประธานรัฐสภา ช่วยพิจารณาด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านสัมภาษณ์ครับ ท่านประสารครับ อย่างไรพยายามที่จะเอาเรื่องที่อยู่ในคดีความหรือที่ยังไม่มีข้อยุติ ท่านอย่าเพิ่งเอามานะครับ เอาเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้งนะครับ ท่านประสาร

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ ผมไม่แน่ใจนะครับ ผมกําลังพูดถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้มีอํานาจหน้าที่ทั้งรัฐบาล ทั้งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ สิ่งที่ควรทําไม่ทํา สิ่งที่ควรปฏิบัติไม่ปฏิบัติ หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ยอมให้มีการกดข่มโดยบุคคลคนหนึ่งซึ่งเป็นนักโทษหนีอาญาแผ่นดิน ผมกําลัง เรียนถามว่าเราจะอธิบายต่อชาวโลกอย่างไรในขณะที่เรามีหลักนิติธรรม นิติรัฐ ที่นับถือ กันมาเป็นร้อยปี

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสารครับ ขอความร่วมมือหน่อยครับ ท่านเอาประเด็นที่คิดว่าเป็นเรื่องของความเดือดร้อน เรื่องที่ท่าน คิดว่าจะเป็นประโยชน์ ถ้าอะไรที่ท่านพูดแล้วมันจะทําให้เป็นประเด็นท่านอย่าเลยครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ผมเองในฐานะ เป็นประชาชน ผมรู้สึกเดือดร้อนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถติดตามจับกุมนักโทษ หนีอาญาแผ่นดิน แล้วไม่เพียงละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น แต่ยังมีการไปยอมรับ ไปยกย่อง ไปให้ติดยศ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสารครับ ขอความกรุณานะครับ เป็นเรื่องของการหารือ เรื่องหารือท่านอย่าเอาเรื่องประเด็น ของการเมือง ประเด็นเรื่องของคดีความมานะครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ รัฐสภามีหน้าที่ที่จะต้องทําความเข้าใจ ทําความกระจ่าง แล้วก็ทําสิ่งที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น ต่อบ้านต่อเมือง ถ้ารัฐสภาไม่พูดเรื่องการเมืองแล้วจะเอาเรื่องอะไรมาพูดครับท่านประธาน หลักกฎหมาย หลักนิติธรรมคือสิ่งที่สําคัญที่สุดของบ้านเมือง ถ้าเผื่อไม่ยอมให้พูดอย่างนี้แล้ว รัฐสภาจะมีความหมายอะไรครับ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มีคนประท้วงท่านครับ จ่าประสิทธิ์เชิญครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ในเมื่อคําวินิจฉัยของท่านประธานผมถือว่าเป็นที่สุด ถ้ายังพูดเหมือนเดิมซ้ําซาก แล้วก็ยังเถียงท่านประธานอยู่อย่างนี้ ผมคิดว่าน่าจะให้ท่านประธานยุติในการหารือ ขอบพระคุณครับ

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวัชระครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธาน เนื่องจากว่าในการปรึกษาหารือนั้นนอกจากปรึกษาหารือในเรื่องความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนแล้ว ในข้อบังคับเขียนไว้ชัดเจนว่าหรือปัญหาอื่นใด คําว่า หรือปัญหาอื่นใด ก็คือปัญหาทั้งหลายทั้งปวงในประเทศนี้ย่อมมีสิทธิที่จะหารือในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ และผมไม่ได้ถืออะไรเลยกับท่านจ่าประสิทธิ์ เพราะว่านกเอี้ยงกําลังตามหาตัวท่านอยู่ ขอขอบคุณ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระ อย่างนี้ครับ คือถ้าท่านพูดอย่างนี้คนที่พาดพิงเขาก็ลุกขึ้นมาอีก

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประสิทธิ์นั่งลงเถอะ ไม่เป็นไรนะครับ นั่งลงเถอะ มันเสียหายตรงไหน ท่านอธิบายความสิเสียหายตรงไหน เชิญครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องใช้สิทธิในการถูกพาดพิง โดยคุณวัชระ เพชรทอง ลุกขึ้นมาประท้วงแล้วกล่าวหาว่าผมเป็นนกเอี้ยงเกาะหลังควายนี่ ผมไม่ได้พูดถึงคุณวัชระเลยแม้แต่น้อยเดียว อย่างนี้ต้องถอนครับ ทําให้ผมเสียหายอย่างนี้ ต้องถอน ผมประท้วงตามข้อบังคับแล้วไม่เกี่ยวอะไรเลยกับคุณวัชระนี่ไม่เกี่ยวครับ แล้วอยู่ ๆ ลุกขึ้นมาพูดอย่างนี้มันไม่ได้ผมเสียหาย ต้องถอน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละจ่าประสิทธิ์ครับ เดี๋ยวคุณวัชระก็บอกว่าอย่างซี่ต้องถอน ท่านวัชระถอนเถอะครับ ถอนคําว่านกเอี้ยงเลี้ยงควาย เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานว่า ผมได้พูดว่านกเอี้ยงกําลังตามหาตัวท่านอยู่ ผมไม่ได้บอกเลยว่าท่านเป็นควาย เพราะฉะนั้น การที่ท่านเดือดเนื้อร้อนใจลุกขึ้นมาประท้วงผม กล่าวหาว่านกเอี้ยงไปเกาะหลังควาย ผมไม่ได้พูดคําว่าควายสักคําหนึ่ง คําว่าควายนั้นท่านจ่าประสิทธิ์เป็นคนพูดเองครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ท่านอย่าได้ ขยายความอีก ถ้าขยายความมันก็ไม่จบ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คือสรุปว่า ผมไม่ได้พูดคําว่าควายครับ ผมบอกว่านกเอี้ยงกําลังตามหาตัวท่านอยู่ ท่านก็วินิจฉัยสิครับ ว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นการเสียดสีหรือไม่ ผมไม่ได้เสียดสีครับ เพราะท่านเป็นที่รักของนกเอี้ยง ขอขอบคุณ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ท่านวัชระคือท่าน อย่าเปรียบเปรย เพราะในนี้บอกว่าเวลาเขาพูดบอกว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งนั้นละครับ ไม่มีนกเอี้ยง ในนี้ไม่มีนะครับ ท่านถอนเถอะครับ ท่านอย่าเปรียบเปรย ท่านถอนเถอะ ท่านวัชระครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ในฐานะที่ท่านประธานมาเป็นประธานวุฒิสภาใหม่ ๆ หมาด ๆ ผมยินดี ให้ความร่วมมือขอถอนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับที่ให้ความร่วมมือ ท่านประสาร ท่านมีเวลาอีกแค่ ๑ นาทีนะครับ

(นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วง ท่านประธาน ท่านประธานผมคิดว่าเรื่องนี้ท่านประสารได้หารือในเรื่องประเด็นทางกฎหมาย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงผม เรื่องอะไรครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ผมประท้วง ท่านประธานในฐานะที่ท่านต้องควบคุมการประชุมนะครับ ท่านอย่าแสดงออกในทาง ที่พวกเราสงสัย ขอให้เป็นธรรม ท่านประสารยังไม่ได้เอ่ยชื่อใครเลยครับท่านประธาน อย่าเพิ่งไปห้ามท่านอภิปราย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนั่งท่านสมชาย ถ้าท่านสงสัยผมคนอย่างผมต้องดูนาน ๆ นะครับ ท่านนั่งลง

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ผมจะรอดูท่านครับ ถ้าติดหนี้บุญคุณใครก็อย่าเพิ่งใช้เร็ว ๆ นะครับรอก่อนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งลง ไม่อย่างนั้น ผมก็จะใช้มาตรการกับท่าน นั่งลงผมสั่งให้ท่านนั่งลง ท่านนั่งลงท่านสมชาย ท่านนั่งลงนะครับ ท่านอย่าเพิ่งไปกล่าวหาคนสิ คือท่านจะมากล่าวหาได้อย่างไรครับ ผมยังไม่ได้พูดอะไร ที่มันเป็นทางเสื่อมเสีย ท่านนั่งลงท่านสมชาย ท่านไม่นั่งท่านยืนอยู่ท่านประสารพูดต่อครับ ท่านประสารครับ สมชายท่านยืนอยู่เลยครับท่านอย่านั่งนะครับ ท่านประสารเชิญ ถ้าท่านไม่พูดผมก็จะไปคนอื่นแล้ว ก็ยิ่งต้องเข้มงวดนะครับ นั่งลง ไม่นั่งผมก็ให้ท่านยืน ท่านประสารพูดต่อครับ ท่านประสารเชิญครับ ท่านประสารท่านพูดผมจะปล่อยให้ท่านยืน ท่านพูดเดี๋ยวนี้ท่านประสารท่านมีเวลาอีก ๑ นาทีครับ ท่านประสารตกลงท่านไม่พูดใช่ไหมครับ ผมจะได้ไปให้คนอื่นนะครับ การพูดอยู่ในหลักเกณฑ์นะครับไม่ได้มีกติกา ท่านอยู่ใน หลักเกณฑ์นะครับ ผมยังไม่ได้วินิจฉัยท่านประสารลําเอียงอะไร ผมบอกว่าให้ท่านพูด ในสิ่งที่เป็นความเดือดร้อน ท่านประสารพูดต่อครับ ถ้าท่านไม่พูดไม่เป็นไรครับ เชิญท่านสมคิด บาลไธสง เชิญครับ

นายสมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคาย ขอหารือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผมได้ลงพื้นที่ไปยัง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านมีความเดือดร้อนในการของบประมาณ สร้างอาคารเรียนให้มหาวิทยาลัยของพระสงฆ์ที่จังหวัดหนองคายด้วยนะครับ

แล้วก็เรื่องต่อไป ขอทราบความคืบหน้าการสร้างสถานีตํารวจของ สภ. โพนพิสัย และทั่วประเทศเลยครับ ยังไม่สร้างเดี๋ยวนี้มีปัญหามากเลย รื้อสถานีตํารวจเป็นปีทั่วประเทศ อันนี้เดือดร้อนมาก สถานีตํารวจต้องไปเช่าห้องแถวอยู่นะครับ อันนี้อําเภอโพนพิสัยยิ่งจะเข้า เทศกาลบั้งไฟพญานาคแล้วก็ยังไม่มีที่ให้ตํารวจอยู่ อันนี้สงสารมากนะครับทั้งสถานีของอําเภอ

เรื่องต่อไปนะครับเรื่องขอเปิดด่านชายแดนชั่วคราวที่เทศบาลเมืองท่าบ่อ และอําเภอศรีเชียงใหม่ กระผมได้รับการร้องเรียนจากนายกเทศมนตรีของเมืองท่าบ่อ และอําเภอศรีเชียงใหม่ต้องการที่จะให้มีการเปิดด่านค้าขายของพี่น้องประชาชน เพราะเดินทางไกลมาจังหวัดหนองคายก็อยากเปิดด่านที่เทศบาลเมืองท่าบ่อนะครับ

เรื่องต่อไปครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องทางจังหวัดเชียงราย และทางเมืองเชียงตุง ผมได้ไปเยี่ยมพี่น้องทางประเทศพม่าเขาได้รับความเดือดร้อนในการนํารถเข้ามา ในประเทศไทย รถโดยสารก็ตาม รถมาส่งคนเข้ามามีปัญหามากทางเราก็จับปรับเขาทําให้เดือดร้อน เพราะฉะนั้นรถประเทศไทยก็เข้าไปประเทศพม่าไม่ได้ตอนนี้เพราะเราไม่เปิดโอกาสให้เขามา ทางเขาก็เดินขบวนประท้วงไม่ให้รถจากประเทศไทยเข้าไปก็เสียการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ไม่รู้จะเป็นอาเซียน (ASEAN) ได้อย่างไร อันนี้ก็ฝากไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ

เรื่องต่อไปครับ เรื่องของบประมาณสร้างถนน คสล. ที่บ้านดอนกลาง บ้านพลบก ไปยัง อบต. ชุมช้าง ๒ กิโลเมตร พี่น้องเดือดร้อนต้องการได้ถนนนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมคิด เชื้อคง ครับ

นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้รับการร้องทุกข์จากนายวิชิต พวงจินดา ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองหิน ตําบลโนนกลาง อําเภอสําโรง จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมลูกบ้านประมาณ ๒ หมู่บ้าน ๓๐๐ ครอบครัวนะครับ มีความเดือดร้อนเรื่องฝายน้ําล้นของห้วยเจิด ทําเรื่องไปยัง สํานักงานทรัพยากรน้ําภาค ๕ จังหวัดนครราชสีมา แล้วก็รับปากว่าจะให้งบประมาณ ดําเนินการ ความจริงไม่เยอะครับแค่เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ว่ายังไม่ได้ดําเนินการสักที โปรดแจ้งไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยนะครับให้ดูแลชาวบ้าน ทั้ง ๒ หมู่บ้าน แล้วก็มีประชากรกว่า ๓,๐๐๐ ครอบครัวครับ

อีก ๒ เรื่องครับ ผมต่อว่าเขาเยอะครับนายก อบจ. อุบลราชธานี งวดนี้ก็ต้อง ขอบคุณเขาหน่อย ขอบคุณทั้งนายก อบจ. อุบลราชธานีซึ่งหลังจากหมดหน้าฝนแล้วอาทิตย์นี้ เขาจะได้ดําเนินการเกรดถนนในเขตอําเภอน้ํายืน (น้ําขุ่น) อําเภอทุ่งศรีอุดมและอําเภอสําโรง รวมทั้งกรมทางหลวงชนบทซึ่งจะเริ่มดําเนินการพี่น้องประชาชนในเขตนั้นก็คอยนิดหน่อยครับ ๔-๕ วันน่าจะเรียบร้อย

อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ฝากถึงแท็กซี่จังหวัดอุบลราชธานี แท็กซี่ ที่วิ่งในเทศบาลเมืองอุบลราชธานี ในจังหวัดอุบลราชธานีทั้งหมดประมาณ ๓๐๐ คัน ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีคนใหม่มีนโยบายจะสอนภาษาอังกฤษให้ท่าน คาดว่า จะเริ่มดําเนินการได้ประมาณเดือนหน้า เพราะฉะนั้นฝากข่าวพี่น้องแท็กซี่ว่ากรุณาติดต่อ ประสานงานถ้ามีข่าวไปที่ศาลากลางจังหวัดได้ค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ ด้วยนะครับ แล้วก็ได้อบรม ภาษาอังกฤษไปในตัว เพื่อเตรียมตัวรับพี่น้องในการจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เออีซี (AEC) ในปี ๒๕๕๘ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ขอโทษอย่าเพิ่งนะครับ ท่านสิทธิศักดิ์ เดี๋ยวนะครับ มีอะไรครับเชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ของการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา ตอนนี้ผมเห็นท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งท่านกําลังยืนอยู่แล้วก็ยืนอยู่ตั้งนานแล้ว ผมถือว่าท่านก็เป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติของสภาแห่งนี้เหมือนกันที่เราควรจะให้เกียรติ แล้วก็ฟังความคิดเห็นของท่าน ไม่ทราบว่าท่านประธานตัดสินอย่างไรถึงให้ท่านยืนอยู่ อย่างนั้นนะครับ โดยที่ไม่ทําอะไรให้สิ้นสุดไป ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ท่านประท้วงและท่านประธานไม่ให้ประท้วงหรือว่าท่านจะใช้สิทธิพาดพิงอะไร ผมว่า ท่านประธานควรจะให้สิทธิท่านได้ชี้แจงให้ที่ประชุมทราบด้วย ไม่ใช่ปล่อยไว้อย่างนี้นะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณหมอสุกิจครับ อย่างนี้ครับ คือขอชี้แจง ความจริงแล้วผมเชิญให้ท่านสมชายท่านนั่ง ท่านไม่ยอมนั่ง ท่านประสงค์จะยืน ผมก็เลยบอกท่านจะยืนก็ยืน ผมบอกว่าเรื่องที่ผมวินิจฉัยได้จบไปแล้ว เชิญหมอสุกิจครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อท่านยืนยันว่าท่านใช้สิทธิประท้วง ทําไมท่านประธานไม่ให้สิทธิท่านได้พูดล่ะครับ เพราะว่าท่านสมาชิกมีสิทธิที่จะประท้วงเรื่องราวต่าง ๆ หรือการกระทําของท่านประธาน ได้ด้วยนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับท่านสุกิจ ผมขอวินิจฉัย ท่านประท้วงผมว่าเขาสงสัยตัวผมว่าไม่เป็นกลาง ว่าฝักฝ่าย ผมก็บอกว่า ผมนี่ต้องดูนาน ๆ เพราะฉะนั้นผมบอกให้ท่านนั่งลง ผมก็บอกอย่างนี้ ซึ่งไปถอดเทป (Tape) ได้นะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ อีกนิดเดียวครับ ผมว่ามันค้างตรงประเด็นนี้ ถ้าท่านประธานทบทวนดูให้ดี

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ได้คุณหมอสุกิจ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานบอกว่า ถ้าท่านสมาชิกไม่ปฏิบัติตามท่านประธานแล้วท่านจะใช้มาตรการอันใดอันหนึ่ง ทีนี้ท่านสมาชิกสงสัยว่าท่านประธานจะใช้มาตรการอะไร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมใช้เรียบร้อยแล้วครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรื่องก็เลยหยุดตรงนี้ ท่านประธานก็บอกท่านสิครับว่าเมื่อกี้ที่ท่านพูดค้างไว้คืออะไรจะได้จบนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คือผมบอก ผมใช้มาตรการบอกให้ท่านนั่งลง เมื่อท่านไม่นั่งลง ผมบอกถ้าท่านไม่นั่งลงท่านก็ยืน ก็แค่นั้น นี่คือมาตรการที่ผมบอกเขา แต่ผมจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ท่านสมชายเชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ ผมกําลังประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ อยู่ ท่านประธานต้องใช้อํานาจหน้าที่ ในการควบคุมการประชุม ระหว่างที่ผมพูดกับท่านประธาน ท่านประธานก็กดไมโครโฟน แซงขึ้นมา ซึ่งความจริงท่านต้องให้สมาชิกอภิปรายก่อนว่าประท้วงท่านประธานเรื่องอะไร ถูกไหมครับท่านประธาน ระหว่างนั้นผมกําลังบอกว่าท่านประธานครับ ท่านประสารลุกขึ้น อภิปรายในเรื่องของบ้านเมือง ยังไม่ได้เอ่ยชื่อบุคคลใด ท่านประธานอนุญาตให้มีการประท้วง ๒ ท่าน บอกว่าไปเอ่ยเรื่องการเมืองต่าง ๆ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าท่านประธานใจเย็น ๆ ครับ ท่านประธานอย่าใจร้อนเขายังไม่ได้เอ่ยชื่อคุณทักษิณอะไรเลย แล้วยังไม่ได้บอกว่าจะเอ่ยชื่อ ใครด้วย อันนี้มันเป็นอาการภายในอย่าไปออก มีอะไรไว้ในใจ ก็ขอให้ท่านประธานควบคุม การประชุม แล้วก็ให้เป็นกลาง พวกเรามาจากวุฒิสภาก็รู้สึกว่าท่านมาจากวุฒิสภาจะต้อง ดํารงความเป็นกลางก็เท่านั้นครับผมก็ลุกขึ้นมาประท้วงท่านประธานแค่นั้นแหละครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญนั่งได้

(นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาการ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านคํานูณประท้วง ท่านต้องยืนนะครับ ท่านยกมือแล้วผมก็จะไม่อนุญาตนะครับ เชิญครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน ที่ไม่อยากยืนเพราะว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะ ประท้วง แต่ถ้าเผื่อว่าเป็นเหตุผลที่ทําให้ได้มีโอกาสพูดก็ขออนุญาตประท้วงการควบคุม การประชุมของท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานครับ ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นปัญหาระเบียบในการหารือ ที่แตกต่างกันของสภาผู้แทนราษฎรกับของวุฒิสภา ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร กระผมทราบดีว่าในการหารือนั้นจะอนุญาตให้เฉพาะบอกเล่าปัญหาความเดือดร้อน ทางด้านค่าครองชีพ ทางด้านการทํามาหากินโดยทั่วไปของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ จะไม่อนุญาตให้มีการหารือในประเด็นที่ก้ํากึ่งจะเป็นประเด็นทางการเมือง แต่ว่าในส่วนของ วุฒิสภานั้นในการหารือ ๒ นาที ตอนช่วงเช้าท่านประธานก็ทราบดีว่าเราไม่ได้มีกฎเกณฑ์ หรือระเบียบใดที่จะห้ามว่าหารือเรื่องใด ก็สามารถที่จะหารือได้อย่างกว้างขวาง แล้วในระยะหลังนั้น สมาชิกวุฒิสภาก็ได้ใช้สิทธิในการหารือประเด็นทางการเมือง เพราะว่าเราไม่ได้มีกระทู้ถามสดเหมือนสภาผู้แทนราษฎร และกระทู้ถามทั่วไปกว่าจะได้รับ การบรรจุก็ช้า สมาชิกจึงนําประเด็นทางการเมืองที่เป็นความขัดแย้งหรือเป็นนโยบายของ รัฐบาลมาหารือในช่วง ๒ นาทีก่อนเปิดประชุมซึ่งก็ได้ผลเป็นส่วนใหญ่ ทีนี้เมื่อมีการประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ที่จริงกระผมเองในวันนี้ก็มีประเด็นจะหารือ แต่ก็คํานึงถึงเกณฑ์ข้อนี้อยู่ ไม่แน่ใจว่าในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาจะถือระเบียบข้อไหน จะถือระเบียบของ สภาผู้แทนราษฎรที่ให้หารือได้เฉพาะความเดือดร้อนที่เป็นความเดือดร้อนดิบ ๆ ในเรื่อง การทํามาหากินของพี่น้องประชาชนเท่านั้น หรือว่าจะอนุโลมให้ปัญหาที่ก้ํากึ่งทางการเมืองได้ เพราะฉะนั้นกระผมก็เห็นว่าท่านประธานในฐานะที่เป็นประธานในที่ประชุมถ้าได้กรุณาชี้แจง อย่างนี้ แล้วก็ชี้ขาดมาให้ชัดเจนเลยว่าต่อไปในการหารือของการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้น จะใช้เกณฑ์ของสภาผู้แทนราษฎรหรือจะใช้เกณฑ์ของวุฒิสภาด้วย ก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหา ในกรณีนี้ กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านคํานูณครับ ผมขอวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ การหารือนั้นให้เวลาเพียงแค่ ๒ นาที เพราะ ๒ นาทีบอกเล่า ถึงปัญหาของประชาชน บอกเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่ท่านไปพบประสบมาเพื่อนําเข้าสู่กระบวนการ เราจะได้แจ้งไปทางรัฐบาลเพื่อไปดําเนินการแก้ไข ทําไมผมถึงไม่อนุญาตให้มีประเด็น ที่ล่อแหลม ที่ว่าถ้าอภิปรายปั๊บหรือหารือปั๊บจะเกิดการประท้วงมันก็ทําให้เวลามันเสียไป แล้วก็ทําให้บรรยากาศการประชุมนั้นไม่เป็นไปตามที่ประสงค์ก็คือเราประสงค์ให้เอา ความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นที่ตั้ง ตรงนี้ผมขอความร่วมมือเถอะครับ ทุกครั้ง เวลาที่จะหารือนั้นขอเอาเป็นเรื่องปัญหาของบ้านเมือง ปัญหาความเดือดร้อนนะครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านสมชายครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ เพื่อให้การประชุมราบรื่นไปในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมตรวจข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ทั้งเล่มเรื่องหารืออยู่ประเด็นไหนครับท่านประธานที่จะให้ชัดเจนนะครับ เพราะเข้าใจว่า ถ้าระเบียบของรัฐสภาใช้ร่วมกัน ถ้าของสภาผู้แทนราษฎรอย่างหนึ่ง วุฒิสภาอย่างหนึ่ง เป็นที่ตกลงเสียให้เรียบร้อยผมว่าเรื่องมันจะไม่เกิดขึ้นในอนาคตครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมชายครับ เวลาท่านดู ระเบียบถ้าท่านดูอย่างครบถ้วนนะครับ บทบัญญัติใดที่ในระเบียบของรัฐสภาไม่มีเราก็ใช้ ของสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก อันนี้ถูกต้องแล้วท่านไปดูครับ เพราะฉะนั้นผมก็ต้อง เอาข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นที่ตั้งครับ คุณหมอชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้ง จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณท่านประธานที่อนุญาตให้ผมในประเด็นนี้ ก็กราบเรียนเพื่อจะหารือท่านประธานเพื่อเป็นแนวทางการทําหน้าที่ของบรรดาเพื่อนสมาชิก ต่อไป และท่านประธานด้วยนะครับ ท่านประธานครับ โดยข้อบังคับการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา ส่วนที่ท่านประธานได้แจ้งต่อสมาชิก เราไม่ได้เขียนเรื่องหารือไว้ในข้อบังคับ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา จะเขียนไว้ในการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็วุฒิสภา พูดถึงว่าก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมก็อนุญาตให้เพื่อนสมาชิกได้หารือได้ในประเด็น ที่เป็นความเดือดร้อนหรือประเด็นอื่น ๆ ที่ท่านประธานวินิจฉัยว่าเห็นควร คําว่าประเด็นอื่น ตรงนี้ก็ขึ้นกับดุลยพินิจว่าเห็นควรที่จะต้องหารือหรือไม่ สิ่งที่เราทําขณะนี้ก็ทําโดยอนุโลมนะครับ ๑. อนุโลมโดยไม่ได้ใช้ข้อบังคับใด ๆ ท่านประธานจะพยายามหาทางออกว่าจะพยายามไปใช้ ข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผมค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย กรณีนั้นจะเป็นกรณีเฉพาะกรณีไม่มีข้อบังคับของรัฐสภาเท่านั้น ความหมายก็คือไม่มีทั้งหมดครับ ไม่มีข้อใดข้อหนึ่งไปอนุโลมใช้ กระผมคิดว่าไม่น่าจะเป็น การอนุโลมที่ถูกต้อง ต้องไม่มีทั้งหมดก็นําไปใช้ข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลม ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถ้าจะมีการหารือในรัฐสภาผมเองค่อนข้างไม่เห็นด้วย ๑. ไม่มีข้อบังคับรองรับ ๒. การประชุมหารือของพวกเราต้องยอมรับว่าไม่ว่าจะเป็น สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาผมไม่แน่ใจว่าทําถูกต้องข้อบังคับหรือไม่ ผมเคยทักท้วงเรื่องนี้ ไว้ในสภาผู้แทนราษฎร มีอยู่ยุคหนึ่งที่ท่านประธาน ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านประธานชัย ชิดชอบ ได้ถือปฏิบัตินะครับ เพราะว่าข้อทักท้วงผม ผมกราบเรียนว่า ข้อบังคับเขียนว่าก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ไม่ได้เขียนบอกว่าก่อนเข้าสู่การประชุม นั่นหมายความว่าต้องเป็นการประชุมแล้วถึงจะหารือและมีผลต่อหน่วยปฏิบัติได้ ท่านประธานอย่าลืมนะครับข้อหารือเราท่านเองต้องส่งให้หน่วยบริหารหรือฝ่ายบริหาร เขานําสู่การปฏิบัติ ก็ต้องเป็นความเห็นของที่ประชุมโดยอนุโลม แต่ว่าการหารือของพวกเรา แต่ละครั้งไม่ใช่การประชุมเพราะอะไรครับ เพราะว่ายังไม่ได้เปิดประชุม มันไม่เป็นองค์ประชุม แล้วก็เปิดให้มีการหารือก่อนก่อนที่จะเข้าสู่ว่าผมจะเปิดการประชุม ผมก็ยังนึกทักท้วง อยู่ในใจว่าถ้าฝ่ายปฏิบัติเขายึดถือระเบียบปฏิบัติว่าอันนี้ไม่ใช่การประชุม ผมไม่ปฏิบัติตาม ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะฉะนั้นก็หารือท่านประธานไว้ ๒ ประเด็นนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ว่าควรจะเป็นการประชุมก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระหรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ถ้าเป็นการประชุมวุฒิสภาก็ใช้ข้อบังคับของการประชุมวุฒิสภาไป สภาผู้แทนราษฎรก็ใช้ข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรไป แต่ถ้าเป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อไม่มีข้อบังคับเราก็ไม่น่าจะสุ่มเสี่ยงเปิดประเด็นเรื่องนี้ ยกเว้นเป็นการหารือที่ไม่มี สภาพบังคับที่ไปมีผลต่อหน่วยงานอื่น เป็นเรื่องของเราภายในที่ท่านประธานจะอนุญาต นั่นก็พอที่จะกระทําได้ ฝากท่านประธานช่วยพิจารณาในประเด็นนี้ กราบขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณคุณหมอชลน่าน ความจริงแล้วในระเบียบข้อบังคับการประชุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภานั้นไม่ได้เขียน เรื่องของการหารือไว้ เพียงแต่ว่าเป็นวิธีการระหว่างที่รอองค์ประชุมจะครบนั้นก็คือ เปิดโอกาสให้หารือ และส่วนใหญ่เราก็จะเปิดโอกาสให้หารือปัญหาของปากท้อง ปัญหา ของประชาชนในพื้นที่ แต่วุฒิสภานั้นเนื่องจากว่ามีท่านสมาชิกมาจาก ๒ ส่วน ก็คือมาจาก การเลือกตั้งกับสรรหา เราก็เลยเปิดโอกาสให้มีการหารือในประเด็นที่กว้างกว่า ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอย่างนี้ผมก็ต้องขออย่างนี้ครับ คือกระผม หารือที่ประชุมก็คงใช้เวลาเยอะ ถ้าเป็นไปได้ขอความร่วมมือว่าเป็นการหารือในประเด็น ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง อย่างนี้ก็จะบรรลุเป้าหมายภายใน ๒ นาที ท่านสมชายครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรื่องนี้ก็ขอบคุณคุณหมอชลน่าน ขออภัยที่เอ่ยนาม กระผมคิดว่าเรื่องนี้ควรที่วิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่าย คือวิปของวุฒิสภา กับวิปของสภาผู้แทนราษฎรน่าจะได้หารือกันนะครับ อย่าเพิ่งให้ท่านประธานใช้ดุลยพินิจว่า ขอเป็นเรื่องหารือความเดือดร้อนอย่างเดียว ถ้าทั้ง ๒ ฝ่ายเห็นตรงกันผมก็ไม่ขัดข้อง เพียงแต่ว่า เนื่องจากข้อบังคับไม่ได้กําหนดไว้ หลักเกณฑ์ที่ทั้ง ๒ สภาเห็นต่างกันก็ไปหารือในวิป ๒ ฝ่ายอันนี้ผมยอมรับครับ แล้วก็ต่อไปการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการหารือ จะได้ชัดเจนว่ามีผลบังคับไหม แล้วก็จะหารือเรื่องใดบ้าง ก็จะได้ไม่เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ ก็เป็น ข้อเสนอของท่านสมชายนะครับ ทั้ง ๒ สภาก็ไปตกลงแล้วกันว่าก่อนการประชุมนั้น การหารือนั้นจะเป็นประเด็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน หรือว่าจะเอา ประเด็นอื่นเข้ามาด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้เดี๋ยวผมจะเปิดโอกาสให้อีกสัก ๓ ท่าน เมื่อกี้ท่านสิทธิศักดิ์ ท่านหมอสุกิจ เสร็จแล้วเมื่อกี้ตกไปครั้งหนึ่ง ความจริงแล้วถ้าเวลา ผ่านไปนี่ผมเรียกแล้วไม่อยู่ความจริงผมต้องผ่านนะครับ แต่เห็นเป็นสุภาพสตรีก็จะอนุญาต ท่านลีลาวดี ฝ่ายละ ๑ ท่านพอนะครับ ครบองค์ประชุมแล้วผมจะได้เปิดประชุมนะครับ

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านวัชระมีอะไรครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมก็มาตั้งแต่เช้าครับ ลงชื่อหารือไว้ กรุณาเพิ่มผมเป็นท่านที่ ๔ จักกราบขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระลงชื่อไว้ เวลา ๐๙.๔๕ นาฬิกา ผมยังมีคนที่อยู่ในเวลา ๙ โมงนี่เยอะเลยนะครับ ก่อนท่านนะครับ เพราะฉะนั้นไม่เอาละครับ ท่านสิทธิศักดิ์ ท่านสุกิจ แล้วท่านลีลาวดี พอแล้วครับ เดี๋ยวผม จะเปิดประชุมแล้ว เชิญครับ

นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กาฬสินธุ์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดกาฬสินธุ์ ตอนแรกนึกว่าจะไม่ได้ปรึกษาหารือแล้วนะครับ คงจะขอปรึกษาหารือ ประเด็นที่มีการขาดแคลนก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ทั่วประเทศ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีผู้ใช้รถเอ็นจีวี จํานวนมากใน ๓ กลุ่มหลัก ๆ ก็คือรถสาธารณะ แท็กซี่ รถเมล์ กลุ่มที่ ๒ ก็คือรถส่วนบุคคล กลุ่มที่ ๓ ก็คือรถบรรทุก ปัจจุบันนี้ผมได้นั่งรถแท็กซี่ (Taxi) เป็นประจํา คนขับรถแท็กซี่ บอกว่าต้องเสียเวลาวันหนึ่ง ๑-๒ ชั่วโมงในการรอเติมก๊าซ ในต่างจังหวัดปั๊มไหนที่มีก๊าซเอ็นจีวี ก็จะประสบปัญหามีรถบรรทุกขนาดใหญ่จอดรอเป็นเวลานานทําให้เกิดอุบัติเหตุในเส้นทางหลวง ที่รถสัญจรผ่านไปมาตลอดเวลา อยากสอบถามรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายในการผลักดัน ก๊าซเอ็นจีวีที่เราผลักดันให้ประชาชนมีรถเอ็นจีวีใช้แล้วแต่ไม่สามารถตอบสนองก๊าซเอ็นจีวี ให้กับประชาชนได้ ทั้งในรูปของจํานวนสถานีเติมก๊าซเอ็นจีวีและปริมาณที่ใช้ จึงฝากเรียน ท่านประธานไปยังรัฐบาลและกระทรวงพลังงานขอให้มีก๊าซเอ็นจีวีที่พอเพียงกับการขนส่ง จํานวนรถที่ใช้ในปัจจุบันนี้

ประเด็นที่ ๒ เรื่องมาตรฐานการติดตั้งและควบคุมการติดก๊าซในรถ ปัจจุบันนี้ มีรถที่ใช้ก๊าซไม่ว่าเอ็นจีวีหรือแอลพีจี (LPG) จํานวนมาก แต่การตรวจสภาพรถมีมาตรฐาน มากน้อยขนาดไหน เราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ในกรุงเทพฯ ก็ตาม ต่างจังหวัดก็ตาม รถใช้ก๊าซแอลพีจีมากมาย แล้วก็อุปกรณ์ต่าง ๆ ก็เริ่มเสื่อมไปแล้ว ปัจจุบันนี้เหมือนกับ มีระเบิดเคลื่อนที่อยู่ตามท้องถนน ขอให้มีการตรวจสภาพที่เข้มงวด ฝากไปยังกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะกรมการขนส่งทางบกให้มีการตรวจสภาพอย่างเข้มงวดเพื่อประโยชน์ของประชาชน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุกิจ อัถโถปกรณ์ ครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความเดือดร้อนของประชาชนถ้ายังไม่ได้รับ การแก้ไขแม้จะต้องพูดซ้ําซากอย่างไรก็ต้องพูดนะครับ

เรื่องที่ผมหารือเรื่องแรกก็คือเรื่องของราคายางพารา ซึ่งรัฐบาลนี้ล้มเหลว โดยสิ้นเชิง ราคายางพาราตกต่ําลงเรื่อย ๆ วันนี้ราคาเหลือกิโลกรัมละ ๗๐-๗๕ บาทเท่านั้น แม้ว่าฝ่ายค้านจะพูดจะตั้งกระทู้ถามหรืออะไรแล้วก็ตามท่านก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ โครงการพยุงราคาหรือว่าแทรกแซงราคาของท่านตอนนี้ตายสนิทแล้วครับ ปรากฏว่า ตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้วมาไม่มีการซื้อยางเข้าโครงการอีกแล้วครับ เพราะฉะนั้นขอให้รัฐบาล ถ้ามีความสามารถ ยังมีปัญญาเหลืออยู่ก็ให้แก้ไขโดยเร็วที่สุดครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับพืชผลการเกษตรเหมือนกัน ก็คือเรื่องของราคาปาล์มน้ํามัน อาทิตย์ที่แล้วก็มีการตั้งกระทู้ถามสดถามไปแล้ว แต่ว่ารัฐบาลก็ยังไม่มีมาตรการอะไรที่จะ เข้ามาแก้ไขเลยครับ วันนี้ราคาปาล์มน้ํามันก็ยังอยู่ที่ประมาณ ๓.๒๐ บาทต่อกิโลกรัม

เรื่องที่ ๓ เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในการใช้ถนน ถนนสายบ้านไสเดือย-ควนม่วง ซึ่งเชื่อมระหว่างตําบลน้ําผุดและตําบลนาหมื่นศรี ของอําเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง แล้วก็อําเภอนาโยงตามลําดับซึ่งมีความยาวประมาณ ๓ กิโลเมตร ปัจจุบันนี้ยังเป็นถนนลูกรังครับ พี่น้องประชาชนใช้เส้นทางนี้สัญจรเป็นอันมาก โดยเฉพาะนักเรียนที่ไปโรงเรียน เพราะฉะนั้นขอหารือผ่านท่านประธานไปยัง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ช่วยปรับปรุงสร้างถนนสายนี้ให้เป็นถนนมาตรฐาน ต่อไปด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านลีลาวดีครับ ผมอนุญาต ให้ใช้ภาพนะครับ เชิญครับ

นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๕ เขตดุสิต เขตราชเทวี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันขอหารือ ถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒ เรื่อง ต้องขอขอบคุณท่านประธานมาก ๆ เลยนะคะ เพราะว่าเมื่อสักครู่ตอนที่ท่านเรียกดิฉันไปทําหน้าที่กรรมาธิการอยู่ลงมาไม่ทันนะคะ ต้องขอขอบคุณที่ให้เวลาในช่วงท้ายนี้นะคะ

เรื่องแรกดิฉันได้รับการร้องเรียนจากคุณพศิน บัวศรี เป็นพี่น้องที่อยู่ ในชุมชนที่อยู่บริเวณสะพานกรุงธนบุรีหรือสะพานซังฮี้นี่เองค่ะ เป็นพี่น้องอยู่ในชุมชนมิตรคาม เขตดุสิต บอกว่าบริเวณถนนลอดใต้สะพานกรุงธนบุรีที่ใช้กลับรถอย่างที่เห็นในภาพ ชํารุดเสียหายหลายจุดทีเดียวค่ะ แล้วก็มีรถสิบล้อบรรทุกทราย ตรงนั้นมีท่าทรายอยู่ใกล้ ๆ ก็จะใช้ถนนเส้นนี้อยู่บ่อย ๆ แล้วก็ใช้บริเวณนี้เป็นประจํา เวลาฝนตกมาไม่มากก็จะมีลักษณะ น้ําเจิ่งนอง เมื่อปีที่แล้วตอนที่น้ําท่วมหนัก ๆ ในกรุงเทพฯ บริเวณชุมชนแห่งนี้ก็ท่วมเยอะเลย เพราะว่าเป็นชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ําเจ้าพระยา ก็จึงฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้โปรดให้หน่วยงานมาขุดลอกท่อระบายน้ําตรงนี้ด้วย แล้วก็ช่วยซ่อมถนนด้วยนะคะ ก็จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องได้

อีกเรื่องหนึ่ง ได้รับเรื่องมาจากคุณบุญมี เสียงเลข จากชุมชนที่อยู่ในเขตราชเทวี ชุมชนแห่งนี้คือชุมชนสวนเงินค่ะก็แจ้งผ่านมาว่าหม้อแปลงไฟฟ้าในชุมชนอยู่ไกล จากลานกีฬามาก ลานกีฬาตอนกลางคืนก็มีคนมาเล่นเยอะแต่ว่ามืดเหลือเกินแล้วก็ เมื่อเร็ว ๆ นี้เองก็เพิ่งเกิดเหตุฉกชิงวิ่งราวในตอนกลางคืน ทางชุมชนเองก็อยาก ที่จะต่อสายไฟเพื่อที่จะมาให้ความสว่างเพื่อให้เกิดความปลอดภัยก็จะได้เล่นกีฬาก็เป็นอีก ๑ ช่องทางที่จะช่วยทําให้เด็ก ๆ และเยาวชนห่างไกลยาเสพติดได้ จึงขออนุญาตฝาก ท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โปรดประสานขอไฟฟ้าแสงสว่าง ไฟแสงจันทร์ ไปให้ที่ลานกีฬาหรือจะกรุณาก็ช่วยย้ายหม้อแปลงไปใกล้ ๆ ชาวบ้านก็จะได้ขออนุญาต ต่อสายไฟหรือเปิดไฟให้ความสว่างเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณค่ะ

(นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เป็นอันจบนะครับ หมดข้อหารือนะครับ ท่านสมาชิกครับขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อทั้งหมด ๓๕๒ ท่าน ท่านมีอะไรครับ มีอะไรประท้วงเรื่องอะไรครับ เชิญบอกข้อประท้วงท่านสิครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ไม่ได้ประท้วงครับท่านประธาน ผมหารือท่านนิดเดียวนะครับว่าการหารือในวันนี้ท่านประธานเริ่มต้นจากรัฐบาล แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ส่วนฝ่ายค้านได้โควตาแค่เพียง ๓ ท่านแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น ขอผมอีกสักคนด้วยความเมตตาครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ คือผมบอก แต่ต้นแล้วว่าผมจะเรียกตามเวลาที่ท่านลงนะครับ เพราะถ้าเกิดผมเรียกอย่างนี้เดี๋ยวเรียก พรรครัฐบาลมากกว่าเพราะเขาลงชื่อไว้มาก ผมก็เรียกตามเวลาตั้งแต่ท่านสัมพันธ์นะครับ ลงเวลา ๐๖.๓๕ นาฬิกา ไล่ไปที่ ๐๗.๐๐ นาฬิกากว่า เพราะฉะนั้นขณะนี้คือผมจบตรงที่ ๐๙.๐๐ นาฬิกา หมดแล้วครับ ผมขออภัยด้วยนะครับไว้หารือคราวหน้า ขอบคุณมากครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พยาบาลมาประท้วง อยู่หน้าทําเนียบรัฐบาลไข้เลือดออกระบาดที่เขตหนองแขม เป็นปัญหาที่ผมขอหารือ แล้วผมก็ได้หารือเสร็จแล้ว ขอขอบคุณครับ

จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๕๙๓ คน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ท่านมาลงชื่อ ทั้งหมด ๓๕๕ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมขอเปิดการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภานะครับ เป็นการประชุมครั้งที่ ๒

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี

ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านมีอะไรครับ เชิญครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา กระผมมีข้อสงสัยและมีความประสงค์ที่จะสอบถาม ท่านประธานเนื่องจากว่าในการประชุมกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านเมื่อวานนี้ พวกเราได้ไปติดตามตรวจสอบดูระเบียบวาระที่ท่านประธานได้บรรจุในการประชุมครั้งนี้ แล้วพบว่ายังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและข้อบังคับที่เกิดขึ้น นั่นก็คือว่าในการบรรจุ ระเบียบวาระเรื่องด่วนของท่านประธานนั้น ท่านเริ่มต้นด้วยเรื่องที่ ๑ คือบันทึกการหารือ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และ ไอร์แลนด์เหนือซึ่งเป็นระเบียบวาระถัดจากระเบียบวาระที่ค้างอยู่ในการประชุม เมื่อวันอังคารที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ ซึ่งพวกกระผมเห็นว่ายังไม่ผ่านระเบียบวาระนั้นไป นั่นก็คือเรื่องที่รัฐบาลขอเปิดอภิปรายทั่วไปในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๙ กรณีองค์การนาซา (NASA) พูดสั้น ๆ เพื่อความเข้าใจร่วมกัน แต่ว่าในระเบียบวาระ วันนี้ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องไม่มีระเบียบวาระนั้นเริ่มต้นเป็นเรื่องด่วนซึ่งค้างมาจาก วันอังคารที่ ๒ ตุลาคม เพราะฉะนั้นพวกกระผมจึงมีข้อสงสัยว่าเหตุใดท่านประธานจึงบรรจุ ระเบียบวาระในลักษณะนี้ แล้วตัดวาระนั้นทิ้งไปซึ่งยังคงค้างอยู่ครับ

- ๑๕/๑  

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านจุรินทร์ครับ ที่รัฐบาลครั้งที่แล้ว ที่ประชุมครั้งที่ ๑ รัฐบาลขอใช้มาตรา ๒๗๙ ในการขอหารือกับทาง ท่านสมาชิกรัฐสภา วันนั้นก็มีผู้อภิปรายไป ๑๐ กว่าท่าน อภิปรายทั้งสนับสนุน เห็นด้วย แล้วก็มีข้อเสนอแนะ ข้อท้วงติงในเรื่องของเอกสาร ผมก็เห็นว่าอภิปรายกันได้ประเด็น ครบถ้วนของวันนั้น เมื่อครบถ้วนทั้งข้อเสนอแนะ ข้อที่แนะนํา แม้กระทั่งมีสมาชิกหลายท่าน บอกว่าไม่เข้าประเด็นของมาตรา ๑๙๐ ซึ่งรัฐบาลก็เก็บเอาประเด็นพวกนี้ไปใช้ประกอบ ในการดําเนินการที่จะทํากับองค์การนาซา เมื่อผมเห็นว่าอภิปรายไปได้พอสมควร มีทุกประเด็นอยู่แล้ว ผมก็สั่งปิดประชุม ก็ถือว่าวันนั้นเนื่องจากเป็นการอภิปรายที่ไม่ลงมติ ก็สั่งปิดประชุมไปครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนได้ยืน และยกมือขึ้น)

เดี๋ยวครับ ท่านบุญยอด ประท้วงอะไรครับ เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า ที่ท่านประธานกรุณาชี้แจง อยากจะให้ดูข้อเท็จจริงกับข้อบังคับ ข้อเท็จจริงก็คือว่า เมื่อรัฐบาลได้ขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๗๙ สมาชิกก็ได้อภิปราย แต่ว่า ท่านประธานก็คงต้องย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ก่อนที่จะมีการปิดประชุม นั่นก็คือประเด็นแรก มีสมาชิกอีกจํานวนหนึ่งที่ประสงค์จะอภิปรายเพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่น ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ตัวกระผมเองก็นั่งฟังอยู่แล้วก็มีความประสงค์ว่า อาจจะมีบางประเด็นที่จะขอเพิ่มเติมในการอภิปรายด้วย นอกจากนั้นยังมีสมาชิกวุฒิสภา หลายท่านที่ได้บอกกับทางรัฐบาลว่าโครงการที่มีความคิด มีดําริที่จะไปดําเนินการต่อไป ในอนาคตมันไม่น่าจะเป็นโครงการที่อาศัยเอกสารเก่าได้ ก็ยังเรียกร้องให้รัฐบาลส่งเอกสาร เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาและการอภิปรายของสมาชิก ดังนั้นผมคิดว่า ท่านประธานก็คงจะเห็นด้วยกับผมว่าคงไม่สามารถสรุปได้ว่าเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกัน ครบถ้วนตามที่ได้แสดงความจํานงแล้ว ยิ่งไปกว่านั่นผมเข้าใจว่าที่ท่านสมาชิกอีกท่านหนึ่ง คือคุณบุญยอดกําลังจะเรียนกับท่านประธาน ก็คือว่าตัวคุณบุญยอดเองก็ยังได้ลุกขึ้น ในที่ประชุมแล้วก็เสนอว่าถ้าจะดําเนินการไปอย่างหนึ่งอย่างใดหรือสรุปนี่ ทั้ง ๆ ที่มีสมาชิก ประสงค์จะอภิปรายอยู่ คุณบุญยอดก็จะขอใช้สิทธิในการนับองค์ประชุม ท่านประธานก็ได้ ปรารภต่อที่ประชุมว่าได้ฟังกันมาพอสมควร ท่านปิดประชุม ประเด็นก็คือคงต้องมาดู ข้อบังคับครับ ข้อบังคับของรัฐสภา ข้อ ๔๗ และข้อ ๔๘ ข้อ ๔๗ บัญญัติเอาไว้ว่าอภิปราย เป็นอันยุติเมื่อ (๑) ไม่มีผู้ใดอภิปราย หรือ (๒) ที่ประชุมรัฐสภาลงมติให้ปิดอภิปราย ผมคิดว่า ท่านประธานน่าจะเห็นตรงกับผมว่าไม่เข้าทั้ง (๑) และไม่เข้าทั้ง (๒) เพราะยังมีผู้ประสงค์ จะอภิปรายและที่ประชุมรัฐสภาไม่ได้ลงมติให้ปิดอภิปราย ต่อมาในข้อ ๔๘ ในกรณี ที่ประธานพิจารณาเห็นว่าได้อภิปรายกันพอสมควรแล้วจะขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัย ว่าจะปิดอภิปรายหรือไม่ก็ได้ ข้อ ๔๘ นี่ท่านประธานปรารภขึ้นมา แต่ยังไม่ได้ขอให้ ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยว่าจะปิดอภิปรายหรือไม่ก็ได้ ฉะนั้นผมคิดว่าจากข้อเท็จจริง และข้อบังคับนี่น่าจะชัดเจนว่าการอภิปรายยังไม่ยุติลง ที่เราหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา ด้วยความหวังดีว่าถ้าท่านประธานเดินหน้าต่อและเอาระเบียบวาระอื่นขึ้นมาพิจารณา ก็คงต้องถือว่าการเสนอญัตติตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐบาลตกไปนะครับ เพราะยังไม่ดําเนินการ ให้สมบูรณ์ และผมกราบเรียนว่าที่เราเป็นห่วงมากกว่านั้นก็คือว่าหลังจากที่ท่านประธาน ปิดประชุมไป ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไปให้สัมภาษณ์ สัมภาษณ์ว่า

๑. กระบวนการตามมาตรา ๑๗๙ จบสิ้นแล้ว ซึ่งกระผมคิดว่าผมได้ชี้ให้ ท่านประธานเห็นแล้วว่าตามข้อบังคับผมยังมองไม่เห็นว่าจะจบไปแล้วได้อย่างไร

๒. ท่านรัฐมนตรีไปให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมอีกครับว่าเท่าที่ฟังดูนี่สภาไม่ได้ติดใจ ว่าเรื่องนี้มีผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งผมเข้าใจว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล เกี่ยวข้องกับการดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ต่อไปในอนาคตในโครงการที่อาจจะมีขึ้น

ผมก็ต้องกราบเรียนนะครับว่าผมยืนยันว่าในการอภิปรายในวันนั้นและยังมี ผู้อภิปรายอีกหลายคนที่ต้องการจะยืนยันว่าเรื่องนี้มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคมอย่างกว้างขวาง แล้วก็เป็นห่วงครับ พวกเราต้องการให้โครงการซึ่งจะเป็น ประโยชน์ต่อประเทศเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นและไม่ก่อให้เกิดผลเสียกับประเทศ เราต้องการให้รัฐบาลมีความโปร่งใสทําทุกอย่างให้ครบถ้วนสมบูรณ์ การที่จะหลีกเลี่ยง มาตรา ๑๙๐ แล้วมาในวันนี้หลีกเลี่ยงในการที่จะปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อบังคับ แม้กระทั่ง การใช้มาตรา ๑๗๙ จะยิ่งเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต และเป็นการเพิ่มข้อพิรุธว่ามันมีอะไร ที่แอบแฝงอยู่หรือไม่ในโครงการเหล่านี้ ฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานครับว่าเราอยากให้ ทุกอย่างดําเนินการไปให้ตรงกับข้อบังคับ ตรงไปตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คุณหมอชลน่าน เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้ง จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานต่อกรณีข้อหารือ ของท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและท่านประธานวิปฝ่ายค้านกรณีเรื่องที่ได้ มีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นในสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับมาตรา ๑๗๙ ที่รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีได้ร้องขอสภามาเพื่อขอความเห็นจากรัฐสภาต่อกรณีเกี่ยวกับ เรื่องการอนุญาตให้องค์การนาซามาใช้พื้นที่ในประเทศไทย

ประเด็นแรกผมเองต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อความเป็นธรรม กับทางฝ่ายบริหารนะครับ ถ้าจะมีการกล่าวทํานองว่าฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรี หลีกเลี่ยงการใช้มาตรา ๑๗๙ ดูจะไม่เป็นธรรมนักนะครับ ต้องขออนุญาตเพราะว่ากลไกนี้ เป็นกลไกของรัฐสภา ประเด็นข้อบังคับเรื่องการยุติการอภิปรายนะครับ ถ้าท่านประธานเอง ผมไม่แน่ใจว่าผมได้ดูชวเลขแล้วไม่ได้ดูบันทึกแล้วก็จําไม่ได้ว่าวันนั้นข้อสรุปของท่านประธานนี่ ท่านได้ยุติการอภิปรายไปหรือยังแล้วมีผู้ใดคัดค้านหรือไม่ ถ้าท่านประธานบอกปิดอภิปราย ไม่มีผู้ใดคัดค้านก็ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นด้วยกับการยุติการอภิปราย ความเห็นผมเป็นอย่างนั้น ท่านประธานก็ปิดการประชุมไป การประชุมวาระนั้นก็ถือว่าเสร็จสิ้นไปตามกระบวนการ ของการทําหน้าที่ในรัฐสภา เพราะว่าถ้าประเด็นไม่มีข้อคัดค้านหรือถ้าสมาชิกเห็นว่า ยังจะต้องมีการอภิปรายต่อ แน่นอนครับสมาชิกย่อมใช้สิทธิในการที่จะยกมือ แล้วแสดงความเห็นค้านท่านประธานก็ต้องมีการเปิดการอภิปรายต่อก่อนที่จะมีการลงมติ ว่าจะยุติหรือไม่ยุติตรงนั้น ความก็จะต้องเป็นอย่างนั้น เสมือนว่ามีสมาชิกไม่เห็นด้วย กับการยุติการอภิปราย ก็เสมือนเป็นญัตติให้มีการอภิปรายต่อครับท่านประธาน เมื่อมีความเห็นอย่างนั้นแน่นอนครับท่านประธานถ้าดูแล้วนี่อภิปรายพอสมควรจะถามมติ ของรัฐสภาว่าเห็นควรจะปิดอภิปรายหรือไม่ก็ต้องเป็นญัตติที่เสนอต่อไป แต่วันนั้นนี่เราไม่ได้มี ประเด็นนี้กัน ถ้าจะแปลความว่าเป็นการยุติการอภิปรายหรือไม่มีผู้คัดค้าน กระผมคิดว่า น่าจะเป็นการตีความที่ถูกต้องในความเห็นของกระผมนะครับ แต่ก็ต้องไปดูในรายงาน การประชุมเป็นหลักเหมือนกัน แต่โดยวิธีปฏิบัติก็ต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อไม่มีใครเห็นเป็นอย่างอื่น ก็เสมือนว่าที่ประชุมนี้ให้ความเห็นชอบ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาก็มีครับว่าบางเรื่อง ก็ไม่จําเป็นต้องใช้ตัวเลขที่เป็นคะแนน กรณีไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุม เห็นชอบ ซึ่งท่านประธานก็ใช้บ่อยในเรื่องนี้ ความเห็นผมเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าสมมุติว่าเรื่องนี้ ยังเป็นประเด็นอยู่ สําหรับวันนี้ในระเบียบวาระการประชุมมันไม่มี ถ้าจะเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกันก็เป็นข้อหารือเท่านั้นเอง ผมเองก็ยังต้องกราบเรียนท่านประธาน เพื่อจะยืนยันในเรื่องนี้นะครับ กรณีถ้าไม่มีผู้คัดค้านผมก็ถือว่าสภาให้ความเห็นชอบ กับการปิดอภิปรายไป ก็เป็นการยุติการอภิปรายแล้วก็ปิดประชุมไป ถือว่ารัฐบาล ก็รับข้อสังเกต ข้อเสนอแนะของเพื่อนสมาชิกนะครับ เพราะมันไม่มีการลงมติอยู่แล้วสําหรับ การอภิปรายทั่วไปในประเด็นนี้ ก็รับข้อสังเกต ข้อเสนอแนะนั้นไปสู่การปฏิบัติ แต่ถ้าจะมี ประเด็นเพิ่มเติมเพื่อนสมาชิกก็เสนอเป็นญัตติได้ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านจุรินทร์เชิญครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียน กับท่านประธานว่าในการประชุมวันนั้นท่านประธานยังไม่ได้ดําเนินการตามข้อบังคับเพื่อให้ มีการปิดการอภิปราย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าข้อบังคับ ข้อ ๔๗ ระบุไว้ชัดเจนว่า การอภิปรายเป็นอันยุติ เมื่อ (๑) ไม่มีผู้ใดอภิปราย ซึ่งวันนั้นยังมีผู้ประสงค์จะอภิปราย อีกจํานวนมาก (๒) ที่ประชุมรัฐสภาลงมติให้ปิดอภิปราย ซึ่งในวันนั้นที่ประชุมรัฐสภายังไม่ได้ มีการลงมติให้ปิดอภิปรายแต่อย่างใดทั้งสิ้น ข้อ ๔๘ ในกรณีที่ประธานพิจารณาเห็นว่า ได้อภิปรายกันพอสมควรแล้วจะขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยว่าจะปิดอภิปรายหรือไม่ก็ได้ ซึ่งท่านประธานก็ไม่ได้ขอให้ที่ประชุมรัฐสภาได้วินิจฉัยว่าจะปิดอภิปรายหรือไม่ เพราะฉะนั้น เมื่อท่านประธานยังไม่ได้ดําเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ และข้อ ๔๘ ก็ถือว่า การอภิปรายนั้นยังดําเนินอยู่ต่อไปและยังไม่มีการปิดอภิปราย ซึ่งก็สอดคล้องกับชวเลข ที่กระผมได้ไปคัดมาในการดําเนินการการประชุมของท่านประธานในช่วงสุดท้ายของวันนั้น ก่อนเวลา ๑๙.๐๖ นาฬิกา ที่ท่านประธานสั่งปิดประชุม ท่านประธานได้กล่าวกับที่ประชุมดังนี้ กล่าวว่า ในเมื่อรัฐบาลใช้มาตรา ๑๗๙ ในการขอหารือที่ประชุม ที่ประชุมก็ได้ให้คําแนะนําไป มากมาย รวมทั้งข้อท้วงติงต่าง ๆ ข้อเสนอแนะ เพราะฉะนั้นวันนี้เชื่อว่ารัฐบาลคงได้สาระ ไปเยอะมากในการรับฟังเรื่องดังกล่าว เพราะฉะนั้นผมขอปิดประชุมนะครับ และท่าน ก็ปิดประชุม ท่านยังไม่ได้หารือและดําเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ และข้อ ๔๘ ว่าที่ประชุมประสงค์จะให้ปิดอภิปรายหรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นถือว่าเรื่องนี้ยังค้างอยู่ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา และชอบที่ท่านประธานจะต้องบรรจุระเบียบวาระนี้เป็น เรื่องแรกของเรื่องด่วนในการพิจารณาการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ แต่ว่า ท่านประธานไม่ได้ดําเนินการ

อย่างไรก็ตามผมมีทางออกที่จะกราบเรียนเสนอต่อท่านประธาน เพื่อให้ ท่านประธานได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบังคับ นั่นก็คือเมื่อเรื่องนี้ยังไม่จบ ยังค้างอยู่ ในการประชุมเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคมที่ผ่านมา ก็ชอบที่ท่านประธานจะได้ใช้อํานาจ ตามข้อบังคับบรรจุระเบียบวาระขึ้นมาเป็นเรื่องด่วนเรื่องแรกก่อนเรื่องที่ท่านได้บรรจุ ไปตามที่ปรากฏในระเบียบวาระการประชุม โดยการใช้วิธีงดใช้ข้อบังคับ ซึ่งสามารถ ดําเนินการได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ ที่ระบุว่า ถ้าประธานขอปรึกษา หรือสมาชิกรัฐสภา เสนอญัตติ โดยมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าสี่สิบคน ให้งดใช้ข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่งทั้งหมด หรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวเฉพาะกรณี หากที่ประชุมรัฐสภาอนุมัติก็ให้งดใช้ได้

การงดใช้ข้อบังคับที่ว่านั้นกระผมกราบเรียนขอให้ท่านประธานได้กรุณา งดใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๓ ในประเด็นที่ระบุว่า ถ้าประธานรัฐสภาเห็นสมควรจะบรรจุเรื่องใด เพิ่มเติมในระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาอีกก็ได้ หมายความว่าที่ท่านบรรจุมาแล้ว มันไม่ครบถ้วนท่านจะบรรจุเพิ่มอีกก็ได้ แต่ต้องก่อนวันนัดประชุมรัฐสภาไม่น้อยกว่า ๑ วัน ข้อบังคับบังคับไว้ว่าท่านจะต้องบรรจุตั้งแต่เมื่อวาน แต่ว่าข้อบังคับข้อนี้สามารถงดใช้ได้ว่า ไม่จําเป็นต้องบรรจุตั้งแต่เมื่อวาน ขอบรรจุเดี๋ยวนี้ก็ทําได้โดยการงดใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๓ ที่ว่า เพื่อให้การประชุมได้ดําเนินการต่อไปได้ด้วยความราบรื่นและสอดคล้องกับข้อบังคับ เพราะฉะนั้นขอกราบเรียนให้ท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัยต่อไปด้วยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านคํานูณครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วกระผมก็เป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมายังไม่ได้ใช้สิทธิอภิปราย แต่ว่าได้เกิด กรณีที่ทางรัฐมนตรีนั้นได้นําเอกสารมาแจกจ่าย แต่สุดท้ายก็เป็นเอกสารเก่า กระผมก็เห็นว่า การอภิปรายนั้นลงลึกลงไปในรายละเอียด แล้วก็เห็นว่าแม้จะมีการบรรจุระเบียบวาระ มาก่อนหน้า แต่ว่าเอกสารที่สมาชิกทุกท่านได้รับก็มีเพียงหนังสือของนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เท่านั้น จนกระทั่งเวลาอภิปรายก็แทบไม่มีเอกสารเลย เพราะฉะนั้นจึงได้ลุกขึ้นเสนอว่าเพื่อให้การอภิปรายเป็นไปด้วยความรอบคอบ อยากจะให้ ทางคณะรัฐมนตรีช่วยส่งเอกสารจะเป็นเอกสารแม้กระทั่งคําอภิปรายของท่านรัฐมนตรี ท่านหนึ่งซึ่งก็มีประโยชน์มาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ได้ เป็นเอกสารที่เพื่อให้สมาชิกได้พิจารณาเป็นการล่วงหน้าก่อน จากนั้นก็ได้มีสมาชิกรัฐสภา ท่านอื่นที่เสนอขึ้นมาในทํานองเดียวกัน แล้วก็พูดในลักษณะว่าถ้าไม่ทําอย่างนั้นก็จะขอใช้ สิทธินับองค์ประชุม เพราะฉะนั้นเมื่อท่านประธานได้วินิจฉัยเท่าที่กระผมจําได้แต่ไม่ได้คัด รายงานชวเลขก็เป็นไปดังที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่กล่าว ก็คือท่านประธานพูดแต่เพียงว่าวันนี้ คณะรัฐมนตรีคงได้ข้อคิดเห็นไปตามสมควรแล้ว เนื่องจากเป็นการอภิปรายตามมาตรา ๑๗๙ ไม่มีการลงมติจึงขอปิดประชุม ไม่มีคํากล่าวใดของท่านประธานที่บอกว่าเป็นการปิดอภิปราย ซึ่งเมื่อดูข้อบังคับ ข้อ ๔๗ ข้อ ๔๘ แล้ว ท่านประธานเองก็ไม่มีอํานาจที่จะปิดอภิปรายได้ โดยไม่หารือต่อสมาชิก เพราะฉะนั้นกระผมเห็นว่าระเบียบวาระนี้ยังคงค้างอยู่ ก็ขอท่านประธานได้โปรดช่วยวินิจฉัยด้วยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ ท่านบุญยอดยกมือนานแล้ว เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงท้ายเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคมที่พิจารณาเรื่องการเปิดอภิปรายทั่วไป เรื่ององค์การนาซาใช้สนามบินอู่ตะเภาผมทบทวนกับท่านสั้น ๆ ตามข้อเท็จจริงครับ ๑. ในช่วงท้ายนั้นยังมีผู้ที่ยังอภิปรายค้างอยู่ ท่านประธานเองอ่านชื่อของสมาชิกบางท่าน เช่น ดอกเตอร์คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ท่านก็ยังไม่ได้อภิปราย ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ลงนาม หลังจากคุณหญิงกัลยานะครับ ก็ให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบยังมีรายชื่ออยู่ในขณะนั้นก็แสดงว่า ยังมีผู้ประสงค์อภิปรายอยู่ ประเด็นที่ ๒ คือยังไม่มีการขอปิดอภิปรายแต่อย่างใดครับ ประเด็นที่ ๓ ผมขอนับองค์ประชุมเพราะได้ถามแล้วว่าเมื่อมีการส่งเอกสาร ๒ หน้า ผมยัง ติดมาอยู่ในวันนี้เลยนะครับ เพราะคิดว่าจะประชุมกันในวันนี้อีก ๒ หน้านี้เป็นภาษาอังกฤษ และเป็นเอกสารเก่า ซึ่งท่านประธานเองก็ยังสงสัยคิดว่าเป็นเอกสารที่ยังจะไปลงนาม ในอนาคต ถูกไหมครับ ดูรายงานชวเลขกันก็ได้ว่าท่านเองก็ยังงง ๆ อยู่เหมือนกัน ผมก็ท้วงว่า นี่เป็นเอกสารเก่า ระบุเดือนปีที่ผ่านมาแล้ว ผมก็ถามว่าแล้วทําไมไม่แปลมาให้แล้วไม่เอา เอกสารฉบับล่าสุดที่จะไปลงนามมาให้กับที่ประชุมแห่งนี้ ดังนั้นผมจึงขอให้ท่าน พักการประชุม ท่านก็ยืนยันนะครับว่าท่านจะขอเดินหน้าการประชุมต่อเพื่อให้สมาชิก ได้พูดต่อ ผมก็ยืนยันกับท่านว่าถ้าอย่างนั้นผมก็จําเป็นจะต้องใช้เอกสิทธิ์ และหลังจากนั้น ผมก็ใช้เอกสิทธิ์ในการนับองค์ประชุม ท่านประธานในขณะนั้นยังไม่ได้นับองค์ประชุมให้ผม ยังไม่นับองค์ประชุม ยังไม่ปิดอภิปราย รัฐบาลยังไม่ได้พูดอะไรที่ชัดเจนว่ารับฟังจากสมาชิก แล้วจะทําอย่างไรต่อไป เมื่อสักครู่ท่านประธานเองก็สรุปอยู่ท่อนหนึ่งนะครับทํานองว่า ไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ผมคิดว่ามีสมาชิกหลายคนครับบอกว่าน่าจะต้องเกี่ยวกับ มาตรา ๑๙๐ ให้รัฐบาลรับไปพิจารณา ซึ่งถ้าผมมีโอกาสในการอภิปรายผมก็จะพูดประเด็นนี้ อย่างชัดเจนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่นคง เป็นเรื่องของการใช้งบประมาณที่มันมีค่าใช้จ่าย เกิดขึ้นครับ ในสัญญานี้ก็มีเรื่องค่าใช้จ่ายในเรื่องของการดูแลเรื่องความสูญเสียอย่างนี้เป็นต้น ผมยืนยันกับท่านประธานครับว่าเวลาเพียงแค่ไม่ถึง ๑ นาทีครับ ท่านประธานบอกเดินหน้า การประชุม ผมขอนับองค์ประชุม ประธานปิดประชุมทําอย่างอื่นต่อไม่ได้ครับ วันนี้ ต้องประชุมใหม่ครับ ต้องประชุมต่อเนื่องครับ เช่นเดียวกับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ในการรับทราบรายงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ อยู่ในลักษณะใกล้เคียงกันนี้ ผมจึงถามท่านนะครับว่า ๑. ท่านจะดําเนินการหาทางออกอย่างไรต่อไป เมื่อสักครู่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านเสนอ ท่านให้ดูข้อบังคับการประชุม ผมเสนอให้ท่านดูข้อ ๑๙ ครับ การประชุมรัฐสภา ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาตามเรื่องที่มีอยู่ในระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา และต้องดําเนินการพิจารณาตามลําดับระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาที่จัดไว้ ทั้งนี้เว้นแต่ ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่น ผมคิดว่าท่านขอมติในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาวันนี้ ได้ว่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้ต่อได้หรือไม่ และประเด็นที่ ๒ ถ้าท่านเห็นว่าเป็นความ ผิดพลาดของท่าน ผมถามท่านครับท่านเป็นประธานอยู่ในขณะนั้นท่านประธาน จะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเสนอมาครับ เดี๋ยวผม วินิจฉัยนะครับ ท่านสมชายท่านสุดท้ายเชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองก็เป็นผู้หนึ่งที่มีชื่อ รออภิปรายอยู่ในวันนั้นนะครับ แล้วก็ต้องเรียกว่าสถานการณ์ขณะนั้นท่านประธาน ก็ปิดประชุมเร็วมาก เดินเข้ามายังไม่ทันท่านประธานเลย ก็เรียนอย่างนี้ว่าเมื่อมีการปิดไปแล้ว แล้วก็ดูเหมือนว่าจะขัดข้อบังคับ ข้อ ๔๗ ข้อ ๔๘ ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้ให้สัมภาษณ์ไว้บอกว่าก่อนปิดประชุมผมไม่ได้ ติดตาม แต่ประเด็นก็คือว่าเมื่อรัฐบาลเห็นว่าได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วก็จบไม่ต้องมีการลงมติ และไม่ต้องนําเรื่องกลับมาสู่การพิจารณาอีก แต่หากจะนําเรื่องเข้าสู่การประชุมอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าเข้าข่ายตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ประเด็นนี้เป็นประเด็นปัญหาครับท่านประธาน มาตรา ๑๗๙ ท่านประธานต้องดําเนินการตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ ข้อ ๔๘ ยังไม่แล้วเสร็จ และยังไม่มีมติที่ประชุม ซึ่งผมเองก็มองว่าเรื่องนาซานี้เข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ คงไม่ต้องพูด มาตรา ๑๙๐ ว่ากระทบกระเทือนหลายเรื่องอย่างไร เป็นที่ทราบกัน เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้ เกิดปัญหาครับ ผมคิดว่าข้อเสนอของประธานวิปฝ่ายค้านก็ดี ข้อวินิจฉัยของท่านประธานก็ดี จะมีผลผูกพันต่อการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผมเรียนเสนอครับท่านประธาน ท่านประธานพักการประชุมและท่านประธานหารือกับท่านประธานรัฐสภาให้ชัดเจนดีกว่าครับว่า คําวินิจฉัยของท่านประธานในการปิดการประชุมวันนั้นใช้ได้หรือไม่ แล้วก็เดี๋ยวเราค่อย ประชุมต่อ เพราะว่าไม่อย่างนั้นเรื่องที่ประชุมยังค้างอยู่ครับท่านประธาน ขอความกรุณาครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณสําหรับข้อเสนอ ทุก ๆ ข้อเสนอนะครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่ผมจะวินิจฉัยนะครับ ขณะนี้มีผู้นําท้องถิ่น จากจังหวัดแพร่มาเยี่ยมชมการประชุมร่วมกันของรัฐสภานะครับ พอแล้วครับผมวินิจฉัยนะครับ ท่านสุดท้าย ท่านธนาเชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นสําคัญนะครับ ท่านประธานเพราะว่าถ้าหากเราดําเนินการประชุมไปโดยไม่ชอบ ท้ายที่สุดการดําเนินการ ที่ผ่านมาก็อาจจะเสียไป แล้วก็จะส่งผลเสียต่อรัฐสภาโดยรวม ประเด็นสําคัญ ๆ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายสรุปก็คือว่าเมื่อท่านประธานที่ประชุมในวันนั้นได้ทําหน้าที่ แล้วคุณบุญยอดก็ได้ลุกขึ้นขอนับองค์ประชุม มีรายชื่อของผู้จะใช้สิทธิอภิปรายยังคงค้างอยู่ ในที่ประชุม ประเด็นก็คือว่าการอภิปรายในวันนั้นสิ้นสุดหรือยัง นี่คือประเด็นสําคัญครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านข้อบังคับ ข้อ ๔๗ ให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาจะได้ทําความเห็นไปพร้อมกัน ในข้อ ๔๗ การอภิปรายเป็นอันยุติ เมื่อมี ๒ กรณีเท่านั้นครับท่านประธาน ๑. ไม่มีผู้ใดอภิปราย ซึ่งในข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนครับ ว่ามีผู้ยกมือและมีผู้มีรายชื่อขอใช้สิทธิอภิปรายค้างอยู่หลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช หรือท่านสมาชิกวุฒิสภาเมื่อสักครู่นี้ที่ได้เอ่ยนาม เพราะฉะนั้นในประเด็นข้อที่ ๑ จึงชัดเจนครับว่ายังมีผู้ประสงค์จะอภิปราย ๒. ที่ประชุมรัฐสภาลงมติให้ปิดอภิปราย จากข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันดังกล่าวไม่มีการลงมติเพื่อให้มีการปิดการอภิปราย แต่เป็นการปิดการประชุมเพราะมีผู้เสนอให้นับองค์ประชุมและท่านประธานในที่ประชุม พิจารณาเห็นแล้วว่าถ้าจะมีการนับองค์ประชุมน่าจะไม่ครบองค์ประชุมจึงปิดการประชุม เพราะฉะนั้นประเด็นในวันนี้ก็คือระเบียบวาระในการประชุมเรื่องของนาซายังคงค้างอยู่ ในที่ประชุม จะต้องบรรจุเข้ามาพิจารณาในระเบียบวาระวันนี้ แต่การไม่บรรจุในระเบียบวาระ จะทําให้การพิจารณาในวันนี้เสียไป และทําให้การประชุมไม่ชอบครับท่านประธาน ด้วยข้อเท็จจริง ที่ผมกราบเรียนท่านประธานเบื้องต้น ผมเรียนท่านประธานครับว่าการพิจารณาเรื่องของนาซา ที่รัฐบาลขอรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกรัฐสภานั้นยังคงอยู่ในระเบียบวาระการประชุม เนื่องจากการอภิปรายยังไม่สิ้นสุด การปิดการประชุมของประธานเป็นการดําเนินการที่จะให้ มีการเลื่อนการอภิปรายออกไปในวันประชุมครั้งหน้าครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธาน ได้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนี้ให้ดี เพราะจะทําให้การทําหน้าที่ของที่ประชุมรัฐสภาจะเสียไปครับ ท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณสําหรับ ทุกความเห็นนะครับ ท่านสมาชิกครับผมขอวินิจฉัยนะครับ ในการอภิปรายนั้นผมดําเนินการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๒ การอภิปรายนั้นก็คือให้นําหมวด ๒ ส่วนที่ ๓ มาใช้ก็คือผมขอใช้ ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ในวันนั้นนะครับผมจะเล่าให้ฟังว่าทําไมผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ผมไม่ใช้ ข้อ ๔๗ ข้อ ๔๘ ในกรณีที่ประธานพิจารณาเห็นว่าได้อภิปรายกันพอสมควรแล้ว จะขอให้ ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยว่าจะปิดอภิปรายหรือไม่ก็ได้ ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่า ที่ประชุมนั้นอภิปรายกันมาค่อนหนึ่งแล้วนะครับ เหลืออีกไม่กี่ท่านแล้วเรื่องหลัง ๆ เริ่มซ้ํากัน แล้วท่านบุญยอดเสนอขอนับองค์ประชุม แต่ไม่ได้มีการเสนอเป็นญัตติ ไม่มีผู้รับรอง ผมจึงใช้อํานาจของประธานวินิจฉัยก็คือข้อ ๔๘ ว่าผมจะขอที่ประชุมนั้นว่าจะปิดอภิปราย หรือไม่ก็ได้ เพราะฉะนั้นผมก็ใช้อํานาจตัวเองคือปิดอภิปรายนะครับ เพราะฉะนั้นคําวินิจฉัย ของผมถือว่าเป็นที่สุดแล้วครับ เดินหน้าต่อนะครับ ท่านอ่านดูดี ๆ สิครับ เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต่อข้อหารือของเพื่อนสมาชิกแล้วท่านประธานก็ได้หยิบยกข้อ ๔๘ ขึ้นมาวินิจฉัย ท่านก็อ่านข้อความให้พวกเราฟังว่าในกรณีที่ประธานพิจารณาเห็นว่า ได้อภิปรายกันพอสมควรแล้ว จะขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยว่าจะปิดอภิปรายหรือไม่ก็ได้ ผมคิดว่าท่านประธานหยิบยกข้อนี้เป็นอํานาจของท่านประธานครับ แต่ต้องให้ที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาวินิจฉัย วันนั้นต้องยอมรับว่าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาไม่ได้วินิจฉัย ว่าจะปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ ซึ่งจะเป็นอันยุติหรือไม่ ทีนี้ท่านประธานไปดูข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงดูจากไหนครับ ดูจากรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ท่านต้องเอารายงาน การประชุมร่วมกันของรัฐสภามาเปรียบเทียบ ๒ ฉบับครับ ฉบับที่ ๑ ก็คือฉบับครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญทั่วไป) วันอังคารที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ แล้วท่านก็ไปหยิบยก รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๕ (สมัยสามัญทั่วไป) วันอังคารที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๔ ท่านลองเอาข้อความสุดท้ายทั้ง ๒ ฉบับมาเปรียบเทียบดู ท่านจะพบความจริงว่าการประชุมวันนั้นท่านไม่ได้เป็นอันยุติในการอภิปรายนะครับ เพราะว่า ฉบับวันที่ ๒ตุลาคม ๒๕๕๕ ผมอ่านสั้น ๆ เฉพาะข้อความที่จําเป็นนะครับ ใช้คําว่า จากนั้น รองประธานรัฐสภาเห็นว่าการอภิปรายดําเนินมาจนได้เวลาพอสมควรแล้ว และรัฐบาล สามารถนําข้อเสนอแนะของสมาชิกรัฐสภาเพื่อรับไปดําเนินการต่อตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้อความนี้ท่านใช้คําว่า เวลาพอสมควรแล้ว ซึ่งไม่ตรงกับ ข้อบังคับครับ เพราะข้อบังคับบอกว่าการอภิปรายเป็นอันยุติ แต่ท่านใช้เวลาพอสมควรแล้ว มาเป็นอันยุติไม่ได้ เมื่อท่านกลับไปดูรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๕ วันอังคารที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ อันเดียวกันครับ หน้า ๒ เขาบอกว่าตอบข้อซักถาม ของสมาชิกรัฐสภา และเมื่อการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๗๙ อันเดียวกัน วันนั้นก็มาตรา ๑๗๙ วันที่ ๒ ก็มาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ยุติลง รายงานวันนั้นใช้ชัดเจนมาก ใช้คําว่า ตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้ยุติลง รองนายกรัฐมนตรี (พลตํารวจเอก โกวิท วัฒนะ) กล่าวขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ก็เลิกประชุม แต่รายงานทั้ง ๒ ฉบับท่านจะเห็นว่าแตกต่างกันครับ รายงานฉบับวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ใช้คําว่า ได้ยุติลง เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ ชัดเจนครับ เพราะผมถือว่าการอภิปรายในวันนั้นของสมาชิกรัฐสภายังไม่ได้ยุติเป็นไปตามข้อบังคับ ขอให้ท่านประธานรัฐสภาได้โปรดวินิจฉัยใหม่นะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวรชัย เหมะ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมว่าตามข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ท่านประธานเห็นสมควรว่าอภิปรายได้เนื้อหา พอสมควรแล้ว ท่านมีอํานาจที่จะเสนอความเห็นให้ที่ประชุมวินิจฉัยปิดอภิปรายได้ครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าการอภิปรายเรื่องนาซานั้นเริ่มต้นจากรัฐบาล เสนอเรื่องนี้ แล้วก็วันนี้องค์การนาซาได้ยกเลิก ล้มเลิกโครงการไปแล้วท่านประธาน เราอภิปรายมาในเนื้อหาสาระพอสมควร ถ้าโครงการนาซาดําเนินต่อไปเรื่องนี้เป็นวาระที่เรา ต้องอภิปราย แต่เรื่องนี้ได้ยุติไปแล้วครับ แล้วผมเห็นว่าช่วงแรก ๆ พรรคฝ่ายค้านได้คัดค้าน เรื่องนี้หาว่าเป็นเรื่องความมั่นคง หาว่าเป็นเรื่องที่ประเทศจีนไม่พอใจ หาว่าเป็นเรื่องของ มหาอํานาจ คือเรื่องนี้ไม่น่าเป็นประเด็นเลยท่านประธาน ไม่น่าเป็นประเด็นเรื่องทาง การเมืองเลยครับ เพราะว่าเรื่องนี้ได้ยุติไปแล้ว ผมว่าตามข้อ ๔๘ ท่านประธานรัฐสภา ทําถูกต้องและใช้อํานาจตามข้อบังคับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านคํานูณเชิญครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเคารพท่านประธานอย่างไรท่านประธานก็ทราบดี แล้วก็มีความรู้สึก ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เรามีประธานวุฒิสภาที่มาทําหน้าที่รองประธานรัฐสภาที่มีประสบการณ์ ในการควบคุมในการประชุมมา ๔ ปี แต่กระผมขออนุญาตเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย ที่จะขอเตือนสติท่านประธานในขณะนี้สักนิดหนึ่งว่าการวินิจฉัยครั้งนี้จะเป็นครั้งสําคัญ ในชีวิตของท่านประธาน เพราะว่ากระผมเป็นคนที่นั่งอยู่ตลอดการประชุมในวันนั้นครับ และกระผมก็เป็นคนที่มีส่วนที่มองเห็นว่าโดยภาพรวมกระผมเห็นว่าถ้าเผื่อทางคณะรัฐมนตรี นําเสนอเอกสารมาสักตั้งหนึ่ง จะ ๓ นิ้ว จะคืบหนึ่งอะไรอย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง แสดงเหตุผลมาในที่ประชุมนี่นะครับ สมาชิกจะมีความเห็นกันไปอย่างไร เป็นใน ๒ ทาง ๓ ทางอย่างไร ในวันนั้นก็ไม่มีการลงมติอยู่แล้ว และถ้าอภิปรายกันตามสัดส่วนนั้น สมาชิกรัฐสภาในส่วนที่สังกัดพรรคร่วมรัฐบาลก็จะเห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่มีผลเสีย อะไรเลยกับรัฐบาล ตรงกันข้ามครับ กลับจะทําให้การเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมตินั้น เป็นไปโดยความสง่างามและปราศจากข้อกังขาทั้งมวล ท่านประธานที่เคารพครับ ณ วินาทีนั้นกระผมยืนยันว่าท่านประธานมิได้ใช้อํานาจตามมาตรา ๔๘ อย่างครบถ้วน จริงอยู่ครับ ท่านประธานอาจจะพิจารณาเห็นว่าได้อภิปรายกันพอสมควรแล้ว แต่ท่านประธานไม่มีอํานาจที่จะตัดสินให้ปิดอภิปรายครับ เพราะว่าประโยคต่อไปเขียนว่า จะขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยว่าจะปิดอภิปรายหรือไม่ก็ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ สถานการณ์ในวันนั้นท่านประธานก็ทราบดีพอ ๆ กับผม ว่าเกิดจากที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งท่านบอกว่าถ้าเผื่อไม่พักการประชุม ท่านจะขอใช้สิทธิ นับองค์ประชุม โดยประเพณีโดยมารยาทในที่ประชุมรัฐสภา หรือที่ประชุมวุฒิสภา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็แล้วแต่ หากมีการนับองค์ประชุมเกิดขึ้นทุกคนก็จะมีความรู้สึก ว่าจะเป็นผลเสียต่อภาพรวม คือสื่อก็จะไปลงว่าประชุมล่ม สมาชิกสันหลังยาว เพราะว่า ในขณะนั้นเนื่องจากเป็นการอภิปรายที่ไม่มีการลงมติ สมาชิกในห้องจึงค่อนข้างจะบางตา ทีนี้เมื่อท่านประธานสั่งปิดประชุม กระผมในตอนนั้นก็เกิดคําถามอยู่สองจิตสองใจว่า ตกลงเป็นการปิดประชุมแล้วอภิปรายต่อในการประชุมนัดหน้า หรือตกลงว่าญัตตินี้ถือว่าจบสิ้น ถ้าท่านประธานจะจําได้ กระผมก็ยังเคยถามท่านประธานเป็นการส่วนตัวว่าท่านประธานครับ ตกลงจบแล้วหรือยังไม่จบ ท่านประธานครับ ก่อนหน้านั้นกระผมเองก็ไม่ได้อ่านข้อบังคับ ข้อ ๔๗ และข้อ ๔๘ อย่างครบถ้วน แต่เมื่อมาอ่านอย่างครบถ้วนแล้วและมีรายงาน การประชุมระบุไว้อย่างชัดเจนดังที่เพื่อนสมาชิกได้คัดรายงานชวเลขมา ในวันนั้น ท่านประธานไม่ได้ขอหารือในที่ประชุมจะขอปิดอภิปรายเลยครับ ท่านประธานสั่งว่า ปิดการประชุมเลย เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานจะวินิจฉัยอย่างไรก็ตามแต่ กระผมเคารพ ท่านประธานและยินดีปฏิบัติตาม แต่หว่านพืชสิ่งใดก็ได้ผลสิ่งนั้นครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานวินิจฉัยไปอย่างใดอย่างหนึ่งมันก็จะมีผลตามมา เพราะฉะนั้นกระผม ขออนุญาตให้ท่านประธานที่เคารพของกระผมได้กรุณาทบทวน แล้วเรายังมีทางออก ที่จะดําเนินการต่อไปได้ แล้วการอภิปรายในครั้งนี้ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ฝ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น กระผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาส่วนพรรคฝ่ายค้านเขาก็เห็นด้วยในบางส่วน แต่อาจจะ มีข้อติติงว่าสมควรที่จะต้องเข้าตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ซึ่งก็เป็นไปตามรายละเอียด ซึ่งจะต้องได้รับมา เพราะว่าในวันนั้นทางคณะรัฐมนตรีในการชี้แจงก็ขาดความชัดเจนอยู่ บางประการ เป็นต้นว่าเป็นเรื่องเก่าเท่านั้นหรือไม่ ๒. ถ้าเป็นเรื่องใหม่ในอนาคตจะเริ่มต้น ดําเนินการในฤดูมรสุมปีถัดไปหรือว่าจะเริ่มดําเนินการในปลายฤดูมรสุมปีนี้แล้วต่อไปยัง ฤดูมรสุมปีหน้า มีประเด็นคําถามที่เกิดขึ้นอีกมาก แล้วก็ยังมีสมาชิกทั้งในส่วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้เข้าชื่อกันไว้ กระผมเป็น ๑ ในจํานวนนั้น ท่านประธานคงจะจําได้ว่าวันนั้นกระผมขออนุญาตใช้สิทธิที่จะหารือท่านประธาน ยาวสักนิดหนึ่ง แล้วก็ขอสละสิทธิในการอภิปราย เพราะต้องการด้วยความปรารถนาดีจริง ๆ ว่าอยากให้มีเอกสารครบถ้วน แล้วอยากให้การเปิดอภิปรายทั่วไปนั้นเป็นไปและจบลง ด้วยความสง่างาม เพราะฉะนั้นการวินิจฉัยในวันนี้ของท่านประธานเป็นจุดสําคัญในชีวิต ของผู้ทําหน้าที่ประธานครับ ขอท่านได้โปรดกรุณาวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง แล้วถ้าท่านตัดสินใจ อย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอชลน่านเชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประธานในประเด็นนี้อีกสักครั้งหนึ่ง เรื่องทางออกที่ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้เสนอ ผมกราบเรียนท่านประธานไป เมื่อสักครู่นี้ว่าท่านประธานเองสามารถใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ได้ประกอบกับข้อ ๕๙ กรณีที่มีคําถามไปกับเพื่อนสมาชิกในที่ประชุมแห่งนั้นว่าถ้าไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบที่จะปิดอภิปราย ผมกราบเรียนอย่างนี้เผอิญผมไม่มีพยานหลักฐาน เป็นเอกสารที่บันทึก จากเท่าที่ฟังเพื่อนสมาชิกได้ไปดูรายงานชวเลข ไปดูเรื่องรายงาน การประชุม เสมือนจะไม่มีอย่างนั้น ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าทางท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานวิปฝ่ายค้านมีความปรารถนาดีต่อระบบการทํางาน ของรัฐสภาเราว่าถ้ากระทําอย่างนั้นแล้วมันอาจจะเป็นบรรทัดฐานในด้านนิติบัญญัติ ที่ไม่ชอบเรื่องการประชุม ถึงแม้การประชุมในวันนั้นตามมาตรา ๑๗๙ จะไม่มีการลงมติแต่อย่างใด ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรีจะต้องรับข้อสังเกต ข้อเสนอแนะของเพื่อนสมาชิกไป แล้วแต่ประเด็น ของแต่ละบุคคลที่จะนําเสนอ ท่านประธานครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นกระผมก็คิดว่า สิ่งที่ตัวกระผมเองเข้าใจ ผู้ที่ทําหน้าที่ด้านการประชุมเข้าใจนี่เสมือนท่านประธานเข้าใจ ก็ไม่ได้เป็นข้อผิดพลาดของท่านประธานครับ เราเข้าใจอย่างนั้นจริง ๆ ว่ามันน่าจะ มีการปิดอภิปรายแล้วก็ยุติการอภิปรายและปิดการอภิปรายไปแล้วเรื่องเลยไม่อยู่ ในระเบียบวาระการประชุม นั่นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ก็คลาดเคลื่อนเป็นโขลงครับ ต้องขออนุญาตใช้คําพูดอย่างนี้ แต่ว่าด้วยความปรารถนาดีถ้ามีพบเห็นว่าความคลาดเคลื่อนนั้น อาจจะมีผลกระทบต่อการทําหน้าที่ของเราก็ไม่เสียหายครับที่เราจะกลับมา ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพผมได้หารือกับท่านประธานวิป ถ้าเรื่องนี้มีความจําเป็น ที่จะต้องทําให้ถูกข้อบังคับ ต้องถามประเด็นว่าจําเป็นจะต้องทําให้ถูกข้อบังคับหรือไม่ ก็นํามาเหมือนที่ทางท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้เสนอทางออกก็คือเว้นข้อบังคับ ข้อ ๑๓ และข้อ ๑๙ ไป โดยอาศัยมติของสภาแห่งนี้เว้นข้อบังคับ ท่านก็บรรจุเรื่องนี้เข้ามา ส่วนหลังบรรจุแล้วผมต้องถามเจตจํานงเรื่องที่ ๒ ว่าท่านมีความประสงค์ที่จะทําให้ถูก ตามข้อบังคับเพียงอย่างเดียวหรือว่ามีความประสงค์ที่จะอภิปรายต่อ ถ้ามีความประสงค์ อภิปรายต่อ ประเด็นก็คือว่าเรื่องนี้ท่านก็ได้ทักท้วงไปแล้วว่าเป็นเรื่องที่จบไปแล้ว เป็นเรื่อง ที่จบไปแล้วไม่มีการดําเนินการแล้ว ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะบางประเด็น บางประการ ก็ครบถ้วนในมุมมองของท่านสมาชิกแต่ละท่านไปแล้วพอสมควร ต้องถามประเด็นนั้น ว่าจะมีผู้ประสงค์จะอภิปรายมากมายหรือไม่ อย่างไร ผมก็คิดว่าถ้าเรื่องที่มันจบไปแล้ว มันอาจจะไม่ใช้เวลาของสภามากนัก ถ้ามีความประสงค์จริง ๆ ก็อยากดูผู้ที่มีเจตจํานง ที่จะอภิปราย ผมก็คิดว่าท่านประธานก็น่าจะอนุญาตพอควรนะครับ ส่วนตัวผมเองผมเห็นว่า น่าจะยุติการอภิปรายได้ แต่ว่าขึ้นกับดุลยพินิจของท่านประธานครับ ไหน ๆ ก็เปิดแล้ว ก็ให้อภิปรายได้พอประมาณ แล้วก็ดูความเหมาะสมก็เสนอปิดอภิปรายได้ ใช้มติสภาก็ได้ครับ เรื่องก็จะได้จบไปในเรื่องนี้ เพราะเรามีเรื่องที่จะต้องพิจารณาตามระเบียบวาระที่เป็นเรื่องด่วน จริง ๆ อยู่หลายเรื่องพอสมควรครับ อย่างน้อยวันนี้ได้สัก ๔ เรื่องที่บรรจุระเบียบวาระการประชุม ก็จะเป็นเรื่องที่ดีกับประเทศชาติบ้านเมือง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ เผื่อท่านประธานจะได้วินิจฉัยครับ กราบขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอวรงค์เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม จังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตเห็นด้วยอย่างแรงกล้ากับท่านคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ที่บอกว่าครั้งนี้เป็นการตัดสินใจครั้งที่สําคัญของท่านประธาน ที่ขณะนี้ ท่านมาทําหน้าที่ประธานรัฐสภาครับ เพราะท่านอย่าลืมว่าพวกเราอยู่ด้วยกันหัวใจสําคัญ คือกฎข้อบังคับครับท่านประธาน พวกเราจะใช้ความรู้สึกว่าเข้าใจว่าไม่ได้ ก็ในเมื่อ กระบวนการที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมามันไม่เป็นไปตามข้อบังคับ กระบวนการ ปิดการอภิปรายยังไม่เกิดขึ้น แล้วผมย้ํานะครับว่ามีเพื่อนสมาชิกของพวกเราหลายท่าน ยังต้องการอภิปราย ต้องย้ํานะครับว่ามีหลายท่านยังมีเจตนารมณ์ที่ต้องการอภิปราย ดังนั้น ชัดเจนครับเพื่อนสมาชิกอาจจะอ้างถึงข้อ ๕๙ ซึ่งท่านทําได้ครับ วันนั้นถ้าท่านบอกว่าถ้าไม่มี ผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นในการปิดอภิปราย ทุกอย่างก็จบไป แต่วันนั้นทุกคนเข้าใจว่า วันนี้จะต้องมีการอภิปรายต่อ ฉะนั้นทุกอย่างชัดเจนครับท่านประธาน ผมว่าจะได้ไม่เป็น การเสียเวลา ท่านประธานก็ใช้การยกเว้นข้อบังคับ ข้อ ๑๓ แล้วก็ข้อ ๑๙ แล้วท่านบรรจุ เข้ามาใหม่ แล้วก็เปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปราย เพราะผมเชื่อว่ายังมีเพื่อนหลายท่าน ยังแคลงใจกับทางท่านรัฐมนตรีครับ เผื่ออย่างน้อยจะได้มีการซักถามกัน เพราะคําพูดของ ท่านรัฐมนตรีบางครั้งฟังแล้วสับสนครับ เพราะท่านก็บอกว่าไม่มีคนติดใจเรื่องความมั่นคง อย่างที่หลายคนเพื่อนผมบอกว่ายังติดใจเรื่องความมั่นคงอยู่ ดังนั้นผมอยากให้ท่านประธาน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาดําเนินการต่อได้เลย ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ พอแล้วนะครับ คืออย่างนี้ครับท่านสมาชิก ผมยังคงยืนยันนะครับว่าคําวินิจฉัยวันนั้น ที่ผมวินิจฉัยนั้นเป็นเฉกเช่นที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้นําขึ้นมา ท่านธนาท่านนั่งก่อนครับ คือวันนั้นพอตอนท้ายผู้อภิปรายนั้นก็จะท้วงติงเรื่องของเอกสารแผ่นเดียว ถูกไหมครับ คนที่ ๑ ไปแล้ว คนที่ ๒ คนที่ ๓ ไปแล้ว ซึ่งมันเป็นข้อมูลที่เพียงพอที่รัฐบาลนั้นจะนํากลับไปแล้ววินิจฉัยว่าถ้าจะดําเนินการต่อไปนั้น ท่านต้องทําอย่างไร แล้ววันนั้นผมก็สรุปชัดเจนว่าเมื่อรัฐบาลขอใช้มาตรา ๑๗๙ มาขอหารือ ที่ประชุม ที่ประชุมก็ให้คําแนะนําไป ไม่ว่าจะแนะนําทางหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งข้อท้วงติง ข้อเสนอแนะ ซึ่งเพียงพอที่รัฐบาลน่าจะไปทําได้ ผมก็ใช้อํานาจของประธานในที่ประชุม ก็คือข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ถ้าท่านอ่านดี ๆ ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ นั้นเป็นอํานาจของประธาน เมื่อผมเห็นว่าอภิปรายพอสมควร ผมจะหารือที่ประชุมว่าจะปิดประชุมหรือไม่ก็ได้ นี่คือสิ่งที่มันเป็นสัจธรรม มันเป็นในตัวบทที่เขียนเอาไว้ แต่วันนี้ถ้าเกิดท่านยังสงสัย ผมก็จะดําเนินการต่อว่าผมก็จะขอหารือที่ประชุมว่ารัฐสภาควรจะดําเนินการเรื่องนี้ ต่อไปอย่างไร เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา คือกราบเรียนท่านประธานว่าพวกเราทักท้วงเรื่องนี้ด้วยความเป็นห่วง กระบวนการทั้งหลายว่าจะมีความถูกต้อง ชอบหรือไม่ด้วยข้อบังคับ ด้วยรัฐธรรมนูญ กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นิดหนึ่ง ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ให้อํานาจท่านประธานในการที่จะขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัย มิได้ให้อํานาจท่านประธาน ในการที่จะปิดอภิปราย ท่านประธานกรุณาเทียบเคียงกับข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ครับ ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ถ้าท่านประธานเห็นว่าผู้ใดได้อภิปรายพอสมควรแล้ว ประธานจะให้ผู้นั้น ยุติการอภิปรายก็ได้ ความหมายก็คือถ้ามีสมาชิกคนใดคนหนึ่งอภิปรายอยู่ท่านเห็นว่า พูดพอแล้ว อันนี้อํานาจท่านเลยครับ ท่านสั่งได้เลย แต่ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ท่านไม่มี อํานาจให้ที่ประชุมรัฐสภายุติการอภิปราย ท่านทําได้เพียงแค่ขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัย เมื่อท่านเห็นสมควรว่าการอภิปรายเพียงพอแล้ว มันจึงโยงกลับไปที่ข้อบังคับ ข้อ ๔๗ ว่า การอภิปรายจะยุติได้ต้องเข้า (๒) คือ ที่ประชุมรัฐสภาลงมติให้ปิดอภิปราย จะมีข้อยกเว้น ก็อย่างที่คุณหมอชลน่านพูดก็คือว่าในกรณีที่ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น แต่ข้อเท็จจริง ในการประชุมวันนั้นมันชัดเจนในตัวของมันเองอยู่แล้วว่ามีสมาชิกรออภิปรายอยู่ สมาชิกท่านหนึ่งถึงขั้นกับจะขอให้มีการนับองค์ประชุมเพราะทักท้วงว่ามันยังไม่สมบูรณ์ ทีนี้ถ้าท่านจะไปวินิจฉัยว่าเป็นอํานาจท่านในการปิดอภิปรายของที่ประชุมได้ผมถือว่าเป็น บรรทัดฐานซึ่งผิดนะครับ อันตรายมากสําหรับการประชุมรัฐสภาต่อไปในอนาคต กลายเป็นว่าท่านประธานสามารถให้รัฐสภาทั้งสภายุติการอภิปรายได้ ซึ่งไม่ตรงกับ เจตนารมณ์ของข้อบังคับ

ประการที่ ๒ ถ้าท่านประธานไม่ดําเนินการแก้ไขผมก็เรียนว่าต่อไป วันข้างหน้าผมไม่ทราบรัฐบาลจะดําเนินการอย่างไร แต่ถ้ารัฐบาลไปดําเนินการโครงการเหล่านี้ ไม่เสนอเข้ามาตามมาตรา ๑๙๐ แล้วมีการไปอ้างอิงว่าเนื่องจากเคยได้ใช้สิทธิ ตามมาตรา ๑๗๙ แล้วก็สมาชิกรัฐสภาทักท้วงหรือไม่ทักท้วงสุดแล้วแต่ ผมก็ยืนยันว่า คนที่เขาไปโต้แย้งว่าเข้ามาตรา ๑๙๐ เขาจะโต้แย้งด้วยว่าที่รัฐบาลอ้างว่ามาฟังความเห็นของสภา ตามมาตรา ๑๗๙ ๑. ความจริงมีสมาชิกทักท้วงว่าเข้ามาตรา ๑๙๐ และ ๒. กระบวนการ ตามมาตรา ๑๗๙ ก็ไม่สมบูรณ์ ไม่ได้ดําเนินการให้เสร็จสิ้นเพราะมีการหยิบเรื่องอื่นขึ้นมา พิจารณาก่อน ทั้งหมดนี้เป็นปัญหากับรัฐบาลเอง ไม่ได้เป็นปัญหากับทางคนอื่นเลย สิ่งที่พวกเราพยายามทําก็คือทําให้มันถูกต้องเสีย เพราะฉะนั้นผมก็ยืนยันว่าต้องเอาเรื่องนี้ กลับเข้ามาดําเนินการให้ถูกต้องตามข้อบังคับ มิฉะนั้นจะเป็นปัญหากับรัฐบาลเอง ในอนาคตครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนี้ก็ไม่จบหรอกครับ ก็คือในเมื่อท่านเห็นว่าการดําเนินการยังไม่ครบถ้วนตามข้อบังคับการประชุม ซึ่งผมก็วินิจฉัยว่า ผมดําเนินการถูกต้อง ถ้าอย่างนี้ได้ไหมครับ ผมขอหารือที่ประชุมว่าเรื่องของนาซานี้ ซึ่งรัฐบาลขอความเห็นจากที่ประชุมตามมาตรา ๑๗๙ ควรจะเอากลับเข้ามาใหม่หรือไม่ ถ้าอย่างนี้ผมขอความเห็นจากที่ประชุมดีกว่า เป็นมติดีกว่านะครับ

(นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ท่านธนามีอะไรครับ ท่านประท้วงผมเรื่องอะไรครับ ผมกําลังจะดําเนินการตามที่ท่านวิปฝ่ายค้านได้เสนอแนะไว้ ขอเชิญท่านวิปฝ่ายค้านก่อน เชิญท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา ที่ผมกราบเรียน ให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของท่านประธานก็คือขอให้ท่านประธานปฏิบัติการ ในเรื่องของการของดใช้ข้อบังคับตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ ที่ระบุว่า ถ้าประธานขอปรึกษา ให้งดใช้ข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่งทั้งหมด หรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวเฉพาะกรณี หากที่ประชุมรัฐสภาอนุมัติให้งดใช้ได้ ก็ให้งดใช้ข้อบังคับข้อนั้น ซึ่งผมกราบเรียน ให้ท่านประธานได้กรุณางดใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๓ ในเรื่องของการบรรจุระเบียบวาระ โดยนําเรื่องนาซากลับเข้ามาใหม่โดยไม่ต้องรอ ๑ วัน ทีนี้ถ้าท่านประธานจะกรุณาดําเนินการ ขอหารือในลักษณะนี้กระผมไม่ขัดข้อง แต่ถ้าจะหารือว่าควรที่จะดําเนินการขอความเห็น เบื้องต้นก่อนว่าจะดําเนินการอย่างไร ถ้าเป็นอย่างนั้นผมเกรงว่ามันจะไม่สอดคล้องกับ สิ่งที่ผมได้กราบเรียนครับ แต่ถ้าท่านใช้ข้อ ๑๑๖ เลยกระผมไม่ขัดข้องครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านศุภชัย เชิญครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะขออนุญาตเรียนต่อท่านประธานอย่างนี้ว่า สิ่งที่ยังเป็นข้อสงสัยและยังไม่ถึงข้อยุติก็คือว่าเรื่องนี้ได้มีการปิดอภิปรายไปแล้วหรือยัง เมื่อสักครู่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ยกข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ซึ่งผมเอง ผมก็สนับสนุนสิ่งที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้มีการอภิปรายไป เพราะผม เห็นว่าวันนี้การอภิปรายมันยังไม่ได้ปิดลง และผมยังเห็นด้วยว่าจริง ๆ ข้อ ๔๘ มันไม่ใช่ เป็นอํานาจของท่านประธาน เป็นอํานาจของสมาชิกรัฐสภา ที่ประชุมของรัฐสภาในการที่จะ วินิจฉัยว่าจะปิดอภิปรายหรือไม่ เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าสู่ตรงนี้ผมก็อยากจะเรียนถาม ท่านประธานว่าอยู่ ๆ สิ่งที่ท่านประธานจะถามในที่ประชุมในเรื่องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา พิจารณาใหม่ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้มันยังไม่มีการพิจารณากันแล้วเสร็จ ผมอยากให้วินิจฉัยตรงนี้ ให้มันชัดเจนก่อนว่าจริง ๆ มันปิดหรือยัง ถ้ายังไม่ปิดมันก็ยังไม่มีความจําเป็นที่จะต้องถามว่า ต้องหยิบยกขึ้นมาใหม่หรือไม่ ท่านประธานครับ นั่นคือความเห็นของผมครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณวรชัยเชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ เรื่องนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว แล้ววันนั้นเราอภิปรายมาตั้งหลายรอบ แล้วก็ใช้เวลายาวนานพอสมควรครับท่านประธาน แล้วเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่จบไปแล้ว นาซาเขาก็ถอนไปแล้ว แล้วเรื่องนี้ท่านประธานเห็นว่าสมควรปิดแล้วก็มีการปิดการอภิปราย เรื่องนี้ไปแล้ว แต่ว่ามีท่านสมาชิกหลายท่านลุกขึ้นมาต้องการให้อภิปรายต่อ ต้องการนําเรื่องนี้ เข้ามาพูดต่อ ในเมื่อท่านประธานมีความเห็นไปแล้วครับ แต่ว่าท่านสมาชิกต้องการ ให้อภิปรายต่อ ผมว่าท่านประธานใช้อํานาจข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ได้เลยครับ ถามที่ประชุมเลยว่า เรื่องนี้จะอภิปรายต่อหรือไม่ อย่างไร ใช้อํานาจตามข้อบังคับ ข้อ ๔๘ เลยครับท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุดท้ายท่านนฤมลครับ เชิญครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ กราบเรียนท่านประธาน ดิฉันฟังประเด็นมานานพอสมควรแล้ว แล้วก็เห็นว่าอันที่จริงแล้วท่านประธานมีอํานาจ ที่จะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ได้ แต่ว่าถ้าจะให้สมบูรณ์จริง ๆ แล้วก็ต้องให้สภามีความเห็นด้วย แล้วถ้าสภามีความเห็น ดิฉันก็ขออนุญาตแสดงความเห็นด้วยความสุจริตจริง ๆ เลย เสียงส่วนใหญ่ก็คงจะสนับสนุนท่านประธานให้ดําเนินการเหมือนกับว่าจบไปได้ แต่ในเรื่อง ของความชัดเจนในความสง่างามเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องซึ่งถือว่าจบแล้วรัฐบาลไม่เดินหน้าต่อ รัฐบาลยังมีแนวคิด มีการเดินหน้าต่อที่จะไปพบแล้วก็หารือกับทางส่วนของ ประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะให้มีการดําเนินการต่อนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้สง่างามจริง ๆ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันคิดว่าอย่าไปให้โหวตกันเลยค่ะ ก็เปิดอภิปรายต่อไปได้ โดยใช้ ข้อยกเว้นตามที่ท่านจุรินทร์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ได้เสนอแนะไว้ ยกเว้นในข้อ ๑๓ ข้อ ๑๙ นั่นแหละค่ะ แล้วก็จํากัดจํานวนผู้อภิปรายเฉพาะผู้ที่ได้เข้าชื่อไว้ในคราวที่ผ่านมาเท่านั้น เพื่อจะไม่ให้มีวงที่มันกว้างไปกว่านั้น ดิฉันคิดว่าวิธีนี้จะทําให้เป็นความสง่างามแล้วก็ เรียบร้อยตามข้อบังคับทุกประการค่ะ แล้วดิฉันขอแสดงความเห็นด้วยความสุจริต ไม่อยากจะขัดคอกัน ไม่อยากขัดใจ แต่หลักการก็คงต้องคงไว้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คงพอแล้วกระมังครับ คงพอแล้วนะครับ ท่านบุญยอดท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ ท่านบอกข้อประท้วงของท่านมาก่อน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมยกมือ เพื่อที่จะขออภิปรายหลายครั้ง ท่านไม่ชี้ผมนะครับ ผมเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ณ ขณะนั้น

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

แล้วผม ก็ยืนยัน ผมประท้วงต่อท่านว่าท่านสรุปวินิจฉัยนี่ท่านไม่พูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่าผมขอ นับองค์ประชุม แล้วท่านไม่ได้นับองค์ประชุมให้ผม ดังนั้นท่านจะมาบอกว่าท่านทําตาม ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ไม่ได้ครับ ท่านไม่ได้หารือต่อที่ประชุมครับ แล้วผมยังเป็นคนหนึ่งที่ค้างอยู่ ว่าในการที่จะมาอภิปรายนั้นมันยังไม่จบเพราะเอกสารยังไม่ครบ ผมขอให้ท่าน พักการประชุม ท่านจะเดินหน้าประชุมต่อ อีก ๑ นาทีหลังจากนั้นท่านบอกประชุมพอแล้วละครับ ทําไมท่านกลับไปกลับมาล่ะครับ นี่คือการขัดต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในขณะที่เกิดขึ้น เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว ท่านไม่อธิบายให้ครบล่ะครับ ผมจึงถามท่านครับว่าถ้าท่านจะวินิจฉัย อย่างนี้ ท่านจะสรุปอย่างนี้เชิญเดินหน้านะครับ แต่ถามว่าท่านจะรับผิดชอบอย่างไร ที่ท่านไม่บรรจุวาระนี้กลับมาทั้ง ๆ ที่ถูกทักท้วงแล้วทักท้วงอีก ตามข้อเท็จจริงนะครับ ผมเรียนท่านตามข้อเท็จจริง ท่านไม่มีอํานาจใดที่จะปิดประชุม ท่านต้องขอจากสภาก่อน แล้วในขณะนั้นผมขอนับองค์ประชุม ทําไมท่านไม่นับให้ผมล่ะครับ ซึ่งขณะนั้นท่านก็รู้อยู่ว่า สมาชิกมีไม่พอที่จะเป็นองค์ประชุม ท่านก็ปิดประชุมหนีครับ นั่นละครับสิ่งที่ท่านทํา นี่คือข้อเท็จจริง ฉะนั้นเรียนท่านว่าท่านจะต้องหาทางออกเรื่องนี้ แล้วถ้าหากว่าท่านหาทางออก ไม่ถูกต้อง ท่านต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่นี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ คือถ้าท่านพูด ถ้ามันถูกต้องผมก็จะไม่ว่าอะไรนะครับ คือวันนั้นผมบอกว่าผมจะเดินหน้าต่อ เพราะท่าน ท้วงติงเรื่องของเอกสารแผ่นเดียวที่รัฐบาลแจก ถูกไหมครับ แล้วก็มีหลายท่านบอกเอกสาร แผ่นเดียว มีทั้งฝ่ายค้าน มีทั้งของวุฒิสภาก็อภิปรายเรื่องเอกสารแผ่นเดียว อยากจะขอให้ รัฐบาลมีเอกสารมากกว่านี้ ถูกไหมครับ ผมบอกว่าผมจะเดินหน้าต่อก็คือให้อภิปรายต่อ ท่านบอกท่านจะขอนับองค์ประชุม ท่านไม่ได้เสนอเป็นญัตตินี่ครับ ท่านเพียงแต่บอกว่า ท่านปรารภว่าถ้าอย่างนั้นผมก็จะขอนับองค์ประชุม นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง ท่านเอารายงานชวเลข มาฟังก็ได้ครับ พอแล้วท่านบุญยอดนะครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา การใช้เอกสิทธิ์ นับองค์ประชุมเป็นเอกสิทธิ์ครับ ไม่ต้องเสนอเป็นญัตติครับ เป็นที่เข้าใจกันอยู่ในที่ประชุมสภา ทุกครั้งครับ คน ๑ คนขอใช้เอกสิทธิ์ในการนับองค์ประชุมได้ เมื่อเห็นว่าองค์ประชุมนั้น ไม่น่าจะครบ เราทํากันมาอย่างนี้ตลอด ไม่ต้องเสนอเป็นญัตติ ผมยืนยันกับท่านครับ ผมใช้เอกสิทธิ์อย่างถูกต้อง แล้วท่านกลับไม่ทําตามที่สมาชิกได้ร้องขอตามเอกสิทธิ์ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านปรารภขึ้นมานะครับ พอแล้วครับ ไม่มีใครประท้วงนะครับ พอแล้วครับ ถ้าผมอนุญาตให้อีกคนหนึ่งก็จะมีคนอื่น ขึ้นมาอีก คือในเมื่อคําวินิจฉัยของผมแล้วผมดําเนินการไปแล้วว่าผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ เมื่อประธานเห็นว่าอภิปรายพอสมควรแล้วจะขอหารือที่ประชุมที่จะปิดอภิปรายหรือไม่ก็ได้ ซึ่งวันนั้นผมขอใช้อํานาจก็คือใช้สิทธิก็คือไม่ขอหารือ ผมขอปิดประชุมไปเลย ท่านอ่านดู ตรงวรรคท้าย ท่านไม่ต้องประท้วงแล้วครับ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นประเด็นอย่างนี้ผมก็จะ ขอหารือที่ประชุม ต่อไปนี้ผมจะหารือที่ประชุมแล้ว ไม่ต้องละครับ ท่านนั่งเถอะครับ ผมขอหารือที่ประชุมว่าญัตติเรื่องที่รัฐบาลเสนอมาตามมาตรา ๑๗๙ ที่ดําเนินการไป เมื่อการประชุมครั้งที่ ๑ นั้น ต้องขอว่าควรจะดําเนินการต่อไปหรือว่า ท่านนิพนธ์เชิญครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งที่ผมเป็นห่วงที่สุดคือมาตรฐานการประชุม ของรัฐสภา ระเบียบข้อบังคับนี่ผมต้องเรียนว่าข้อบังคับฉบับนี้ผมเป็นประธานร่างนะครับ ประธานพิจารณาข้อบังคับการประชุมรัฐสภาฉบับนี้ ประธานจะขอมติอย่างนี้ไม่ได้ครับ เพราะไม่มีระเบียบวาระ จะขอมติไม่ได้เด็ดขาดครับ แล้วก็การวินิจฉัย ด้วยความเคารพนะครับ ที่ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ผมฟังมาในรถตลอดทางเนื่องจากว่าผมเพิ่งกลับ จากต่างประเทศเมื่อคืนดึกมากเลยมาสาย ฟังมาในรถตลอด ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ผมอยู่ ในเหตุการณ์วันนั้น ท่านไม่ได้ถามถึงการอภิปรายเลย เพียงแต่ท่านบุญยอดเสนอ นับองค์ประชุมท่านก็ปิดเลยครับ เพราะข้อเท็จจริงจริง ๆ ในห้องประชุมไม่ครบองค์ประชุม แน่นอน สาเหตุเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะฉะนั้นการอภิปรายผมว่ายังค้างอยู่ แต่วันนี้ ท่านจะมาขอมติไม่ได้เด็ดขาดเพราะไม่มีวาระอยู่ในนั้นท่านจะมาขอไม่ได้ครับ มันต้องมี วาระบรรจุครับ ขอบคุณมากครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
(นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวมีผู้ประท้วงยืนขึ้นนะครับ คุณหมอสุกิจ ท่านธนาต่อนะครับ ท่านประสิทธิ์ เต็มที่ครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อกี้นี้ฟังแล้วก็คือท่านประธานจะขอมติตามข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ซึ่งผมขอยืนยันตามความเห็นของท่านนิพนธ์ว่าท่านประธานทําไม่ได้ครับ จะผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๙ ที่ระบุว่า การประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาตามเรื่องที่มีอยู่ ในระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา เรื่องนาซาวันนี้ไม่ได้บรรจุอยู่ในระเบียบวาระครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานจะใช้วิธีการที่ท่านประธานเสนอมาเมื่อกี้ไม่ได้ครับ ท่านต้อง เอาเรื่องนี้เข้าสู่ระเบียบวาระก่อนถ้าท่านจะทําอย่างนั้น หรือจะให้อภิปรายต่อก็ตามนะครับ ซึ่งอันนั้นท่านต้องทําตามข้อเสนอของท่านประธานวิปฝ่ายค้านที่ว่าให้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ ในการขอยกเว้น ของดเว้นข้อบังคับ คืองดเว้นข้อบังคับ ข้อ ๑๓ ซึ่งรายละเอียดทั้งหลาย ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านดําเนินการตามนี้ ไม่อย่างนั้นถ้าท่านโหวตเลย ท่านผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๙

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านธนาก่อนครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงผมคิดว่าผมไม่ต้อง ยกมือประท้วงท่านประธานแล้ว เพราะว่าสมาชิกรัฐสภาทุกส่วนก็มีความเห็นไป ในทิศทางเดียวกันว่าการปิดการประชุมของท่านประธานไม่ชอบ ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้หยิบยกประเด็นข้อเท็จจริงข้อกฎหมายมาให้ท่านประธานครบถ้วนแล้ว ผมก็เข้าใจว่าท่านประธานฟังแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย แต่พอท้ายที่สุดท่านก็กลับมารูปเดิมอีก เพราะฉะนั้นผมจึงต้องประท้วงท่านประธาน เพราะการใช้ดุลยพินิจของท่านวินิจฉัยนั้น ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ ผมเรียนท่านอย่างนี้ว่าการที่ท่านประธานวินิจฉัยว่าท่านประธาน มีอํานาจในการปิดการประชุมนั้น ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เรียนท่านแล้วว่า การที่จะปิดอภิปรายนั้นท่านประธานมีอํานาจครับ ผมอภิปรายอยู่ท่านประธานเห็นว่า ผมอภิปรายยืดเยื้อ ฟุ่มเฟือย ไม่จําเป็นต้องอภิปรายแล้ว ท่านประธานมีอํานาจครับ ยุติการอภิปรายของผมได้ แต่ถ้าท่านประธานจะใช้อํานาจในการปิดการประชุม ในการอภิปรายของที่ประชุมนั้นมีข้อบังคับ ๓ ข้อเท่านั้นครับท่านประธาน มีข้อ ๔๗ ข้อ ๔๘ แล้วก็ข้อ ๕๙ อย่างที่คุณหมอชลน่านได้หยิบยกขึ้นมา ข้อ ๕๙ ที่ท่านประธานพูดถึงกรณี ก็คือว่าถ้าเมื่อท่านประธานให้ที่ประชุมปิดการอภิปรายในกรณีที่ไม่มีผู้คัดค้านท่านประธาน นั่นแหละท่านประธานมีอํานาจวินิจฉัยโดยถามว่ามีผู้ใดคัดค้านหรือไม่ ถ้าไม่มีผู้ใดคัดค้าน ท่านประธานก็ใช้ดุลยพินิจส่วนนี้ปิดการประชุมในการอภิปรายได้ แต่เมื่อไรก็ตามข้อเท็จจริงมีปรากฏว่ายังมีผู้ประสงค์จะอภิปราย ท่านประธานใช้ข้อ ๔๘ ท่านประธานจะต้องให้ที่ประชุมวินิจฉัยว่าจะปิดการอภิปรายหรือไม่ นั่นก็คือขอเสียง ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพราะฉะนั้นท่านประธานอย่าสับสน การทําหน้าที่ผิดพลาดได้ เป็นเรื่องปกติครับ ท่านประธานยอมรับในที่ประชุมว่าวันนั้นเกิดความสับสนผิดพลาด เอาละเมื่อผิดพลาดไปแล้วผมรับผิด เพราะฉะนั้นเมื่อผมวินิจฉัยไปไม่ถูกต้องก็กลับมา ทีนี้พอกลับมาท่านประธานก็จะโมเมข้ามข้อบังคับอีกซึ่งมันทําไม่ได้ วันนี้ที่ประชุมเห็นว่า เมื่อการปิดการประชุมของท่านประธานเมื่อการประชุมครั้งที่แล้ว ที่ประชุมเห็นว่า การปิดการประชุมนั้นไม่ชอบสมควรที่จะนําเรื่องนี้กลับมาสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหม่ แต่นี่มันมีปัญหาเนื่องจากระเบียบวาระการประชุมของรัฐสภาไม่ได้บรรจุเรื่องนี้เอาไว้ ท่านประธานก็จะอาศัยหลักเกณฑ์ดุ่ย ๆ ของท่านประธานนี่ครับว่าอย่างนั้นลงมติเลยว่า จะปิดการอภิปรายหรือไม่ ทําไม่ได้ครับ ท่านประธานเป็นประธานรัฐสภาอยู่ท่านต้องเคารพ ข้อบังคับ เมื่อไม่มีวาระเรื่องนี้อยู่ท่านประธานจะมาโหวตกันได้อย่างไรครับ สิ่งที่ท่านต้องทํา ประการแรกก็คืองดเว้นใช้ข้อบังคับตามที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านเสนอท่านประธานอย่างไรครับ เมื่อท่านปิดการประชุมคราวที่แล้วไม่ชัดเจนก็ขอให้ที่ประชุมงดเว้นใช้ข้อบังคับ ขอให้นําเรื่อง หารือนาซาที่รัฐบาลขอตามมาตรา ๑๗๙ กลับมาสู่การพิจารณาเนื่องจากไม่มีอยู่ในระเบียบวาระ การประชุม ถ้าที่ประชุมอนุมัติวาระนี้ก็จะได้กลับเข้ามาสู่การพิจารณาเนื่องจากที่ประชุม รัฐสภายกเว้นใช้บังคับ เมื่อกลับมาแล้วท่านประธานก็อนุญาตให้เพื่อนสมาชิกอภิปรายกัน พอสมควร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลขอฟังความคิดเห็นจากสมาชิกรัฐสภา เพราะฉะนั้น ก็ให้อภิปรายกันพอสมควร หลังจากนั้นถ้าท่านประธานเห็นว่าพอสมควรแล้วถามที่ประชุม ถ้าที่ประชุมยังเห็นว่าควรอภิปรายต่ออย่างนั้นละครับท่านประธานถึงใช้มติที่ประชุมว่า สมควรปิดการอภิปรายหรือไม่ ท่านประธานเดินตามข้อบังคับให้ดีครับ เดินตามทีละขั้น อย่ารนครับท่านประธานแล้วการประชุมจะได้เดินหน้าได้ ขอบคุณครับ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

นิ่งมากเลยครับ ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวท่านประสิทธิ์มีอะไรประท้วงครับ มีผู้ประท้วงผมครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ผมยกมือหลายครั้งแล้วแต่ประธานก็ข้ามไปข้ามมาวนไปวนมา บางคน ในฝ่ายค้านได้ลุกขึ้น ๓ ครั้งแล้วผมยังไม่ได้ลุกสักครั้งหนึ่ง แล้วก็ประเด็นที่ท่านประธาน ได้วินิจฉัยตามข้อ ๔๘ ผมเห็นด้วย ท่านประธานได้ดําเนินการถูกต้องแล้วไม่อย่างนั้น มันเสียเวลา ตั้งแต่เช้าจะเที่ยงแล้ว เพราะระเบียบวาระการประชุมในการประชุมวันนี้ เรื่องที่เรากําลังถกกันอยู่มันไม่มีอยู่ในระเบียบวาระการประชุม แล้วประเทศไทยมันจะเดิน ไปได้อย่างไรครับ ท่านประธานต้องวินิจฉัยแล้วดําเนินการขั้นเด็ดขาดตามอํานาจหน้าที่ ของท่านประธาน ไม่อย่างนั้นมันไม่จบ แล้วเรียกมาประชุมวันนี้เสียเวลาไปครึ่งวันแล้ว ยังไม่ได้เรื่องใหม่ขึ้นมามันไม่มีประโยชน์เรื่องนาซานี่มันจบไปแล้วครับ ดังนั้นให้ท่านประธาน ใช้อํานาจของท่านดําเนินการตามอํานาจของท่านได้เลย สภานี้ยินดีที่จะสนับสนุนท่าน ขอบพระคุณครับ

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ ความจริง ผมมีทางออกอยู่แล้วนะครับ ท่านไม่ต้องประท้วงแล้วกระมัง เชิญท่านครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ผมใช่ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ พรรคเพื่อไทย จริง ๆ ผมไม่ได้ประท้วงท่านประธานหรือไม่ได้ อะไรหรอกครับ ผมนั่งฟังมาตั้งนานแล้ว โดยข้อเท็จจริงก็ไม่อยากให้เสียมารยาท แต่ผมดูว่า มันเวียนกันเหมือนกับที่ผู้ประท้วงลุกขึ้นมา ผมอยากเสนอท่านประธานอย่างนี้ครับ เพราะว่า ต่างคนต่างก็เป็นพหูสูตครับ พักก่อนสัก ๑๐ นาที หรือ ๕ นาทีครับ ท่านประธานตั้งหลัก ว่าจะเอาอย่างไรก็เอามันจะได้เดินไปได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วผมดูแล้วว่าเดี๋ยวขึ้นมาผมว่าน่าจะ คนละ ๕ รอบ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ ผมเสนอพักการประชุมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมขอวินิจฉัยสักครั้ง หลังจากหมอชลน่านนะครับ แล้วผมจะวินิจฉัยอีกครั้งแล้วท่านจะเชื่อไม่เชื่อแล้วแต่ท่าน เดี๋ยวไม่ต้องแล้วครับ เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกรัฐสภา ต่อกรณีนี้ผมขออนุญาตท่านประธานตั้งหลัก อย่างนี้นะครับ ทางท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกับท่านประธานวิปฝ่ายค้านหารือ ที่จะพิจารณาเรื่องที่ไม่อยู่ระเบียบวาระ ต้องเอาตรงนี้ก่อนนะครับ มูลเหตุต่าง ๆ จบไปแล้ว จะถูกจะผิดก็ว่าไป ด้วยความเข้าใจท่านประธาน ด้วยความเข้าใจของสมาชิกก็ว่าไปมันจบไปแล้ว แต่ขณะนี้เรากําลังหารือว่าเรื่องที่ไม่อยู่ระเบียบวาระเราจะพิจารณาอย่างไร ท่านประธาน วิปฝ่ายค้านเสนอว่าขอยกเว้นข้อบังคับเพื่อจะนําเรื่องที่ไม่อยู่ในระเบียบวาระบรรจุเข้าสู่ ระเบียบวาระเพื่อจะพิจารณาต่อ ท่านประธานครับ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อเป็นข้อหารืออย่างนี้ สมาชิก แต่ละฝ่ายก็มีสิทธิเสนอญัตติครับ ข้อหารือนั้นถ้าจะเป็นมติก็ต้องเสนอเป็นญัตติว่าจะทํา อย่างนั้นได้หรือไม่ ก็ให้สภาวินิจฉัย ในข้อหารือท่านประธานเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถ หารือได้ตามข้อหารือนั้น ประธานจะเสนอเองหรือให้สมาชิกเสนอก็ได้ว่าเห็นควรจะนําเรื่องนี้ เข้ามาสู่ในระเบียบวาระหรือไม่ก่อนนะครับ ถ้าสมาชิกว่าเห็นควรก็เข้าสู่ญัตติโน้น ก็คือ ไปยกเว้นข้อบังคับให้มันถูกต้อง ลําดับขั้นตอนต้องเป็นอย่างนั้นนะครับ ถ้าสภาแห่งนี้วินิจฉัย ว่าเรื่องเป็นมาตรา ๑๗๙ ไม่ต้องลงมติ ความเห็นพอควรแล้วไม่จําเป็นต้องมาพิจารณา วันนี้ใหม่ ก็เป็นมติรัฐสภาครับ ก็ชอบด้วยข้อบังคับ ท่านประธานก็ดําเนินการต่อไปได้ ถ้าไม่มี ผู้เสนอญัตตินะครับ เดี๋ยวให้สมาชิกเสนอญัตติ มีผู้รับรองว่าเห็นควรจะนําเรื่องนี้มาพิจารณา ในวันนี้หรือไม่ ได้ครับ เป็นญัตติครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ความจริงแล้ว ท่านสมาชิกครับ ผมพยายามที่จะอธิบายให้ท่านฟังนะครับ เพราะเนื่องจากว่าการอภิปราย โดยไม่ลงมติมันมีในหมวด ๙ ถูกไหมครับ ผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๒ ก็คือใช้ในหมวด ๒ ส่วนที่ ๓ มาบังคับใช้โดยอนุโลม แล้วผมก็บอกว่าผมกําลังใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ก็คือ เมื่ออภิปรายไปพอสมควรแล้วประธานจะขอหารือจากที่ประชุมว่าจะปิดอภิปรายหรือไม่ ก็ได้นะครับ วันนั้นผมไม่ได้ขอว่าให้ที่ประชุมนั้นวินิจฉัยว่าจะปิดประชุม ผมใช้อํานาจ คืออภิปรายไปสมควรแล้วผมปิดประชุม แต่เมื่อเป็นอย่างนี้ก็คือถ้าผมดําเนินการต่อไปมันก็ จะมีข้อขัดแย้ง มีข้อโต้เถียงอย่างนี้ได้ไหมครับ ผมขอดําเนินการตามข้อบังคับ ข้อ ๔๙ ดําเนินการตามระเบียบวาระ เว้นเสียแต่ว่าจะมีท่านสมาชิกเสนอ ถ้าท่านจุรินทร์ ท่านจะเสนอขึ้นมา เมื่อผมจะขอหารือก็มีคนทักท้วงอีก ท่านเสนอเป็นญัตติได้นะครับ ว่าควรที่จะเอาเรื่องนี้เข้ามาประชุมในกรณีที่ไม่กําหนดไว้ในระเบียบวาระการประชุม ได้หรือไม่นะครับ ผมขอใช้ข้อ ๑๙ ท่านเสนอได้นะครับ ในเมื่อผมหารือแล้วท่านก็ยังโต้เถียง ไปโต้เถียงมา อย่างนั้นท่านเสนอเลยครับจะได้ให้ที่ประชุมวินิจฉัยครับ ผมขอใช้ข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๑๙ ครับ ว่าอย่างไรครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่มีใครหารือนะครับ ผมดําเนินการต่อนะครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ข้ออะไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ข้อ ๑๙ ครับ ข้อ ๑๙ ผมจะต้องดําเนินการตามข้อบังคับการประชุม ระเบียบวาระก็คือข้อ ๑๙ เว้นเสียแต่ ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่นนะครับ ตามทันไหมครับ ท่านเสนอได้ครับว่าจะเอา เรื่องนี้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุม ท่านประธานวิปฝ่ายค้านก่อนนะครับ เชิญ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา ความจริงสิ่งที่ ท่านประธานได้บรรจุมาในระเบียบวาระนี้ก็คือมีความประสงค์ที่จะให้รัฐสภาพิจารณาไปตาม ระเบียบวาระที่ท่านระบุไว้ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๙ อยู่แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา ๒-๓ ชั่วโมงที่ผ่านมา เพราะสมาชิกรัฐสภาเกือบจะเรียกว่าจากทุกฝ่ายละครับ ท้วงติงว่า การบรรจุระเบียบวาระที่ท่านประธานกําลังจะเดินหน้าต่อไปนั้นมันไม่ชอบด้วยข้อบังคับ ที่ท่านประธานได้ปฏิบัติมาตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคมที่ผ่านมา นั่นก็คือท่านประธานไม่ได้ปฏิบัติ ตามข้อบังคับข้อ ๔๗ ข้อ ๔๘ โดยระเบียบวาระที่ค้างอยู่คือเรื่องนาซานั้นยังไม่ได้มีการยุติ การอภิปราย เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นที่ท่านประธานต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบังคับ โดยบรรจุระเบียบวาระเรื่องนาซาเข้ามา และโดยเหตุที่ท่านไม่ได้บรรจุมาก่อน ผมก็ชี้ ทางออกให้ท่านประธานได้แก้ปัญหา ผมขออนุญาตที่จะใช้คําว่า สร้างไว้ ก็แล้วกัน โดยใช้ ข้อบังคับข้อ ๑๑๖ คือเสนอว่า ถ้าประธานขอปรึกษา ให้งดใช้ข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่ง และที่ประชุมรัฐสภาอนุมัติก็ให้งดใช้ข้อบังคับได้ งดใช้ข้อบังคับที่ว่าคือข้อ ๑๓ โดยให้ ท่านประธานได้บรรจุระเบียบวาระเรื่องนาซาเข้ามาสู่การพิจารณาได้ในทันทีโดยไม่ต้องรอ ๑ วัน นี่ก็คือสิ่งที่กระผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานเพื่อให้ท่านประธานได้กลับไปสู่การปฏิบัติ ที่ถูกต้องสอดคล้องกับข้อบังคับ แต่ท่านประธานยังคิดจะเดินหน้าต่อไปทั้งที่มันผิดข้อบังคับมา ทั้งหมดนี้ก็คงอยู่ที่ความรับผิดชอบของท่านประธานที่ท่านประธานจะต้องรับผิดชอบต่อ สิ่งที่ได้กระทําต่อไปในอนาคตครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เมื่อผมวินิจฉัย อะไรไปแล้วหรือดําเนินการอะไรไปแล้วผมรับผิดชอบนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอดําเนินการ ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๙ ถ้าท่านจะมีญัตติที่เสนออะไร ท่านจะเสนออะไร ถ้าท่าน ไม่เสนอผมขอดําเนินการประชุมต่อไปนะครับ ท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมลุกขึ้นมาเพื่อยืนยัน กับท่านอีกครั้งนะครับว่าสิ่งที่ท่านได้วินิจฉัยหรือได้พยายามอธิบายกับเรานั้นไม่ตรง ข้อเท็จจริง ในวันนั้นท่านไม่ได้ขอมติของที่ประชุมสภาแต่อย่างใด แล้วผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่ยังยืนยันว่าขอให้นับองค์ประชุมอยู่นะครับ ถ้าท่านประธานจะดําเนินการก็ต้อง ขอให้ดําเนินการให้ถูกต้องตามข้อบังคับครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญอาจารย์ตวงครับ เชิญครับ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประทานอนุญาต ท่านประธานได้ลองดูว่าข้อเสนอของผมต่อไปนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสภาในการที่จะเดินไป ข้างหน้าได้ ความจริงผมว่าเราต้องให้เกียรติท่านผู้เป็นประธานที่จะท่านได้วินิจฉัยไปแล้ว เมื่อมีคนทักท้วงแล้วท่านก็พยายามที่จะหาทางลง ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าตอนนี้ สภาได้เกิดปัญหาในการตีความของข้อบังคับที่เรากําลังเถียงกันอยู่นี้อยู่ ๒ ทาง ทางแรกก็คือว่า สมาชิกได้เห็นว่าท่านประธานนั้นไม่อาจจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ในการที่จะยุติการประชุมได้ แล้วก็เห็นต่อไปว่าควรที่จะต้องมีวาระองค์การนาซาอยู่ในการประชุม ท่านก็ทักมาซึ่งก็รับฟังได้ แต่ในขณะเดียวกันสมาชิกอีกซีกหนึ่งแล้วก็ท่านประธานเองก็เห็นว่าท่านประธานสามารถใช้ ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ ประกอบกับข้อ ๕๙ ได้เพราะมีคําว่า ก็ได้ ซึ่งก็เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้ และท่านประธานก็ยืนยันว่าท่านได้ใช้อํานาจของท่านได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าหาก เป็นอย่างนั้นผมคิดว่าท่านประธานเพื่อจะสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองในสภาให้มีที่ลง แล้วมันไปได้ท่านประธานสามารถใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ ซึ่งมันเข้าองค์ประกอบเลยว่า ถ้ามีปัญหาที่จะต้องตีความข้อบังคับนี้ให้เป็นอํานาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัย และเมื่อที่ประชุม รัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่ มีอยู่ของทั้งสองสภาเป็นประการใดแล้ว ให้ถือว่าคําวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด

การขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งอาจกระทําได้โดยประธาน ขอปรึกษา

ท่านประธานครับถ้าท่านประธานไปใช้ข้อ ๑๑๖ นั่นแปลว่าท่านประธาน ยอมรับว่าที่ทํามาผิดหมด เพราะท่านจะต้องไปยกเว้นข้อบังคับ แต่ตอนนี้ท่านประธาน กับสมาชิกบางส่วนนั้นเห็นว่าท่านได้วินิจฉัยถูกแล้วเพราะใช้คําว่า ก็ได้ ซึ่งผมคิดว่า อย่างนี้แหละครับมันถึงจะมีทางลง ถ้าไม่เช่นนั้นท่านเดินหน้าก็ไม่ได้ ท่านถอยหลังก็ไม่ได้ ทําอะไรก็ไม่ได้ สภาไปไม่ได้ครับ ต้องใช้ ข้อ ๑๑๗ ในการที่จะต้องหาทางลงของสภาครับ ถ้าสภาเห็นอย่างไรก็ต้องทําตามนั้น ผมจึงกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก ได้โปรดพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมก็จะขอหารือ พอผมบอก จะขอหารือปั๊บท่านประท้วงผม ทีนี้เมื่อประท้วงผม ผมขอดําเนินการตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๙ คือไปตามระเบียบวาระการประชุม ถ้ามีเรื่องอื่น ท่านเห็นว่ามีเรื่องอื่น ประเด็นอื่น บรรจุเข้ามาท่านก็เสนอ แต่เมื่อท่านไม่เสนอผมก็ดําเนินการตามข้อ ๑๙ ก็คือดําเนินการ ตามระเบียบวาระการประชุมนะครับ เพราะว่าไม่มีใครที่จะให้คําแนะนําตอนนี้ มีแต่โต้แย้งกัน คงหาข้อยุติไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องแล้วครับผมว่า ท่านจะเสนอเป็นญัตติหรือครับ ท่านประเสริฐครับ ไม่เสนอนะครับ เพราะว่าผมบอกแล้วผมขอใช้หมวด ๙ ข้อ ๑๑๒ ใช้หมวด ๒ ส่วนที่ ๓ มาบังคับโดยอนุโลม ผมก็ดําเนินการถูกต้อง ในเมื่อท่านโต้แย้งผม ผมจะขอหารือที่ประชุมตามข้อ ๑๑๗ ที่ท่านอาจารย์ตวงเสนอมันก็สามารถดําเนินการได้นะครับ หรือท่านเสนอเป็นญัตติมาก็ได้นะครับ ท่านผู้อาวุโสทางการเมือง ท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพโดยส่วนตัว คืออย่างนี้ครับ การที่จะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ นั้น กรณีการวินิจฉัยต้องไม่ผิดพลาด อันนี้ด้วยความเคารพ จริง ๆ นะครับ คือจากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ผมอยู่ในที่ประชุมจนถึงท่านปิดประชุมนี่นะครับ ผมต้องเรียนด้วยความจริงว่ายังมีผู้จะอภิปรายอยู่แต่ว่าองค์ประชุมไม่ครบ ท่านบุญยอดก็เสนอ ท่านก็ไม่ได้หารือเกี่ยวกับการอภิปรายว่าจะควรยุติหรือไม่ ไม่มีจริง ๆ ผมอยู่ในที่ประชุม ท่านเห็นว่าห้องประชุมมีคนไม่กี่คนแน่นอน ถ้านับองค์ประชุมนี่สภาล่มเด็ดขาดเลยมันเสียหาย ท่านอาจจะวินิจฉัยตอนนั้นว่าเห็นควรปิดประชุม นี่เป็นข้อเท็จจริงครับ แต่ทีนี้ท่านจะใช้ ข้อ ๔๘ ผมว่าที่ท่านวินิจฉัยไปแล้วผมต้องเรียนตรง ๆ ครับว่าการวินิจฉัยของท่านถือเป็น เด็ดขาดก็จริง แต่ว่าอย่างไรก็ตามมันเป็นบรรทัดฐาน ถ้าการวินิจฉัยที่ผิดพลาด ผิดพลาดนะครับ ไม่ตรงตามข้อบังคับหรือข้อเท็จจริงมันสร้างความเสียหายให้แก่รัฐสภาทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ผมว่าทบทวนได้ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพโดยส่วนตัวจริง ๆ ทบทวนได้ ไม่มีใครหรอกครับที่ไปวินิจฉัยอะไรถูกต้องทุกอย่าง ในช่วงผมเป็นประธาน ก็มีครับถูกทักท้วง ผมก็ทบทวนแล้วก็กลับคําวินิจฉัยก็มีในที่ประชุมวุฒิสภา อันนี้ เป็นเรื่องจริงครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนด้วยความเคารพว่าอย่างน้อยที่สุด เราต้องเอาสภาไว้ รัฐสภาสําคัญกว่าอย่างอื่นนะครับ มาตรฐาน บรรทัดฐาน ตามข้อบังคับ ระเบียบของรัฐสภา ท่านต้องทบทวนนะครับ ผมว่าข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ เป็นเรื่องที่ถ้ามีปัญหา ที่ไม่สามารถที่จะดูว่าใครผิดใครถูกจริง ๆ ชี้ขาดไม่ได้เลยถึงใช้ข้อ ๑๑๗ ใช้เสียงของรัฐสภา เป็นผู้ตัดสิน อันนี้ผมต้องเรียนตรง ๆ ว่าเจตนารมณ์ของข้อบังคับเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ความจริง ท่านก็เสนอนะครับ ผมว่าเราน่าจะยุติได้แล้วกระมังครับ มันมากันจนหลายชั่วโมงแล้ว เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ ๔ แล้วก็เป็น ผู้ร่างข้อบังคับของสภานี้ ทั้งรัฐสภาด้วย เจตนาของข้อบังคับไม่ได้เจตนาที่จะมาให้ยุ่งยาก ขนาดนี้หรอกครับ การที่ท่านประธานดําเนินการตามสมควรในการปิดประชุมก็ถือว่า เป็นการดําเนินการตามสมควรเมื่อได้ฟังข้อคิดเห็นมาโดยพอสมควรแล้ว ทีนี้เมื่อมีการท้วงติง ผมก็ฟังมาตลอด ถ้าท่านประธานอนุโลมให้ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเสนอปัญหา ผมก็อยากถามว่ามาพูดทําไม ในเมื่อมันไม่มีวาระทําไมพูดได้ เวลาจะพูดก็พูดได้ไม่ต้องอ้าง ข้อบังคับ ในเมื่อที่ประชุมนี้รับฟัง รับฟังมาตั้ง ๒ ชั่วโมงก็แสดงว่าโดยอนุโลมที่ประชุมนี้ รับเป็นปัญหา เมื่อมีปัญหาขึ้นมาในสภาก็ใช้องค์ประชุมของสภานี้ตัดสิน อันนั้นก็ชอบด้วย ที่จะทําได้ ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก เพื่อความสงบเรียบร้อย เพื่อการดําเนินงานของสภา ข้อบังคับทุกข้อทุกคนเขียนเพื่อสิ่งนี้ ทีนี้เมื่อท่านประธานไปด้านไหนไม่ได้ ท่านประธาน จะดําเนินการตามวาระก็ชอบแล้วนี่ครับ ใครมีญัตติอะไรก็เสนอมา ถ้ายึดข้อบังคับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์โดยไม่มีจิตวิญญาณอย่างอื่น แต่โดยข้อบังคับเจตนาก็คือให้ที่ประชุม มันเรียบร้อย ไหนลองพูดมาสิอะไรไม่เรียบร้อยในการเสนอเรื่องนาซาก็พูดกันจนหมดแล้ว ไม่มีประเด็นใหม่เลย ปล่อยให้พูดอีก วันหนึ่งก็ไม่มีประเด็นใหม่ รับรองได้ ถอดเทปเลย ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เพราะฉะนั้นผมขอดําเนินการประชุมตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๙ และถ้าเรื่องใดที่ท่านคิดว่า จะบรรจุเข้ามาท่านก็เสนอมาเป็นญัตตินะครับ แต่ถ้าไม่เสนอผมขอดําเนินการประชุมต่อนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

ต่อไปเป็นเรื่องด่วนครับ เชิญหมอชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตหารือท่านประธานอาศัยข้อบังคับในการที่จะเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม ตามความเหมาะสมที่ผมได้นําเรียนท่านประธานไปเบื้องต้น ท่านประธานที่เคารพครับ มีเหตุผลความจําเป็นในเรื่องของระยะเวลาที่ถ้ารัฐสภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบต่อกรณี ที่ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอเรื่องเพราะความเห็นชอบต่อรัฐสภากรณีเกี่ยวกับหนังสือสัญญา ตามมาตรา ๑๙๐ กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะเปลี่ยนระเบียบวาระโดยเลื่อน เอาระเบียบวาระในการประชุมนะครับ เป็นไปตามลําดับดังนี้สําหรับวันนี้นะครับ ท่านประธานครับ

เรื่องที่ ๑ ขอเลื่อนเอาเรื่องในระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๑๒ นะครับ กรอบเจรจาภายใต้ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสํานักเลขาธิการอนุสัญญา ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับ การประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ที่รัฐบาลไทยขออาสาเป็นเจ้าภาพจะจัดประชุมในช่วง เดือนมีนาคมในปีหน้าขึ้นมาพิจารณาก่อนนะครับ

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องด่วนที่ ๑๓ ข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติ บุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอาเซียน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องด่วนที่ ๒๓ พิธีสารเพื่อผนวกข้อบทอุปสรรคทางเทคนิค ต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง การค้าสินค้า ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เรื่องที่ ๔ เรื่องด่วนที่ ๑๐ พิธีสารเกี่ยวกับความตกลงกรุงมาดริดเกี่ยวกับ การจดทะเบียนระหว่างประเทศของเครื่องหมาย (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เรื่องต่อไปครับท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของกระทรวงพลังงานนะครับ ขออภัยท่านประธานครับเป็นความรับผิดชอบของ กระทรวงคมนาคมนะครับ เป็นเรื่องที่อยู่ในเรื่องด่วนที่ลําดับที่ ๑-๖ ลําดับที่ ๘ ลําดับที่ ๑๑ แล้วก็ลําดับที่ ๑๔-๒๒ มาต่อจากเรื่องด่วนที่ ๑๐ ที่ผมได้นําเรียนไปนะครับ แล้วก็ต่อท้าย ด้วยเรื่องด่วนที่ ๙ เป็นกรอบการเจรจาการเพิ่มประสิทธิภาพมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ ไปสู่การเป็นพหุภาคี (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) เรียงลําดับไว้ตามนั้นท่านประธานครับ

สําหรับวันนี้เท่าที่ได้ตรวจสอบความพร้อมนะครับ ประกอบกับนําเสนอข้อมูล ที่ประชุมน่าจะพิจารณาได้เต็มที่ถึงเรื่องด่วนที่ ๑๐ ครับ จํานวน ๔ เรื่องนะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธาน ขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ท่านสมาชิกครับ มีผู้เสนอขอให้เลื่อนจัดลําดับการพิจารณานะครับโดยเอาเรื่องด่วนที่ ๑๒ เรื่องด่วนที่ ๑๓ เรื่องด่วนที่ ๒๓ เรื่องด่วนที่ ๑๐ และเรื่องด่วนที่ ๙ มาพิจารณาก่อนนะครับ ถ้าจบทันนะครับลําดับต่อไปก็คือ เรื่องด่วนที่ ๑-๖ เรื่องด่วนที่ ๘ เรื่องด่วนที่ ๑๑ แล้วก็เรื่องด่วนที่ ๑๔-๒๒ เชิญหมอชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกรัฐสภา ด้วยความขอบคุณท่านประธานครับ เรื่องด่วนที่ ๙ เอาไว้หลังสุดเลยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขออภัยนะครับ อย่างนี้นะครับ ก็คือจะเอาเรื่องด่วนที่ ๑๒ เรื่องด่วนที่ ๑๓ เรื่องด่วนที่ ๒๓ เรื่องด่วนที่ ๑๐ และ เรื่องด่วนที่ ๙ ถูกไหมครับ มีท่านสมาชิกเสนออย่างอื่นไหมครับ ท่านสมบูรณ์ครับ คุณหมอชลน่าน จะขอทักท้วงนิดหนึ่งครับ เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกรัฐสภา พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในลําดับ ที่อยู่ในระเบียบวาระนะครับ เรื่องที่จะต่อจากการพิจารณาเรื่องด่วนที่ ๑๐ เป็นเรื่อง ของกระทรวงคมนาคมครับ เรื่องด่วนลําดับที่ ๑-๖ ครับ ต่อจากเรื่องด่วนที่ ๑๐ ก็เป็น เรื่องด่วนที่ ๑ เรื่องด่วนที่ ๒ เรื่องด่วนที่ ๓ เรื่องด่วนที่ ๔ เรื่องด่วนที่ ๕ เรื่องด่วนที่ ๖ ของกระทรวงคมนาคม ซึ่งกระทรวงคมนาคมมีเรื่องที่อยู่ในระเบียบวาระหลังจากเรื่องด่วน ที่ ๑-๖ แล้วก็มีเรื่องด่วนที่ ๘ ก็ต่อลําดับที่ ๖ ครับ หลังจากนั้นก็เอาเรื่องด่วนที่ ๑๗ มาต่อ เรื่องด่วนลําดับที่ ๘ จากเรื่องด่วนลําดับที่ ๘ ก็ต่อเรื่องของกระทรวงคมนาคมต่อนะครับ เป็นเรื่องด่วนที่ ๑๔ เรื่องด่วนที่ ๑๕ เรื่องด่วนที่ ๑๖ เรื่องด่วนที่ ๑๗ เรื่องด่วนที่ ๑๘ เรื่องด่วนที่ ๑๙ เรื่องด่วนที่ ๒๐ เรื่องด่วนที่ ๒๑ เรื่องด่วนที่ ๒๒ ครับ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกัน แล้วก็ต่อเรื่องด่วนที่ ๙ เป็นอันดับสุดท้าย เนื่องจากว่าเท่าที่ตรวจสอบมาทางผู้ที่ มีส่วนรับผิดชอบยังไม่ได้ไปให้ข้อมูลกับทางหลายส่วน โดยเฉพาะทางวิปฝ่ายค้าน ที่มีความประสงค์ที่จะต้องทราบข้อมูลเรื่องนี้ เราก็เลยเลื่อนลําดับนี้ไปเป็นลําดับสุดท้ายครับ แต่เข้าใจว่าวันนี้ที่มีความพร้อม มีอยู่ ๔ เรื่องครับ เรื่องด่วนที่ ๑๒ เรื่องด่วนที่ ๑๓ เรื่องด่วนที่ ๒๓ และเรื่องด่วนที่ ๑๐ ครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้น เพื่อความถูกต้องในการบันทึกรายงานการประชุม ผมขอทวนนะครับว่าคุณหมอชลน่าน ขอเสนอการพิจารณาเรื่องด่วนเป็นลําดับดังนี้นะครับ เรื่องด่วนที่ ๑๒ เรื่องด่วนที่ ๑๓ เรื่องด่วนที่ ๒๓ เรื่องด่วนที่ ๑๐ แล้วก็ต่อด้วยเรื่องด่วนที่ ๑-๖ นะครับ แล้วก็เรื่องด่วนที่ ๘ เรื่องด่วนที่ ๑๑ เรื่องด่วนที่ ๑๔ เรื่องด่วนที่ ๒๒ และจบที่เรื่องด่วนที่ ๙ มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ มีท่านจะเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ ท่านประเสริฐเชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต่อกรณีเลื่อนนี้นะครับ ท่านประธานจะเห็นว่าผู้เสนอเลื่อน เลื่อนระเบียบวาระ หลายวาระมาก แล้วก็สลับกันไปสลับกันมา เป็นไปได้ไหมครับช่วยกรุณาพิมพ์ครับ พิมพ์แล้วก็เอามาแจกสมาชิกครับ จะได้อ่านไปพร้อม ๆ กัน ท่านประธานก็ได้ฟังและ ท่านประธานก็ได้ชี้แจงผิด ๆ ถูก ๆ เหมือนกับที่พวกผมได้ยินนะครับ ขอความกรุณาได้พิมพ์ แล้วก็เอามาแจกจ่ายให้สมาชิกนะครับ ปกติการเลื่อนระเบียบวาระถ้าเป็นเรื่องด่วนจริง ๆ พวกเราถ้าเห็นประโยชน์ของชาติเราก็ไม่ค่อยขัดข้องนะครับ แต่มีเรื่องหนึ่งที่พวกเราเห็นว่า การเลื่อนระเบียบวาระแล้วจะเป็นปัญหาก็คือเรื่องระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๙ เป็นเรื่อง กรอบการเจรจาการเพิ่มประสิทธิภาพมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี ความเป็นจริงเรื่องนี้เมื่อวานนี้ วันจันทร์วิปฝ่ายค้านก็อยากทราบข้อมูลครับเพราะอยาก ให้การสนับสนุน แต่ปรากฏว่าสํานักงานเศรษฐกิจการคลังก็ไม่ได้มาชี้แจงครับ เดิมทีก็แจ้งว่า จะมาชี้แจงหลังจากนั้นก็แจ้งว่าติดประชุมร่วมกับวิปฝ่ายรัฐบาล วิปฝ่ายค้านก็รอจน เวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกาครับ ได้รับแจ้งอีกครับว่ากําลังเดินทางมา ก็รอต่อครับ รอไปรอมา สุดท้ายก็แจ้งว่าไม่สามารถมาให้ข้อมูลกับวิปฝ่ายค้านได้ อยากให้รัฐบาลช่วยกําชับครับ ว่าเวลาวิปฝ่ายค้านขอข้อมูลขอให้ความร่วมมือมาชี้แจงนะครับ เพื่อสะดวกต่อการประชุม สะดวกต่อการเลื่อนระเบียบวาระและเพื่อประหยัดเวลาของที่ประชุมรัฐสภา ขอความกรุณา ให้ความร่วมมือครับ มาประชุมมาชี้แจงกับวิปฝ่ายค้านด้วยครับท่านประธาน

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านทนุศักดิ์ครับ

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ต้องกราบขออภัยที่เพื่อนสมาชิกท่านประเสริฐได้พูดเมื่อสักครู่นี้ ผมก็เพิ่งรู้เมื่อสักครู่นี้เอง ผมก็เตรียมมาชี้แจงว่าทางเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังไม่ไปชี้แจงทางวิปฝ่ายค้าน ก็ต้องกราบขออภัยแล้วก็จะไปหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอลงกรณ์เชิญครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมมีข้อสังเกตเพื่อเป็นแนวปฏิบัติต่อไป เพราะว่าการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้นก็ถือว่ามีความสําคัญ โดยเฉพาะการที่จะ ให้ความเห็นชอบ ความตกลง พิธีสาร กรอบเจรจา หรือว่าบันทึกข้อหารือ หรือว่า บันทึกความเข้าใจ มีหลายวาระที่ได้มีการเสนอเลื่อนมาแล้วผมไม่แน่ใจว่าในส่วนของ วิปรัฐบาลได้ดูในเรื่องของความเร่งด่วนประกอบไปหรือไม่ อย่างไร หรือว่าดูความเนิ่นช้า จากการที่รัฐไทยนั้นได้ไปทําความตกลง แม้ว่าข้อความในระเบียบวาระการประชุมดังกล่าวนั้น อาจจะเขียนว่าเป็นบันทึกการหารือ ไม่ได้เป็นความตกลงหรือพิธีสาร แต่พอลงไป ในรายละเอียดจะเห็นว่าเป็นเรื่องของความตกลงที่เนิ่นช้ามาหลายปีแล้ว การจัดลําดับอย่างนี้ ความจริงอยากจะเสนอท่านประธานรัฐสภาว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ทางรัฐบาลจะให้ ความสําคัญกับรัฐสภาในการมาหารือล่วงหน้า ในการที่จะเสนอความเห็นประกอบ เวลาที่คณะรัฐมนตรีเสนอมายังท่านประธานว่า ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เพราะฉะนั้นก็จะสะดวก ต่อท่านประธานเวลาที่จัดระเบียบวาระการประชุม แน่นอนครับบางเรื่องเป็นเรื่อง ซึ่งคณะรัฐมนตรีเพิ่งพิจารณาแล้วก็ส่งเข้ามาอาจจะเป็นเร่งด่วนอย่างเรื่องไซเตส (CITES) อย่างนี้เป็นต้น ว่าจะต้องมีการประชุมเราเป็นเจ้าภาพในเดือนมีนาคมปีหน้าก็เกรงว่าอาจจะไม่ทัน หรือว่าในกรณีบางเรื่องที่ผมอยากหยิบยกมาว่าทางวิปเสนอไปอยู่ลําดับที่วันนี้ก็คงไม่ถึงครับ ก็คือในเรื่องด่วนที่ ๘ เช่น กรอบเจรจาเพื่อจัดทําบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการขนส่งสินค้า และผู้โดยสารทางบกระหว่างไทย-มาเลเซีย ซึ่งเรื่องนี้เป็นประโยชน์และเป็นเหมือนคอขวด อุปสรรคในการที่เราจะขนส่งสินค้า บริหารโลจิสติกส์ (Logistics) ไปยังประเทศมาเลเซีย และผ่านไปประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเจรจากันมาหลายปีแล้ว ดังนั้นถ้าตรงนี้สามารถบรรลุได้ แน่นอนที่สุดครับท่านประธานก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยแล้วก็สมาชิกอาเซียน (ASEAN) อื่น ๆ ด้วยอันนี้รอมานานแล้วก็รอทางปฏิบัติอย่างเดียวก็คือบันทึกฉบับนี้ ๒. คือในเรื่องของการขนส่งคนและของระหว่างประเทศไทยกับประเทศอังกฤษ ซึ่งอยู่ใน วาระเรื่องด่วนที่ ๑ ผมจําได้ว่านี่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แล้วประเทศไทยกับประเทศอังกฤษ ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อกันในด้านของการท่องเที่ยว การขนนักท่องเที่ยวระหว่าง ๒ ประเทศ โดยเฉพาะจากยุโรปมาเป็นชนชาติอังกฤษจํานวนหลายแสนคน แต่นี่ ๕ ปีแล้ว รอเพียงว่าเห็นชอบบันทึกการหารือ ความจริงคําว่าบันทึกการหารือถ้าวิปไม่ได้ลงใน รายละเอียดไปดูก็นึกว่าคงจะเป็นเรื่องที่ไม่สลักสําคัญอะไร ไม่มีผลอะไรเท่าไรนัก แต่แท้ที่จริงคําว่าบันทึกการหารือดังกล่าวจะถือเสมือนเป็นภาคผนวก เป็นพิธีสารและจะมี ผลใช้บังคับภายใน ๖๐ วันอย่างนี้เป็นต้นครับ คืออยากจะให้ทางรัฐบาลโดยผ่านทางวิปรัฐบาล ได้ดูในเนื้อหาสาระเสร็จแล้วมาประสานท่านประธานรัฐสภาในเบื้องต้นเป็นการขอความร่วมมือ เท่านั้นเองว่า ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ สมาชิกรัฐสภาอื่น ๆ ทั้งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะได้มีเวลาเตรียมตัว ไม่ใช่จู่ ๆ ก็กระโดดเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมาทั้งที่เวลาพิจารณา เราก็จะพิจารณาตามระเบียบวาระนะครับ ตรงนี้เป็นประโยชน์ของชาติที่ผมคิดว่าสําคัญและ เป็นคุณภาพของรัฐสภาในการพิจารณา ก็อยากให้ทางรัฐบาลได้ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถือว่าเป็นข้อสังเกต ที่มีประโยชน์นะครับ ฝากท่านประธานวิปช่วยประสานตามนี้นะครับ เชิญท่านประธานวิปครับ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายอุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็เป็นไปตามข้อสังเกตของท่านสมาชิกที่ได้มีความเป็นห่วงเป็นใยในกรณีที่จะต้องมาประชุม ร่วมกันของรัฐสภาเพื่อขอมติตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านประธานเอง ก็ได้บรรจุระเบียบวาระไว้ตามระยะเวลาที่เหมาะสมแล้วนะครับ เพียงแต่ว่าในกรณีที่จะมี การประชุมร่วมกันของรัฐสภาแต่ละครั้งนั้นเราพยายามที่จะหาเวลาเพื่อที่จะได้มีโอกาส พิจารณาประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ ก็หาเวลาค่อนข้างที่จะยาก ในขณะเดียวกันมีการประสานงานมาจากทางฝ่ายปฏิบัติคือในแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ที่มีความจําเป็นที่จะต้องมีกรอบระยะเวลาเร่งด่วนในการที่จะหารือกับทางต่างประเทศด้วย เพราะฉะนั้นกรณีที่มีการเลื่อนลําดับในครั้งนี้ก็มีความเห็นมาจากหน่วยงานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไซเตสที่กําลังจะต้องเข้าเป็นลําดับแรก หรือแม้กระทั่งเรื่องของกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องมีการเตรียมที่จะไปประชุมสุดยอดอาเซียน ในโอกาสต่อไปในเดือนหน้า หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ แล้วกระทรวง พาณิชย์ก็ประสานงานมาว่าเร่งด่วน ๆ จะต้องมีการไปร่วมประชุมในเดือนหน้าเช่นเดียวกัน ทางวิปก็พยายามจะลงไปดูในรายละเอียดแล้วก็จัดลําดับตามระยะเวลาที่หน่วยราชการ มีความจําเป็นที่จะต้องไปหารือ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้กรุณากล่าวเมื่อสักครู่ ในกรณีของเรื่องที่ ๘ เป็นเรื่องกรอบเจรจาเพื่อจัดทําบันทึก ความเข้าใจเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารทางบกระหว่าไทย-มาเลเซีย จริง ๆ ก็เป็น เรื่องด่วน แล้วผมเองก็ได้ประสานไปทางกระทรวงคมนาคมเรียบร้อย แต่จากการจัดลําดับ อย่างนี้เชื่อว่าเรื่องที่ ๕ ถ้าจะเข้าได้ต้องใช้เวลาประมาณบ่ายแก่ ๆ หมายความว่าต้องประมาณ สามสี่โมงเย็น ผู้เสนอของกระทรวงคมนาคมติดภารกิจครับ นั่นหมายความว่าถ้าหากว่า จะเลื่อนขึ้นมาเป็นลําดับแรกเป็นไปได้ แต่ก็จะมีปัญหากับในเรื่องของไซเตส เรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือแม้กระทั่งกระทรวงพาณิชย์ เพราะฉะนั้น เราจึงใส่ไว้ลําดับที่ ๕ ถ้ามีโอกาส ผู้มาชี้แจง ผู้มาเสนอเข้ามาทันก็สามารถจะพิจารณาได้ ในเรื่องที่ ๘ ซึ่งเลื่อนไว้ในลําดับนี้แล้ว เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านสมาชิก ได้กล่าวไว้ทั้งสิ้นครับ แล้วก็ทางวิปเองก็ได้ลงไปดูในรายละเอียด แล้วก็ประสานกับ ทางรัฐสภามาตลอด ต้องขอขอบคุณในข้อสังเกตต่าง ๆ เหล่านี้ พร้อมที่จะดําเนินการต่อไปครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถือว่าไม่มีท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่น ผมขออนุญาตดําเนินการตามนี้เลยนะครับ

เรื่องด่วนที่ ๑๒ กรอบเจรจาภายใต้ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทย กับสํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ และการประชุม คณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในนามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะรัฐมนตรี ขอเสนอกรอบเจรจาภายใต้ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับ สํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้ สูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ และการประชุม คณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔

เนื่องจากประเทศไทยจะต้องลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทย กับสํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์และพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ ซึ่งเป็นข้อผูกพันที่ รัฐบาลไทยในฐานะเจ้าภาพจะต้องรับผิดชอบกรอบการจัดเตรียมการประชุมและค่าใช้จ่าย ในการประชุม และเจ้าหน้าที่ผู้จัดประชุม จากการใช้อํานาจรัฐบางประการ จึงเข้าข่าย หนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะต้องเสนอกรอบการเจรจาให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ จึงเรียนมาเพื่อให้รัฐสภาได้พิจารณา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านนริศ ขํานุรักษ์

นายนริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของเพื่อนสมาชิก รัฐสภา ในกรอบเจรจาภายใต้ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสํานักเลขาธิการอนุสัญญา ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ผมคิดว่า โดยข้อตกลงที่มาขออนุมัติต่อรัฐสภาในวันนี้เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องทั่วไปที่ประเทศ ที่เป็นเจ้าภาพจะต้องดําเนินการ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัดประชุม ไม่ว่าจะเป็นเอกสิทธิ์และ ความคุ้มกัน และไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เอกสิทธิ์และ ความคุ้มกันครอบคลุมผู้เข้าประชุม ผู้สังเกตการณ์ และสื่อมวลชน นี่เป็นหลักทั่วไป ประเทศใดเป็นสมาชิกก็สถานที่ เอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบต่อความเสียหาย ประเทศเจ้าภาพจะต้องรับผิดชอบ ทีนี้การประชุมที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ที่ประเทศไทย จะเป็นเจ้าภาพนี่ รัฐบาลต้องยึดหลัก ๒ ประการ

ประการที่ ๑ บทเรียนในอดีตของการจัดการประชุมสําคัญในประเทศ สําหรับการประชุมไซเตสครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมเข้าประชุมมากมาย ทั้งระดับรัฐมนตรี ทั้งระดับ สื่อมวลชนมาจากทั่วโลก เพราะว่ากระแสการอนุรักษ์เป็นกระแสหลักของโลกกระแสหนึ่ง คนเข้าร่วมประชุมจึงมีบทบาทและจะเป็นข่าวคราวทั่วโลก อย่าให้การประชุมประสบปัญหา เหมือนกับที่เคยประชุมสุดยอดผู้นําอาเซียนที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช พัทยา เหมือนในอดีต ซึ่งจะเกิดความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างรุนแรง จึงขอให้รัฐบาลได้ระมัดระวังสําหรับ เรื่องความปลอดภัยในเรื่องที่จะทําให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย ยึดบทเรียนในอดีตไว้ ให้เหนียวแน่นให้มั่นคงและป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อความเสียหายกับผู้เข้าประชุม ผู้สังเกตการณ์ และสื่อมวลชน

ประการที่ ๒ คือหลักการเป็นเจ้าภาพ การเป็นเจ้าภาพไม่เพียงแต่มีบทบาท ในการจัดการประชุมและขออนุมัติเรื่องเอกสิทธิ์ ความคุ้มกัน และความรับผิดชอบ ต่อความเสียหายเท่านั้น เจ้าภาพต้องเป็นตัวแบบในการเข้าร่วมประชุม ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าในระยะเวลาที่เหลือไม่กี่เดือนนี้ประเทศไทยต้องลดความเสียหาย ด้านชื่อเสียงเรื่องเราเป็นประเทศให้ผ่านสัตว์ป่า ค้าสัตว์ป่าอันดับ ๑ ใน ๓ ของโลก ไม่ ๑ ก็ ๒ ไม่ ๒ ก็ ๓ ไม่ประเทศเคนยาก็ประเทศจีนไม่ประเทศจีนก็เราประมาณนี้ มาโดยตลอด การอาสาเป็นเจ้าภาพเราต้องลดเราต้องเลื่อนระดับในความเสียหายนี้ ให้เลยประเทศที่ ๓ ออกไปเป็นประเทศที่ ๔ ประเทศที่ ๕ หรือประเทศไทยเป็นประเทศที่ ไม่มีปัญหาเรื่องสินค้าสัตว์ป่าผ่านทางหรือมีการค้าสัตว์ป่าภายในประเทศ นี่คือสิ่งแรกที่ ประเทศที่เป็นเจ้าภาพต้องทํา เรามีปัญหาเรื่องสัตว์ป่ามาก ทุกวัน ทุกเดือนมีตัวนิ่มจาก ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซียผ่านประเทศไทย ผ่านกรุงเทพมหานคร ผ่านด่าน กว่าจะไปจังหวัดเชียงรายกว่าจะเข้าประเทศจีนได้ผ่านด่านป่าไม้ ผ่านด่านตํารวจเป็นร้อยด่าน แล้วก็ไม่ใช่ตัวเล็ก ๆ เรานํางาช้างเข้ามาในประเทศไทยไม่รู้กี่พันตันนะครับต่อปีนี่แล้วช้างเรานี่ก็ถูกฆ่า ภายในประเทศเพื่อการค้า แล้วเราก็นําช้างจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทย เช่นเดียวกัน ช้างจึงอยู่ในภาวะวิกฤติ เราต้องขจัดปัญหานี้ออกไปให้ได้เพราะคิดว่าทิศทาง ที่ผ่านมาที่ทางกรรมาธิการ ทางรัฐบาลได้ช่วยกันทําก็เป็นแนวอยู่พอสมควร แต่ระยะเวลา ที่เหลือนี่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาเรื่องช้างให้มีมาตรการที่เข้มแข็งมีการเอาผิด มีการลงโทษให้ได้นะครับ นี่เรื่องของสัตว์ป่า

อีกเรื่องหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมได้อ่านพบว่าทางรัฐบาลเตรียมเสนอ ไม้พะยูงเข้ามาในบัญชี ๒ ให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทตามอนุสัญญานี้ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่านี่เป็นข้อเสนอนานแล้วครับและเหมาะสมเห็นด้วยที่จะเสนอไม้พะยูง เข้ามาอยู่ในบัญชีนี้ เพียงแต่ว่าทําไมเราแค่เสนอไม้พะยูงเข้ามาเป็นไม้หวงห้ามในบัญชีไซเตส บัญชี ๒ ไซเตส แต่ว่าในกฎหมายเรานี่เราไม่แก้ไข กฎหมายเรานี่มันมีไม้อยู่ ๒ ประเภท คือไม้หวงห้ามประเภท ก กับไม้หวงห้ามประเภท ข ไม้หวงห้ามประเภท ก คือไม้ทั่วไป รวมกับไม้พะยูงด้วย ไม้หวงห้ามประเภท ข คือไม้ที่ใกล้สูญพันธุ์หายากมีไม้สักกับไม้ยาง เท่านั้น ถ้าเราประสงค์จะให้ไม้พะยูง ซึ่งผมก็ประสงค์ด้วยที่จะให้เป็นไม้หวงห้าม ประเภทสําคัญไม่ให้มีการค้ากับต่างประเทศ ทําไมเราไม่ยกระดับแก้กฎหมายเราให้ไม้พะยูง เป็นไม้หวงห้ามประเภท ข ชนิดเดียวกับไม้สักและไม้ยางเสียด้วย คือเราเป็นเจ้าภาพเราต้อง แก้กฎหมายเรา หรือรัฐมนตรีรับปากก็ได้ครับว่าจะแก้กฎหมายเราให้ไม้พะยูงนี่เป็นไม้ หวงห้ามประเภท ข ชนิดเดียว ระดับเดียวกับไม้สักและไม้ยาง แล้วก็จะไปยืนยันว่าจะไป บรรจุยกระดับเป็นบัญชี ๒ ของอนุสัญญาไซเตสด้วย อย่างนี้ได้ครับ ไม่ใช่ว่าเราเสนอแค่ เอาไม้พะยูงไปอยู่ในบัญชี ๒ ของอนุสัญญาไซเตส แต่ว่ากฎหมายเราไม่แก้ไขไม่เปลี่ยนแปลง ไม้พะยูงยังอยู่ในระดับไม้ธรรมดา ไม้หวงห้ามธรรมดาทั่วไป อันนี้ผมคิดว่ามันไม่สอดรับ ไม่สอดคล้องกัน ถ้าต่างประเทศเขาก็อ่านหนังสือออกนะครับ เขาก็ดูบทบาทของเราอยู่ว่า เราเรียกร้องเฉพาะอนุสัญญาต่างประเทศ แต่ทําไมกฎหมายไทยไม่ทํา ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าไม้พะยูงที่ผมเห็นด้วยนี่เพราะว่าเอฟเอโอ (FAO) ก็ให้ไม้พะยูง เป็นทรัพยากรพันธุกรรมป่าไม้ในลําดับความสําคัญสูงสุด ในไอยูซีเอ็น (IUCN) เขาให้ไม้พะยูง อยู่ในสภาพหายากใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ประเทศ สปป. ลาวนี่หวงห้ามเป็นไม้ใกล้สูญพันธุ์ หวงห้ามเด็ดขาด ประเทศเวียดนามนี่เป็นไม้หวงห้ามใกล้สูญพันธุ์ แต่ประเทศเรานี่ยังเป็น ไม้หวงห้ามธรรมดาอยู่เลยครับ ผมจึงกราบเรียนท่านรัฐมนตรีนะครับว่าขอให้ท่านได้เร่งทํา สําหรับไม้พะยูง เพราะว่าเหตุผลนอกจากมันหายากใกล้สูญพันธุ์แล้วมันมีต้นพะยูงที่เป็น แม่ไม้อยู่ในประเทศไทยเหลืออยู่ประมาณไม่มากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ต้น ตัวเลขที่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชรายงานก็คือสักประมาณ ๖๐,๐๐๐ ต้น ใกล้เคียง กับการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่งแล้ว ๒. รับสั่งของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถึง ๒ ครั้งนะครับ ถึง ๒ ครั้ง ควรแล้วที่จะบรรจุไว้ในบัญชี ๒ รับสั่งถึง ๒ ครั้ง แล้วกระผม กราบเรียนท่านประธานว่าแล้วไม้ชนิดนี้ยังมีความต้องการจากต่างประเทศ ทั้งประเทศเวียดนาม ทั้งประเทศจีนอยู่ ถ้าเราเข้าในบัญชีไซเตสนี่ก็จะทําให้การซื้อขาย เป็นไปไม่ได้มันจะเหลืออยู่ แล้วผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าไม้พะยูงที่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืชกําลังพยายามที่จะปกป้องดูแลไม้พะยูงนี่ผมได้พบ สิ่งไม่ชอบมาพากลอยู่ครับท่านประธาน ผมเรียนไปถึงท่านรัฐมนตรี ยุทธการไม้พะยูง ที่ขอเงินไปรอบแรก ๔๖ ล้านบาท ไปทํายุทธการไม้พยุงและกําลังจะขอรอบที่ ๒ ๒๐๐ ล้านบาท ที่ ครม. ไม่อนุมัติรอบที่ ๒ แต่ใช้ไปแล้วรอบแรกใช้เงินรายได้ของ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ๔๖ ล้านบาท ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยัง รัฐมนตรีว่าท่านสอบสวนเลยครับ สตง. รายงานมายังคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า ไม่เกิดประโยชน์ ส่อทุจริต ใช้งบปกติได้ เอาเงิน ๔๖ ล้านบาทไม่ไปทําอย่างจริงจัง ทํางาน หน้าจอโทรทัศน์อย่างเดียว ป่ายังแหว่งยังหายอยู่เหมือนเดิม ไม้พะยูงถ้าใช้มาตรการแบบนี้ หายอย่างเดียวเพราะว่าทํางานแค่หน้าจอโทรทัศน์ ในป่าไม่ได้เข้าไปดู อัตราการตัดไม้พะยูง ยังเหมือนเดิม ยังไม่ลดลงเลย ผมจึงกราบเรียนท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าช่วยตั้ง กรรมการสอบสวนและเอาผลรายงานจาก สตง. ไปสอบสวนว่าการดูแลไม้พะยูง ยังล้มเหลว ยังไม่ประสบความสําเร็จ และการฟื้นฟูไม้พะยูงหลายหมื่นไร่เมื่อปีที่แล้วก็ ท่านไปดูให้ดี การฟื้นฟูป่าประเทศไทยไม่ว่าพะยูงหรือป่าอื่นยังไม่ประสบความสําเร็จ แล้วก็ ไม้พะยูงเดิมมันไม่ใช่เป็นไม้ในป่า มันอยู่ตามหัวไร่ปลายนา การปลูกฟื้นฟูอีกสักครั้งไม่ใช่ ไปฟื้นฟูในป่า ต้องปลูกในบ้าน ในชุมชน ให้ต้นพะยูงมันเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ในชุมชน ในที่สาธารณะอย่างนี้มันจะอยู่ได้เพราะไม้พะยูงยากมากที่จะเกิดขึ้นในป่าธรรมชาติได้อีก แต่ว่าพยายามเถอะครับในป่าธรรมชาติก็ไม่ขัดข้อง แต่ว่าต้องขึ้นในป่าที่เสื่อมโทรมและ ในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ของชาวบ้าน พื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ พื้นที่โรงเรียน พื้นที่สาธารณะ ผมจึง เห็นด้วยที่จะให้รัฐบาลได้เสนอไม้พะยูงเข้าในบัญชี ๒ ของอนุสัญญาไซเตส แต่ว่ารัฐบาล ต้องแก้ไขกฎหมายในประเทศให้สอดรับกับข้อเสนอนี้ แล้วก็ไม่ขัดข้องที่รัฐบาลจะขอ มาตรา ๑๙๐ เพื่อเตรียมตัวสําหรับการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ รัฐบาลยึดหลัก ๒ ข้อ ข้อ ๑ ยึดหลักบทเรียนในอดีตที่เราเคยมีปัญหาตอนประชุมสุดยอดผู้นําอาเซียน ทําลายความเชื่อถือ ทําลายชื่อเสียงของประเทศ กับข้อ ๒ ยึดหลักการเป็นเจ้าภาพว่าเราต้อง เป็นเจ้าภาพที่ดี เราต้องเป็นตัวอย่าง เราต้องเป็นแบบอย่างในเรื่องของการค้าสัตว์ป่า ในเรื่อง ของการดูแลไม้ที่มีค่าหายากของเรา ผมจึงขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าโดยหลักการ ผมเห็นด้วยกับความตกลงไซเตสในครั้งนี้ กราบขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่าน ส.ว. สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ เชิญครับ

นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา เพชรบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ดิฉันต้องการที่จะอภิปรายในกรอบเจรจาภายใต้ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทย กับสํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ครั้งที่ ๑๖ และการประชุมคณะกรรมาธิการ บริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ กล่าวคือดิฉันเห็นด้วยในการที่รัฐบาลจะไปเสนอตัว เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญา ครั้งที่ ๑๖ หรือที่เรียกว่าไซเตส คอป ๑๖ (CITES CoP16) โดยมีกําหนดจะจัดขึ้นในต้นเดือนมีนาคม ตั้งแต่วันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นั้น ดิฉันเชื่อว่ารัฐบาลคงจะจัดในการเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมนั้นได้ดี เพราะเนื่องจากว่าประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม มาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นในการจัดการประชุมครั้งนี้คงไม่มีปัญหาสําหรับรัฐบาล ดิฉันเชื่อเช่นนั้น สิ่งที่ดิฉันกังวลและตั้งเป็นข้อสังเกตที่จะกราบเรียนให้แก่คณะรัฐมนตรี ซึ่งเสนอกรอบเจรจานี้เข้ามาด้วยเรื่องของผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ จากการจัดประชุมหนนี้ โดยเฉพาะ ๒-๓ เรื่อง

เรื่องแรก ก็คือว่าการเสนอให้ไม้พะยูงเข้าเป็นชนิดพันธุ์ในบัญชี ๒ ซึ่งความเป็นจริงแล้วดิฉันอยากให้จัดให้ไม้พะยูงเข้าเป็นชนิดพันธุ์ในบัญชี ๑ ด้วยซ้ําไป แต่แน่นอนคงทําเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเนื่องจากว่าไม้พะยูงยังมีการค้าระหว่างประเทศ ถ้าเราขืนให้ไม้พะยูงเป็นบัญชี ๑ ดิฉันเชื่อว่าเราคงเอาไม้พะยูงเข้าไปจดในบัญชี ๑ คงไม่ได้ เด็ดขาด ไม่มีเพื่อนบ้าน ไม่มีประเทศสมาชิกภาคีใดให้เราทําสัญญาเช่นนั้น เพราะฉะนั้น เพื่อยังมีการค้าอยู่ก็แน่นอนต้องเข้าไปสู่ในบัญชี ๒ ดิฉันก็พอจะรับได้ เพราะดีกว่าไม่มีบัญชี ใด ๆ เลยในการที่ไม้พะยูงซึ่งเป็นไม้หายากดั่งที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งดิฉัน ได้ลงพื้นที่ในเขตอีสานใต้ในป่าสงวนแห่งชาติในอีสานใต้หลายจังหวัดไม่มีไม้พะยูงเหลืออีกแล้ว นอกจากในเขตอุทยานแห่งชาติเท่านั้นที่ยังพอมีเหลืออยู่บ้าง ซึ่งไม้พะยูงนั้นโตช้ามาก ๑ ปีสามารถโตได้เพียงแค่เซนติเมตรเดียวเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นความที่หายากจึงเป็นไม้มีค่า ของหายากเป็นของมีค่าเสมอแล้วเป็นที่นิยม เพราะฉะนั้นแน่นอนเป็นที่หมายปอง เป็นการค้าข้ามชาติที่เราท่านทั้งหลายในประเทศไทยย่อมรู้อยู่แล้ว ข่าวคราวออกเสมอ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวจังหวัดสกลนคร ชาวจังหวัดมหาสารคาม ที่ต้องบอกว่า ต้องนอนร้องไห้ทุกคืนที่เห็นการตัดไม้ทําลายป่าโดยเฉพาะไม้พะยูง ทนไม่ได้ต้องมาร้องทุกข์ อะไรทํานองนั้น ซึ่งเหมือนที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้กล่าวไปแล้วว่าประเทศไทยทําไมจึงไม่จัด ไม้พะยูงให้เป็นไม้หวงห้ามชนิดพิเศษ เช่นเดียวกับไม้สักกับไม้ยางนา ซึ่งแม้จะขึ้นในที่ที่เป็น ที่ดินของตัวเองก็ตัดไม่ได้ แต่นี่ไม่มีเลย ปล่อยให้ไม้พะยูงเป็นไม้ที่ธรรมดา ๆ สามารถตัดได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นที่ดินของตัวเองสามารถตัดได้เลยทํานองอย่างนั้น แน่นอน ก็เกิดการค้า การลักลอบอย่างมหาศาลอย่างที่เราท่านเห็นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันกังวล ในเรื่องนี้ แต่ก็ยังดีที่รัฐบาลได้เห็นความสําคัญได้จัดที่จะเข้าไปสู่ไซเตสอยู่ในบัญชี ๒

เรื่องที่ ๒ ที่ดิฉันกังวลก็คือการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมบอกว่าผลประโยชน์ที่เราจะได้ก็คือการที่อยากจะปรับลดบัญชีของจระเข้น้ําจืด และจระเข้น้ําเค็มจากบัญชี ๑ ลงมาเป็นบัญชี ๒ เพื่อให้ข้อจํากัดมันน้อยลง ดิฉันไม่เข้าใจ ดิฉันไม่เห็นด้วย เรากําลังกลัวว่าสัตว์ป่า พืชป่าที่มันจะสูญพันธุ์ เราต้องเข้าสู่กระบวนการ ที่เป็นอนุภาคีเครือข่าย แล้วเหตุไฉนจึงจะไปลดบัญชีให้มันอยู่บัญชี ๒ เสียข้อจํากัดจะได้ ลดน้อยลงเพื่อการส่งออก ท่านประธานที่เคารพ ท่านทราบไหมว่าจระเข้น้ําจืดนั้น ที่ตามธรรมชาติในประเทศไทยขณะนี้มีแห่งเดียวคือที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ณ จังหวัดเพชรบุรี แล้วน่าเสียดาย ทําไมท่านทราบไหมคะ กลายเป็นจระเข้ตัวเมียอย่างเดียว วางไข่ออกมาแล้วไม่สามารถฟักออกมาเป็นตัวได้ นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงว่าเป็นภัยอันตราย ถึงความที่มันจะสูญพันธุ์อย่างแน่นอน อย่างนี้แล้วเราจะไปลดบัญชีได้อย่างไร ถ้าถามว่าจระเข้ในประเทศไทยทั้งน้ําจืดและน้ําเค็ม มีเยอะไหม ไม่เยอะเลย ไม่เยอะเลยจนท่านคิดที่จะทําหนังจระเข้หรือแปรรูปผลิตภัณฑ์ จากหนังจระเข้ส่งออกไปขาย ดิฉันไม่เห็นด้วย นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงว่าเรานี้ยังมีการทารุณ ต่อสัตว์ป่าอย่างมหาศาลนะคะ เรามีสินค้าที่จะส่งออกอีกเยอะแยะมากมาย ทําไมจะต้องมาเอา รายได้จากการที่ต้องเอาหนังของจระเข้ทั้งน้ําจืดและน้ําเค็มซึ่งหายากไปขายเป็นผลิตภัณฑ์ ดิฉันไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นดิฉันไม่อยากที่จะให้รัฐบาลต้องพูดถึงว่า ผลประโยชน์ที่ท่านจะได้มันเป็นเรื่องที่มาจากตรงนี้ แล้วท่านจะลดบัญชีจาก ๑ เป็น ๒ ดิฉันขอให้รัฐบาลตระหนักในเรื่องนี้ว่าไม่เห็นด้วย แล้วสิ่งที่ดิฉันอยากจะฝากเพิ่มเติมก็คือว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ตระหนักถึงสัตว์ป่าชนิดหนึ่งที่เราเรียกว่าช้าง ช้างแม้ในวันนี้ท่านทั้งหลายยังเห็นว่ายังไม่ใกล้จะสูญพันธุ์ แต่ช้างเป็นสัตว์ป่าที่มีความสําคัญ ต่อประเทศไทย เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง เป็นสัตว์สัญลักษณ์ของชาติ แต่ไม่มีรัฐบาลใดสมัยใด ที่เอาใจใส่ต่อสัตว์ป่าชนิดนี้เลยแม้แต่นิดเดียว เราจึงเห็นเราจึงได้ยินกรณีของช้างป่าที่ถูกฆ่าตาย ออกมาจากป่าเพราะไม่มีอาหาร เราจึงเห็นมนุษย์ทําการฆ่าช้างอย่างโหดเหี้ยมทารุณ ต่อสัตว์ป่าซึ่งเป็นข่าวคราวมากมาย เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่น่าสะเทือนใจ ดิฉันอยากให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ตระหนักในเรื่องนี้ แล้วก็ยื่นมือเข้ามาดูแล ทํามาตรการง่าย ๆ ที่ดิฉันเชื่อว่ารัฐบาลทําได้ไม่ยากเลย แล้วในอนาคตอาจจะเอาช้างจัดให้เป็น ไซเตสในภายภาคหน้า สิ่งนั้นก็คือการแก้กฎหมาย อย่าให้ช้างเป็นสัตว์พาหนะ โดยเมื่อ ปลดล็อกไม่ให้ช้างเป็นสัตว์พาหนะ ช้างก็จะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองโดยอัตโนมัติ เมื่อช้างเป็น สัตว์ป่าคุ้มครองก็จะไม่เกิดปัญหาวิกฤติของช้างไทยที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ที่เราจะเห็น มีการลักลอบจับช้างป่าไปเป็นช้างบ้าน เกิดปัญหาช้างป่า ช้างบ้าน แล้วปัญหาที่มากก็คือ การเป็นเจ้าของช้าง เพราะช้างมีมูลค่ามหาศาล แล้วเราก็จะไม่เห็นภาพที่ช้างต้องมาเร่ร่อน เราก็จะไม่เห็นภาพที่น่าอนาถจากการที่ช้างถูกฆ่าตาย ถูกรังแกมากมาย เพราะฉะนั้นดิฉัน จึงฝากท่านประธาน กราบเรียนไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมว่าอย่างน้อยท่านได้คิดที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมไซเตส ครั้งที่ ๑๖ นี้ ก็ฝากให้ท่านคิดถึงว่าสิ่งที่เราไม่ควรจะเสียก็อย่าให้เสีย อย่าให้เกิดปัญหาต่อประเทศ โดยเฉพาะสัตว์ป่าที่เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรา ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กรอบเจรจาภายใต้ร่างความตกลง ระหว่างรัฐบาลไทยกับสํานักเลขาธิการอนุรักษ์สัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสามัญภาคี อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ ท่านประธานครับ ผมยินดีด้วยกับรัฐบาลที่ได้เสนอตัวเป็นประธานจัดการประชุมในครั้งนี้ ผมดูในรายละเอียดแล้วใช้งบประมาณประมาณ ๒๑ ล้านบาท เงิน ๒๑ ล้านบาท กับธุรกิจการค้าสัตว์ระหว่างประเทศเฉพาะจระเข้ปีหนึ่งเราก็ได้เงินนําเข้า ได้เงินตราต่างประเทศ ปีหนึ่งก็หลายพันล้านบาท ท่านประธานครับ ในการจัดงานประชุมครั้งที่ ๑๖ นั้น ผมอยากจะเสนอให้ประเทศไทยได้นําเอานกปรอดหัวจุกที่มีวงจรชีวิตตั้งแต่ไข่ไปจนถึง อายุ ๑ เดือน อายุ ๖ เดือน อายุ ๑ ปี ไปจนถึงขบวนการค้านกปรอดหัวจุก กระบวนการ รับรองฟาร์ม จนถึงการสาธิตการประกวดนกปรอดหัวจุกในการจัดงานด้วย เพื่อให้นกปรอดหัวจุก ซึ่งคนไทยมีความเชี่ยวชาญในการเลี้ยง แล้วก็จําหน่ายส่งออกต่างประเทศ วันนี้ยังมีปัญหาว่า บางคนเป็นรายเล็กรายน้อยก็ยังถูกจับ ถูกปรับ ทําให้เป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงนกปรอดหัวจุก

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของเสือ ในประเทศไทยมีการเลี้ยงเสืออยู่หลายฟาร์ม เสือก็คือแมวตัวใหญ่ เวลาคลอดลูกคลอดลูกทีละ ๕ ตัว ๑๐ ตัว แต่ตัวหนึ่งเป็นล้านบาท ท่านประธานครับ ถ้าการเลี้ยงเสือในประเทศไทยได้มาจัดแสดงในการประชุมครั้งที่ ๑๖ นี้ด้วย เอาตั้งแต่เสือที่เกิดมา ๑ เดือน ๓ เดือน ๖ เดือน จน ๕ ปี ๑๐ ปี เป็นวงจรชีวิตเสือที่เลี้ยง ในประเทศไทย จะทําให้ทั่วโลกได้เข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงเสือที่ถูกต้องตามกฎหมาย ถือว่าเป็นธุรกิจที่ดีมาก เลี้ยงโชว์นักท่องเที่ยวและเลี้ยงเป็นธุรกิจ ตัวเสือทั้งตัวเป็นประโยชน์ ทั้งหมด แม้แต่กระดูกเสือก็เป็นยาบํารุงกําลังสําหรับท่านชาย

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องงูสวยงาม งูสวยงามนั้นปรากฏว่ามีการนําเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ปีหนึ่งเป็นพัน ๆ ตัวครับ ท่านประธานครับ แต่เมื่อออกลูก ออกหลานในประเทศไทยแล้วไม่สามารถที่จะส่งงูมีชีวิตออกนอกประเทศได้ เพราะติดขัดกับ มติคณะรัฐมนตรี ปี ๒๕๓๓ ในขณะนั้นเกิดมีหนูนาระบาดทั่วภาคกลางและทั่วประเทศ เป็นความเข้าใจว่าการที่หนูนาระบาดนั้นเพราะว่าคนไทยจับงูไปขายต่างประเทศ นี่คือความเข้าใจของคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้น ท่านประธานครับ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ ห้ามส่งงูมีชีวิตออกนอกประเทศเพราะว่าเอาไว้กําจัดหนู อันนี้ก็ตลกเหมือนกันนะครับ ท่านประธาน จนทําให้วันนี้งูทุกชนิดที่นําเข้าจากต่างประเทศไม่สามารถส่งออกนอกประเทศได้ มีการลักลอบค้าส่งออกนอกประเทศเป็นล่ําเป็นสันแต่รัฐบาลไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ท่านประธานครับ อยากจะฝากทางรัฐบาลและท่านรัฐมนตรีว่าช่วยไปแก้มติคณะรัฐมนตรี ปี ๒๕๓๓ ที่ห้ามส่งงูมีชีวิตออกนอกประเทศ ผมขอเสนอแนะให้แก้ไขว่างูที่มีท้องถิ่นหรือ พื้นเพอยู่ในประเทศไทยห้ามส่งออกได้ อันนี้ห้ามส่งออกเพราะว่าเป็นงูประเทศไทยเอาไว้ กําจัดหนูอย่างที่คณะรัฐมนตรีคิด แต่งูที่เป็นงูจากต่างประเทศ สายพันธุ์ต่างประเทศ ที่นําเข้า จากต่างประเทศนั้นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติให้ส่งออกได้ และเลี้ยงในประเทศไทยได้ อันนี้จะทําให้ธุรกิจเลี้ยงงูสวยงามในประเทศไทยจะเติบโตขึ้น ที่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เฉพาะงูบอลไพธอน งูบอลไพธอนก็คืองูหลามทอง วันนี้มีหลายสีมาก หลายแบบ มีเป็นร้อย ๆ ชนิดคือเป็นร้อย ๆ สปีชีส์ (Species) ที่ผสมพันธุ์ขึ้นมาใหม่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ขายงูหลามปีหนึ่ง ๓,๐๐๐ ล้านบาทเป็นอย่างน้อย แล้วมีฟาร์มขนาดใหญ่เป็นพัน ๆ ฟาร์ม ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในประเทศไทยนั้นมีฟาร์มขนาดใหญ่อยู่ ๑๐ ฟาร์ม แล้วก็ฟาร์ม ขนาดเล็กเป็นร้อย ๆ ฟาร์ม อยากจะให้ทางคณะรัฐมนตรีได้ใส่ใจเรื่องสัตว์เลี้ยงที่เป็นธุรกิจ คืออนาคตธุรกิจของประเทศไทย ดังนั้นในการประชุมครั้งที่ ๑๖ อยากจะให้คณะรัฐมนตรี ได้จัดให้มีการอนุมัติให้การสาธิตนกปรอดหัวจุก สาธิตการเลี้ยงจระเข้ สาธิตการเลี้ยงงูสวยงาม สาธิตการเลี้ยงเสือ เพื่อจะให้การประชุมครั้งนี้ได้โด่งดังไปทั่วโลก และประกาศให้โลกรู้ว่า ประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าหายากเป็นล่ําเป็นสันเป็นธุรกิจแล้ว ทางไซเตสจะได้เห็น แล้วก็จะได้อนุมัติให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่สามารถเลี้ยงเสือ เลี้ยงนกปรอดหัวจุก เลี้ยงงูสวยงามได้ ก็กราบเรียนท่านประธานและท่านรัฐมนตรีช่วยพิจารณาด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวัชระ เพชรทอง เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ที่รัฐบาลได้มาเสนอกรอบการเจรจาเรื่องไซเตส ซึ่งพี่น้องประชาชนทางบ้านอาจจะยังงงหรือบางท่านอาจจะไม่เข้าใจว่าไซเตสคืออะไร ท่านประธานครับ ผมขอขอบคุณกลุ่มงานบริการวิชาการ สํานักวิชาการ สํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้ทําเอกสารชี้แจงให้กับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาและได้อธิบายไว้ชัดเจนครับว่า ไซเตสนั้นคืออนุสัญญาว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ องค์กรนี้เริ่มมีแนวความคิดตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๐๓ และจัดตั้งองค์กร เมื่อ ๒๕๑๖ ประเทศไทยให้การรับรองเมื่อ ๒๕๑๘ และให้สัตยาบันเมื่อ ๒๕๒๖ สมัย ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นสมาชิกลําดับที่ ๗๘ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ซึ่งจะมี ผู้เข้าร่วมประชุมจาก ๑๗๕ ประเทศ ประมาณ ๒,๐๐๐-๒,๕๐๐ ท่าน เดินทางจากทั่วโลก มาประเทศไทย ในช่วงวันที่ ๒-๑๕ มีนาคมปีหน้านี้ ท่านประธานครับ วันที่ ๒-๑๕ มีนาคม ใช้เงินไม่มากแค่ ๒๐ กว่าล้านบาท แต่เป็นภาพพจน์ของประเทศและต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าเมื่อมีชาวต่างชาติจากทั่วโลกมาที่ประเทศไทย ต้องกราบเรียนไปยังท่านรัฐมนตรี เพื่อประสานงานไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติขอร้องบรรดาโจรทั้งหลายให้หยุดทําการชั่วคราว ท่านประธานครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าประเทศของเรานั้นเมื่อนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวซึ่งมาเป็นทางการมาประชุมในประเทศไทย ถ้าหากเราไม่สามารถที่จะหยุดยั้ง ปัญหาดังกล่าวได้ก็จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในที่สุด และในประเด็นนี้ซึ่งไซเตสนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ป่าและพืชป่า ถ้าองค์กรสมาชิกถามถึงเจ้าภาพว่าประเทศไทยนั้น เคยมีข้าราชการซึ่งส่งเสือโคร่งไปยังประเทศจีนจํานวนนับร้อยตัว แล้วประเทศไทยทําอย่างไร แล้วถ้าเขาถามต่อไปว่าเมื่อ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแล้วคนคนนั้นจะต้องทําอย่างไร แล้วถ้าเขา ถามต่อไปอีกว่าคนคนนั้นปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลชุดนี้มีนโยบาย มีแนวทางอย่างไร จะให้ส่งเสือโคร่งไปประเทศจีน ไปฆ่าที่ประเทศจีนอีก ๑๐๐ ตัวเหมือนที่ ผ่านมาหรือไม่ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วงและกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ และคนคนเดียวกันนี้ก็ยังใช้อาวุธสงครามยิงศีรษะจระเข้คือยิงหัวจระเข้ตายนับสิบตัว ปรากฏภาพข่าวไปทั่วโลก ถ้าองค์กรสมาชิกถามว่าทําไมคนคนเดียวกันสามารถใช้ อาวุธสงครามยิงหัวจระเข้ตายนับสิบตัว ส่งเสือโคร่งไปยังประเทศจีน ไปฆ่าที่ประเทศจีน นับร้อยตัวทําไมถึงยังไม่มีความผิด รัฐบาลเจ้าภาพจะตอบประเทศสมาชิกว่าอย่างไร ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะอภิปรายและอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในการที่จะอนุรักษ์สัตว์ป่าต่าง ๆ และถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะเสนอ เรื่องหมาไทยครับท่านประธาน คือสุนัขไทยบรรดาพันทางทั้งหลายนี่ละครับก็ควรที่จะ อนุรักษ์ไว้และห้ามส่งออกไปต่างประเทศ ถ้าพ้นแม่น้ําโขงไปเมื่อไรนั่นหมายถึงว่า หมาก็กลายเป็นอาหารของชนชาติที่ชอบรับประทานเนื้อหมาเป็นอาหาร ท่านประธานครับ หมาไทย หรือสุนัขไทย หรือสุนัขพันธุ์ทาง แม้ว่าจะเห็นอยู่เป็นจํานวนมากในชุมชนต่าง ๆ แต่เราก็ต้องยอมรับครับว่าเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ที่สุดของคนไทย และถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่จะ อนุรักษ์พันธุ์หมาไทยเอาไว้ด้วย นอกจากนี้เรื่องควายน้ําที่จังหวัดพัทลุงครับ ควายน้ํา ที่ทะเลสาบลําปํา จังหวัดพัทลุง นับวันก็หายากขึ้นทุกขณะก็ควรที่จะอนุรักษ์ไว้ด้วย เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ มีเพื่อนสมาชิกบางท่านก็ได้พูดไปแล้วเรื่องของช้างป่าที่ถูกฆ่าตาย ในอุทยานแห่งชาติ กราบเรียนไปยังท่านรัฐมนตรีปรีชาที่เคารพยิ่ง ปรากฏว่าคนที่ไปฆ่าช้างป่าตาย เพื่อเอางานั้นไม่ใช่ใครอื่น เป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงของท่าน และปัจจุบันท่านก็ควร ที่จะชี้แจงต่อรัฐสภาให้ทราบด้วยว่าคดีนี้ไปถึงไหนแล้ว และท่านได้มีการลงโทษ อย่างเฉียบขาดหรือไม่ อย่างไร หรือยังคงปล่อยให้ลอยนวลเป็นเจ้าหน้าที่ในกระทรวง ของท่านอยู่ต่อไป เพราะถ้าบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบกลับไปกระทําการเสียเอง โทษก็ควร จะหนักกว่าบุคคลธรรมดา ๒-๓ เท่า สิ่งที่ผมได้อภิปรายกราบเรียนท่านประธานคือสิ่งที่ผม เป็นห่วง และในกฎเกณฑ์ของการที่จะมาจัดการประชุมในประเทศไทยนั้นยังมีข้อหนึ่ง ซึ่งท่านนริศ ขํานุรักษ์ ได้กล่าวไปแล้วก็คือว่าบุคคลที่มาประชุมกันในประเทศไทยนั้นจะต้อง ละเมิดมิได้ ท่านประธานคงจําได้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการชุมนุมของบุคคลบางกลุ่มที่พัทยา ที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีช รีสอร์ท มีการล้มการประชุมอาเซียนในรัฐบาลของท่านอาจารย์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําแต่ละประเทศหนีกันกระเจิดกระเจิง เพราะอะไรครับ เพราะคนกลุ่มนั้น คิดว่าการล้มการประชุมอาเซียนได้เป็นชัยชนะของพวกเขา แต่เป็นความสูญเสียของประเทศ สูญเสียภาพลักษณ์ของประเทศ เช่นกันครับการประชุมไซเตสที่จะมีขึ้นในวันที่ ๒-๑๕ มีนาคมปีหน้า ถ้ามีกลุ่มบุคคลไปประท้วงแล้วล้มการประชุมดังกล่าว ท่านจะมีมาตรการ ในการป้องกันและแก้ไขอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ เรื่องของการอนุรักษ์สัตว์ป่านี้ ไม่ใช่เฉพาะที่ไซเตสเท่านั้น ในการประชุมไอปา (AIPA) คือการประชุมรัฐสภาของ กลุ่มประเทศอาเซียน ๑๐ ประเทศ ซึ่งมีท่านประธานได้กรุณาร่วมเดินทางไปในพิธีเปิด ที่เกาะลอมบอก ประเทศอินโดนีเซีย การประชุมของไอปาโดยมีท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ ก็ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องของการอนุรักษ์สัตว์ป่า ซึ่งเขาใช้ชื่อย่อว่าเว็น (WEN) ท่านประธานครับ ในเอเชียของเราก็มีการพูดกันในเรื่องนี้ และต้องการที่จะให้ประเทศไทยนั้น ได้หลุดพ้นจากการเป็นตลาดส่งออกสัตว์ป่าที่ใหญ่ ๑ ใน ๓ ของโลก อยากให้ประเทศไทยนั้นได้หลุดพ้นจากการเป็นตลาดส่งออกสัตว์ป่าที่ใหญ่ ๑ ใน ๓ ของโลก ท่านประธานที่เคารพ ถ้าประเทศของเรายังมีการลักลอบนําเข้างาช้างและมีการลักลอบ ในการฆ่าช้างป่าและส่งออกซึ่งช้างป่าปัญหาก็จะไม่จบสิ้น ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้น จากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ เกิดขึ้นจากความเห็นแก่ตัวของข้าราชการบางฝ่าย บางคน ที่เห็นแก่เงิน เห็นแก่อามิสสินจ้าง เพราะช้างตัวโต ๆ ไม่สามารถเล็ดลอดตาของมนุษย์ ได้อย่างแน่นอน แต่ที่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้นั้นก็เป็นเพราะว่ามีข้าราชการ รับสินบน แม้กระทั่งเพื่อนหมาก็คือสุนัขทั้งหลายที่ถูกลักลอบส่งออกบริเวณตามแม่น้ําโขง ถ้าเจ้าหน้าที่ตํารวจบริเวณจังหวัดชายแดนแม่น้ําโขงทั้งหมดไม่รับสินบาทไม่คาดสินบน หมายถึงตํารวจบางคน น้องหมาก็จะไม่ได้ออกนอกประเทศ ท่านประธานครับ นี่เป็นปัญหา สําคัญยิ่ง และกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีปรีชาที่ซึ่งทํางานได้อย่างดี อยู่แล้วแต่ควรที่จะดูแลสวัสดิภาพ สวัสดิการของสัตว์ป่าในประเทศไทย อย่าปล่อยให้ ข้าราชการบางคนได้ประพฤติปฏิบัติเยี่ยงที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ท่านประธานครับ ผมในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภาขอสนับสนุนกรอบการเจรจาฉบับนี้ที่รัฐบาล ได้เสนอมา ขอขอบคุณ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ส.ว. นฤมล ศิริวัฒน์

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันยังมีความไม่เข้าใจชัดเจนถึงการที่เราจะต้องนํากรอบเจรจา ภายใต้ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือที่เราเรียกย่อ ๆ ภาษาฝรั่งว่าไซเตส วันนี้ถ้าเพื่อนสมาชิกได้กรุณาอ่านจดหมายที่เป็นจดหมายนํา ลงนามโดยท่านยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ที่ นร ๐๕๐๓/๒๔๓๑๕ ถ้าอ่านให้ดี ๆ ค่ะท่านประธาน ท่านจะเห็นทันทีเลย ว่าวันนี้เป็นการนําเสนอกรอบที่เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญของประเทศที่เป็นสมาชิก ของไซเตสนี่ค่ะ ไม่ใช่เป็นเรื่องรายละเอียดของการที่จะต้องไปเอาอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็น ไม้หรือสัตว์ป่า พันธุ์พืชหายากหรือใกล้สูญพันธุ์เข้ามาขึ้นทะเบียนไม่มี ไม่ใช่เรื่องนั้นนะคะ ท่านประธาน วันนี้เป็นเรื่องที่ทางคณะรัฐบาลหรือรัฐมนตรีเสนอเอาเรื่องที่จะขอเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมเข้ามาในสภาของเรา ซึ่งคําถามก็คือว่าต่อไปรัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร จะจัดการประชุมอะไรก็แล้วแต่จะต้องเอาเรื่องที่จะต้องประชุมเข้ามาให้เรานี่ ให้ความเห็นชอบไปทุก ๆ เรื่องหรือเปล่าคะ นั่นคือคําถามที่ ๑ นะคะท่านประธาน

คําถามที่ ๒ เวลาไปประชุมที่อื่นในเรื่องนี้ ประเทศอื่น ๆ เขาทําตามเงื่อนไข ที่ท่านได้ขอเข้ามาในท้ายของจดหมายนี้หรือเปล่าคะ เพราะถ้าเพื่อนสมาชิกกรุณาเปิดดู หนังสือที่ดิฉันได้กล่าวถึงนี่ค่ะ ขอให้เรารับผิดชอบค่าใช้จ่ายนะคะ บอกว่าจัดการประชุม สมัยภาคีอนุสัญญา ครั้งที่ ๑๖ และข้อปฏิบัติด้านการเงิน คือเราจะต้องรับผิดชอบในส่วนต่าง อะไรก็แล้วแต่ที่เขามีเงินมาแล้วจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั่นค่ะ นั่นคือส่วนหนึ่ง รัฐบาลไทยรับผิดชอบค่าขนย้ายเรื่องของอื่น ๆ ใด ๆ มากมายเลย นั่นคืออยู่ส่วนหนึ่ง ส่วนที่ ๒ ที่สําคัญที่ไม่ใช่เงินตราแต่อาจจะเป็นข้อผูกพันที่จะนําไปสู่เรื่องของเงินตรา และความรับผิดชอบของรัฐบาลไทยได้ก็คือเรื่องของเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ท่านประธานคะ เพื่อนสมาชิกที่รักโปรดหยิบหนังสือนํานี้ขึ้นมาอ่านค่ะ ๒.๑ รัฐบาลไทยจะต้องดําเนินการ เพื่อให้ความคุ้มกันจากกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับคําพูดหรือข้อเขียนและ การกระทําต่าง ๆ ในระหว่างการประชุมให้แก่ผู้คนที่เข้ามาร่วมประชุมหรือสังเกตการณ์ ที่จะมีทั้งส่วนที่เป็นเอ็นจีโอ (NGO) ส่วนที่เป็นตัวแทนจากสหประชาชาติ พวกที่เป็นรัฐภาคี จากรัฐสภา ท่านประธานคะ ตามไปอีกนิดหนึ่งค่ะ ความรับผิดชอบต่อความเสียหายในข้อ ๓ ซึ่งจะต้องมีถึง ๖ ประการ รัฐบาลไทย จะต้องรับผิดชอบหมดเลยค่ะ รับผิดชอบต่อการปฏิบัติการใด ๆ ในการเรียกร้องหรือ ความต้องการอื่น ๆ ที่ต่อต้านสํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานซึ่งอาจจะเกิดขึ้น แปลความว่าถ้าเกิดมีเอ็นจีโอจากต่างประเทศเข้ามาแล้วต่อต้านอย่างแรง เพราะประเทศไทย ก็ถือว่ามีชื่อเสียงมากในเรื่องของการทําสิ่งอย่างนี้ที่มันผิดกับความต้องการของโลก เกิดมีใครตาย เกิดมีอะไรขึ้นมา การประชุมล้มเลิกเราจะต้องรับผิดชอบ ประเด็นก็คือว่าแม้กระทั่ง การเดินทางของเจ้าหน้าที่เข้ามาโดยการคมนาคมหรือบริการที่รัฐบาลไทยจัดให้ ถ้าเขาเป็นอะไรขึ้นมาเราต้องรับผิดชอบด้วย ดิฉันถามว่ามันจะต้องมากขนาดนั้นเลยหรือคะ ในการที่จะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการ ดิฉันเกือบจะบอกว่าแข่งขันแล้วนะคะ เพราะท่านรัฐมนตรีชุมพลของดิฉันนั่งอยู่ที่นี่ จัดการประชุมนี่นะคะ เราต้องทําอย่างนั้นหรือคะ และเอกสารที่เตรียมให้เขามาพาให้คนสงสัยและหลงทางไปหมดเลยค่ะว่าจะต้องขึ้นทะเบียน ไม้พะยูง บัญชี ๒ อันที่จริงแล้วน่าจะขึ้นบัญชี ๑ ด้วยซ้ําไปนะคะ จะต้องไปดูแลเรื่องสัตว์ เรื่องอะไร ๆ ก็แล้วแต่ที่ทําถูก ทําการค้าอย่างผิดกฎหมาย เอกสารที่ส่งประกอบเข้ามา ก็ทําให้เกิดความสับสน มันไม่ใช่เรื่องนั้นนะคะ วันนี้แค่ขอเรื่องของกรอบให้เขามาประชุม ที่บ้านเรา รับผิดชอบและคุ้มครองดูแลเขาในเรื่องความเสียหาย เรื่องเอกสิทธิ์ ท่านคุ้มครอง เขาไหวหรือคะ และรัฐบาลจะต้องทําอย่างนี้ตลอดไปไหมคะ ต่อไปมีการประชุมอะไร ก็แล้วแต่ที่ว่านี่ ดิฉันขออนุญาตตั้งคําถามก่อนค่ะ ดิฉันคิดว่าการที่รัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร ก็ต้องมีอํานาจในการที่จะตัดสินใจแล้วคิดว่าจะดําเนินการในเรื่องใด ๆ ได้ อย่าโยนเข้ามา ในสภาทุกเรื่องเพราะความไม่แน่ใจว่าจะเข้ามาตรา ๑๙๐ หรือไม่ อันนี้ไม่ใช่เลยค่ะ ถ้าเพื่อนสมาชิกหลายคนลองอ่านดูจะเห็นเลยว่าไม่ใช่แน่นอนค่ะ ดิฉันก็ขออนุญาต แสดงความเห็นแล้วก็ความสงสัยไว้เท่านี้ก่อนนะคะ ถ้าสมมุติว่าทําต่อทําแบบนี้ ครั้งหน้าจะต้องทําอย่างนี้ต่อไปไหม แล้วการรับผิดชอบทั้งหลายที่วันนี้ได้เซต (Set) หรือว่า ได้ตั้งบรรทัดฐานไว้จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปหรือไม่ กราบเรียนถามท่านรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานไปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอชลน่านครับ แล้วตามด้วยท่านสมบูรณ์ แล้วก็อาจารย์พีรพันธุ์

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้ง จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะให้ความเห็นต่อกรณี ที่คณะรัฐมนตรีโดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านรัฐมนตรีปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้นําเสนอต่อท่านประธาน และรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ประเด็นที่ขอความเห็นชอบใช้ชื่อว่ากรอบเจรจาภายใต้ ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ที่เขาใช้ตัวย่อเป็นภาษาอังกฤษว่าไซเตสนะครับ เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ นี่คือกรอบที่คณะรัฐมนตรีเสนอเข้ามา มาขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา ผมเองต้องกราบขอบคุณท่านนฤมล ศิริวัฒน์ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ที่มีข้อสงสัย และมีความใส่ใจในประเด็นที่นําเสนอต่อรัฐสภาในเรื่องนั้น กระผมเองหลังจาก ที่ได้รับหนังสือตรวจสอบดูรายงานแล้วมีข้อสงสัยอย่างนั้นเช่นกันว่าการขอจัดประชุม ในกรุงเทพมหานครจําเป็นต้องมาผ่านรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ หรือใส่เครื่องหมายคําถาม หลายคําถามเลย ผมเองได้ไปตรวจสอบในรายละเอียดทั้งหมด โดยสรุปแล้ว ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ สาระข้อเท็จจริงแล้วมีเหตุผลความจําเป็นนะครับ ที่จะต้องมาผ่านรัฐสภาให้ความเห็นชอบในกรอบนี้และต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ด้วยนะครับ สิ่งที่ผมยอมรับนะครับว่ามันเป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ ก็คือว่าการที่รัฐบาลไทยเราเองในฐานะ ที่เป็นภาคีของสมาชิกไซเตสนี่นะครับ เราเป็นลําดับที่ ๘๐ ขณะนี้มีทั้งหมด ๑๘๕ ประเทศ เราเป็นลําดับที่ ๘๐ มีสัตยาบันมีผลผูกพันตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๒๖ เราเป็นสมาชิกนะครับ ความเป็นสมาชิกของเรานี่เราได้รับเกียรติอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๔๗ ครับ เราได้เป็นเจ้าภาพ จัดประชุมระหว่างภาคีของสมาชิกไซเตสที่กรุงเทพมหานครเมื่อปี ๒๕๔๗ สิ่งที่ผมเอง มีความสนใจแล้วก็ลงไปดูในรายละเอียด ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๔๗ สมัยรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๗ เป็นปีที่ ๕๙ ในรัชกาลปัจจุบันของเรา มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้ชื่ออย่างนี้ครับท่านประธาน พระราชบัญญัติ คุ้มครองการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๓ ในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๗ สาระของกฎหมายฉบับนี้ มีอยู่ ๕ มาตราเองครับ แต่มาตราที่สําคัญคือเป็นการให้การคุ้มครองเพื่อให้การคุ้มครอง การประชุม

มาตรา ๔ ขออนุญาตท่านประธานอ่าน เพื่อให้การคุ้มครองการประชุม ภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๓ ในประเทศไทยบรรลุตามวัตถุประสงค์ ให้บุคคลดังต่อไปนี้ที่เข้าร่วมและปฏิบัติ หน้าที่ในการประชุมดังกล่าวได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามที่ระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลไทยและสํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ เรื่องการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๓ ซึ่งทําขึ้นเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๗

หมายความว่าข้อตกลงนั้นได้ทําไปแล้วเขาเลยให้เอกสิทธิ์คุ้มครอง โดยตรากฎหมายมารองรับก็ระบุผู้ที่จะได้รับการคุ้มครองไป

(๑) ผู้แทนของรัฐภาคีอนุสัญญาที่ได้รับแต่งตั้งโดยถูกต้อง

(๒) ผู้สังเกตการณ์และคณะเจ้าหน้าที่ขององค์การสหประชาชาติ ทบวงการชํานัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ผมขีดเส้นใต้นะครับ ทบวงการชํานัญพิเศษ แห่งสหประชาชาติ และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ รวมไปถึงผู้แทนของรัฐอื่น ที่มิได้เป็นภาคีอนุสัญญาที่เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์

(๓) หน่วยงานหรือองค์กรที่มีคุณสมบัติเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้าน การคุ้มครองการอนุรักษ์ หรือการจัดการเกี่ยวกับสัตว์ป่าหรือพืชป่า

(๔) คณะเจ้าหน้าที่ของสํานักเลขาธิการอนุสัญญาคนเหล่านี้จะได้รับเอกสิทธิ์ ในการคุ้มครองในการมาประชุมที่กรุงเทพมหานครในครั้งนั้น ผมก็เลยถึงบางอ้อว่าการที่ คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบให้รัฐสภาเพื่ออนุญาตตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม นั้น มันมีความจําเป็นที่เมื่อประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ครับ ให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุม ครั้งที่ ๑๖ เขาเรียกคอป ๑๖ ของอนุสัญญา และการประชุม คณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๐ ขออภัยท่านประธานครับ ประชุมคณะกรรมาธิการ บริหารในครั้งนั้นที่จะร่วมกันคือครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ เมื่อเราได้เป็นเจ้าภาพอย่างนี้แล้ว ถ้าเราจะให้เอกสิทธิ์คุ้มครองเขาจะต้องตราเป็นกฎหมายภายในให้แล้วเสร็จแล้วก็แจ้งเขา เขาถึงจะยินยอมและปฏิบัติตามพันธกรณีหรืออนุสัญญาได้ นี่คือเหตุผลความจําเป็นที่สําคัญ ยิ่งเลย เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ สิ่งที่ระบุไว้ว่าจะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรานี้หรือไม่นี่ มีข้อความหนึ่งที่ผมให้ความสนใจก็คือว่ามีเขตอํานาจครับ มีเขตอํานาจ ในประเทศไทยเสมือนคนไทย ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศระบุ เราจะให้เขาเข้ามาอยู่ในประเทศไทย แม้แต่ในช่วงประชุมตั้งแต่วันที่ ๒-๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ เขาต้องมีเขตอํานาจเสมือนคนไทย ได้รับการคุ้มครองเหมือนคนไทย สิทธิในการใช้เอกสิทธิ์ต่าง ๆ ในการประชุม การพูด การเขียน กฎหมายไทยต้องรองรับ ความเสียหายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต้องระบุไว้อย่างชัดเจน ในข้อตกลงที่รัฐบาลไทยต้องทํากับสํานักเลขาธิการอนุสัญญาของไซเตสนี้ เพราะฉะนั้นนี่คือ เหตุผลความจําเป็นที่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ สิ่งที่สําคัญที่เข้าข่ายอย่างชัดเจนก็คือ ต้องตรากฎหมายภายในให้เป็นไปตามหนังสือสัญญานั้น เราเป็นภาคีอนุสัญญาเราปฏิบัติตาม อนุสัญญาไซเตสตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ เป็นต้นมา การที่เราจะให้เขามาดําเนินการในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการประชุมก็ดี หรือดําเนินการอื่นก็ดี ไม่มีกฎหมายรองรับนะครับ ต้องออก กฎหมายเป็นการเฉพาะเป็นครั้ง ๆ ไป อันนี้คือเหตุผลความจําเป็นแล้วก็ตอบคําถามว่า รัฐบาลเองมีความจําเป็นที่ต้องนํามาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ เพราะจําเป็นต้องตรากฎหมายให้เอกสิทธิ์คุ้มครองผู้มาประชุมและผู้เกี่ยวข้อง ท่านประธาน ที่เคารพ ผมเองมีประเด็นที่ต้องกราบเรียนท่านประธานในเรื่องนี้เหตุผลที่จะให้การยอมรับ ผมขออนุญาตที่จะไม่อภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้ เพราะเราเองเป็นภาคีอนุสัญญามาเรียบร้อย แล้วก็องค์การไซเตสก็เป็นที่ยอมรับในการที่จะให้การคุ้มครองชนิดพืชป่าและสัตว์ป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ โดยระบบควบคุมการค้าระหว่างประเทศซึ่งสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไป เป้าหมายของอนุสัญญาไซเตสคือการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ ภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า เอ็นเดนเจอร์ สปีชีส์ ฟอร์รา แอนด์ ฟอร์นา (Endanger species flora and fauna) ต้องขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษครับท่านประธาน เขาเขียนอย่างนั้น มีความจําเป็นที่เราเองต้องเป็นภาคีสมาชิกเพราะเราต้องการที่จะอนุรักษ์และหวงแหน สิ่งเหล่านี้ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายที่ให้สามารถกระทําได้ในบางประการ การจะกระทําใด ๆ ต้องถูกกําหนดไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ เราเองก็มีพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่าและ พันธุ์พืชที่ออกโดยรัฐบาลไทยเราถือปฏิบัติอยู่ในเรื่องนั้นอยู่แล้ว ประเด็นที่ผมตั้งข้อสังเกตนะครับ ผมจะไม่ใช้เวลาสภามาก ให้ความเห็นชอบอยู่แล้วครับ แต่ประเด็นที่ผมตั้งข้อสังเกตว่าทําไม คณะรัฐมนตรีต้องมาขอกรอบเพื่อที่จะให้การคุ้มครองการประชุมเป็นครั้ง ๆ ไป ทําไมต้อง ตรากฎหมายเป็นครั้ง ๆ ไป ประเด็นผมอยู่ตรงนี้ครับ ทําไมต้องตรากฎหมายเป็นครั้ง ๆ ไป ปี ๒๕๔๗ ก็เฉพาะการประชุมครั้งที่ ๑๓ ไม่มีสภาพบังคับการประชุมครั้งอื่น เฉพาะครั้งที่ ๑๓ เท่านั้นเอง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑๖ เราก็ต้องมีกฎหมายบัญญัติมารองรับอย่างนี้ ทําไมครับ ฝากคําถามนี้ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศที่เป็นผู้ให้ความเห็น กระทรวงการต่างประเทศเองได้ให้ ความเห็น เท่าที่ผมศึกษาเอกสารและสอบถามเขาบอกว่าเนื่องจากองค์การไซเตส ไม่ได้เป็นองค์การชํานัญพิเศษ ไม่ได้เป็นทบวงการชํานัญพิเศษของสหประชาชาติที่ประเทศไทย เรายอมรับ ภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่าสเปเชียลไลซ์ด เอเจนซี่ส์ (Specialized Agencies) ประเทศไทยยอมรับให้มีที่ตั้งอยู่ในเมืองไทยแค่ ๑๕ องค์การ ทบวงการชํานัญพิเศษ ของสหประชาชาติที่ประเทศไทยยอมรับมีแค่ ๑๕ องค์การ ๑๕ องค์การตรงนี้ผมยกตัวอย่าง เช่น องค์การอนามัยโลก องค์การการเงินระหว่างประเทศ อันนี้มีที่ทําการมีที่อยู่ในประเทศไทย อยู่ภายใต้สหประชาชาติ การใดที่ดําเนินการโดยสหประชาชาติและองค์การที่เกี่ยวเนื่องกับ สหประชาชาติมีพระราชบัญญัติที่เขาเรียกว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองการดําเนินงานของ สหประชาชาติและทบวงการชํานัญพิเศษในประเทศไทย กฎหมายฉบับนี้ออกตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ สมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้บังคับอยู่จนถึงปัจจุบัน รองรับไม่ว่าองค์การเหล่านี้ จะมาดําเนินการใด ๆ ในประเทศไทยเขามีเอกสิทธิ์คุ้มครอง รัฐบาลจะจัดประชุม ไม่ต้องมาผ่านสภาครับ เขามีเอกสิทธิ์คุ้มครองตามกฎหมายนี้ เพราะฉะนั้นการประชุมใด ๆ ก็แล้วแต่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสหประชาชาติ มีความเกี่ยวเนื่องกับทบวงการชํานัญพิเศษ แห่งสหประชาชาติแล้วมาจัดได้โดยไม่ต้องผ่านสภา เพราะมีกฎหมายรองรับอยู่เป็นการถาวร เว้นแต่เราจะไปแก้ไขปรับปรุง เพราะฉะนั้นคําถามผมอยู่ตรงนี้ว่าทําไมเราไม่ยอมรับไซเตสหรืออนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตสนี่เป็นทบวงการชํานัญพิเศษ แห่งประเทศไทย แห่งสหประชาชาติ เหมือนกับที่เรายอมรับองค์การอื่น ประเด็นนี้ ฝากเป็นข้อสังเกตนะครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วรัฐสภาเราให้กรอบไปในครั้งนี้สําหรับ การประชุมเพื่อจะคุ้มครองผู้มาประชุมก็ไปบัญญัติกฎหมายมารองรับเป็นการถาวรจะได้ ไม่รบกวนสมาชิกให้เป็นที่ลําบาก เรื่องมีแค่นี้จริง ๆ ครับท่านประธาน

ข้อสังเกตอันที่ ๒ การตรากฎหมายจะมีสภาพบังคับใช้ในวันที่ ๒ ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ เดือนนี้เดือนตุลาคมครับ ท่านมาบอกว่าท่านจะต้องทําภายใต้กรอบ ภายในวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๕ ที่จะพูดคุยกับสํานักเลขาอนุสัญญานี้ ผมเป็นห่วงครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือว่าท่านต้องไป ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ว่าด้วยการคุ้มครองผู้ที่จะมาประชุมของอนุสัญญาไซเตส ในกรุงเทพมหานครในวันที่ ๒ ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม หรือคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ ออกมาให้รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบ ไม่อย่างนั้นไม่ทันการณ์ครับ เขาอาจจะ ยกเลิกการเป็นเจ้าภาพของเราก็ได้ อันนี้คือข้อห่วงใยของผมที่ผมตั้งข้อสังเกต ก็กราบเรียน ท่านประธานในประเด็นที่เป็นภาระที่คณะรัฐมนตรีต้องไปดําเนินการ ผมดูกฎหมายแล้ว มีแค่ ๕ มาตราหรือ ๖ มาตราเท่านั้นเองครับ ถ้าเป็นความจําเป็นผมเชื่อว่ารัฐสภาแห่งนี้ หรือสภาแต่ละสภา สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสามารถให้ความเห็นชอบในเวลาที่ มีข้อจํากัดได้ เพราะเป็นประเด็นเป็นสาระที่มีข้อผูกพันกันระหว่างประเทศ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ด้วยเหตุผลที่ผมได้นําเรียนไป ไม่ว่าจะเป็นความจําเป็นที่เสนอกรอบนี้เข้ามา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เหตุผลความจําเป็นที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมือง เกี่ยวกับอนุสัญญาไซเตส และเหตุผลความจําเป็นที่จะต้องตรากฎหมายขึ้นรองรับในการที่จะให้ เอกสิทธิ์คนต่างบ้านต่างเมืองให้มามีสิทธิในอาณาเขตประเทศบ้านเรา เสมือนมีอํานาจ อธิปไตยเหมือนเรามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐสภานี้ต้องให้ความเห็นชอบ และสิ่งที่ผมเอง ก็กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือข้อสังเกตที่ผมฝากไว้ ๒ ประเด็น ทําอย่างไร ที่จะทําให้กฎหมายให้เป็นถาวร แล้วทําอย่างไรให้กฎหมายฉบับนี้ เฉพาะการประชุม ครั้งที่ ๑๖ ให้ทันภายในวันที่ ๒ มีนาคม กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในการพิจารณา เรื่องกรอบเจรจาภายใต้ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสํานักเลขาธิการอนุสัญญา ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ในวันนี้

อยากกราบเรียนท่านประธานเรื่องแรกก็คือเรื่องวาระการประชุม วันนี้รัฐสภาของเรามีโอกาสที่จะพิจารณาสิ่งสําคัญ ๆ ของประเทศ หรือเรื่องที่ประเทศไทย จะต้องไปทําสัญญากับต่างประเทศ ฝ่ายรัฐบาลเพิ่งเปลี่ยนกันเมื่อสักครู่นี้เอง เรื่องนี้ อยู่ในลําดับที่ ๑๒ ครับท่านประธาน วันนี้ท่านคิดว่าเอาเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนดีกว่า ลืมนึกถึง คุณภาพของงานที่มันจะออกจากรัฐสภา ผมเชื่อว่าการประชุมของชาวบ้านบางทีแค่กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือว่าพวกเราไปประชุมชาวบ้านเราก็มีวาระการประชุมกันไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง ถึงขนาดนี้ เรื่องแต่ละเรื่องเป็นเรื่องสําคัญทั้งสิ้นครับ แต่ว่าในการเตรียมตัวของ สมาชิกรัฐสภาผมก็เชื่อว่าน่าจะเตรียมไปตามระเบียบวาระตั้งแต่วาระที่ ๑ ผมเองเป็นคนหนึ่ง ที่อยู่ในพรรคร่วมฝ่ายค้าน เตรียมเอกสาร เตรียมข้อมูลที่จะอภิปรายตั้งแต่เรื่องด่วนที่ ๑ แล้วคาดว่าเรื่องด่วนที่ ๑๒ เรื่องด่วนที่ ๑๓ เรื่องด่วนที่ ๑๔ อะไรทั้งหลายเดี๋ยวค่อย เตรียมข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น แต่ว่ารัฐบาลก็อาศัย ขออภัยนะครับ เราพวกมากกว่าก็เลื่อนกันมา เถอะครับ เลื่อนจนกระทั่งเมื่อสักครู่ท่านประธานในที่ประชุมยังจําระเบียบวาระไม่ได้เลยครับ ว่าเรื่องไหนขึ้นมาก่อน นี่ครับเขาก็เพิ่งส่งมาให้ว่ามีระเบียบวาระอะไรบ้าง ผมเรียนว่า อยากจะให้มันเป็นแบบแผนปฏิบัตินะครับท่านประธาน ถ้าจะเกิดมีการเลื่อนระเบียบวาระ ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระเดิมนี้ควรจะเลื่อนได้ก่อนล่วงหน้าเท่าไร อยากฝากท่านประธาน ท่านประธานครับ พอมาดูกรอบเจรจาภายใต้ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทย กับสํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ และการประชุม คณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ สิ่งแรกก็คือผมรู้สึกดีใจครับ ที่สํานักเลขาธิการได้มาประชุมที่ประเทศไทย โดยเฉพาะที่กรุงเทพมหานครในระหว่าง วันที่ ๒ ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม ขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยครับที่ท่านรับฟัง พูดถึงกรุงเทพมหานครเป็นสิ่งสําคัญครับเพราะว่าเป็นเมืองหลวงของเราแล้วก็ได้รับรางวัล โหวตจากทั่วโลกของการท่องเที่ยวว่าเป็นเมืองที่น่าเที่ยวที่สุดในโลก ความภาคภูมิใจอย่างนี้ครับ ผมเชื่อว่าทุกประเทศที่จะมาประชุมในวันที่ ๒-๑๕ มีนาคมก็คงดีใจมีโอกาสมาเห็นบ้านเมือง ของเราครับ กรุงเทพมหานครมันสวยงามแค่ไหน สิ่งสําคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือผมเชื่อว่า คนที่มาในเดือนมีนาคมนี้ก็คือเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศ เมื่อบ้านเมืองเราน่าอยู่ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้คนที่จะเดินทางมาไม่ว่าร่วมประชุมหรือว่ามาท่องเที่ยว สิ่งสําคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศ และส่วนที่ ๓ ที่ผมจะพูดถึงก็คือเรื่องของคน ท่านประธานครับ ภาพลักษณ์ของประเทศ จริง ๆ แล้วในการประชุมเรื่องเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ ภาพลักษณ์บ้านเราไม่ค่อยดีหรอกครับ ต้องยอมรับกัน แม้แต่เมื่อกี้สมาชิกรัฐสภาบางท่านยังได้อภิปรายถึงรัฐมนตรีบางท่าน ท่านประธานคงทราบครับ เดี๋ยวนี้เสือเห็นได้แค่ในกรงกับที่ในวัดเท่านั้น ภาพลักษณ์ของคณะรัฐบาลก็ดูไม่ค่อยดี ประเทศไทยเป็นแหล่งค้าที่เราจะเห็นข่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัตว์ป่า นิ่ม งู งาช้าง สุนัข โดยเฉพาะสุนัขนะครับเป็นภาพที่น่าสงสารมาก ในการประชุมที่จะถึงในเดือนมีนาคม อยากฝากท่านรัฐมนตรีไปเรื่องสัตว์ป่าหายากชนิดหนึ่งก็คือพะยูน พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งคาดว่าในบริเวณประเทศไทย ทั้งอ่าวไทยแล้วก็ฝั่งอันดามันมีอยู่ที่จังหวัดตรังแห่งเดียวครับ มีการสํารวจว่าเหลืออยู่ประมาณ ๑๐๐ กว่าตัวแค่นั้นเอง ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่า การดูแลพะยูนแทบจะไม่มีหน่วยงานใดที่จะช่วยดูแลเลยครับ ขณะนี้มีเพียงเอกชนหรือผู้ที่ มีความห่วงใยต่อสัตว์ชนิดนี้จะสูญพันธุ์ พะยูนตายไปเยอะครับแต่ละปี สาเหตุการตายมีอยู่ ไม่กี่สาเหตุครับ เช่น ถูกล่า ติดอวนของชาวประมง ถูกเบ็ด หรือถูกเครื่องจักรของพี่น้อง ชาวประมง ท่านประธานครับ ที่ตายก็ตายไป ก็ไม่มีหน่วยงานใดที่จะมาช่วยขยายพันธุ์หรือ ดูแลสภาพความเป็นอยู่ ท่านประธานทราบไหมครับว่ามีการจัดแหล่งอาหารให้กับพะยูนก็คือ หน่วยงานบางหน่วยงานแล้วก็นักเรียนบางโรงเรียนแค่นั้นครับไปช่วยกันปลูกหญ้าทะเล ผมอยากให้ทางรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมท่านได้ให้มี หน่วยงานที่ไปดูแลพะยูนเป็นการเฉพาะครับ

ส่วนที่ ๒ ที่บ้านเรายังขาดอยู่ท่านรัฐมนตรี ท่านประธานครับ กรณีที่ปลา ที่บาดเจ็บไม่ว่าจากการติดอวนหรือจากการพบของพี่น้องชาวประมง ถ้าเกิดเจ็บป่วย หรือใกล้จะตายไม่มีทางรักษา ในภาคใต้มีอยู่แห่งเดียวที่จังหวัดภูเก็ต ถ้าเกิดเราเจอพะยูนติดอวน แล้วเราช่วยขึ้นมาอยากจะส่งโรงพยาบาล ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือโรงพยาบาลเกี่ยวกับสัตว์ทะเล สัตว์น้ําทะเลขนาดใหญ่มีอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตแห่งเดียว ท่านชวน หลีกภัย ได้ไปเปิด มหาวิทยาลัยราชมงคลที่จังหวัดตรัง แล้วก็ของบประมาณไปเกี่ยวกับศูนย์พักฟื้น แล้วก็พยาบาลสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ ตอนนี้ได้งบไปน้อยมาก ฝากท่านรัฐมนตรีว่าไปทําเป็น ลักษณะคล้ายเหมือนกับโรงพยาบาลที่นั่น มันจะดูแลทั้งพะยูน ทั้งเต่า ทั้งโลมา ในกรณีที่ สัตว์เจ็บป่วยหรือว่าสัตว์บาดเจ็บมันจะได้มีชีวิตมากขึ้น

ส่วนที่ ๓ ที่อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้นําเสนอโดยเฉพาะก็คือการทํา ความสะอาดท้องทะเล ต้องยอมรับว่าท้องทะเลของเราก็มีสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หายาก โดยเฉพาะพะยูนหรือว่าโลมาเยอะมากครับ ลองทําโครงการทําความสะอาดทะเล ท่านประธานครับ และสิ่งสําคัญวันนี้การตายของพะยูน สาเหตุสําคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การล่าพะยูนครับ นั่นคือความเชื่อผิด ๆ อยากให้ท่านประธานได้กราบเรียนถึงรัฐมนตรีว่า วันนี้ควรจะมีหน่วยงานที่ไปรณรงค์ว่าความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับพะยูนมีอะไรบ้าง ยกตัวอย่าง เขาเชื่อว่าน้ําตาพะยูนมาทําเป็นยาเสน่ห์ได้ เขาเชื่อว่าเขี้ยวพะยูนมาเป็นเครื่องรางของขลังได้ อย่างนี้แหละครับทําให้มีบางคนต้องการทั้งน้ําตาแล้วก็ทั้งเขี้ยวพะยูน สุดท้ายทําให้อัตราของ การตายของพะยูนก็มีมากขึ้น เพราะฉะนั้นท่านลองเปลี่ยนรณรงค์ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เป็น เรื่องจริง คนจะมีเสน่ห์ได้ก็คือต้องเป็นคนดี คนจะอยู่ยงคงกระพันได้ก็คือต้องรักษาสุขภาพที่ดี แล้วก็ต้องดูแลคุ้มครองและหาทางที่จะขยายพันธุ์ จัดพื้นที่สําหรับให้พะยูนอยู่ในทะเล ท่านประธานครับ ทะเลนี่มันกว้าง แต่ถ้าเกิดเรากําหนดเป็นพื้นที่ว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ ปลูกหญ้าทะเล ดูแลเป็นบ้าน เป็นแหล่งอาหารอย่างดีเขาก็เข้ามาอยู่ เสร็จแล้วห้ามเรือเข้าไป ผมเชื่อว่าจะทําให้สัตว์ชนิดนี้มีโอกาสจะอยู่คู่ประเทศไทย

เรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องของความปลอดภัย ท่านประธานก็คงทราบว่า ประเทศไทยของเรา นักท่องเที่ยวที่เข้ามาหรือว่าผู้ที่จะเข้ามาประชุม สิ่งที่ต้องการมากที่สุด ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ สวยงาม ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ของประเทศของเราน่าเที่ยวหรือน่าจะมาประชุม แต่สิ่งสําคัญก็คือเรื่องความปลอดภัยของผู้เข้าประชุม ท่านคงทราบหลายคนก็คงพูดแล้วว่า ผู้นําอาเซียนที่มาประชุมที่พัทยาคราวนั้นทําความเสียหายให้กับประเทศอย่างรุนแรง ท่านรัฐมนตรีท่านชุมพลท่านเป็นประกันได้ว่ากว่าจะฟื้นการท่องเที่ยวยากมากครับ แล้วถ้าเราดูให้ดีกรอบเจรจาในครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่ให้ประเทศไทยเรารับประกันแค่นั้นเอง รับประกันว่ารัฐบาลไทยจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดหาแล้วก็จัดสถานที่ พร้อมอุปกรณ์เห็นไหมครับ รัฐบาลจะต้องดําเนินการให้การคุ้มกันแล้วก็เอกสิทธิ์ ในทางกฎหมาย ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือคุณต้องประกันว่าผมมาประชุมด้วยความปลอดภัย ถ้าเกิดผมเจ็บ ผมตาย คุณจะต้องเยียวยาอาจจะเนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยถ้าเกิดมี การประชุมหรือประท้วงอะไรทั้งหลาย ถ้าเกิดเจ็บเกิดตายได้หลายล้านบาทก็เลยต้องทํา ข้อตกลงเข้ามา ทําให้ดีนะครับท่านประธาน ท่านต้องให้รัฐบาลดูแลเรื่องกองกําลังชายชุดดํา กองกําลังของอุทยาน หรือที่ไหนก็แล้วแต่ ไม่อย่างนั้นออกมารัฐบาลจ่ายกันอ่วมนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกเราอภิปราย กันมาพอสมควรนะครับ อีกสักท่านสองท่านดีไหมครับ เชิญอาจารย์พีรพันธุ์ครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมใช้เวลาเพียงสั้น ๆ นิดเดียว เนื่องจากกรอบที่รัฐบาล เสนอมานี่เป็นกรอบเพื่อจะจัดให้มีการประชุมไซเตส ครั้งที่ ๑๖ ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติ ให้เป็นเจ้าภาพ การเป็นเจ้าภาพนี้ก็เนื่องมาจากการประชุมไซเตส ครั้งที่ ๑๕ เมื่อปี ๒๕๕๓ คือเมื่อเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๓ ซึ่งประเทศไทยเราได้รับมอบให้เป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ บรรดาข้อวิตกข้อกฎหมายผมเข้าใจว่าหลายท่านได้พูดอย่างชัดเจนแล้วว่ามันเข้าเงื่อนไขของ มาตรา ๑๙๐ เนื่องจากการประชุมของไซเตสนี้ไม่สามารถจะเอาอนุสัญญาระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการประชุมที่เรามีอยู่แล้วในประเทศไทยมาใช้กับการประชุมในคราวนี้ได้ จึงจําเป็น จะต้องมีความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับไซเตสว่าด้วยการประชุม ครั้งที่ ๑๖ และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหารด้วย เพราะฉะนั้นหลักของเรื่องนี้ก็คือจะต้อง รีบดําเนินการให้ครบเงื่อนไขของมาตรา ๑๙๐ รัฐบาลจึงได้เสนอขอกรอบในการเจรจามา ซึ่งเท่าที่ผมดูในกรอบข้อที่ ๑ ว่าด้วยการจัดการประชุม หลักใหญ่ก็คือประเทศไทยจะต้อง เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าเหรียญสําหรับการประชุมในคราวนี้ กรอบข้อที่ ๒ เรื่องเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ผมเข้าใจว่าประเทศไทยมีประสบการณ์เยอะแล้ว ในเรื่องเหล่านี้ และกรอบข้อนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา เท่าที่เสนอมาก็อยู่ในกรอบที่เราเคยให้ กับองค์การสหประชาชาติหรือองค์การระหว่างประเทศอื่นที่เคยจัดประชุมในประเทศไทย จะมีปัญหาหน่อยก็ตรงกรอบข้อที่ ๓ คือเรื่องความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยรัฐบาลได้เสนอว่ารัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติการในการเรียกร้อง ความต้องการที่ต่อต้านสํานักเลขาธิการอนุสัญญา ไม่ได้ต่อต้านรัฐบาลไทยนะครับ ผมเข้าใจว่า ในการประชุมไซเตสอย่างนี้ที่เห็นในหลายประเทศ กลุ่มที่จะเข้ามาต่อต้านหรือเรียกร้อง การค้าสัตว์ การทารุณสัตว์ก็คงจะเข้ามาประชุมกันอย่างมาก แล้วก็อาจจะมีการต่อต้าน การประชุมตรงนี้เกิดขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นเข้าใจว่าทั้ง ๓ กรอบก็เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาล ต้องไปรีบในการเจรจากับไซเตสให้ได้ข้อตกลง ที่ผมเป็นห่วงก็คือในกรอบข้อที่ ๑ ที่บอกว่า รัฐบาลไทยต้องจัดค่าใช้จ่ายให้และจะต้องนําเงินไปฝากเต็มจํานวน ๙๐ วันก่อนเปิดการประชุม กําหนดกรอบการประชุมกําหนดไว้แล้ว ๒-๑๕ มีนาคม ก็แปลว่ารัฐบาลต้องเอาเงินนี้ ใส่ธนาคารไว้ก่อนวันประชุมก็คือต้นเดือนมกราคม ก็แปลว่าความตกลงนี้จะต้องเสร็จภายในปีนี้ นี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วงเพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าดูกรอบคร่าว ๆ กันอย่างนี้แล้วเราก็คงไม่มีทาง ที่จะทําเป็นอย่างอื่น เพราะว่าเป็นเรื่องที่จะต้องรีบดําเนินการ ผมจึงมีความเห็นว่า กรอบที่เสนอมานี่สามารถที่จะรับได้ มีบางกรอบที่ต้องรอไปเจรจาคือกรอบข้อที่ ๓ ว่าด้วย ความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น อันนี้คงต้องรอดูผลของการเจรจาระหว่าง รัฐบาลไทยกับไซเตสอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงคิดว่ามันมีขั้นตอนอยู่ ๑. วันนี้ถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบรัฐบาลต้องรีบไปเจรจาให้ได้ข้อตกลงให้โดยเร็ว เจรจาเสร็จ ทําความตกลงเสร็จ ท่านต้องย้อนเอาข้อตกลงนั้นมาขออนุมัติจากสภาอีก เป็นครั้งที่ ๒ ตามมาตรา ๑๙๐ แล้วแถมด้วยต้องออกพระราชบัญญัติคุ้มครองการประชุมอีก ฉะนั้นห้วงเวลานี่มันค่อนข้างจะเร่งรัด ผมจึงคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วคงจะต้องให้ ความเห็นชอบกับกรอบที่รัฐบาลเสนอมา แล้วก็รีบไปดําเนินการให้มันครบทุกขั้นตอนและ ให้ทันก่อนการประชุมที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมปีที่จะถึงนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอสักท่านสองท่าน ดีไหมครับ ก็ยังยืนยันน่าจะเป็น ๔ ท่านสุดท้าย เชิญท่านกนก วงษ์ตระหง่าน เชิญครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ผม กนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาให้โอกาสผมมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องกรอบเจรจา ของไซเตส

ในประเด็นแรก ผมขออนุญาตที่จะแสดงความยินดีที่ประเทศไทยได้รับเกียรติ ให้เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมครั้งนี้ เพราะผมคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย แล้วก็เป็นเรื่องที่ควรจะให้การสนับสนุน อย่างไรก็ตามผมอยากจะขออนุญาตตั้งข้อสังเกต ฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลเพื่อที่จะทําให้กรอบเจรจาของเรามีความรอบคอบแล้วก็ เป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากขึ้น ท่านประธานครับ ผมจะไม่ขออนุญาตพูดในเรื่องสาระ เกี่ยวกับเรื่องของสัตว์ป่าหรือพืชป่าที่เกี่ยวข้องกับบัญชีไซเตสเหมือนกับที่สมาชิกหลายท่าน ได้พูด แต่ผมจะขอพูดเฉพาะเรื่องกรอบเจราจาของการประชุมเท่านั้น

ในประเด็นแรก ในกรอบเจรจาได้มีการเขียนไว้ในเรื่องของเอกสิทธิ์และการคุ้มกัน

ข้อ ๒ ท่านบอกว่ารัฐบาลไทยจะต้องดําเนินการเพื่อให้ความคุ้มกัน จากกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับคําพูดหรือข้อเขียนและการกระทําต่าง ๆ ในระหว่าง การประชุม ตรงนี้มีคําถามที่อยากจะขออนุญาตถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ที่ชี้แจงว่าคําว่าคุ้มกันตรงนี้ต่อศาลไทยหรือว่าศาลในประเทศต่าง ๆ หรือว่าศาลระหว่างประเทศ เพราะว่าความเป็นไปได้มันเป็นไปได้ทั้งหมดเลยที่เขียนอันนี้ ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่ามีสมาชิกจากประเทศอินเดีย แล้วก็มีปัญหากับประเทศชิลีในเรื่องเกี่ยวกับ สัตว์น้ําทางทะเล แล้วก็มีการกล่าวคําอะไรก็แล้วแต่และเป็นปัญหากัน แล้วก็จะต้อง มีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น ผมขออนุญาตถามว่ารัฐบาลไทยจะให้การคุ้มกันในทางกฎหมายกับ บุคคลทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนเข้าประชุมดังกล่าวนี้ได้อย่างไร ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ จะต้องมีความชัดเจน ถ้าเป็นการคุ้มกันเฉพาะในกรณีของศาลไทยเท่านั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าคุ้มกันไปถึงศาลอื่นนั้นก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าทําได้หรือไม่

ในอีกส่วนหนึ่งได้บอกว่ารัฐบาลไทยจะต้องดําเนินการเพื่อกําหนดให้สถานที่ และอาณาบริเวณสําหรับการจัดประชุมในระหว่างการประชุมจะต้องละเมิดมิได้ ในประเด็นนี้ ผมขออนุญาตเรียนถามว่าข้อเรียกร้องอันนี้เป็นข้อเรียกร้องที่เป็นมาตรฐานสากลปกติ ของการประชุมไซเตสหรือไม่ หรือว่าสํานักเลขาธิการอนุสัญญาซึ่งเป็นเจ้าภาพของการประชุมนี้ เรียกร้องกรณีนี้เป็นกรณีพิเศษสําหรับประเทศไทยเท่านั้น ผมอยากทราบว่าในการประชุม ครั้งที่ผ่านมาในประเทศใดก็แล้วแต่มีข้อเรียกร้องในเรื่องนี้หรือไม่ และประเทศที่เป็นเจ้าภาพ ได้ให้คํามั่นเช่นที่รัฐบาลไทยจะต้องไปเจรจาในเรื่องนี้หรือไม่ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าเป็นข้อเรียกร้องที่เป็นมาตรฐานสากลอันนั้นก็ถือว่า ทุกประเทศที่เป็นสมาชิก แล้วก็ที่เป็นเจ้าภาพก็จะต้องปฏิบัติตาม อันนั้นก็เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเป็นเรื่องเฉพาะของประเทศไทยเท่านั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีนัยสําคัญอย่างยิ่ง คําถาม ก็คือว่าถ้าเป็นเรื่องเฉพาะประเทศไทยทําไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะอะไร แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้ ถ้าไม่มีคําอธิบายชัดเจน และประเทศไทยไปยอมในการเจรจามันก็กลับเป็นว่าประเทศไทย มีปัญหาจริง ๆ และประเทศไทยก็จะไม่ได้รับความเชื่อถือ และแทนที่การจัดการประชุมครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยก็จะกลายเป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยมีปัญหา ในเรื่องของการล่วงละเมิดดังกล่าว เพราะฉะนั้นผมอยากขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เพื่อที่จะเรียนถามไปยังท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในการเจรจาดังกล่าว นอกจากนี้ ท่านประธานยังมีประเด็นในเรื่องของความรับผิดชอบต่อความเสียหาย ในข้อ ๓.๑ บอกว่า รัฐบาลไทยจะต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติใด ๆ การเรียกร้องหรือความต้องการอื่น ๆ ที่ต่อต้านสํานักงานเลขาธิการอนุสัญญาหรือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ที่อาจเกิดขึ้น ตรงนี้ ท่านประธานครับ คําว่า ต่อต้านตรงนี้แสดงว่ามันมีเหตุหรือมีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้าแล้ว ใช่หรือไม่ว่าจะมีการต่อต้าน จึงทําให้เกิดการเขียนในข้อนี้ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเจรจาระหว่างประเทศไทยกับสํานักเลขาธิการอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีได้บอกกับที่ประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ด้วยว่า ประเด็นที่จะมีการต่อต้านมีอะไรบ้างครับ เราจะได้ทราบล่วงหน้า ไม่ใช่พอถึงวันประชุม แล้วก็มีผู้คนมาที่หน้าห้องประชุมหรือว่ามาที่สถานที่การประชุมแล้วก็ยกป้ายส่งเสียง ผมคิดว่าคงจะไม่ใช่อย่างนั้น เราควรจะต้องได้ทราบล่วงหน้าว่าประเด็นเหล่านั้นมีอะไร และการเตรียมการที่จะชี้แจงในเรื่องเหล่านั้นเป็นอย่างไร แล้วก็กระบวนการในการชี้แจง ล่วงหน้าทําได้หรือไม่ อย่างไร เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะขออนุญาตท่านรัฐมนตรี ถ้าไม่เป็นความลับของทางราชการก็ขอความกรุณาช่วยบอกกับเราด้วยว่าประเด็นที่จะ มีการต่อต้านนั้นมีเรื่องอะไรบ้าง และจะนําไปสู่ความเสียหายในเรื่องอะไร เพราะว่า ท่านกําลังขอมติจากรัฐสภาเพื่อไปเจรจาในเรื่องดังกล่าว

ในเรื่องของความรับผิดชอบต่อความเสียหายอีกประเด็นหนึ่งครับ ที่สําคัญมาก บอกว่ารัฐบาลไทยสามารถใช้มาตรการใด ๆ ตามสมควรในการป้องกันภัย ที่อาจเกิดกับสถานที่ประชุม บุคคล และทรัพย์สินภายในสถานที่จัดประชุม โดยต้องหารือกับ สํานักเลขาธิการอนุสัญญาด้วย ต้องหารือกับสํานักเลขาธิการอนุสัญญาด้วย ตรงนี้ครับ ท่านประธานเป็นประเด็นที่สําคัญมาก เพราะว่าสําหรับผมเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรง กับอธิปไตยของประเทศไทยครับ ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่นถ้าสมมุติว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว ก็มีของหายหรือว่ามีการโจรกรรมแล้วปรากฏว่าตํารวจไทยจะต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ของสํานักเลขาธิการอนุสัญญาก่อนที่จะดําเนินการจับกุมผู้ต้องสงสัย ผมคิดว่าตรงนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยครับท่านประธาน มันเป็นเรื่องของอธิปไตยของประเทศ อธิปไตยของ กฎหมายไทย เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ขอความกรุณาท่านรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานได้กรุณาช่วยอธิบายให้ชัดเจนด้วย เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องของการบริหารจัดการ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามปกติ แต่ตรงนี้เป็นเรื่องระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้น เรื่องของอธิปไตย เรื่องของศักดิ์ศรี เรื่องของเกียรติของประเทศไทยเป็นเรื่องที่เราจะต้อง ปกป้องรักษาไว้แล้วก็มีความสําคัญ ถ้าพูดให้ถึงที่สุดแล้วสําคัญกว่าการประชุมด้วยซ้ําไป แล้วก็เงื่อนไขตรงนี้เป็นเงื่อนไขที่มีทุกครั้งหรือไม่ของการประชุม พูดง่าย ๆ ก็คือข้อ ๓.๒ นี้ ในการประชุมครั้งที่ผ่านมาได้มีข้อนี้หรือไม่ และเมื่อมีข้อนี้แล้วมีกรณีของประเทศใดหรือไม่ ที่เกิดเหตุขึ้นแล้วเขามีการจัดการในเรื่องนี้อย่างไร ก็ขออนุญาตเป็นความชัดเจน ที่อยากจะขอจากท่านรัฐมนตรีที่ชี้แจงนะครับ ในกรณีของ ๓.๔ ท่านประธานครับ แต่ละฝ่าย สงวนสิทธิสําหรับเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้น ในการชะลอการปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ทั้งหมด หรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ตรงนี้ครับท่านประธานคําว่าเหตุสุดวิสัยนี้นิยามคืออะไรครับ เพราะว่าข้อนี้ถ้าจะตีความให้ถึงที่สุดแล้วมันหมายถึงว่าข้อตกลงทั้งหมดยกเลิกได้ เพราะมันเป็นเหตุสุดวิสัยหมดเลย ผมคิดว่าในวิธีปฏิบัติคงจะไม่ใช่อย่างนั้น เพราะฉะนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนเราจะได้ทราบว่าเหตุสุดวิสัยหมายความว่าอะไร อย่างยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของการประชุม เช่นถ้ามีฝูงชนมาชุมนุม ประท้วงอันนี้ถือว่าความปลอดภัยแล้วก็ความสงบเรียบร้อยเข้าขั้นเหตุสุดวิสัยแล้วหรือยัง หรือว่าจะต้องมีการบุกเข้าไปแล้วก็ทําร้ายสถานที่ประชุมจึงถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอย่างนี้ เป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากให้มีการพูดกันให้ชัดเจนระหว่างสํานักเลขาธิการ อนุสัญญากับฝ่ายประเทศไทยของเรา ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะมีข้อที่เป็นปัญหา แล้วก็สุดท้าย ตอนหลังก็จะนําไปสู่การเรียกร้องค่าเสียหายที่ตกลงกันไม่ได้เพราะความหมายของ เหตุสุดวิสัยนี้แตกต่างกันเป็นต้นนะครับ ท่านประธานครับ จากข้อสังเกตที่ผมได้ฝาก ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีเพื่อขอความกรุณาช่วยให้คําตอบด้วยนั้น ผมขออนุญาต ตั้งคําถามเพิ่มเติมว่าการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่มีความสําคัญแล้วก็เป็นเรื่องที่เรายินดี ที่ผมได้เรียนไปแล้ว ผมก็อยากจะขออนุญาตถามท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่ารัฐบาลไทย คาดหวังผลลัพธ์จากการประชุมนี้อะไรบ้างที่สําคัญ โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นประโยชน์ กับประเทศไทยครับ เพราะว่าเราเป็นเจ้าภาพในการประชุมนั้นไม่ใช่เป็นไปตามหน้าที่ หรือลําดับวาระของประเทศไทยที่ต้องเป็นเจ้าภาพ แต่เราเป็นเจ้าภาพเพราะเราไปเสนอ เราทํานโยบายในเชิงรุกเพื่อที่จะได้กําหนดบทบาทของประเทศไทย ในเรื่องเกี่ยวกับอนุสัญญาไซเตส เมื่อเป็นเช่นนี้ประเทศไทยของเราต้องมีเป้าหมายครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านประธานได้กรุณาสอบถามท่านรัฐมนตรีว่าผลลัพธ์ ของการประชุมที่สําคัญที่เราคาดหวังในครั้งนี้คืออะไรครับ เราจะได้ทราบว่ามันมีเรื่องสําคัญ อยู่ ๓ เรื่อง ก็เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนจะต้องช่วยกันทําให้การประชุมครั้งนี้สําเร็จ แต่ถ้าเรา ไม่ทราบ เราก็ไม่รู้ว่าการประชุมครั้งนี้มันมีความสําคัญต่อประเทศไทยมากน้อยเพียงใด นอกจากท่านรัฐมนตรีจะบอกว่ามันสําคัญ แต่เราก็ไม่รู้ว่าสําคัญอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่างบประมาณอาจจะไม่มากนัก เวลาที่เรา ต้องใช้แล้วก็สภาแห่งนี้ก็ต้องให้เวลาในการที่จะพิจารณากรอบเจรจา ซึ่งเป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญทั้งสิ้น ก็อยากขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีช่วยตอบด้วยนะครับ

ในประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานครับ ข้อสังเกตที่ผมอยากขออนุญาต ฝากก็คือว่าในประเทศไทยของเรามีเรื่องของทรัพยากรชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชายฝั่งทะเลของเรามากมาย แล้วก็ในการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ปีที่แล้วซึ่งเป็นกรรมาธิการอยู่นั้น ผมก็ได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแล ทรัพยากรธรรมชาติของชายฝั่งทะเลของเราพบว่ามีปัญหา ผมคงไม่ต้องมาพูดถึงสัตว์ อะไรมาก พะยูนซึ่งได้พูดไปแล้วอย่างนี้เป็นต้น แต่มันมีรายการอื่น ๆ อีกเยอะมาก เรื่องปะการัง เรื่องอะไรต่าง ๆ ผมอยากทราบว่าเรื่องเหล่านี้ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรชายฝั่ง ทางทะเลของประเทศไทยมันมีเรื่องอะไรบ้างที่จะเข้าสู่การประชุมครั้งนี้ แล้วก็มันเป็น ประโยชน์อะไรบ้างที่เราจะได้รับความร่วมมือจากประเทศที่เกี่ยวข้องในการที่จะรักษา ทรัพยากรชายฝั่งของประเทศไทยทั้งในฝั่งอันดามัน แล้วก็ในฝั่งอ่าวไทย อย่างนี้เป็นต้น ตรงนั้นเป็นสิ่งที่อยากขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ

ในประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ในการประชุมผมแน่ใจว่าจะต้องใช้ที่พัก คือโรงแรม จะเป็นที่ไหนก็ตาม ขณะนี้ท่านประธานทราบไหมครับว่าเอกชนของไทยได้ผลิต อุปกรณ์เกี่ยวกับเรื่องของการดับเพลิง การผจญเพลิง ชุดการหนีไฟต่าง ๆ หน้ากากป้องกัน ควันพิษที่ได้มาตรฐานสากลแล้ว ผมขอความกรุณาท่านประธานได้เรียนกับทางรัฐบาลได้ไหมว่า อุปกรณ์เหล่านี้ขอให้นํามาใช้เพื่อเป็นหลักประกันในเรื่องของการรักษาความปลอดภัย อย่างน้อยที่สุดในเรื่องเกี่ยวกับอัคคีภัย และในเวลาเดียวกันก็จะเป็นการส่งเสริมเอกชนไทย ที่ผลิตเครื่องมืออุปกรณ์เหล่านี้ด้วย เช่น เอาเครื่องผจญเพลิงชุดหนีไฟไปไว้ในห้องนอนทุกห้อง ถ้ามีพักห้องละ ๑ คนก็ไว้ ๑ ชุด พัก ๒ คนก็ไว้ ๒ ชุด มีหน้ากากให้ครบกับจํานวนคน อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็มีการอธิบายให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบก่อนเข้าพัก อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้วก็เท่ากับว่าไม่ใช่เฉพาะเป็นการดูแลความปลอดภัยของผู้เข้าประชุม อย่างใกล้ชิด แต่ยังเป็นการช่วยส่งเสริมอุปกรณ์และสินค้าของไทยที่คนไทยของเราได้ทําแล้ว ก็มีคุณภาพสูง ได้มาตรฐานสากลให้เป็นที่รู้จักกับผู้มาประชุมทั่วโลกด้วย ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ น่าจะเป็นประโยชน์ แล้วก็เป็นเรื่องที่ทําได้ไม่ยากเลย ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพไปยังท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เราใช้ เวลาพอสมควร สมาชิกที่เหลืออยู่ ๒-๓ ท่านถ้าช่วยกระชับได้ก็จะเป็นพระคุณนะครับ เชิญท่านวิรัตน์ครับ เชิญครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสงขลา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมขอสนับสนุน การที่รัฐบาลยื่นเรื่องร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วย การค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) นะครับ แต่ว่าเพื่อประหยัดเวลาของท่านประธาน ก็อยากจะเรียนว่ามีหลายข้อที่อ่านแล้วน่ากังวล ข้อ ๒ เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ในข้อ ๒.๒ และข้อ ๒.๓

ข้อ ๒.๒ เขียนง่าย ๆ ท่านประธาน เขียนว่ารัฐบาลไทยจะต้องดําเนินการ เพื่อกําหนดให้สถานที่และอาณาบริเวณสําหรับการจัดประชุมในระหว่างการประชุม จะต้อง ละเมิดมิได้ ผมนึกถึงอะไรทราบไหมครับ นึกถึงสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เพราะฉะนั้น รัฐบาลผู้ที่มีหน้าที่เจรจาจะต้องให้ชัดเจนว่าแค่ไหน เพียงใดที่ละเมิดมิได้ ไม่ใช้กฎหมายไทย หรือว่าห้ามเจ้าหน้าที่ของไทยหรืออะไรเข้าไปเกี่ยวข้อง อันนี้คือข้อสําคัญ ที่ผมอยากจะย้ําให้ชัดเจนว่าถ้าถึงขนาดเป็นสิทธิสภาพนอกอาณาเขตแบบรัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ มันเป็นการทําลาย เป็นการดูถูกประเทศไทย นี่คือข้อที่ ๑ ที่อยากจะกราบเรียน

ข้อ ๒.๓ รัฐบาลไทยจะให้เอกสิทธิ์บางประการแก่ผู้เข้าร่วมประชุม เช่น ว่าไป สิ่งที่ผมกังวลที่สุดก็คือว่าถ้าเกิดผู้เข้าร่วมประชุมบอกว่าข้อความที่มีการประชุมกัน จะไม่เป็นการหมิ่นประมาท ห้ามฟ้องหมิ่นประมาท ห้ามฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในทางใด ๆ ถ้าถึงขณะนี้เอกสิทธิ์ที่ว่านี้ถ้าเกิดรัฐบาลไปยอม ผู้เจรจาไปยอม มันต้องแก้กฎหมายครับ ท่านรัฐมนตรี แก้กฎหมายแพ่ง แก้กฎหมายอาญา เพราะฉะนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนว่าจะต้องดูให้ชัดเจนว่าแค่ไหน เพียงใด สั้น ๆ ครับ ง่าย ๆ ของผม

สําคัญต่อไปข้อ ๓ ความรับผิดชอบต่อความเสียหาย ท่านประธานครับ เห็นชัดเจนว่าข้อ ๓.๑ ๓.๒ ๓.๓ ๓.๔ ทั้ง ๓.๑ ๓.๒ ๓.๓ ๓.๔ เหมือนกับไปหยิบยก เอากรณีการทําลายการประชุมสุดยอดผู้นําที่พัทยามาเขียน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแปลว่า เขากําลังดูถูกประเทศไทย ถ้าประเทศอื่นไม่ทําอย่างนี้แล้วประเทศไทยเขาเขียนข้อ ๓ ไว้อย่างชัดเจนใน ๓.๑ ๓.๒ อย่างเช่นรัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติการเรียกร้อง หรือความต้องการอื่น ๆ การเรียกร้องเรื่องไซเตสไม่ใช่ประเทศไทยครับ มากันทั้งโลก เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีต้องดูดี ๆ ว่าเราขีดกรอบไว้แค่ไหน กรณีค่าชดเชย กรณี เหตุสุดวิสัยอะไรทั้งหลายที่ว่านี้ก็เช่นเดียวกันว่าจะต้องขีดกรอบให้ชัด เพราะว่าลักษณะนี้ ถ้าผมอยากจะใช้คําพูดว่าเหมือนหมาป่ากับลูกแกะมันก็ไม่น่าจะผิดเพี้ยน สิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปรัฐมนตรีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้เข้ามาประเทศไทย ๓ ปีกว่า แล้วกรมป่าไม้เอามาดองไว้เฉย ๆ กรมป่าไม้เอามาดองไว้เฉย ๆ ท่านรัฐมนตรีทราบไหมว่า เรื่องอะไร เรื่องเฟลกที (FLEGT) อียู (EU) ๒๗ ประเทศออกข้อกําหนดเมื่อ ๔ ปีที่แล้วว่า ภายในวันที่ ๖ มีนาคมปีหน้า ถ้าประเทศไทยไม่สามารถดําเนินการให้เป็นไปตามกฎว่าด้วย การทําไม้ของประเทศในอียูแล้ว ประเทศในอียูเขาจะบังคับคนของประเทศเขาไม่ให้ ซื้อไม้จากประเทศไทย หนักหนาตรงไหนครับท่านประธาน ผมมียางพาราอยู่ ๕๕ ไร่ ที่ตําบลบางเหรียง อําเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา บอกตอนนี้ขายตอนนี้ได้ทันที ไร่ละ ๒๒๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าวันที่ ๖ มีนาคมปีหน้า ถ้าเราไม่จัดการให้เรียบร้อย ราคา ๒๒๐,๐๐๐ บาทต่อไร่อาจจะดิ่งลง สิ่งที่เกิดขึ้นปัญหาผมกราบเรียนท่านประธาน ไปที่รัฐมนตรีว่ากรมป่าไม้เอาเรื่องนี้มาดองไว้ ๓ ปี เผอิญว่ามีผู้ที่เดือดร้อนมาร้องกับ ท่าน พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ระบุชื่อท่านได้ แล้วมีการตั้งคณะทํางานขึ้นมาศึกษา เรื่องนี้ภายใน ๓ เดือน ท่านประธานครับ มาวันนี้คืบหน้าไปพอสมควร แต่ว่ามีการแย่งงาน กันระหว่างกรมป่าไม้กับสภาผู้แทนราษฎร ผมไม่รู้ว่าพวกผมสภาผู้แทนราษฎรจะไปแย่งงาน กรมป่าไม้ได้อย่างไร เรื่องนี้เข้าใจว่ามีการเสนอกรอบไปแล้ว แล้วก็ให้กรมป่าไม้ เป็นผู้ดําเนินการเจรจา กรมเดียวท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ความจริงแล้ว เรื่องนี้นิดเดียวครับ กรมป่าไม้ดูแลไม้ในป่า แต่ไม้ ๙๕ เปอร์เซ็นต์เป็นไม้ยางพารา ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ดูแล และสําคัญมีไม้หัวไร่ปลายนา ภาคเหนือ พี่น้องภาคอีสาน พี่น้องจังหวัดเลยของท่านรัฐมนตรี พี่น้องจังหวัดขอนแก่นอีกมากมาย ของท่านประธานสภา ไม้หัวไร่ปลายนา ผมเชิญกรมป่าไม้มาถามว่าไม้หัวไร่ปลายนานี้ ว่าอย่างไร กรมป่าไม้บอกว่าเมื่อไม้หัวไร่ปลายนาไม่มีเอกสารก็ถือว่าที่ดินไม่ชอบไม้ก็ไม่ชอบ ผมก็บอกว่าถ้าคุณตีความอย่างนี้เจ๊งเลยประเทศไทย สุดท้ายผมเชิญอธิบดีกรมที่ดินมาถามว่า ที่ดินหัวไร่ปลายนาที่ยังออกเอกสารให้ไม่ได้นอกเขตป่า นอกเขตอุทยาน นอกเขตห้ามล่า ทั้งหลายนี่ เขาบอกว่าอธิบดีกรมที่ดินบอกว่าต้องใช้เวลาประมาณ ๓๐ ปี ปีละ ๑๕๐,๐๐๐ ราย จึงจะออกเอกสารให้ครบ ผมถามต่อไปว่าเมื่อชาวบ้านพร้อมแต่กรมที่ดินออกเอกสาร ไม่พร้อมนี่ความผิดของกรมที่ดินหรือความผิดของราษฎร เอาความผิดกรมจบ แปลว่าที่ดิน เหล่านี้ชอบหรือไม่ชอบ ชอบ ผมยกคณะไปประชุมที่จังหวัดขอนแก่นบ้านของท่านประธาน ขอโทษ ที่ประชุมก็ยอมรับว่าเมื่อที่ดินถูกต้อง ไม้ถูกต้อง ผมกําลังกราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่า ถ้ามอบให้กรมป่าไม้กรมเดียวดูแลเรื่องเฟลกทีนี่นะครับ ประเทศไทยจะเสียหายเยอะ ผมนําเสนอท่านประธานไปยังรัฐมนตรีคิดไว้ล่วงหน้าได้เลยครับ เพราะวันที่ ๖ มีนาคมปีหน้า มันจะถึงแล้วยังไม่ถึงไหนเลย และเรื่องนี้กระทบต่อเศรษฐกิจไทย ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เอาน่าหยวนหน่อย ๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เพราะอะไร เรานําเข้าไม้จากประเทศรอบ ๆ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เราส่งออกไม้ไปยังประเทศทั่วโลกอีก ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ผมเชื่อว่ากระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสําคัญแปลว่าอะไร แปลว่าจะต้องนําเข้าสู่สภาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้กราบเรียน ท่านประธานไปที่รัฐมนตรีด้วยว่าต้องรีบ เพราะวันที่ ๖ มีนาคมปีหน้าจะถึงแล้ว แล้วฝาก ท่านด้วยว่าเนื่องจาก ๙๕ เปอร์เซ็นต์เป็นไม้ปลูกคือไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัสบ้านของท่านประธาน ผมอยากให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเล็ก ๆ อาจจะมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน อธิบดีกรมป่าไม้เป็นรอง อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมการปกครอง มาช่วยกัน ขับเคลื่อนเพื่อให้ไม้ที่จะส่งไปทวีปยุโรป ๒๗ ประเทศ จะได้เป็นไม้ที่ถูกต้องแล้วประเทศไทย จะได้ไม่ตกขบวน เพราะว่าถ้าตกขบวนแล้ว ๓ ปีที่กรมป่าไม้ทําเขาคงไม่รายงานท่านรัฐมนตรีครับ เอาไปดองไว้อย่างไรไม่ทราบ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมฝากประเด็นท่านประธานก็คือข้อ ๒ บางข้อและข้อ ๓ แล้วก็ฝากประเด็นไปที่รัฐมนตรีก็คือเฟลกทีของอียู ถ้าไม่ขยับเขยื้อน ไม่รีบนําเข้ามาสภาจะเกิดความเสียหายกับประเทศไทย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอเป็น ส.ว. ๒ ท่านสุดท้าย ได้ไหมครับ ท่าน ส.ว. วิทยา อินาลา เชิญครับ

นายวิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภา นครพนม

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้ว ผมอภิปรายในเรื่องต่อไปนะครับไม่ใช่เรื่องไซเตสครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออภัยครับ คุณหมอเจตน์ ก็เรื่องต่อไปด้วยหรือเปล่าครับ ใช่ไหมครับ อย่างนั้นขออภัยครับ ขอบคุณครับ ขอท่านสุดท้ายได้ไหมครับ ท่านกษิต ภิรมย์ ครับ เชิญครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ผมลงชื่อไว้ในเรื่องนี้ครับแต่สั้น ๆ ครับท่านประธาน ๒-๓ นาทีเองครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หมายถึงเมื่อกี้ คุณหมอเจตน์ใช่ไหมครับ อย่างนั้นเชิญเลยครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมี ๒ ประเด็นเล็ก ๆ สั้น ๆ นะครับท่านประธาน

ประเด็นแรก การที่จะขออนุมัติกรอบเจรจาเกี่ยวกับการจัดประชุมไซเตส ครั้งที่ ๑๖ ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งก็จะเป็นการจัดประชุมทั่วไปแล้วก็จัดประชุม คณะกรรมาธิการบริหารของอนุสัญญา ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ ประเด็นคือว่าคอป ๑๖ มันจะไปตรงกับคําว่าคอป ๑๖ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดประชุมขึ้นที่แคนคูน ประเทศเม็กซิโก ตรงนี้มันจะต่างกันนิดเดียวก็คือว่า ในการจะจัดประชุม ครั้งที่ ๑๖ ที่จะมีขึ้นที่กรุงเทพฯ ในระหว่างวันที่ ๒-๑๕ มีนาคมนี้ เขาใช้คําว่าไซเตส คอป ๑๖ และคําว่าคอปนี่มีโอตัวเล็ก แต่ว่าคอป ๑๖ ของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือไคลเมท เชนจ์ (Climate change) เขาใช้ตัวคอปเหมือนกัน เป็นซีโอพี (COP) โอตัวใหญ่ ผมอยากจะให้ทําความเข้าใจ ตรงนี้ให้ชัด เพราะว่าในการจัดประชุมที่แคนคูน ประเทศเม็กซิโก เกิดขึ้นมาเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว คือปี ๒๐๑๐ เป็นประเด็นแรก ท่านประธานครับ คําถามของผมก่อนที่จะมาถึงประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าอยากจะถามท่านประธานผ่านไปถึงผู้ที่รับผิดชอบด้วยว่าตกลงท่านจะออกกฎหมาย ตามที่ท่านชลน่าน ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้กล่าวไว้ตรงนี้หรือไม่ เพราะว่าตรงนี้ผมก็ไม่ชัดเจนว่า ท่านจะต้องออกกฎหมายหรือไม่ เพราะว่าในสาระสําคัญของกรอบเจรจาที่ท่านเสนอเข้ามา ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ แต่ถ้าหากว่าจะต้องออกกฎหมาย ให้ชัดเจน ท่านช่วยระบุมาด้วย ผมเป็นคนหนึ่งครับท่านประธานที่ผมเห็นด้วยกับการที่จะ จัดประชุมเรื่องนี้ขึ้นมาในประเทศไทย การจัดประชุมระดับนานาชาตินี่มีผู้เข้าร่วมประชุมถึง ๑๗๕ ประเทศ แล้วก็ยังมีองค์กรเอกชนอื่น ๆ ที่เข้ามาร่วมด้วย มันจะมีองค์ประชุมที่ค่อนข้าง ใหญ่มาก แล้วก็งบประมาณที่ตั้งไว้นี้ ๗๐๑,๘๕๔ เหรียญดอลลาร์สหรัฐคิดเป็นเงินไทย ก็ประมาณ ๒๑ ล้านบาท มันเล็กน้อยมากครับท่านประธานเมื่อเทียบกับเงินที่ผู้เข้ามาประชุม ใช้จ่ายในระหว่างการประชุมที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ในเมืองไทย แล้วผลที่ติดตามมาก็คือ ทั่วโลกให้ความสําคัญกับให้น้ําหนักในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วย แล้วผมก็อยากให้มี การประชุมระดับนานาชาติอย่างนี้เกิดขึ้นอีกในประเทศไทยอีกมาก ๆ เพราะว่ามันจะ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในยุคสมัยที่เราต้องการเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย

ในประเด็นที่ ๒ ท่านประธาน ผมก็อยากจะตั้งคําถามแล้วก็เป็นข้อเสนอด้วยว่า ในการประชุมระดับนานาชาตินี้ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสมัยสามัญทั่วไปหรือสมัยสามัญภาคี อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือว่า ไซเตส คอป ๑๖ คือชื่อเต็มที่จะต้องพูดก็คือว่าไซเตส คอป ๑๖ ตรงนี้ในระหว่างการประชุมนี่ มันก็จะเหมือนการประชุมนานาชาติอื่น ๆ จะต้องมีการลงมติกําหนดหรือแก้ไข ระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ประเด็นก็คือว่าในการประชุมไซเตส คอป ๑๖ ครั้งนี้มันเป็นเรื่องที่ ประเทศไทยจะขอเสนอเปลี่ยนแปลงแก้ไขบัญชีชนิดพันธุ์ เช่น การขึ้นบัญชีไม้พะยูง การแก้ไขบัญชีกล้วยไม้ลูกผสม และคํานิยามต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การลงมติกําหนดหรือแก้ไข ระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ก็คือจะต้องเซ็นเอ็มโอยู (MOU) ในระหว่างการประชุม ผมเองก็ได้มี โอกาสเข้าร่วมการประชุมระดับนานาชาติในหลาย ๆ แห่ง แล้วก็พบว่าในการประชุม แต่ละครั้งมันก็จะต้องมีการเซ็นในนามของประเทศไทย ซึ่งบางครั้งเราก็ใช้ข้ออ้าง ที่ไม่อยากจะเซ็น เช่นครั้งหนึ่งเราเคยไปประชุมที่ไต้หวัน แล้วเราก็ไม่อยากเซ็นเพราะว่ามันมี ปัญหาเรื่องกระทบความสัมพันธ์กับประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เราก็บอกว่ามันจะต้องนําเข้า มาตรา ๑๙๐ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งตรงนั้นก็ยังเป็นที่สงสัยอยู่ว่า ในการไปลงนามเอ็มโอยูในระหว่างการประชุมระดับนานาชาตินั้นมันจะมีปัญหาหรือสุ่มเสี่ยง ต่อการที่จะเข้ามาตรา ๑๙๐ หรือไม่ แต่แน่นอนครับเมื่อเราแก้รัฐธรรมนูญไปแล้วนี้มันก็จะ ทําให้ประเด็นตรงนี้ลดความสําคัญลง แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าในกรณีนี้ท่านก็กําหนดไว้ ชัดเจนว่าจะมีการลงมติกําหนดหรือแก้ไขระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งหลาย ๆ เรื่องมันก็จะเป็น เรื่องที่อาจจะมีความสุ่มเสี่ยงต่อมาตรา ๑๙๐ ตรงนี้ผมขอถามผ่านท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีด้วยว่าท่านกําหนดได้หรือไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรบ้างที่จะนําเข้า แล้วเรื่องนั้น มันจะมีผลกระทบหรือไม่ แต่ท้ายที่สุดถึงอย่างไรก็ตามถ้าหากว่าท่านชี้แจงแล้ว ผมเองนี่เนื่องจากว่าทางเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะท่านพีรพันธุ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านบอกว่าอาจจะต้องนําเรื่องนี้กลับเข้ามา ในที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งในกรณีที่ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพราะฉะนั้น ผมเองก็อยากจะทราบว่าแล้วท่านจะนําเรื่องนี้เรื่องอะไรบ้างที่จะต้องไปเสนอความเห็น ในการประชุมไซเตส คอป ๑๖ แล้วก็ในกรณีที่ถ้าหากว่าท่านจะต้องนําเข้าอีกทีหนึ่งถ้าเป็น ไปตามที่เพื่อนสมาชิกที่ท่านเป็นนักกฎหมายได้กล่าวไว้แล้วนี่ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านจะนําเข้าเมื่อไร ท่านจะนําเข้าหรือไม่ แล้วถ้านําเข้าจะนําเข้าเมื่อไร แล้วท่าน จะออกกฎหมายหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามนี่ผมคิดว่าท้ายที่สุดถ้าหากว่าเราได้ปฏิบัติตาม ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วผมลงมติเห็นด้วยในกรณีที่เราจะจัดให้มีการประชุมตรงนี้ แล้วก็เห็นด้วยกับกรอบที่ท่านนําเข้ามาในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอท่านสุดท้ายนะครับ ท่านกษิต ภิรมย์ เชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผมจะสั้นมากครับ ๒ นาที ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นแรกครับ ผมก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันคุ้มครองทั้งหลายที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไว้ สิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากจะฝากผ่านท่านประธานไปยังฝ่ายรัฐบาลท่านรัฐมนตรีก็คือว่าเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ทางฝ่ายไซเตสได้เสนอมานั้นค่อนข้างจะละเมิดอธิปไตยของประเทศไทยแล้วก็ศักดิ์ศรี แห่งความเป็นประเทศไทยเป็นอย่างมาก เขาตั้งเงื่อนไขมาเสมือนว่าเราเป็นรัฐล้มเหลวแล้ว ผมคิดว่าเพื่อศักดิ์ศรีของประเทศไทยโดยองค์รวม ฝ่ายรัฐบาลน่าจะดูแลเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ฝ่ายไซเตสได้เสนอมานั้นให้รอบคอบนะครับ ผมคิดว่ามีหลาย ๆ อย่างน่าจะตัดไปได้ เพราะว่าการให้การคุ้มครองรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นหน้าที่ของรัฐที่มี ประสิทธิภาพแล้วก็เป็นรัฐอธิปไตยสามารถจะทําได้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องตั้งมาไว้ ในเงื่อนไขของการที่จะจัดการประชุมระหว่างประเทศ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าครั้งนี้ทางฝ่ายรัฐบาลได้เสนอกรอบเจรจาว่าด้วยเงื่อนไข ของการจัดการประชุมระหว่างรัฐบาลไทยกับทางฝ่ายไซเตส ก็เป็นที่คาดหวังว่า เมื่อถึงเวลาที่จะมีการประชุมในต้นปีหน้านั้น ผมอยากจะได้รับการยืนยันจากฝ่ายรัฐบาล ผ่านทางท่านประธานว่าจะเสนอกรอบเจรจาว่าด้วยเนื้อหา แล้วก็ข้อตกลงหรือเอ็มโอยูต่าง ๆ ที่จะพึงมีในโอกาสแรกต่อรัฐสภาใช่หรือไม่ครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่าน ส.ว. นฤมล บอกขอพูดเล็กน้อยนะครับ เชิญครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ขอบพระคุณค่ะท่านคะ ดิฉันก็ตั้งใจจะพูดเล็กน้อยเพราะว่าครั้งแรกก็ได้อภิปรายไปพอสมควรแต่ยังไม่ได้รับคําตอบ ทั้งหมดจากท่านรัฐมนตรี ขอบพระคุณท่านประธานนะคะ ตอนแรกดิฉันคิดว่าจะต้องใช้ การประท้วง ข้อ ๔๗ เสียแล้ว ก็เป็นอันว่าไม่ต้องประท้วงกัน ขอบพระคุณมาก อีกครั้งหนึ่งนะคะ ดิฉันจะเรียนถามท่านประธานค่ะว่ายังไม่ต้องเรียนถามนะคะ จะขอแสดงความเห็นว่าการทํา หนังสือจดหมายนําของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นการทําหนังสือซึ่งไม่มีคุณภาพ ถามว่าเป็นการทําหนังสือที่ไม่มีคุณภาพเพราะอะไรคะ จริง ๆ แล้วถ้าท่านจะเอาตามที่ ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ที่รักของดิฉันนะคะว่าครั้งนี้จะเป็นการที่จะต้อง ให้มีการทํากฎหมายเพื่อจะรองรับในเรื่องของเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ซึ่งกฎหมายเก่า ของเราในเรื่องของการคุ้มครองการดําเนินงานขององค์การสหประชาชาติและทบวงการ ชํานัญพิเศษแห่งสหประชาชาติในประเทศไทย ปี ๒๕๐๔ ไม่คุ้มครององค์กรที่ชื่อว่าไซเตส จึงจะต้องมีการทํากฎหมาย ท่านก็ทําหนังสือฉบับนี้ออกมามันถึงจะเข้าไปในกรอบ มาตรา ๑๙๐ แต่เพราะการทําหนังสือนําที่มันไม่มีคุณภาพ ไม่มีหัวใจในการที่จะดูแลงานให้มันมี คุณภาพ ไม่ใส่ใจ มันถึงได้เกิดเรื่องราวที่จะต้องมาพูดคุยกันเยอะแยะ อันนี้คือเรื่องที่ ๑ ถ้าท่านจั่วหัวเลยว่าจากการที่มีการประชุมไซเตส ครั้งที่ ๑๕ เมื่อวันที่ ๒-๑๔ ตุลาคม ที่กรุงโดฮา รัฐการ์ตา พ.ศ. ๒๕๕๓ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพได้รับมติเป็นเอกฉันท์ เป็นเจ้าภาพในการที่จะจัด ครั้งที่ ๑๖ นี่นะคะ เขาประชุมกัน ๓ ปีครั้งหนึ่ง ก็คือว่าเราจะต้องประชุมในปี ๒๕๕๖ และมติ ครม. ก็มีตั้งแต่วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๓ แล้วว่าให้ความเห็นชอบ และจะต้องทํากฎหมายเพื่อจะต้องให้เป็นไปตามข้อตกลงที่เรา มีการเรียกร้องจากไซเตส ซึ่งเพื่อนสมาชิกบางท่านบอกว่าเรียกร้องมากไป ซึ่งดิฉันก็เห็นด้วยค่ะ ว่าเรียกร้องมากไป ไม่เป็นการให้เกียรติประเทศไทยเท่าที่ควร แม้จะเป็นเพื่อความรอบคอบก็เถอะ ทําจดหมายที่มีความชัดเจนมาก็ไม่ต้องมาพูด ไม่ต้องมาถามกัน ถามว่าถ้าเป็นอย่างนี้ ท่านต้องทํากฎหมาย และจะประชุมกันเดือนมีนาคมปีหน้า ทํากฎหมายจะทันไหม ที่จะรองรับเรื่องของเอกสิทธิ์และการคุ้มครอง ถ้าทําไม่ทันเขายังจะมาประชุมที่บ้านเราอีกไหม หรือเรายังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมต่อไปหรือไม่ ดิฉันอยากให้ประชุม เพราะว่า เวลาประชุมคน ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คนมาประเทศไทย แต่ว่าในการจะทําอะไรก็ต้องทําด้วย หลักการเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ มีมติ ครม. ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ แต่วันนี้บอกว่าจะมาขอแค่ เฉพาะการอนุญาตเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม และจะต้องมีกฎหมายเสนอตามเข้ามาด้วย เพื่อจะยกเว้นหรือคุ้มครองเขาเป็นพิเศษ แล้วมันจะทันอย่างไรคะท่านประธาน นี่ละค่ะ ดิฉันถึงบอกว่าคนกรองงานของฝ่ายรัฐบาลกรองไม่ดี และฝ่ายที่ทําหนังสือ จดหมายก็ทํา ไม่เป็นท่าเลยไม่มีฝีมือจริง ๆ คราวที่แล้วเรื่องนาซาเช่นเดียวกันไปเอาเอกสารเก่ามาให้ หน้าเดียว คนก็ต้องพูดกันว่าความตั้งใจไม่มี อันนี้ก็ขออนุญาตฝากเป็นข้อสังเกต และข้อตําหนิไปเลยว่าเราตั้งใจจะสนับสนุนการทํางานของฝ่ายบริหาร แต่ว่าทําให้เราทํางานยาก ขอบพระคุณมากค่ะ และไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าทําแล้วมันเหมาะสมอย่างยิ่งที่ควรจะให้ ความเห็นชอบไปค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นนั้นก็ต้องขอกราบขอบคุณท่านสมาชิกรัฐสภาที่ได้แสดงความคิดเห็น ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกรอบการเจรจาภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับ สํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ ก่อนอื่นนั้นต้องขอนํากราบเรียนท่านสมาชิกว่าจากการประชุม ไซเตสในคอป ๑๕ (CoP15) ที่กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ เมื่อปี ๒๕๕๓ ประเทศไทยก็ได้รับมติ เป็นเอกฉันท์ให้เป็นเจ้าภาพในการประชุมสามัญภาคีอนุสัญญา ครั้งที่ ๑๖ ซึ่งตามมติ คณะรัฐมนตรีที่เพื่อนสมาชิกทั้งหลายได้กล่าวแล้วว่ามติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ประเทศไทยนั้นเป็นเจ้าภาพ ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยนั้นถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นภาคีสมาชิกในจํานวน ๑๗๐-๑๘๕ ประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศนั้นก็ให้ความสําคัญกับประเทศไทย ซึ่งการจัดประชุมแต่ละครั้งนั้น เขาจะมีการเลือกเฟ้นประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม ในรอบแต่ละ ๓ ปี จะมีการผลัดเปลี่ยนของแต่ละประเทศนั้น ถือว่าทางอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศนั้น ที่สํานักเลขาธิการได้ให้ความสําคัญกับประเทศไทยของเราในการที่จะเป็นเจ้าภาพ ในการจัดประชุมในคอป ๑๖ ครั้งนี้ก็ถือโอกาสนําเรียนว่าจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ก็อยากจะกราบเรียนว่าประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพนั้นจะต้องนําเสนอเงื่อนไขตามที่อนุสัญญา ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศจะต้องเสนอในกรอบ ซึ่งอยากจะกราบเรียน ว่าแต่ละประเทศนั้นที่ได้จัดการประชุมนั้นก็อยู่ในเงื่อนไขของการประชุมแต่ละครั้ง ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่าการประชุมในคอปตั้งแต่ครั้งที่ ๑ จนมาถึงครั้งที่ ๑๕ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมีหรือไม่ ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จากครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๑๕ มีการประชุมนั้นไม่ได้เกิดมีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการประท้วง หรือไม่มีการทําให้ความเสียหายของแต่ละประเทศ ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่า ในประเทศไทยในการจัดเตรียมความพร้อมในการประชุมครั้งนี้เราเองก็จะต้องปฏิบัติตาม เงื่อนไขของอนุสนธิสัญญาในฐานะที่ผมเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมก็อยากจะกราบเรียนเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทั้งหลายนะครับว่าเราเองได้รับฟัง ปัญหาของเพื่อนสมาชิกที่จะนําไปในกรอบเจรจาก็จะถือโอกาสกราบเรียนเพื่อนสมาชิกว่า เราเองก็จะเน้นจากข้อสังเกตของท่านสมาชิกทั้งหลายในกรอบเจรจานะครับ และในอีกส่วนหนึ่ง ที่เพื่อนสมาชิกได้ถามปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องสัตว์ก็ดี โดยเฉพาะเรื่องช้างก็อยาก จะกราบเรียนนะครับว่าที่ท่าน ส.ส. วัชระ เพชรทอง ได้ถามนะครับว่าช้างที่มีการฆ่า หรือมีการตายที่อยู่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้นเรื่องไปถึงไหน ก็อยากจะกราบเรียนว่า ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการดําเนินคดีและศาลจะพิจารณาตัดสินในวันที่ ๒๕ ตุลาคมนี้นะครับ จึงเรียนให้ท่าน ส.ส. วัชระ เพชรทอง ได้เข้าใจว่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะเกี่ยวกับสัตว์ป่าก็ดีเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมเองก็อยากจะกราบเรียนเพื่อนสมาชิก รัฐสภาให้สบายใจว่าถ้าเกิดมีปัญหาผมก็จะติดตามดังที่เพื่อนสมาชิกได้ให้ข้อสังเกตนะครับ และในโอกาสนี้ผมต้องถือโอกาสขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุก ๆ ท่านที่ได้ให้ข้อสังเกต ในการเสนอแนะที่จะเข้าร่วมประชุมในคอป ๑๖ ที่จะมีการประชุมในวันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ที่ถึงนี้นะครับ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออนุญาตขอมติเลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงมติ ขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ถ้าพร้อมก็แสดงตนได้เลย เชิญครับ แสดงตนได้เลย ท่านที่มาทีหลังใช้สิทธิแสดงตนได้เลยนะครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิมีไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ไม่มี ส่งผลได้เลยครับ เชิญครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๓๘๕ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมครับ

ผมขอมติครับ เห็นด้วยกับกรอบเจรจาดังกล่าวหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เรียบร้อยนะครับ มีท่านใด ยังไม่ใช้สิทธิมีไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกยกมือขึ้น)

ถ้าไม่มี ปิดการลงคะแนน ส่งผลได้เลยครับ มติเห็นด้วย ๔๔๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๓ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะครับ

เรื่องด่วนที่ ๑๓ ข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพ ด้านการท่องเที่ยวอาเซียน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้มีเกียรติ กระผม ชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้รับมอบหมายจาก คณะรัฐมนตรีให้มานําเสนอข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพ ด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ก่อนอื่นท่านประธานครับผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเป็นอย่างมาก เพราะรัฐบาลไม่มีทางเลือกแล้วครับ ทางที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอาเซียนได้มีมติขอร้องให้ประเทศไทยเราเป็นผู้ต้องลงนาม ในข้อตกลงอันนี้ภายในเดือนกันยายน ตอนนี้ก็ล่วงเลยเวลามาพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามที ก็ขอให้ทันการประชุมอาเซียน ซัมมิท (ASEAN summit) ที่ประเทศกัมพูชา ในเดือนพฤศจิกายน ดังนั้นโอกาสนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่ทางรัฐบาลจะต้องดําเนินการลงนาม ในข้อตกลงร่วมกันฉบับนี้ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงภายใต้ แถลงการณ์บาหลี ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๖ รัฐมนตรีท่องเที่ยว ๙ ประเทศลงนามหมดแล้ว ครับ ยกเว้นแต่ประเทศไทยที่ยังไม่ได้ลงนามประเทศเดียว ดังนั้นทางที่ประชุมจึงได้ขอร้อง ให้ประเทศไทยรีบลงนามก่อนที่จะมีการประชุมอาเซียน ซัมมิทที่กรุงพนมเปญ รัฐบาล จึงมีความจําเป็นต้องเสนอข้อตกลงนี้ให้รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบ ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ความจริงข้อตกลงอันนี้ได้เสนอเข้าสู่รัฐสภาแล้วตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ต้องตกไปเนื่องจากมีการยุบสภา รัฐบาลนี้ก็เลยได้นําเอาข้อตกลงดังกล่าวมานําเสนอ สู่รัฐสภาอีกครั้งหนึ่งเพื่อขอความเห็นชอบ เพื่อให้ทันในการประชุมอาเซียน ซัมมิท ที่กรุงพนมเปญในเดือนพฤศจิกายน วัตถุประสงค์ของข้อตกลงนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่จะ อํานวยความสะดวกให้แก่บรรดาผู้ประกอบการอาชีพต่าง ๆ ของประเทศในอาเซียนด้วยกัน ตําแหน่งงานทั้งหมดที่ปรากฏอยู่มีอยู่ทั้งหมด ๓๒ ตําแหน่งงานด้วยกัน ดังนั้นถ้าหากที่ผ่านมา ทั้งหมดนั้นมีปัญหาถึงความเห็นที่แตกต่างกันในผลประโยชน์ของการลงนามในข้อตกลงอันนี้ ซึ่งทางรัฐบาลก็ได้พยายามหาความเห็นที่หลากหลายกัน และหาข้อยุติที่เป็นประโยชน์ แก่ประเทศไทยมากที่สุด สุดท้ายทุกฝ่ายก็ได้เห็นร่วมกันว่าก็น่าจะลงนามในข้อตกลงฉบับนี้ ไปก่อน ส่วนเมื่อลงนามเสร็จเรียบร้อยแล้วก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายและข้อบังคับ ของแต่ละประเทศ ขั้นตอนและการดําเนินการทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายภายใน ของแต่ละประเทศผู้รับตําแหน่งงานต่าง ๆ เหล่านั้น ๓๒ ตําแหน่งงานที่ได้ปรากฏอยู่ ในข้อตกลงนั้น ยกตัวอย่างเช่น แผนกต้อนรับจะมี ๕ ตําแหน่ง แม่บ้านจะมี ๖ ตําแหน่ง ประกอบอาหารจะมี ๗ ตําแหน่ง อาหารและเครื่องดื่ม ๕ ตําแหน่ง นําเที่ยวจะมี ๔ ตําแหน่ง ทัวร์โอเปอเรเตอร์ (Tour operator) จะมี ๕ ตําแหน่งด้วยกัน ทั้งหมดนี้ทั้งรัฐบาลชุดที่แล้ว และรัฐบาลปัจจุบันได้พยายามหาความหลากหลายของความคิดเห็นต่าง ๆ ก็ได้เนิ่นนานมา จนกระทั่งบัดนี้ ทางที่ประชุมรัฐมนตรีสภาอาเซียนก็ขอร้องให้ประเทศไทยเราลงนามได้แล้ว ส่วนผลประโยชน์ต่าง ๆ และขั้นตอนดําเนินการก็ไปขึ้นอยู่กับกฎหมายและข้อบังคับ ของแต่ละประเทศ ดังนั้นเราสามารถที่จะดูแลผลประโยชน์ของเราได้ ภายหลังจากที่ได้ไป ลงนามในข้อตกลงของเขาแล้ว ข้อตกลงนี้ทางรัฐบาลเห็นว่ามีความจําเป็นที่จะต้องไปลงนาม เพื่อให้เป็นแบบเดียวกันทั้ง ๑๐ ประเทศด้วยกัน ประเทศไทยเราประเทศเดียวตอนนี้ เรายังไม่ได้ลงนาม ถ้าผ่านคราวนี้แล้วผมก็จะได้ลงนามในนามของประเทศไทยต่อไป แล้วก็จะได้นําไปเสนอในอาเซียน ซัมมิทที่กรุงพนมเปญ ในเดือนพฤศจิกายนต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่าน ส.ว. พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ เชิญครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สําหรับข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากร วิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ท่านรัฐมนตรีก็ชี้แจงชัดเจนแล้วว่าเราล่าช้า นอกจากยุบสภาแล้ว ความล่าช้าอีกประการหนึ่งผมคิดว่าเราเสียเวลาค่อนข้างมาก เวลากรอบเจรจาต่าง ๆ นี้เข้าสู่สภา มีการประท้วงบ่อย การประท้วงก็ทําให้เสียเวลา ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานจุดนี้เลยนะครับ ถ้าเผื่อท่านประธานจะให้วิปทั้ง ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเจรจากันว่าอย่าได้มีการประท้วงในการอภิปรายก็จะทําให้งานนี้ เร็วขึ้นนะครับ ตอนนี้เราก็ถูกมติของที่ประชุมอาเซียนว่าเราจะต้องทําเรื่องนี้ให้เสร็จ เพื่อจะเข้าประชุมอาเซียน ซัมมิทในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ ในข้อตกลงร่วมว่าด้วย การยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอาเซียน มีประเด็นสําคัญประเด็นแรกก็คือ เกี่ยวกับเรื่องหน่วยงานโครงสร้างภายในที่จะมีหน้าที่รับผิดชอบในการให้คํารับรองคุณสมบัติ ของบุคลากรวิชาชีพด้านนี้นะครับ หน่วยงานโครงสร้างภายในทั้งหมดก็มีอยู่ ๓ หน่วยงานด้วยกัน ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ได้ตั้งเสร็จแล้ว คือ คณะกรรมการวิชาชีพท่องเที่ยวแห่งชาติ คณะกรรมการรับรองวิชาชีพท่องเที่ยว คณะกรรมการติดตามตรวจสอบวิชาชีพท่องเที่ยวอาเซียน ยังมีอีก ๒ งานซึ่งกําลังทําอยู่นะครับ คือการจัดทําหลักสูตรการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน จะมี ๒ สาขาที่เกี่ยวข้อง ก็คือสาขาที่พักและสาขาการเดินทาง อีกอันหนึ่งก็คือการจัด เทียบมาตรฐานสมรรถนะผู้ประกอบวิชาชีพการท่องเที่ยว แล้วท้ายที่สุดก็คือการจัดทําระบบ การบันทึกข้อมูลสําหรับผู้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิชาชีพการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศก็ได้ดําเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการในข้อ ๑ และข้อ ๒ เรียบร้อยแล้วนะครับ ส่วนข้อ ๓ ถึงข้อ ๖ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผมทราบว่ากําลังดําเนินการ อยู่ในขณะนี้ ความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมของการท่องเที่ยวไทยเพื่อก้าวสู่ ประชาคมอาเซียนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็มีดังนี้

๑. สามารถจัดตั้งคณะกรรมการวิชาชีพท่องเที่ยวแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว จัดตั้งคณะกรรมการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพเสร็จแล้ว จัดตั้งศูนย์เครือข่าย ศูนย์เครือข่ายอันนี้ ก็จะเป็นสิ่งที่ผมมีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง คือเรื่องเครือข่ายในด้านการจะให้การรับรอง เซอร์ทิฟิเคชัน (Certification) สําหรับโปรเฟสชันนอล เน็ตเวิร์ค (Professional Network) ตรงนี้ คิดว่าเมื่อตั้งสําเร็จก็จะทําให้ผู้ที่ประกอบวิชาชีพด้านนี้สามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้ สําหรับสํานักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งได้จัดทําโครงการแนวทาง การพัฒนาศักยภาพกําลังแรงงานของไทยใน ๓๒ ตําแหน่ง ซึ่งอยู่ในข้อตกลงฉบับนี้ ท่านก็ได้ เชิญสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาแล้ว แต่จะมีบางประเด็นซึ่งตอนท้ายของการอภิปรายที่ผมจะขอกราบเรียนเพื่อจะให้ ท่านรัฐมนตรีได้ช่วยกรุณาชี้แจงโดยละเอียดเพิ่มเติม เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนะครับ ผมเห็นด้วยกับแผนการดําเนินงานของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของแผนการฝึกอบรม การจัดทํา ระบบประเมินหลักสูตรมาตรฐาน การจัดทําระบบอีเลิร์นนิ่ง (e-Leaning) และฐานข้อมูล รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ นะครับ ประเด็นที่อยากจะให้ชี้แจงเพิ่มเติม อันนี้เป็นสิ่งที่สําคัญครับ ก็คือว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอเมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๕ ว่าประเทศไทย สมควรเตรียมความพร้อมในการแก้กฎหมายภายในเพื่อกําหนดสิทธิของผู้ประกอบการ จากต่างประเทศ ซึ่งจะมาจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่จะเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดการโรงแรม ด้านการท่องเที่ยวคือคิดว่าทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็อาจจะเป็นห่วงว่าผู้ประกอบการไทยจะถูกแย่งงาน เพราะฉะนั้นก็จะขอเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีว่าได้ดําเนินการเรื่องนี้ไปแล้วเพียงใด เพราะว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ด้วยกัน เช่น พระราชบัญญัติธุรกิจนําเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. ๒๕๕๑ พระราชบัญญัติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ พระราชบัญญัตินโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑ พระราชบัญญัติ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมเห็นว่าเกี่ยวข้องมากที่สุดก็คือพระราชบัญญัติธุรกิจนําเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เพราะว่ามีเงื่อนไขอยู่หลายข้อ เช่นในมาตรา ๑๖ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับว่า ผู้ขอรับ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวจะต้องขอรับใบอนุญาตและต้องมีสัญชาติไทย มาตรา ๕๐ ผู้รับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ก็จะต้องมีสัญชาติไทย มาตรา ๘๐ ถึงมาตรา ๙๕ กําหนดบทลงโทษของผู้ฝ่าฝืน ผมคิดว่าประเด็นนี้ถ้าสมมุติว่าทางท่านรัฐมนตรีไม่ได้อธิบาย ชี้แจงให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ เมื่อข้อตกลงร่วมนี้ถูกประกาศใช้แล้วมีผลกระทบก็คงจะมี ผู้ที่เสียโอกาสอาจจะไปร้องเรียนศาลปกครองเพราะแต่เดิมก่อนที่จะมีข้อตกลงฉบับนี้ เขาก็ประกอบอาชีพได้ ต่างชาติที่จะเข้ามาแย่งงานแล้วก็จะติดขัดอยู่ในประเด็นตรงนี้ แต่เราก็คงจะฝืนไม่ได้แล้วครับเพราะว่าเป็นประชาคมอาเซียนแล้วการเคลื่อนย้ายแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือในลักษณะอันนี้ก็คงจะไปฝ่าฝืนไม่ได้เพราะเราเป็นประชาคมเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ผมขอความกรุณาด้วยความเคารพครับ ช่วยกรุณาชี้แจงสั้น ๆ นะครับ

ข้อที่ ๑ ความก้าวหน้าในการดําเนินการออกกฎหมายกําหนดสิทธิ ของผู้ประกอบการจากประเทศในสมาชิกอาเซียนที่จะเข้ามาประกอบอาชีพการโรงแรม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอนั้น ไม่ทราบว่า ได้ดําเนินการไปมากน้อยเพียงใด ขอสั้น ๆ นะครับ

ข้อที่ ๒ ผลกระทบต่อกฎหมายทั้ง ๕ ฉบับที่กระผมได้กราบเรียนแล้วว่า เรามีความจําเป็นที่จะต้องไปปรับปรุงแก้ไขอะไรหรือไม่

ข้อที่ ๓ ค่อนข้างจะสําคัญนะครับ เพราะว่าหลายครั้งที่เวลาเราไปลงนาม ในข้อตกลงร่วมใหม่ ๆ เมื่อเราอนุมัติไปก็มองไม่เห็นผลกระทบ แต่หลายฉบับเมื่อเราตกลงไปแล้ว พี่น้องประชาชนเขาได้รับความเดือดร้อนเกือบจะทุกเรื่อง ไม่ว่าจะการเปิดเอฟทีเอ (FTA) หรือเรื่องหอมแดงอะไรต่าง ๆ ทั้งหมด เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งซึ่งผมกังวล เพราะฉะนั้น คําถามข้อที่ ๓ ก็คืออยากทราบว่าถ้าเผื่อเราได้ไปลงนามให้สัตยาบันเรียบร้อยแล้ว ผลกระทบคนไทยจะมีโอกาสถูกแย่งงานมากน้อยเพียงไร ผมใช้คําคํานี้เลยนะครับว่าจะต้อง ถูกต่างชาติมาแย่งงานมากน้อยเพียงไร และโอกาสที่คนไทยจะไปทํางานลักษณะนี้ไม่ว่าจะเป็น สถานที่พักหรือว่าด้านการบริการเรื่องธุรกิจนําเที่ยว เรามีโอกาสที่จะไปทํางานในอาเซียน มากน้อยเพียงไร เราก็ทราบใช่ไหมครับว่าส่วนใหญ่เราก็มีปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษ ซึ่งผมจะไม่กราบเรียนแล้วทุกคนก็ทราบอยู่แล้ว ตอนนี้หน่วยงานเราก็พยายามอยู่แล้วนะครับ แต่มันยังมีมาตรการทางกฎหมาย มาตรการส่งเสริมด้านการลงทุนซึ่งอาจจะเป็นหน้าที่ ของรัฐบาลที่จะต้องมาสนับสนุนตรงนี้ เพราะฉะนั้นข้อ ๓ อยากจะขอให้ท่านรัฐมนตรี ให้ความมั่นใจหน่อยว่าข้อตกลงฉบับนี้จะไม่ทําให้พี่น้องประชาชนคนไทยซึ่งเคย ประกอบอาชีพนี้อยู่ถูกแย่งงานไป ผมนึกถึงสมัยก่อนนะครับเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วซึ่งเรายัง ประกอบรถยนต์ไม่ได้ คนญี่ปุ่นซึ่งมาเที่ยวประเทศไทยนั้นเขานั่งรถบัสทําในประเทศญี่ปุ่น เขารับประทานอาหาร ในประเทศญี่ปุ่น ไกด์ (Guide) ที่ทัวร์ (Tour) ก็เป็นคนญี่ปุ่น ปัจจุบันนี้สภาพการณ์ดีขึ้น ไกด์คนไทยก็สามารถที่จะรับหน้าที่นี้ได้มากขึ้นโดยเฉพาะทัวร์ซึ่งมาจากต่างประเทศ ตรงกันข้ามถ้าสมมุติว่าข้อตกลงฉบับนี้ผ่านไปผมเกรงเหลือเกินว่าต่อไปประเทศในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นประเทศเวียดนาม เขมร ประเทศ สปป. ลาว ประเทศพม่า สมมุติเข้ามาประเทศไทย แล้วจะมีไกด์ซึ่งเป็นชาติของเขามามากกว่าที่จะเป็นของคนไทยนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ขอกราบเรียนถามด้วยความเคารพเพียง ๓ ข้อ ก่อนที่ผมจะตัดสินใจลงนามสนับสนุน ร่างข้อตกลงฉบับนี้ครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอลงกรณ์ครับ เชิญครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอบคุณทางรัฐมนตรีนะครับ ที่ได้นําเสนอข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว อาเซียนต่อรัฐสภาและเป็นการสานต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว เพื่อให้เออีซี บลูปรินท์ (AEC blueprint) หรือว่าพิมพ์เขียวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสามารถบรรลุผล และก้าวสู่ปี ๒๕๕๘ ด้วยความราบรื่นแล้วก็มั่นคง สาขาการท่องเที่ยวนั้นถือเป็นความตกลง ในกรอบของเอฟัส (AFAS) หรือว่ากรอบความตกลงว่าด้วยสินค้าบริการทางด้านของเซอร์วิส (Service) ความตกลงดังกล่าวนั้นกําลังก้าวสู่เป้าหมายอีกเพียง ๒ ปีเศษข้างหน้า แล้วถือได้ว่า ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวนั้นเป็น ๑ ในสาขาที่สําคัญเป็นสาขาเร่งรัดที่เราเรียกว่าไพรออริตี เซคเตอร์ (Priority sector) และเริ่มต้นมาเกือบจะในปีแรก ๆ ของการเปิดเสรีการท่องเที่ยว และภาคบริการนอกจากสาขาวิศวกรรม สถาปัตยกรรมและอื่น ๆ แล้ว ในปี ๒๕๔๖ ที่มีการตกลงกัน เพียงปีถัดมาเท่านั้นแหละครับก็ต้องยอมรับว่าหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ของเราได้ขับเคลื่อนผลักดันจนกระทั่งนํามาซึ่งเอ็มอาร์เอ (MRA) หรือว่าความตกลง ร่วมดังกล่าว แต่น่าเสียดายว่าระยะเวลาที่ผ่านมานั้นเราประสบปัญหาการเมืองในประเทศ ประสบปัญหาหลายอย่างแม้แต่อุทกภัย ในที่สุดเราเป็นประเทศสุดท้ายที่จะต้องลงนาม และให้สัตยาบัน ผมได้พบกับท่านเลขาธิการอาเซียนดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ที่ท่านมาเป็นผู้บรรยายพิเศษก็ยังได้พูดคุยกันแล้วก็มีการพูดถึงหลายความตกลง หลายพิธีสาร หลายเอ็มอาร์เอที่เรายังไม่ได้ให้สัตยาบัน ดังนั้นผมถึงกล่าวขอบคุณท่านรัฐมนตรีในนาม ของรัฐบาลที่มาเสนอความตกลงดังกล่าวหรือข้อตกลงดังกล่าวต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นงานที่เรา ต้องทําต่อเนื่องเพราะว่าผลประโยชน์ของชาตินั้นจะต้องมาก่อน ความตกลงดังกล่าวนั้น ความจริงในการประชุมที่สําคัญเมื่อเราได้มีความเห็นชอบพิมพ์เขียวประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนหรือว่าเออีซี บลูปรินท์ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อปี ๒๕๕๒ ผมเองได้มีโอกาสไปทําหน้าที่ ในฐานะรัฐมนตรีอาเซียนในขณะนั้น แล้วก็ตั้งความหวังว่าเราคงจะสามารถที่จะให้สัตยาบัน และลงนามได้โดยเร็ว แน่นอนที่สุดว่าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวนั้นประชากรอาเซียน ๖๐๐ ล้านคนในปัจจุบันซึ่งมีจีดีพี (GDP) รวมกันกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีมูลค่าการค้ารวมกันเกินกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ เป็นตลาดที่มีอนาคต เป็นตลาดดาวรุ่ง แต่ปัจจุบันนั้นเรามีนักท่องเที่ยวจากอาเซียน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ ๑ ใน ๔ ของนักท่องเที่ยว ๗๐๐,๐๐๐ คนเมื่อปีที่แล้ว นักท่องเที่ยว ๑๙ ล้านคนเมื่อปีที่แล้วเกือบ ๒๐ ล้านคน นํารายได้กว่า ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาสู่ประเทศไทย ความตกลงดังกล่าวนั้นผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลคงต้องตั้งเป้าหมายว่าการที่รัฐสภา จะให้ความเห็นชอบ นั่นหมายความว่าเราจะมีทั้งโอกาสแล้วก็ต้องดูแลปัญหาที่จะตามมา โอกาสของการที่เราจะสามารถเพิ่มแรงงานทักษะที่อยู่ภายใต้ความตกลงในกรอบเอ็มอาร์เอนี้ กับ ๒. ก็คือการร่วมลงทุนในธุรกิจและการเปิดกว้างในการให้สามารถจัดตั้งบริษัท และมีสัดส่วนการถือหุ้นได้เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในภาคของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมตลอดไปถึงการที่เราจะเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าในประเทศไทย ในประเทศเมียนมาร์ ในประเทศ สปป. ลาว ในประเทศกัมพูชา ในประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศบรูไน ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นต้น ความหลากหลายของ แหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ต้องการบุคลากรวิชาชีพที่มีความหลากหลาย มีมาตรฐานเอ็มอาร์เอ ฉบับนี้ก็จะตอบโจทย์ดังกล่าวขึ้นกับความพร้อมว่าตอบโจทย์ได้มากน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่ ความพร้อมที่เราสามารถที่จะดําเนินการได้มากน้อยเพียงใด ผมไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ ที่จะเห็นชอบต่อข้อตกลงดังกล่าวนี้ แล้วก็เร่งรัดด้วยว่ารัฐบาลจะต้องดําเนินการทั้งก่อน และหลังความตกลงมีผลบังคับ แล้วผมเชื่อว่ารัฐสภาแห่งนี้ก็ไม่มีใครขัดข้องที่จะให้ การสนับสนุน แต่ว่าหลังจากความตกลงมีผลบังคับใช้นั้นคืองานต่อไป เป็นการเก็บเกี่ยว ประโยชน์ร่วมกันและประโยชน์ของเราในฐานะที่เป็นสมาชิกสําคัญของอาเซียนประเทศหนึ่ง ข้อกังวลที่อยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีก็คือในเรื่องของความพร้อมของเอสเอ็มอี (SME) ในธุรกิจท่องเที่ยว ต้องยอมรับว่าร้อยละ ๘๐ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยนั้นเป็นเอสเอ็มอี และส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด ข้อด้อยอีกประการก็คือในเรื่องของภาษา ซึ่งเราพูดกันมาก ในเรื่องของข้อด้อยด้านภาษาว่าถึงเวลาหรือยังที่อย่างน้อยที่สุดถ้าหากว่าเราต้องการที่จะ เป็นผู้นําเป็นฮับ (Hub) ทางด้านการท่องเที่ยวของอาเซียน สถาบันการศึกษาทั้งของภาครัฐ ภาคเอกชนควรที่จะต้องเรียนด้วยภาษาอย่างน้อย ๓ ภาษา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แล้วก็ ภาษาอาเซียนซึ่งเป็นทางเลือก ถ้าเราปราศจากซึ่งการสนับสนุนในเรื่องของสถาบันการศึกษา หรือว่าศูนย์อบรมบ่มเพาะ หรือว่าสถาบันฝึกอบรมที่ทํางานอย่างจริงจัง สิ่งที่จะเป็นโอกาส ก็อาจจะสูญเสียไปไม่มากก็น้อย นอกเหนือจากเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี แล้วก็เรื่องของภาษาแล้ว อีกประการก็คือความรู้ความเข้าใจในเรื่องอาเซียนของผู้ประกอบการและผู้ที่จะจบการศึกษา หรือว่าแรงงานทักษะที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ความจริง ๓๒ สาขาอาชีพ ที่ท่านรัฐมนตรีได้นําเสนอเป็นความตกลงที่เราจะให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่มีทักษะอย่างเสรีนั้นแยกออกเป็นสาขาการโรงแรม เป็นสาขาอาหาร สาขาเครื่องดื่ม และอาหาร สาขาธุรกิจนําเที่ยว เป็นต้น สาขาเหล่านี้ความจริงเป็นจุดแข็งของประเทศของเรา แต่การที่จะสร้างจุดแข็งให้ได้จะต้องเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์ นั่นหมายความว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้น รวมทั้ง ททท. คงต้องทํางานหนักมากขึ้นในการที่จะ บูรณาการกับสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน และรวมไปถึงสภาอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหอการค้าในแต่ละจังหวัด รวมทั้งส่วนกลาง ที่จะให้เกิด ความเข้าใจว่าใน ๑๐ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยนั้นเราสามารถที่จะแสวงหาพันธมิตร ทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเดินทาง การคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางน้ํา ทางอากาศ หรือแม้แต่กฎเกณฑ์กติกา กฎหมายและวัฒนธรรมประเพณีอันเป็นข้อห้ามของแต่ละประเทศเป็นอย่างไร นอกเหนือจากนั้นก็คือการที่เราควรที่จะต้องส่งเสริมอัตลักษณ์ของเราในด้านการท่องเที่ยว ที่เราเรียกว่าไทยเนส (Thainess) ความเป็นไทยเป็นที่ขึ้นชื่อลือชา โดยเฉพาะในเรื่อง ของความมีจิตใจที่ต้อนรับแขกที่เราเรียกว่าฮอสปิตอลลิตี (Hospitality) ไม่มีชาติใด หรือเหลือน้อยชาติมากที่จะเทียบเคียงได้กับประเทศไทย ๒. ก็คืออัตลักษณ์ของความเป็นไทย ที่สะท้อนออกมาในรูปของอาหาร ในรูปของดนตรี ในรูปของเพลง ในรูปของภาพยนตร์และอื่น ๆ ท่านประธานคงเห็นว่าล่าสุดประเทศเกาหลีสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเผยแพร่ดนตรี และจังหวะดนตรีที่เรียกว่ากังนัม สไตล์เป็นดนตรีมีการเต้น ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ๔๐๐ กว่าล้านคนได้ชม แต่ผมก็ไม่คาดว่าท่านรัฐมนตรีจะเต้นกังนัม สไตล์ที่นี่นะครับ แต่ว่านั่นคือตัวอย่างหนึ่งของยุคใหม่ของโลกของการตลาดที่อาศัยความเป็นอัตลักษณ์ และประเทศไทยของเราก็มีอัตลักษณ์ในด้านของขนบธรรมเนียมประเพณีที่กระผมได้กล่าวมา นั่นหมายความถึงสิ่งที่ผมกําลังจะขอเรียนถามถึงความพร้อมว่าในตลาดของแรงงานวิชาชีพ เหล่านี้กับความพร้อมในการที่เราจะเจาะตลาดออกไป แน่นอนการผสมผสานระหว่าง ความเป็นการท่องเที่ยวอาเซียนหรือว่าอาเซียน ทัวร์ริซึม (ASEAN Tourism) นั้น มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องทําร่วมกันด้วยในระดับของภูมิภาค ขณะเดียวกันเราก็จําเป็นที่จะต้อง สร้างความเด่นของเราให้มันสอดประสานและกลมกลืน นั่นก็คือไทยเนสหรือความเป็นไทย ที่สะท้อนไปผสมผสานอยู่ในความหลากหลายของวัฒนธรรมและสินค้าท่องเที่ยว และนั่นคือ อีกเรื่องหนึ่งที่กระผมอยากเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวนั้นแน่นอน เราจะเกิดมาตรฐานวิชาชีพ เราจะมีองค์กรกลไกซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสภาวิชาชีพนั่นเอง ในแต่ละประเทศ คําถามก็คือว่าแล้วในส่วนของอาเซียนกลางนั้นได้มีกลไกอะไรในการที่จะ ดําเนินการในเรื่องนี้ เหมือนที่เราก็มีอียูก็จะมีคณะกรรมการกลางในส่วนของอียูด้านวิชาชีพ แต่ละสาขา ผมเห็นแต่ว่าเรามีคณะกรรมการการท่องเที่ยวอาเซียน แล้วเรามีการประชุม รัฐมนตรีและการประชุมซอม (SOM) คือการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการท่องเที่ยว ของอาเซียน แต่ว่ากลไกที่สามารถที่จะรองรับแล้วก็ดูแลกํากับติดตามในการที่จะสร้าง ความเป็นอาเซียน ก็ต้องยอมรับว่าในภูมิภาคนี้ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีนักท่องเที่ยวจาก ภูมิภาคต่าง ๆ เข้ามาในอาเซียนของเรานั้นไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ล้านคน เมื่อเราเข้าสู่ปีที่เป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เรามีมาตรฐานหลายมาตรฐานในโลกนี้ แต่ผมคิดว่ามาตรฐาน อาเซียนด้านการท่องเที่ยวนั้นจะต้องมีเป็นมาตรฐานกลางนอกเหนือจากมาตรฐาน ที่เปรียบเสมือนสภาวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว ๒ สาขาหลัก ๆ ๓๒ ตําแหน่งย่อยนั้นในแต่ละ ประเทศ เพราะฉะนั้นจึงฝากเป็นอีกประเด็นหนึ่งเพื่อให้ท่านสร้างความมั่นใจว่าเราไม่ใช่ แต่เพียงปฏิบัติตามข้อตกลง แต่เราจะเป็นประเทศชั้นนําด้านการท่องเที่ยวในการที่ เปรียบเสมือนเป็นหัวรถจักรในการขับเคลื่อนขบวนการท่องเที่ยวของอาเซียน นอกเหนือจากนั้น ก็คือในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผมเข้าใจดีว่าภายใต้โครงสร้างทางธุรกิจและอาชีพของ การท่องเที่ยวนั้นกว่าร้อยละ ๘๐ จะเป็นเอสเอ็มอีเป็นธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม แล้วก็แรงงานทักษะของเรานั้นก็จะอยู่ในท้องถิ่น แต่วันนี้เมื่อเราทําความตกลงดังกล่าวนั้นเรากําลังยกระดับสู่ความเป็นภูมิภาค และก้าวต่อไป สู่ความเป็นสากล ตรงนี้ละครับที่มีความสําคัญอย่างมากว่าเราจะมีข้อด้อยก็คือในเรื่องของทุน ในเรื่องของนักบริหารจัดการมือระดับสากล เพราะธุรกิจท่องเที่ยวนั้นถือเป็นธุรกิจข้ามชาติสากล มีการบริหารแบบแฟรนไชส์ (Franchise) จากค่ายของทวีปยุโรป ค่ายของประเทศสหรัฐอเมริกา ค่ายของประเทศญี่ปุ่น และอื่น ๆ เราไม่มีกําลังทรัพย์และทุนมากพอสําหรับธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะไปลงทุนต่อสู้ได้แบบที่เป็นอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวที่เป็นสากล แนวทางเดียวที่เราสามารถทําได้ก็คือในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราเห็นเมืองปาย เติบโตขึ้น ไม่มีความจําเป็นเลยที่จะต้องมีการลงทุนจากแฟรนไชส์ของเชอราตัน ของไฮแอท หรือของค่ายต่าง ๆ หรือว่าที่อําเภอเชียงของซึ่งกําลังจะเปิดประตูสู่ยูนนาน หรืออําเภอเชียงคาน อุทยานแห่งชาติภูเรือที่จังหวัดเลย และแม้แต่ตลาด ๑๐๐ ปีที่ปรากฏในที่ต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เติบโตมีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี การค้า การขาย นํามาสู่การเป็นตลาดท่องเที่ยว เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ต้องซื้อหาและลงทุน จากทุนภายนอก ผมเชื่อว่านี่คือแนวทางที่จะต่อสู้กับทุนขนาดใหญ่ที่เป็นสากล ทุนขนาดใหญ่ แม้แต่ในสมาชิกอาเซียนหลายประเทศเช่นประเทศสิงคโปร์ แต่นั่นคือความชัดเจน ที่ท่านรัฐมนตรีควรจะให้ความมั่นใจต่อรัฐสภาในการตอบว่าแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ท่านได้เตรียมความพร้อมแค่ไหน ผมทราบว่าตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วดําเนินการมาได้จัดตั้ง สํานักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ได้ตั้งกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้มี เมืองสร้างสรรค์ คัดเลือก ๑๐ จังหวัดเรียบร้อย แล้วก็มีรางวัลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นายกรัฐมนตรี เรียกว่าพีเอ็ม ครีเอทีฟ อวอร์ด (PM Creative Award) และแม้แต่ การจัดการประชุมเศรษฐกิจสร้างสรรค์นานาชาติเป็นประเทศแรก แทบจะไม่เห็น การขับเคลื่อนตรงนี้เลย ผมเชื่อว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเรานั้นจะต้องยืนอยู่บนแนวทาง ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสามารถสร้างให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน ซึ่งขณะนี้ อาเซียนเองก็เริ่มดําเนินการตามรอยประเทศไทย เพียงแต่ต้องการความชัดเจนและความเอาใจใส่ และการให้ความสําคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นแนวทางที่สําคัญในการที่จะ ใช้ประโยชน์และการเตรียมความพร้อมในการรับมือของสถานประกอบการในลักษณะ ของการสร้างบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว เพราะหลักสูตรแต่ละหลักสูตรนั้น นอกเหนือจากหลักสูตรมาตรฐานที่จะต้องเรียน เราจะต้องมีหลักสูตรพิเศษเป็นการเฉพาะ สําหรับการฝึกอบรม การสร้างคนของเราให้เข้าสู่ ๔ สาขาดังกล่าว ยกตัวอย่าง เช่นการที่เรา ต้องการที่จะส่งเสริมพ่อครัวไทย แม่ครัวไทย ภายใต้การเป็นแหล่งอาหารวัตถุดิบของโลก ชาวนาเราก็เก่ง ชาวไร่เราก็เก่ง ชาวสวนก็เก่ง ชาวประมง ชาวปศุสัตว์ เราผลิตและเราแปรรูป และทําเป็นอาหาร จนกระทั่งอาหารไทยนั้นติดท็อป ไฟว์ (Top 5) ของโลก ติด ๑ ใน ๕ ของโลก และอาชีพที่เรายังพูดถึงความตกลงร่วมเอ็มอาร์เอฉบับนี้นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะเปิดโอกาส ให้พ่อครัวไทย แม่ครัวไทยนั้นสามารถจะไปประกอบอาชีพในกลุ่มประเทศอาเซียนภายใต้ การเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะเสรีฉบับนี้ แล้วเราต้องการที่จะเผยแพร่ไทยเนสของเราออกไป เราต้องการที่จะให้ความเป็นครัวไทยไปสู่ครัวอาเซียน ความเป็นครัวไทยไปสู่ครัวอาเซียน จะเป็นสปริงบอร์ด (Springboard) ที่สําคัญที่จะทําให้ความเป็นอาเซียนนั้นช่วยให้ ประเทศไทยนั้นโดดเด่นแล้วก็สามารถที่จะเดินไปสู่เป้าหมายของความเป็นครัวโลกให้ได้ นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง สุดท้ายก็คือตัวสินค้าที่จะได้รับผลพวงจากกรณีของการเข้าเป็นภาคี ความตกลงดังกล่าวนี้ เรามีสินค้าโอทอป (OTOP) มากมายครับ ท่านประธานก็คงทราบ สมาชิกรัฐสภาก็คงทราบว่า เมื่อแรกที่เราส่งเสริมสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านซึ่งต่อมาก็มาใช้เรียกว่าโอทอปนั้น แน่นอนที่สุด ว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกอาหารและเครื่องดื่มครับ ซึ่งอยู่ในหมวดนี้ละครับ หมวดของ สาขาอาชีพ ๑ ใน ๔ ที่สําคัญตรงนี้ แผนกเครื่องดื่มและอาหาร ทําอย่างไรที่จะให้มี การส่งเสริมต่อยอดให้กับวิชาชีพในสาขาเครื่องดื่มและอาหารในการที่จะก้าวเข้าสู่การเป็น ผู้นําในสาขานี้ในอาเซียน นั่นหมายถึงว่าความแตกต่างของอาหาร เครื่องดื่ม ที่จะนําเข้าไปสู่ การเสนอต่อนักท่องเที่ยวทั้งหลาย ทั้งกลุ่มลูกค้าอาเซียนด้วยกัน แล้วก็กลุ่มของชาวต่างชาติ ที่รวมกันเข้ามาในประเทศไทยนั้นร่วม ๒๐ ล้านคน ตรงนี้เองคือสิ่งที่มันจะได้มากกว่าการได้ ตําแหน่งงาน การได้แรงงานทักษะเราต้องเป็นการคิดที่บวกเพิ่มเข้าไป สร้างมูลค่าเพิ่มเข้าไป นอกเหนือจากการที่เราทําความตกลงเพียงแค่ในระดับของการเปิดเสรีภาคบริการ ด้านท่องเที่ยว จึงอยากฝากท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าช่วยกรุณาสร้างความมั่นใจ ด้วยการตอบข้อซักถาม ข้อกังวล แล้วกระผมยินดีที่จะให้การสนับสนุนโดยหลักการสําหรับ ข้อตกลงดังกล่าว ขอบพระคุณท่านประธาน

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต่อการตกลงในเรื่องของสมาชิกอาเซียนที่ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาบอกว่า เหลืออีกเพียง ๑ ประเทศ ก็คือประเทศไทยที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกในกรณีดังกล่าวนี้ ผมมีข้อสังเกต ๓ ประเด็นหลัก ๆ ท่านประธานครับ ในการทําสัญญาที่จะเข้าสู่ในระบบต่าง ๆ ที่ท่านรัฐมนตรีได้กรุณากล่าวไว้ตั้งแต่ต้นนะครับ ผมมีความเป็นห่วง ๓ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของภายในประเทศไทย ภายในประเทศไทยในขณะนี้ เห็นบอกว่าท่านจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการด้านการท่องเที่ยว แห่งชาติก็ดี คณะกรรมการรับรองวิชาชีพท่องเที่ยวก็ดี แล้วก็คณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบวิชาอาชีพในการท่องเที่ยวอาเซียน ฝากถามไปยังท่านรัฐมนตรีว่าภายในของเรา คณะกรรมการมาจากหน่วยงานใดบ้าง แล้วที่ผ่านมาสมมุติว่าถ้ามาจากหน่วยงาน ของในประเทศไทย เช่น จากสถาบันการศึกษา หรือว่าองค์กรอิสระอะไรก็แล้วแต่ที่จัดตั้ง กันขึ้นมาเป็นคณะกรรมการ ที่มานั้นมีกระบวนการคัดสรรอย่างไร ที่ผมถามอย่างนี้ ก็เพราะว่าเมื่อเราต้องไปแข่งขันกับต่างประเทศในสมาชิกอาเซียน เอาละท่านอาจจะมอง ลงไปทางทิศใต้ ขวาเป็นประเทศพม่า ซ้ายประเทศเวียดนาม ประเทศ สปป. ลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ข้ามฝั่งไปเจอประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบรูไน แต่ว่าประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่าแต่ละประเทศย่อมมี มาตรฐานที่แตกต่างกัน ท่านประธานครับ เราจะทราบได้อย่างไรว่าประเทศบรูไนดารุสซาลาม เขาจะมีมาตรฐานในลักษณะเช่นนี้ คณะกรรมการนั้นจะเป็นอย่างไร ประเทศสิงคโปร์ที่คิดว่า เจริญกว่าประเทศไทยแล้วเขาจะมีมาตรฐานในเรื่องนี้อย่างไร ผมถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่า เวลาที่เราออกกฎกติกาอะไรก็แล้วแต่ภายในประเทศเราเรามักจะถามกับ คนภายในครับ แต่ถ้าเราเอาไปเปรียบเทียบกับชาติอื่น ๆ ซึ่งอาจจะพัฒนากว่าอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ หรือแม้บางประเทศที่อยู่ในอาเซียนที่เขาพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยว เช่นประเทศอินโดนีเซีย หรือแม้แต่กระทั่งประเทศมาเลเซีย เขามีการจัดตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาค่อนข้างจะรอบคอบ เราได้ใช้สถิติของเขาเมื่อ ๒-๓ ปีที่ผ่านมาหรือไม่จาก ๙ ประเทศ อันนี้ประเด็นที่ ๑

ประเด็นต่อมา เมื่อคณะกรรมการชุดนี้เกิดขึ้นแล้วเราออกใบรับรองให้กับ คนไทยเพียงอย่างเดียว สมมุติว่าผมจะไปทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ คนไทยได้มี การออกระเบียบหรือว่าออกใบประกาศนียบัตรอะไรต่าง ๆ นี่นะครับ จากนั้นก็ไปทํางาน ที่ประเทศสิงคโปร์ ถามว่าประเทศสิงคโปร์ต้องให้การยอมรับทั้งหมดถูกต้องไหมครับ อันนี้แน่นอนเพราะถือว่าเป็นสมาชิกอาเซียน เมื่อมีการยอมรับในประเทศไทยแล้วก็ย่อมจะ ยอมรับในประเทศสิงคโปร์ด้วย ถามกลับไปอีกกลุ่มหนึ่งประเทศอื่น ๆ ผมยกตัวอย่าง ประเทศ ก ซึ่งอยู่ในสมาชิกอาเซียนเขามีกระบวนการแบบนี้เหมือนกับเราใช่หรือไม่ ถ้าใช่ เรามั่นใจได้อย่างไรว่ากระบวนการในการออกกฎระเบียบก็ดี ออกใบประกาศนียบัตรก็ดี มันจะไม่เกิดการฉ้อฉล หรือว่าเกิดความสะเพร่า หรือว่าไม่มีคุณภาพ อันนี้ต้องฝากท่านประธานถามไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับเช่นประเทศ ก บอกว่าเอาละ ใครมีสตางค์มาให้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ออกใบประกาศเลยท่านจะได้ไปทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ หรือออกมา ๕๐,๐๐๐ บาท ท่านจะได้ไปทํางานที่เมืองไทย อันนี้เป็นการส่อไปในแนวทาง ที่จะทุจริตกันระดับอาเซียนเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นผมฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีครับในกรณีนี้ต้องเข้มข้นเช่นเดียวกันครับ

ประเด็นต่อมา เมื่อคนไทยไปทํางานในต่างชาติตามหมวดที่ท่านว่านี่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานต้อนรับ สาขาแม่บ้านอะไรนี่นะครับ ท่านประธานครับ ในชีวิตผมนี่ ชอบขับรถเดินทางท่องเที่ยวในอาเซียน ผมไปด้วยรถยนต์ครบทุกประเทศครับ แล้วผมมักจะ ไปพักโรงแรมหลายระดับกัน สิ่งที่พบก็คือชาวต่างชาติที่จะไปทํางานในโรงแรม ในเมืองไทย ก็เช่นเดียวกันถ้าเกิดถ้าท่านประธานไปพักหรือว่าได้เดินทางไปต่างจังหวัดแล้วไปพักโรงแรม ระดับสามดาว ท่านประธานลองไปสั่งอาหารดูสิครับ ถามเอาอะไร ก็เลยถามต่อว่าตกลงแล้ว มาจากประเทศไหนแน่ ค่าแรงมันถูกครับ แต่ประเด็นที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าเมื่อสมาชิก ของไทยออกกฎระเบียบเรียบร้อย ออกใบประกาศเรียบร้อย แล้วก็ไปทํางานในต่างชาติได้ คราวนี้ละครับชาวต่างชาติเขาจะต้องได้เหมือนกัน แล้วก็กลับเข้ามาทํางานในประเทศไทย ถามว่ากระบวนการกลั่นกรองนี่คณะกรรมการประกอบไปด้วยใครบ้าง สมมุติมี ๑๐ คน คณะกรรมการในประเทศไทยมี ๑๐ คนเป็นคนไทยทั้งหมดใช่หรือไม่ ถ้าใช่ท่านมั่นใจ ได้อย่างไรว่าส่งไปที่ประเทศสิงคโปร์แล้วประเทศสิงคโปร์โอเค (OK) เลย หรือว่าประเทศ สปป. ลาว ส่งมาที่ประเทศไทย ประเทศไทยโอเคเลยไม่มีขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะเป็นปัญหา อย่างนี้ก็เป็นคําถามที่ฝากท่านประธานไว้นะครับ

เรื่องต่อมาที่เกี่ยวข้องกันครับท่านประธาน ก็คือชาวต่างชาติ ชาวต่างชาติ ในกฎระเบียบหรือกรอบกติกาอาเซียนนี้ก็หมายความว่าประเทศนอกสมาชิก ๑๐ ประเทศ วันนี้เราต้องยอมรับอาหารมาจากต่างชาติเยอะครับ ท่านไปสั่งเนื้อลูกแกะ เนื้อลูกวัวตายใน ท้องเสือ อะไรอย่างนี้นะครับส่วนใหญ่มาจากประเทศออสเตรียบ้างละ ประเทศยุโรปบ้างละ ประเทศอเมริกาบ้างละ คนเหล่านี้ก็เป็นคนนอกอาเซียนครับพวกเขาเข้ามาทํางานอย่างนี้ คณะกรรมการชุดนี้เป็นผู้พิจารณาหรือไม่ ถ้าใช่กระบวนการเป็นอย่างไร และมี ข้อได้เปรียบเสียเปรียบกับประเทศสมาชิกอาเซียนหรือไม่ อย่างไรครับ อันนี้ฝากเป็น ข้อสังเกตผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับ

ประเด็นต่อมาครับ ในเรื่องของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พาสปอร์ต (Passport) ในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ปลอมกันเยอะแยะมากมายครับ ใบขับขี่รถยนต์วันนี้ถ้าท่านถือใบขับขี่แบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือว่าแบบสมาร์ท การ์ด เมด อิน ไทยแลนด์ (Smart card made in Thailand) ที่เขียนว่าคิงดอม ออฟ ไทยแลนด์ (Kingdom of Thailand) นี่นะครับ ขับรถไปที่ประเทศกัมพูชาก็ดี ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นพวงมาลัยขวาแบบบ้านเรานี่นะครับเขาบอกว่าใช้ได้ครับ และถามต่อไปครับอีกหน่อยใบเซอร์ติฟิเคท (Certificate) หรือว่าใบประกาศเกียรติคุณ ใบประกาศอะไรก็แล้วแต่ที่ท่านได้ไปอบรมมาทั้งหมดนี่นะครับกระบวนการตรวจสอบ เป็นอย่างไร สมมุติว่าผมอบรมในสาขาอันดับแรกครับ สาขาที่พักเช่นผมเป็นผู้จัดการ ฝ่ายต้อนรับ ฟรอนท์ ออฟฟิศ เมเนเจอร์ (Front office manager) ผมอยากไปทํางานที่ ประเทศสิงคโปร์ ผมพูดภาษาอังกฤษได้ครับ พูดภาษาจีนกลาง ภาษาแต้จิ๋ว ภาษากวางตุ้งได้ ผมสามารถถือใบประกาศใบเดียวนี่นะครับไปที่แถว ๆ ถนนออร์ชาร์ดแล้วก็ไปสมัครที่โรงแรม ได้เลยไหม ถ้าได้คนอินโดนีเซีย คนฟิลิปปินส์ ก็ทําเช่นเดียวกันครับก็มาสมัครที่โรงแรมเชอราตัน ในกรุงเทพฯ ได้เช่นเดียวกันครับ ระบบต่าง ๆ ของสมาชิกภาคีอาเซียน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ระบบออนไลน์ท่านทําพร้อมแล้วหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วท่านช่วยบอกสังคมครับ เราไม่ได้กลัวชาวต่างชาติที่จะเข้ามาแย่งงาน เราต้องยอมรับความจริงในอีก ๒-๓ ปีข้างหน้า ในปี ๒๕๕๘ ที่จะเปิดรับครับ แต่ถ้าเรามีคุณภาพเพียงพอนะครับ รัฐบาลในยุคไหนก็แล้วแต่ กระทรวงการท่องเที่ยวมีคุณภาพเพียงพอนี่นะครับ ท่านสามารถตรวจได้ทันทีครับ หมายเลข มาเลยครับ เอสเค (SK) ย่อมาจากสิงคโปร์ เอ็มแอล (ML) ย่อมาจากมาเลเซีย ๑๒๒๔ ๑๒๓๔ เข้ามาถึงมาเมืองไทยปุ๊บคีย์ (Key) เข้าไปเลยครับอบรมจริง สาขาผู้ควบคุม ฝ่ายต้อนรับจริง อย่างนี้ชัดเจนครับ กระบวนการที่จะเป็นการทุจริตในเรื่องใบประกาศ หรือว่าการถือกระดาษแผ่นเดียวแล้วเข้ามาสมัครในเมืองไทยก็จะทําได้ยากขึ้นครับ ประเทศไทยก็จะไม่เกิดภาวะสมองไหล เดี๋ยวนี้ท่านก็ทราบความดีครับในกรุงเทพมหานคร และตามหัวเมืองใหญ่ ๆ พนักงานเสิร์ฟ ร้อยละ ๘๐ เป็นชาวต่างด้าว ก็ชัดเจนครับอีกหน่อย เขาก็เข้ามาอย่างเสรีเพราะพาสปอร์ตไม่ต้องจ็อบ (Job) ไม่ต้องขอวีซาเดินทางเข้าออก ได้อย่างสะดวกสบาย

ประเด็นต่อมา ท่านประธานที่เคารพครับ ที่เขาเรียกกันว่าเอฟัส หรือว่ากรอบตกลงอาเซียนด้านบริการนี่มันครอบคลุมถึงขนาดไหนครับ มันยอมรับ ในข้อตกลงในกรณีเรื่องของอาชญากรรมไหม ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ลิงค์ (Link) ข้อมูลร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือไม่ อย่างไร เดี๋ยวนี้วิธีการง่าย ๆ ของผู้ก่อการร้ายนะครับ ไม่จําเป็นต้องไปขึ้นเวทีปราศรัยครับ ผู้ก่อการร้ายของแท้นี่นะครับ ก็คือการปลอมตัวเข้ามาตามระบบต่าง ๆ ของโลกเช่นเขาไปอบรมอยู่ที่ประเทศใด ประเทศหนึ่งในอาเซียนเพื่อจะขอใบอนุญาตประกอบกิจกรรมที่ท่านว่านี่นะครับไม่ว่าจะเป็น ที่พักโรงแรม ประกอบอาหาร แม่ครัว อะไรนี่นะครับ แล้วถือใบนี้ใบเดียวครับท่านประธาน แล้วเข้ามาสมัครงานในกรุงเทพฯ ก็ดี ไปในเมืองใหญ่ ๆ ที่อาจจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการ ก่อการร้ายอย่างนี้ ท่านได้ลิงค์ข้อมูลเหล่านี้กันหรือไม่ อย่างไรครับ มันลิงค์ต่อเรื่องของความมั่นคงมากมาย หลากหลายครับ อาเซียนเราเปิดให้ทุกคน ช่วงนี้สัมมนากันแทบทุกวันครับ เรื่องของ การเปิดรับการเป็นสมาชิกประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในมิติต่าง ๆ ๓๖๐ องศา รัฐบาลไทยได้ติดตามและตรวจสอบหรือไม่ อย่างไร ผมฝากข้อคิดไว้ ๓-๔ ประเด็น

ประเด็นแรก คือเรื่องของคนไทยที่จะได้ใบประกาศ ไม่ใช่ว่าได้ยาก แต่ว่าพอคนประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนอีก ๙ ประเทศ บอกว่าได้ง่ายกว่าประเทศไทย ข้อสอบ เหมือนกันไหม ภาษาแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร อายุเป็นอย่างไร ประวัติพวกเราเหล่านั้น คืออะไร มาจากไหน อย่างไร

ประเด็นต่อมาคือคนต่างชาติที่จะเข้ามาทํางานในเมืองไทยนี่จะเกิด กระบวนการที่เรียกว่าโควตาอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีโควตา เปิดเสรี อาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นอีกไหม เพราะมาก่อนค่อยสมัครทีหลัง แต่สมัยก่อนเราจะไปทํางานประเทศเกาหลี เราจะไปทํางาน ประเทศญี่ปุ่นสมัครก่อนครับ รับก่อนจึงค่อยไปครับ แต่ถ้าลักษณะเช่นนี้หมายความว่า ถือกระดาษแผ่นเดียวเข้ามาในเมืองไทยแล้วก็มาสมัครงานลุ้นเอาข้างหน้าครับ มานอนรอสัก ๓ เดือนครับ ถ้าเงินหมดทําอะไรล่ะครับ เกิดอาชญากรรมไหม แล้วจะส่งกลับกันอย่างไร อันนี้เป็นประเด็นที่ฝากท่านไว้นะครับ

ส่วนเรื่องของต่างชาติผมก็ยังเห็นด้วยครับ บางอย่างมันก็เป็นทฤษฎี การเรียนรู้อย่างต่อยอดครับ เวลาท่านไปสั่งอาหารฝรั่งเศสถ้าท่านบอกว่าเป็นคนเวียดนาม ซึ่งเป็นอาณานิคมเก่าของประเทศฝรั่งเศสมาผัดหรือมาทําแฮมเบอร์เกอร์ให้ท่าน หรือมาทําอาหารที่เป็นปลาให้ท่าน ท่านก็บอกว่ามันไม่ใช่ฝรั่งเศสแท้ บางอย่างขอบเขต ของอาเซียนนี่ก็ฝากท่านรัฐมนตรีไว้ครับ ท่านควรเปิดกว้างไว้บ้างพอสมควรครับ อาชีพสงวน บ้านเราก็ยังคงเป็นอาชีพที่สงวนครับ แต่บางอาชีพนี่เป็นอาชีพที่เรารับรู้ข้อมูลข่าวสาร จากต่างชาติได้ แล้วก็เรียนรู้ต่อไปขยายความต่อกันได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้ติดใจอะไรว่าเราจะ เข้าสู่สมาชิกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือว่าอาเซียน ๑๐ ประเทศ ไปมาแล้วทั่วทุกประเทศ ในอาเซียนนี้ ผมก็มีความรู้สึกว่าไม่ได้แตกต่างอะไรครับ ถ้าไปแล้วมีสตางค์ไปใช้บ้านเขา เขายินดีครับ แต่ถ้าไปแล้วไม่มีสตางค์ไปหาบ้านเขากลับมานี่เขาก็ต้องตั้งข้อกังขากับผมครับ เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการเปิดนี่ดีครับ แต่ขอให้ท่านคิด อย่างรอบคอบ ถ้าท่านชัวร์ (Sure) ๑๐ ข้อ ท่านทําแค่ ๑๐ ข้อ ถ้าท่านไม่ชัวร์ท่านชัวร์แค่ ๘ ข้อ ท่านทําแค่ ๘ ข้อ แล้วไปตกลงกันในกรอบความตกลงว่าอีก ๒ เรื่องนี่เราขอไว้ก่อนได้ไหม ถ้าเราพร้อม ปี ๒๕๕๘ ซึ่งเปิดแท้จริงแล้ว แล้วเราค่อยเริ่มอีกได้ไหม อันนี้จะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศไทย ด้วยความขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ ผมจัดลําดับ การอภิปรายอย่างนี้นะครับ ต่อไปจะเป็นท่านตวง แล้วก็ท่านอัญชลี วานิช เทพบุตร แล้วก็ ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชิญอาจารย์ตวงครับ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริง หลักการก็เห็นด้วยที่ทางรัฐบาลได้นําข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากร วิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอาเซียนมาให้ที่ประชุมได้พิจารณา แต่ว่าประเด็นที่จะกราบเรียน ท่านประธานต่อไปนี้ ผมเรียนท่านประธานก่อนว่าที่พูดไปนี่คืองานวิจัยที่ผมศึกษาเรื่องนี้ มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จึงเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีด้วยแง่มุมทางวิชาการที่ได้ ทําวิจัยเรื่องนี้มา

ประการแรก ผมเห็นว่าเรื่องนี้ที่รัฐบาลได้เสนอเข้ามานี่รัฐบาลกําลังทํา เรื่องใหญ่ ๆ ให้เป็นเรื่องเล็ก กําลังทําเรื่องที่เป็นรายได้หลักของประเทศแต่ว่าทําเป็นเรื่องเล็ก ๆ ท่านประธานดูสิ่งที่เสนอมาต่อสภาวันนี้จะเป็นคําอธิบายว่ามันเป็นเรื่องเล็กอย่างไร ผมยกตัวอย่างเช่นรัฐบาลบอกว่าได้มีการประชุมสัมมนาว่าด้วยการร่วมมือกันเรื่องบูรณาการ จัดทําหลักสูตร ๖ ภาค ๗ ครั้ง แลกกับ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใหญ่แค่ไหน ใหญ่จนกระทั่งว่า อาเซียนมีมติให้ประเทศไทยเป็นผู้เขียนสมรรถนะการท่องเที่ยวครับ แปลว่าสุดยอด รายได้ ของประเทศก็มาจากที่นี่ละครับ แต่ว่าเราประชุมแค่ ๗ ครั้ง ท่านประธานตามไปดูข้อตกลง ที่พูดถึง ผมตกใจมากก็คือว่าท่านไปตกลงกับกระทรวงแรงงาน กรมอาชีวศึกษา เพื่อจัดทํา หลักสูตรพัฒนาวิชาการท่องเที่ยวเพื่อให้ได้ตามข้อตกลงของเอ็มอาร์เอนั้น โดยให้ กรมอาชีวศึกษาเดิมเป็นผู้ผลิตหลัก แต่ประเด็นก็คือว่าจะลงนามร่วมมือในเดือนตุลาคม ผมไม่รู้ว่าลงนามหรือยัง มันเหมือนกับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สําหรับประเทศไทย แต่จริง ๆ มันมีมานานครับท่านประธาน ท่านย้อนไปดูตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๕๔ ถ้าดูปฏิทินจะพบว่าเราเห็น เราทําเรื่องนี้มานาน แต่รูปธรรมไม่เกิดขึ้นเรารอให้เซ็นสัญญาก่อนแล้วเราค่อยทํา หรือท่านประธานดูที่รัฐบาล ได้ตั้งคณะกรรมการวิชาชีพท่องเที่ยวแห่งชาติขึ้นมา ตั้งคณะกรรมการรับรองวิชาชีพท่องเที่ยว ขึ้นมา ประชุม ๒ ครั้งครับท่านประธาน ผมถึงบอกว่านี่กําลังทําเรื่องใหญ่ ๆ ให้เป็นเรื่องเล็ก กําลังทําเรื่องที่ถือว่าเราประกาศไปแล้วว่าเราจะเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยว ของภูมิภาคอาเซียน แล้วมันจะเป็นได้อย่างไรก็เรายังไม่ได้ทําตัวของเราเอง ข้อเสนอของผม ก็คือว่าวันนี้รัฐบาลต้องกลับไปปรับนโยบายให้มันชัด ท่านรัฐมนตรีครับ เพราะนโยบายเรา ไม่ชัดเจน ผมดีใจและขอบคุณผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีไปทางท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อวานพูดถึงเรื่องนี้ แต่ว่าได้เงินงบประมาณปีนี้มาเตรียมอาเซียน ๔,๑๑๗ ล้านบาท ท่านประธานทราบไหมครับงบประมาณสําหรับมาลงทุนทําเรื่องอาเซียน ๓๒๐ ล้านบาท ทําเรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็กนะครับ

ผมพาท่านประธานไปดูอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สําหรับ ประเทศไทยก็คือว่าแม้วันนี้สภาจะอนุมัติให้ไปทําข้อตกลงก็ตามแต่ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านประธานย้อนไปดู ๗ สาขาวิชาชีพที่เราลงนามไปเรียบร้อยแล้ว อันประกอบไปด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี และสํารวจ ท่านประธานครับ สภาได้ให้ไปลงนามเรียบร้อยแล้วนะครับ แต่ก็ลงนามไปเฉย ๆ ครับ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ในเชิงนโยบายที่ชัดเจนเพื่อรองรับกับข้อตกลงเหล่านั้นเลย ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า เรายังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับขั้นพื้นฐานไปจนถึง หลักสูตรระดับอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหลักสูตรว่าด้วย การเสริมทัศนคติความรู้ของคนที่จะไปเป็นแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกรรม ในกลุ่ม ประเทศอาเซียนได้เลย เช่นในกฎบัตรอาเซียน ข้อ ๓๔ ท่านรัฐมนตรีคงทราบดี ได้ตกลง เอาไว้ว่าให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาอาเซียน แล้วข้อตกลงทุกข้อใน ๗ สาขาวิชาชีพ +๑ ก็คือการท่องเที่ยว ๑ ในข้อตกลงเหล่านั้นก็คือจะต้องมีความรู้ความเข้าใจภาษาอังกฤษ อย่างเชี่ยวชาญครับท่านประธาน แต่เราไม่เปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนครับ การเรียนการสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ประถมศึกษาไปถึงมหาวิทยาลัยเชิงโครงสร้าง คนไทย ยังคงพูดภาษาอังกฤษที่จะต้องมีประธาน กริยา กรรม เสมอ แล้วคนไทยหนักกว่านั้นครับ เวลาพูดภาษาอังกฤษก็จะต้องนึกถึงว่าจะใช้พาสท์ เทนซ์ (Past tense) เพรสเซนท์ เทนซ์ (Present tense) ฟิวเจอร์ เทนซ์ (Future tense) เพราะเราไม่เปลี่ยนหลักสูตรการเรียน การสอนเพื่อให้รองรับกับข้อตกลงของอาเซียน ผมคาดหวังว่าวันนี้ทําไปในวิชาชีพที่ ๘ รัฐบาลน่าจะเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเสียใหม่ เพราะมันคือภาษาของ อาเซียน ไม่เปลี่ยนวันนี้วันหน้าต้องเปลี่ยนครับท่านประธาน ไม่เปลี่ยนวันนี้ไปสู่อาเซียน+๓ (ASEAN+3) ไปสู่อาเซียน+๖ (ASEAN+6) และอาเซียน+๗ (ASEAN+7) อาเซียน+๘ (ASEAN+8) ที่จะถึงเร็ว ๆ วันนี้มาแล้วประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะต้องใช้ภาษาอังกฤษครับ แล้วทําไมเราไม่ยอมตัดสินใจเปลี่ยนแปลงล่ะครับ นั่นคือบทเรียนอันที่ ๒

ประการที่ ๓ ที่เป็นคําถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีในฐานะ เป็นผู้แทนรัฐบาล ผมมีคําถามดังต่อไปนี้ ประการแรก วันนี้รัฐบาลได้มีมาตรการรองรับ ผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีโดยเฉพาะ ๗ สาขาวิชาชีพ+๑ ที่พูดถึงนี้อย่างไร ผมพยายามเข้าไปหาเข้าไปค้นดูนโยบายไม่มีครับท่านประธาน ดูแต่ว่ามีข้อเสนอ ท่านจะทําอย่างไรกับแรงงานที่เข้ามาแล้ว วันนี้เข้ามาแล้วครับท่านประธาน เดี๋ยวท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากจังหวัดภูเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดกระบี่ แหล่งท่องเที่ยวจะตอบคําถามนี้ได้ดี ท่านประธานเชื่อไหมครับ ผู้จัดการที่อยู่โรงแรม ในแหล่งท่องเที่ยวเหล่านั้นไม่ใช่คนไทย เป็นคนต่างประเทศหมดครับ เป็นคน ประเทศฟิลิปปินส์หมดครับ มันเข้ามาตามข้อตกลงของอาเซียน เอฟัสในประเภทที่ ๔ ประเภทที่เราตกลงกับอาเซียนเข้ามาโดยเสรี เราไม่ได้เตรียมเลย เราจะทําอย่างไรที่จะเตรียม บุคลากรของเราเรื่องนี้ ประการที่ ๒ เราจะเตรียมอย่างไรกับผู้ประกอบการที่จะได้รับ ผลกระทบจากข้อตกลงเหล่านี้โดยเฉพาะผู้ประกอบการเรื่องการท่องเที่ยว มีปัญหามากครับ ท่านประธานทั้งรายเล็กรายใหญ่ ทั้งอินเบานด์ (Inbound) และเอาท์เบานด์ (Outbound) มีปัญหาจะทําอย่างไร รัฐบาลมีนโยบายอย่างไรที่จะเตรียมเหล่านี้ การพัฒนาศักยภาพระดับ ฝีมือแรงงานไทยให้ได้มาตรฐานตามข้อตกลงอาเซียนจะทําอย่างไร ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าลําพังท่านให้เฉพาะอาชีวศึกษาไม่พอครับ ลําพังให้กระทรวงแรงงานไม่พอครับ วันนี้ถ้าจะเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ําแผ่นดินนั้นท่านต้องเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอน ในสิ่งที่เป็นประเด็นเสริมตามข้อตกลงอาเซียนเช่นภาษาอังกฤษที่ผมพูดถึงครับ ผมไม่ได้ เรียกร้องให้เปลี่ยนหลักสูตรที่เป็นแกนกลางนะครับ วันนี้จําเป็นที่ประเทศไทยต้องกําหนด นโยบายเรื่องนี้

ประการต่อมา เป็นสิ่งที่ผมเรียกร้องต่อท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล ถ้าท่านประธานพลิกเข้าไปดูทุกข้อตกลง ๗ ข้อตกลง + ๘ วันนี้จะมีข้อตกลงที่เหมือนกันก็คือ ท่านประธานดูข้อ ๒.๑๓ ครับ ผมเอาเฉพาะบุคลากรการท่องเที่ยวจะพูดเหมือนกันว่า บุคลากรการท่องเที่ยวคือบุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติรัฐสมาชิกอาเซียนซึ่งได้รับรองคุณวุฒิ โดยคณะกรรมการรับรองคุณวุฒิวิชาการท่องเที่ยว ถ้าอ่านเพียงเท่านี้อาจจะไม่เห็นครับ แต่ประเด็นสําคัญของมันก็คือว่าเขาพูดถึงว่าใครจะได้สิทธิตามข้อตกลงนี้จะต้องได้รับ สัญชาติในรัฐบาลประเทศนั้น ประเด็นของผมก็คือว่าสัญชาติคือต้นทางของสิทธิที่จะได้รับ ตามข้อตกลงของอาเซียน ท่านประธานครับ ท่านกลับมาดูพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างน้อย มี ๒ กลุ่ม ความจริงมีมากกว่านี้ครับ ผมไม่พูดถึงเผ่าพันธุ์อีก ๓๖ เผ่าพันธุ์ ภาคอีสานผมก็ กลุ่มกุย ภาคเหนือก็ปกากะญอ ภาคใต้ก็มอแกน ผมไม่ได้พูดถึงกลุ่มนั้น แต่ผมพูดถึง ๒ กลุ่ม ที่เป็นคนไทย เป็นคนไทยประการแรก ก็คือ เป็นคนไทยที่ตกสํารวจเพราะความยากจน ตกสํารวจเพราะอาชีพ ตกสํารวจเพราะพิการ คนเหล่านี้รอวันที่จะเป็นคนไทย ตัวเลขของ กระทรวงมหาดไทยวันนี้คนที่ได้รับการสืบพยานบุคคล พยานเอกสารเรียบร้อย รอตรวจว่า ดีเอ็นเอ (DNA) เหมือนพ่อเหมือนแม่หรือไม่ประมาณ ๕,๐๐๐ คนเป็นคนไทยครับ ทําอย่างไรคนเหล่านี้จะได้รับสิทธิตามข้อตกลงของอาเซียนซึ่งมีอยู่ทั่วทุกภูมิภาค คนกลุ่มที่ ๒ ที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นสําคัญก็คือคนที่ได้รับผลอานิสงส์จากพระราชบัญญัติสัญชาติ ที่เราผ่านสภาไปแล้ว ปี ๒๕๕๕ คนเหล่านี้ก็คือคนที่อยู่ตามชายขอบ ที่เป็นคนไทยพลัดถิ่น ที่ถูกแบ่งดินแดนไปให้กับประเทศอังกฤษและคนเหล่านั้นก็ตกเป็นคนที่ไม่มีสัญชาติ พ่อเป็นคนไทย แม่เป็นคนพม่า เพราะเขาแบ่งดินแดน แต่ความจริงก็คือคนไทยนั่นละครับ คนเหล่านี้มีกฎหมายรองรับแล้ว รัฐบาลจะทําอย่างไรจะให้คนเหล่านี้ได้รับสัญชาติ พอคนเหล่านี้ได้รับสัญชาติ คือเขาเป็นคนไทยนะครับ คนเหล่านี้ก็จะได้สิทธิขั้นพื้นฐาน คนเหล่านี้ก็จะได้สิทธิตามข้อตกลงของอาเซียน ๗ สาขาวิชาชีพ + ๘

ผมจึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าวันนี้เพียงไปทําข้อตกลง ไม่เพียงพอ เพียงสภาแห่งนี้อนุมัติให้ไปเซ็นสัญญาไม่เพียงพอ แต่สิ่งที่จะต้องมากกว่านั้น ก็คือว่ารัฐบาลต้องมีนโยบายชัดเจน กระตือรือร้นที่จะต้องทําข้อตกลงเหล่านี้ให้เป็นเรื่องราว เริ่มต้นงบประมาณครับ งบประมาณต้องให้ชัดเจน ไม่ใช่ ๔,๑๑๗ ล้านบาท แต่เป็นงบลงทุน ๓๒๐ ล้านบาท พอมีงบประมาณมันก็มีคน มันก็มีงาน มันก็มีหน่วยงาน ต้องมีสํานักงาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ว่าด้วยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงภาพรวมของประเทศในเรื่องนี้ เพราะที่สุดรายได้เหล่านี้จะเป็นรายได้หลักของประเทศ จึงกราบเรียนท่านประธาน ผ่านเอาไว้เป็นข้อสังเกตที่รัฐบาลจะได้ไปประกอบในการพิจารณาดําเนินการต่อไป ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอัญชลี วานิช เทพบุตร

นางอัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภูเก็ต 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน อัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สําหรับข้อตกลงร่วมว่าด้วย การยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ซึ่งทางรัฐบาล โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้นําเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอ ความเห็นชอบตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ นั้น ดิฉันถือว่ามีความสําคัญ เป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะว่าข้อตกลงดังกล่าวนี้จะดีหรือไม่ดี จะทําให้ประเทศไทยของเรา ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์นั้นดิฉันถือได้ว่าอยู่ที่ฝีมือและการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางมาตรการของรัฐบาลโดยภาพรวมนะคะ แต่แน่นอนที่สุด ก็คือผลลัพธ์ของข้อตกลงดังกล่าวนี้ย่อมจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ และย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อบุคลากรในด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยกว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ยังรวมไปถึงอนาคตของเด็กและเยาวชนของเราที่ทําการศึกษา ในระดับอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรีหรือระดับในอาชีวศึกษาในสาขาของการท่องเที่ยวปีหนึ่ง ๆ ประมาณกว่า ๑๐,๐๐๐ คนขึ้นไป นี่ดิฉันยังไม่ได้รวมถึงผู้ประกอบการแล้วก็นักลงทุนนะคะ ซึ่งจะต้องเจอกับเรื่องของข้อตกลงร่วมในการลงทุนในประเทศอาเซียนที่จะตามมาในอนาคต อันใกล้นี้ นั่นก็คือการอนุญาตให้ผู้ประกอบหรือผู้ลงทุนในสมาชิกประเทศอาเซียนนั้นสามารถ ลงทุนได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้ว ท่านประธานคะ โดยความเห็นส่วนตัวของดิฉันนั้นก็เห็นชอบที่จะให้มีการทําข้อตกลงร่วมกันว่าด้วย การยอมรับคุณสมบัติของบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวในครั้งนี้ อย่างที่เราทราบกันดีว่า เป็นข้อตกลงซึ่งได้มีการประชุมร่วมกันของผู้นําอาเซียนในปี ๒๕๕๐ แล้วว่าเราจะพยายาม ทําการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้ได้ในปี ๒๕๕๘ แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั่นก็คือ ในการประชุมของรัฐมนตรีท่องเที่ยวของอาเซียนเมื่อประมาณสัก ๒ ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า ท่านรัฐมนตรีท่องเที่ยวทั้ง ๙ ประเทศได้มีการเซ็นลงนามร่วมในข้อตกลงดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว เหลือประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ดิฉันมีความคิดเห็นตรงกับท่านสมาชิกวุฒิสภา ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม คือท่านตวงนะคะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญค่ะ และข้อสําคัญที่สุด ก็คือรัฐบาลเองต่างหากจะต้องตอบคําถามของพี่น้องประชาชนให้ได้ แล้วจะต้องตอบคําตอบ แก่ประชาคมในเรื่องของการท่องเที่ยวให้ได้ว่ารัฐบาลเองมีมาตรการอย่างไรหลังจากที่เรา ได้ไปลงนามร่วมข้อตกลงในการให้ความเห็นชอบคุณสมบัติของวิชาชีพในด้านของ การท่องเที่ยวของอาเซียนซึ่งจะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ จากการที่ดิฉันเองได้มีการติดตาม ในเรื่องของอาเซียนที่จะเปิดในปี ๒๕๕๘ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาของการท่องเที่ยวนั้น คงต้องขออนุญาตเรียนต่อท่านประธานค่ะ แล้วก็อยากจะฝากข้อสังเกตไปยังท่านรัฐมนตรี ด้วยค่ะว่าสิ่งที่สําคัญที่สุดในขณะนี้ก็คือมาตรการที่รัฐบาลจะวางไว้ในการรองรับ การเคลื่อนย้ายเสรีแรงงานในเรื่องของวิชาชีพของการท่องเที่ยวนั้น สิ่งที่ขณะนี้ประเทศไทย ขาดอย่างยิ่งก็คือการบูรณาการและการจัดการอย่างเป็นเอกภาพ วันนี้นั้นกระทรวงต่าง ๆ ที่สําคัญ ๆ จําเป็นต้องมานั่งจับเข่าคุยกัน ดิฉันต้องเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีเอง เป็นประธานของคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งชาติ ดิฉันยังไม่ทราบเลยค่ะ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองได้มีบัญชาหรือได้มีนโยบายมีวิสัยทัศน์อย่างไรในการจะจัดการ เตรียมความพร้อมในเรื่องของมาตรการเหล่านี้ต่อประชาคมอาเซียน คงต้องเรียนว่าการบูรณาการ ทั้งหลายต้องรวมกันหลายกระทรวงด้วยกันไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็กระทรวงพาณิชย์ ที่เห็นอยู่เนื้อ ๆ แน่นอน ๔ กระทรวงนี้แน่นอนค่ะ สําหรับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้นในฐานะเจ้าภาพใหญ่ ดิฉันคงต้องเรียนว่าอย่างนั้นนะคะ ประเด็นที่สําคัญที่สุดในขณะนี้ที่รับในฐานะเจ้าภาพ ก็คือจะต้องไปร่วมกันกําหนดหลักสูตรในเรื่องของหลักสูตรกลางหรือมาตรฐานตําแหน่งงาน ของอาเซียนที่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้กรุณานําเสนอต่อที่ประชุม แล้วค่ะว่าวันนี้มีอยู่ด้วยกัน ๓๒ ตําแหน่งงานใน ๒ สาขา สาขาแรก ก็เป็นเรื่องของสาขาที่พัก หรือที่เราเรียกว่าโฮเทล เซอร์วิส (Hotel service) นั่นคงจะมีอยู่ทั้งหมด ๒๓ ตําแหน่งงาน อีกสาขาหนึ่งก็คือสาขาในเรื่องของการเดินทางที่เขาตกลงกันไว้ก็คือทราเวิล เซอร์วิส (Travel service) อีก ๙ ตําแหน่งงานด้วยกัน ท่านประธานคะ จากการที่ดิฉันได้ขอสอบถาม จากทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งรับเป็นเจ้าภาพในการจัดทําหลักสูตรกลางนะคะ สําหรับที่จะต้องมีการเชื่อมต่อกับหลักสูตรสมรรถนะที่จะต้องทําร่วมกันในอีก ๙ ประเทศ ด้วยกันนั้น ปรากฏว่าทั้ง ๓๒ ตําแหน่งงานวันนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทําเสร็จเรียบร้อยไปแล้วจริง ๆ มีอยู่เพียง ๒ ตําแหน่งงานเท่านั้น ดิฉันอยากจะเรียนถามว่า แล้วอีก ๓๐ ตําแหน่งงานภายในระยะเวลา ๒ ปีนั้นเราจะสามารถทําได้เสร็จเรียบร้อยหรือไม่ อย่างไร จริง ๆ แล้วถ้าเราสามารถทําได้เสร็จเร็วเท่าไรก็จะเป็นอานิสงส์และเป็นประโยชน์ ต่อเด็กและเยาวชนของเราซึ่งกําลังทําการศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก ๆ ที่จะต้องเข้าเรียนในสาขาการท่องเที่ยวในปีต่อ ๆ ไปที่จะเกิดขึ้นนะคะ คงต้องเรียนว่า วันนี้ท่านรัฐมนตรีอาจจะชี้แจงว่าอีก ๓๐ ตําแหน่งงานที่เหลือนั้นก็ได้มอบหมายไปให้ ทางมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศไทยของเราช่วยกันจัดทําหลักสูตรอยู่ ดิฉันได้ตามไปดูค่ะ ว่าจริง ๆ แล้วของเฮาส์คีปปิง (Housekeeping) หรือในตําแหน่งระดับแม่บ้าน ดิฉันทราบว่า ทางมหาวิทยาลัยศิลปากรก็รับผิดชอบไป สําหรับเรื่องของอาหารนั้นก็จะเป็นเรื่องของ วิทยาลัยดุสิตธานีที่จะรับผิดชอบไป ในเรื่องของฟูด แอนด์ เบฟเวอเรจ (Food and beverage) ก็คืออาหารและเครื่องดื่มนั้นทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รับไป ส่วนในเรื่องของฟรอนท์ ออฟฟิศ (Front office) ฟรอนท์ ออฟฟิศ ในสาขาคือด้านของ โรงแรมแล้วก็พวกทราเวิล เอเยนต์ (Travel agent) ต่าง ๆ ทางมหาวิทยาลัยบูรพา รับผิดชอบไป สิ่งที่ดิฉันอยากจะฝากท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือ ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่จะต้องทําอีก ๓๐ หลักสูตร โดยอาศัยหลักสูตรกลาง ซึ่งทางอาเซียน ใน ๙ ประเทศได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว แล้วส่งมาให้เราทําหลักสูตรเพื่อจะเป็นหลักสูตร โดยตรงของประเทศไทยนั้น ขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีว่าลงไปพูดคุยกับทางมหาวิทยาลัย ที่จะต้องรับผิดชอบทําอีก ๓๐ ตําแหน่งงานว่าให้เขามีความเข้าใจที่ตรงกันว่าจริง ๆ แล้ว หลักสูตรเหล่านั้นควรจะกําหนดลักษณะคุณสมบัติพิเศษอย่างไร หรือไม่ เพื่อจะได้เป็น ประโยชน์แก่นักเรียนแล้วก็เยาวชนของเราที่จะต้องศึกษาต่อ และในขณะเดียวกันนั้น ก็จะเป็นบรรทัดฐานสําหรับที่เราจะต้องรับผู้ประกอบการทางด้านการท่องเที่ยวหรือบุคลากร ทางด้านวิชาชีพการท่องเที่ยวที่จะหลั่งไหลเข้ามาทํางานของประเทศไทยต่อไปในอนาคต

ส่วนในเรื่องของกระทรวงแรงงาน อันนี้ดิฉันค่อนข้างหนักใจอยู่มากพอสมควร เพราะจริง ๆ แล้วทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นคนจัดทําหลักสูตรกลาง หรือว่าหลักสูตรของประเทศไทยที่จะรองรับสําหรับผู้ประกอบการของประเทศไทยเอง ที่จะต้องเรียนตามหลักสูตรเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับเขาในการที่จะต้องไปสอบ ใบสมรรถนะต่อไปในประเทศต่าง ๆ อีก ๙ ประเทศในอาเซียน แต่ในขณะเดียวกันหน่วยงาน ที่จะต้องเป็นคนออกใบสมรรถนะให้กับผู้ประกอบการทั้งในประเทศที่จะออกไปทํางาน นอกประเทศและคนต่างประเทศที่จะเข้ามาทํางานในประเทศกลายเป็นกระทรวงแรงงาน วันนี้ดิฉันก็ได้สอบถามไปที่กระทรวงแรงงานเหมือนกันว่ากระทรวงแรงงานได้มีความสัมพันธ์ แล้วก็ทําหลักสูตรใบสอบสมรรถนะควบคู่ไปกับทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือไม่ อย่างไร ปรากฏว่าก็ยังไม่มีการตกลงกันที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางกรมพัฒนา ฝีมือแรงงานก็ได้ตอบดิฉันว่าได้ทําหลักสูตรในระยะสั้นประมาณ ๓ เดือน เพื่อจะรองรับ สําหรับแรงงานที่ประกอบการด้านการท่องเที่ยวที่อยู่ในระบบ เพื่อว่าเวลารวมอาเซียนแล้วก็ จะสามารถที่จะสอบใบสมรรถนะเพื่อเผื่อเขาจะเดินทางไปประกอบอาชีพในต่างประเทศ ก็จะได้สอบไปได้อย่างนี้เป็นต้น ดิฉันอยากจะให้มีการบูรณาการกันโดยภาพรวมค่ะ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติควรจะลงมาดูในเรื่องเหล่านี้อย่างใกล้ชิด แล้วก็เอาจริงเอาจังมากกว่านี้

ต่อไปอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการค่ะ ตรงนี้มีผลกระทบโดยตรงแล้วก็ต้อง ยอมรับความเป็นจริงว่าในแต่ละกระทรวง ทบวง กรมนั้น ต้องฟังผู้บริหารสูงสุด ของกระทรวงเท่านั้นค่ะ แม้กระทั่งเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการก็ตาม ถ้าท่าน นายกรัฐมนตรีเองท่านได้มอบนโยบายที่ชัดเจนและเอาจริงเอาจังกับเรื่องของการตั้งรับ หรือการเตรียมความพร้อม มาตรการที่สําคัญสําหรับการเตรียมความพร้อมในเรื่องของ การท่องเที่ยวของประเทศไทย ดิฉันคิดว่าเหล่านี้ต้องกลายเป็นนโยบายของชาติแล้วว่า สําหรับเรื่องของการศึกษานั้นท่านต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของหลักสูตร ในเรื่องนโยบายของรัฐบาลโดยผ่านกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องของ ภาษาถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนแล้วก็จุดด้อยของประเทศไทยอย่างยิ่งสําหรับบุคลากรของพวกเรา นั่นก็คือการใช้ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษากลางของภาษาอาเซียน และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือวันนี้ เขาก้าวกระโดดไปถึงเรื่องของการเรียนภาษาอาเซียนแล้ว ดิฉันต้องขออนุญาตท่านประธาน เรียนว่าอย่างที่จังหวัดภูเก็ตซึ่งจะเป็นจังหวัดที่ดิฉันเองมีความรับผิดชอบอยู่นั้น เราได้รณรงค์ ในเรื่องเหล่านี้และดิฉันเองไม่อาศัยส่วนกลางแล้วค่ะ หมายความว่าเราไปรณรงค์ร่วมกับ ผู้อํานวยการสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในจังหวัดภูเก็ต เพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องของ อาเซียนไว้ก่อนแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปขอให้ทางท่านผู้อํานวยการสถาบันการศึกษา นั้นได้ชี้แจงกับเด็กนักเรียนแล้วก็นักศึกษาของเรา แล้วก็ให้รณรงค์ในเรื่องของการเลือก เรียนภาษาอาเซียนเพิ่มขึ้นมาอีก ๑ ภาษา วันนี้ของจังหวัดภูเก็ตนั้นตามโรงเรียนในระดับ มัธยมศึกษานั้นเลือกเรียนภาษาอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นภาษาพม่า หรือว่าภาษาของ ทางมาเลเซีย อย่างนี้เป็นต้น ก็จะเป็นภาษาที่ ๓ ภาษาที่ ๔ ที่เราเตรียมความพร้อมไว้ให้กับ เด็กของเราแล้วก็เยาวชนของเราที่จะต้องเป็นผู้ประกอบการในสาขาวิชาท่องเที่ยวต่อไป แต่อย่างนี้ดิฉันอยากจะให้รัฐบาลกลางเป็นคนกําหนดนโยบายเรื่องของการศึกษาแล้วก็ เรื่องของภาษาอาเซียนไปในภาพรวมของการศึกษาโดยรวมของประเทศไปด้วย วันนั้นได้มี การเรียนเชิญทางกระทรวงศึกษาธิการมาแล้วก็ปรากฏว่าจริง ๆ เขาก็เริ่มทํา แต่เขาบอกว่า เขาทําประเภทภาษาของจังหวัดที่อยู่ตามชายแดน จังหวัดที่อยู่ชายแดนติดประเทศ เพื่อนบ้านของเราเช่น ประเทศ สปป. ลาวก็จะมีการสื่อภาษาของภาษาอาเซียนคือภาษาลาว อย่างนี้เป็นต้น แต่ดิฉันบอกเท่านั้นยังไม่พอเพราะภาษาอาเซียนจะต้องมีความหลากหลาย แล้วก็ ทุกโรงเรียน ทุกสถาบันการศึกษาควรจะให้ความสนใจในเรื่องเหล่านี้แต่นี่ยังขาดการบูรณาการ ที่สําคัญ แล้วก็เป็นการพลาดโอกาสของเด็กและเยาวชนของเราต่อไปด้วย

สุดท้ายก็คือกระทรวงพาณิชย์ ดิฉันคงไม่ก้าวล่วงไปถึงกระทรวงการต่างประเทศ ดิฉันพูดถึงกระทรวงพาณิชย์ก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สําคัญมากค่ะ เพราะว่าเวลามีข้อตกลงแล้วก็ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามกระทรวง ทบวง กรม ในสาขาของการท่องเที่ยวอย่างไรแล้วก็ตาม สุดท้ายคนที่ต้องไปเจรจาด้วยก็คือกระทรวงพาณิชย์โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ฉันก็ได้มีการสอบถามว่าเวลากระทรวงพาณิชย์โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ไปประชุมเรื่องของการท่องเที่ยว แล้วก็เจรจากันแต่ละรอบได้มีการดูจุดอ่อนจุดแข็งของ ประเทศไทยในการหลั่งไหลของวิชาชีพท่องเที่ยวอีก ๒ ปีที่จะเข้ามามีการเคลื่อนย้าย แรงงานเสรีทางด้านการท่องเที่ยวกันบ้างหรือไม่ อย่างไร อย่างประเทศสิงคโปร์วันนี้น่าชื่นใจ แทนเขานะคะ เพราะวันนี้ใน ๑๐ ประเทศนั้นถือได้ว่าประเทศสิงคโปร์มีความพร้อมมากที่สุด ในการรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เขามีตัวเลข เขามีข้อมูลให้กับประชากรเขา ค่อนข้างสมบูรณ์มากค่ะ ประเทศสิงคโปร์มีการทําข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน ในการที่จะไปทํางานประกอบอาชีพต่าง ๆ ในทุกสาขาให้กับประชาชนของเขา ดิฉันคงต้อง เรียนว่าแม้กระทั่งการลงทุนสาขาอะไรจะเป็นประโยชน์ อะไรจะได้กําไรอะไรมากน้อย ขนาดไหนจะมีตัวเลขได้ครบค่ะ แต่ของประเทศไทยนั้นยังไม่ปรากฏเรื่องเหล่านี้เลย แม้แต่น้อย อย่างประเทศอินโดนีเซียวันนี้ก็ได้มีการประชุมร่วมกันแล้ว และเขาก็บอกกําหนด กติกามารยาทกันแล้วเวลาผู้ประกอบการสําหรับการลงทุนในเรื่องของการท่องเที่ยวที่สนใจ จะไปลงทุนของเขานั้นเขาขอเว้น ยกตัวอย่างเช่นเขาขอเว้นเกาะบาหลีเป็นเขตเศรษฐกิจ ที่เขาจะไม่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปอย่างนี้เป็นต้น เขาก็ทําแล้ว ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ได้กําหนดเป็นนโยบายของชาติเลยนะคะว่าให้เด็กนักเรียนของเขาที่สนใจ เลือกเรียนภาษาไทยได้ค่ะวันนี้ รู้สึกจะอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๓-๔ ชั่วโมงด้วยซ้ํา เพราะเขา กะไว้ว่าปี ๒๕๕๘ โอกาสของแรงงานประชากรของเขาในประเทศอินโดนีเซียกว่า ๒๐๐ ล้านคน และประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งมีความเป็นเลิศทางด้านการใช้ภาษาอังกฤษอย่างนี้เป็นต้น ก็จะสามารถมาประกอบอาชีพได้ที่ประเทศไทยของเรา อย่างนี้ค่ะประเทศไทยของเรา ได้เตรียมการเหล่านี้ให้กับประชาชนหรือผู้ประกอบการในวงการท่องเที่ยวหรือไม่ อย่างไร แบบไหน ดิฉันคงต้องเรียนว่าอย่างกระทรวงพาณิชย์กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ก็บอกว่าข้อที่เราจะตั้งรับในสิ่งเหล่านี้ยังมีอยู่ค่อนข้างน้อย แล้วยังมีการเจรจากับคู่เจรจา ของเราอีก ๙ ประเทศยังน้อยอยู่มาก แม้ว่าท่านจะมาบอกว่าเรื่องของการลงทุนนั้น เราก็พยายามผนวกไปว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศช่วยไป เจรจาว่าคนที่จะมาลงทุนในประเทศไทยได้นั้นสําหรับการมาสร้างโรงแรมให้สร้างโรงแรม ได้เฉพาะโรงแรม ๕ ดาวอย่างนี้เป็นต้น แต่ข้อจํากัดเหล่านี้ซึ่งดิฉันคิดว่ารัฐต้องเข้ามาดูแล ผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการในเรื่อง การท่องเที่ยวจะต้องมาดูข้อจํากัดเหล่านี้ว่าอะไรที่จะเป็นประโยชน์ให้กับคนไทย อะไรที่จะเป็น ประโยชน์ในการที่จะไปลงทุนให้กับนักลงทุนไทย และข้อสําคัญที่สุดก็คือถ้าแรงงานไทย คือผู้ประกอบวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยนั้นปรารถนาที่จะไปทํางาน ในต่างประเทศ คืออีก ๙ ประเทศในอาเซียนของเรานั้นทางรัฐบาลไทยเองจะเอื้ออํานวย ความสะดวกแล้วก็ศึกษาข้อมูลเหล่านี้ให้กับพวกเราได้หรือไม่ อย่างไร ขนาดไหน ระบบ ฐานข้อมูลเป็นสิ่งที่สําคัญอย่างยิ่งต่อไปในอนาคต ดิฉันก็อยากจะฝากข้อห่วงใยเหล่านี้ ผ่านท่านประธานรัฐสภาไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพราะวันนี้ถือได้ว่าท่านเป็นเจ้าภาพใหญ่แล้วที่จะต้องเป็นหลักให้กับประเทศของเราในขณะนี้ แล้วก็ฝากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกรุณาเรียนท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่าต้องลงมาบูรณาการ ในเรื่องเหล่านี้ต่อกระทรวงทุก ๆ กระทรวงจะต้องทําหน้าที่รองรับการเปิดเสรีเรื่องของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อไปในอนาคต ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา 🔗

ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เรามีสนามบิน ๒ สนามบิน ถือว่าเป็นประเทศที่พร้อมที่สุดในอาเซียน ตอนนี้สนามบินดอนเมือง ก็กําลังจะเปิดเต็มที่ เรามีรถไฟฟ้าความเร็วสูงไปภูมิภาคตามจังหวัดต่าง ๆ เรามีคนไทย ที่นิสัยดีนิสัยงามแล้ววัฒนธรรมดีเลิศ แต่ว่าประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นประเทศที่เปิดใหม่ ยังบริสุทธิ์อยู่ อย่างเช่น ประเทศพม่า เขมร นครวัด นครธม ซึ่งเป็นมรดกโลก ประเทศ สปป. ลาว ซึ่งมีธรรมชาติที่สวยงามแล้วก็ประเทศเวียดนามที่เขามีศิลปวัฒนธรรมที่ดี อันนี้คือคู่แข่งสําคัญของเรา ท่านประธานครับ เรามีปัญหาที่จะเข้าสู่เออีซี ปัญหา ๖ ข้อ สําคัญที่สุดที่ทางกระทรวงแล้วก็ทางสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้รวบรวมมา ก็คือ

๑. เรื่องข้อมูลข่าวสารและการประชาสัมพันธ์ของประเทศไทย เรื่องการท่องเที่ยว ตอนนี้ก็พอใช้ได้แต่ต้องดีกว่านี้นะครับ

๒. ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและเครือข่าย วันนี้ประเทศไทยมีการก่อตัว ของบริษัทท่องเที่ยวเล็ก ๆ เต็มประเทศ ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นบริษัทใหญ่ พวกนี้ต้องให้เขาเติบใหญ่ ต้องเติมสรรพกําลังทุกอย่างเพื่อให้เขาเติบใหญ่ ขึ้นมา

ท่านประธานครับ เรื่องบุคลากรการท่องเที่ยวเรามีน้อยมาก เหมือนท่านวุฒิสมาชิกได้พูดไปว่าโรงแรมที่ดี ๆ สถาบันการท่องเที่ยวที่ดี ๆ กลายเป็นว่า ต้องมีฝรั่ง ต้องมีชาวต่างชาติมาบริหารจัดการ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่คนไทยจะต้องเตรียมตัว และเรื่องแรงงานนะครับ จะต้องฝึกอบรมแรงงานและให้การศึกษาอย่างเร็ว แล้วก็ต้อง ทุ่มงบประมาณลงไป หลักสูตรการท่องเที่ยว ผมเห็นในการเตรียมการของกระทรวง ยังไม่เพียงพอ มีอยู่ ๕-๖ มหาวิทยาลัยที่จะรับไปดําเนินการเพราะว่าน้อยมาก ต้องทุกมหาวิทยาลัยของประเทศไทย สถาบันราชภัฏทั่วประเทศ ๔๐ กว่าแห่ง ต้องดําเนินการเรื่องของภาษา เรื่องของหลักสูตร แล้วก็กฎระเบียบของรัฐ เรายังเตรียมตัว ไม่พร้อมเกี่ยวกับชายแดนที่จะผ่านแดน ที่จะเข้าออกเรื่องของการท่องเที่ยวไปมาหาสู่กัน อย่างสะดวก กฎ ข้อบังคับ กฎระเบียบ และสุดท้ายเรื่องแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม ขาดการดูแล ขาดงบประมาณที่จะไปเยียวยา เมื่อเราใช้เพื่อการท่องเที่ยวมันก็ชํารุดเสียหาย ท่านประธานครับ ที่บ้านผมที่ภูชี้ฟ้า ผาตั้ง ฤดูหนาวกําลังมาเห็นว่าปีนี้จะมีหิมะตกนะครับ คนไทยก็ตื่นเต้นกันยกใหญ่เลยที่จะไปจังหวัดเชียงราย ปีหนึ่งมีคนขึ้นไปเที่ยวเป็นแสน ๆ คน กลางเต็นท์นอนข้างถนนเต็มไปหมดครับ โครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา ห้องน้ํา ลําบากมากครับ นี่คือความยากลําบากที่เราจะต้องแก้ไข จังหวัดเชียงราย เป็นเมืองเศรษฐกิจแล้วก็เมืองท่องเที่ยว แล้วก็จะมีสะพานข้ามแม่น้ําโขงไปประเทศจีนอีก อันนี้ผมเป็นห่วงว่าเราจะเตรียมพร้อมไม่ทัน ในหน้า ๒๙ เอกสารประกอบของสภา ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการดูนะครับว่าทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้สรุปแผนรับมือ เสรีอาเซียนเออีซีไว้ ๙ ข้อ ซึ่งดูแล้วเล็กมากครับ และที่สําคัญที่สุดไม่มีแผนการใช้เงินครับ ไม่มีแผนการใช้งบประมาณว่าท่านจะใช้เงินเท่าไรสําหรับรับมือเออีซี ท่านประธานครับ ต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทย ปี ๒๕๕๔ ๑๙,๐๙๐,๐๐๐ คน เป็นเงินเท่าไรครับท่านประธาน งบประมาณของประเทศไทย ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การท่องเที่ยวทําเงินให้กับประเทศไทย ๗๓๐,๐๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน มหาศาล สัดส่วนงบประมาณของประเทศ นี่เกือบจะ ๔๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ท่านประธานครับ แบ่งให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์สิครับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รัฐบาลครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ช่วยดูหน่อยครับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเราจะเสรีอาเซียนอยู่แล้ว สํานักงบประมาณต้องเร่งแก้ไขด่วน งบประมาณกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาปี ๒๕๕๖ เอาปี ๒๕๕๕ ได้ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ เติบโตขึ้นครับ เหลือ ๙,๐๐๐ ล้านบาท ถูกตัดไปอีก แล้วนี่มันจะรองรับเสรีอาเซียน รองรับการท่องเที่ยวได้อย่างไร งบปี ๒๕๕๖ เทียบกับรายได้ที่การท่องเที่ยวทําให้กับ ประเทศไทย ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเท่ากับ ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ ๙,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ นี่จะต้องกลับไปปรับปรุงงบประมาณด้านการท่องเที่ยว ของประเทศโดยด่วนครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ งบมันน้อยมาก ผมเข้าใจกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กีฬาก็แบ่งไปอีกครับ เหลือท่องเที่ยวอีกครึ่งหนึ่ง ท่านประธานครับ กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาเป็นกระทรวงใหม่ ถ้าคุณจะได้งบประมาณเยอะ ๆ คุณต้องเพิ่มเป็นเปอร์เซ็นต์รายปี รายปี รายปี กว่าจะถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทอีก ๑๐ ปีครับท่านประธาน แล้วเมื่อไรมันจะทัน ต่อเสรีอาเซียนล่ะครับ ฝากบอกรัฐบาลด้วยว่าถ้าไม่มีสตางค์ต้องใช้เงินนอกงบประมาณ ท่านหาเงินมาแก้ไขน้ําท่วมได้แสนกว่าล้านบาทเอามาให้การท่องเที่ยว ปี ๒๕๕๗ นะครับ ปี ๒๕๕๖ พิจารณาไปแล้ว ให้เงินนอกงบประมาณเขาปีละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๘ อีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่คือการเตรียมพร้อมทุกด้านทุกปัญหาที่เราจะแก้ไขเร่งด่วนครับ ท่านประธาน ขอให้ทางสํานักงบประมาณและรัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ช่วยดูกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาด่วนด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ แล้วต่อด้วยท่านวัชระ เพชรทอง แล้วก็ท่านสมคิด บาลไธสง เชิญท่านนฤมลครับ ท่านครับ ขอความร่วมมือช่วยบริหารเวลาด้วยนะครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อันที่จริงแล้ว ความสําคัญของการที่ให้ความเห็นชอบข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากร วิชาชีพการท่องเที่ยวอาเซียนนี่เป็นเรื่องที่จําเป็นต้องทําในวันนี้ พวกเราคงไม่มีใครที่จะ ปฏิเสธที่จะไม่ทํา เพราะว่างานต่าง ๆ ที่รออยู่ เมื่อมีการให้ความเห็นชอบไปแล้วมันมีเรื่อง ที่รออยู่ ประเทศไทยจะเป็นประเทศสุดท้ายที่จะให้ความร่วมมือและทําให้แผนงานพัฒนา ด้านการท่องเที่ยวร่วมของอาเซียนมันเดินได้ จริง ๆ มันก็น่าขายหน้าอยู่แล้ว วันนี้ดิฉันก็บอกว่า ถ้าเกิดเราไม่ให้ความเห็นชอบไปคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จะต้องจัดตั้งขึ้นมา เพราะเป็น ข้อกําหนดว่าต้องมีประเทศ ๑๐ ประเทศ เช่นคณะกรรมการที่ติดตามประเมินตรวจสอบ เกี่ยวกับวิชาชีพท่องเที่ยวอาเซียนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หลาย ๆ เรื่องเราได้ทําแล้วไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ ๓๒ หน่วยงานอาชีพ ท่านประธานเร่งดิฉัน ดิฉันจะพูดไม่เป็นศัพท์แล้วนะคะ ก็พยายามบริหารเวลา ดิฉันให้การสนับสนุนแน่นอน แต่ว่างานนี้เป็นงานที่ใหญ่มาก อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันทุกคน ทุกคนมีความระมัดระวังว่าถ้าเราเปิดบ้านเปิดเมือง ของเราไปแล้วนี่ ความพร้อมภายในบ้านของเรานี่มันมีมากน้อยเพียงใดและจะต้องจัดการ และต้องหามาตรการรองรับ ภาษานี่แน่นอนค่ะหลายคนได้พูดแล้วแล้วเราก็รู้กันดีอยู่ ว่าภาษาเป็นจุดอ่อนจุดด้อยของเรา เราก็ต้องเตรียม ทําอย่างไรที่จะเตรียมให้ได้รวดเร็ว ทั้งในภาคของการศึกษาและภาคของประชาชน ดิฉันก็คิดว่าสื่อที่เราใช้เป็นเครื่องมือได้ ในการที่จะทําให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประชาชนของเราได้เป็นอย่างดี ท่านประธานคะ เวลาที่เราดูโทรทัศน์หลายประเทศเขามีตัวที่บรรยายเป็นภาษาอังกฤษกํากับด้วย ดิฉันคิดว่าตรงนั้นจะเป็นเครื่องมือเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยทําให้ประชาชนคนไทยทุกภาคส่วน ได้มีความคุ้นชินกับภาษาอังกฤษซึ่งจะเป็นภาษาอาเซียนของเรา นักเรียนในโรงเรียนค่ะ ท่านประธานดิฉันเคยเสนอในที่ประชุมแห่งนี้หลายครั้งแล้วว่าหลักสูตรที่ใช้เราใช้เป็น ๒ ภาษา พิมพ์หนังสือออกมาหรือว่าจะใช้เครื่องแท็บเล็ต (Tablet) หรืออะไรก็แล้วแต่ ต้องมีภาษาอังกฤษกํากับด้วยเพื่อที่ว่าเด็กจะได้เกิดความคุ้นชินและไม่กลัวภาษา ความสามารถในการที่จะสื่อด้วยภาษาและเข้าใจภาษาชัด ๆ มันมีความสําคัญมากที่จะทําให้ ประเทศไทยไม่เสียเปรียบ วันนี้ถ้าถามว่าในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีคนอยากจะเข้ามาทํางาน ในประเทศไทย แรงงานนี่นะคะถามว่ามากกว่าที่จะออกไปไหม ดิฉันเรียนได้ชัด ๆ เลยค่ะ คนอยากจะเข้ามาในประเทศไทยมากกว่าที่จะออกไปทํางาน เพราะโดยธรรมชาติ ของประเทศไทย คนไทยเป็นคนที่ไม่อยากจะเคลื่อนไหวถ้าไม่จําเป็นจริง ๆ แล้วถ้าจําเป็น จะต้องใช้ภาษาของต่างชาติหรือภาษาอังกฤษด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่เลยค่ะ เพราะฉะนั้น อินโฟล (Inflow) หรือว่าอินเบานด์ก็จะเยอะมากกว่าเอาท์เบานด์หรือเอาท์โฟล (Outflow) ของเรา สิ่งที่เราต้องเตรียมก็คืออย่างที่เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกได้บอกแล้วว่ามาตรการ ขั้นตอนภายในเชื่อว่ายังคงต้องคงไว้ ไม่ใช่ว่าพอเปิดแรงงานออกไปเป็นอาเซียนแล้ว อิสระแล้วภายใน ๔ ปีหรือ ๒ ปีที่จะต้องเดินหน้านี่ปรากฏว่ามาตรการขั้นตอนข้างใน ไม่ได้มีอะไรที่จะป้องกันหรือว่าคอยที่จะอํานวยการที่จะไม่ให้เกิดความเสียเปรียบ มันไม่ได้นะคะ ขั้นตอนต่าง ๆ ก็ยังคงจะต้องมีการดําเนินการไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสอบ การขึ้นทะเบียนหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ยังคงต้องมีให้แข็งแรงไว้ ก็ขออนุญาตนําเสนอความเห็นโดยทั่วไปก็คือว่าจุดอ่อนของเราต้องปิดให้ได้ จุดแข็งของเรา ชูออกไป แม้บอกว่าจะทําด้วยความปรองดองกันในหมู่ประเทศอาเซียนหรือว่าทําด้วย ความร่วมมือร่วมใจกัน แต่จริง ๆ แล้วในความร่วมมือนั้นมีการแข่งขันกันในตัวอยู่แล้วค่ะ เพราะฉะนั้นเราจะเป็นคู่แข่งที่ไม่อ่อนด้อยถ้าเรามีการเตรียมพร้อมที่ดีในทุกด้าน ก็ขออนุญาตอภิปรายสรุปรวมโดยประมาณเท่านี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านวัชระ เพชรทอง ครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนการจัดทํา ข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ตามที่ ท่านอาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอมา ท่านประธานที่เคารพ ในเรื่องนี้เป็นความสําคัญอย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้ว่าเอาไว้และเราควร ที่จะรับรองเพื่อให้การท่องเที่ยวของประเทศได้เดินหน้าต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ผมมีข้ออภิปรายที่อยากจะกราบเรียนไปยังท่านรัฐมนตรีในเรื่องของผลกระทบต่อข้อตกลง ดังกล่าวในอนาคตอาจจะสอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกบางท่าน ท่านประธานครับ ในเรื่องของ มัคคุเทศก์ ผมก็ไม่ทราบว่าต่อเรื่องนี้นั้นได้มีการเชิญมัคคุเทศก์ สมาคมมัคคุเทศก์ แห่งประเทศไทย หรือบรรดาเพื่อนไกด์ได้มาปรึกษาหารือกันบ้างหรือไม่ อย่างไร เพราะเป็น เรื่องที่เกี่ยวกับสาขาการท่องเที่ยวการเดินทางถึง ๙ ตําแหน่งงาน และสาขาที่พัก รวมแล้ว ๓๒ ตําแหน่งงาน ท่านประธานครับ เพราะถ้าหากจะกระทบต่อเพื่อนมัคคุเทศก์ ก็ต้องรับฟังและแก้ไขปัญหาให้เพื่อนมัคคุเทศก์ในอนาคตด้วย

อีกประการหนึ่งนอกเหนือจากเรื่องมัคคุเทศก์ก็คือมัคคุเทศก์ชาวต่างชาติ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าไกด์ ท่านประธานครับ ไกด์เกาหลีได้เข้ามาแย่งงานไกด์ไทย ทั้งอินเบานด์ เอาท์เบานด์ โดยเฉพาะอินเบานด์คือไกด์ในประเทศ ท่านอาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา ท่านทราบดีครับ ไกด์เกาหลีบางคนรู้ระบบราชการไทย ซื้อรถให้ตํารวจท่องเที่ยว คงไม่ต้อง บอกว่าเป็นรถญี่ปุ่น หรือว่ารถเบนซ์ หรือให้ตํารวจท่องเที่ยวนายใด เพื่ออะไรครับ เพื่อจะได้ ไม่ต้องจับไกด์เกาหลีเมื่อมานําเที่ยวในประเทศไทย นี่คือปัญหา และไกด์ไทยเมื่อไปแจ้งยัง ตํารวจท่องเที่ยวแล้วตํารวจท่องเที่ยวก็ไม่ดําเนินการ เรียกว่าเป็นศาลท่องเที่ยวย่อย ๆ พิพากษาเสร็จสรรพ คือได้รับรถไปแล้วก็ไม่นําพาต่อคําร้องเรียนของพี่น้องชาวไกด์ไทย ท่านประธานอาจจะสงสัยว่าทําไมผมถึงรู้เพราะพี่น้องประชาชนร้องเรียนมา ในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อซึ่งนับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับ นอกจากเรื่องไกด์เกาหลีติดสินบนตํารวจไทยแล้ว เรื่องอื่น ๆ ท่านก็พึงจะรับทราบด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในถนนข้าวสารที่บริเวณถนนรามบุตรี มีผับ (Pub) ขนาดใหญ่จําลองภาพ พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่พร้อมปัญจวัคคีย์ทั้งห้า แต่นั่งอยู่ท่ามกลาง แบล็ค เลเบิล ชีวาส แจ็ค แดเนียลส์ ไฮเนเก้น ทุกคืน ไม่เว้นแม้กระทั่งวันพระ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีที่เคารพ กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี วันนี้เสร็จภารกิจที่สภาเชิญไปเดินที่ถนนรามบุตรีหน้าโรงแรมเวียงใต้เยื้อง ๆ กันครับ มีถึง ๒ แห่ง ถามว่าเป็นการย่ํายีศาสนาประจําชาติของเราหรือไม่ ท่านรัฐมนตรีต้องจัดการครับ นอกจากนี้ยังกราบเรียนท่านว่าในเรื่องของโรงแรมธุรกิจท่องเที่ยวต่าง ๆ นั้นตามกฎหมายแรงงาน ที่บัญญัติไว้ให้ต้องรับคนพิการเข้าทํางานอย่างน้อย ๑ ตําแหน่ง ปรากฏว่าโรงแรมต่าง ๆ ที่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ หรือจังหวัดภูเก็ตไม่สามารถหาคนพิการ เข้าทํางานได้ ทั้ง ๆ ที่ให้ค่าจ้างแรงงานเกินกว่า ๓๐๐ บาทต่อวันมากกว่าที่รัฐบาลเสนอให้เสียอีก เพราะอะไรครับ เพราะคนพิการในประเทศไทยมีไม่มากพอ เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นเรื่องที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องไปหารือกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานว่าจะแก้ไขปัญหานี้ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวอย่างไร ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้กราบเรียนไปนั้นเป็นปัญหาที่ท่านรัฐมนตรีควรจะแก้ไข และเมื่อเราเชิญชวน ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทย ผมได้หารือท่านประธานเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แม้กระทั่งห้องสุขาที่รัฐสภาแห่งนี้ บริเวณสโมสรเล็ก ห้องสุขาน้ําปัสสาวะล้นเจิ่งนองเหม็น ยิ่งกว่าห้องสุขาบนรถไฟ ชั้น ๓ จากสถานีรถไฟสายใต้เสียอีก ท่านประธานครับ เหม็นจริง ๆ และนอกจากนี้ห้องอาหารสโมสรเล็กที่สภายังมีเชื้อราเกาะฝ้าเพดานเต็มไปหมด แล้วอย่างนี้ ถ้านักท่องเที่ยวมาในสภาจะเกิดความรู้สึกอย่างไร อย่างน้อยที่สุดผมกราบเรียนเรื่องนี้ เพื่อที่จะกราบเรียนท่านรัฐมนตรีไปยังกระทรวงสาธารณสุขโปรดได้ประสานกันครับ ห้องสุขาทุกแห่งก็ต้องสะอาดด้วย ท่านประธานครับ ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา และเป็นตัวแทนของรัฐสภาไทยไปประชุมที่เกาะลอมบอก ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนที่แล้ว ร่วมกับท่านประธานรัฐสภาสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ท่านประธานครับ เห็นได้ชัดเจนว่า ต่างประเทศ ประเทศอินโดนีเซียก็มีการพัฒนา แต่พัฒนาอย่างไรต้นทุนการท่องเที่ยว ก็ไม่สามารถที่จะสู้ประเทศไทยได้ เกาะลอมบอกทั้งเกาะไม่มีหาดทรายขาวเนียนสวยสะอาด เหมือนกับหาดในประเทศไทยแม้แต่แห่งเดียว ชายหาดดําไปหมด อาจจะเป็นเพราะว่า อยู่ใกล้ภูเขาไฟ และหาดดังกล่าวนั้นน้ําก็ลึกเรียกว่าไม่เหมาะแก่การอาบน้ําทะเลเหมือนกับ แหล่งท่องเที่ยวที่จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดตรัง หรือแม้แต่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าต้นทุนแหล่งท่องเที่ยว ของประเทศไทยนั้นสวยที่สุดในเอเชียอาคเนย์ เพราะผมไปมาหลายประเทศ รวมทั้งอ่าวหะล็อง ที่ประเทศเวียดนาม น้ําทะเลที่นั่นก็ไม่สวยใสสวยเท่าทะเลไทย และนอกจากนี้ยังไม่มีชายหาดอีกด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีต้นทุนที่ดี มีแหล่งท่องเที่ยวที่ ชาวต่างประเทศอยากมาเยือน และเหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวงก็คือรอยยิ้มของคนไทย ถ้าไม่เชื่อ ท่านประธานลองยิ้มดูสิครับ ท่านประธานครับ รอยยิ้มของคนไทยนั้นเป็นรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ และเป็นรอยยิ้มที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ถ้าเราไปต่างประเทศจะเห็นว่าชาวต่างชาติ บางประเทศนั้นไม่ยิ้ม หน้าตาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อก็มี เพราะฉะนั้นเสน่ห์ของคนไทย รอยยิ้ม อาหารไทย ท่านประธานอย่าได้แปลกใจว่าทําไมอาหารไทยจึงถูกแอบอ้าง ต่าง ๆ นานาในต่างประเทศ แม้กระทั่งอาหารไทยในประเทศเวียดนามก็ไม่ใช่คนไทยทํา อาหารไทยที่ประเทศพม่าก็ไม่ใช่คนไทยทํา อาหารไทยที่ทวีปยุโรปก็ไม่ใช่คนไทยทํา ท่านประธาน เมื่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เสนอ ๓๒ ตําแหน่งงานมานี้ผมก็มี ข้อสังเกตเล็กน้อยในเรื่องของพนักงานต้อนรับและพนักงานรับโทรศัพท์ แน่นอนว่าต้องเก่ง ภาษาอังกฤษ แต่ถ้าผู้แทนชาวต่างชาติถามว่าเศรษฐกิจประเทศไทยเป็นอย่างไร ไม่ใช่ตอบ เขาว่าใช่ ฉันมาเฟิร์ส คลาส (First class) ท่านประธานลองไปดูในกูเกิล (Google) ว่าใครพูด อย่างนี้ ตัวแทนชาวต่างประเทศถาม แต่คนที่ตอบตอบไปคนละเรื่อง เขาถามว่าเศรษฐกิจ ประเทศไทยเป็นอย่างไร แต่ผู้ตอบตอบว่าใช่ ฉันมาเฟิร์ส คลาส คือมาโดยสายการบินชั้น ๑ ท่านประธาน ที่น่าเศร้าใจยิ่งไปใหญ่ ผู้แทนต่างประเทศถามอย่างนั้น แล้วคนที่ตอบอย่างนี้ ปรากฏว่าคือท่านนายกรัฐมนตรีไทย ท่านประธาน เพราะฉะนั้นเมื่อเรามาเรียกร้องให้บรรดา เด็กและเยาวชนให้เก่งภาษาอังกฤษก็ต้องดูตั้งแต่บุคคลที่เป็นผู้นําประเทศเป็นต้นมา อย่างเช่นท่านนายกรัฐมนตรี ผู้แทนต่างประเทศถามว่าเศรษฐกิจประเทศไทยเป็นอย่างไร ท่านก็ตอบว่าใช่ ฉันมาโดยสายการบินชั้น ๑ อย่างนี้ต่างชาติจะรู้สึกอย่างไรกับประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ตําแหน่งงานต่าง ๆ ที่ได้ยกตัวอย่างมา และที่กําลังจะเปิดเสรีนั้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าการออกใบรับรองต่าง ๆ เพื่อนสมาชิกบางท่านก็บอกว่า สามารถที่จะมีการติดสินบนกันได้

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ มีผู้ประท้วง หยุดสักนิดหนึ่ง เชิญท่านจ่าประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองไม่อยากให้บรรยากาศการอภิปรายไปในทางที่ไม่ดีก็อุตส่าห์ทนนั่งฟัง แต่ผู้อภิปราย ได้กล่าวหาบุคคลภายนอก โดยเฉพาะไปกล่าวหาตํารวจคอร์รัปชัน (Corruption) กล่าวหา ตํารวจท่องเที่ยวไปรับสินบน ถ้าผู้อภิปรายรู้ข้อเท็จจริงจริง ๆ ทําไมไม่ให้ข้อมูลและแจ้งจับ ผู้กระทําความผิด ๒. กล่าวหานายกรัฐมนตรีพูดให้ท่านเสียหายอย่างนี้ ท่านประธาน ต้องวินิจฉัยครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ ผมวินิจฉัยแล้ว ท่านวัชระไม่ได้พูดถึงชื่อใครเลยนะครับ เชิญท่านวัชระต่อครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ขอขอบคุณท่านประธาน ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ผมลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุน ท่านอาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และมีข้อสังเกตบางประการที่อยากให้ท่านไปประสานหน่วยงานต่าง ๆ และรวมถึง การคํานึงถึงภาพพจน์ของประเทศนั้นเป็นเรื่องของความจริงใจที่ต้องการที่อยากเห็นประเทศนี้ เดินหน้าไปข้างหน้าร่วมกับกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างเท่าเทียมกัน แต่ผมรู้สึกว่าเรากําลัง จะเสียเปรียบ เพราะการพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะเยาวชนนั้นเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น พี่น้องประชาชนชาวเขามูเซอแดงที่อําเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฝากผมมา กราบเรียนท่านประธานว่าเป็นไปไหมว่าได้ตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนั้น กรุณาอย่าได้เปลี่ยนบ่อยครั้งนัก ที่เป็นอยู่นี้ก็ดีอยู่แล้วก็ควรจะเป็นต่อไป ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานมีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงเรื่องการออกใบรับรองในการที่จะมาทํางาน ในตําแหน่งต่าง ๆ ว่าอาจจะเกิดการคอร์รัปชัน มีการซื้อกันเช่นให้เงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท แล้วแลกกับใบสามารถที่จะเอามาทํางานในประเทศไทยได้ ท่านประธานครับ และยังพูดถึง การปลอมพาสปอร์ต เรื่องนี้มีอยู่จริงท่านประธานครับ ประเทศไทยเป็นแหล่ง ปลอมพาสปอร์ตที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ครับ เป็นแหล่งปลอมพาสปอร์ตที่ใหญ่ที่สุด ในอาเซียน ผู้ก่อการร้ายหรือคนที่ต้องการพาสปอร์ตสามารถมาหาได้ในกรุงเทพมหานคร และนอกจากนี้พาสปอร์ตจริงก็ให้ได้ครับ โดยถามง่าย ๆ ว่ากล้าออกพาสปอร์ตให้ไหม เอาไปเลยครับตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็ทําได้แล้วจริง ๆ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าในประเทศไทยนั้นอะไร ๆ ก็สามารถเป็นไปได้ ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านอาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา เพื่อที่จะหา มาตรการในการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ส่วนเรื่องของกีฬา ที่ท่านอาจารย์รับผิดชอบนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง และผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีท่านนี้ ก็สามารถที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวไปสู่อาเซียนได้อย่างเท่าเทียมกับทุกประเทศที่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนกรอบการจัดทําข้อตกลงร่วมดังกล่าวนี้ ของท่านรัฐมนตรีชุมพล ศิลปอาชา ขอขอบคุณ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมคิด บาลไธสง เชิญครับ

นายสมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคาย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็ขอร่วมสนับสนุนข้อตกลงร่วม ว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ผมเห็นด้วยนะครับ จากเอกสารที่ผมได้อ่านไปแล้วผมจะไม่พูดซ้ําของท่านที่พูดมานะครับ ก็ผมได้อ่านแล้ว ทางรัฐบาลไทยเราก็ได้จัดทําคณะกรรมการต่าง ๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยว และคณะกรรมการ รับรองวิชาชีพท่องเที่ยวแล้ว ผมถือว่าเราก็ก้าวหน้าทันตามเหตุการณ์ ตามที่อาเซียนเรา ต้องการจะให้เป็น สิ่งที่ผมอยากเสนอแนะไปยังท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลได้ช่วยนําข้อคิด ที่ผมได้เสนอ เช่นกรณีหลักสูตรเกี่ยวกับเรื่อง ๑.๓ หน้า ๓ แผนกประกอบอาหาร ผมอยากให้ ทางรัฐบาลเราหรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับมาตรฐานหลักสูตร เกี่ยวกับวุฒิบัตร สร้างหลักสูตรอาหารขึ้นมา เป็นหลักสูตรของอาหารอาเซียนนอกจากอาหารไทย ต้องหลักสูตรอาหารอาเซียน คนที่เป็นพ่อครัว แม่ครัวต้องทําอาหารอาเซียนได้ทุกประเทศ แล้วทําอาหารไทยเก่งด้วย แล้วก็ทําอาหารสากลได้ด้วย อยากให้ประเทศไทยเราเป็นหลัก ในการเสนอแนวคิดนี้เพื่อว่าทุกประเทศจะได้สอนหลักสูตรคล้ายกัน เพราะฉะนั้นเวลาเขา ไปทํางานประเทศไหนเขาก็จะมีความรู้พื้นฐานในการทําอาหารของประเทศนั้น ๆ สมมุติคนฟิลิปปินส์มาทํางานประเทศไทย มาเป็นพ่อครัว มาเป็นเชฟ (Chef) เขาก็สามารถ ที่จะทําอาหารไทย ในประเทศไทยเรามีท้องถิ่นใหญ่ ๆ อยู่ ๔-๕ ท้องถิ่น อย่างปักษ์ใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตกอย่างนี้ครับ เราน่าจะมีอาหารเด็ด ๆ ของพื้นที่ หรือท้องถิ่นไปอยู่ในหลักสูตรด้วยแต่ละประเทศ อยากให้ประเทศไทยเราเป็นผู้เสนอแนวคิด อย่างนี้ ทําอาหารของอาเซียนและอาหารภูมิภาคของประเทศในอาเซียนด้วย และอาหารสากล เพราะฉะนั้นหลักสูตรนี้มันจะใกล้เคียงกัน เวลาบุคลากรที่จะเข้ามาทํางานแล้วเราสามารถ ที่จะเทียบเคียงความสามารถหรือวุฒิบัตรของเขาในประเทศต่าง ๆ ได้ อันนี้ผมก็ขอเสนอ ข้อแนะนําอย่างนี้นะครับ

อีกเรื่องหนึ่ง ที่น่าเป็นข้อสังเกตก็คือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ เรื่องการเปิดปิดพรมแดนชายแดนให้เป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะด่านสากลต่าง ๆ ผมในฐานะเป็นกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย เราเห็นว่า ด่านต่าง ๆ ในประเทศไทยเรายังไม่สากลในการเปิดปิด เพราะฉะนั้นนี่คือมันยังไม่เป็น อาเซียนที่แท้จริง น่าจะเป็นกําหนดเวลาปิดเปิดคล้ายคลึงกับประเทศในอาเซียน เพื่อเข้าออก ได้สะดวก ได้มีเวลาจัดการเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ กระทรวงพาณิชย์ก็เช่นเดียวกัน หรือกระทรวงกลาโหมนี่สําคัญที่สุดว่าประเทศไทยเรามีกฎหมายคือกฎอัยการศึก นี่คือปัญหาในอาเซียนที่เราจะไม่เป็นอาเซียน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เพราะว่ากฎอัยการศึก ตามจังหวัดชายแดนเรานี่ตั้ง ๓๐ จังหวัด เพราะฉะนั้นเราจะทําอย่างไรกฎหมายอันนี้ อยากให้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือรัฐบาลได้เจรจาเรื่องกฎอัยการศึกนี้ เพื่อให้ผ่อนคลายกฎอัยการศึกนี้มาใช้กฎอื่นที่มันอ่อนกว่านี้ เพราะว่ามันเป็นกฎหมายที่มัน ไม่ส่งเสริมการท่องเที่ยว มันควรจะหมดเวลาแล้ว ก็ควรจะแก้ไขตรงนี้

อีกอันหนึ่งการเปิดด่านชายแดน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเดินทางไปประเทศพม่า ผมชอบเดินทาง แต่ซอกแซกไปในถิ่นกันดาร ผมก็ไปเห็นเมืองต่าง ๆ เขา ผมเห็นว่า อย่างประเทศพม่าเขาก็มีจุดแข็งในเรื่องวัฒนธรรม เรื่องศาสนา ผมว่าเขาเก่งนะ ในเรื่อง วัดวาอาราม ประเทศพม่าแต่ละเมืองเราไม่คาดคิดว่าประเทศพม่าเขาจะมีอย่างนี้ เขามีโบราณวัตถุ โบราณสถานที่สําคัญ ๆ เกือบทุกเมือง แต่ถ้าเรามีการเน้นในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศพม่าอย่างนี้จะมีคนมาเที่ยวประเทศเรามาก เราก็ไปดูเขาแล้วเขามาดูเรา แล้วให้ความสะดวก ผมสังเกตเปรียบเทียบที่ด่านชายแดนแม่สาย ผมเอาด่านแม่สาย เพราะเป็นด่านใหญ่ที่ไปประเทศพม่า ด่านแม่สายทําหนังสือผ่านแดน หนังสือบอเดอร์ พาส (Border pass) ไปประเทศพม่าเอารูปไป ๓ ใบ กับบัตรประชาชนไม่ต้องใช้พาสปอร์ตไปได้ ๑๔ วัน ผมก็ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องทางเมืองเชียงตุง เมืองลา เมืองล่อ เมืองม้า ที่ไป เขาก็อยากให้ประเทศไทยเราเปิดด่านชายแดน แล้วก็ให้ระยะทางเข้ามาได้ไกลถึง จังหวัดเชียงใหม่เขาก็อยากมา แต่เขามาเขาก็ถูกจับอย่างนี้ มันก็ไม่เอื้อในการท่องเที่ยว แต่คนไทยเราไปบ้านเขาแล้วไปจ่ายเงิน แต่เขาจะเข้ามาได้ ๕ กิโลเมตร นี่คือปัญหา แล้วความเป็นอาเซียนมันยังไม่เกิดเลย ผมก็อยากให้เน้นการท่องเที่ยวด้านประเทศพม่า เพราะคนมันมาก ถ้าเขามาแล้วเขาจะซื้อของไทยเรานอกจากมาเที่ยวมาใช้เงินเขายังมา ซื้อสินค้าไป อันนี้ก็อยากฝาก ผมเห็นว่าสิ่งนี้เขาร้องเรียนกับเรา รถเขาเข้ามาเขาก็ถูกจับ คันหนึ่งต้องจับปรับ ๓๐๐ บาท ๔๐๐ บาท อย่างนี้นะครับ อันนี้ไม่เอื้อเขาก็ไม่กล้ามา พอคนไทยเราจะไปเที่ยว เราจะขนคนไทยไปประเทศพม่าเขาก็เดินขบวนคัดค้านเพราะอะไร เพราะเราไม่ให้เขาเอารถเข้ามา เขาก็ไม่ให้เราเอารถเข้าไป เราก็ต้องไปเสียค่าจ้างรถเขาแพง อันนี้มันก็ไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยวนะครับ ผมก็ฝากไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมมีข้อเสนอที่แตกต่างดังนี้ครับ ขอขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

๔ ท่านสุดท้ายนะครับ แล้วผมจะปิดอภิปรายนะครับ ท่านวิทยา อินาลา ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ท่านสุธรรม พันธุศักดิ์ แล้วก็ปิดท้ายด้วยท่านประสงค์ นุรักษ์ ยังมีอีกนะครับ เดี๋ยวเข้าชื่อไว้ก่อนครับ ท่านวิทยา อินาลา เชิญครับ

นายวิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภา นครพนม 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็จะขออภิปรายสนับสนุนข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพ ด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ผมว่าเป็นข้อตกลงที่ดีที่รัฐบาลจะต้องเอาไปร่วมกับประเทศ อีก ๙ ประเทศในอาเซียนนี้ ทําไมหรือครับ เพราะว่าประเทศไทยเราบอกว่าเราเป็นฮับ เราเป็นจุดแข็งในเรื่องของการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นโอกาสของประเทศไทย ที่จะมาได้รายได้จากการทําข้อตกลงตรงนี้ แต่สิ่งหนึ่งข้อตกลงเขาบอกว่าเป็นข้อตกลงร่วมว่า ด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพการท่องเที่ยวอาเซียน เขาบอกว่าเป็น โปรเฟสชันนอล (Professional) ถ้าคุณจะได้เบเนฟิท (Benefit) กับข้อตกลงตรงนี้ถามว่า บุคลากรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของเราเราเป็นโปรเฟสชันนอลพร้อมหรือยัง เพราะว่าธุรกิจบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยวปีหนึ่ง ๆ อย่างเช่นปีที่แล้วทํารายได้ให้กับ ประเทศผมว่าค่อนข้างจะประมาณเกือบ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ประมาณ ๑.๖ ล้านล้านบาท ๑.๗ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นผมบอกนี่คือเป็นรายได้มหาศาล ถ้าเราเปิดข้อตกลงตรงนี้ แล้วบุคลากรทางด้านการท่องเที่ยวของเราไม่ว่าจะเป็นโรงแรม มัคคุเทศก์ ผมคิดว่าคงไม่ใช่ตรงนี้ เพราะมัคคุเทศก์มันเป็นข้อตกลงอันหนึ่งว่าสิทธิ ในการประกอบอาชีพในประเทศผู้รับจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขกฎหมายและข้อบังคับของ ประเทศผู้รับ แสดงว่ามัคคุเทศก์นี้ยังไม่เปิด แต่ที่เปิดจริง ๆ คือนักบริหารจัดการ คนที่จะมา ลงทุนเรื่องการโรงแรม คนที่จะมาลงทุนเรื่องของการบริหารจัดการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ตรงนั้นล่ะครับเราจะทําอย่างไร ประเทศไทยเราตอนนี้พร้อมไหม โรงแรมต่าง ๆ เจ้าของโรงแรม ต่าง ๆ พร้อมไหม เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝากท่านประธานนะครับว่าเราจะทําอย่างไร เราจะพัฒนาบุคลากร วิชาชีพด้านการท่องเที่ยวนี้อย่างไรบ้าง มืออาชีพการบริหารจัดการ ภาษาอังกฤษเราเป็น อย่างไร บอกเลยนะครับ ๑๐ ประเทศในอาเซียนภาษาอังกฤษคนที่ได้เปรียบมีอยู่ ๒ ประเทศเท่านั้น ๑. ประเทศฟิลิปปินส์ ๒. ประเทศสิงคโปร์ นอกนั้นไม่ได้เปรียบกันหรอกครับ ประเทศมาเลเซียอาจจะเหนือเรานิดหน่อย ประเทศบรูไนจะเหนือเรานิดหน่อย แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นประเทศไทยเรานี่เรามีจุดแข็งเรื่องสังคมและภูมิประเทศตรงนี้ แต่เรายังขาด เรื่องของภาษาอังกฤษ แล้วอีกอันหนึ่งเรื่องของการพัฒนาคน ประเทศไทยตอนนี้ ให้ความสําคัญกับการพัฒนาคนแบบไหน ไม่ใช่จบมาแล้วไปทํางานไม่มีการเทรนนิง (Training) ไม่มีการพัฒนา ไม่มีการให้ความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมา ผมว่าประเทศไทยมีจุดด้อย ตรงนั้นเลย งบประมาณรายจ่ายประจําปีแต่ละปีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเอาไปลง เกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาบุคลากรเป็นแบบไหนบ้าง ผมว่าน้อยมากครับท่านประธาน ดูจากเอกสารประกอบการชี้แจงรัฐสภากระทําโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน้า ๒ ข้อ ๒ สาระสําคัญและข้อเท็จจริงของกฎหมาย

ข้อ ๑ จัดตั้งคณะกรรมการบุคลากรวิชาชีพการท่องเที่ยวแห่งชาติ ภาษาอังกฤษโอเคถูกต้อง

ข้อ ๒ ข้อ ๑ นี่ท่านทําตามอาร์ทิเคิล (Article) ของอาเซียน ข้อ ๒.๑ ข้อ ๒ ตามข้อ ๒.๑๔

แต่ข้อ ๓ สิครับ คณะกรรมการติดตามตรวจสอบวิชาชีพท่องเที่ยวอาเซียน ภาษาอังกฤษท่านบอกว่าอาเซียนขอโทษนะครับผมขอใช้เป็นภาษาอังกฤษนะครับ อาเซียน ทัวริซึม มอนิเตอริง คอมมิทตี (ASEAN Tourism Monitoring Committee) ตัวย่อก็คือ เอทีเอ็มซี (ATMC) แต่พอไปดูในอาร์ทิเคิลที่ ๒ ความหมายเขาบอกเดฟฟินิชันส์ แอนด์ สโคป (Definitions and scope) ตรงนี้นะครับเขาเขียนว่าอาเซียน ทัวร์ริซึม โปรเฟสชันนอล (ASEAN Tourism Professional) ท่านประธานครับ แต่ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตกคําว่าโปรเฟสชันนอล ในที่นี้ท่านจงใจจะให้ของเราไม่เป็นโปรเฟสชันนอลใช่หรือไม่ ตกคําว่าโปรเฟสชันนอลนะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปดูหน่อยเถอะครับที่ท่านเขียนไว้ในข้อ ๓ นี้นะครับว่าถูกไหม

ต่อไปข้อ ๔ การจัดทําหลักสูตรการท่องเที่ยวแห่งอาเซียนสําหรับ ๒ สาขา ๖ แผนก ๓๒ ตําแหน่ง ภาษาอังกฤษท่านบอกว่าอาเซียน คอมมอน ทัวริซึม เคอร์ริคูลัม (ASEAN Common Tourism Curriculum) แต่ในตรงนี้ในภาษาอังกฤษ ตัวอาร์ทิเคิล ๒ ที่ข้อ ๒.๗ เขาเขียนว่าคอมมอน (Common) เอาคอมมอนขึ้นก่อนนะครับ คอมมอน อาเซียน ทัวริซึม เคอร์ริคูลัม (Common ASEAN Tourism Curriculum) ตัวย่อก็คือซีเอทีซี (CATC) แต่ของทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาท่านบอกว่าเป็นอาเซียน คอมมอน ถามว่า มันต่างกันอย่างไรตรงนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับผมบอกแล้วว่าการแข่งขันกันนี่ครับ ในเมื่อเปิดบริการตรงนี้แล้วนี่มันมีการแข่งขัน สิ่งหนึ่งผมบอกว่าประเทศไทยเรานี่มีจุดอ่อน คือเรื่องภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้น ๒ อันนี้ก็ชี้แล้วว่าเรามีจุดอ่อนจริง ๆ ทีนี้ผมถามต่อไปว่า ในข้อ ๒.๘ นี่นะครับบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวต่างชาติหมายถึงผู้ที่ไม่ถือสัญชาติใด ของสมาชิกอาเซียน แต่รัฐสมาชิกอาเซียนให้การรับรองคุณวุฒิ แสดงว่าอันนี้คือคนที่เป็น โปรเฟสชันนอลในเรื่องของการลงทุนซึ่งไม่ใช่มัคคุเทศก์ในแต่ละประเทศใช่ไหมครับ อันนี้ความเข้าใจของผมอยากจะให้ท่านประธานลองรีคอนเฟิร์ม (Re-confirm) อีกทีหนึ่ง ผมไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรนะครับ ให้ยืนยันอีกทีหนึ่งก็แล้วกันว่าใช่ไหม อันนี้ไม่เกี่ยวกับ มัคคุเทศก์ ถ้าเกี่ยวกับมัคคุเทศก์แสดงว่าประเทศไทยเรานี่ก็จะมีปัญหาในเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องข้อมูลต่าง ๆ ตรงนี้ แต่ผมคิดว่าตรงนี้คงไม่ใช่มัคคุเทศก์ ประเด็นตรงนี้ผมพอยท์ (Point) ให้กับท่านประธานดูนิดหนึ่งก็แล้วกัน ประเทศที่จะได้ประโยชน์ตรงนี้ในการที่เราจะทํา ข้อตกลงกับประเทศ ๑๐ ประเทศในอาเซียนนี่ คนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ ไม่ใช่คนในอาเซียน คนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ ผมคิดว่าเป็นคนจีน เพราะคนจีนมีคน ๑,๓๐๐ กว่าล้านคน แล้วคนจีนมาลงทุนในเรื่องของการโรงแรม ลงทุนในเรื่องของการท่องเที่ยวในแต่ละประเทศ ในอาเซียนตรงนี้ ผมว่าเป็นเบอร์ ๑ ด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ล่ะครับที่เราจะมองว่าอนาคตเราจะมองถูกหรือไม่ เราจะทําคนของเรา พัฒนาคนรองรับอย่างไรบ้าง ผมบอกว่าภาษาจีนเป็นภาษาสําคัญครับท่านประธานครับ นอกจากภาษาอังกฤษแล้วนี่ ภาษาจีนเราต้องรองรับเขาด้วยเพราะเขามีทุน ตอนนี้เงินหยวน เงินเหรินหมินปี้นี่แข็งมาก เขาพร้อมที่จะออกมาข้างนอก อนาคตถ้าประเทศจีนมีเงิน มีกําลังทหาร ประเทศจีนซื้อทั้งโลกนี้เราจะเตรียมพร้อมกับเขาอย่างไรบ้าง เราจะสู้กับเขาได้ไหม สู้ไม่ได้ แต่เราจะอยู่กับเขาได้อย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นผมฝากท่านประธานถามคําถามหน่อยว่า ตัวข้อ ๒.๘ นี้ความหมายคืออะไรนะครับ แล้วก็ข้อ ๓ ข้อ ๔ ที่ถามเรื่องภาษาอังกฤษนี่ เป็นอย่างไรบ้างครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ในเรื่อง ของการจัดทําข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพ ด้านการท่องเที่ยวอาเซียนฉบับนี้ ผมก็คงจะมีความเห็นเช่นเดียวกับสมาชิกท่านอื่นนะครับ ก็คือเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะว่าในเรื่องนี้นั้นประเทศในอาเซียนจํานวนเกือบทั้งหมดนั้น ก็คงจะลงนามไปแล้ว ก็ขาดเพียงประเทศเราเท่านั้น จึงกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีครับ ผมมีคําถาม ๓ คําถาม จากเอกสารของท่านนะครับ ผมจะอภิปราย อย่างกระชับที่สุดนะครับ

คําถามที่ ๑ จากสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

๑.๑ หากมีการแก้ไขถ้อยคําที่ไม่ใช่สาระสําคัญที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ในข้อตกลงดังกล่าว มอบให้ผู้ลงนามเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีได้ ผมถามว่าท่านจะไปแก้คําถามอะไรอีกครับในสัญญา สัญญาเขามีกันแล้ว ประเทศอื่นลงนามแล้ว แล้วท่านจะได้แก้อะไรอีกครับ ท่านต้องบอกต่อรัฐสภาแห่งนี้นะครับท่านประสงค์จะแก้อะไรอีก

คําถามที่ ๒ จากหนังสือที่ตอบมาจากเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ซึ่งได้ให้ความเห็นไว้ในข้อ ๒.๒ ว่า เห็นควรให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดทําแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบจาก การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในด้านการท่องเที่ยวและบริการ อาทิ การพัฒนาศักยภาพและยกระดับฝีมือแรงงานไทยให้ได้มาตรฐาน การพัฒนา หลักสูตรการเรียนการสอนในเชิงลึกของสถาบันการศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการ แรงงานในสาขาการท่องเที่ยวและบริการ การพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร ด้านภาษาต่างประเทศที่เป็นสากล และภาษาที่ใช้ในประเทศอาเซียน การศึกษาประเพณี วัฒนธรรมอาเซียน การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้ทันสมัย มาตรการให้ความช่วยเหลือ ผู้ได้รับผลกระทบและการคุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทยและแรงงานไทย ในต่างประเทศ เป็นต้น หลายหัวข้อนะครับท่านประธานครับ และผมคิดว่าเป็นความห่วงใย จากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ถามท่านรัฐมนตรีว่าท่านจัดทํา แนวทางเตรียมความพร้อม เตรียมการป้องกันเรื่องที่อ่านเมื่อสักครู่นี้ จนถึงขณะนี้ ท่านมีความคิดอย่างไรแล้วครับ ท่านจะวางระบบอย่างไรในระยะเวลาเท่าไร ท่านมีแผน หรือยังครับ

ประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ ๓ จากหนังสือของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนะครับ ข้อที่ ๒ บอกว่าข้อตกลงนี้ก็ขอให้ ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดทําการวางมาตรการที่จะรองรับการเคลื่อนย้าย บุคลากรด้านการท่องเที่ยวจากประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นที่จะเข้ามาในประเทศไทยด้วย กระทรวงท่านทําอะไรบ้างครับในขณะนี้ ท่านจะวางแผนทําอะไรต่อไป ท่านจะทําเสร็จเมื่อไร

ขอถาม ๓ คําถามนี้นะครับ ขอเรียนนิดเดียวว่ากลับไปคําถามแรกที่บอกว่า ท่านจะให้ไปทําการแก้ไขส่วนที่ไม่เป็นสาระสําคัญนั้น ผมคิดว่าถ้าเพื่อที่จะให้เกิดความสบายใจว่า ถ้าเป็นสัญญาตามนี้อยู่แล้ว ท่านไม่เห็นประเด็นใด จนถึงขณะนี้ท่านก็ยังไม่เห็นประเด็นใด ตัดประเด็นแรกนี้ออกได้หรือไม่ครับ เพื่อที่จะให้เราได้รู้ว่าการที่จะไปลงนามในหนังสือสัญญานั้น ก็จะเป็นไปตามที่ได้ระบุเอาไว้ และประเทศอื่นก็ได้ลงนามไปแล้วครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวพออภิปรายจบทุกท่าน แล้วก็จะเปิดโอกาสให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงนะครับ ต่อไปท่านสุธรรม พันธุศักดิ์ แล้วต่อด้วย ท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ท่านประสงค์ นุรักษ์ ท่านเกียรติศักดิ์ ส่องแสง ท่านสุดท้ายนะครับ เชิญท่านสุธรรมครับ

นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขออภิปรายในเรื่องข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพ การท่องเที่ยวอาเซียนนะครับ ซึ่งกระผมเองก็อยู่ในวงการท่องเที่ยวมานานพอสมควร ก็อยากจะมีความเห็นซึ่งฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผ่านท่านประธานสภา กระผมคิดว่าเรื่องนี้ในขั้นแรกก็คงจะต้องยอมรับว่าเรามีความจําเป็น ที่จะต้องยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติผู้ประกอบอาชีพทางด้านการท่องเที่ยว หรือภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า มิวชวล เรค็อกนิชัน แอเรนจ์เมนท์ ออน ทัวริซึม โปรเฟสชันนอล (Mutual Recognition Arrangement on Tourism Professional) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จะต้อง ให้ผู้ประกอบวิชาชีพในอาเซียนประเทศหนึ่งที่สามารถจดทะเบียนประกอบวิชาชีพ ในประเทศอาเซียนอื่น ๆ ได้ อย่างไรก็ตามกระผมเองได้ศึกษาว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่เราจะต้องทําหลักสูตรก็มีทั้งหมด ๓๒ ตําแหน่งงาน ก็ได้ดูตําแหน่งงานในเรื่องของตั้งแต่ แผนกต้อนรับ แผนกแม่บ้าน แผนกประกอบอาหาร แผนกอาหารและเครื่องดื่ม และสําหรับ ในสาขาการเดินทางก็มีแผนกธุรกิจนําเที่ยว แผนกบริหารธุรกิจนําเที่ยว ก็อยากจะเรียน ท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าในการจัดทํานั้นก็เปรียบเสมือนว่าในตําแหน่งงานต่าง ๆ เท่าที่ดูมันก็เป็นตําแหน่งงานเหมือนกับการจัดทําจ็อบ ดิสคริพชัน (Job description) หรืองานพรรณนานะครับ แต่สําหรับหลักสูตรเองก็ต้องไปจัดทําร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ข้อสังเกต ของกระผมว่าเราจะเสียเปรียบในเรื่องของประเทศที่เป็นสมาชิกในอาเซียนด้วยกัน จะสังเกตว่า แผนกต้อนรับนั้นเราเริ่มตั้งแต่ผู้จัดการต้อนรับ เราไม่มีผู้จัดการทั่วไปเลย ก็แสดงถึงว่า ความสามารถในเรื่องของการบริหารการท่องเที่ยวของประเทศไทยนี่ยังต่ํากว่าประเทศอื่น ๆ ซึ่งประเทศอื่นผมเข้าใจว่าเขาคงจะมีเริ่มตั้งแต่ผู้จัดการทั่วไปก็คือเจนเนอรัล เมเนเจอร์ (General Manager) แต่สําหรับของเราเริ่มจากแผนกต้อนรับก็มีผู้จัดการต้อนรับเลยและ ผู้ควบคุมดูแล ๙ ฝ่ายต้อนรับ ประการต่อมาผมก็คิดว่าประเทศไทยในเรื่องศักยภาพ ของการท่องเที่ยวเราได้เปรียบมาก เราได้ชื่อว่าเป็นประเทศมีความพร้อมในเรื่องของ การท่องเที่ยว เป็นประเทศที่สวรรค์สร้างมา สวรรค์สร้างนะครับ ผมไม่ได้คิดว่าประเทศนี้ เรามีการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยการบริหารจัดการเท่าไรนะครับ กล่าวคือเรามี แหล่งท่องเที่ยวมากมาย เรามีแสงแดด เรามีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม ผมอยากจะเรียน ให้ท่านประธานได้รับทราบว่าผมคิดว่าในประเทศไทยทั้งหมดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ของเรานี่จะได้เปรียบในเรื่องของการท่องเที่ยวมาก แต่น่าเสียดายว่าการท่องเที่ยวของเรา การบริหารจัดการการท่องเที่ยวของเรานี่ยังไม่เป็นมืออาชีพ ผมกล่าวในด้านของทางรัฐบาลก็ดี แล้วก็บุคลากรของเราก็ดี เรายังต่ํากว่ามาตรฐานมาก ผมจะเรียนอย่างนี้นะครับ ใน ๓๒ ตําแหน่งงานที่จัดทําถ้าเปรียบเทียบจริง ๆ ว่าสกิลเลส โนเลจ (Skillless knowledge) ของเรายังด้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้กล่าวถึงเรื่องภาษา ท่านสมาชิกหลายท่านได้กล่าวถึงว่าภาษาในบุคลากรของเรายังด้อยกว่า ประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศมาเลเซีย ประเทศพม่า ประเทศสิงคโปร์ ผมอยากจะเรียนว่าอย่างนี้ ในเรื่องนี้การวางแผนของเราไม่ได้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ทั้งกระทรวงศึกษาธิการของเราเอง ก็ไม่ได้เตรียมการในเรื่องนี้ นอกจากนั้นก็มีในเรื่องของค่านิยม ผมอยากจะถือโอกาสนี้ กราบเรียนถึงปัญหาและอุปสรรคของผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยวไปด้วย ผมคิดว่าผู้ประกอบกิจการ ท่องเที่ยวโดยเฉพาะเอสเอ็มอีของประเทศไทยเป็นผู้ประกอบกิจการที่น่าสงสารมาก เราเจอปัญหาหลาย ๆ อย่าง การท่องเที่ยวของประเทศไทยเจอปัญหาหลาย ๆ อย่าง ย้อนหลังไปในทศวรรษนี้เราเจอปัญหา ๑. ในเรื่องของการปฏิวัติ เริ่มต้นนะครับ ๒. ในเรื่อง ของการสงครามสี ๓. ในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ โรคระบาดต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าทุกท่านเอง ถ้าเป็นผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยวในระดับเอสเอ็มอีก็ต้องรู้ถึงปัญหาอันนี้ ทุกคนสร้างขึ้นมา ด้วยความยากลําบาก แต่อาชีพอื่น ๆ ก็ได้รับการสนับสนุน เช่นตอนนี้การประกันราคาพืชผล ทางการเกษตร แต่สําหรับเรื่องการท่องเที่ยวนั้นผมคิดว่าผู้ประกอบกิจการการท่องเที่ยว ต่อสู้กับตนเองอย่างมากมาย นอกจากนั้นเงินทุนของเอสเอ็มอีก็ไม่ได้รับการสนับสนุน

ผมอยากจะเรียนว่าการท่องเที่ยว เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดว่าเป็นรายได้ ที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ขณะนี้เองประเทศเราได้รายได้ก็ประมาณสัก ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ถือว่าประมาณสัก ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แล้วก็ทางรัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา โดยท่านรัฐมนตรีก็ได้กําหนดยุทธศาสตร์ว่าในปี ๒๕๕๘ รายได้จากการท่องเที่ยว อาจจะเพิ่มขึ้นถึง ๒.๒ ล้านล้านบาท ถ้า ๒.๒ ล้านล้านบาทเปรียบเทียบกับจีดีพีของประเทศ ก็ประมาณสัก ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐบาลก็ได้ตั้งสมมุติฐานว่าการที่รายได้ ๒.๒ ล้านล้านบาท ก็มาจากประเทศเราเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ ๖๐๐ ล้านคน การท่องเที่ยวก็จะมีการเพิ่มการท่องเที่ยวใน ๑๐ ประเทศมากขึ้น ก็นําไปสู่สมมุติฐานอันนี้ว่า รายได้ของประเทศต้อง ๒.๒ ล้านล้านบาท แต่ผมคิดว่าการที่จะได้อย่างนั้นมันมีปัญหา หลายอย่างที่ทางรัฐบาลต้องมีบทบาทสําคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเรา ปัญหาใหญ่ ๆ เท่าที่ได้ศึกษาก็คือปัญหากรอบการทํางานด้านระเบียบและการบังคับ ใช้กฎหมายของเรายังต่ํา ปัจจุบันของเรามันมีระเบียบหลายประการที่ไม่ได้เอื้อต่อการพัฒนา ธุรกิจการท่องเที่ยวก็ทําให้การลงทุนในเรื่องของการท่องเที่ยวไม่เต็มที่

ปัญหาต่อไปก็คือปัญหาในเรื่องระเบียบของการท่องเที่ยวนะครับ ในเรื่อง ของการจัดระเบียบผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยวต่าง ๆ นี่ก็ยังไม่ได้จัดให้เต็มที่มากนัก แล้วปัญหานโยบายของภาครัฐนี่ยังไม่ได้วางแผนในเรื่องของการท่องเที่ยวอย่างชัดเจนนะครับ ผมอยากจะเรียนที่เพื่อนสมาชิกบางท่านได้กล่าวไว้แล้วนะครับ การให้ความสําคัญในเรื่อง ของการปรับปรุงการตั้งงบประมาณของการท่องเที่ยวซึ่งประมาณสัก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนิด ๆ นะครับ โดยเฉพาะในปีต่อไปตอนแรกนี่ลดลงมาเหลือ ๙,๐๐๐ ล้านบาท แล้วกลับไปเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าจะเทียบว่าการลงทุน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทกับรายได้ของการท่องเที่ยว ๒.๒ ล้านล้านบาทภายใน ๓ ปีข้างหน้านะครับ ท่านลองคิดดูว่ากี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่รัฐใช้นะครับ ถ้าถามว่าจําเป็นไหมที่จะต้อง เพิ่มงบประมาณในเรื่องของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ผมคิดว่างบประมาณนี่ไม่จําเป็น ที่จะต้องไปอยู่กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างเดียวนะครับ การท่องเที่ยวนี่ มันเกี่ยวพันกับหลายกระทรวงที่จะต้องตั้งเป็นวาระแห่งชาติเลยถ้าจะพัฒนากันจริง ๆ นะครับ ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่ากระทรวงที่มีปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง เช่นผมยกตัวอย่างว่า เราได้ไปสํารวจที่เกาะลันตานะครับ เกาะลันตาเองก็มีนักท่องเที่ยวเข้าไปปีหนึ่งประมาณสัก ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ถามว่าเกาะลันตานี่มีโรงพยาบาลสําหรับบริการไหมครับ ก็ไม่มี มีแต่สถานีอนามัย ๑๐ เตียง สําหรับประชาชนในเกาะลันตาเองประมาณสัก ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คน นักท่องเที่ยวอีกปีละ ๑,๕๐๐,๐๐๐-๒,๐๐๐,๐๐๐ คน พวกเหล่านี้ ก็ไม่สามารถที่จะเข้ารับการรักษาได้ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมานะครับ นอกจากนั้นเกาะลันตาเอง การคมนาคมก็ยังไม่สะดวกนะครับ ก็ยังมีแพขนานยนต์ที่เข้าไป ขณะนี้กําลังสร้างสะพาน ข้ามระหว่างจากเกาะไปเกาะ แต่ข้ามจากเกาะนี่ยังต้องใช้แพขนานยนต์ ผมอยากจะเรียนว่า อย่างนี้นะครับไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นอย่างนั้น ขนาดประชาชนเองจะคลอดบุตร ก็ต้องคลอดบนแพขนานยนต์ และผมคิดว่าถ้านักท่องเที่ยวทราบว่าเกาะลันตาเองนี่ ไม่มีโรงพยาบาลที่ให้การรักษาได้นี่มันทําให้ขาดความมั่นใจที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศไทย นอกจากนั้นปัญหาอื่น ๆ ที่เราพบก็คือปัญหาการขาดการจัดระเบียบในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งมีหลายท้องถิ่นบางท้องถิ่นเอง อบจ. หรือ อบต. ต่าง ๆ นี่ไม่เข้าใจในเรื่องของหลักการ ในเรื่องของการพัฒนาการท่องเที่ยว จะยกตัวอย่างบางจังหวัดใช้เงินงบประมาณ หลายสิบล้านบาทเอาดินแดงไปถมชายหาดเหล่านี้เป็นต้นนะครับ บางท้องถิ่นเอง โดยเฉพาะท้องถิ่นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญของประเทศก็มีการปล่อยน้ําเสียลงไป ในทะเลนะครับ แล้วก็ไม่ได้มีการพัฒนาอะไรเกิดขึ้นเลย แล้วก็การจัดระเบียบของท้องถิ่นเอง ก็มีปัญหาในเรื่องของโซนนิง (Zoning) ต่าง ๆ ก็ปล่อยให้สถานบริการนี่ไปอยู่ทั่วไปเลยนะครับ อันนี้มันก็เป็นปัญหาของท้องถิ่น อันนี้ต้องขอฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาด้วย ต้องดูในเรื่องนี้ครับ ถ้าเราไม่ดูเรื่องนี้การท่องเที่ยวเราพัง เพราะว่าเราจะได้นักท่องเที่ยวที่อยู่ในระดับอีกระดับหนึ่งคือระดับต่ําลงไปที่ได้ เพราะฉะนั้น การพัฒนาการท่องเที่ยวไม่ใช่คํานึงถึงเฉพาะจํานวนของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาด้วยมันต้อง คํานึงถึงรายได้ของประเทศ จํานวนนักท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น รายได้นี่ซึ่งทางรัฐบาล กําหนดไว้ ๒.๒ ล้านล้านบาทนี่ก็เป็นตัวเลขที่ดี แต่ว่าไม่จําเป็นที่ว่าวอลุม (Volume) ของนักท่องเที่ยวจะถึงนั้น เพราะว่าถ้าวอลุ่มของนักท่องเที่ยวเราก็ได้เฉพาะนักท่องเที่ยวอีกระดับหนึ่งที่เข้ามาเที่ยว ในเรื่องของเซ็กส์ ทัวร์ (Sex tour) ในเรื่องของสะพายเป้เข้ามานะครับ ก็อยากจะฝากไว้ด้วยว่า เรื่องการจัดระเบียบการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวเป็นเรื่องสําคัญมากนะครับ

ปัญหาต่อไปในเรื่องของความเสื่อมโทรมผมก็พูดไปแล้วนะครับ ปัญหาเรื่องความปลอดภัย ปัญหาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวก็มีปัญหามากนะครับ เฉพาะ ๓-๔ เดือนที่แล้วเกิดปัญหาในเรื่องของการฆ่าแหม่มที่จังหวัดภูเก็ต อันนั้นก็จับได้ ก็ดีไปนะครับ เมื่อ ๒-๓ วันที่แล้วมีการข่มขืนแหม่มอีกครั้งหนึ่งที่เกาะสมุยอันนี้ก็ยังไม่ชัดเจน แล้วก็มีปัญหาในเรื่องของการฉกชิงวิ่งราวในเมืองต่าง ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้ทางรัฐบาลก็ต้อง ให้ความสนใจมากกว่านี้นะครับ

ต่อไปปัญหาเรื่องโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานก็มีหลาย ๆ แห่งนะครับ ซึ่งผมคิดว่าหลายแห่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญเราก็ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า ในเรื่องแหล่งน้ําก็ตามนะครับ น้ําประปาก็ตาม และการกําจัดขยะนะครับ จะยกตัวอย่าง ในขณะนี้เมืองพัทยาเองมีโรงแรมซึ่งให้บริการไม่ต่ํากว่า ๕๐,๐๐๐ ห้อง ถ้าจะเปรียบเทียบ ประเทศสิงคโปร์ มากกว่าประเทศสิงคโปร์ถึง ๒ เท่า ขณะที่มีแหล่งน้ําอยู่เท่าเดิมและคิดว่า ในอีก ๑ ปีหรือ ๒ ปีข้างหน้าต้องขาดในเรื่องน้ําที่จะเอาไปใช้ ท่านลองนึกภาพดูว่า ถ้าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างนั้นจริง ๆ ถ้าเมืองพัทยาขาดแหล่งน้ําจริง ๆ การท่องเที่ยว เราจะหายไปเท่าไร นอกจากนั้นในจังหวัดภูเก็ตก็ตามมีการจ่ายน้ําเฉลี่ยเพียงคนละ ๒๗ ลิตรต่อวัน แล้วก็จังหวัดอื่น ๆในเรื่องของแหล่งทิ้งขยะซึ่งขณะนี้เกาะลันตาเองไม่มีแหล่งทิ้งขยะ มีขยะกองเป็นภูเขานะครับ อันนี้ผมได้ไปสํารวจเองนะครับ แล้วก็ไม่มีการกําจัดขยะที่ถูกต้อง ก็อยากจะเรียนว่าการส่งออกของภาคบริการท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่สําคัญมากที่รัฐบาลจะต้อง ให้ความสําคัญเป็นพิเศษนะครับ แล้วก็กระผมเองคิดว่าในเรื่องของการเซ็นข้อตกลงร่วมกัน ในการยอมรับคุณสมบัติก็จําเป็นที่จะต้องเซ็นเพราะเราเป็นประเทศสุดท้ายที่จะต้องเซ็น แต่ในเรื่องสําคัญนะครับนอกจากจะเซ็นเรื่องนั้นแล้วยังมีเรื่องต่อมาที่จะต้องจัดทําก็คือ คณะกรรมการที่จะต้องติดตามตรวจสอบวิชาชีพของการท่องเที่ยวหรือเรียกว่าอาเซียน ทัวริซึม มอนิเตอริง คอมมิทตี ตัวย่อเขาเอทีเอ็มซี ซึ่งจะประกอบไปด้วยผู้แทนจากงาน ด้านการท่องเที่ยวระดับชาติและคณะกรรมการบุคลากรวิชาชีพการท่องเที่ยวแห่งชาติ มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบมาตรฐานสมรรถนะร่วมสําหรับนักวิชาอาชีพการท่องเที่ยวอาเซียน และหลักสูตรร่วมอาเซียน เรื่องนี้ก็สําคัญเรื่องนี้คณะกรรมการชุดนี้ก็จะได้จัดทําเมื่อประเทศสมาชิก ในอาเซียนได้ลงนามครบทั้ง ๑๐ ประเทศแล้ว แต่ผมเป็นห่วงก็คือที่จริงการท่องเที่ยวของเรา มันเจริญโดยตัวของมันเองนะครับ แล้วก็บุคลากรด้านการท่องเที่ยวของเรา ๓๐ ปีที่แล้ว มันเริ่มมาจากเรารับเด็กนักเรียนที่จบ ม.๖ หรือจบ ป.๔ เสียด้วยซ้ําไปเข้ามาฝึกงานเลย ก็ใช้คําว่าเขาได้ประสบการณ์จากการทํางาน แต่ความรู้ที่แท้จริงเขายังมีน้อยมากนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการเทียบมาตรฐานถ้าเกิดว่ามาตรฐานเราสู้เขาไม่ได้มันเป็นเรื่องที่ เราจะเสียเปรียบประเทศอื่น ๆ นะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็อยากจะเรียนอย่างนี้ว่าเราในขณะนี้เองถ้าพูดกันตามจริงแล้ว บุคลากรการท่องเที่ยวของประเทศเรายังขาดประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนเมื่อปี ๒๕๕๔ อันนี้เป็นปัญหาผู้ประกอบกิจการในประเทศไทยเสียด้วยซ้ําไป แรงงานขาดอยู่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนเนื่องจากค่านิยมของการศึกษาไทยที่เด็กทุกคนมุ่งเป้าไปเรียนทาง สายสามัญคือเรียนไปทางปริญญาอื่น ๆ แต่สําหรับงานบริการก็ถือว่าเป็นงานที่ต่ํากว่า เพราะฉะนั้นผมคิดว่าปัญหานี้ก็น่าจะแก้ ฝากท่านรัฐมนตรีว่าควรจะแก้ไขเรื่องนี้ด้วย แล้วอีกเรื่องหนึ่งเมื่ออาเซียนปี ๒๕๕๘ เป็นประชาคมอาเซียนแล้วนี่เราควรจะมีกําหนด กฎเกณฑ์เสียด้วยซ้ําไปว่าเราขอร้องให้ผู้ประกอบกิจการการท่องเที่ยวได้รับแรงงานไทย อย่างน้อยที่สุด ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดที่เขามี ก็ขอฝากเรียนท่านประธานไปยัง ทางรัฐบาลและท่านรัฐมนตรีเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ คงไม่ใช้เวลามาก ในการที่จะอภิปรายในเรื่องข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพ การท่องเที่ยวอาเซียนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าว ทราบว่าเริ่มดําเนินการมาตั้งแต่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พยายามที่จะ พัฒนาการท่องเที่ยวของเรา เพราะเราเชื่อว่าการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีภารกิจหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่มีหน่วยงาน สังกัดอยู่ ๓ หน่วยงาน

หน่วยงานแรกคือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานนี้มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้พี่น้องทั่วโลกได้มีโอกาส เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยเพื่อนํารายได้เข้ามาสู่การพัฒนาประเทศ

หน่วยงานที่ ๒ ที่สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็คือ กรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีผู้อํานวยการการท่องเที่ยวและกีฬาอยู่ทั่วทั้งประเทศ มีหน้าที่ดูแล เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

หน่วยงานที่ ๓ ก็คือตํารวจท่องเที่ยว มีหน้าที่ดูแลด้านความปลอดภัยให้กับ นักท่องเที่ยว แต่สิ่งหนึ่งที่เราขาดและเป็นสิ่งจําเป็นมากก็คือบุคลากรสําหรับการท่องเที่ยว

ท่านประธานครับ เมื่อทางกระทรวงได้นําข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับ คุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพการท่องเที่ยวอาเซียน ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือเป็นการยกมาตรฐาน บุคลากรของประเทศไทยของเราให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น สิ่งนี้แหละครับผมเลยกราบเรียน ท่านประธานว่าตัวผมและพรรคประชาธิปัตย์ก็คงเห็นด้วย เป็นความโชคดีว่าประเทศไทย ของเราเป็นที่ตั้งศูนย์กลางของอาเซียน ใครที่จะมาประเทศเราก็ลงเครื่องบินปั๊บสามารถ ที่จะเดินทางได้รอบทิศทางเลย เป็นความโชคดีที่เป็นการประทานพรมาให้อย่างเหลือเชื่อ แต่ทั้งนี้การท่องเที่ยวของประเทศไทยก็ยังไม่สามารถที่จะทําให้มีรายได้สูงสุดขึ้นมาได้ เนื่องจากมีองค์ประกอบหลายอย่าง เราได้เปรียบในเรื่องของสถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยว ท่านประธานจะเห็นว่าประเทศไทยของเราได้รับการประกาศจากทั่วโลกเป็นประจํา ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่คุ้มค่าในการเดินทางมาเที่ยวเมืองที่สวยงาม โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร เรามีสิ่งก่อสร้าง โบราณสถาน โบราณวัตถุทั่วทั้งประเทศ เรามีสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าทรัพยากร ทางภูเขา ทางทะเลซึ่งสวยงาม เรามีวัฒนธรรมประเพณีโดยเฉพาะในขณะนี้มีประเพณี ก็คือถือศีลกินเจ เรามีอาหารการกินที่ทั่วโลกยอมรับ สิ่งนี้แหละครับเป็นจุดเด่นของเรา แต่สิ่งที่เรายังถือว่าเป็นจุดด้อยก็คือเรื่องของสาธารณูปโภค ท่านประธานครับ จะเห็นว่า สิ่งสําคัญของการเดินทางก็คือการโดยสารเครื่องบิน สนามบินสุวรรณภูมิของเราขณะนี้แออัด แล้วก็คาดว่าน่าจะมีการทุจริตโกงกินกันขึ้นมา ทําให้รันเวย์ (Runway) ที่ใช้ไม่ทันถึง อายุการใช้งานก็เสีย ทําให้ต้องซ่อม เครื่องบินจะต้องบินวนอยู่ในอากาศบางครั้งเป็นชั่วโมง ทําความเสื่อมเสียให้กับการท่องเที่ยว และขณะนี้ผู้โดยสารก็ใช้กันจนล้นต้องเลื่อนหรือขยาย กลับมาใช้ที่สนามบินดอนเมือง ถนนหนทางครับ ต้องยอมรับว่าขณะนี้การเดินทาง ทางด้านถนนหรือระบบรางก็ยังไม่ครบทั้งประเทศ และโดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศไทย สิ่งที่เราได้รับมากที่สุดก็คือการท่องเที่ยวทางทะเล ฝั่งอ่าวไทยแล้วก็ฝั่งอันดามันจะเป็น แหล่งท่องเที่ยวที่นํารายได้เข้าสู่ประเทศหลักเลยนะครับ ต้องยอมรับว่าท่านดูฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่จังหวัดตราดไปจนถึงจังหวัดนราธิวาสมีท่าเรือสําหรับการท่องเที่ยวกี่แห่งครับ เราจะได้ยินเฉพาะท่าเรือสําหรับทางเศรษฐกิจเท่านั้น ท่าเรือน้ําลึกสําหรับขนถ่ายสินค้า ไปอาเซียน ท่าเรือน้ําลึกสําหรับขนถ่ายสินค้าไปประเทศจีน ไปทวีปยุโรป ฝั่งอันดามันตั้งแต่ จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง ท่านเคยได้ยินท่าเรือ เพื่อการท่องเที่ยวไหมครับ มารีน่าที่รัฐบาลลงไปเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่มีครับ มีเฉพาะการส่งเสริมสร้างท่าเรือน้ําลึกเพื่อเศรษฐกิจทั้ง ๆ ที่รายได้สําหรับการท่องเที่ยว เข้ามามโหฬาร ผมขออนุญาตท่านประธานก็คือผมจะฟ้องรัฐบาลด้วย รัฐบาลไป ครม. สัญจร ที่จังหวัดภูเก็ต แล้วประกาศว่าจะให้งบประมาณในการพัฒนาท่าเรือการท่องเที่ยวที่คลองสน อําเภอสิเกา จังหวัดตรัง งบ ๓๐ ล้านบาท เพื่อไปพัฒนาท่าเรือการท่องเที่ยว ทําน้ําประปา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ป่านนี้งบสักบาทยังไม่ได้เลยนี่แหละครับคือโกหกสีขาวของ ครม. ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในเรื่องของสาธารณูปโภคเราก็ยังไม่พร้อม ท่าเรือตอนนี้ นักท่องเที่ยวจะไปลงท่าเรือไม่มีความพร้อมเลย ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน

จุดด้อยอย่างหนึ่งของเราก็คือบุคลากรนี่แหละครับ วันนี้ต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่นําเรื่องนี้เข้ามา บุคลากรทางด้านการท่องเที่ยวต้องยอมรับว่าเราขาดแคลนมาก และโดยเฉพาะบุคลากรทางด้านปฏิบัติการ คนไทยก็แปลกอย่างครับ ถ้าระดับปฏิบัติการ ไปเป็นแม่บ้าน ไปเป็นพนักงานซักรีด ยกกระเป๋า หรือทําความสะอาดอะไรก็แล้วแต่ มักจะไม่ค่อยทํา สถานประกอบการทั้งหลายก็มักจะเน้นในเรื่องของราคาถูกไว้ จึงเอาแรงงานต่างชาติเข้ามาใช้เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นแรงงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ขาดแคลนแล้วไม่มีความรู้หรือมาตรฐานของวิชาชีพ ต้องยอมรับว่าบุคลากรทางด้าน ปฏิบัติการของเรามีความรู้น้อยมาก และโดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารเหมือนที่ทุกคนได้พูด ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าการสื่อสารเป็นสิ่งสําคัญแล้วก็เพิ่มรายได้ให้กับบุคลากรมาก ยกตัวอย่างที่จังหวัดตรังครับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรังเขาได้ทําโครงการครับ ท่านประธานอาจจะเคยไปเที่ยว เขาเรียกถ้ําลอดเขากอบ ถ้ําเลเขากอบ ที่นั่นพี่น้องชาวสวน ที่เสร็จจากการกรีดยางหรือตัดยางเสร็จแล้วก็มาพายเรือสําหรับให้นักท่องเที่ยวเดินทาง เข้าไปท่องเที่ยว เขาเรียกลอดท้องมังกร ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นนักท่องเที่ยวชาวจีนจะมากันเยอะ หลังจากที่นายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดตรัง ท่านนายก อบจ. กิจ อบรมการสื่อสารก็คือการอบรมภาษาจีนครับ รู้จักที่จะพูด หนี ห่าว รู้จักที่จะพูดทักทายเขา ท่านประธานเชื่อไหมครับรายได้ที่เขาได้จาก การท่องเที่ยวจากการทิป (Tip) แค่สามารถทักทายภาษาได้ทําให้เขามีรายได้มากขึ้น ท่านนายก อบจ. กิจ ยังพัฒนาบุคลากรโดยการให้เขารู้จักก่อนจะมาพายเรือกรีดยางเสร็จ กลับไปอาบน้ําก่อน อาบน้ําทาแป้งมาแล้วมาพายเรือ ท่านประธานก็คงทราบถ้าเกิดขณะที่ เหงื่อไคลเต็มมาพายเรือกลิ่นตัวมันก็จะออกนักท่องเที่ยวเขาก็ไม่อภิรมย์ ตรงนี้เป็นสิ่งสําคัญ ก็เลยบอกว่าแน่นอนครับเรื่องภาษา เรื่องการสื่อสาร ถึงแม้ถ้าเกิดวันนี้เราไม่ได้ข้อตกลงดังกล่าว มาตรฐานวิชาชีพดังกล่าวจําเป็นที่จะต้องพัฒนาบุคลากรขึ้นมา และสิ่งสําคัญก็คือเรื่อง มัคคุเทศก์ท้องถิ่นหรือไกด์ท้องถิ่น ท่านประธานครับ มันเป็นอาชีพสงวนสําหรับคนไทย เมื่อมีการเคลื่อนของแรงงานด้านอาเซียน ต้องยอมรับว่าเรื่องมัคคุเทศก์เถื่อน ไกด์เถื่อน ต้องเข้ามาแน่นอน ท่านจะต้องพัฒนาบุคลากรของเราให้ดีให้สู้เขาให้ได้ แล้วโดยเฉพาะ เรื่องของประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นมันจึงเป็นสิ่งจําเป็นที่ต้องใช้บุคลากรของท้องถิ่น ไม่อย่างนั้นมันจะเพี้ยน มันจะเปลี่ยนแปลงสิ่งดี ๆ ของเราเป็นสิ่งไม่ดีได้ ก็ขอให้ท่านประธาน ได้แจ้งถึงท่านรัฐมนตรีว่าวันนี้เราจะต้องพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะอาชีพมัคคุเทศก์ของเรา ให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ

อีกเรื่องหนึ่งในการทําข้อตกลงก็คือการเพิ่มสถาบันเครือข่าย ที่ท่านกําหนด ไว้เพียงแค่ ๖ แห่ง ภาคเหนือ ๑ แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑ แห่ง ภาคใต้ ๑ แห่ง แล้วก็ภาคกลาง ๓ แห่ง ผมอยากให้เพิ่มสถาบันที่เป็นเครือข่ายในการรับรองมาตรฐาน

เรื่องสุดท้ายท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยที่ประเทศไทยจะไปลงนาม ในข้อตกลงดังกล่าว ถึงแม้เราจะมีจุดด้อยในเรื่องของภาษาเรื่องการสื่อสาร แต่เรามีจุดเด่น ก็คือเรื่องพื้นที่ที่ตั้งประเทศของเรา เรื่องของคนไทยเป็นคนน่ารัก เป็นคนอ่อนหวาน มีมิตรไมตรี สิ่งนี้ผมเชื่อว่าจะทําให้บ้านเมืองของเรามีโอกาสพัฒนาและโดยเฉพาะ ก็ต้องขอบคุณทุกรัฐบาลที่ได้มีแนวคิดในการยกมาตรฐานวิชาชีพการท่องเที่ยวตั้งแต่ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จนถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสงค์ นุรักษ์ ครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา ที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนปวงชนชาวไทยในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เมื่อท่านรัฐมนตรีได้เสนอข้อที่จะให้รัฐสภาเห็นชอบ วันนี้สิ่งที่ผม มีความประทับใจมากที่สุดคือคําพูดที่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศสุดท้ายที่ยังไม่ได้เซ็น ข้อตกลงอันนี้ ซึ่งผมถือว่าเหตุผลอันนี้เป็นเหตุผลที่เพียงพอ แล้วก็ถือเป็นเหตุผลที่มี ความเหมาะสม ผมเชื่อว่าเหตุผลอันนี้อันเดียวคงจะทําให้สมาชิกวุฒิสภาทุกคน มีความเห็นชอบกับข้อเสนออันนี้ และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสักวันหนึ่งใน ครม. ท่านรัฐมนตรี จะได้มีโอกาสนําเสนอเหตุผลอันเดียวกันคือเป็นประเทศสุดท้ายที่จะให้ทางสภานี้รับรอง คือการที่จะให้สภารับรองข้อตกลงไอแอลโอ (ILO) ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ ด้วย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศสุดท้ายเช่นกันในอาเซียนที่ยังไม่ได้มีการเซ็นชื่อรับรอง อนุสัญญาอันนี้ครับ ผมหวังว่าท่านประธานคงจะได้มีโอกาสเรียนท่านรัฐมนตรีให้ทราบด้วยนะครับ ท่านประธานครับ มาที่ประเด็นการจัดทําข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากร วิชาชีพการท่องเที่ยวอาเซียน ท่านประธานครับ มีความสําคัญมาก เพราะการท่องเที่ยว บางประเทศเขาถือว่าการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้ที่มีความสําคัญอันดับ ๑ หรืออันดับ ๒ ของประเทศ เช่นประเทศอียิปต์เป็นต้น ทางคณะกรรมาธิการการทหารเคยเดินทางไป ประเทศอียิปต์ได้รับความรู้ข้อมูลว่าการท่องเที่ยวของประเทศอียิปต์เป็นรายได้ของประเทศ อันดับ ๒ ผมว่าประเทศไทยถ้าสามารถที่จะปรับปรุงสถานะทุกอย่างเพื่อจะส่งเสริม การท่องเที่ยวให้ดีแล้ว โอกาสของการที่จะให้รายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้ที่ได้มา ง่ายมากก็คงจะอยู่ในอันดับต้น ๆ ของประเทศได้เช่นกัน ท่านครับ การลงชื่อรับรองการปฏิบัติต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงแต่กระบวนการอันหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่มีความสําคัญมากกว่านั้นครับคือการปฏิบัติตามข้อตกลงที่เราไปเซ็นไว้ สิ่งนี้สิครับ เป็นปัญหาที่เราจะต้องคํานึง ผมได้ศึกษาแนวทางหรือแผนงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอยกสักข้อหนึ่งคือข้อ ๕ แผนการดําเนินงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน ผมขอยกขึ้นมาสักข้อจาก ๗ ข้อที่มีอยู่คือข้อสุดท้ายครับ ข้อสุดท้ายที่ว่า ๕.๗ บูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ ก็เป็นแต่เพียงตัวอย่าง ซึ่งกระทรวงอื่นมีความสําคัญมากเช่นกันครับ ซึ่งจะต้องดําเนินการให้ชัดเจน เช่น กระทรวงสาธารณสุขเพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องสุขอนามัย เพราะว่าการเดินทางมา ท่องเที่ยวแล้วผู้ที่มาท่องเที่ยวหวังจะได้พักผ่อนหย่อนใจ หวังจะได้มาเรียนรู้และหวังจะได้ รู้จักกับประเทศไทย ถ้าหากว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีความปลอดภัยในการกินอยู่แล้วผมคิดว่า คงจะไม่ทําให้ความประทับใจนั้นเป็นการประทับใจที่ถาวรต่อไปนะครับ

ท่านประธานครับ สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นตํารวจรถไฟ ตํารวจท่องเที่ยว ตํารวจทางหลวง ตํารวจภูธร หรือตํารวจนครบาล ก็ตามแต่ ความเกี่ยวข้องกับตํารวจในการดูแลนักท่องเที่ยวนั้นมีความสําคัญอย่างยิ่ง ทุกหน่วยงานของตํารวจจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องชีวิตของนักท่องเที่ยวที่ชัดเจนนะครับ ความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินและความสะดวกต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่เรา ซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพคือประเทศไทย ผู้ซึ่งเดินทางมาประเทศไทยนั้นเราทุกคน คนไทยทุกคน เป็นเจ้าภาพพร้อมที่จะยิ้มยอมรับการเดินทางมาศึกษามาเรียนรู้ประเทศไทย เพราะฉะนั้น ทุกคนมีความสําคัญครับ

เรื่องอาหาร ร้านอาหารต่าง ๆ ผมเองเคยประกอบกิจการเปิดร้านอาหาร ในประเทศสหรัฐอเมริกากว่าจะเปิดได้ก็ใช้เวลาเป็นหลายเดือนครับ เพราะว่าต้องมีกฎเกณฑ์ กติกาที่จะต้องปฏิบัติมากมาย เช่น กฎเกณฑ์กติกาเกี่ยวกับเรื่องการใช้สายไฟในร้าน กฎเกณฑ์กติกาเรื่องห้องน้ํา ห้องส้วม มีหลายอย่างครับซึ่งจะต้องปฏิบัติ แต่ในประเทศไทย เรานี่โดยมากใช้ข้อยกเว้นเป็นหลักในการปฏิบัติ ทุกอย่างมันง่ายไปหมดครับเพราะว่าหลักนั้น ไม่มีใครปฏิบัติเลย ผมคิดว่าทางรัฐบาลหรือผู้ที่รับผิดชอบคือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา น่าจะให้ความสําคัญในการที่จะเอาหลักมาเป็นการปฏิบัติ แทนที่จะเอาข้อยกเว้นมาเป็น การปฏิบัตินะครับ

ท่านประธานครับ การใช้รถใช้ถนนซึ่งกระทรวงคมนาคมควรจะให้ความจริงจัง ในเรื่องการใช้รถใช้ถนนของผู้ซึ่งจะมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ความปลอดภัยในชีวิต รถต่าง ๆ กฎเกณฑ์จราจรต่าง ๆ จะต้องมีการใช้อย่างชัดเจน พฤติการณ์ของการทํา โดยไม่เคารพต่อกฎจราจรนั้นยังเป็นผลที่เสียหายต่อประเทศไทย ของผู้ที่จะมาท่องเที่ยว ในประเทศไทยด้วยเช่นกันนะครับ

ท่านครับ เจตนาแฝงผู้มาท่องเที่ยวในประเทศไทยซึ่งเราจะต้องศึกษาเรียนรู้ ถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ซึ่งมาในคราบของนักท่องเที่ยวในการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ที่จะไม่ให้นักท่องเที่ยวนี้มาใช้เจตนาแฝงในการที่จะใช้เมืองไทยเป็นฐานต่าง ๆ ขณะนี้ เมืองไทยเป็นชมรมอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง นี่แหละครับ เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมในฐานะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมมีความกังวลครับว่าอาชญากรรมข้ามชาติ จะใช้โอกาสของการที่จะเป็นนักท่องเที่ยวมาแสดงพฤติกรรมมาใช้เมืองไทยเป็นฐาน ในการที่จะทํางานต่อไปท่านคงจะทราบอยู่แล้วนะครับ

ท่านประธานครับ คนพิการครับ เดี๋ยวนี้ประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นกรรมการ เกี่ยวกับด้านคนพิการขององค์การสหประชาชาติ ขอประทานโทษ ขอเอ่ยชื่อท่านมณเฑียร บุญตัน ผมหวังว่าต่อไปคนพิการจะได้มีความเข้าใจประเทศไทยมากขึ้น จะมาท่องเที่ยว ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ผมอยากจะเห็นประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าภาพของนักท่องเที่ยวนี้ ได้ปรับปรุงประเทศไทยเพื่อการต้อนรับ เพื่อการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ สําหรับนักท่องเที่ยวทุกคนรวมทั้งคนไทยด้วยนะครับให้ดีและชัดเจนต่อไปในอนาคต เดี๋ยวนี้ท่านไปสิครับที่ตลาดทุกแห่ง กระทั่งคนตาบอดนะครับโอกาสยากมากในการเดินกับ ไม้เท้าที่ผ่านไปทางฟุตปาธ (Footpath) ได้หรือทางเดินเท้าได้ เพราะอุปสรรคปัญหา มีมากมายน่าจะมีการปรับปรุง มนุษย์ล้อครับ ผู้พิการทางร่างกายที่ใช้ล้อในการเดินทาง แม้กระทั่งทางม้าลายครับ ผมเห็นทางม้าลายในประเทศไทยจํานวนมาก ซึ่งมีเจตนาจะให้มี ความสะดวกในการเดินข้ามถนน ผมเห็นที่ถนนประชาชื่นนี่แหละครับ เมื่อเดินข้ามถนนไป แล้วไปอีกฝั่งนะครับมีรั้วกั้นด้วยเส้นสลิง (Sling) ๓ สาย แล้วก็ต่อไปอีกมีคูประมาณ ๑ เมตรครึ่ง นี่แหละครับเป็นการให้ความสะดวกในการเดินทางของผู้ซึ่งจะมาเที่ยวเมืองไทย เราจะต้องมีการปรับปรุงทุกสิ่งทุกอย่างทุกด้านครับท่านประธาน การเดินทาง ของนักท่องเที่ยว การใช้สนามบินดอนเมืองนะครับ ผมจะขอพูดในอีกมุมหนึ่งของการใช้ สนามบินดอนเมืองกับสนามบินสุวรรณภูมิ ถ้าหากว่าผู้ซึ่งมาท่องเที่ยวในประเทศไทยในขณะนี้มีเวลาระหว่างการต่อเครื่องบิน ระหว่างต่างประเทศกับในประเทศเพียง ๓ ชั่วโมง คงจะลําบากมาก เพราะการเดินทางจาก สนามบินดอนเมืองไปสู่สนามบินสุวรรณภูมินั้นเกือบ ๑ ชั่วโมง แล้วก็ยังเวลาการเตรียมตัว ในการเช็ก อิน (Check in) ที่เดินทางไปต่างประเทศอีกประมาณ ๒ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าทางกระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะมีโอกาสในการจัดการ การเดินทางระหว่าง ๒ สนามบินนี้ให้มีความสะดวกและรวดเร็วมากกว่านี้ครับ ท่านประธานครับ ภาพลักษณ์ของประเทศไทย ผมอยู่ในต่างประเทศผมได้ยินได้ฟังมาด้วยหูของผมเอง และเมื่อคืนนี้เพื่อนมาจากเมืองลอสแอนเจลิส ได้มาคุยให้ผมฟังว่าคนไทยอยู่ใน ประเทศสหรัฐอเมริกาทนฟังการพิพากษ์วิจารณ์ประเทศไทยในภาพลักษณ์ของการทุจริต คอร์รัปชันเป็นที่น่าสะอิดสะเอียนเป็นอย่างยิ่ง ถ้านักท่องเที่ยวมาประเทศไทย หนังสือพิมพ์ ภาษาอังกฤษ ๒-๓ ฉบับที่มีอยู่ในท้องตลาดพาดหัวข่าวเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันขึ้น ในประเทศไทยแล้วท่านนึกเถอะครับว่าภาพอันนี้จะทําให้ประเทศไทยเราน่ารักหรือ น่ารังเกียจ ผมคิดว่าน่ารังเกียจในทัศนะผม เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องมีแนวทางในการที่จะ ขจัดปัญหานี้ ความจริงมันไม่ใช่เป็นปัญหาโดยตรงกับการท่องเที่ยว แต่ภาพลักษณ์ของ นักท่องเที่ยวซึ่งมาเห็นเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว เห็นการพาดหัวในหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ แล้วรู้สึกว่า น่าขยะแขยงเป็นอย่างยิ่ง และไม่อยากจะมาเพราะว่าเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นหน้าที่ของรัฐบาล รัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้องมีภารกิจในการขจัดปัญหาเหล่านี้ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ การท่องเที่ยวผมอยากจะเห็นประเทศไทยได้เป็นรายได้ต้น ๆ ของประเทศเพราะมันง่ายมากอย่างที่ผมเรียนมาในตอนแรก การตรวจสถานบริการต่าง ๆ ก็ควรจะมีกันอย่างชัดเจน ผมไม่อยากจะเห็นสื่อ ไม่อยากเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ว่ามีไฟไหม้ ที่สถานบริการโน้น นักท่องเที่ยวตาย ๒ คน ๓ คน หรือได้มีการจี้ ทําร้ายร่างกาย นักท่องเที่ยวในประเทศไทยซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีทั้งสิ้น เป็นภาระของทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวงที่จะช่วยกันบูรณาการในการที่จะให้มีความน่าเที่ยวของประเทศไทย แล้วก็จะให้คนไทยทุกคนได้เอารอยยิ้มที่เรามีอยู่เหมือนที่ท่านสมาชิกได้พูดมาก่อนหน้านี้แล้ว ฝากกลับไปถึงนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาประเทศไทยด้วยความสุข และอยากจะกลับมา ประเทศไทยอีกเป็นครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ขอขอบพระคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุดท้าย ท่านเกียรติศักดิ์ ส่องแสง เชิญครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ผมใช้เวลา เพียงนิดเดียวเพื่อแสดงความเห็นในเรื่องนี้ เรื่องการท่องเที่ยวนั้นเป็นเรื่องของชาติ เป็นเรื่องสําคัญ ของประเทศ เป็นโอกาสของประเทศไทย เป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อยแต่ผลตอบแทนทั้งหมดนั้น ได้ตกอยู่ที่ประเทศไทย หรือว่าตกอยู่ในประเทศนั้น ๆ ที่ให้บริการการท่องเที่ยว เมื่อเทียบกับ ภาคอุตสาหกรรมซึ่งลงทุนเยอะมาก เทียบกับภาคการเกษตรกรรม หลายครั้งหลายปี เกษตรกรก็จะขาดทุนเรื่อยมา แต่หากว่าการท่องเที่ยวนั้นประเทศไทยได้เงินจาก การท่องเที่ยวปีละกว่า ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ทั้ง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่มาจาก ต่างประเทศก็ตกอยู่ในเมืองไทยทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเสียดายอยู่ตรงที่ว่า รัฐบาลไทยของเรานั้นได้นําเรื่องนี้ขึ้นมาถก ได้นําเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็น แล้วก็ได้ข้อสรุป แล้วเพื่อนําหารือในสภาในวันนี้ แค่เพียงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ เป็นเรื่องสําคัญ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ก็ขอให้เวลาที่เหลืออยู่นั้นฝากท่านรัฐบาล ได้เร่งรัด ได้ให้ความเอาใจใส่ต่อเรื่องนี้เป็นพิเศษ เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องการบริการ การท่องเที่ยว คุณภาพการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ประเทศไทยน่าจะเป็นผู้ชี้นํา แสดงภาวะความเป็นผู้นําในด้านการท่องเที่ยวของอาเซียน ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศสุดท้ายที่จะไปลงนามในเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เป็นอะไร เมื่อเราไป เป็นประเทศสุดท้ายเราก็สงวนท่าทีเราว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ เราจะเอาสิ่งดี ๆ ไปทีหลังก็แล้วกัน มาตรฐานการท่องเที่ยวของอาเซียนเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน อย่าได้ถือว่าประเทศไทย ของเรานั้นจะไปเสียเปรียบประเทศอื่น ๆ ใน ๑๐ ประเทศนี้ ถือว่าเป็นความตระหนัก จะต้องไปสร้างความตระหนักร่วมกันว่า ๑๐ ประเทศของอาเซียนนั้นเราจะต้องสร้าง มาตรฐานให้เป็นมาตรฐานการท่องเที่ยวของอาเซียนเพื่อไปแข่งขันกับทางทวีปยุโรปเขา ไปแข่งขันกับประเทศอินเดีย ไปแข่งขันกับประเทศจีน เราจะต้องมีมาตรฐาน ของการท่องเที่ยวของอาเซียนของเราเพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวนั้นให้เข้ามาในประเทศอาเซียน ทั้ง ๑๐ ประเทศนี้ ขณะนี้ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ และปี ๒๕๕๘ อีก ๒ ปีข้างหน้า ๑๐ ประเทศ อาเซียนของเราก็จะได้ให้บริการทางด้านการท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานร่วมกัน จะเชื่อมั่น ได้อย่างไรว่า ๒ ปีที่เหลืออยู่นี้อาเซียนของเราจะพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพได้ตาม มาตรฐานของอาเซียนของเราอยู่ในระดับสูงได้อย่างไร คนเราที่จะให้บริการทางด้าน การท่องเที่ยวนั้น มนุษย์เราจะมีสมรรถภาพทางด้านใดบ้าง มีองค์ประกอบด้านใดบ้าง หลักสูตรเนื้อหาสาระทางภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่ให้ความสมบูรณ์กับด้านการท่องเที่ยวนั้น จะมีอะไรบ้าง เป็นเรื่องที่จะต้องวิเคราะห์และวิจัย เป็นเรื่องที่จะที่ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น แต่เวลาที่เหลืออยู่ ๒ ปีนี้เป็นเรื่องที่จะต้องช่วยกันทั้ง ๑๐ ประเทศ คุณสมบัติบุคลากร วิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอาเซียนทุกตําแหน่งงานของแต่ละประเทศเราจะต้องพัฒนาให้ได้ มาตรฐานเดียวกัน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจัดทําข้อตกลงร่วมกันว่าด้วยการยอมรับ คุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพการท่องเที่ยวอาเซียน ขอให้รัฐบาลไทยของเราได้แสดง ความเป็นผู้นําในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ให้มาตรฐานการท่องเที่ยวของอาเซียนมีคุณภาพ มีมาตรฐาน เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวจากทั่วโลกมายังแผ่นดินทองของอาเซียนซึ่งมีธรรมชาติ ที่สวยงาม มีทั้งภูเขา อากาศเย็น มีทั้งที่ราบสูง ที่ราบลุ่ม มีทั้งทะเลที่สวยงาม ซึ่งเป็นธรรมชาติอยู่ มีผักสด ๆ มีผลไม้อร่อย มีอาหารการกินของท้องถิ่น มีอาหารทะเล มีศาสนา มีประเพณี มีวัฒนธรรมอันดีงามไว้บริการนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอยู่แล้ว ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

หมดผู้อภิปราย ผมขอปิดอภิปรายนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงต่อที่ประชุมครับ

นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี ให้มาชี้แจงในเรื่องนี้ ก่อนอื่น ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่ได้ให้ความคิดเห็นที่หลากหลาย และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในด้านการท่องเที่ยว เป็นการอภิปรายให้ความคิดเห็นที่กว้างขวางมาก ซึ่งผมไม่เคยได้ยินมาเลยในลักษณะเช่นนี้ แม้ว่าข้อคิดเห็นแล้วก็ความคิดเห็นที่หลากหลายนั้น จะไม่ใช่ในประเด็นของข้อตกลงนี้ก็ตาม แต่ผมเองไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ในฐานะดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลผมก็ต้องยอมรับ ความคิดเห็นที่หลากหลายซึ่งไม่ใช่ในเรื่องของข้อตกลงอันนี้ สิ่งต่าง ๆ ที่พวกท่านได้ให้มา ทั้งหมด ผมบันทึกและจดไว้และจะนําไปดูแลแก้ไข ผมขอตอบสั้น ๆ ท่านประธานครับ ตอบหมดคงไม่ไหวนะครับ เอาประเด็นที่สําคัญ ๆ ก็แล้วกันว่าที่ล่าช้านี่ขอเคลียร์ (Clear) อีกนิดหนึ่งครับว่าความจริงล่าช้าเพราะผมเองเหมือนกัน สมัยรัฐบาลชุดที่แล้วผมไปประชุม อยู่ที่ประเทศเวียดนามเขามีการให้ลงนามกันทั้ง ๑๐ ประเทศ ปรากฏว่ามีข้อทักท้วงมาจาก ภายในเราบอกว่าต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ พอเข้ามาตรา ๑๙๐ ผมก็เลยเซ็นไม่ได้ แต่ว่าท่านสุรินทร์ พิศสุวรรณ ท่านบอกอาจารย์ไปนั่งบนเวทีเพื่อความพร้อมเพรียงกันหน่อย แล้วก็เอาแฟ้มมาให้ผม ทําเป็นเหมือนกับให้ผมนี่เซ็นลงนามไป ก็ปรากฏว่าผมไม่ได้ลงนาม ลงนามไม่ได้ เพราะติดมาตรา ๑๙๐ ผมบอกว่าสุรินทร์ อาจารย์ไม่เซ็นได้ไหม แกก็ขอร้องให้ผมขึ้นไปบนเวทีโพเดียม (Podium) และแกก็เอาปากกา เอาอะไรมาแล้วก็ทําเป็นเซ็นไปเฉย ๆ อย่างนั้นแหละ จะว่าหลอกลวงก็หลอกลวง นี่คือมาตรา ๑๙๐ ทําให้ผมต้องถอนเรื่องกลับคืนมา

ประเด็นที่ ๒ มีความหลากหลายและความแตกต่างในผลกระทบ ของการยอมรับบุคลากรอาชีพโปรเฟสชันนอลนี้ ในบรรดาผู้ประกอบการต่าง ๆ ให้ความเห็น ที่หลากหลายมากก็เลยทําให้ล่าช้า แต่เมื่อลงตัวแล้วผมก็เสนอรัฐบาลชุดที่แล้ว บอกส่งเข้ารัฐสภาได้ ก็ส่งมา ก็พอดีเจอปัญหายุบสภาบ้าง เจอวิกฤติการเมืองบ้าง เจออะไร ต่ออะไรมากมายเรื่องมันก็เลยช้าไป นี่ผมก็อยากจะกราบเรียนนะครับ ไม่ได้ช้าเพราะเป็น ประเด็นความผิดของใครทั้งสิ้น

ประเด็นที่ ๓ ข้อตกลงอันนี้จริง ๆ ที่ให้ยอมรับวันนี้เป็นแต่เพียงให้ยอมรับ ในสาระสําคัญ ๖ ประการด้วยกันเท่านั้นเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย การเอาคนไป ประเทศโน้นไปประเทศนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย เป็นแต่เพียงว่าเจตนาของอาเซียนต้องการให้ แต่ละประเทศนั้นสร้างหลักสูตรมาตรฐาน สร้างคุณภาพของบุคลากรต่าง ๆ ซึ่งเขากําหนดมา ๓๒ ตําแหน่งงาน ให้มันได้คุณภาพเป็นมาตรฐานเดียวกัน ส่วนประเทศไหนจะพัฒนาได้ ขนาดไหนก็เป็นเรื่องของแต่ละประเทศเท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นการไปเปิดเสรีให้คนนี้ย้ายไป ประเทศโน้น คนโน้นย้ายไปประเทศนี้ได้ ไม่ใช่ครับ ทุกสิ่งทุกอย่างสมมุติว่าถ้าประเทศไทยเรา สามารถที่จะพัฒนาได้ตามมาตรฐานในสาระ ๖ ประการที่เขากําหนดมานี่ ถ้าได้แล้วเมื่อไร เราก็มีสิทธิที่จะไปอ้างอิงว่าเราอยู่ในมาตรฐานของอาเซียน ส่วนการจะยอมรับหรือไม่ยอมรับนั้น ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศครับ สมมุติว่าประเทศสิงคโปร์เขาพัฒนาได้มาตรฐาน ตามที่ในสาระสําคัญ ๖ ประการนี้แล้ว เขาจะมาทํางานเมืองไทยเขาก็ต้องขึ้นอยู่กับกฎหมาย เมืองไทย ต้องมาดูกันอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นเราไม่ได้เสียประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้เลย อันนี้ เป็นเจตนาดีที่เขาต้องการให้แต่ละประเทศมาพัฒนาบุคลากรของตัวเองใน ๓๒ ตําแหน่งงานก่อน ให้ได้คุณภาพ เขาต้องการให้เป็นอย่างนั้น แล้วก็มีหน่วยงานต่าง ๆ ถ้ารับข้อตกลงอันนี้ ใช้บังคับแล้วก็จะต้องไปตั้งขึ้นมาอีกทีหนึ่ง ไม่เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย ไม่เกี่ยวข้องกับ การไปแย่งตําแหน่งงานในประเทศโน้นประเทศนี้ ไม่เกี่ยวกับการไปลงทุน ไม่เกี่ยวกับเอสเอ็มอี ไม่เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว ยังไม่เกี่ยวกับอะไรทั้งสิ้นเลย ให้เป็นการยอมรับสิ่งที่เป็น สาระสําคัญว่าเขาต้องการให้แต่ละประเทศพัฒนาคุณภาพคนของตัวเองเท่านั้นเองก็จบ อันนี้คือวัตถุประสงค์มีแค่นี้เองวันนี้ ส่วนที่ท่านทั้งหลายได้อภิปรายทั้งหมดนี้กระผมปฏิเสธ ไม่ได้ ผมยอมรับทั้งหมดเลยที่เป็นประโยชน์มาก ที่ท่านอภิปรายนี่ครับ แล้วผมก็จะนําไป ประกอบการพิจารณา รวมทั้งของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เขาเคยเสนออะไรมา ผมก็จะรับ ไปดําเนินการอีก ในเรื่องของภาษานี่ขอความกรุณาอย่างนี้ครับ ในเรื่องภาษาในหน้า ๒ ข้อ ๔ ที่ถูกต้องคือ คอมมอน อาเซียน ทัวริซึม เคอร์ริคูลัม : ซีเอทีซี แล้วก็ในหน้า ๒ ข้อ ๓ อาเซียน ทัวริซึม โปรเฟสชันนอล มอนิเตอริง คอมมิทตี : เอทีพีเอ็มซี (ASEAN Tourism Professional Monitoring Committee : ATPMC) ถ้าในเอกสารผิดก็ต้องขอประทานโทษ แก้ไขด้วย

สําหรับประเด็นที่ ขอประทานโทษท่านบุญยอดได้พูดมานั้น ผมขอตัดนั่น ทิ้งไปเสีย ไม่มีการแก้ไขโดยเด็ดขาดอันนี้ แก้ไขไม่ได้ เพราะ ๙ ประเทศเขาเซ็นไปแล้ว เราจะไปแก้ไขเล็ก ๆ น้อย ๆ อะไรก็ไม่ได้ครับ อันนั้นขอลืมไปเลยครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมจะขอมติ จากที่ประชุมนะครับว่าจะให้ความเห็นชอบข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติ บุคลากรวิชาชีพการท่องเที่ยวอาเซียนหรือไม่ ก่อนอื่นที่จะลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนครับ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ได้มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ท่านสมาชิกครับ ท่านที่อยู่ นอกห้องประชุมกรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อจะตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติต่อไปนะครับ เมื่อท่านเข้ามาห้องประชุมแล้วกรุณาเสียบบัตรลงในช่องเสียบบัตร กดปุ่มแสดงตนนะครับ ท่านสมาชิกครับ ผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบ ข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพการท่องเที่ยวอาเซียนหรือไม่นะครับ เมื่อท่านเข้ามาแล้วขอความกรุณาท่านได้กดปุ่มแสดงตนนะครับ ทุกท่านแสดงตน พร้อมหรือยังครับ ขอเชิญท่านแสดงตนนะครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เมื่อแสดงตนเรียบร้อย ส่งผลการแสดงตนครับ ท่านสมาชิกแสดงตนทั้งสิ้น ๓๗๑ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ

ผมจะขอเชิญท่านสมาชิกได้ออกเสียงใช้สิทธิลงมตินะครับ ถ้าท่านผู้ใด เห็นชอบท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านสมาชิกท่านใดไม่เห็นชอบท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดจะงดออกเสียงท่านกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ลงมติเรียบร้อยนะครับ ท่านใดยังไม่ลงมติครับ ท่านขจิตรท่านยังมีปัญหาหรือครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

มีปัญหาครับ ผมเห็นด้วยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ ผมยังไม่ได้สั่ง ปิดลงมติเลยครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผม ขจิตร ชัยนิคม เห็นด้วยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ไปดูว่า บัตรของท่านมีปัญหาไหมครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ลงใหม่ได้ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ตอนนี้ลงได้ครับ ผมยังไม่สั่ง ปิดลงมตินะครับ เชิญท่านลงมติต่อนะครับ ถ้าลงเรียบร้อยหมดแล้วทุกท่านนะครับ เรียบร้อยไหมครับ เรียบร้อยแล้วปิดการลงมติ ส่งผลครับ สมาชิกทั้งสิ้น ๔๔๕ ท่าน เห็นชอบ กับข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพการท่องเที่ยวอาเซียน ๔๔๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะครับ

ต่อไปผมจะพิจารณาเรื่องต่อไปนะครับ

เรื่องด่วนที่ ๒๓ พิธีสารเพื่อผนวกข้อบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงการค้าสินค้า ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เชิญท่านรัฐมนตรีได้แถลงต่อที่ประชุมครับ

นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ รับมอบหมายจากรัฐบาลให้มาชี้แจงและนําเสนอเรื่องพิธีสารเพื่อผนวก ขอบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่อเป็น ส่วนหนึ่งของความตกลงการค้าสินค้า ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๕ เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาก่อนที่จะลงนามในการประชุม ผู้นําอาเซียน-จีน ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ และมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๖ สาระสําคัญของความตกลงพิธีสารเพื่อผนวกข้อบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ประเทศไทยและประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ได้ลงนามในความตกลงด้านการค้าสินค้าระหว่างอาเซียน-จีน ซึ่งกําหนดให้มีการเปิดเสรี และมีความร่วมมือทางการค้าระหว่างกัน มีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๘ แต่ไม่มี ข้อบทเกี่ยวกับอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ดังนั้นที่ประชุมรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจอาเซียน-จีน ครั้งที่ ๙ ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ จึงเห็นชอบให้ขยายความร่วมมือในด้านอุปสรรคทางเทคนิค ต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่ออํานวยความสะดวกทางการค้า ระหว่างกัน โดยในส่วนของประเทศไทยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สํานักงาน มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและสํานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นผู้เจรจาหลัก อาเซียนและจีนนั้นได้จัดทําข้อบทดังกล่าวแล้วเสร็จและนําเสนอ ต่อที่ประชุมรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจอาเซียน-จีน ครั้งที่ ๑๐ ณ เมืองมานาโด ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ และเห็นชอบให้มีการจัดทําพิธีสารเพื่อผนวก ข้อบททั้งสองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงการค้าสินค้า ภายใต้กรอบความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและจีนเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป พิธีสารดังกล่าวประกอบด้วย สาระสําคัญ ๓ ส่วน ได้แก่

ส่วนที่ ๑ ข้อบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า มีวัตถุประสงค์เพื่อ (๑) อํานวยความสะดวกและส่งเสริมการค้าสินค้าระหว่างประเทศสมาชิก โดยที่กฎระเบียบ ทางเทคนิคมาตรฐาน และกระบวนการตรวจสอบและรับรอง จะต้องไม่ก่อให้เกิดอุปสรรค ทางการค้าที่ไม่จําเป็น (๒) เสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับมาตรฐาน กฎระเบียบ ทางเทคนิค และกระบวนการตรวจสอบและรับรองของประเทศภาคี (๓) เสริมสร้าง ความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวกับการเตรียมการ การจัดทํา และการใช้มาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และกระบวนการตรวจสอบและรับรอง และ (๔) เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการค้าระหว่างประเทศภาคีอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนที่ ๒ ข้อบทมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช มีวัตถุประสงค์เพื่อ (๑) อํานวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก ในการที่คุ้มครองชีวิตหรือ สุขภาพของมนุษย์ สัตว์ หรือพืช ในอาณาเขตของตน (๒) ความโปร่งใสและความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้น ในการใช้บังคับระเบียบข้อบังคับและกระบวนการเกี่ยวกับมาตรการสุขอนามัยและ สุขอนามัยพืชของประเทศภาคีแต่ละฝ่าย (๓) เสริมสร้างความแข็งแกร่งของความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานรับผิดชอบหลักของแต่ละประเทศสมาชิก และ (๔) เสริมสร้างการนําเอา หลักการและระเบียบที่ระบุไว้ไปปฏิบัติ

ส่วนที่ ๓ บทบัญญัติสุดท้าย ซึ่งระบุเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม การระงับ ข้อพิพาท การเก็บรักษา และการมีผลใช้บังคับ ซึ่งพิธีสารฉบับนี้ จะมีผลใช้บังคับในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๖ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ประเทศภาคีไม่สามารถดําเนินกระบวนการภายใน ของตนภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๖ สิทธิและพันธกรณีของประเทศภาคีจะเริ่มต้น ณ วันที่ได้ดําเนินการแจ้งประเทศภาคีอื่นทั้งหมดถึงการดําเนินกระบวนการภายในของตน เพื่อให้พิธีสารฉบับนี้มีผลใช้บังคับ

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการจัดทําพิธีสารในครั้งนี้ จะทําให้ความตกลง ด้านการค้าสินค้าระหว่างอาเซียน-จีน มีความทันสมัยขึ้น รองรับภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศในปัจจุบันที่ลักษณะทางการค้าที่มีความซับซ้อน สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในด้านกฎระเบียบทางเทคนิคต่อการค้าและสุขอนามัยพืชอย่างเป็นระบบและมีแนวทาง การดําเนินการของประเทศสมาชิกที่อยู่บนมาตรฐานเดียวกันมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น จะช่วยอํานวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น

ในการจัดทําพิธีสารดังกล่าว รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ได้ดําเนินการต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๔ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง และวรรคสาม โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ดําเนินการเพื่อการมีส่วนร่วมและได้จัดให้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ข้อมูล เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุม สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ และหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งที่ประชุม เห็นชอบกับพิธีสารดังกล่าว ทั้งนี้การจัดทําพิธีสารดังกล่าวเพื่อผนวกข้อบทอุปสรรค ทางเทคนิคต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ไม่เกินขอบเขตของ กฎหมายไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน และอยู่ภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก และไม่มี ความจําเป็นต้องออกกฎหมายเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ดังนั้นเพื่อให้การจัดทําพิธีสารฉบับดังกล่าว เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๔ กระผมขอเสนอให้รัฐสภาได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสาร เพื่อผนวกข้อบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงการค้าสินค้า ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ส.ว. ชรินทร์ หาญสืบสาย ครับ

นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา ตาก 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ในพิธีสารเพื่อผนวกข้อบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และมาตรการ สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงทางการค้าสินค้าภายใต้กรอบ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่จริงแล้วจากคําชี้แจงของ ท่านรัฐมนตรีศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ แล้วก็จากเอกสารที่ผมได้อ่านมาบ้างนี่นะครับ ก็ทําให้ เข้าใจว่าพิธีสารนี้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่เพิ่มเติมจากข้อตกลงที่ประเทศสมาชิกอาเซียน มีกับประเทศจีนไว้แล้ว ก็สืบเนื่องมาจากกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศจีน ซึ่งได้มีการลงนามกันแล้วตั้งแต่วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ซึ่งก็เกือบ ๑๐ ปีมาแล้ ส่วนสําคัญที่สุดในกรอบความตกลงนี้ก็คือ ความตกลงด้านการค้าสินค้า ด้านการค้าบริการ แล้วก็ด้านการลงทุน ซึ่งก็มีข้อตกลง แยกออกมาต่างหาก ซึ่งประเทศไทยก็ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงนี้ไปตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ หรือประมาณ ๘ ปีมาแล้วนะครับ แล้วก็มีผลบังคับตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๘ เป็นต้นมา นับตั้งแต่เรามีความตกลงดังที่ผมได้พูดมานี้ การค้าของ อาเซียนกับประเทศจีนก็ได้เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศไทยเราเองนั้น กล้าพูดได้เลยว่าผลพวงจากความตกลงอาเซียนกับประเทศจีนนี้ในด้านการค้านั้น ทําให้ประเทศไทยเราส่งสินค้าไปประเทศจีนมากขึ้นอย่างมากมาย เช่นเดียวกับที่ประเทศจีน ส่งมาประเทศไทย ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของผลประโยชน์ ที่ได้รับจากการทําเอฟทีเอระหว่างกัน ผลพวงจากการลดภาษีเอฟทีเอระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนภายใต้กรอบอาเซียน-จีนนี้ ทําให้ปัจจุบันนี้อัตราภาษีนําเข้าได้มีการลดลงไป สินค้าปกติทั่วไปนั้นลดลงเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ถึงประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของรายการการค้าทั้งหมด แล้วก็เหลืออีกประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็เป็นรายการสินค้าอ่อนไหวซึ่งอัตราภาษีก็ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ซึ่งก็เป็น ส่วนน้อยมีไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเรากล่าวได้ว่าการมีเอฟทีเอระหว่างกันนั้น เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ สมควรอย่างยิ่งที่ประเทศไทยเรานี่จะต้องไม่นิ่งเฉยในกรณีที่ประเทศต่าง ๆ มีการรวมกลุ่มกัน เราก็จะต้องไปมีส่วนร่วมอยู่ด้วย มิฉะนั้นแล้วเราก็จะเสียเปรียบประเทศอื่น ที่เขามีข้อตกลงระหว่างกัน สําหรับในพิธีสารที่มีการนําเสนอ คณะรัฐมนตรีเสนอเข้ามา ในวันนี้ ว่าไปแล้วก็เป็นส่วนเพิ่มเติมจากเดิมที่มีเฉพาะข้อตกลงเรื่องการค้าก็จะมีขอเพิ่มเติม ในเรื่องเกี่ยวกับข้อความเกี่ยวกับอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าหรือเทคนิคอล แบร์ริเออร์ส ทู เทรด (Technical Barriers to Trade) ส่วนหนึ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสินค้า อุตสาหกรรมโดยเฉพาะ แล้วอีกส่วนหนึ่งก็เป็นมาตรการทางด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ภาษาอังกฤษก็คือแซนนิเทอรี แอนด์ ไฟโตแซนนิเทอรี เมชเชอร์ (Sanitary and Phytosanitary measures) ซึ่งเป็นเรื่องที่ว่าไปแล้วก็อยู่ในความตกลงขององค์การการค้าโลก ทั้งสิ้นคือดับเบิลยูทีโอ (WTO) ซึ่งเป็นองค์การที่ควบคุมกฎระเบียบข้อบังคับของการค้าโลก อยู่ในปัจจุบัน ในระยะที่ได้ผ่านมาทั้ง ๆ ที่เรายังไม่มีความตกลงตรงนี้เลยนี่การค้าระหว่าง อาเซียน-จีนก็เป็นไปด้วยดี แล้วประเทศไทยก็ได้ประโยชน์จากนี้เต็มที่เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นด้วยความจําเป็นที่เห็นว่าเรายังขาดตรงนี้อยู่ แล้วทางเจ้าหน้าที่อาวุโสเศรษฐกิจ อาเซียน-จีนก็ตกลงกันว่าสมควรที่จะต้องจัดทําความตกลงตรงนี้ขึ้นมาเพื่อให้ความตกลง ทางด้านการค้าและบริการระหว่างอาเซียน-จีนนั้นมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในเรื่องนี้ ประเทศต่าง ๆ ก็ลงนามหมดแล้ว เรียบร้อยไปแล้ว แต่ประเทศไทยเราเนื่องจากว่าเราจะต้อง นํามาเข้าขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนนี่ทําให้ของเรานี่ค่อนข้างจะช้าหน่อย ประเทศอื่น เขาเตรียมพร้อมหมดแล้ว ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีความตกลงพร้อมกันที่จะมีการลงนามในพิธีสาร คือเจ้าหน้าที่อาวุโสเศรษฐกิจอาเซียน-จีนได้เห็นชอบให้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาจัดทําข้อบท ในเรื่องทีบีที (TBT) คือข้ออุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าหรือว่าทีบีทีคือเทคนิคอล แบร์ริเออร์ส ทู เทรด และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชนี่คณะทํางานได้จัดทําพิธีสารต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว แล้วก็จะมีการนําเสนอให้ผู้นําอาเซียนลงนามกันในการประชุมที่จะมาถึง ในเดือนพฤศจิกายนศกนี้ เพราะฉะนั้นพิธีสารดังกล่าวเป็นความจําเป็นอย่างยิ่งที่ทางรัฐสภา จะต้องให้ความเห็นชอบโดยเร็วเพื่อให้ทันที่จะให้ผู้นําของเราไปลงนามในข้อตกลงนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนตัวผมเองซึ่งก็ติดตามเรื่องการตกลงการค้ามาโดยตลอดจะเห็นว่าพิธีสารนี้ เป็นเรื่องประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับประโยชน์เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ท่านประธานที่เคารพ ถ้าเราไปดูในเอกสารพูดถึงว่าสาระสําคัญมีอยู่ส่วนหนึ่งที่พูดถึงว่าในส่วนที่เกี่ยวกับอุปสรรค ทางการค้าทางด้านเทคนิคหัวข้อสําคัญก็เกี่ยวกับการยอมรับกฎระเบียบทางเทคนิค มาตรฐาน และกระบวนการตรวจสอบและรับรองระหว่างกัน ความโปร่งใส การปรึกษาหารือ ทางเทคนิค ความร่วมมือทางวิชาการ และจุดติดต่อ เป็นต้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวิชาการล้วน ๆ เลย ข้อสําคัญพิธีสารนี้จะกําหนดหลักเกณฑ์ว่าเพื่ออํานวยความสะดวกให้กับการค้าระหว่างกัน ระหว่างอาเซียน-จีนจะต้องไม่มีกฎระเบียบทางเทคนิคใด ๆ ที่จะทําให้เป็นอุปสรรคต่อการค้า อุปสรรคอาจจะมีขึ้นได้เหมือนกันแต่เข้าใจว่าทางวัตถุประสงค์ของการกําหนดพิธีสารอันนี้ ขึ้นมาก็เพื่อที่จะควบคุมมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นใช้มาตรการอุปสรรคทางด้านเทคนิคเกินกว่า ที่กําหนดไว้ในดับเบิลยูทีโอ ที่ระบุไว้ในดับเบิลยูทีโอ แต่อย่างไรก็ตามในการทําพิธีสารตรงนี้ ผมก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีให้ความเชื่อมั่นว่าจะไม่ทําให้ประเทศไทยเราต้องเสียเปรียบ ประเทศอื่น อันนี้รวมทั้งกรณีของสินค้าเกษตรด้วย สินค้าอุตสาหกรรมไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไร เพราะว่าเป็นเรื่องเทคนิคที่ผู้ประกอบการของเรามีความสามารถ ต้องยอมรับนะครับ ผู้ประกอบการของเราด้านการอุตสาหกรรมเราก็ไม่แพ้ประเทศใดประเทศหนึ่ง ยกเว้นอันไหนที่เราทําไม่ได้เราก็นําเข้ามาอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย แต่สําหรับสินค้าเกษตรนั้นประเทศจีนเขามีความก้าวหน้าทางสินค้าเกษตรค่อนข้างจะมาก เพราะฉะนั้นในอาเซียนเองเราก็ถือเป็นผู้นําด้านการเกษตร ในความตกลงใด ๆ เกี่ยวกับ มาตรการทางด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีให้ความเชื่อมั่นว่า เราจะไม่ไปดําเนินการอะไรที่เป็นการเสียเปรียบ ทําให้เกษตรกรของประเทศไทยเรานั้น ต้องรับภาระหนักมากขึ้นในการที่จะต้องเจอมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีเกี่ยวกับ เรื่องสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เช่นสารตกค้างหรือโรคแมลงต่าง ๆ จะต้องมีลักษณะที่ว่า ถ้าเขากีดกันเราเราก็ต้องกีดกันเขา ในการค้านั้นเราอย่าไปนึกว่าเขาจะเอาเปรียบเรา เราจะเอาเปรียบเขา แต่ทําอย่างไรเราถึงจะร่วมมือกันให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นที่เรา ไปทําข้อตกลงกับประเทศจีนภายใต้กรอบอาเซียนนั้น ก็ฝากท่านรัฐมนตรีว่าขอให้ระมัดระวัง เรื่องนี้ว่าอย่าให้เกษตรกรไทยของเรา ซึ่งเราก็ถือว่าเกษตรกรเรายังไม่เก่งมากนัก เมื่อเทียบกับประเทศจีน จะต้องอยู่ในสถานะที่จะแข่งขันได้ ผมก็ขอสนับสนุนพิธีสารนี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับท่าน

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนท่านประธาน ฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าในเรื่องที่ท่านได้นําเข้ามาเสนอนั้นผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากนักนะครับ เพียงแต่อยากจะบอกว่าเห็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของสิ่งที่จะนําไปผนวกที่จะไปแก้ไข ในเรื่องของอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า ในเรื่องของมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ที่เกี่ยวข้องภายใต้กรอบการตกลงทางการค้า แล้วก็เกี่ยวข้องกับการทําธุรกิจกับประเทศจีนด้วย ก็อยากจะเรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคตามที่ท่านรัฐมนตรี ได้นําเสนอนั้นมีอีก ๒-๓ เรื่องที่อยากจะฝากสั้น ๆ ก็คือว่าตามที่ท่านสมาชิกรัฐสภาเมื่อสักครู่ ได้พูดถึงการเซ็นกรอบข้อตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนในเรื่องของการลดภาษี ให้เหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ รวมถึงในเรื่องของการทําการค้าโดยเฉพาะสินค้าเกษตรนั้น พวกเราพี่น้องโดยเฉพาะในภาคเหนือคงจะจําได้ว่าหลังจากที่เรามีการตกลงแล้วก็ เซ็นข้อตกลงทางการค้าในเรื่องของสินค้าเกษตรในกรอบของการค้าเมื่อหลายปีที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรที่อยู่ทางภาคเหนือมีความเจ็บปวดแล้วก็ได้รับ ผลกระทบอย่างมาก เพราะเนื่องจากว่าข้อตกลงต่าง ๆ นั้นมันไปกระทบต่อเขาโดยตรง เราคิดว่าเราจะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทําข้อตกลงที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เป็น อย่างนั้นเลย พี่น้องเกษตรกรต้องเปลี่ยนอาชีพแล้วก็โดนสินค้าของประเทศจีนโดยเฉพาะ เข้ามาทําลายอาชีพของพี่น้องเกษตรกรในภาคเหนือเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระเทียม ไม่ว่าจะเป็นลําไย ลิ้นจี่ แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือว่า ข้อตกลงต่าง ๆ ที่ท่านกําลังจะนําไปเจรจาแล้วก็ขอความเห็นชอบภายใต้กรอบการตกลง ในครั้งนี้นั้นมันมีอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าในเรื่องของสิ่งที่เกษตรกรแล้วก็ผู้ค้าหรือผู้ประกอบการ คนไทยได้ส่งไปยังประเทศจีนโดยเฉพาะสินค้าเกษตร เราจะได้ยินอยู่บ่อย ๆ ว่าเราก็จะถูกไป กักอยู่ตามด่านต่าง ๆ แล้วก็ไปเก็บเพื่อไปตรวจสอบตามเกณฑ์มาตรฐานของประเทศจีน แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าประเทศจีนไม่ได้เหมือนประเทศไทยเพราะว่าเขามีหลายมณฑล เขามีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่เน่าเสียได้ เมื่อเกษตรกรส่งไปแล้ว ก็ไปถูกกักอยู่ตามมณฑลใดก็ตามก็ไม่แน่ใจว่าผู้ประกอบการนั้น ๆ จะต้องไปแก้ไข กับหน่วยงานไหน ไปขอเอกสารเพื่อจะเอาสินค้านั้นกลับมา หรือจะไปแก้ไขอย่างไร เพื่อให้สินค้านั้นสามารถเข้าไปค้าขายในประเทศจีนได้ แล้วก็มีการโยนกันไปโยนกันมา แต่ว่ากว่าจะหาเจอว่าเป็นหน่วยงานไหน แล้วต้องทําอย่างไรสินค้าเกษตรที่ส่งไปนั้นก็เน่าเสีย แล้วก็ต้องทิ้งไปในที่สุด ผมเชื่อว่าทางท่านรัฐมนตรีก็คงจะได้ยินเรื่องนี้มาต่อเนื่องยาวนาน แต่ก็ยังไม่มีการแก้ไข แต่ทุกครั้ง ณ เวลาของการทําข้อตกลงต่าง ๆ ระหว่างประเทศไทย กับประเทศจีนหรือบางประเทศ เขาก็จะบอกว่าทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลง จะอํานวย ความสะดวกให้กับทุกประเทศสามารถทําการค้าได้อย่างไม่มีอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี และเรื่องอื่น ๆ แต่ในเวลาที่มีเกิดการปฏิบัติจริง ๆ ประเทศไทยเสียประโยชน์มาโดยตลอด เกษตรกรก็เริ่มถอดใจแล้วก็เปลี่ยนอาชีพ แต่ในทางกลับกันสินค้าเกษตรของประเทศจีน สามารถเข้าประเทศไทยได้ทุกด่านทุกประตู ภายใต้กรอบการค้าที่ทางรัฐบาลไม่ว่าจะชุดไหน ไปทําข้อตกลงกันไว้ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่อยากจะให้พี่น้องประชาชน ชาวไทยนั้นเสียประโยชน์ แต่ในทางกลับกันไม่ทราบเหมือนกันครับว่าทางกระทรวง หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์นั้นได้เคยมาวิเคราะห์อย่างแท้จริงไหมว่า การที่ท่านจะไปทําสนธิสัญญาต่าง ๆ หรือไปแก้ไขในเรื่องของภาคผนวก หรืออื่น ๆ เพื่อทําให้ทุกอย่างมันดีขึ้นแล้วบอกว่าจะแก้ไขอุปสรรคนั้นได้เคยไปถามเกษตรกรหรือ ผู้ค้าจริง ๆ ไหมว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นนี่ประเทศไทยได้ประโยชน์หรือประเทศไทยเสียประโยชน์ จากการทําข้อตกลงในแต่ละครั้ง ผมคิดว่าท่านถาม ๑๐ คน ก็จะได้คําตอบเหมือนกัน ๑๐ คนว่าประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ในทางกลับกันนอกเหนือจากผู้ค้าถูกกีดกัน ในเรื่องของการส่งไปประเทศจีนแล้วนี่เกษตรกรไม่สามารถจะดําเนินการใด ๆ ได้เลย เพราะว่าสินค้าจากประเทศจีนนั้นต้องยอมรับว่าเขาสามารถทําแล้วมีประสิทธิภาพ ได้มากกว่า สินค้าทางการเกษตรหลาย ๆ ชนิดเขาสามารถจะทําได้ในฤดูที่แตกต่างกัน มีปริมาณที่มากขึ้นแล้วก็มีคุณภาพที่ดีกว่ามาก แล้วก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่าภายใต้การแก้ไขแล้วก็เพิ่มเติมข้อตกลงที่ได้นําเสนอมาในครั้งนี้ ผมคิดว่า ต้องคํานึงให้มาก ๆ ครับว่าความต้องการและความจริงที่เกิดขึ้นมันคืออะไร ผมได้พยายาม เปิดตามเอกสารที่ทางรัฐบาลได้นํามาแจกในครั้งนี้ โดยท่านรัฐมนตรีเป็นคนนําเสนอ ผมเรียนตรง ๆ ว่ามันไม่ได้มีสาระอะไรที่ตรงกับประเด็นที่มันเกิดขึ้นจริงในปัจจุบันเลย มันเป็นเรื่องของภาควิชาการ เป็นเรื่องของตัวหนังสือ แต่ในความเป็นจริงผมเชื่อว่า ถ้าพี่น้องเกษตรกรได้เห็นเขาก็จะเสียใจมากว่าไม่รู้กรอบที่เราให้ความตกลงวันนี้นั้น รายละเอียดมันคืออะไร ในทางปฏิบัติเขาจะสามารถนําของที่ไปกักอยู่ตามด่านต่าง ๆ เวลาเขาจะส่งไปประเทศจีนนี่ หน่วยงานไหนคือหน่วยงานที่เขาต้องไปติดต่อเพื่อแก้ไข ในสิ่งที่มันเกิดขึ้น ผมเรียนว่าเอกสารทั้งหมดหรือวิธีคิดนะครับ โดยเฉพาะวิธีคิดที่ทางรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ได้นํามาเสนอในครั้งนี้ผมคิดว่าก็เป็นประโยชน์ครับ เพียงแต่ในเนื้อหา สาระต่าง ๆ นี่มันอาจจะไม่ได้อิงจากความเป็นจริงมันมาจากกรอบข้อตกลงกว้าง ๆ ระหว่าง ประเทศในกลุ่มอาเซียนแล้วก็ประเทศจีน ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง อย่างเช่นในเรื่องของ สิ่งที่ท่านแนบมาด้วยในหน้า ไม่มีเลขหน้านะครับ ในข้อ ๒๘ การเก็บรักษา ข้อ ๒๗ การระงับข้อพิพาท ผมอยากให้ทางท่านรัฐมนตรีได้ช่วยตอบหน่อยว่าการระงับข้อพิพาทนี้ จะระงับอย่างไรครับ หน่วยงานไหนจะเป็นคนไปช่วยถ้าผู้ประกอบการเขาติดขัด มันเป็น เรื่องการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ ซึ่งปัญหาที่มันเกิดขึ้นจริงมันเกิดขึ้นระหว่างผู้ค้า ผู้ประกอบการ แล้วก็เกษตรกร แต่ในรายละเอียดเอกสารแล้วก็เงื่อนไขที่ท่านนํามาเสนอ ในครั้งนี้ไม่มีแม้แต่เรื่องเดียวที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรแล้วก็ผู้ประกอบการ เป็นเรื่องข้อตกลง ระหว่างประเทศทั้งนั้น ผมเรียนท่านประธานว่าเราได้ยินมาโดยตลอดครับว่าการทําสัญญา หรือว่าทําข้อตกลงข้อพิพาทต่าง ๆ ระหว่างประเทศนั้นก็อยากให้คํานึงถึงผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชน รวมถึงเกษตรกรโดยเฉพาะที่ประสบกับปัญหาในการทํากิจการ แล้วก็ส่งออกโดยเฉพาะพี่น้องที่ปลูกผัก ปลูกพริกนะครับ และทําสินค้าเกษตร เราก็ส่งออกไปประเทศจีน ซึ่งทุกคนมีความหวัง เพราะรู้ว่าตลาดในประเทศจีนนั้นเป็นตลาดที่ใหญ่มาก แต่ท้ายที่สุดเมื่อเอาตัวเลขการส่งออก และนําเข้ามาดูจริง ๆ ในรายละเอียดของสินค้าเกษตรนั้น ประเทศไทยแทบไม่ได้ประโยชน์ อะไรเลยจากการทําข้อตกลงในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาในอดีต ผมเชื่อว่าท่านสามารถกลับไปดู ตั้งแต่เอฟทีเอที่เคยทํากันมาแล้วหลายปีที่ผ่านมา จนถึงสิ่งที่เรากําลังจะก้าวไปสู่ในเรื่องของ การเปิดเป็นภูมิภาคอาเซียน แล้วก็บวกกับประเทศจีนและอนาคตก็อาจจะเป็นประเทศอินเดีย และประเทศอื่น ๆ ที่เป็นคู่ค้าเพิ่มเติม ก็อยากฝากไปว่าเมื่อท่านมาบอกว่าท่านจะขอทําพิธีสาร เพื่อผนวกข้อบทอุปสรรคทางเทคนิค ผมคิดว่าเรื่องนี้มันไม่ได้เป็นเรื่องเทคนิคครับ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แล้วก็เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชนชาวไทย เดือดร้อนมาโดยตลอด ผมก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรี ๒-๓ เรื่อง เท่านั้นเอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถ้าเกิดเขาไปถูกกักสินค้าเกษตรอยู่ที่ด่านต่าง ๆ มันจะต้อง ไปติดต่อใคร หลาย ๆ มณฑลของประเทศจีนก็มีมาตรฐานและมีกฎเกณฑ์ที่ไม่เหมือนกัน ผมก็ไม่แน่ใจว่าพวกนี้ท่านจะคิดว่ามันเป็นอุปสรรคหรือไม่ในเรื่องของการทําการค้า ตามที่ท่านมาเสนอในวันนี้ ผมเชื่อว่าถ้าท่านคิดว่าสิ่งที่ผมนําเสนอนั้นเป็นอุปสรรค ท่านต้องรีบแก้ก่อนที่ท่านจะนําข้อตกลงอันนี้ไปเซ็นกับเขา ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นการเพิ่ม เงื่อนไขที่ทําให้พี่น้องเกษตรกรไม่สามารถดําเนินการค้า และผู้ประกอบการต่าง ๆ ของประเทศไทยไม่สามารถจะส่งของโดยเฉพาะสินค้าเกษตรไปประเทศจีนได้อีก เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝากท่านประธานไปยังทางรัฐบาล โดยเฉพาะทางกระทรวงพาณิชย์ว่า ท่านควรจะมองในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงด้วย อย่ามองแต่ในเรื่องของข้อตกลงกว้าง ๆ ระหว่าง ภูมิภาค ระหว่างประเทศ ไม่อย่างนั้นพี่น้องประชาชนก็ได้รับความเดือดร้อน ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็จะไม่สามารถคลี่คลายได้ ก็อยากจะฝากท่านไปประธานไปสั้น ๆ แค่นี้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน นิดเดียวครับ ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานถ้าตามความเข้าใจของผมพิธีสารอันนี้ก็เพื่อจะบอกกล่าวกัน ระหว่างอาเซียน ๑๐ ประเทศกับประเทศจีนว่าเมื่อจะทํามาค้าขายกันเป็นเสรีแล้วนั้นจะต้อง ไม่วางมาตรการใด ๆ โดยเฉพาะทางด้านพืช สัตว์ มนุษย์ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว แล้วก็การค้าขาย คราวนี้ที่ผมอยากจะถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานไปก็คือว่า ทางหน่วยงานของไทยนั้น โดยเฉพาะสํานักงานอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานกักกันพืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็กรมศุลกากรของกระทรวงการคลังนั้น ณ วันนี้มีความพร้อมในการที่จะวางมาตรฐานต่าง ๆ ในการตรวจสอบสินค้า พืช สัตว์ ต่าง ๆ ของประเทศจีนมากน้อยแค่ไหน

คําถามที่ ๒ ก็คือว่าเรามักจะได้ยินกันเสมอและเมื่อกี้เพื่อน ๆ ส.ส. ผมก็ได้พูด ไว้บ้างแล้ว คุณพุทธิพงษ์ ขอเอ่ยนาม ว่าเวลาเราส่งสินค้าจากประเทศไทยไปแล้ว เราไม่สามารถที่จะสู้หรือว่าเข้ากับระดับมาตรฐานแล้วก็กฎเกณฑ์ที่ประเทศจีนวางไว้ ทั้งในระดับของรัฐบาลกลาง แล้วก็ในระดับของมณฑล เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะถามต่อไป จากคําถามนี้ก็คือว่าแล้วทั้งอาเซียน ๑๐ ประเทศกับประเทศจีนนั้นมีความคิดในการที่จะ ทํามาตรฐานกลางไหมว่าเมื่อสินค้ามันผ่านแดนกันไปกันมาแล้วมันใช้กฎเกณฑ์และมาตรฐาน เดียวกัน มันก็จะไม่ต้องมาโต้เถียงกันทีหลังว่าสินค้าประเทศไทย หรือจากประเทศ สปป. ลาว หรือประเทศพม่า ต่าง ๆ เหล่านี้ไปที่ประเทศจีนแล้วเข้าไม่ได้ เพราะว่าสแตนดาร์ด (Standard) หรือมาตรฐานของประเทศจีนของเขาสูงมาก ผมก็ว่าการเตรียมการในระหว่างนี้ เพราะว่าก่อนที่จะมีผลบังคับใช้มันก็ยังมีเวลาอยู่ แต่ผมแน่ใจว่าถ้าเผื่อย้อนหลังไปหลาย ๆ ปี ที่ได้เริ่มมีการเจรจากันมาแล้ว หน่วยงานของประเทศไทย ของอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ แล้วก็ประเทศจีนน่าจะได้มีการพูดจาแล้วก็ตกลงกันเกี่ยวกับมาตรฐานกลาง แล้วก็ขั้นตอน พิธีการต่าง ๆ ที่ด่านศุลกากร ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับท่าน ส.ว. ท่านสุดท้ายแล้วกระมังครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนปวงชนชาวไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ผมมีคําถามสั้น ๆ นิดเดียวครับ คือเกี่ยวกับพิธีสารอันนี้คือในส่วนที่เป็นสาระสําคัญข้อ ๔ ได้เขียนไว้ว่าอํานวยความสะดวก ทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิกในการที่จะคุ้มครองชีวิตหรือสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ หรือพืช ผมมีคําถามอย่างนี้ว่าในกรณีถ้าหากว่าสินค้าต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วได้นํามาสู่การสูญเสีย ต่อสุขภาพหรือต่อชีวิตของมนุษย์ เอาในมนุษย์ก่อนนะครับ ตามข้อตกลงอันนี้จะมีทางแก้ไข ปัญหานี้อย่างไรครับ ผมขอเรียนถามแล้วก็ขอคําตอบด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญคุณหมอเจตน์

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ทางรัฐสภาก็มีการพิจารณากรอบการเจรจาการค้าต่าง ๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ ๓ เรากําลังพูดถึงเรื่องพิธีสารเพื่อผนวกข้อบทอุปสรรคทางเทคนิค ต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง การค้าสินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน ชื่อมันก็ยาวมากแล้วครับท่านประธาน แต่ประเด็นก็คือว่าเรากําลังพิจารณาในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ในมาตรา ๑๙๐ มีการแก้ไขในปี ๒๕๕๔ แล้วก็มีวรรคห้า เขียนว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภท ขออภัยที่ต้องอ่านนะครับท่านประธาน กําหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพัน ด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว โดยคํานึงถึงความเป็นธรรม ระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้น และประชาชนทั่วไป

ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภท กรอบการเจรจา ท่านประธานครับ อันนี้คือมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ไปที่มาตรา ๓๐๓ (๓) กฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า หมายถึงว่าในวาระเริ่มแรกให้คณะรัฐมนตรีที่เข้าบริหารราชการแผ่นดินภายหลังจาก การเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ดําเนินการจัดทําหรือปรับปรุงกฎหมาย ในเรื่องดังต่อไปนี้ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กําหนด อันนี้ (๓) กฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการดําเนินการจัดทําหนังสือสัญญา ที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษาวิจัย ที่มีความเป็นอิสระ ซึ่งดําเนินการก่อนการเจรจาทําหนังสือสัญญา โดยไม่มีการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ของรัฐกับผลประโยชน์ของผู้ศึกษาวิจัย ไม่ว่าในช่วงเวลาใดของการบังคับใช้ หนังสือสัญญาภายในหนึ่งปี ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗๖ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ณ วันนี้มันก็ผ่านมาครบ ๑ ปีเรียบร้อยแล้ว คําถามก็คือกฎหมายว่าด้วย การกําหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา มันยังไม่มี ประเด็นก็คือว่าเรากําลังพิจารณากรอบการเจรจาที่มันจะต้องมีกฎหมายมารองรับภายใต้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมไม่อยากพูดว่ารัฐบาลทําผิดรัฐธรรมนูญ ผมเห็นว่ารัฐบาลควรจะถึงเวลาที่ออกกฎหมาย ให้เสร็จสิ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ว่ารัฐบาลเพิกเฉยไม่ได้ทํา ท่านประธานครับ กฎหมาย ว่าด้วยการกําหนดประเภทมันเป็นหัวใจของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๔ เราถกเถียงกัน ในสภาแห่งนี้มากมายว่าเนื่องจากมันไม่มีการกําหนดประเภทของหนังสือสัญญา ก็เลยทําให้ เรื่องต่าง ๆ จากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่จะส่งเข้าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีการส่งเรื่อง เข้ามามากจนเกินไป คือมีเรื่องอะไรก็ส่งเข้ามาหมดด้วยความกลัวของหัวหน้าหน่วยงานนั้นว่า จะเป็นการทําผิดรัฐธรรมนูญ เมื่อส่งเข้ามามากมายเราก็มีการพูดคุยกันว่าก็จะต้อง มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ง่ายขึ้น เพื่อจะได้ส่งเรื่องเข้าสภาแห่งนี้น้อยลง แต่ปรากฏว่า เมื่อเราแก้รัฐธรรมนูญไปแล้วก็ยังไม่มีกฎหมายที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญาเข้ามาอีก คือถ้าหากว่ามีกฎหมายที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญาเข้ามาก็จะทําให้การทํางานของ พวกเราง่ายขึ้น ผมถึงฝากทางท่านผู้ชี้แจงผ่านทางท่านประธานไป รวมถึงท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยว่าในกรณีนี้ท่านควรจะถึงเวลาที่จะออกกฎหมายเพื่อเราจะได้สะดวกในการทํางาน แล้วการทํางานจะได้มีการทํางานที่ลดน้อยลงแล้วก็จะได้พิจารณาในรายละเอียดมากขึ้น ก็เป็นประโยชน์ต่อทั้งรัฐบาลเอง แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชนด้วย เพราะว่าเราจะได้ โฟกัส (Focus) ไปที่งานที่มันละเอียดได้มากขึ้น แล้วก็ศึกษา มีเวลาที่จะศึกษางานได้มากขึ้น เช่นเดียวกัน ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่ารัฐบาลน่าจะต้องทําเพราะว่าในรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ว่า ให้มีเวลาทําเพียงใน ๑ ปีเท่านั้น แล้วจริง ๆ ก็จะต้องทําให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น คําถาม ก็คือว่า ณ วันนี้ที่ท่านทําเรื่องนี้เข้ามา ท่านได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามวรรคสามของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แล้วหรือยัง ท่านรัฐมนตรีท่านช่วยตอบนะครับ ว่าวรรคสามของรัฐธรรมนูญท่านได้ทําแล้วหรือยัง จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน แต่ว่าอันนั้นก็คือเป็นเรื่องที่ผมท้วงติงผ่านทางท่านประธานถึงรัฐบาล แต่ว่าในประเด็นของพิธีสารฉบับนี้มันไม่ใช่เป็นปัญหา ผมยอมรับในพิธีสารฉบับนี้ก็เนื่องจาก พิธีสารฉบับนี้เป็นเรื่องระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมันเป็นเรื่องใหญ่ อาเซียนทํากับประเทศจีนในเรื่องของ อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าและมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช

ฝากคําถามข้อสุดท้ายครับท่านประธาน ถึงท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เราเป็น ประเทศสุดท้ายที่ทําเรื่องนี้หรือไม่ ถ้าเราเป็นประเทศสุดท้ายก็ด้วยความจํากัด ของรัฐธรรมนูญซึ่งเราแก้ไขแล้ว แต่ท่านยังไม่ได้ออกกฎหมายลูก ตรงนี้คือปัญหา แล้วก็คําถามว่ามีประเทศอื่นใดหรือไม่ในอาเซียน ๑๐ ประเทศ ที่ยังไม่ได้ลงนามในพิธีสาร ฉบับนี้หรือไม่ ผมฝากไว้แค่นั้นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

น่าจะท่านสุดท้าย คุณหมอเหวงเชิญครับ

นายเหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องกราบเรียน ท่านประธานผมสนับสนุนพิธีสารเพื่อผนวกข้อบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงการค้าสินค้า ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคม ประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน ต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ ในความเห็นส่วนตัวของผมนี่การพิจารณา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็มีอยู่ ๒ เรื่องครับ ก็คือเรื่องประโยชน์กับเรื่องผลเสีย สิ่งที่เรา จะทําก็คือเราต้องพยายามที่จะสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศไทยหรืออาเซียนให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็คือว่าจํากัดผลเสียให้น้อยที่สุด ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานในเอกสาร ประกอบการอภิปรายนี่ได้มีตัวเลขทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน แล้วระหว่างอาเซียนกับประเทศจีนนี่ชัดเจน แล้วท่านก็จะเห็นว่าแต่ละปีตัวเลขสูงขึ้นไป เป็นลําดับ ๆ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับในปี ๒๐๐๙ ก็คือ ประมาณ ๓-๔ ปีที่ผ่านมามูลค่าระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน ๓๓,๒๐๘ ล้านยูเอส เพราะฉะนั้นเอา ๓๐ คูณเข้าไปก็ประมาณเกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วปีต่อมาก็ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ปีต่อมาก็ ๕๗,๐๐๐ ล้านบาท แล้วปีปัจจุบัน ๓๓,๐๐๐ ล้านบาทก็คือครึ่งปี เพราะฉะนั้นถ้าทั้งปีก็น่าจะเป็น ๖๖,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเราต้องมองเห็นอนาคต แล้วขณะเดียวกันผมมองเห็นด้านสดใสมากกว่าด้านที่เป็นอุปสรรคหรือด้านมืด ผมเห็นว่า ประเทศจีนเป็นตลาดสินค้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือสินค้าการเกษตร ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสินค้าการเกษตรทุกชนิดของเราจะสามารถขายได้จํานวนมาก ๆ ในประเทศจีนไม่เพียงแต่ข้าว ซึ่งขณะนี้เราก็ทราบแล้วว่ารัฐบาลได้ดําเนินการขายจี ทู จี (G to G) กับประเทศจีนจํานวนมหาศาล ซึ่งอันนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเวลาขาย จี ทู จีจําเป็นต้องรักษามารยาททางการค้าระหว่างประเทศด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น อะไรบางอย่างที่ไม่สมควรจะเปิดเผยเขาก็จะไม่เปิดเผยกัน เพราะมันกระทบกระเทือน การเมืองในประเทศของเขา ขณะเดียวกันก็กระทบกระเทือนในเรื่องราคาในการซื้อขาย แล้วเราก็ต้องระวังคู่แข่งของเราในการที่จะมาแย่งตลาดการค้าจากเราไป เพราะฉะนั้น ผมหวังเป็นอย่างยิ่งในอนาคตนี่ทุเรียนต้องขายเข้าไปในประเทศจีนให้มากที่สุด ลําไย เงาะ มังคุด ลองกอง สารพัดอย่างจะต้องขายเข้าไปในประเทศจีนแล้วก็ตัวเลขจะต้องขายให้ได้มากขึ้น แล้วที่ผ่านมาผมทราบว่ามันมีอุปสรรคก็คือว่าประเทศจีนเขามีมาตรการในการที่จะกลั่นกรอง ผมใช้คําว่ากลั่นกรอง เพื่อฟังให้ดูเป็นมิตร แต่หลายท่านอาจจะบอกว่าเป็นการกีดกันหรือ ขัดขวางก็ได้ในอดีตที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นพิธีสารอันนี้จะแก้ไขปัญหานี้ได้เลย เพราะหากว่า รัฐสภาเรารับรองพิธีสารตามมาตรา ๑๙๐ ในวันนี้แล้วในนี้ก็บอกชัดว่าวัตถุประสงค์ของ พิธีสารอันนี้ก็คือว่าอํานวยความสะดวกและส่งเสริมการค้าสินค้าระหว่างประเทศ ไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่จําเป็น นี่คือจุดมุ่งหมายเลยนะครับ หากว่าเรารับแล้ว ก็ผ่านไปแล้วได้ทําการตกลงกับประเทศจีนแล้วก็สามารถที่จะคุยกับประเทศจีนได้ว่าต่อไปนี้ ท่านไม่สามารถที่จะสร้างอุปสรรคทางการค้าโดยสาเหตุต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้เนื่องจากว่าพิธีสาร ที่ลงนามร่วมกันได้ผูกมัดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แล้วไม่เพียงแต่เป็นการระบุว่าไม่ก่อให้เกิด อุปสรรคทางการค้า ข้อ ๒ ก็คือเสริมสร้างความร่วมมือ เพราะฉะนั้นพิธีสารอันนี้ เป็นมิตรระหว่างประเทศที่เซ็นพิธีสารร่วมกัน ในนี้เขียนชัดว่าเสริมสร้างความร่วมมือรวมถึง การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วย ตั้งแต่การเตรียมการ การจัดทํา การนํามาใช้ การใช้มาตรฐาน กฎระเบียบและเทคนิค รวมถึงกระบวนการการตรวจสอบและรับรอง เพราะฉะนั้น ท่านประธานลองไปอ่านดูสิครับ ผมว่าพิธีสารอันนี้เป็นข้อเสนอที่สร้างสรรค์เป็นอย่างยิ่งเลย แล้วมองการค้าในลักษณะที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่มองการค้าในลักษณะที่จะต้องบดขยี้กัน ให้แหลกลาญลงไปหรือเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ในอดีตที่ผ่านมาผมจําได้บางประเทศเขาติว่า ผักของประเทศไทยมีแมลงอย่างโน้นอย่างนี้บ้างละ เป็นเรือเลยนะครับส่งไป ๑๐ ลําเรือ เอากลับหมดเลยอย่างนี้ ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจ แล้วมันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล หรือกุ้งกุลาดําก็เหมือนกันเราเคยส่งไปประเทศแถบอเมริกาหรือแถบยุโรปเขาติ เขาอาจจะสุ่ม เอากุ้งเป็นจํานวนหนึ่งไม่กี่กิโลกรัมครับเทียบกับเรือทั้งลําเป็นร้อยตัน เขาไปพบอะไร บางอย่างเท่านั้นเองถ้าไม่พอใจเขาส่งมาทั้งหมด สิ่งนี้มันจะไม่เกิดขึ้นถ้าหากว่าเรามีพิธีสารอันนี้

ข้อต่อมาก็คือว่าส่งเสริมความเข้าใจร่วมมือเกี่ยวกับมาตรฐาน เมื่อสักครู่นี้ ร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการเตรียมการการจัดทําและการนํามาใช้ ข้อต่อมาก็คือ ส่งเสริมความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับมาตรฐาน กฎระเบียบ เทคนิค และกระบวนการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ประเทศจีนจะอ้างอย่างโน้นอย่างนี้ คือผมไม่ได้สันทัดจัดเจนในการค้า แต่ผมทราบจากเพื่อน ๆ ที่เขาทําการค้ากับประเทศจีนว่ามันมีมาตรฐานระดับมณฑล ลงไปถึงเมืองที่เราเรียกว่าจังหวัด ลงไปถึงที่เราเรียกว่าตําบล หรืออําเภอ หรือลงไปถึง หมู่บ้านด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าพิธีสารอันนี้ได้รับการรับรองแล้วก็มีการลงนาม ทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว ทางประเทศจีนจะอาศัยสิ่งนี้มาเป็นเครื่องกลั่นกรอง หรือเป็นอุปสรรค หรือทําให้ขัดขวางในเรื่องการค้าของเราไม่ได้นะครับ

ทีนี้ผมอยากจะกราบเรียนประเด็นสั้น ๆ เพื่อให้ท่านประธานเห็นประโยชน์ ของพิธีสารฉบับนี้ ในข้อ ๑๗ ได้ระบุไว้เลยว่าข้อสําคัญคือต้องวิเคราะห์ความเสี่ยง ในนี้บอกชัดเลยว่ากลุ่มประเทศภาคียอมรับว่าการวิเคราะห์ความเสี่ยงเป็นเครื่องมือในการ สร้างมาตรฐาน สร้างความมั่นใจว่ามาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชบนพื้นฐานของ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และกลุ่มประเทศภาคีมั่นใจในมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัย พื้นฐานของพืชตั้งอยู่บนพื้นฐานการประเมินความเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์ ชีวิตสัตว์ และพืช เพราะฉะนั้นทุกประเทศที่รับพิธีสารนี้ต้องปฏิบัติไปตามมาตรการอันนี้ นอกจากนี้สิ่งที่ทําให้ ผมสบายใจขึ้นมากเลยก็คือในนี้ระบุถึงความเท่าเทียมกัน แปลว่าประเทศจีนกับเรา ต้องเท่าเทียมกัน แล้วประเทศจีนกับประเทศอาเซียนทั้งหลายก็ต้องเท่าเทียมกันด้วย ในนี้บอกชัดเจนว่าประเทศภาคีจะต้องพิจารณายอมรับมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ของประเทศสมาชิกอื่น ๆ ภายใต้หลักการแห่งความเท่าเทียมกัน ทีนี้ถ้ามองในแง่บวก ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าเขาต้องการที่จะลดอุปสรรคทางการค้า เขาต้องการที่จะ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อมนุษย์ และสัตว์ และพืช แล้วในนี้ได้ตอกย้ําว่าแต่ละประเทศนี่ ต้องอยู่ภายใต้หลักการของความเท่าเทียมกัน แล้วก็มาตรการนั้นจะต้องนําไปสู่ระดับ ที่เหมาะสมในการคุ้มครองในระดับเดียวกันด้วย

อีกประการหนึ่ง ก็คือว่าเมื่อมีคําร้องขอกลุ่มประเทศภาคีจะต้องปรึกษาหารือกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะปฏิรูปการจัดการร่วมกัน นี่อย่างไรครับ คือสมาชิกหลายท่านอาจจะ มีความรู้สึกกังวลใจว่าถ้ามันมีความเหลื่อมล้ําหรือมีการใช้อํานาจที่ไม่เท่าเทียมกัน ข้อนี้จะให้หลักประกันครับ เราสามารถมีคําร้องขอได้ครับ เมื่อมีคําร้องขอกลุ่มประเทศภาคี จะต้องปรึกษาหารือกันเห็นไหมครับ สมมุติถ้าหากว่าใครก็ตามมีความรู้สึกว่าทางประเทศจีน เขาจะเอาเปรียบเรา เรื่องหอมหัวใหญ่ เรื่องลําไย หรือสารพัดเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เราก็สามารถที่จะอ้างข้อ ๒๐ นี่มาขอร้องให้ประเทศจีนมาปรึกษาหารือกับเรา โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะบรรลุการจัดการร่วมกันเกี่ยวกับยอมรับความเท่าเทียมกันของ มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ดังนั้นจึงกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า พิธีสารนี้ค่อนข้างจะครบถ้วน แล้วก็รัดกุมและรอบคอบในการที่จะสร้างความเท่าเทียมกัน อย่างแท้จริง ทําให้การทํามาค้าขายนี่เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เป็นไปอย่างมิตรภาพนะครับ

ข้อต่อมาในเรื่องความโปร่งใส คือที่ผ่านมาผมได้ฟังเพราะเพื่อนผมทํางาน ในเรื่องการค้าอยู่เยอะเขามีความรู้สึกว่า นี่มองจากมุมของเรานะครับ ซึ่งมองจาก มุมของเราแน่นอนครับเราต้องเข้าข้างตัวเอง เพราะฉะนั้นคนไทยก็มีความรู้สึกว่าในอดีต ที่ผ่านมานี่ประเทศจีนทําหลายอย่างไม่โปร่งใสหรือเอารัดเอาเปรียบ ทีนี้ถ้าหากว่าเราลงนาม ในพิธีสารนี่เรื่องนี้ก็จะหมดไปครับ เพราะในนี้ตราไว้ชัดเจนในเรื่องความโปร่งใส ข้อ ๒๑ กลุ่มประเทศภาคีจะต้องแจ้งมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ต้องแจ้งนะครับ ที่จะเสนอให้ ณ จุดติดต่อซักถาม คือหมายความว่าท่านจะต้องมีจุดติดต่อ ซึ่งอันนี้ เป็นรายละเอียดอีกทีซึ่งผมจะขออนุญาตไม่ลงสู่รายละเอียดครับ แล้วก็การแจ้งนี่นะครับ มาตรการสุขอนามัยนี่ต้องแจ้งอย่างรวดเร็วเลย ก็คือผ่านช่องทางทางอิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกันต้องแจ้งต่อสํานักงานเลขาธิการองค์การการค้าโลกด้วย ท่านประธานเห็นไหม จากพิธีสารอันนี้เราสามารถเกาะเกี่ยวไปยังองค์กรระดับโลกในการที่จะให้ความเป็นธรรมกับเราได้ สมมุตินะครับ นี่แค่สมมุติเท่านั้นเองว่าถ้าหากเรามีความรู้สึกว่าประเทศจีนเขาเอาเปรียบ อย่างโน้นอย่างนี้ อย่างโน้นอย่างนี้ ตามที่สมาชิกบางท่านก็มีความห่วงใยซึ่งเป็นความห่วงใย ที่ผมเข้าใจและผมเคารพ แต่ในนี้ก็เขียนไว้แล้วว่าถ้าหากมีเช่นนั้นจริงเราสามารถที่จะ ไปอ้างอิงความยุติธรรมจากองค์การการค้าโลกได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ประเทศภาคี แต่ละฝ่าย จะต้องให้เอกสารฉบับเต็มของมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชที่ทําการแจ้งกับ ประเทศผู้ร้องภายใน ๑๕ วันทําการหลังจากที่ได้รับคําร้องขออย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าเราไม่สบายใจในเรื่องมาตรการของเขานี่แปลว่าเขาต้องส่งลายลักษณ์อักษรมาให้เรา ภายใน ๑๕ วันที่เราร้องขอ ซึ่งอันนี้ผมถือว่าเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ในการที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย แล้วก็ประเทศภาคีจะต้องอนุญาตให้ประเทศภาคีอื่น แสดงข้อคิดเห็นอย่างน้อย ๖๐ วัน ยกเว้นกรณีที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตหรือสุขภาพมนุษย์ สัตว์ หรือพืช อย่างสมมุติถ้าเราไม่พอใจเขาเขาต้องชี้แจงเราภายใน ๖๐ วัน เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นประโยชน์ แล้วประเทศภาคีแต่ละฝ่ายจะต้องแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเอสพีเอส (SPS) ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการค้าทวิภาคีระหว่างประเทศภาคีในเวลาที่เหมาะสม ดังนั้น โดยสรุปมีรายละเอียดเยอะแยะ ผมคงไม่เอารายละเอียดทุกประการมากราบเรียน ท่านประธาน แต่กราบเรียนท่านประธานในภาพรวมเลยว่าการลงนามในพิธีสารอย่างนี้ จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยและจะทําให้การค้าขายระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน เพิ่มทวีตัวสูงขึ้น และประเทศไทยจะได้ประโยชน์มากกว่าประเทศจีน ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรี เชิญครับ

นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตที่จะตอบข้อซักถาม ของท่านสมาชิกที่ได้มีข้อซักถามอยู่ในหลาย ๆ ประเด็น

ต่อข้อซักถามเรื่องของการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ท่านสมาชิกนั้น ได้สอบถามมา เนื่องจากปัญหาการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมานั้น จึงจําเป็นที่จะต้องมีพิธีสารฉบับนี้เพื่อที่จะได้สามารถที่จะหารือแล้วก็สามารถที่จะ แก้ไขปัญหาโดยที่ทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นจะต้องกําหนดหน่วยงานที่จะมาเป็นหน่วยงานที่สามารถที่จะ ติดต่อกันในการที่จะดําเนินการในการแก้ไขปัญหา และมีแนวทางในการดําเนินการ ของประเทศสมาชิกที่จะอยู่บนมาตรฐานเดียวกันให้มากยิ่งขึ้น แต่ในเรื่องของการทํา มาตรฐานเดียวกัน หรือว่ามาตรฐานกลางที่ท่านสมาชิกได้สอบถามมาในอีกประเด็นหนึ่งนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน อาจจะต้องทําทีละสินค้า ต้องใช้เวลา ซึ่งขณะนี้ ก็อยู่ในระหว่างการดําเนินการในการที่จะทําระหว่างอาเซียนด้วยกัน ซึ่งต่อไปก็จะขยาย สู่ประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ของอาเซียนด้วย

สําหรับข้อซักถามของท่านสมาชิกที่สอบถามในเรื่องของกระทรวงพาณิชย์นั้น ได้มีการดําเนินการในบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในวรรคสอง วรรคสาม ของมาตรา ๑๙๐ แล้วหรือไม่ ผมขอเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งว่ากระทรวงพาณิชย์นั้นได้มี การดําเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง และวรรคสาม โดยที่ได้มีการดําเนินการเพื่อการมีส่วนร่วม ได้จัดให้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ข้อมูลและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม และวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๕ อย่างที่เรียนไปแล้วในข้างต้น ซึ่งในที่ประชุมนั้นก็เห็นชอบกับพิธีสารดังกล่าวนี้

ในส่วนของคําถามที่ว่าประเทศไทยนั้นลงนามเป็นประเทศสุดท้ายหรือไม่ ผมขอเรียนอย่างนี้ว่าการลงนามนั้นอาเซียนและประเทศจีนจะลงนามในพิธีสารนี้พร้อมกัน ในการประชุมผู้นําอาเซียนจีนในกลางเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ นี้ที่ประเทศกัมพูชา

ผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่มีข้อสังเกตและข้อคิดเห็น ที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ผมนั้นก็ขอที่จะรับข้อสังเกตต่าง ๆ นั้นไว้ แล้วก็จะนําไปปรับปรุง ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติมากที่สุด ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอมติเลยนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่ขัดข้องผมขอมติเลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญสมาชิกข้างนอก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ เชิญครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ ถ้าพร้อมก็ใช้สิทธิแสดงตนได้เลย เชิญครับ ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยนะครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ไม่มี ส่งผลได้เลยนะครับ ผลการลงคะแนน มีสมาชิกในที่ประชุม ๓๓๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ

ผมขอมติเลยนะครับ มติเห็นด้วยกับพิธีสารดังกล่าวหรือไม่ ใช้สิทธิได้เลยนะครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลครับ มตินะครับ เห็นด้วย ๓๘๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะครับ

เรื่องด่วนที่ ๑๐ พิธีสารเกี่ยวกับความตกลงกรุงมาดริดเกี่ยวกับ การจดทะเบียนระหว่างประเทศของเครื่องหมาย (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เชิญรัฐมนตรีครับ

นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายภูมิ สาระผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในนาม ของคณะรัฐมนตรี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรี ขอขัดจังหวะนิดหนึ่งครับ อย่าเพิ่งไปไหนนะครับ เท่าที่ทราบ ไม่มีผู้ประสงค์จะอภิปราย ก็น่าจะได้ลงมติต่อ อย่าเพิ่งไปไหนนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีต่อเลยครับ

นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 🔗

ในนาม ของคณะรัฐมนตรี ขอเสนอเรื่องพิธีสารเกี่ยวกับความตกลงกรุงมาดริดเกี่ยวกับ การจดทะเบียนระหว่างประเทศของเครื่องหมาย ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ก่อนมอบให้ กระทรวงการต่างประเทศดําเนินการเพื่อเข้าเป็นภาคีต่อไป โดยมีสาระสําคัญ และประโยชน์ของการเข้าเป็นภาคีดังนี้ สาระสําคัญ คือ

ประการที่ ๑ พิธีสารมาดริดเป็นข้อตกลงภายใต้กรอบความร่วมมือ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ได้จัดทําขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๘ เพื่ออํานวยความสะดวกในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศของ ประเทศสมาชิก ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกทั้งหมด ๘๗ ประเทศ หรือคิดเป็นร้อยละ ๔๔.๘ ของจํานวนประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศคู่ค้าของประเทศไทย เช่น สหภาพยุโรป ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีน รวมทั้งประเทศสมาชิก อาเซียน ๓ ประเทศ คือ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์

ประการที่ ๒ การดําเนินการเข้าเป็นภาคีพิธีสารมาดริดถือเป็นการบรรลุ เป้าหมายที่กําหนดไว้ในแผนงานเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่ระบุให้สมาชิกอาเซียน ทุกประเทศเข้าเป็นภาคีพิธีสารมาดริดภายในปี ๒๕๕๘ เพื่อช่วยอํานวยความสะดวก ในการยื่นคําขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ประกอบการในต่างประเทศ ซึ่งจะรวมถึงในประเทศสมาชิกอาเซียนด้วย

ประการที่ ๓ คือเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติ หลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยแก้ไขเพิ่มเติม ในส่วนที่เกี่ยวกับการเข้าเป็นภาคีพิธีสารมาดริด และส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นบางส่วนของราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเพื่อนําเสนอ สภาผู้แทนราษฎรต่อไป และ

ประการที่ ๔ พิธีสารมาดริดเป็นเครื่องมือที่สําคัญทางการค้าที่จะช่วย อํานวยความสะดวกในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และการบริหารจัดการสิทธิ กล่าวคือ ผู้ขอจดทะเบียนสามารถยื่นคําขอเพียงฉบับเดียวก็จะมีผลเท่ากับยื่นคําขอ ในหลายประเทศพร้อมกัน โดยเจ้าของเครื่องหมายการค้าสามารถขอรับความคุ้มครอง ในประเทศอื่น ๆ ซึ่งเป็นสมาชิกพิธีสารได้ในภายหลัง เจ้าของเครื่องหมายการค้าสามารถ ต่ออายุเครื่องหมายการค้าพร้อมกันได้

ในส่วนของประโยชน์และความจําเป็นในการเข้าพิธีสารมาดริดมีดังนี้ครับ

ข้อที่ ๑ ประเทศไทยได้ให้ความสําคัญกับการส่งเสริมการสร้างสรรค์ นวัตกรรม โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๘๖ (๒) ที่บัญญัติให้รัฐ ต้องดําเนินการส่งเสริมการประดิษฐ์หรือการค้นคิดเพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ รักษาและพัฒนา ภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย รวมทั้งให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ ก็ให้ความสําคัญกับบทบาท ทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการยกระดับมาตรฐานของสินค้าและบริการ

ข้อที่ ๒ ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น โดยในปี ๒๕๕๔ มีผู้สนใจยื่นคําขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับกรมทรัพย์สิน ทางปัญญา ๓๘,๙๕๐ คําขอ เป็นคําขอของผู้ประกอบการไทยถึง ๒๓,๔๕๗ คําขอ คิดเป็นร้อยละ ๖๐ ขณะที่เป็นคําขอของผู้ประกอบการต่างชาติ จํานวน ๑๕,๔๙๓ คําขอ คิดเป็นร้อยละ ๔๐ ซึ่งผู้ประกอบการไทยส่วนหนึ่งเป็นผู้ส่งออกที่ต้องการขอรับการคุ้มครอง เครื่องหมายการค้าในต่างประเทศด้วย แต่ไม่มีโอกาสเนื่องจากการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในต่างประเทศแต่ละประเทศมีขั้นตอนและกระบวนการที่ยุ่งยากแตกต่างกันไป และค่าใช้จ่ายในการดําเนินการดังกล่าวมีอัตราสูง

ประโยชน์ข้อที่ ๓ ก็คือการเข้าเป็นภาคีพิธีสารเกี่ยวกับความตกลงกรุงมาดริด จะช่วยให้ผู้ประกอบการของไทยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศได้สะดวก ลดระยะเวลา ลดขั้นตอนความซับซ้อน ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในส่วนของ การดําเนินการยื่นคําขอเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ เช่นค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างทนาย เพื่อดําเนินการแทนในต่างประเทศ รวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีสามารถขยายธุรกิจ และสินค้าไทยไปยังต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น สามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดมากขึ้น ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้กับ ผู้ประกอบการไทยว่าสินค้าที่ส่งออกไปขายจะไม่ถูกละเมิดหรือถูกลอกเลียนแบบ ส่งผลให้เกิดความมั่นใจในการลงทุน

ประโยชน์ข้อที่ ๔ คือผู้ประกอบการไทยสามารถยื่นคําขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าเพียงคําขอเดียว ใช้ภาษาเดียว เพียงแห่งเดียวที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศไทย เพื่อขอรับความคุ้มครองในประเทศสมาชิกพิธีสารกรุงมาดริดได้ถึง ๘๗ ประเทศในคราวเดียวกัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่า การเข้าเป็นภาคีพิธีสารเกี่ยวกับความตกลงกรุงมาดริดจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบไทย และประชาชนไทยโดยส่วนรวม จึงขอให้รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบการเข้าเป็นภาคีพิธีสาร เกี่ยวกับความตกลงกรุงมาดริดเกี่ยวกับการจดทะเบียนระหว่างประเทศของเครื่องหมาย ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่มีผู้อภิปราย ผมขอมติ เลยนะครับ ท่านบุญยอดเชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ในเรื่อง ของพิธีสารเกี่ยวกับความตกลงกรุงมาดริดเกี่ยวกับการจดทะเบียนระหว่างประเทศ ของเครื่องหมาย ซึ่งคณะรัฐมนตรีเสนอเข้ามาสู่ที่ประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ ผมขอเรียนถาม ผ่านท่านประธานไปยังผู้ชี้แจงว่าตามวรรคสาม ก่อนจะดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญา กับนานาประเทศนั้น ท่านจะต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งการชี้แจงต่อรัฐสภาด้วย เรียนถามท่านว่าท่านได้ทําการให้ข้อมูลหรือว่าการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนเมื่อวันที่เท่าใด ทําที่ไหน มีผู้ร่วมในการเข้าฟังทั้งหมดกี่คน แล้วมีความเห็นออกมาอย่างไรครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านชรินทร์ หาญสืบสาย ครับ

นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา ตาก

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก ผมก็ขอร่วมแสดงความเห็นในการอภิปรายพิธีสารเกี่ยวกับความตกลงกรุงมาดริดเกี่ยวกับ การจดทะเบียนระหว่างประเทศของเครื่องหมาย ท่านรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าเรื่องนี้ ที่จริงแล้วพิธีสารได้มีข้อตกลงไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ แล้วก็มีสมาชิก ๘๗ ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยเองในที่ผ่านมานั้นก็มีหลายฝ่ายโดยเฉพาะเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าเป็น สมาชิกของพิธีสารนี้เพราะคิดว่าจะได้ประโยชน์ แต่ว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาก็รีรอ ตลอดมา เพราะไม่แน่ใจว่าเข้าไปแล้วจะได้มีผลดีมากกว่าผลเสียหรือไม่ ทั้งนี้ก็เพราะว่า หลักการสําคัญของพิธีสารข้อตกลงนี่ก็คือถ้าหากว่าเราเข้าเป็นสมาชิกแล้วเป็นภาคี ของพิธีสารนี้นะครับหรือความตกลงนี่ ประเทศอื่นก็สามารถที่จะมาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ที่ประเทศเขาแล้วก็คุ้มครองถึงประเทศเราได้ทันที แต่ว่าในแง่ดีนั้นถ้าหากว่าประเทศไทยเรา เข้าเป็นภาคี ผู้ประกอบการของเราต้องการที่จะได้รับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้า เพียงแต่มาจดทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาที่กรุงเทพฯ ก็จะมีผลให้มีผลใช้บังคับถึง ๘๗ ประเทศเลย เพราะฉะนั้นเรามานึกถึงว่าปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการของเรานี่มีแบรนด์เนม (Brandname) ของตัวเองอยู่มากมายมีหลายยี่ห้อ ขณะเดียวกันก็มีการละเมิดทรัพย์สิน ทางปัญญาของเราคือไปเลียนแบบเอาสินค้าของเราไปขายทั่วโลก ผู้ประกอบการของเรา ไม่สามารถที่จะไปคุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของเราได้ เพราะการที่จะเดินทาง เพราะตามกฎหมายเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญานั้น เขาถือว่าใครจดก่อนได้ก่อน สินค้านั้นถึงแม้ว่าเราจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เจ้าของเครื่องหมายสินค้า แต่ถ้าเราเพิกเฉยอย่างที่เราไม่ไปจดทะเบียนในประเทศคู่ค้าของเราไว้ผู้ผลิตในประเทศนั้น อาจจะจดทะเบียนการค้าได้โดยที่เมื่อเราส่งสินค้าไปขายเราก็จะถูกสกัดกั้นหรือถูกยึดสินค้า ที่จุดผ่านแดนหรือที่ศุลกากร เพราะถือว่าเราไปละเมิดสินค้าเครื่องหมายการค้าอย่างเดียวกัน ของประเทศนั้น ทั้ง ๆ ที่สินค้านั้นเป็นสินค้าของเราเองโดยแท้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะเข้า เป็นสมาชิกพิธีสารเกี่ยวกับความตกลงกรุงมาดริดเกี่ยวกับการจดทะเบียนระหว่างประเทศ ของเครื่องหมายนั้น ก็เราฟังท่านรัฐมนตรีแล้วก็เข้าใจนะครับว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทย จะต้องเข้าเป็นภาคีนะครับ ปัญหาอยู่นิดเดียวว่าก่อนที่จะเข้าเป็นภาคีนั้นเราได้มีการประชุม ปรึกษาหารือเพื่อฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เช่น ผู้ประกอบการ ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ แล้วก็ผู้ที่จะต้อง อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย เพราะว่าเราจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับภาคี ดังกล่าวนะครับ ถ้าหากว่าทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ดําเนินการฟังความคิดเห็นของ ประชาชนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้วได้มีการชั่งน้ําหนักเปรียบเทียบผลดีผลเสียแล้ว ผมก็คิดว่าความตกลงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีกรอบตกลง เพราะว่าเราไม่ต้องไปเจรจาอะไรอีก แล้วเราจะเป็นสมาชิกเขาหรือไม่เป็นเท่านั้น ขณะนี้ ประเทศคู่ค้าของเรา ๘๗ ประเทศ ได้เข้าเป็นสมาชิกภาคีเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น หรือสหภาพยุโรป รวมทั้งประเทศอาเซียนสําคัญคือ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ ก็ได้เป็นภาคีเรียบร้อยแล้ว ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศชั้นนําในอาเซียนถ้าเราไม่เข้าเป็นภาคีผมรู้สึกว่าเราจะเสียหน้า ค่อนข้างจะมาก เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลเลยที่จะไม่สนับสนุนพิธีสารฉบับนี้ ผมขอสนับสนุนครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมขอตอบคําถาม ของท่านสมาชิกที่ถามเกี่ยวกับเรื่องการรับฟังความคิดเห็นหรือการเตรียมการรองรับ การเข้าเป็นภาคีพิธีสารเกี่ยวกับความตกลงกรุงมาดริดเกี่ยวกับการจดทะเบียนระหว่าง ประเทศของเครื่องหมาย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมการในการเข้าเป็นพิธีสารมาดริด เกี่ยวกับการจดทะเบียนระหว่างประเทศของเครื่องหมายการค้า โดยได้จัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไป ด้วยการจัดประชุมสัมมนาอย่างเช่นเมื่อวันที่ ๑๔-๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔ ก็ได้จัดที่ โรงแรมริชมอนด์มีผู้เข้าร่วมจํานวน ๒๐๐ คน ในปี ๒๕๕๓ ก็ได้จัดที่โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ ก็มีผู้เข้าร่วมประมาณ ๒๐๐ คน และมีการทําสํารวจความเห็นในปี ๒๕๕๓ ซึ่งก็ใช้ วิธีการสํารวจผ่านผู้รับการสํารวจประมาณ ๑,๕๐๐ คน นอกจากนี้ก็ยังมีการรับฟังความคิดเห็นบนเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจน มีการให้ข้อมูลและเผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เช่นวารสารและหนังสือพิมพ์ เป็นต้น นอกจากนี้ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการพัฒนากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น ผู้แทนสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา สํานักงานอัยการสูงสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า แห่งประเทศไทย สภาทนายความ สมาคมทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับภาคีพิธีสารเกี่ยวกับความตกลงกรุงมาดริดเกี่ยวกับ การจดทะเบียนระหว่างประเทศของเครื่องหมาย โดยได้มีการจัดประชุมรายละเอียดที่ได้ รวบรวมไว้ก็คือประชุมคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ๒ ครั้ง ประชุมคณะอนุกรรมการ พัฒนากฎหมายว่าด้วยเรื่องเครื่องหมายการค้านี้ จํานวน ๑๐ ครั้ง แล้วก็ประชุม รับฟังความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสีย และผู้อยู่ใต้บังคับของกฎหมาย อีก ๑ ครั้ง จึงเรียนท่านเพื่อทราบครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนฤมลเชิญครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันก็คิดว่าจะมีคําถามเดียวเท่านั้นเองค่ะ นฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ คืออ่านข้อบันทึกหรือรายละเอียดของเอกสารที่ประกอบแล้ว มีความสงสัยนิดเดียว เพื่อทําความเข้าใจนะคะก็คือว่าการตรวจค้นเครื่องหมายการค้าหรือ บริการก่อนที่จะทําการจดทะเบียน มันมีระบบการทําที่ยากง่ายอย่างไรสําหรับผู้ประกอบการคะ เพราะว่าถ้าไปทําเครื่องหมายหรือจดทะเบียนที่มันคล้ายกันกับของคนอื่นมันก็จะทําให้เราไป ละเมิดสิทธิของคนอื่นนะคะ ในบ้านเราหรือว่าในระบบของเรามีการดําเนินการตรวจค้น อย่างไร ขออนุญาตถาม ๑ คําถามเท่านั้นเองค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ส.ว. กีระณาครับ

นางกีระณา สุมาวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉัน กีระณา สุมาวงศ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันอยากจะเรียนถามท่านประธานรัฐสภา ไปยังท่านรัฐมนตรีนะคะว่าในการที่เราจะทําเรื่องการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา เครื่องหมายการค้าอะไรต่าง ๆ นี่เราใช้เวลามากมายไหม เพราะดิฉันทราบมาว่าในการ จดทะเบียนที่ดิฉันได้เคยทํามานี้ใช้เวลานานมาก เนื่องมาจากว่าเราขาดแคลนบุคลากร ผู้มีความรู้ทางภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นถ้าเราทําตรงนี้ดิฉันสนับสนุน แต่ดิฉันยังเกรงอยู่ว่า การจะขอจดทะเบียนหรือการขออะไรก็ตามนี้มันต้องทําเป็นภาษาอังกฤษ เรามีผู้ชํานาญการ หรืออะไรที่จะมาดูแลตรงนี้บ้างไหมคะ ก็อยากจะฝากข้อสังเกตอันนี้ไว้ให้ท่านด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดเชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ก็ขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีที่กรุณาให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการจัดสัมมนาการรับฟังความคิดเห็น การสํารวจความคิดเห็นนะครับ แต่ว่าท่านยังไม่ได้ตอบผมว่าแล้วสุดท้ายออกมา ผลการสํารวจหรือการสัมมนาผลออกมาเป็นอย่างไรครับ คนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มากเท่าไรนะครับ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่าผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะถือว่า เป็นแบบมาตรฐานกันดีไหมว่าถ้ามีเรื่องหนังสือสัญญาเข้ามาตามมาตรา ๑๙๐ ก็ขอให้ส่ง รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญในวรรคสาม ก็คือว่าการที่จะต้อง ให้ข้อมูลการจัดรับฟังความคิดเห็นนั้นมีอยู่ที่ไหน อย่างไรบ้างนะครับ แล้วผลเป็นอย่างไร น่าจะเป็นการแนบเข้ามากับบรรดาการขอหนังสือสัญญานี้เข้ามาตามมาตรา ๑๙๐ ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ขอตอบ ท่านบุญยอดก่อนเลยนะครับว่าเรื่องการประชุมระดมความคิดเห็นนี่ความจริงได้จัดทํามา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ตั้งแต่รัฐบาลที่ผ่านมาหลายรัฐบาลแล้วนะครับ ได้ชี้แจงให้ผู้ประกอบการ ต่าง ๆ และสมาชิกสภาหอการค้าไทยได้รับทราบ ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก็ได้มีหนังสือลงวันที่ ๒ สิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ยืนยันสนับสนุนการเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก ของพิธีสาร

ในส่วนของที่ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามครับ ท่านสอบถามในเรื่องผู้ประกอบการที่จะต้องการตรวจค้น โดยปกติจะมีการให้บริการ ทางอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วก็บริการที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาอยู่แล้วนะครับ ก็สามารถเข้าและดําเนินการตรงในส่วนนั้นได้ทันที ซึ่งการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยปกติใช้เวลาประมาณ ๑๒ เดือนหรือ ๑ ปีซึ่งเป็นภาคีมาดริดในปี ๒๕๕๘ ถ้าเป็นไปได้ เราจะรีบเร่งเพื่อจะให้การจดทะเบียนเสร็จสิ้นได้ภายใน ๖ เดือนอย่างที่ได้กราบเรียน

ส่วนที่ท่านกีระณา สุมาวงศ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านได้ให้ข้อคิดเห็น เรื่องการใช้ภาษา เรื่องนี้ก็มีหน่วยงานที่ช่วยดําเนินการถ้าไปประสานในส่วนที่เป็นของกรม แต่ถ้าท่านใช้ระบบอินเทอร์เน็ตก็ต้องใช้ความรู้ทางภาษาในส่วนนั้นไปก่อน ก็จะรับข้อคิดเห็นนี้ไว้ เพื่อนําไปปรับปรุงเพื่อให้คนไทยได้ประโยชน์มากที่สุดในการที่เข้าสู่การจดทะเบียน เครื่องหมายการค้า ก็ขอขอบพระคุณอีกครั้งครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออนุญาตขอมติเลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญสมาชิกข้างนอกนะครับ เชิญครับ เชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติ เชิญครับ ก่อนลงมติขออนุญาตตรวจสอบ องค์ประชุมนะครับ ถ้าพร้อมใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ท่านใดยังไม่ใช้สิทธิมีไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ส่งผลได้เลยครับ ผู้มาประชุม ๓๓๑ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ

ขอมติเลยนะครับ มติครับ เห็นด้วยกับพิธีสารดังกล่าวหรือไม่ครับ เห็นด้วย หรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ไม่มี ปิดการลงคะแนน ส่งผลได้เลยครับ มติ เห็นด้วย ๓๗๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบ

ปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๘.๕๗ นาฬิกา