รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๕

คํานูณ สิทธิสมาน พูดเรื่องการวินิจฉัยของประธานรัฐสภาในขณะนั้น และขอให้ประธานทบทวนและหาทางออกที่ดีในการดำเนินการ

นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเคารพท่านประธานอย่างไรท่านประธานก็ทราบดี แล้วก็มีความรู้สึก ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เรามีประธานวุฒิสภาที่มาทําหน้าที่รองประธานรัฐสภาที่มีประสบการณ์ ในการควบคุมในการประชุมมา ๔ ปี แต่กระผมขออนุญาตเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย ที่จะขอเตือนสติท่านประธานในขณะนี้สักนิดหนึ่งว่าการวินิจฉัยครั้งนี้จะเป็นครั้งสําคัญ ในชีวิตของท่านประธาน เพราะว่ากระผมเป็นคนที่นั่งอยู่ตลอดการประชุมในวันนั้นครับ และกระผมก็เป็นคนที่มีส่วนที่มองเห็นว่าโดยภาพรวมกระผมเห็นว่าถ้าเผื่อทางคณะรัฐมนตรี นําเสนอเอกสารมาสักตั้งหนึ่ง จะ ๓ นิ้ว จะคืบหนึ่งอะไรอย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง แสดงเหตุผลมาในที่ประชุมนี่นะครับ สมาชิกจะมีความเห็นกันไปอย่างไร เป็นใน ๒ ทาง ๓ ทางอย่างไร ในวันนั้นก็ไม่มีการลงมติอยู่แล้ว และถ้าอภิปรายกันตามสัดส่วนนั้น สมาชิกรัฐสภาในส่วนที่สังกัดพรรคร่วมรัฐบาลก็จะเห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่มีผลเสีย อะไรเลยกับรัฐบาล ตรงกันข้ามครับ กลับจะทําให้การเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมตินั้น เป็นไปโดยความสง่างามและปราศจากข้อกังขาทั้งมวล ท่านประธานที่เคารพครับ ณ วินาทีนั้นกระผมยืนยันว่าท่านประธานมิได้ใช้อํานาจตามมาตรา ๔๘ อย่างครบถ้วน จริงอยู่ครับ ท่านประธานอาจจะพิจารณาเห็นว่าได้อภิปรายกันพอสมควรแล้ว แต่ท่านประธานไม่มีอํานาจที่จะตัดสินให้ปิดอภิปรายครับ เพราะว่าประโยคต่อไปเขียนว่า จะขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยว่าจะปิดอภิปรายหรือไม่ก็ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ สถานการณ์ในวันนั้นท่านประธานก็ทราบดีพอ ๆ กับผม ว่าเกิดจากที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งท่านบอกว่าถ้าเผื่อไม่พักการประชุม ท่านจะขอใช้สิทธิ นับองค์ประชุม โดยประเพณีโดยมารยาทในที่ประชุมรัฐสภา หรือที่ประชุมวุฒิสภา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็แล้วแต่ หากมีการนับองค์ประชุมเกิดขึ้นทุกคนก็จะมีความรู้สึก ว่าจะเป็นผลเสียต่อภาพรวม คือสื่อก็จะไปลงว่าประชุมล่ม สมาชิกสันหลังยาว เพราะว่า ในขณะนั้นเนื่องจากเป็นการอภิปรายที่ไม่มีการลงมติ สมาชิกในห้องจึงค่อนข้างจะบางตา ทีนี้เมื่อท่านประธานสั่งปิดประชุม กระผมในตอนนั้นก็เกิดคําถามอยู่สองจิตสองใจว่า ตกลงเป็นการปิดประชุมแล้วอภิปรายต่อในการประชุมนัดหน้า หรือตกลงว่าญัตตินี้ถือว่าจบสิ้น ถ้าท่านประธานจะจําได้ กระผมก็ยังเคยถามท่านประธานเป็นการส่วนตัวว่าท่านประธานครับ ตกลงจบแล้วหรือยังไม่จบ ท่านประธานครับ ก่อนหน้านั้นกระผมเองก็ไม่ได้อ่านข้อบังคับ ข้อ ๔๗ และข้อ ๔๘ อย่างครบถ้วน แต่เมื่อมาอ่านอย่างครบถ้วนแล้วและมีรายงาน การประชุมระบุไว้อย่างชัดเจนดังที่เพื่อนสมาชิกได้คัดรายงานชวเลขมา ในวันนั้น ท่านประธานไม่ได้ขอหารือในที่ประชุมจะขอปิดอภิปรายเลยครับ ท่านประธานสั่งว่า ปิดการประชุมเลย เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานจะวินิจฉัยอย่างไรก็ตามแต่ กระผมเคารพ ท่านประธานและยินดีปฏิบัติตาม แต่หว่านพืชสิ่งใดก็ได้ผลสิ่งนั้นครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานวินิจฉัยไปอย่างใดอย่างหนึ่งมันก็จะมีผลตามมา เพราะฉะนั้นกระผม ขออนุญาตให้ท่านประธานที่เคารพของกระผมได้กรุณาทบทวน แล้วเรายังมีทางออก ที่จะดําเนินการต่อไปได้ แล้วการอภิปรายในครั้งนี้ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ฝ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น กระผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาส่วนพรรคฝ่ายค้านเขาก็เห็นด้วยในบางส่วน แต่อาจจะ มีข้อติติงว่าสมควรที่จะต้องเข้าตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ซึ่งก็เป็นไปตามรายละเอียด ซึ่งจะต้องได้รับมา เพราะว่าในวันนั้นทางคณะรัฐมนตรีในการชี้แจงก็ขาดความชัดเจนอยู่ บางประการ เป็นต้นว่าเป็นเรื่องเก่าเท่านั้นหรือไม่ ๒. ถ้าเป็นเรื่องใหม่ในอนาคตจะเริ่มต้น ดําเนินการในฤดูมรสุมปีถัดไปหรือว่าจะเริ่มดําเนินการในปลายฤดูมรสุมปีนี้แล้วต่อไปยัง ฤดูมรสุมปีหน้า มีประเด็นคําถามที่เกิดขึ้นอีกมาก แล้วก็ยังมีสมาชิกทั้งในส่วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้เข้าชื่อกันไว้ กระผมเป็น ๑ ในจํานวนนั้น ท่านประธานคงจะจําได้ว่าวันนั้นกระผมขออนุญาตใช้สิทธิที่จะหารือท่านประธาน ยาวสักนิดหนึ่ง แล้วก็ขอสละสิทธิในการอภิปราย เพราะต้องการด้วยความปรารถนาดีจริง ๆ ว่าอยากให้มีเอกสารครบถ้วน แล้วอยากให้การเปิดอภิปรายทั่วไปนั้นเป็นไปและจบลง ด้วยความสง่างาม เพราะฉะนั้นการวินิจฉัยในวันนี้ของท่านประธานเป็นจุดสําคัญในชีวิต ของผู้ทําหน้าที่ประธานครับ ขอท่านได้โปรดกรุณาวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง แล้วถ้าท่านตัดสินใจ อย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น กราบขอบพระคุณครับ