เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการแก้ไขข้อบทอุปสรรคทางเทคนิค ต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง การค้าสินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายที่จะช่วยให้รัฐสภาง่ายขึ้น และให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญ และถามว่าประเทศไทยเป็นประเทศสุดท้ายที่ยังไม่ลงนามในพิธีสาร หรือมีประเทศอื่นในอาเซียนที่ยังไม่ลงนามด้วย
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ทางรัฐสภาก็มีการพิจารณากรอบการเจรจาการค้าต่าง ๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ ๓ เรากําลังพูดถึงเรื่องพิธีสารเพื่อผนวกข้อบทอุปสรรคทางเทคนิค ต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง การค้าสินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน ชื่อมันก็ยาวมากแล้วครับท่านประธาน แต่ประเด็นก็คือว่าเรากําลังพิจารณาในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ในมาตรา ๑๙๐ มีการแก้ไขในปี ๒๕๕๔ แล้วก็มีวรรคห้า เขียนว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภท ขออภัยที่ต้องอ่านนะครับท่านประธาน กําหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพัน ด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว โดยคํานึงถึงความเป็นธรรม ระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้น และประชาชนทั่วไป
ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภท กรอบการเจรจา ท่านประธานครับ อันนี้คือมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ไปที่มาตรา ๓๐๓ (๓) กฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า หมายถึงว่าในวาระเริ่มแรกให้คณะรัฐมนตรีที่เข้าบริหารราชการแผ่นดินภายหลังจาก การเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ดําเนินการจัดทําหรือปรับปรุงกฎหมาย ในเรื่องดังต่อไปนี้ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กําหนด อันนี้ (๓) กฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการดําเนินการจัดทําหนังสือสัญญา ที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษาวิจัย ที่มีความเป็นอิสระ ซึ่งดําเนินการก่อนการเจรจาทําหนังสือสัญญา โดยไม่มีการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ของรัฐกับผลประโยชน์ของผู้ศึกษาวิจัย ไม่ว่าในช่วงเวลาใดของการบังคับใช้ หนังสือสัญญาภายในหนึ่งปี ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗๖ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ณ วันนี้มันก็ผ่านมาครบ ๑ ปีเรียบร้อยแล้ว คําถามก็คือกฎหมายว่าด้วย การกําหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา มันยังไม่มี ประเด็นก็คือว่าเรากําลังพิจารณากรอบการเจรจาที่มันจะต้องมีกฎหมายมารองรับภายใต้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมไม่อยากพูดว่ารัฐบาลทําผิดรัฐธรรมนูญ ผมเห็นว่ารัฐบาลควรจะถึงเวลาที่ออกกฎหมาย ให้เสร็จสิ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ว่ารัฐบาลเพิกเฉยไม่ได้ทํา ท่านประธานครับ กฎหมาย ว่าด้วยการกําหนดประเภทมันเป็นหัวใจของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๔ เราถกเถียงกัน ในสภาแห่งนี้มากมายว่าเนื่องจากมันไม่มีการกําหนดประเภทของหนังสือสัญญา ก็เลยทําให้ เรื่องต่าง ๆ จากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่จะส่งเข้าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีการส่งเรื่อง เข้ามามากจนเกินไป คือมีเรื่องอะไรก็ส่งเข้ามาหมดด้วยความกลัวของหัวหน้าหน่วยงานนั้นว่า จะเป็นการทําผิดรัฐธรรมนูญ เมื่อส่งเข้ามามากมายเราก็มีการพูดคุยกันว่าก็จะต้อง มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ง่ายขึ้น เพื่อจะได้ส่งเรื่องเข้าสภาแห่งนี้น้อยลง แต่ปรากฏว่า เมื่อเราแก้รัฐธรรมนูญไปแล้วก็ยังไม่มีกฎหมายที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญาเข้ามาอีก คือถ้าหากว่ามีกฎหมายที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญาเข้ามาก็จะทําให้การทํางานของ พวกเราง่ายขึ้น ผมถึงฝากทางท่านผู้ชี้แจงผ่านทางท่านประธานไป รวมถึงท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยว่าในกรณีนี้ท่านควรจะถึงเวลาที่จะออกกฎหมายเพื่อเราจะได้สะดวกในการทํางาน แล้วการทํางานจะได้มีการทํางานที่ลดน้อยลงแล้วก็จะได้พิจารณาในรายละเอียดมากขึ้น ก็เป็นประโยชน์ต่อทั้งรัฐบาลเอง แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชนด้วย เพราะว่าเราจะได้ โฟกัส (Focus) ไปที่งานที่มันละเอียดได้มากขึ้น แล้วก็ศึกษา มีเวลาที่จะศึกษางานได้มากขึ้น เช่นเดียวกัน ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่ารัฐบาลน่าจะต้องทําเพราะว่าในรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ว่า ให้มีเวลาทําเพียงใน ๑ ปีเท่านั้น แล้วจริง ๆ ก็จะต้องทําให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น คําถาม ก็คือว่า ณ วันนี้ที่ท่านทําเรื่องนี้เข้ามา ท่านได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามวรรคสามของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แล้วหรือยัง ท่านรัฐมนตรีท่านช่วยตอบนะครับ ว่าวรรคสามของรัฐธรรมนูญท่านได้ทําแล้วหรือยัง จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน แต่ว่าอันนั้นก็คือเป็นเรื่องที่ผมท้วงติงผ่านทางท่านประธานถึงรัฐบาล แต่ว่าในประเด็นของพิธีสารฉบับนี้มันไม่ใช่เป็นปัญหา ผมยอมรับในพิธีสารฉบับนี้ก็เนื่องจาก พิธีสารฉบับนี้เป็นเรื่องระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมันเป็นเรื่องใหญ่ อาเซียนทํากับประเทศจีนในเรื่องของ อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าและมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช
ฝากคําถามข้อสุดท้ายครับท่านประธาน ถึงท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เราเป็น ประเทศสุดท้ายที่ทําเรื่องนี้หรือไม่ ถ้าเราเป็นประเทศสุดท้ายก็ด้วยความจํากัด ของรัฐธรรมนูญซึ่งเราแก้ไขแล้ว แต่ท่านยังไม่ได้ออกกฎหมายลูก ตรงนี้คือปัญหา แล้วก็คําถามว่ามีประเทศอื่นใดหรือไม่ในอาเซียน ๑๐ ประเทศ ที่ยังไม่ได้ลงนามในพิธีสาร ฉบับนี้หรือไม่ ผมฝากไว้แค่นั้นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน