รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๕

วิรัตน์ กัลยาศิริ หารือเรื่องร่างความตกลงระหว่างไทยกับสํานักเลขาธิการ CITES และเรียกร้องการแก้ไขข้อที่น่ากังวล เช่น เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน รวมถึงเฟลกทีของอียู เพื่อแก้ไขปัญหานำไม้หัวไร่ปลายนาที่ยังไม่ได้เอกสาร และหลีกเลี่ยงการถูกบังคับไม่ให้ซื้อไม้จากไทยภายในวันที่ 6 มีนาคมปีหน้า ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสงขลา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมขอสนับสนุน การที่รัฐบาลยื่นเรื่องร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วย การค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) นะครับ แต่ว่าเพื่อประหยัดเวลาของท่านประธาน ก็อยากจะเรียนว่ามีหลายข้อที่อ่านแล้วน่ากังวล ข้อ ๒ เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ในข้อ ๒.๒ และข้อ ๒.๓

ข้อ ๒.๒ เขียนง่าย ๆ ท่านประธาน เขียนว่ารัฐบาลไทยจะต้องดําเนินการ เพื่อกําหนดให้สถานที่และอาณาบริเวณสําหรับการจัดประชุมในระหว่างการประชุม จะต้อง ละเมิดมิได้ ผมนึกถึงอะไรทราบไหมครับ นึกถึงสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เพราะฉะนั้น รัฐบาลผู้ที่มีหน้าที่เจรจาจะต้องให้ชัดเจนว่าแค่ไหน เพียงใดที่ละเมิดมิได้ ไม่ใช้กฎหมายไทย หรือว่าห้ามเจ้าหน้าที่ของไทยหรืออะไรเข้าไปเกี่ยวข้อง อันนี้คือข้อสําคัญ ที่ผมอยากจะย้ําให้ชัดเจนว่าถ้าถึงขนาดเป็นสิทธิสภาพนอกอาณาเขตแบบรัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ มันเป็นการทําลาย เป็นการดูถูกประเทศไทย นี่คือข้อที่ ๑ ที่อยากจะกราบเรียน

ข้อ ๒.๓ รัฐบาลไทยจะให้เอกสิทธิ์บางประการแก่ผู้เข้าร่วมประชุม เช่น ว่าไป สิ่งที่ผมกังวลที่สุดก็คือว่าถ้าเกิดผู้เข้าร่วมประชุมบอกว่าข้อความที่มีการประชุมกัน จะไม่เป็นการหมิ่นประมาท ห้ามฟ้องหมิ่นประมาท ห้ามฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในทางใด ๆ ถ้าถึงขณะนี้เอกสิทธิ์ที่ว่านี้ถ้าเกิดรัฐบาลไปยอม ผู้เจรจาไปยอม มันต้องแก้กฎหมายครับ ท่านรัฐมนตรี แก้กฎหมายแพ่ง แก้กฎหมายอาญา เพราะฉะนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนว่าจะต้องดูให้ชัดเจนว่าแค่ไหน เพียงใด สั้น ๆ ครับ ง่าย ๆ ของผม

สําคัญต่อไปข้อ ๓ ความรับผิดชอบต่อความเสียหาย ท่านประธานครับ เห็นชัดเจนว่าข้อ ๓.๑ ๓.๒ ๓.๓ ๓.๔ ทั้ง ๓.๑ ๓.๒ ๓.๓ ๓.๔ เหมือนกับไปหยิบยก เอากรณีการทําลายการประชุมสุดยอดผู้นําที่พัทยามาเขียน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแปลว่า เขากําลังดูถูกประเทศไทย ถ้าประเทศอื่นไม่ทําอย่างนี้แล้วประเทศไทยเขาเขียนข้อ ๓ ไว้อย่างชัดเจนใน ๓.๑ ๓.๒ อย่างเช่นรัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติการเรียกร้อง หรือความต้องการอื่น ๆ การเรียกร้องเรื่องไซเตสไม่ใช่ประเทศไทยครับ มากันทั้งโลก เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีต้องดูดี ๆ ว่าเราขีดกรอบไว้แค่ไหน กรณีค่าชดเชย กรณี เหตุสุดวิสัยอะไรทั้งหลายที่ว่านี้ก็เช่นเดียวกันว่าจะต้องขีดกรอบให้ชัด เพราะว่าลักษณะนี้ ถ้าผมอยากจะใช้คําพูดว่าเหมือนหมาป่ากับลูกแกะมันก็ไม่น่าจะผิดเพี้ยน สิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปรัฐมนตรีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้เข้ามาประเทศไทย ๓ ปีกว่า แล้วกรมป่าไม้เอามาดองไว้เฉย ๆ กรมป่าไม้เอามาดองไว้เฉย ๆ ท่านรัฐมนตรีทราบไหมว่า เรื่องอะไร เรื่องเฟลกที (FLEGT) อียู (EU) ๒๗ ประเทศออกข้อกําหนดเมื่อ ๔ ปีที่แล้วว่า ภายในวันที่ ๖ มีนาคมปีหน้า ถ้าประเทศไทยไม่สามารถดําเนินการให้เป็นไปตามกฎว่าด้วย การทําไม้ของประเทศในอียูแล้ว ประเทศในอียูเขาจะบังคับคนของประเทศเขาไม่ให้ ซื้อไม้จากประเทศไทย หนักหนาตรงไหนครับท่านประธาน ผมมียางพาราอยู่ ๕๕ ไร่ ที่ตําบลบางเหรียง อําเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา บอกตอนนี้ขายตอนนี้ได้ทันที ไร่ละ ๒๒๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าวันที่ ๖ มีนาคมปีหน้า ถ้าเราไม่จัดการให้เรียบร้อย ราคา ๒๒๐,๐๐๐ บาทต่อไร่อาจจะดิ่งลง สิ่งที่เกิดขึ้นปัญหาผมกราบเรียนท่านประธาน ไปที่รัฐมนตรีว่ากรมป่าไม้เอาเรื่องนี้มาดองไว้ ๓ ปี เผอิญว่ามีผู้ที่เดือดร้อนมาร้องกับ ท่าน พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ระบุชื่อท่านได้ แล้วมีการตั้งคณะทํางานขึ้นมาศึกษา เรื่องนี้ภายใน ๓ เดือน ท่านประธานครับ มาวันนี้คืบหน้าไปพอสมควร แต่ว่ามีการแย่งงาน กันระหว่างกรมป่าไม้กับสภาผู้แทนราษฎร ผมไม่รู้ว่าพวกผมสภาผู้แทนราษฎรจะไปแย่งงาน กรมป่าไม้ได้อย่างไร เรื่องนี้เข้าใจว่ามีการเสนอกรอบไปแล้ว แล้วก็ให้กรมป่าไม้ เป็นผู้ดําเนินการเจรจา กรมเดียวท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ความจริงแล้ว เรื่องนี้นิดเดียวครับ กรมป่าไม้ดูแลไม้ในป่า แต่ไม้ ๙๕ เปอร์เซ็นต์เป็นไม้ยางพารา ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ดูแล และสําคัญมีไม้หัวไร่ปลายนา ภาคเหนือ พี่น้องภาคอีสาน พี่น้องจังหวัดเลยของท่านรัฐมนตรี พี่น้องจังหวัดขอนแก่นอีกมากมาย ของท่านประธานสภา ไม้หัวไร่ปลายนา ผมเชิญกรมป่าไม้มาถามว่าไม้หัวไร่ปลายนานี้ ว่าอย่างไร กรมป่าไม้บอกว่าเมื่อไม้หัวไร่ปลายนาไม่มีเอกสารก็ถือว่าที่ดินไม่ชอบไม้ก็ไม่ชอบ ผมก็บอกว่าถ้าคุณตีความอย่างนี้เจ๊งเลยประเทศไทย สุดท้ายผมเชิญอธิบดีกรมที่ดินมาถามว่า ที่ดินหัวไร่ปลายนาที่ยังออกเอกสารให้ไม่ได้นอกเขตป่า นอกเขตอุทยาน นอกเขตห้ามล่า ทั้งหลายนี่ เขาบอกว่าอธิบดีกรมที่ดินบอกว่าต้องใช้เวลาประมาณ ๓๐ ปี ปีละ ๑๕๐,๐๐๐ ราย จึงจะออกเอกสารให้ครบ ผมถามต่อไปว่าเมื่อชาวบ้านพร้อมแต่กรมที่ดินออกเอกสาร ไม่พร้อมนี่ความผิดของกรมที่ดินหรือความผิดของราษฎร เอาความผิดกรมจบ แปลว่าที่ดิน เหล่านี้ชอบหรือไม่ชอบ ชอบ ผมยกคณะไปประชุมที่จังหวัดขอนแก่นบ้านของท่านประธาน ขอโทษ ที่ประชุมก็ยอมรับว่าเมื่อที่ดินถูกต้อง ไม้ถูกต้อง ผมกําลังกราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่า ถ้ามอบให้กรมป่าไม้กรมเดียวดูแลเรื่องเฟลกทีนี่นะครับ ประเทศไทยจะเสียหายเยอะ ผมนําเสนอท่านประธานไปยังรัฐมนตรีคิดไว้ล่วงหน้าได้เลยครับ เพราะวันที่ ๖ มีนาคมปีหน้า มันจะถึงแล้วยังไม่ถึงไหนเลย และเรื่องนี้กระทบต่อเศรษฐกิจไทย ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เอาน่าหยวนหน่อย ๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เพราะอะไร เรานําเข้าไม้จากประเทศรอบ ๆ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เราส่งออกไม้ไปยังประเทศทั่วโลกอีก ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ผมเชื่อว่ากระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสําคัญแปลว่าอะไร แปลว่าจะต้องนําเข้าสู่สภาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้กราบเรียน ท่านประธานไปที่รัฐมนตรีด้วยว่าต้องรีบ เพราะวันที่ ๖ มีนาคมปีหน้าจะถึงแล้ว แล้วฝาก ท่านด้วยว่าเนื่องจาก ๙๕ เปอร์เซ็นต์เป็นไม้ปลูกคือไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัสบ้านของท่านประธาน ผมอยากให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเล็ก ๆ อาจจะมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน อธิบดีกรมป่าไม้เป็นรอง อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมการปกครอง มาช่วยกัน ขับเคลื่อนเพื่อให้ไม้ที่จะส่งไปทวีปยุโรป ๒๗ ประเทศ จะได้เป็นไม้ที่ถูกต้องแล้วประเทศไทย จะได้ไม่ตกขบวน เพราะว่าถ้าตกขบวนแล้ว ๓ ปีที่กรมป่าไม้ทําเขาคงไม่รายงานท่านรัฐมนตรีครับ เอาไปดองไว้อย่างไรไม่ทราบ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมฝากประเด็นท่านประธานก็คือข้อ ๒ บางข้อและข้อ ๓ แล้วก็ฝากประเด็นไปที่รัฐมนตรีก็คือเฟลกทีของอียู ถ้าไม่ขยับเขยื้อน ไม่รีบนําเข้ามาสภาจะเกิดความเสียหายกับประเทศไทย ขอบคุณครับ