สุธรรม พันธุศักดิ์ หารือเรื่องการท่องเที่ยวอาเซียน โดยมีความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมของประเทศไทยในการท่องเที่ยวและความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพในด้านการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความเสื่อมโทรม ผม และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และเรียกร้องให้รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของแหล่งน้ำและโครงสร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่ท่องเที่ยว
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขออภิปรายในเรื่องข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพ การท่องเที่ยวอาเซียนนะครับ ซึ่งกระผมเองก็อยู่ในวงการท่องเที่ยวมานานพอสมควร ก็อยากจะมีความเห็นซึ่งฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผ่านท่านประธานสภา กระผมคิดว่าเรื่องนี้ในขั้นแรกก็คงจะต้องยอมรับว่าเรามีความจําเป็น ที่จะต้องยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติผู้ประกอบอาชีพทางด้านการท่องเที่ยว หรือภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า มิวชวล เรค็อกนิชัน แอเรนจ์เมนท์ ออน ทัวริซึม โปรเฟสชันนอล (Mutual Recognition Arrangement on Tourism Professional) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จะต้อง ให้ผู้ประกอบวิชาชีพในอาเซียนประเทศหนึ่งที่สามารถจดทะเบียนประกอบวิชาชีพ ในประเทศอาเซียนอื่น ๆ ได้ อย่างไรก็ตามกระผมเองได้ศึกษาว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่เราจะต้องทําหลักสูตรก็มีทั้งหมด ๓๒ ตําแหน่งงาน ก็ได้ดูตําแหน่งงานในเรื่องของตั้งแต่ แผนกต้อนรับ แผนกแม่บ้าน แผนกประกอบอาหาร แผนกอาหารและเครื่องดื่ม และสําหรับ ในสาขาการเดินทางก็มีแผนกธุรกิจนําเที่ยว แผนกบริหารธุรกิจนําเที่ยว ก็อยากจะเรียน ท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าในการจัดทํานั้นก็เปรียบเสมือนว่าในตําแหน่งงานต่าง ๆ เท่าที่ดูมันก็เป็นตําแหน่งงานเหมือนกับการจัดทําจ็อบ ดิสคริพชัน (Job description) หรืองานพรรณนานะครับ แต่สําหรับหลักสูตรเองก็ต้องไปจัดทําร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ข้อสังเกต ของกระผมว่าเราจะเสียเปรียบในเรื่องของประเทศที่เป็นสมาชิกในอาเซียนด้วยกัน จะสังเกตว่า แผนกต้อนรับนั้นเราเริ่มตั้งแต่ผู้จัดการต้อนรับ เราไม่มีผู้จัดการทั่วไปเลย ก็แสดงถึงว่า ความสามารถในเรื่องของการบริหารการท่องเที่ยวของประเทศไทยนี่ยังต่ํากว่าประเทศอื่น ๆ ซึ่งประเทศอื่นผมเข้าใจว่าเขาคงจะมีเริ่มตั้งแต่ผู้จัดการทั่วไปก็คือเจนเนอรัล เมเนเจอร์ (General Manager) แต่สําหรับของเราเริ่มจากแผนกต้อนรับก็มีผู้จัดการต้อนรับเลยและ ผู้ควบคุมดูแล ๙ ฝ่ายต้อนรับ ประการต่อมาผมก็คิดว่าประเทศไทยในเรื่องศักยภาพ ของการท่องเที่ยวเราได้เปรียบมาก เราได้ชื่อว่าเป็นประเทศมีความพร้อมในเรื่องของ การท่องเที่ยว เป็นประเทศที่สวรรค์สร้างมา สวรรค์สร้างนะครับ ผมไม่ได้คิดว่าประเทศนี้ เรามีการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยการบริหารจัดการเท่าไรนะครับ กล่าวคือเรามี แหล่งท่องเที่ยวมากมาย เรามีแสงแดด เรามีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม ผมอยากจะเรียน ให้ท่านประธานได้รับทราบว่าผมคิดว่าในประเทศไทยทั้งหมดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ของเรานี่จะได้เปรียบในเรื่องของการท่องเที่ยวมาก แต่น่าเสียดายว่าการท่องเที่ยวของเรา การบริหารจัดการการท่องเที่ยวของเรานี่ยังไม่เป็นมืออาชีพ ผมกล่าวในด้านของทางรัฐบาลก็ดี แล้วก็บุคลากรของเราก็ดี เรายังต่ํากว่ามาตรฐานมาก ผมจะเรียนอย่างนี้นะครับ ใน ๓๒ ตําแหน่งงานที่จัดทําถ้าเปรียบเทียบจริง ๆ ว่าสกิลเลส โนเลจ (Skillless knowledge) ของเรายังด้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้กล่าวถึงเรื่องภาษา ท่านสมาชิกหลายท่านได้กล่าวถึงว่าภาษาในบุคลากรของเรายังด้อยกว่า ประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศมาเลเซีย ประเทศพม่า ประเทศสิงคโปร์ ผมอยากจะเรียนว่าอย่างนี้ ในเรื่องนี้การวางแผนของเราไม่ได้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ทั้งกระทรวงศึกษาธิการของเราเอง ก็ไม่ได้เตรียมการในเรื่องนี้ นอกจากนั้นก็มีในเรื่องของค่านิยม ผมอยากจะถือโอกาสนี้ กราบเรียนถึงปัญหาและอุปสรรคของผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยวไปด้วย ผมคิดว่าผู้ประกอบกิจการ ท่องเที่ยวโดยเฉพาะเอสเอ็มอีของประเทศไทยเป็นผู้ประกอบกิจการที่น่าสงสารมาก เราเจอปัญหาหลาย ๆ อย่าง การท่องเที่ยวของประเทศไทยเจอปัญหาหลาย ๆ อย่าง ย้อนหลังไปในทศวรรษนี้เราเจอปัญหา ๑. ในเรื่องของการปฏิวัติ เริ่มต้นนะครับ ๒. ในเรื่อง ของการสงครามสี ๓. ในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ โรคระบาดต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าทุกท่านเอง ถ้าเป็นผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยวในระดับเอสเอ็มอีก็ต้องรู้ถึงปัญหาอันนี้ ทุกคนสร้างขึ้นมา ด้วยความยากลําบาก แต่อาชีพอื่น ๆ ก็ได้รับการสนับสนุน เช่นตอนนี้การประกันราคาพืชผล ทางการเกษตร แต่สําหรับเรื่องการท่องเที่ยวนั้นผมคิดว่าผู้ประกอบกิจการการท่องเที่ยว ต่อสู้กับตนเองอย่างมากมาย นอกจากนั้นเงินทุนของเอสเอ็มอีก็ไม่ได้รับการสนับสนุน
ผมอยากจะเรียนว่าการท่องเที่ยว เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดว่าเป็นรายได้ ที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ขณะนี้เองประเทศเราได้รายได้ก็ประมาณสัก ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ถือว่าประมาณสัก ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แล้วก็ทางรัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา โดยท่านรัฐมนตรีก็ได้กําหนดยุทธศาสตร์ว่าในปี ๒๕๕๘ รายได้จากการท่องเที่ยว อาจจะเพิ่มขึ้นถึง ๒.๒ ล้านล้านบาท ถ้า ๒.๒ ล้านล้านบาทเปรียบเทียบกับจีดีพีของประเทศ ก็ประมาณสัก ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐบาลก็ได้ตั้งสมมุติฐานว่าการที่รายได้ ๒.๒ ล้านล้านบาท ก็มาจากประเทศเราเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ ๖๐๐ ล้านคน การท่องเที่ยวก็จะมีการเพิ่มการท่องเที่ยวใน ๑๐ ประเทศมากขึ้น ก็นําไปสู่สมมุติฐานอันนี้ว่า รายได้ของประเทศต้อง ๒.๒ ล้านล้านบาท แต่ผมคิดว่าการที่จะได้อย่างนั้นมันมีปัญหา หลายอย่างที่ทางรัฐบาลต้องมีบทบาทสําคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเรา ปัญหาใหญ่ ๆ เท่าที่ได้ศึกษาก็คือปัญหากรอบการทํางานด้านระเบียบและการบังคับ ใช้กฎหมายของเรายังต่ํา ปัจจุบันของเรามันมีระเบียบหลายประการที่ไม่ได้เอื้อต่อการพัฒนา ธุรกิจการท่องเที่ยวก็ทําให้การลงทุนในเรื่องของการท่องเที่ยวไม่เต็มที่
ปัญหาต่อไปก็คือปัญหาในเรื่องระเบียบของการท่องเที่ยวนะครับ ในเรื่อง ของการจัดระเบียบผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยวต่าง ๆ นี่ก็ยังไม่ได้จัดให้เต็มที่มากนัก แล้วปัญหานโยบายของภาครัฐนี่ยังไม่ได้วางแผนในเรื่องของการท่องเที่ยวอย่างชัดเจนนะครับ ผมอยากจะเรียนที่เพื่อนสมาชิกบางท่านได้กล่าวไว้แล้วนะครับ การให้ความสําคัญในเรื่อง ของการปรับปรุงการตั้งงบประมาณของการท่องเที่ยวซึ่งประมาณสัก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนิด ๆ นะครับ โดยเฉพาะในปีต่อไปตอนแรกนี่ลดลงมาเหลือ ๙,๐๐๐ ล้านบาท แล้วกลับไปเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าจะเทียบว่าการลงทุน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทกับรายได้ของการท่องเที่ยว ๒.๒ ล้านล้านบาทภายใน ๓ ปีข้างหน้านะครับ ท่านลองคิดดูว่ากี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่รัฐใช้นะครับ ถ้าถามว่าจําเป็นไหมที่จะต้อง เพิ่มงบประมาณในเรื่องของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ผมคิดว่างบประมาณนี่ไม่จําเป็น ที่จะต้องไปอยู่กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างเดียวนะครับ การท่องเที่ยวนี่ มันเกี่ยวพันกับหลายกระทรวงที่จะต้องตั้งเป็นวาระแห่งชาติเลยถ้าจะพัฒนากันจริง ๆ นะครับ ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่ากระทรวงที่มีปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง เช่นผมยกตัวอย่างว่า เราได้ไปสํารวจที่เกาะลันตานะครับ เกาะลันตาเองก็มีนักท่องเที่ยวเข้าไปปีหนึ่งประมาณสัก ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ถามว่าเกาะลันตานี่มีโรงพยาบาลสําหรับบริการไหมครับ ก็ไม่มี มีแต่สถานีอนามัย ๑๐ เตียง สําหรับประชาชนในเกาะลันตาเองประมาณสัก ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คน นักท่องเที่ยวอีกปีละ ๑,๕๐๐,๐๐๐-๒,๐๐๐,๐๐๐ คน พวกเหล่านี้ ก็ไม่สามารถที่จะเข้ารับการรักษาได้ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมานะครับ นอกจากนั้นเกาะลันตาเอง การคมนาคมก็ยังไม่สะดวกนะครับ ก็ยังมีแพขนานยนต์ที่เข้าไป ขณะนี้กําลังสร้างสะพาน ข้ามระหว่างจากเกาะไปเกาะ แต่ข้ามจากเกาะนี่ยังต้องใช้แพขนานยนต์ ผมอยากจะเรียนว่า อย่างนี้นะครับไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นอย่างนั้น ขนาดประชาชนเองจะคลอดบุตร ก็ต้องคลอดบนแพขนานยนต์ และผมคิดว่าถ้านักท่องเที่ยวทราบว่าเกาะลันตาเองนี่ ไม่มีโรงพยาบาลที่ให้การรักษาได้นี่มันทําให้ขาดความมั่นใจที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศไทย นอกจากนั้นปัญหาอื่น ๆ ที่เราพบก็คือปัญหาการขาดการจัดระเบียบในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งมีหลายท้องถิ่นบางท้องถิ่นเอง อบจ. หรือ อบต. ต่าง ๆ นี่ไม่เข้าใจในเรื่องของหลักการ ในเรื่องของการพัฒนาการท่องเที่ยว จะยกตัวอย่างบางจังหวัดใช้เงินงบประมาณ หลายสิบล้านบาทเอาดินแดงไปถมชายหาดเหล่านี้เป็นต้นนะครับ บางท้องถิ่นเอง โดยเฉพาะท้องถิ่นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญของประเทศก็มีการปล่อยน้ําเสียลงไป ในทะเลนะครับ แล้วก็ไม่ได้มีการพัฒนาอะไรเกิดขึ้นเลย แล้วก็การจัดระเบียบของท้องถิ่นเอง ก็มีปัญหาในเรื่องของโซนนิง (Zoning) ต่าง ๆ ก็ปล่อยให้สถานบริการนี่ไปอยู่ทั่วไปเลยนะครับ อันนี้มันก็เป็นปัญหาของท้องถิ่น อันนี้ต้องขอฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาด้วย ต้องดูในเรื่องนี้ครับ ถ้าเราไม่ดูเรื่องนี้การท่องเที่ยวเราพัง เพราะว่าเราจะได้นักท่องเที่ยวที่อยู่ในระดับอีกระดับหนึ่งคือระดับต่ําลงไปที่ได้ เพราะฉะนั้น การพัฒนาการท่องเที่ยวไม่ใช่คํานึงถึงเฉพาะจํานวนของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาด้วยมันต้อง คํานึงถึงรายได้ของประเทศ จํานวนนักท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น รายได้นี่ซึ่งทางรัฐบาล กําหนดไว้ ๒.๒ ล้านล้านบาทนี่ก็เป็นตัวเลขที่ดี แต่ว่าไม่จําเป็นที่ว่าวอลุม (Volume) ของนักท่องเที่ยวจะถึงนั้น เพราะว่าถ้าวอลุ่มของนักท่องเที่ยวเราก็ได้เฉพาะนักท่องเที่ยวอีกระดับหนึ่งที่เข้ามาเที่ยว ในเรื่องของเซ็กส์ ทัวร์ (Sex tour) ในเรื่องของสะพายเป้เข้ามานะครับ ก็อยากจะฝากไว้ด้วยว่า เรื่องการจัดระเบียบการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวเป็นเรื่องสําคัญมากนะครับ
ปัญหาต่อไปในเรื่องของความเสื่อมโทรมผมก็พูดไปแล้วนะครับ ปัญหาเรื่องความปลอดภัย ปัญหาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวก็มีปัญหามากนะครับ เฉพาะ ๓-๔ เดือนที่แล้วเกิดปัญหาในเรื่องของการฆ่าแหม่มที่จังหวัดภูเก็ต อันนั้นก็จับได้ ก็ดีไปนะครับ เมื่อ ๒-๓ วันที่แล้วมีการข่มขืนแหม่มอีกครั้งหนึ่งที่เกาะสมุยอันนี้ก็ยังไม่ชัดเจน แล้วก็มีปัญหาในเรื่องของการฉกชิงวิ่งราวในเมืองต่าง ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้ทางรัฐบาลก็ต้อง ให้ความสนใจมากกว่านี้นะครับ
ต่อไปปัญหาเรื่องโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานก็มีหลาย ๆ แห่งนะครับ ซึ่งผมคิดว่าหลายแห่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญเราก็ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า ในเรื่องแหล่งน้ําก็ตามนะครับ น้ําประปาก็ตาม และการกําจัดขยะนะครับ จะยกตัวอย่าง ในขณะนี้เมืองพัทยาเองมีโรงแรมซึ่งให้บริการไม่ต่ํากว่า ๕๐,๐๐๐ ห้อง ถ้าจะเปรียบเทียบ ประเทศสิงคโปร์ มากกว่าประเทศสิงคโปร์ถึง ๒ เท่า ขณะที่มีแหล่งน้ําอยู่เท่าเดิมและคิดว่า ในอีก ๑ ปีหรือ ๒ ปีข้างหน้าต้องขาดในเรื่องน้ําที่จะเอาไปใช้ ท่านลองนึกภาพดูว่า ถ้าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างนั้นจริง ๆ ถ้าเมืองพัทยาขาดแหล่งน้ําจริง ๆ การท่องเที่ยว เราจะหายไปเท่าไร นอกจากนั้นในจังหวัดภูเก็ตก็ตามมีการจ่ายน้ําเฉลี่ยเพียงคนละ ๒๗ ลิตรต่อวัน แล้วก็จังหวัดอื่น ๆในเรื่องของแหล่งทิ้งขยะซึ่งขณะนี้เกาะลันตาเองไม่มีแหล่งทิ้งขยะ มีขยะกองเป็นภูเขานะครับ อันนี้ผมได้ไปสํารวจเองนะครับ แล้วก็ไม่มีการกําจัดขยะที่ถูกต้อง ก็อยากจะเรียนว่าการส่งออกของภาคบริการท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่สําคัญมากที่รัฐบาลจะต้อง ให้ความสําคัญเป็นพิเศษนะครับ แล้วก็กระผมเองคิดว่าในเรื่องของการเซ็นข้อตกลงร่วมกัน ในการยอมรับคุณสมบัติก็จําเป็นที่จะต้องเซ็นเพราะเราเป็นประเทศสุดท้ายที่จะต้องเซ็น แต่ในเรื่องสําคัญนะครับนอกจากจะเซ็นเรื่องนั้นแล้วยังมีเรื่องต่อมาที่จะต้องจัดทําก็คือ คณะกรรมการที่จะต้องติดตามตรวจสอบวิชาชีพของการท่องเที่ยวหรือเรียกว่าอาเซียน ทัวริซึม มอนิเตอริง คอมมิทตี ตัวย่อเขาเอทีเอ็มซี ซึ่งจะประกอบไปด้วยผู้แทนจากงาน ด้านการท่องเที่ยวระดับชาติและคณะกรรมการบุคลากรวิชาชีพการท่องเที่ยวแห่งชาติ มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบมาตรฐานสมรรถนะร่วมสําหรับนักวิชาอาชีพการท่องเที่ยวอาเซียน และหลักสูตรร่วมอาเซียน เรื่องนี้ก็สําคัญเรื่องนี้คณะกรรมการชุดนี้ก็จะได้จัดทําเมื่อประเทศสมาชิก ในอาเซียนได้ลงนามครบทั้ง ๑๐ ประเทศแล้ว แต่ผมเป็นห่วงก็คือที่จริงการท่องเที่ยวของเรา มันเจริญโดยตัวของมันเองนะครับ แล้วก็บุคลากรด้านการท่องเที่ยวของเรา ๓๐ ปีที่แล้ว มันเริ่มมาจากเรารับเด็กนักเรียนที่จบ ม.๖ หรือจบ ป.๔ เสียด้วยซ้ําไปเข้ามาฝึกงานเลย ก็ใช้คําว่าเขาได้ประสบการณ์จากการทํางาน แต่ความรู้ที่แท้จริงเขายังมีน้อยมากนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการเทียบมาตรฐานถ้าเกิดว่ามาตรฐานเราสู้เขาไม่ได้มันเป็นเรื่องที่ เราจะเสียเปรียบประเทศอื่น ๆ นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็อยากจะเรียนอย่างนี้ว่าเราในขณะนี้เองถ้าพูดกันตามจริงแล้ว บุคลากรการท่องเที่ยวของประเทศเรายังขาดประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนเมื่อปี ๒๕๕๔ อันนี้เป็นปัญหาผู้ประกอบกิจการในประเทศไทยเสียด้วยซ้ําไป แรงงานขาดอยู่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนเนื่องจากค่านิยมของการศึกษาไทยที่เด็กทุกคนมุ่งเป้าไปเรียนทาง สายสามัญคือเรียนไปทางปริญญาอื่น ๆ แต่สําหรับงานบริการก็ถือว่าเป็นงานที่ต่ํากว่า เพราะฉะนั้นผมคิดว่าปัญหานี้ก็น่าจะแก้ ฝากท่านรัฐมนตรีว่าควรจะแก้ไขเรื่องนี้ด้วย แล้วอีกเรื่องหนึ่งเมื่ออาเซียนปี ๒๕๕๘ เป็นประชาคมอาเซียนแล้วนี่เราควรจะมีกําหนด กฎเกณฑ์เสียด้วยซ้ําไปว่าเราขอร้องให้ผู้ประกอบกิจการการท่องเที่ยวได้รับแรงงานไทย อย่างน้อยที่สุด ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดที่เขามี ก็ขอฝากเรียนท่านประธานไปยัง ทางรัฐบาลและท่านรัฐมนตรีเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ