รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๕

ชลน่าน ศรีแก้ว เสนอความเห็นต่อร่างความตกลงระหว่างไทยกับอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ และขอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเสนอข้อเสนอให้บุคคลที่เข้าร่วมประชุมได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน และหารือเรื่องการอนุสัญญาคนเหล่านี้และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการตรากฎหมายให้เอกสิทธิ์คุ้มครองผู้มาประชุมและผู้เกี่ยวข้อง

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้ง จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะให้ความเห็นต่อกรณี ที่คณะรัฐมนตรีโดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านรัฐมนตรีปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้นําเสนอต่อท่านประธาน และรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ประเด็นที่ขอความเห็นชอบใช้ชื่อว่ากรอบเจรจาภายใต้ ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ที่เขาใช้ตัวย่อเป็นภาษาอังกฤษว่าไซเตสนะครับ เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ นี่คือกรอบที่คณะรัฐมนตรีเสนอเข้ามา มาขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา ผมเองต้องกราบขอบคุณท่านนฤมล ศิริวัฒน์ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ที่มีข้อสงสัย และมีความใส่ใจในประเด็นที่นําเสนอต่อรัฐสภาในเรื่องนั้น กระผมเองหลังจาก ที่ได้รับหนังสือตรวจสอบดูรายงานแล้วมีข้อสงสัยอย่างนั้นเช่นกันว่าการขอจัดประชุม ในกรุงเทพมหานครจําเป็นต้องมาผ่านรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ หรือใส่เครื่องหมายคําถาม หลายคําถามเลย ผมเองได้ไปตรวจสอบในรายละเอียดทั้งหมด โดยสรุปแล้ว ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ สาระข้อเท็จจริงแล้วมีเหตุผลความจําเป็นนะครับ ที่จะต้องมาผ่านรัฐสภาให้ความเห็นชอบในกรอบนี้และต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ด้วยนะครับ สิ่งที่ผมยอมรับนะครับว่ามันเป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ ก็คือว่าการที่รัฐบาลไทยเราเองในฐานะ ที่เป็นภาคีของสมาชิกไซเตสนี่นะครับ เราเป็นลําดับที่ ๘๐ ขณะนี้มีทั้งหมด ๑๘๕ ประเทศ เราเป็นลําดับที่ ๘๐ มีสัตยาบันมีผลผูกพันตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๒๖ เราเป็นสมาชิกนะครับ ความเป็นสมาชิกของเรานี่เราได้รับเกียรติอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๔๗ ครับ เราได้เป็นเจ้าภาพ จัดประชุมระหว่างภาคีของสมาชิกไซเตสที่กรุงเทพมหานครเมื่อปี ๒๕๔๗ สิ่งที่ผมเอง มีความสนใจแล้วก็ลงไปดูในรายละเอียด ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๔๗ สมัยรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๗ เป็นปีที่ ๕๙ ในรัชกาลปัจจุบันของเรา มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้ชื่ออย่างนี้ครับท่านประธาน พระราชบัญญัติ คุ้มครองการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๓ ในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๗ สาระของกฎหมายฉบับนี้ มีอยู่ ๕ มาตราเองครับ แต่มาตราที่สําคัญคือเป็นการให้การคุ้มครองเพื่อให้การคุ้มครอง การประชุม

มาตรา ๔ ขออนุญาตท่านประธานอ่าน เพื่อให้การคุ้มครองการประชุม ภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๓ ในประเทศไทยบรรลุตามวัตถุประสงค์ ให้บุคคลดังต่อไปนี้ที่เข้าร่วมและปฏิบัติ หน้าที่ในการประชุมดังกล่าวได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามที่ระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลไทยและสํานักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ เรื่องการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๓ ซึ่งทําขึ้นเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๗

หมายความว่าข้อตกลงนั้นได้ทําไปแล้วเขาเลยให้เอกสิทธิ์คุ้มครอง โดยตรากฎหมายมารองรับก็ระบุผู้ที่จะได้รับการคุ้มครองไป

(๑) ผู้แทนของรัฐภาคีอนุสัญญาที่ได้รับแต่งตั้งโดยถูกต้อง

(๒) ผู้สังเกตการณ์และคณะเจ้าหน้าที่ขององค์การสหประชาชาติ ทบวงการชํานัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ผมขีดเส้นใต้นะครับ ทบวงการชํานัญพิเศษ แห่งสหประชาชาติ และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ รวมไปถึงผู้แทนของรัฐอื่น ที่มิได้เป็นภาคีอนุสัญญาที่เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์

(๓) หน่วยงานหรือองค์กรที่มีคุณสมบัติเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้าน การคุ้มครองการอนุรักษ์ หรือการจัดการเกี่ยวกับสัตว์ป่าหรือพืชป่า

(๔) คณะเจ้าหน้าที่ของสํานักเลขาธิการอนุสัญญาคนเหล่านี้จะได้รับเอกสิทธิ์ ในการคุ้มครองในการมาประชุมที่กรุงเทพมหานครในครั้งนั้น ผมก็เลยถึงบางอ้อว่าการที่ คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบให้รัฐสภาเพื่ออนุญาตตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม นั้น มันมีความจําเป็นที่เมื่อประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ครับ ให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุม ครั้งที่ ๑๖ เขาเรียกคอป ๑๖ ของอนุสัญญา และการประชุม คณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๐ ขออภัยท่านประธานครับ ประชุมคณะกรรมาธิการ บริหารในครั้งนั้นที่จะร่วมกันคือครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ เมื่อเราได้เป็นเจ้าภาพอย่างนี้แล้ว ถ้าเราจะให้เอกสิทธิ์คุ้มครองเขาจะต้องตราเป็นกฎหมายภายในให้แล้วเสร็จแล้วก็แจ้งเขา เขาถึงจะยินยอมและปฏิบัติตามพันธกรณีหรืออนุสัญญาได้ นี่คือเหตุผลความจําเป็นที่สําคัญ ยิ่งเลย เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ สิ่งที่ระบุไว้ว่าจะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรานี้หรือไม่นี่ มีข้อความหนึ่งที่ผมให้ความสนใจก็คือว่ามีเขตอํานาจครับ มีเขตอํานาจ ในประเทศไทยเสมือนคนไทย ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศระบุ เราจะให้เขาเข้ามาอยู่ในประเทศไทย แม้แต่ในช่วงประชุมตั้งแต่วันที่ ๒-๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ เขาต้องมีเขตอํานาจเสมือนคนไทย ได้รับการคุ้มครองเหมือนคนไทย สิทธิในการใช้เอกสิทธิ์ต่าง ๆ ในการประชุม การพูด การเขียน กฎหมายไทยต้องรองรับ ความเสียหายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต้องระบุไว้อย่างชัดเจน ในข้อตกลงที่รัฐบาลไทยต้องทํากับสํานักเลขาธิการอนุสัญญาของไซเตสนี้ เพราะฉะนั้นนี่คือ เหตุผลความจําเป็นที่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ สิ่งที่สําคัญที่เข้าข่ายอย่างชัดเจนก็คือ ต้องตรากฎหมายภายในให้เป็นไปตามหนังสือสัญญานั้น เราเป็นภาคีอนุสัญญาเราปฏิบัติตาม อนุสัญญาไซเตสตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ เป็นต้นมา การที่เราจะให้เขามาดําเนินการในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการประชุมก็ดี หรือดําเนินการอื่นก็ดี ไม่มีกฎหมายรองรับนะครับ ต้องออก กฎหมายเป็นการเฉพาะเป็นครั้ง ๆ ไป อันนี้คือเหตุผลความจําเป็นแล้วก็ตอบคําถามว่า รัฐบาลเองมีความจําเป็นที่ต้องนํามาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ เพราะจําเป็นต้องตรากฎหมายให้เอกสิทธิ์คุ้มครองผู้มาประชุมและผู้เกี่ยวข้อง ท่านประธาน ที่เคารพ ผมเองมีประเด็นที่ต้องกราบเรียนท่านประธานในเรื่องนี้เหตุผลที่จะให้การยอมรับ ผมขออนุญาตที่จะไม่อภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้ เพราะเราเองเป็นภาคีอนุสัญญามาเรียบร้อย แล้วก็องค์การไซเตสก็เป็นที่ยอมรับในการที่จะให้การคุ้มครองชนิดพืชป่าและสัตว์ป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ โดยระบบควบคุมการค้าระหว่างประเทศซึ่งสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไป เป้าหมายของอนุสัญญาไซเตสคือการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ ภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า เอ็นเดนเจอร์ สปีชีส์ ฟอร์รา แอนด์ ฟอร์นา (Endanger species flora and fauna) ต้องขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษครับท่านประธาน เขาเขียนอย่างนั้น มีความจําเป็นที่เราเองต้องเป็นภาคีสมาชิกเพราะเราต้องการที่จะอนุรักษ์และหวงแหน สิ่งเหล่านี้ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายที่ให้สามารถกระทําได้ในบางประการ การจะกระทําใด ๆ ต้องถูกกําหนดไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ เราเองก็มีพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่าและ พันธุ์พืชที่ออกโดยรัฐบาลไทยเราถือปฏิบัติอยู่ในเรื่องนั้นอยู่แล้ว ประเด็นที่ผมตั้งข้อสังเกตนะครับ ผมจะไม่ใช้เวลาสภามาก ให้ความเห็นชอบอยู่แล้วครับ แต่ประเด็นที่ผมตั้งข้อสังเกตว่าทําไม คณะรัฐมนตรีต้องมาขอกรอบเพื่อที่จะให้การคุ้มครองการประชุมเป็นครั้ง ๆ ไป ทําไมต้อง ตรากฎหมายเป็นครั้ง ๆ ไป ประเด็นผมอยู่ตรงนี้ครับ ทําไมต้องตรากฎหมายเป็นครั้ง ๆ ไป ปี ๒๕๔๗ ก็เฉพาะการประชุมครั้งที่ ๑๓ ไม่มีสภาพบังคับการประชุมครั้งอื่น เฉพาะครั้งที่ ๑๓ เท่านั้นเอง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑๖ เราก็ต้องมีกฎหมายบัญญัติมารองรับอย่างนี้ ทําไมครับ ฝากคําถามนี้ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศที่เป็นผู้ให้ความเห็น กระทรวงการต่างประเทศเองได้ให้ ความเห็น เท่าที่ผมศึกษาเอกสารและสอบถามเขาบอกว่าเนื่องจากองค์การไซเตส ไม่ได้เป็นองค์การชํานัญพิเศษ ไม่ได้เป็นทบวงการชํานัญพิเศษของสหประชาชาติที่ประเทศไทย เรายอมรับ ภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่าสเปเชียลไลซ์ด เอเจนซี่ส์ (Specialized Agencies) ประเทศไทยยอมรับให้มีที่ตั้งอยู่ในเมืองไทยแค่ ๑๕ องค์การ ทบวงการชํานัญพิเศษ ของสหประชาชาติที่ประเทศไทยยอมรับมีแค่ ๑๕ องค์การ ๑๕ องค์การตรงนี้ผมยกตัวอย่าง เช่น องค์การอนามัยโลก องค์การการเงินระหว่างประเทศ อันนี้มีที่ทําการมีที่อยู่ในประเทศไทย อยู่ภายใต้สหประชาชาติ การใดที่ดําเนินการโดยสหประชาชาติและองค์การที่เกี่ยวเนื่องกับ สหประชาชาติมีพระราชบัญญัติที่เขาเรียกว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองการดําเนินงานของ สหประชาชาติและทบวงการชํานัญพิเศษในประเทศไทย กฎหมายฉบับนี้ออกตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ สมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้บังคับอยู่จนถึงปัจจุบัน รองรับไม่ว่าองค์การเหล่านี้ จะมาดําเนินการใด ๆ ในประเทศไทยเขามีเอกสิทธิ์คุ้มครอง รัฐบาลจะจัดประชุม ไม่ต้องมาผ่านสภาครับ เขามีเอกสิทธิ์คุ้มครองตามกฎหมายนี้ เพราะฉะนั้นการประชุมใด ๆ ก็แล้วแต่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสหประชาชาติ มีความเกี่ยวเนื่องกับทบวงการชํานัญพิเศษ แห่งสหประชาชาติแล้วมาจัดได้โดยไม่ต้องผ่านสภา เพราะมีกฎหมายรองรับอยู่เป็นการถาวร เว้นแต่เราจะไปแก้ไขปรับปรุง เพราะฉะนั้นคําถามผมอยู่ตรงนี้ว่าทําไมเราไม่ยอมรับไซเตสหรืออนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตสนี่เป็นทบวงการชํานัญพิเศษ แห่งประเทศไทย แห่งสหประชาชาติ เหมือนกับที่เรายอมรับองค์การอื่น ประเด็นนี้ ฝากเป็นข้อสังเกตนะครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วรัฐสภาเราให้กรอบไปในครั้งนี้สําหรับ การประชุมเพื่อจะคุ้มครองผู้มาประชุมก็ไปบัญญัติกฎหมายมารองรับเป็นการถาวรจะได้ ไม่รบกวนสมาชิกให้เป็นที่ลําบาก เรื่องมีแค่นี้จริง ๆ ครับท่านประธาน

ข้อสังเกตอันที่ ๒ การตรากฎหมายจะมีสภาพบังคับใช้ในวันที่ ๒ ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ เดือนนี้เดือนตุลาคมครับ ท่านมาบอกว่าท่านจะต้องทําภายใต้กรอบ ภายในวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๕ ที่จะพูดคุยกับสํานักเลขาอนุสัญญานี้ ผมเป็นห่วงครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือว่าท่านต้องไป ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ว่าด้วยการคุ้มครองผู้ที่จะมาประชุมของอนุสัญญาไซเตส ในกรุงเทพมหานครในวันที่ ๒ ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม หรือคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ ออกมาให้รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบ ไม่อย่างนั้นไม่ทันการณ์ครับ เขาอาจจะ ยกเลิกการเป็นเจ้าภาพของเราก็ได้ อันนี้คือข้อห่วงใยของผมที่ผมตั้งข้อสังเกต ก็กราบเรียน ท่านประธานในประเด็นที่เป็นภาระที่คณะรัฐมนตรีต้องไปดําเนินการ ผมดูกฎหมายแล้ว มีแค่ ๕ มาตราหรือ ๖ มาตราเท่านั้นเองครับ ถ้าเป็นความจําเป็นผมเชื่อว่ารัฐสภาแห่งนี้ หรือสภาแต่ละสภา สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสามารถให้ความเห็นชอบในเวลาที่ มีข้อจํากัดได้ เพราะเป็นประเด็นเป็นสาระที่มีข้อผูกพันกันระหว่างประเทศ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ด้วยเหตุผลที่ผมได้นําเรียนไป ไม่ว่าจะเป็นความจําเป็นที่เสนอกรอบนี้เข้ามา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เหตุผลความจําเป็นที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมือง เกี่ยวกับอนุสัญญาไซเตส และเหตุผลความจําเป็นที่จะต้องตรากฎหมายขึ้นรองรับในการที่จะให้ เอกสิทธิ์คนต่างบ้านต่างเมืองให้มามีสิทธิในอาณาเขตประเทศบ้านเรา เสมือนมีอํานาจ อธิปไตยเหมือนเรามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐสภานี้ต้องให้ความเห็นชอบ และสิ่งที่ผมเอง ก็กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือข้อสังเกตที่ผมฝากไว้ ๒ ประเด็น ทําอย่างไร ที่จะทําให้กฎหมายให้เป็นถาวร แล้วทําอย่างไรให้กฎหมายฉบับนี้ เฉพาะการประชุม ครั้งที่ ๑๖ ให้ทันภายในวันที่ ๒ มีนาคม กราบขอบคุณท่านประธานครับ