อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว อาเซียน ต่อรัฐสภา และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินการตามข้อตกลงนี้
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอบคุณทางรัฐมนตรีนะครับ ที่ได้นําเสนอข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว อาเซียนต่อรัฐสภาและเป็นการสานต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว เพื่อให้เออีซี บลูปรินท์ (AEC blueprint) หรือว่าพิมพ์เขียวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสามารถบรรลุผล และก้าวสู่ปี ๒๕๕๘ ด้วยความราบรื่นแล้วก็มั่นคง สาขาการท่องเที่ยวนั้นถือเป็นความตกลง ในกรอบของเอฟัส (AFAS) หรือว่ากรอบความตกลงว่าด้วยสินค้าบริการทางด้านของเซอร์วิส (Service) ความตกลงดังกล่าวนั้นกําลังก้าวสู่เป้าหมายอีกเพียง ๒ ปีเศษข้างหน้า แล้วถือได้ว่า ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวนั้นเป็น ๑ ในสาขาที่สําคัญเป็นสาขาเร่งรัดที่เราเรียกว่าไพรออริตี เซคเตอร์ (Priority sector) และเริ่มต้นมาเกือบจะในปีแรก ๆ ของการเปิดเสรีการท่องเที่ยว และภาคบริการนอกจากสาขาวิศวกรรม สถาปัตยกรรมและอื่น ๆ แล้ว ในปี ๒๕๔๖ ที่มีการตกลงกัน เพียงปีถัดมาเท่านั้นแหละครับก็ต้องยอมรับว่าหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ของเราได้ขับเคลื่อนผลักดันจนกระทั่งนํามาซึ่งเอ็มอาร์เอ (MRA) หรือว่าความตกลง ร่วมดังกล่าว แต่น่าเสียดายว่าระยะเวลาที่ผ่านมานั้นเราประสบปัญหาการเมืองในประเทศ ประสบปัญหาหลายอย่างแม้แต่อุทกภัย ในที่สุดเราเป็นประเทศสุดท้ายที่จะต้องลงนาม และให้สัตยาบัน ผมได้พบกับท่านเลขาธิการอาเซียนดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ที่ท่านมาเป็นผู้บรรยายพิเศษก็ยังได้พูดคุยกันแล้วก็มีการพูดถึงหลายความตกลง หลายพิธีสาร หลายเอ็มอาร์เอที่เรายังไม่ได้ให้สัตยาบัน ดังนั้นผมถึงกล่าวขอบคุณท่านรัฐมนตรีในนาม ของรัฐบาลที่มาเสนอความตกลงดังกล่าวหรือข้อตกลงดังกล่าวต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นงานที่เรา ต้องทําต่อเนื่องเพราะว่าผลประโยชน์ของชาตินั้นจะต้องมาก่อน ความตกลงดังกล่าวนั้น ความจริงในการประชุมที่สําคัญเมื่อเราได้มีความเห็นชอบพิมพ์เขียวประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนหรือว่าเออีซี บลูปรินท์ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อปี ๒๕๕๒ ผมเองได้มีโอกาสไปทําหน้าที่ ในฐานะรัฐมนตรีอาเซียนในขณะนั้น แล้วก็ตั้งความหวังว่าเราคงจะสามารถที่จะให้สัตยาบัน และลงนามได้โดยเร็ว แน่นอนที่สุดว่าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวนั้นประชากรอาเซียน ๖๐๐ ล้านคนในปัจจุบันซึ่งมีจีดีพี (GDP) รวมกันกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีมูลค่าการค้ารวมกันเกินกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ เป็นตลาดที่มีอนาคต เป็นตลาดดาวรุ่ง แต่ปัจจุบันนั้นเรามีนักท่องเที่ยวจากอาเซียน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ ๑ ใน ๔ ของนักท่องเที่ยว ๗๐๐,๐๐๐ คนเมื่อปีที่แล้ว นักท่องเที่ยว ๑๙ ล้านคนเมื่อปีที่แล้วเกือบ ๒๐ ล้านคน นํารายได้กว่า ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาสู่ประเทศไทย ความตกลงดังกล่าวนั้นผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลคงต้องตั้งเป้าหมายว่าการที่รัฐสภา จะให้ความเห็นชอบ นั่นหมายความว่าเราจะมีทั้งโอกาสแล้วก็ต้องดูแลปัญหาที่จะตามมา โอกาสของการที่เราจะสามารถเพิ่มแรงงานทักษะที่อยู่ภายใต้ความตกลงในกรอบเอ็มอาร์เอนี้ กับ ๒. ก็คือการร่วมลงทุนในธุรกิจและการเปิดกว้างในการให้สามารถจัดตั้งบริษัท และมีสัดส่วนการถือหุ้นได้เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในภาคของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมตลอดไปถึงการที่เราจะเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าในประเทศไทย ในประเทศเมียนมาร์ ในประเทศ สปป. ลาว ในประเทศกัมพูชา ในประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศบรูไน ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นต้น ความหลากหลายของ แหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ต้องการบุคลากรวิชาชีพที่มีความหลากหลาย มีมาตรฐานเอ็มอาร์เอ ฉบับนี้ก็จะตอบโจทย์ดังกล่าวขึ้นกับความพร้อมว่าตอบโจทย์ได้มากน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่ ความพร้อมที่เราสามารถที่จะดําเนินการได้มากน้อยเพียงใด ผมไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ ที่จะเห็นชอบต่อข้อตกลงดังกล่าวนี้ แล้วก็เร่งรัดด้วยว่ารัฐบาลจะต้องดําเนินการทั้งก่อน และหลังความตกลงมีผลบังคับ แล้วผมเชื่อว่ารัฐสภาแห่งนี้ก็ไม่มีใครขัดข้องที่จะให้ การสนับสนุน แต่ว่าหลังจากความตกลงมีผลบังคับใช้นั้นคืองานต่อไป เป็นการเก็บเกี่ยว ประโยชน์ร่วมกันและประโยชน์ของเราในฐานะที่เป็นสมาชิกสําคัญของอาเซียนประเทศหนึ่ง ข้อกังวลที่อยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีก็คือในเรื่องของความพร้อมของเอสเอ็มอี (SME) ในธุรกิจท่องเที่ยว ต้องยอมรับว่าร้อยละ ๘๐ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยนั้นเป็นเอสเอ็มอี และส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด ข้อด้อยอีกประการก็คือในเรื่องของภาษา ซึ่งเราพูดกันมาก ในเรื่องของข้อด้อยด้านภาษาว่าถึงเวลาหรือยังที่อย่างน้อยที่สุดถ้าหากว่าเราต้องการที่จะ เป็นผู้นําเป็นฮับ (Hub) ทางด้านการท่องเที่ยวของอาเซียน สถาบันการศึกษาทั้งของภาครัฐ ภาคเอกชนควรที่จะต้องเรียนด้วยภาษาอย่างน้อย ๓ ภาษา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แล้วก็ ภาษาอาเซียนซึ่งเป็นทางเลือก ถ้าเราปราศจากซึ่งการสนับสนุนในเรื่องของสถาบันการศึกษา หรือว่าศูนย์อบรมบ่มเพาะ หรือว่าสถาบันฝึกอบรมที่ทํางานอย่างจริงจัง สิ่งที่จะเป็นโอกาส ก็อาจจะสูญเสียไปไม่มากก็น้อย นอกเหนือจากเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี แล้วก็เรื่องของภาษาแล้ว อีกประการก็คือความรู้ความเข้าใจในเรื่องอาเซียนของผู้ประกอบการและผู้ที่จะจบการศึกษา หรือว่าแรงงานทักษะที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ความจริง ๓๒ สาขาอาชีพ ที่ท่านรัฐมนตรีได้นําเสนอเป็นความตกลงที่เราจะให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่มีทักษะอย่างเสรีนั้นแยกออกเป็นสาขาการโรงแรม เป็นสาขาอาหาร สาขาเครื่องดื่ม และอาหาร สาขาธุรกิจนําเที่ยว เป็นต้น สาขาเหล่านี้ความจริงเป็นจุดแข็งของประเทศของเรา แต่การที่จะสร้างจุดแข็งให้ได้จะต้องเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์ นั่นหมายความว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้น รวมทั้ง ททท. คงต้องทํางานหนักมากขึ้นในการที่จะ บูรณาการกับสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน และรวมไปถึงสภาอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหอการค้าในแต่ละจังหวัด รวมทั้งส่วนกลาง ที่จะให้เกิด ความเข้าใจว่าใน ๑๐ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยนั้นเราสามารถที่จะแสวงหาพันธมิตร ทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเดินทาง การคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางน้ํา ทางอากาศ หรือแม้แต่กฎเกณฑ์กติกา กฎหมายและวัฒนธรรมประเพณีอันเป็นข้อห้ามของแต่ละประเทศเป็นอย่างไร นอกเหนือจากนั้นก็คือการที่เราควรที่จะต้องส่งเสริมอัตลักษณ์ของเราในด้านการท่องเที่ยว ที่เราเรียกว่าไทยเนส (Thainess) ความเป็นไทยเป็นที่ขึ้นชื่อลือชา โดยเฉพาะในเรื่อง ของความมีจิตใจที่ต้อนรับแขกที่เราเรียกว่าฮอสปิตอลลิตี (Hospitality) ไม่มีชาติใด หรือเหลือน้อยชาติมากที่จะเทียบเคียงได้กับประเทศไทย ๒. ก็คืออัตลักษณ์ของความเป็นไทย ที่สะท้อนออกมาในรูปของอาหาร ในรูปของดนตรี ในรูปของเพลง ในรูปของภาพยนตร์และอื่น ๆ ท่านประธานคงเห็นว่าล่าสุดประเทศเกาหลีสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเผยแพร่ดนตรี และจังหวะดนตรีที่เรียกว่ากังนัม สไตล์เป็นดนตรีมีการเต้น ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ๔๐๐ กว่าล้านคนได้ชม แต่ผมก็ไม่คาดว่าท่านรัฐมนตรีจะเต้นกังนัม สไตล์ที่นี่นะครับ แต่ว่านั่นคือตัวอย่างหนึ่งของยุคใหม่ของโลกของการตลาดที่อาศัยความเป็นอัตลักษณ์ และประเทศไทยของเราก็มีอัตลักษณ์ในด้านของขนบธรรมเนียมประเพณีที่กระผมได้กล่าวมา นั่นหมายความถึงสิ่งที่ผมกําลังจะขอเรียนถามถึงความพร้อมว่าในตลาดของแรงงานวิชาชีพ เหล่านี้กับความพร้อมในการที่เราจะเจาะตลาดออกไป แน่นอนการผสมผสานระหว่าง ความเป็นการท่องเที่ยวอาเซียนหรือว่าอาเซียน ทัวร์ริซึม (ASEAN Tourism) นั้น มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องทําร่วมกันด้วยในระดับของภูมิภาค ขณะเดียวกันเราก็จําเป็นที่จะต้อง สร้างความเด่นของเราให้มันสอดประสานและกลมกลืน นั่นก็คือไทยเนสหรือความเป็นไทย ที่สะท้อนไปผสมผสานอยู่ในความหลากหลายของวัฒนธรรมและสินค้าท่องเที่ยว และนั่นคือ อีกเรื่องหนึ่งที่กระผมอยากเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวนั้นแน่นอน เราจะเกิดมาตรฐานวิชาชีพ เราจะมีองค์กรกลไกซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสภาวิชาชีพนั่นเอง ในแต่ละประเทศ คําถามก็คือว่าแล้วในส่วนของอาเซียนกลางนั้นได้มีกลไกอะไรในการที่จะ ดําเนินการในเรื่องนี้ เหมือนที่เราก็มีอียูก็จะมีคณะกรรมการกลางในส่วนของอียูด้านวิชาชีพ แต่ละสาขา ผมเห็นแต่ว่าเรามีคณะกรรมการการท่องเที่ยวอาเซียน แล้วเรามีการประชุม รัฐมนตรีและการประชุมซอม (SOM) คือการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการท่องเที่ยว ของอาเซียน แต่ว่ากลไกที่สามารถที่จะรองรับแล้วก็ดูแลกํากับติดตามในการที่จะสร้าง ความเป็นอาเซียน ก็ต้องยอมรับว่าในภูมิภาคนี้ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีนักท่องเที่ยวจาก ภูมิภาคต่าง ๆ เข้ามาในอาเซียนของเรานั้นไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ล้านคน เมื่อเราเข้าสู่ปีที่เป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เรามีมาตรฐานหลายมาตรฐานในโลกนี้ แต่ผมคิดว่ามาตรฐาน อาเซียนด้านการท่องเที่ยวนั้นจะต้องมีเป็นมาตรฐานกลางนอกเหนือจากมาตรฐาน ที่เปรียบเสมือนสภาวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว ๒ สาขาหลัก ๆ ๓๒ ตําแหน่งย่อยนั้นในแต่ละ ประเทศ เพราะฉะนั้นจึงฝากเป็นอีกประเด็นหนึ่งเพื่อให้ท่านสร้างความมั่นใจว่าเราไม่ใช่ แต่เพียงปฏิบัติตามข้อตกลง แต่เราจะเป็นประเทศชั้นนําด้านการท่องเที่ยวในการที่ เปรียบเสมือนเป็นหัวรถจักรในการขับเคลื่อนขบวนการท่องเที่ยวของอาเซียน นอกเหนือจากนั้น ก็คือในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผมเข้าใจดีว่าภายใต้โครงสร้างทางธุรกิจและอาชีพของ การท่องเที่ยวนั้นกว่าร้อยละ ๘๐ จะเป็นเอสเอ็มอีเป็นธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม แล้วก็แรงงานทักษะของเรานั้นก็จะอยู่ในท้องถิ่น แต่วันนี้เมื่อเราทําความตกลงดังกล่าวนั้นเรากําลังยกระดับสู่ความเป็นภูมิภาค และก้าวต่อไป สู่ความเป็นสากล ตรงนี้ละครับที่มีความสําคัญอย่างมากว่าเราจะมีข้อด้อยก็คือในเรื่องของทุน ในเรื่องของนักบริหารจัดการมือระดับสากล เพราะธุรกิจท่องเที่ยวนั้นถือเป็นธุรกิจข้ามชาติสากล มีการบริหารแบบแฟรนไชส์ (Franchise) จากค่ายของทวีปยุโรป ค่ายของประเทศสหรัฐอเมริกา ค่ายของประเทศญี่ปุ่น และอื่น ๆ เราไม่มีกําลังทรัพย์และทุนมากพอสําหรับธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะไปลงทุนต่อสู้ได้แบบที่เป็นอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวที่เป็นสากล แนวทางเดียวที่เราสามารถทําได้ก็คือในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราเห็นเมืองปาย เติบโตขึ้น ไม่มีความจําเป็นเลยที่จะต้องมีการลงทุนจากแฟรนไชส์ของเชอราตัน ของไฮแอท หรือของค่ายต่าง ๆ หรือว่าที่อําเภอเชียงของซึ่งกําลังจะเปิดประตูสู่ยูนนาน หรืออําเภอเชียงคาน อุทยานแห่งชาติภูเรือที่จังหวัดเลย และแม้แต่ตลาด ๑๐๐ ปีที่ปรากฏในที่ต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เติบโตมีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี การค้า การขาย นํามาสู่การเป็นตลาดท่องเที่ยว เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ต้องซื้อหาและลงทุน จากทุนภายนอก ผมเชื่อว่านี่คือแนวทางที่จะต่อสู้กับทุนขนาดใหญ่ที่เป็นสากล ทุนขนาดใหญ่ แม้แต่ในสมาชิกอาเซียนหลายประเทศเช่นประเทศสิงคโปร์ แต่นั่นคือความชัดเจน ที่ท่านรัฐมนตรีควรจะให้ความมั่นใจต่อรัฐสภาในการตอบว่าแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ท่านได้เตรียมความพร้อมแค่ไหน ผมทราบว่าตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วดําเนินการมาได้จัดตั้ง สํานักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ได้ตั้งกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้มี เมืองสร้างสรรค์ คัดเลือก ๑๐ จังหวัดเรียบร้อย แล้วก็มีรางวัลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นายกรัฐมนตรี เรียกว่าพีเอ็ม ครีเอทีฟ อวอร์ด (PM Creative Award) และแม้แต่ การจัดการประชุมเศรษฐกิจสร้างสรรค์นานาชาติเป็นประเทศแรก แทบจะไม่เห็น การขับเคลื่อนตรงนี้เลย ผมเชื่อว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเรานั้นจะต้องยืนอยู่บนแนวทาง ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสามารถสร้างให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน ซึ่งขณะนี้ อาเซียนเองก็เริ่มดําเนินการตามรอยประเทศไทย เพียงแต่ต้องการความชัดเจนและความเอาใจใส่ และการให้ความสําคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นแนวทางที่สําคัญในการที่จะ ใช้ประโยชน์และการเตรียมความพร้อมในการรับมือของสถานประกอบการในลักษณะ ของการสร้างบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว เพราะหลักสูตรแต่ละหลักสูตรนั้น นอกเหนือจากหลักสูตรมาตรฐานที่จะต้องเรียน เราจะต้องมีหลักสูตรพิเศษเป็นการเฉพาะ สําหรับการฝึกอบรม การสร้างคนของเราให้เข้าสู่ ๔ สาขาดังกล่าว ยกตัวอย่าง เช่นการที่เรา ต้องการที่จะส่งเสริมพ่อครัวไทย แม่ครัวไทย ภายใต้การเป็นแหล่งอาหารวัตถุดิบของโลก ชาวนาเราก็เก่ง ชาวไร่เราก็เก่ง ชาวสวนก็เก่ง ชาวประมง ชาวปศุสัตว์ เราผลิตและเราแปรรูป และทําเป็นอาหาร จนกระทั่งอาหารไทยนั้นติดท็อป ไฟว์ (Top 5) ของโลก ติด ๑ ใน ๕ ของโลก และอาชีพที่เรายังพูดถึงความตกลงร่วมเอ็มอาร์เอฉบับนี้นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะเปิดโอกาส ให้พ่อครัวไทย แม่ครัวไทยนั้นสามารถจะไปประกอบอาชีพในกลุ่มประเทศอาเซียนภายใต้ การเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะเสรีฉบับนี้ แล้วเราต้องการที่จะเผยแพร่ไทยเนสของเราออกไป เราต้องการที่จะให้ความเป็นครัวไทยไปสู่ครัวอาเซียน ความเป็นครัวไทยไปสู่ครัวอาเซียน จะเป็นสปริงบอร์ด (Springboard) ที่สําคัญที่จะทําให้ความเป็นอาเซียนนั้นช่วยให้ ประเทศไทยนั้นโดดเด่นแล้วก็สามารถที่จะเดินไปสู่เป้าหมายของความเป็นครัวโลกให้ได้ นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง สุดท้ายก็คือตัวสินค้าที่จะได้รับผลพวงจากกรณีของการเข้าเป็นภาคี ความตกลงดังกล่าวนี้ เรามีสินค้าโอทอป (OTOP) มากมายครับ ท่านประธานก็คงทราบ สมาชิกรัฐสภาก็คงทราบว่า เมื่อแรกที่เราส่งเสริมสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านซึ่งต่อมาก็มาใช้เรียกว่าโอทอปนั้น แน่นอนที่สุด ว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกอาหารและเครื่องดื่มครับ ซึ่งอยู่ในหมวดนี้ละครับ หมวดของ สาขาอาชีพ ๑ ใน ๔ ที่สําคัญตรงนี้ แผนกเครื่องดื่มและอาหาร ทําอย่างไรที่จะให้มี การส่งเสริมต่อยอดให้กับวิชาชีพในสาขาเครื่องดื่มและอาหารในการที่จะก้าวเข้าสู่การเป็น ผู้นําในสาขานี้ในอาเซียน นั่นหมายถึงว่าความแตกต่างของอาหาร เครื่องดื่ม ที่จะนําเข้าไปสู่ การเสนอต่อนักท่องเที่ยวทั้งหลาย ทั้งกลุ่มลูกค้าอาเซียนด้วยกัน แล้วก็กลุ่มของชาวต่างชาติ ที่รวมกันเข้ามาในประเทศไทยนั้นร่วม ๒๐ ล้านคน ตรงนี้เองคือสิ่งที่มันจะได้มากกว่าการได้ ตําแหน่งงาน การได้แรงงานทักษะเราต้องเป็นการคิดที่บวกเพิ่มเข้าไป สร้างมูลค่าเพิ่มเข้าไป นอกเหนือจากการที่เราทําความตกลงเพียงแค่ในระดับของการเปิดเสรีภาคบริการ ด้านท่องเที่ยว จึงอยากฝากท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าช่วยกรุณาสร้างความมั่นใจ ด้วยการตอบข้อซักถาม ข้อกังวล แล้วกระผมยินดีที่จะให้การสนับสนุนโดยหลักการสําหรับ ข้อตกลงดังกล่าว ขอบพระคุณท่านประธาน