รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๙ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ)
วันพุธที่ ๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านก่อแก้วมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่จะมีการประชุมในวันนี้ ผมอยากจะกราบเรียนหารือท่านประธาน สักเล็กน้อยนะครับ ในเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ในกรณีสืบเนื่องจากพฤติกรรมของ เพื่อนสมาชิก
ท่านก่อแก้วครับ ผมว่า มันจบไปแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ คือเรื่องนี้ผมเอง อยากกราบเรียนว่าเราไม่ควรปล่อยให้มีพฤติกรรมแบบนี้ในสภา เพราะว่ารัฐสภานั้น เป็นสัญลักษณ์ทางระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อวานนั้นมีการกล่าวหาประธานรัฐสภาบอกว่า เป็นเผด็จการรัฐสภา ทำสัญลักษณ์เป็นไฮล์ ฮิตเลอร์ นั่นหมายถึงว่ามีการกล่าวหาว่า ท่านประธานนั้นเปรียบเสมือนฮิตเลอร์ ซึ่งมีพฤติกรรมที่ร้ายแรงมาก
ท่านก่อแก้วครับ ขออภัย จริง ๆ ไม่อยากขัดจังหวะ ขอดำเนินการต่อดีกว่านะครับ ผมว่าพอแล้ว ผมว่ามันไม่นิดเดียว ถ้าให้ท่านก่อแก้วพูดเดี๋ยวฝั่งนี้ก็ต้องพูดด้วยมันก็ไม่จบ เหตุการณ์เมื่อคืนเราถ่ายทอดสด ประชาชนเขาเห็นอยู่แล้ว อะไรเป็นอะไรประชาชนเขาทราบ ประชาชนใช้ดุลยพินิจเอง ทีนี้ผมไม่อยากให้มารื้อฟื้นเสร็จแล้วก็ว่ากันไปว่ากันมามันก็ไม่จบ ผมขออนุญาตดำเนินการต่อ เลยดีกว่าครับ ไม่เป็นอะไรครับ เรามีกรรมการจริยธรรมอยู่แล้ว มันมีทางออกทางอื่นครับ ผมขอดำเนินการต่อดีกว่าครับ ต้องขออภัยจริง ๆ เชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๒๙๑/๗ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ
เชิญท่านธนาครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ จากการที่ เราได้ประชุมรัฐสภามาติดต่อกัน ๙ วัน วันนี้ก็มีการประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ซึ่งทางวิปของ วุฒิสภาทางท่านก็ได้เอ่ยว่าเนื่องจากประชุมติดต่อกันดึกดื่น หลายค่ำหลายคืน แล้วก็ วุฒิสมาชิกบางท่านก็อาวุโส แล้วก็คิวของท่านบางครั้งก็ไปอยู่ตอนท้ายของเวลาการอภิปราย ช่วงค่ำคืน เพราะฉะนั้นผมก็อยากที่จะให้ท่านประธานได้ให้เกียรติท่านสมาชิกวุฒิสภานะครับ ถ้าท่านอยู่ในคิวที่จะอภิปรายแล้วท่านก็ใช้สิทธิก่อนผมก็ยินดีนะครับ เพื่อให้บรรยากาศ แล้วก็ให้การทำหน้าที่ของท่านก็จะได้มีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ว่าถ้าในระหว่างนี้ท่านยัง ไม่ติดใจผมก็จะใช้สิทธิอภิปราย แต่ก็กราบเรียนครับ เพื่อให้บรรยากาศการทำงานของเรา เป็นไปด้วยดีนะครับ ท่านก็สามารถประสานกับทางพรรคฝ่ายค้านหรือวิปเสียงข้างน้อย เราก็จะยินดีนะครับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับท่านด้วย
ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งในร่างที่คณะรัฐมนตรี ได้เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านให้กับท่านสมาชิกรัฐสภาและ พี่น้องประชาชนที่ติดตามการทำหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ได้รับทราบเพื่อที่จะได้ มีความเข้าใจไปพร้อมกัน เนื่องจากผมเป็นคนอภิปรายเป็นคนแรกด้วย ในมาตรา ๒๙๑/๗ เขียนไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ในกรณีที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการใดตามหมวดนี้ในระหว่าง ปิดสมัยประชุมรัฐสภา ให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการ เรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ แต่ถ้าอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และมีกรณีที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการใดภายในระยะเวลาที่กำหนดตามหมวดนี้ มิให้นับระยะเวลา ตั้งแต่วันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่กรณี จนถึงวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ภายหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรรวมเข้าในระยะเวลาที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการ ประเด็น ในมาตรา ๒๙๑/๗ มีอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกันครับท่านประธาน คือ
ประเด็นแรก ในกรณีที่รัฐสภาซึ่งกำหนดไว้ว่าจะต้องเป็นคนที่จะดูแลให้ การทำงานของ สสร. ได้เดินหน้าต่อไปได้ ถ้ามีการเลือกตั้ง สสร. เสร็จสิ้นแล้ว และบังเอิญอยู่ ในช่วงของการปิดสมัยประชุมในมาตรา ๒๙๑/๗ ก็ได้กรุณาเขียนไว้เพื่อที่จะให้ การดำเนินการของ สสร. นั้นเป็นไปตามบทบัญญัติที่ได้บรรจุไว้ก่อนหน้านี้ ก็คือให้ประธาน รัฐสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อเปิดประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ และให้ ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ
ส่วนในประเด็นที่ ๒ ก็คือในกรณีที่ระหว่างมีการเลือกตั้งหรือเมื่อมี การเลือกตั้ง สสร. เสร็จสิ้นแล้วเกิดว่าที่ประชุมสภานี่มันสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยการหมดอายุของ สภาผู้แทนราษฎรก็ดี หรือการยุบสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ซึ่งกรณีอย่างนี้ครับ เขาก็เกรงว่าจะมี การนับเวลาที่จะต้องรอเวลาที่จะมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่ให้นำกรณีของ การที่รัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมีกระบวนการสรรหาหรือเลือกตั้งประธานไม่ให้ นับรวมอยู่ในเวลาที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมได้กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพมาตลอดว่าการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมมีความเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากท่านได้กำหนดกรอบเวลาของทุกตาราง ของทุกเวลา ของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง สสร. จะต้องเลือกให้เสร็จภายใน ๗๕ วัน หลังจากที่ ที่ประชุมรัฐสภาได้มีมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และในเวลา ๗๕ วันนั้น ท่านได้ไปกำหนดเวลาย่อยว่าจะต้องมีการเปิดรับสมัครภายในกี่วัน จะต้องดำเนินการรับรอง สสร. ภายใน ๑๕ วันที่เป็นเรื่องที่ กกต. จะต้องดำเนินการ แล้วก็ศาลฎีกาก็จะต้องดำเนินการพิจารณาพิพากษาในกรณีที่มีผู้ร้องเพิกถอนหรือคัดค้าน การเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ทั้งนี้ต้องให้เสร็จก่อนระยะเวลาในการทำหน้าที่ของ สสร. สิ้นสุดลง เหลือน้อยกว่า ๙๐ วันไม่ได้ ถ้าเมื่อไรก็ตามศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่แล้วเสร็จ และอายุของ สสร. เหลือไม่ถึง ๙๐ วัน คดีที่มีการดำเนินการฟ้องร้องนั้นก็ให้เป็นอันยุติเพื่อให้ สสร. ได้เดินหน้าทำหน้าที่ในส่วนที่เหลือต่อไป ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า สิ่งที่สมาชิกรัฐสภาเป็นห่วงเป็นใยแล้วก็พูดจากันมาตลอดก็คือว่าการที่เราไปกำหนดเวลาไว้ อย่างนี้นี่นะครับ ท้ายที่สุดก็จะทำให้เหตุการณ์ที่อาจจะไม่คาดฝัน เหตุการณ์ที่เราไม่สามารถ กำหนดด้วยความรู้สึกของเราได้ เหตุการณ์ที่มันอาจจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่สามารถยับยั้งได้ ยกตัวอย่างว่าให้มีการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วันอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งผมได้เคย กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าถ้าเกิดมันมีภัยพิบัติ มันมีเหตุการณ์ร้ายแรงที่ทำให้ กกต. ไม่สามารถกำหนดการเลือกตั้งหรือให้เลือกตั้งได้ในเวลาที่กำหนด ท้ายที่สุดผมก็เกรงว่า การเลือกตั้ง สสร. ก็จะมีปัญหา แล้วท้ายที่สุดก็จะไปพันว่ามันขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ นั่นเป็นประเด็นที่ผมเป็นห่วง แต่ในประเด็นที่มาตรา ๒๙๑/๗ ครับท่านประธาน เรื่องของการปิดสมัยประชุมนี่นะครับท่านประธาน โดยปกติแล้วเรื่องนี้ รัฐสภาเองเราถือว่าเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญแล้วก็ให้ความจำเป็นเร่งด่วนอยู่แล้ว และโดยเฉพาะ ประธานรัฐสภาก็มีอำนาจตามบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่เข้ามาสู่รัฐสภา ได้เขียนให้ประธานรัฐสภามีภาระหน้าที่ต่าง ๆ มากมาย และผมเชื่อครับว่าถึงแม้บทบัญญัติ ในมาตรา ๒๙๑/๗ ไม่ได้เขียนบัญญัติไว้ ผมเชื่อว่าคนเป็นประธานรัฐสภาเมื่อที่ประชุมรัฐสภา ได้กำหนดแล้วว่าให้ไปมีการเลือกตั้ง สสร. เมื่อได้ สสร. มาแล้วนะครับ แม้จะอยู่ในช่วงที่ ปิดสมัยประชุมก็ตาม ผมเชื่อว่าท่านประธานรัฐสภาก็คงจะต้องขยายสมัยประชุมเพื่อที่จะ ให้มีการทำหน้าที่ของ สสร. ได้เดินหน้าต่อไป ผมคิดว่าการเขียนในวรรคหนึ่งในเรื่องของ ประเด็นที่ ๑ นั้น ความจริงไม่จำเป็นต้องเขียนเลยครับท่านประธาน มันเป็นการฟุ่มเฟือย มันเป็นเรื่องที่ผมเห็นว่าเป็นการวิตกจนเกินไป พยายามที่จะกำหนดกรอบเวลา พยายามที่จะ ให้รถไฟขบวนนี้ ขบวนของการร่างรัฐธรรมนูญมันไม่มีเหตุที่จะมาทำให้ขบวนนี้เดินช้าลงหรือ แม้กระทั่งตกราง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราวิตกจริตมากจนเกินไป นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน วันนี้ปฏิเสธไม่ได้นะครับท่านประธานว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นประเด็นการเมืองไปแล้ว ที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ก็เพราะว่า เป็นที่ยอมรับกันในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ แล้วก็พูดโดยกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ดี หรือแม้กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลก็ดีว่าการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่เรากำลัง พิจารณาอยู่ในขณะนี้ละครับ เป็นวาระที่พรรคการเมืองไปรับปากพี่น้องประชาชนว่าเมื่อได้ เข้ามามีอำนาจรัฐในการบริหารราชการแผ่นดิน ก็จะนำเอาประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่รัฐสภา นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบันนี้ จะเป็นเรื่องประเด็นทางการเมืองโดยสิ้นเชิง และผมไม่มีความสบายใจอย่างยิ่งครับที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประเด็นที่สามารถที่จะ ดำเนินการได้ และพยายามที่จะงดเว้นหรือยกเว้นเหตุการณ์ที่จะทำให้การดำเนินการแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้ไม่สามารถเดินได้ โดยได้เขียนบทที่จะล็อก (Lock) โดยที่จะกำกับไม่ให้มีการ สะดุดของการดำเนินการของรถไฟขบวนรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลยไว้หลายมาตรา ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าเมื่อรัฐสภามีมติให้มีการเลือกตั้ง สสร. ไปแล้ว ท่านประธานทราบไหมครับ ว่ารถไฟขบวนรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะยุติลงด้วยเหตุเพียงไม่กี่ประการเท่านั้นเอง
ประเด็นแรก ก็คือรัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะตามวรรคห้า ก็คือร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลในการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข ลักษณะรูปแบบของรัฐนี่นะครับ ถ้ารัฐสภาวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวให้ถือว่า ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป
และในประเด็นอีกประเด็นหนึ่งครับ ที่มีการพูดจากันมากเลย ก็คือว่าเวลาที่ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วและนำเสนอต่อรัฐสภา เมื่อประธาน รัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็คืออะไรครับท่านประธาน ก็คือไม่ได้มีลักษณะต้องห้ามอย่างที่ผมได้กราบเรียน ให้ประธาน รัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาวินิจฉัย ท่านประธานจะเห็นได้นะครับว่าการเขียน บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญใน ๒ มาตรานี้ขัดกันโดยสิ้นเชิง โดยปกติเราทราบกันดีครับ ท่านประธานว่าเมื่อมีปัญหาต้องตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ องค์กรที่มีหน้าที่ในการตีความ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ชัดเจนก็คือศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่มีข้อวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญ มีปัญหาต้องตีความหรือไม่ กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติครับว่ามีองค์กรหนึ่งซึ่งมีหน้าที่ต้อง ตีความคือศาลรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ไปเขียนให้คนที่มีอำนาจตีความ รัฐธรรมนูญได้เท่าเทียมกับศาลรัฐธรรมนูญอยู่ ๒ องค์กรอีกแล้วครับท่านประธาน องค์กรแรก ก็คือตัวท่านประธานรัฐสภาเอง เวลาที่มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ได้เขียนไว้ว่า ให้ประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าประธานรัฐสภาวินิจฉัยหรือเห็นว่าไม่ได้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ให้ส่งรัฐสภาวินิจฉัยพิจารณาต่อไป เห็นไหมครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีได้ให้อำนาจท่านประธานรัฐสภาทำหน้าที่เสมือน หนึ่งเป็นศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าในมาตราต่อไปก็คือมาตราที่ระบุไว้ว่าให้รัฐสภาวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญดังกล่าวขัดต่อบทบัญญัติตามวรรคห้าหรือไม่ ถ้าขัดก็ให้ตกไป นั่นหมายถึงว่าวันนี้ คนที่มีอำนาจในการวินิจฉัย ศาลวินิจฉัยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมี ๓ องค์กร ด้วยกันละครับท่านประธาน ซึ่งผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความไม่สบายใจครับว่า การที่เราไปบัญญัติให้ประธานรัฐสภาก็ดี รัฐสภาแห่งนี้ก็ดี มีอำนาจในการวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ จะเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ หรือไม่ นั่นเป็นประเด็นที่เราก็คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ผมก็ต้องมีหน้าที่ในการที่จะนำ เรียนท่านประธานด้วยความเป็นห่วง ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งได้พยายามหยิบยก เรื่องนี้ที่จะกราบเรียนท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่ตลอดเวลาว่าพวกผมก็มีความบริสุทธิ์ใจ เมื่อสังคมมีความรู้สึกว่าการจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นทางออกของสังคม แม้ว่า พวกผมจะทักท้วงท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหลายครั้งว่าการที่เราเดินหน้า แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยที่มีเสียงของพี่น้องประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่เขามีความรู้สึกว่ายังไม่ ถึงเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นการผลักไสประชาชนที่เขาไม่เห็นด้วยกับกระบวนการนี้ ออกไป แล้วท้ายที่สุดมันก็จะเกิดความขัดแย้ง เกิดความไม่สบายใจของสังคมไทย สิ่งหนึ่ง ที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานต่อไปก็คือว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างที่ผมได้เรียนก็คือ พยายามที่จะประคับประคองรถด่วนขบวนประชาธิปไตย ขบวนของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ เดินหน้าต่อไป ไม่ว่ารางจะหัก ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติอะไรก็ตาม ยังต้องการให้รถไฟขบวนนี้ไปถึง จุดหมายให้ได้ เมื่อถึงจุดหมายแล้วยังมีกฎหมายเปิดช่องที่จะให้รถไฟขบวนนี้เดินหน้าต่ออีกครับ ท่านประธาน ซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเป็นห่วงว่าเราจะให้ปัญหาความแตกแยก ความขัดแย้งของสังคมมันเดินหน้าไปขนาดไหนครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าถ้ารัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นตามหมวดนี้ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก
ท่านธนาครับ มีผู้ประท้วงครับ มี ๒ ท่าน
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านผู้มีเกียรติที่กำลังอภิปรายอยู่นี้แปรญัตติ ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ แล้วก็เฉียด ๆ ข้อ ๔๓ ข้อ ๙๙ ชัดเจน ท่านแปรญัตติตัดเรื่องวิธีการป้องกันในกรณีที่เลือกสมาชิก สสร. มันอยู่ในปิดสมัยประชุม ในมาตรานี้เขาเขียนให้ประธานรัฐสภาสามารถเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้ แล้วก็เขียนป้องกัน ไว้ในกรณีที่ยุบสภา ระยะเวลาตั้งแต่ยุบไปถึงเวลาที่จะมีประธานสภาผู้แทนราษฎรเขาเขียนว่า ไม่ให้มานับ เขาเขียนป้องกันไว้เพื่อให้เกิดความรอบคอบ พอเขียนรอบคอบมากท่านก็มาติว่า มันรอบคอบมาก และกำลังจะกล่าวร้ายว่าที่เขียนอย่างนี้เพราะว่ามีความมุ่งมั่นที่จะให้ รัฐธรรมนูญนี้สำเร็จ ออกนอกประเด็นไปประมาณครึ่งทางแล้ว ผมก็เลยอยากจะเรียน ท่านประธานว่าอย่างไรก็ขอให้ปฏิบัติตามข้อบังคับ เมื่อมีประเด็นในการแปรญัตติตามข้อ ๙๙ แล้วก็ขอให้หยุดเสีย มันจะได้ไปคุยเรื่องสำคัญกว่านี้ ก็มันมีประเด็นเท่านี้ ก็พูดเท่านี้ละครับ ไม่ใช่พูดไปพูดมาเดี๋ยวจะแสดงอาการไม่เหมาะสมเหมือนเมื่อคืนนี้อีก เอาให้มันอยู่ ในข้อบังคับครับ
เข้าใจครับ ท่านธนาครับ อย่าไปไกลนักขอให้ใกล้ ๆ เข้ามาหน่อย แล้วก็กระชับสักนิด เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าการพูดอภิปรายในเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับท่านประธาน เป็นเรื่องประเด็นข้อกฎหมาย เป็นประเด็น เรื่องทางเทคนิค
ท่านธนาครับ ผมทำความ เข้าใจอย่างนี้ดีกว่า ถ้าประเด็นของเราพูดกันเรื่องไก่ แล้วจะไปพูดเรื่องเป็ดแล้วอ้างพูดว่า มันมีขนเหมือนกันอย่างนี้มันก็ไปได้เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเอาประเด็นให้มันกระชับสักนิด เข้าประเด็น อย่าไปไกลนักครับ เอาให้มันกระชับเข้ามาสักนิด
ท่านประธานที่เคารพครับ คือผมเรียน ท่านประธานว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้แต่ละมาตราท่านประธาน มีความเชื่อมโยงถึงกัน ท่านประธานจะให้ผมอภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๗ โดยไม่แตะมาตราอื่นไม่ได้ครับ เพราะว่า มันมีความเชื่อมโยงของนัยสำคัญของการเขียนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ไม่เชื่อท่านประธาน ถามประธานคณะกรรมาธิการก็ได้ เพราะมันมีการเชื่อมโยง แต่ท่านประธานจะเห็นได้ว่า ผมอภิปรายเพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการของ สสร. นั้น ผมมีความ
ท่านธนาครับ ผมขออย่างนี้ ได้ไหมครับ ที่จริงผมให้เกียรตินะครับ ทีนี้การจะประเมินว่าอยู่ในประเด็นหรือไม่อยู่ ในประเด็น ถ้าสมมุติว่าอยู่ในประเด็นสัก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ นอกประเด็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าอยู่ในประเด็นสัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นอกประเด็นสัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยัง พอรับไหว แต่ถ้านอกประเด็นสัก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ และมาอยู่ในประเด็นสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันไม่ได้ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเถอะครับ อยากให้ใกล้เข้ามาหน่อยแล้วก็ช่วยกระชับ ด้วยนะครับ อยู่ตรงประเด็นที่สงวนคำแปรญัตติ
ท่านประธานที่เคารพครับ การอภิปราย ในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ในรัฐสภาก็ดี ผมก็มีหน้าที่ที่จะอภิปรายทำความเข้าใจกับ ท่านสมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ผมก็ต้องมีวิธีในการที่จะทำความเข้าใจ กับสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าของผมยังอยู่ในประเด็นครับ สิ่งที่ผมหยิบยก ให้ท่านประธานเห็นก็คือว่าวันนี้แม้กระทั่งอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือถูกยุบ สภาผู้แทนราษฎร ท่านยังเขียนกฎหมายให้การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ ผมถึงต้องกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย ผมก็ต้องยกเอาเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่เห็นด้วย และสิ่งที่ผมยกเหตุผลขึ้นมามันก็อยู่ใน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งสิ้น ผมไม่ได้หยิบสิ่งที่อยู่นอกเหนือรัฐธรรมนูญเลย ผมเข้าใจดีครับ ท่านประธานว่าท่านประธานกำลังที่จะกำกับการประชุมให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่ผมก็เชื่อมั่นว่า สิ่งที่ผมอภิปรายเป็นประโยชน์แล้วก็อยู่ในประเด็น ขอท่านประธานนิดเดียวครับ
ท่านอย่างนี้ ขอให้มันใกล้ เข้ามาหน่อยแล้วกระชับสักหน่อยนะครับ อย่าขยายกว้างไกลจนเกินไปนะครับ เอาเท่าที่ผม จะรับได้ ถ้ายืดยาวเกินหรือนอกประเด็นมากเกินก็มีคนประท้วงอย่างนี้ครับ ท่านประเสริฐ ไม่มีใครผิดข้อบังคับ อย่ามาประท้วงคำวินิจฉัยของประธานเลย ท่านนั่งเถอะครับ ต่างฝ่าย ต่างให้เกียรติซึ่งกันและกันดีกว่า ท่านนั่งเถอะครับ ท่านธนาต่อเถอะครับ
ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธาน นิดเดียวครับ การที่ผมกำลังอภิปรายแล้วท่านประธานก็มาตัดบทในการอภิปรายของผมอยู่ ตลอดเวลา ผมก็เสียสมาธิพอสมควรนะครับท่านประธาน
ท่านครับ ถ้าไม่นอกประเด็น จนเกินเหตุหรือไม่มีผู้ประท้วงผมจะไม่ตัดเลย
ขอบคุณครับท่านประธาน ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้ แนวความคิดของผมที่ผมตัดมาตรา ๒๙๑/๗ ทั้งหมด เพราะผมเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ในครั้งนี้ และกำลังจะทำให้เป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต ของรัฐสภา เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาจากประเด็นทางการเมือง ประเด็นทางการเมือง อย่างไรครับท่านประธาน เมื่อท่านยืนยันเองว่าท่านไปรับปากพี่น้องประชาชนว่าเมื่อเลือก พรรคของท่านเข้ามาท่านก็จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเคารพ เพราะสิ่งที่ท่านไป รับปากพี่น้องประชาชน แต่สิ่งที่ผมยืนยันก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้เป็นเรื่องการเมือง ไปแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อสภาผู้แทนราษฎรที่ไปอาศัยเสียงของการโหวตของพี่น้องประชาชน เพื่อให้ได้อำนาจรัฐเข้ามาในสมัยนั้น ๆ แล้วก็ดำเนินการที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรในมุมมองของผมครับ ท่านประธาน เมื่อประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาจากประเด็นทางการเมือง มาจาก การมอบอำนาจของพี่น้องประชาชนให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้กระทั่งวุฒิสมาชิก ที่มาจากการเลือกตั้ง ตราบใดก็ตามกระบวนการของการมอบอำนาจด้วยการผ่านการเลือกตั้ง ยังมีอยู่ ผมก็ยังถือว่ายังมีเหตุผลที่การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าต่อไป แต่ถ้า สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนที่ท่านอ้างว่าประชาชนมอบความไว้วางใจ ให้ท่านมา และท่านก็หยิบยกเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาสู่การทำงานของรัฐสภา ถ้าวันนั้น สภามันสิ้นสุดลงแล้วและเราถือแล้วเรามองตรงกันว่ามาจากการเมือง เมื่อการดำเนินการทาง การเมืองมันสิ้นสุดลง มันยุติลง กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรที่จะสิ้นสุดลงและ ยุติลงหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นมันกลายเป็นว่าท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญก็จะถูกหยิบยกมาในการที่จะ ต่อสู้ช่วงชิงเพื่อให้ได้อำนาจรัฐในการเข้ามาบริหารประเทศไม่มีที่สิ้นสุด ที่ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ก็สอดคล้องกับมาตรา ๒๙๑/๖ ผมพูดนิดเดียวครับท่านประธาน ตอนท้าย ที่เขียนว่าเมื่อรัฐสภามีมติอย่างใดอย่างหนึ่งตามวรรคหนึ่งแล้ว เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ การเสนอให้มีการเลือกตั้ง สสร. อีก แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสิ้นสุดไปแล้วถ้ารัฐสภามี มติอย่างใดอย่างหนึ่งตามวรรคหนึ่งแล้วจะมีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งอีกไม่ได้ เว้นแต่จะ มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ นี่ครับท่านประธาน หมายถึงว่าเมื่อกรณีที่การดำเนินการ ลงประชามติหรือว่าการดำเนินการที่จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถผ่านความเห็นชอบ ของสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาไปได้ ไม่สามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้อีกครับ ยกเว้นว่า มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าการที่ไปเขียนรัฐธรรมนูญผูกติดไว้อย่างนี้ ไปผูกติดกับขบวนรถด่วนรัฐธรรมนูญแล้วไม่ยอมให้ขบวนรถด่วนขบวนนี้ตกรางได้เลย เดินหน้าต่อไปไม่ว่าจะถึงจุดหมายกี่สถานีแล้วก็ตาม ท่านก็ยังประสงค์ที่จะให้เดินหน้าไม่มี ที่สิ้นสุด และผมเกรงอย่างนี้ครับท่านประธาน กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของ ประเทศ เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนก็มีความภาคภูมิใจ เวลาที่ท่านเรียกร้องให้คนเข้ามาต่อสู้ ในกระบวนการของการต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมันฟังดูสวยหรูครับ และมันสอดคล้องกับเวลาที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เรายอมรับกันนะครับว่าวันนี้เมื่อการ แก้ไขรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือคนที่เป็นนักการเมือง คนที่อยู่ใน รัฐสภาแห่งนี้ได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากที่สุด ประชาชนคนปกติหาเช้ากินค่ำ แทบจะไม่ได้รับอานิสงส์จากแก้ไขรัฐธรรมนูญเลยนะครับท่านประธาน วันนี้ถึงมีโพลล์ ออกมาว่าประชาชนอยากให้ท่านแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของแพง ความทุกข์ยากของ บ้านเมืองมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ปรากฏแล้วก็ยอมรับกันในสังคมทั่วไป ในขณะนี้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดที่รัฐบาลควรจะทำ แต่ควรที่จะให้ ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แล้วผมก็โยงให้ ท่านประธานเห็นต่อนะครับว่าเมื่อประชาชนวันนี้เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เรื่องสำคัญ แต่ท่านก็ยังไปผูกติดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ตลอดเวลาเมื่อมีการเลือกตั้ง ท้ายที่สุด ท่านประธานครับ พรรคการเมืองทุกพรรคก็จะหยิบเอาประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เอามาใช้ เอาประโยชน์จากพี่น้องประชาชนเพื่อให้เห็นว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นกระบวนการที่สวยงาม ที่ทุกคนมีส่วนร่วม ดีกว่าการที่จะไปเสนอนโยบายอย่างอื่น ซึ่งประชาชนไม่มีความภาคภูมิใจกับพรรคการเมืองที่มาเสนอตัวรับใช้พี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า
ประเด็นที่ ๑ ผมไม่สบายใจ ไม่สบายใจที่รัฐสภาแห่งนี้กำลังเอาประเด็นของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นประเด็นที่จะช่วงชิงอำนาจรัฐซึ่งกัน ท่านประธานคอยดูสิครับ ต่อไปนี้เวลาที่พรรคการเมืองหาเสียงเลือกตั้ง ผมพูดทำนายไว้วันนี้เลยครับว่าประเด็นของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเสร็จสิ้นก็จะมีประเด็นของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญพวงติดไปกับนโยบายของพรรคการเมืองในการที่จะให้พี่น้องประชาชน ได้รับเลือกครับ
ท่านธนาครับ กลับเข้าสู่ ประเด็นเถอะครับ อย่าไปไกลขนาดนั้นเลยครับ ผมเตือนหลายครั้งแล้วนะครับ ที่จริงประเด็น ที่สงวนมันก็มีอยู่นิดเดียวครับ เอาเข้าสู่ประเด็นนะครับ
ผมไม่เข้าประเด็นตรงไหนครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธาน แสดงว่าท่านประธานไม่ได้ฟังผมเลย ผมเรียนท่านประธานว่า ประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้เป็นประเด็นทางการเมือง ผมจึงต้องตัดมาตรา ๒๙๑/๗ ออกอย่างไรครับท่านประธานว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องสิ้นสุดต้องยุติลงเมื่อสภาผู้แทนราษฎร สิ้นสุด หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่ผมพูดไม่อยู่ในประเด็นตรงไหนครับท่านประธาน ผมกราบเรียนด้วยความเคารพครับท่านประธานว่าวันนี้มีพี่น้องประชาชนติดตามการทำหน้าที่ ของสมาชิกรัฐสภามากพอสมควรครับ แล้วก็มีความรู้ความเข้าใจดีครับ เราได้ทำหน้าที่ตรงนี้ ถ่ายทอดไปยังพี่น้องประชาชน ผมลงไปเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชน พบปะพี่น้องประชาชน จำนวนมากเลยครับ แสดงความพึงพอใจในการทำหน้าที่ ทำให้เขาได้รู้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แท้ที่จริงแล้วทำเพื่อใคร ทำเพื่อพี่น้องประชาชนหรือไม่ หรือทำเพื่อผลประโยชน์ของ นักการเมือง หรือพรรคการเมืองเท่านั้น นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานอยู่ในหลักการ ในหลักการมาตรา ๒๙๑/๗ ผมไม่เห็นด้วย และไม่ต้องการให้ประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยู่ผูกติดไปกับพี่น้องประชาชนคนไทยไปจนตลอดชีวิตของเขา เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๗ ผมจึงให้เสนอให้ตัด เพราะในประเด็นแรก กรณี ที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการในระหว่างปิดสมัยประชุม ก็ประธานรัฐสภาคนนี้ละครับไม่ไปไหน หรอกครับ เราเลือกตั้งมาประมาณ ๘-๙ เดือน เรามีวาระการทำหน้าที่ ๔ ปี รัฐธรรมนูญ สสร. จะต้องร่างให้เสร็จภายในไม่เกิน ๑ ปี และจะมีประธานรัฐสภาคนไหนละครับ และจะมี สภาชุดไหนละครับถ้าไม่ใช่ชุดนี้ ท่านก็เขียนล็อกไว้หมดแล้วว่าให้มันเดินหน้าตามกำหนด กรอบเวลาอย่างไร เพราะฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้ที่ประธานรัฐสภาคนนี้จะไม่เลือกหรือขยาย สมัยวิสามัญเพื่อให้ สสร. ได้ทำหน้าที่ ผมถึงบอกไม่ต้องเขียนอย่างไรครับ เรื่องบางอย่าง เราอย่าไปวิตกจนเกินเหตุ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ปล่อยให้รัฐธรรมนูญมีความศักดิ์สิทธิ์ ในตัวของมันเองบ้าง ไม่ใช่ว่าเรื่องของเราที่เราวิตกทุกเรื่องก็จับไปยัดอยู่ในรัฐธรรมนูญ ทำไมต้องเขียนละครับว่า แม้กระทั่งสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดอายุ หรือยุบสภา ทำไมท่านไม่เขียนละครับว่าถ้ามี สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ให้รัฐสภาชุดใหม่เขาลงมติดูสิว่าสิ่งที่ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมานั้นรัฐสภาชุดใหม่เห็นชอบด้วยหรือไม่ ถ้าไม่เห็นชอบด้วยก็ให้ตกไป แต่ท่านไม่เปิดช่อง ท่านไม่เขียนอย่างนี้เลย ผมถึงกราบเรียนท่านประธาน ท้ายแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมรู้ ว่าการทำหน้าที่ในวันนี้ ทุกคนก็ทำหน้าที่ที่สำคัญ ไม่มีเกียรติอันไหนครับในการทำหน้าที่ของ สมาชิกรัฐสภาจะมากเท่ากับการพูดในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปกป้องรัฐธรรมนูญ เพราะวันที่ผมสาบานตัวในการทำหน้าที่ ผมก็สาบานตัวที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรก็ตามที่จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้บิดเบน เปลี่ยนแปลงไปจาก เจตนารมณ์ที่เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ผมก็ต้องมาทำหน้าที่ ผมก็มีหน้าที่ที่ต้อง บอกท่านสมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้ไม่ใช่เป็นหน้าที่ ของพวกเราเฉพาะสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น แต่ต้องเป็นหน้าที่ของพี่น้องปวงชนชาวไทยทุกคน อย่าให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งอาศัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และได้ไปซึ่งผลประโยชน์ที่เขาแสวงหา ผมก็ต้องมีหน้าที่เตือนพี่น้องประชาชนเท่านี้เองครับ ผมทำหน้าที่ผมด้วยความภาคภูมิใจ ผมกราบเรียนครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๗ ผมไม่เห็นด้วย และผมให้ตัดออกทั้งหมด ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ครับ คงไม่อนุญาตครับ ท่านประเสริฐไม่มีอะไรหรอกครับ เชิญท่านวิรัตน์เถอะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมอยากเห็นการประชุมวันนี้ให้มันราบรื่น เหมือนเมื่อวานครับ ผมขอความกรุณาท่านประธานอย่าได้รบกวนผู้อภิปรายบ่อยเกิน เพราะว่าบรรยากาศมันไปด้วยดี วันนี้อย่างไรมาตรานี้ก็
ท่านครับ อย่างนี้ครับ หลักง่าย ๆ เลยครับ ถ้าผู้อภิปรายอยู่ในประเด็นผมจะไม่ท้วงเลยครับ แต่ถ้าอยู่นอกประเด็น ผมก็ต้องทักท้วง เป็นหน้าที่ของผม ผมยึดข้อบังคับครับ
ท่านครับ ท่านพูดถูกครับ แต่ว่าเมื่อสักครู่
ท่านอย่าแย้งเลยครับ มันจะไม่จบ ท่านพอเถอะครับ ท่านกำลังประท้วงคำวินิจฉัยของประธานนะครับ ซึ่งท่านก็รู้ ข้อบังคับดี ท่านนั่งเถอะครับ เชิญท่านวิรัตน์ครับ ขออภัยท่านวิรัตน์ครับ รัฐสภายินดีต้อนรับ คณะนักศึกษาศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอน้ำยืน และ อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี เชิญท่านวิรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นการสงวนความเห็น โดยขอตัดออกทั้งมาตรานะครับ สาระก็คือ เมื่อรัฐบาล เมื่อเสียงข้างมากได้ สสร. ทั้ง ๗๗ คน บวก ๒๒ คน รวมเป็น ๙๙ คน แล้วนี่นะครับ ฝ่ายเสียงข้างมากก็ยังไม่พอใจนะครับ เขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งก่อนที่ผมจะลง รายละเอียด ผมขอสรุปสั้น ๆ เพื่อความเข้าใจของพี่น้องประชาชนนะครับว่า กรณี สสร. ความจริงก็คือผู้รับมอบอำนาจจาก ส.ส. บวก ส.ว. ก็คือสมาชิกรัฐสภาไปให้ สสร. ๙๙ คน แต่มาตรา ๒๙๑/๗ ที่กระผมจะพูดต่อไปนี้เขียนไปถึงขนาดว่ารัฐสภาซึ่ง ส.ส. และ ส.ว. มอบให้ สสร. ๙๙ คน แต่ ๙๙ คนนี้ยังมีอำนาจเดินต่อ แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรหมดวาระหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ผมเข้าใจว่าเราคิดตรงกัน ต้องไม่ลืมครับว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน รวมกับวุฒิสภา ๑๕๐ คน เป็น ๖๕๐ คน เพราะฉะนั้นหากเมื่อวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดนยุบไปก็แปลว่า ๕๐๐ คนหมดภาระ หมดหน้าที่ หมดอำนาจที่จะดำเนินการติติง ทักท้วง หรือสนับสนุน ก็เป็นหน้าที่ของ ๑๕๐ คน คือ ส.ว. ที่จะดำเนินการประชุมรัฐสภาต่อ ในสาระเรื่องนี้กระผมเห็นว่าเป็นการปล้นอำนาจ เพราะอะไรครับ เพราะว่าถ้าดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๓๒ ในระหว่างที่อายุ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ เขาห้ามประชุมวุฒิสภา และอนุญาต ให้วุฒิสภาทำหน้าที่เป็นรัฐสภาได้อยู่ไม่กี่มาตราเท่านั้น และเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ กระผมจะขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับ แล้วตรงประเด็นไม่มีออกข้างเลยครับ ท่านประธาน เรื่องที่วุฒิสภาทำหน้าที่เป็นรัฐสภาได้ ก็คือกรณีมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๑๘๙ ผมจะต้องขออนุญาตเรียนให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ ถึงเนื้อหาสาระที่วุฒิสภาจะสามารถทำหน้าที่แทนรัฐสภา หรือทำหน้าที่แทน ส.ส. บวก ส.ว. ทำหน้าที่แทน ๖๕๐ คน ให้ ๑๕๐ คนทำหน้าที่แทน ๖๕๐ คนได้ไม่กี่กรณี ในมาตรา ๑๙ วุฒิสภาจะทำหน้าที่เป็นรัฐสภาได้
ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตาม มาตรา ๑๘ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภา ทำหน้าที่รัฐสภาในการให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง
เห็นชัดเจนครับ กรณีนี้เป็นกรณีสำคัญที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ ท่านให้วุฒิสภา ทำหน้าที่แต่มีองค์กรตรวจสอบอีกองค์กรหนึ่งซึ่งเป็นองค์กรสำคัญก็คือคณะองคมนตรี เป็นผู้เสนอชื่อ ไม่ใช่ว่าให้ ๑๕๐ คน ทำหน้าที่โดยพลการได้ นี่คือสาระหนึ่งที่วุฒิสภาทำหน้าที่ เป็นรัฐสภาได้ หรือกรณี
มาตรา ๒๑ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง ตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภา
อันนี้ก็อนุญาตว่าในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบหรือสิ้นสุดให้วุฒิสภา ทำหน้าที่รัฐสภาได้ อันนี้ก็มีนัยก็คือว่าเมื่อประธานองคมนตรีเสนอมาที่วุฒิสภาในฐานะรัฐสภา รัฐสภาเห็นชอบก็ให้ผู้สำเร็จราชการปฏิญาณตนก็ถือว่ามีเหตุมีผล หรือกรณีมาตรา ๒๒ ซึ่งถือว่าเป็นกรณีสำคัญ ก็คือ
การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ เมื่อมีพระราชดำริประการใด ให้องคมนตรี จัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลเดิมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อมีพระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประธานองคมนตรี ดำเนินการแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้รัฐสภาทราบ
ซึ่งในวรรคสามก็บัญญัติไว้นะครับว่า
ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภา ทำหน้าที่รัฐสภาในการรับทราบตามวรรคสอง
อันนี้ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ ก็คือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ดำริ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ คือโดยแท้นะครับ เมื่อทรงร่างแล้วก็ ให้คณะองคมนตรีจัดทำร่างกราบบังคับทูล ทรงเห็นชอบ ทรงลงพระปรมาภิไธย อันนี้ก็แจ้ง รัฐสภา เห็นไหมครับว่ากรณีนี้เป็นกรณีสำคัญยิ่งยวด แต่ส่วน สสร. ซึ่งเดี๋ยวกระผมจะ อภิปรายต่อไปเป็นคนละเรื่องนะครับ หรือกรณีมาตรา ๒๓ ซึ่งมี ๒ กรณี
๑. ในกรณีราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง พระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
อันนี้ก็ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาเรียกประชุม กรณีนี้วุฒิสภาทำหน้าที่แทนรัฐสภาได้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลนะครับ หรือกรณีที่ไม่ทรงตั้งไว้ กรณีนี้ ถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน เพราะว่าเป็นการเสนอชื่อ เสนอพระนามพระรัชทายาท ก็ให้
ท่านวิรัตน์ครับ
ครับ
เอาเข้าประเด็นเถอะครับ มีผู้ประท้วงแล้วครับ อย่าแย้งเลยครับ ท่านให้มันกระชับหน่อย เชิญครับ เชิญท่านขจิตรครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านผู้มีเกียรติที่กำลังอภิปราย แม้จะเป็นทนายใหญ่ก็มีโอกาสผิดข้อบังคับได้ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ครับ ท่านผู้มีเกียรติแปรญัตติตัดมาตรา ๒๙๑/๗ มาตรา ๒๙๑/๗ นี้ กำหนดว่าสาระสำคัญนะครับท่านประธาน กำหนดเพียงว่าในระหว่างปิดสมัยประชุม ถ้าเรื่องนี้เสร็จแล้ว กระบวนการตามหมวดนี้เสร็จเพื่อให้เดินต่อไป เขาเขียนให้อำนาจ ท่านประธานรัฐสภาเสนอเปิดวิสามัญได้ แล้วเขาก็เขียนต่อไปว่าถ้าหากสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีสิ้นสุดลง ในระหว่างที่ยังไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้นับเวลา หลังเลือกตั้งแล้ว มีประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงให้นับเวลาดำเนินการต่อได้ เรื่องมีเท่านี้ครับ ข้อ ๙๙ เขาเขียนว่า ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ให้รัฐสภาพิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง คำปรารภ พิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา ขณะนี้กำลัง เรียงตามลำดับมาตราและให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำ หรือข้อความที่มี การแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่มีการสงวนคำแปรญัตติ หรือมีการสงวนความเห็นไว้ ท่านผู้มีเกียรติ กำลังพูดถึงว่าในระหว่างไม่มีสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญอนุญาตให้วุฒิสภาทำหน้าที่แทน ได้ในเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการแปรญัตติของท่าน แต่มันอาจจะเฉียด ๆ แต่ไม่ เกี่ยวครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่เกี่ยวเลย ท่านกำลังพูดนอกประเด็นที่แปรญัตติไว้ ผิดจาก ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ แน่นอน ขอให้ท่านประธานได้พิจารณาให้ท่านสมาชิกได้เข้ามาในประเด็นครับ
ท่านวิรัตน์ครับ ผมพูดบ่อย บอกว่าผมให้เกียรติสมาชิกแล้วก็ใช้คำพูดว่า เอาพอสมควร หมายความว่า บางทีออกนอก ประเด็นไปบ้าง ผมก็ให้เกียรติ แต่ต้องเอาพอสมควร ฉะนั้นท่านเอาพอสมควรได้ไหมครับ เราอยู่สภากันมานานครับ อะไรเป็นอะไรเรารู้ครับ เพราะฉะนั้นเอาพอสมควรเถอะครับ ให้กระชับ อย่าไปไกลมากนักครับ อยากได้น้อย ๆ อยู่ในประเด็นสัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ออกนอก ประเด็นบ้างสัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังพอฟังได้ครับ แต่ไม่ใช่อยู่ในประเด็นเหลือสัก ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ นอกประเด็นไปตั้ง ๘-๙-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นประเด็น มีอยู่นิดเดียวเท่านั้นเอง ท่านช่วยกระชับหน่อยเถอะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผมเอง พยายามให้อยู่ในเนื้อหา แล้วก็ไม่แขวะ ไม่หาเรื่อง ไม่ออกข้างทางโดยไม่จำเป็นนะครับ แล้วก็เรื่องนี้ผมพยายามจะอธิบายให้ประธานและท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชมได้ทราบว่าในกรณี มาตรา ๒๙๑/๗ มีนัย มีจุดที่ผมไม่สบายใจเพราะว่าถ้าเป็นอย่างที่เขียนขึ้นโดยสุจริตใจของผม ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นการไม่เคารพเจตนารมณ์ของสภาผู้แทนราษฎร เพราะอะไรครับ เพราะว่าถ้าสภายุบ ถ้าสภาครบวาระ มีเหตุผลใดที่จะต้องให้ สสร. ดำเนินการต่อไปได้ เพราะว่าเรื่อง สสร. มาจากการแต่งตั้ง แน่ ๆ ครับ เขาเป็นตัวแทนของ ส.ว. ๑๕๐ คน เขาเป็นผู้รับมอบอำนาจจาก ส.ส. ๕๐๐ คน รวม ๖๕๐ คน เพราะฉะนั้นเมื่อ ๕๐๐ คนหายไป โดย ๒ นัยก็คือ ๑. ถูกยุบ ๒. หมดวาระ ผู้รับมอบอำนาจก็ควรจะต้องพ้นหน้าที่ไป นั่นคือ สาระครับ ผู้รับมอบอำนาจควรจะต้องพ้นหน้าที่ไป แต่ในมาตรา ๒๙๑/๗ ท่านเขียนไว้เลยว่า ยังอยู่ ตรงนี้เองครับ ถ้าท่านมั่นใจว่า สสร. ที่มาถูกต้องก็รอชุดใหม่ รอสภาใหม่ สภาใหม่ เลือกตั้ง ท่านก็จัดการให้มี สสร. ก็ทำได้และสภาใหม่ก็มีเวลา ๔ ปีนะครับ เพราะฉะนั้น การเขียนไว้ลักษณะเช่นนี้ผมถือว่าเป็นการปล้นอำนาจ เป็นการไม่เคารพเจตนารมณ์ของ พี่น้องประชาชน นี่คือสาระ นี่คือนัยของที่ผมอยากจะกราบเรียนท่าน ท่านประธานและให้ พี่น้องประชาชนทราบว่ากรณีเช่นนี้นะครับ ผมสงวนตัดทั้งมาตราและในขณะเดียวกันผมได้ สงวนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญพ้นสมาชิกภาพ กรณีที่รัฐบาลยุบสภา หรือกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบวาระ ก็โดยนัยเพราะว่าผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ให้ ผู้รับมอบอำนาจเดินต่อทั้งที่ผู้มอบอำนาจตายไปแล้ว หมดวาระแล้ว ถูกยุบสภาไปแล้ว เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าชุด ๕๐๐ คนที่ขึ้นมาจะดำเนินการหรือเห็นด้วยหรือสอดคล้องกับ ชุด ๕๐๐ คนที่มีอยู่นะครับ เพราะว่าท่านจะพูดอย่างไรก็พูดไปนะครับว่าแต่ละคนมีสิทธิ มีเสียง มีเอกสิทธิ์ แต่ข้อเท็จจริงรู้ ๆ กันว่าพรรคเดินซ้าย ท่านสมาชิกก็ไปซ้าย พรรคไปขวา ท่านสมาชิกก็ต้องไปขวา พรรคบอกถอยหลังแน่ ๆ สมาชิกเดินหน้าก็โดนอยู่ดีนะครับ เพราะฉะนั้นโดยนัยเรื่องนี้ที่กระผม ท่านธนา ชีรวินิจ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ท่านวิรัช ร่มเย็น และกระผมวิรัตน์ กัลยาศิริ สงวนความเห็นนี้ เพราะเราไม่เห็นด้วยว่าเมื่อแม่ตาย ลูกก็ต้องหยุด ต้องตายตาม เกิดใหม่ได้ ไม่ใช่ว่าแม่ตายไป ๕๐๐ คน ลูกยังยิ้มร่าเริงแล้วก็ เดินต่อ ซึ่งเราไม่มั่นใจได้ครับ ขาดความมั่นใจได้ว่าชุดใหม่ ๕๐๐ คนจะเอาอย่างไร อันนี้คือนัย อันนี้คือสาระที่ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
ครับ ขอบพระคุณครับ ก็ที่สงวนไว้ประเด็นมันมีอยู่เท่าที่ท่านพูดตอนท้ายนี่เท่านั้นนะครับ ขอท่านต่อไปครับ ท่านนคร มาฉิม เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมคนต่อไปครับ
ท่านนครขออภัย ท่านพีระพันธุ์ เชิญครับ เชิญเลยครับ
ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม พีระพันธุ์
เดี๋ยวครับ ขอโทษท่านมี ท่านนิพนธ์ บุญญามณี เอาให้จบเลยครับ ตรงนั้นมันประเด็นเดี๋ยวกันกับที่สงวนไว้กับท่านธนา กับท่านวิรัช ท่านต่อจะได้เป็นเนื้อเดียวกัน
ท่านประธานครับ แล้วแต่ ท่านประธานครับ ผมเพียงแต่บอกว่าในบัญชีผมต่อไป แต่ถ้าท่านประธานจะให้ท่านนครก่อน หรือท่านนิพนธ์ก่อนผมไม่ติดใจ
ให้ท่านนิพนธ์ก่อนครับ ท่านนิพนธ์แล้วค่อยท่านพีระพันธุ์ครับ เชิญครับ ท่านนิพนธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๗ กระผมในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างนอก แล้วก็เพื่อนสมาชิกอีก ๕ ท่าน ไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ แล้วก็แปรญัตติ เป็นกลุ่มเดียวกัน ผมคิดว่าสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยและจำเป็นจะต้องสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือว่าท่านสมาชิก เหตุผลส่วนหนึ่งผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป พอสมควรนะครับ แต่ว่าในส่วนตัวผมผมคิดว่าในประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญแล้วก็ ผมไม่อยากที่จะเห็นว่ารัฐสภาจะกำหนดอะไรไว้แล้วก็คนอื่นจะต้องเห็นคล้อยตาม กระผม คิดว่าเมื่อรัฐสภาสิ้นสุดอายุลงเราไม่ควรที่จะไปบังคับรัฐสภาอื่น ชุดอื่นเขาอาจจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยก็ได้ กับสิ่งที่ชุดก่อนหน้านั้นดำเนินการมา ถ้าเขาไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิที่เรา ไม่ต้องไปบังคับเขา เพราะว่าเจตนารมณ์ในการเลือกตั้งของประชาชนแต่ละครั้งนั้น แสดงออกผ่านตัวแทนก็จริงอยู่ครับ แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะเหมารวมเอาว่าทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง แล้วจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป วันหนึ่งพี่น้องประชาชนที่ท่านประธานคิดว่าเสียงส่วนใหญ่คิด อย่างนี้แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณสัก ๒ ปี ๓ ปีผ่านไปแล้ว เขาเห็นว่าแท้จริงแล้วดุลยพินิจ ในการเลือกตั้ง ณ วันที่เขาลงคะแนนเขาอาจจะไม่เห็นคล้อยตามอย่างนั้นแล้วก็ได้ เขาอาจจะ คิดว่าวันที่ลงคะแนนไปหรือวันที่มอบฉันทามติให้สภาชุดนี้ไปทำหน้าที่เขาอาจจะมีความคิด อยู่ในสถานการณ์ภายใต้จำกัด แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป เหตุการณ์เปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ความคิดอาจจะเปลี่ยนไปอีกกี่ได้ เมื่อถึงการเลือกตั้ง
ท่านนิพนธ์ ท่านนิพนธ์ครับ เข้าประเด็นดีกว่ากระมังครับ
ท่านประธานครับ ผมนี่ไม่อยากจะ โต้แย้งท่านประธานจริง ๆ ผมกำลังจะ
เอาอย่างนี้ ผมก็เห็นใจนะครับ ประเด็นที่สงวนไว้มันซ้ำกันหลายท่านแล้วประเด็นมันมีอยู่นิดเดียวถ้าเข้าประเด็นเลยมันก็ แทบไม่มีอะไรพูดแล้ว ผมก็เข้าใจ
ท่านต้องฟังเหตุผลผมสิครับว่า ผมมีเหตุผลอะไร ท่านไม่ให้ผมอธิบาย ผมกำลังอธิบายอยู่ว่าทำไมผมไม่เห็นด้วย ทำไม ไม่เคารพเจตนารมณ์ผู้แทนที่เขาจะมาใหม่
ท่านครับ เอาให้กระชับและ เข้าประเด็นครับ
ท่านจะทำหน้าที่อภิปรายเองไหมครับ
ท่านไม่ต้องประท้วงคำวินิจฉัย ของประธาน ถ้าประท้วงคำวินิจฉัยของประธาน ท่านทำผิดข้อบังคับอยู่แล้ว เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมเห็นตั้งแต่วันนี้มาครับ เรามีกระบวนการ รบกวนการอภิปรายของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนครับ ตั้งแต่ผมจดนะครับ ตั้งแต่ คุณธนามาก็มีคนประท้วง แล้วก็มีท่านประธานก็เตือน ๓-๔ ครั้ง คุณวิรัตน์มาก็มีผู้ประท้วง แล้วท่านประธานก็เตือน ๒ ครั้ง คุณนิพนธ์ บุญญามณี ท่านประธานก็เตือน เท่าที่ผมฟังนะครับ เขาก็กำลังอธิบายว่าเขาตัดเพราะอะไร ผมยังไม่เห็นว่าเขาออกนอกประเด็นตรงไหนเลยครับ ผมคิดว่าอยากให้การประชุมวันนี้ราบรื่นเหมือนเมื่อวานครับ ขอความกรุณาเถอะครับ อย่ารบกวนผู้อภิปรายเลยครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ท่านประเสริฐครับ ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ แล้วก็ข้อ ๔๕ ก็ระบุว่าถือว่าเป็นที่สุด แล้วท่านก็ประท้วงคำประท้วง ของประธาน ซึ่งก็ผิดข้อบังคับอยู่แล้ว แล้วก็ท่านขจิตรก็จะประท้วงต่อ แล้วถ้าผมเดาไม่ผิด ท่านก็จะพูดคำเดิมที่ประท้วงคราวที่แล้วซึ่งก็มีเหตุผล ผมกำลังดำเนินการประชุมโดยยึด ข้อบังคับ ถ้าท่านไม่ออกนอกประเด็นผมจะไม่ทักท้วงเลย แต่ถ้าออกนอกประเด็นก็ขอสัก เล็กน้อยเอาพอสมควร แต่จะใช้วิธีขี่ม้าเลียบค่าย กว่าจะเข้าประเด็น อย่างนั้นมันไม่ได้ครับ ผมบอกแล้วว่าผมให้เกียรติท่าน เอาพอสมควรก็พอ
ท่านประธานครับ ท่านให้ผม อภิปรายต่อไหม
ท่านขจิตรพอแล้วกระมังครับ ก็ประท้วงท่านมีเหตุผลเหมือนเดิมนั่นละครับ เอาว่าท่านนิพนธ์คงเข้าใจแล้วกระมังครับ พาดพิงคงไม่เสียหาย เอาว่าพอสมควรแล้วครับ ผมว่าท่านนิพนธ์คงเข้าใจแล้ว เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๔ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านผู้มีเกียรติที่ลุกขึ้นประท้วงท่านประธาน โดยไม่ได้อ้างข้อบังคับแล้วก็ตีกินอยู่เรื่อย ๆ ครับ กล่าวหาแล้วก็วิธีการพูดของเขาผมเสียหายครับ เพราะตั้งแต่เช้ามานี้ผมเป็นคนยืนขึ้น ผมรักษาข้อบังคับ รักษากฎหมาย ผมประท้วงมีข้ออ้างอิงทุกครั้ง แล้วก็ถูกต้องทุกครั้ง และท่าน บอกว่าอย่ามารบกวนนี่ ต้องถอนคำว่า มารบกวน ต้องถอนครับ ถ้าอย่างนั้นท่านผู้มีเกียรติ ที่ประท้วงผม ต้องการให้สภานี้ประชุมไม่ต้องอาศัยข้อบังคับใช่ไหมครับ ตีกินเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ และประชาชนก็เบื่อหน่ายมาก นี่เขาบอกผมมาเลย เขาบอกถ้าผมนั่งอยู่ ในที่ประชุมตลอดเวลา และคอยทักท้วงหน่อย ถ้าผมผิดข้อบังคับ เชิญครับ แต่ถ้าผมถูก พูดว่า ผมรบกวนตั้งแต่เช้า ไม่ได้ ต้องถอนครับ ผมเสียหาย ผมไม่ได้รบกวน ขอบคุณครับ ท่านประธานต้องวินิจฉัยครับ ถอนคำพูดที่บอกว่า ผมมารบกวนและมีกระบวนการรบกวน ไม่ใช่หรอกครับ ที่ผ่านมาผมทนฟัง ผิดข้อบังคับผมก็
เอาละครับ ท่านขจิตรครับ พอสมควรแล้วครับ ผมวินิจฉัยครับ เมื่อกี้ผมก็ได้ตักเตือนไปแล้วครับ ผมว่าพอสมควรแล้ว ท่านนิพนธ์ต่อเลยดีไหมครับ
(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
เชิญหมอสุกิจครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประท้วงผู้ประท้วง ขออนุญาตเอ่ยนามครับ คุณขจิตร ตามข้อ ๔๓ ที่ใส่ร้ายเพื่อนสมาชิกของผม ท่านประเสริฐครับว่าลุกขึ้นมาประท้วงเพื่อตีกิน อันนี้เสียหายครับ ผมต้องการให้เขาถอนคำพูดด้วย มาพูดอย่างนี้ไม่ได้ครับ ท่านประเสริฐ ท่านประท้วงท่านประธานเพราะว่าอยากจะให้การประชุมราบรื่น เดินไปได้ดีครับ และ ท่านประธานวันนี้ก็แปลกจริง ๆ ครับ ท่านไม่รู้เป็นอะไร รับคำสั่งใครมาหรือครับ ตั้งแต่เช้านี้ ท่านผิด
ท่าน ถอนคำพูดเถอะครับ รับคำสั่งใครมา ท่านถอนครับ
ท่านประธานครับ ผม หมอสุกิจ ครับ ขอโทษท่านครับ ผมถอนครับ
ถ้าจะรับคำสั่งนะครับ ผมรับคำสั่งจากข้อบังคับนี่ละครับ ผมยึดข้อบังคับครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานต่อตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ครับ ที่จริงท่านประธานใช้ คำว่า
ท่านครับ ข้อบังคับ ข้อ ๕ ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้มีประสิทธิภาพ ผมก็ดำเนินการตามนั้นแต่ทีนี้ท่าน ต่างหากที่ทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๕
ผมประท้วงตาม ท่านประธานฟังดี ๆ ครับ ผมประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ครับ ท่านประธานใช้คำว่า คำวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาด ฟุ่มเฟือยมากเลย จริง ๆ แล้วท่านมีอำนาจครับ ท่านประธานที่จะสั่งการอะไรก็ได้ แต่คำว่า คำวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาด นี่ ใช้ในกรณีของ ข้อ ๔๕ เท่านั้นครับ ท่านประธานอ่านดูสิครับว่าสมาชิกรัฐสภาผู้ใดต้องการ ประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับให้ยืนและยกมือขึ้นพ้นศีรษะ ประธานต้องให้โอกาสผู้นั้น ชี้แจงแล้วให้ประธานวินิจฉัยว่าได้มีการฝ่าฝืนข้อบังคับตามที่ประท้วงหรือไม่ คำวินิจฉัยของ ประธานถือเป็นเด็ดขาด เพราะฉะนั้นคำวินิจฉัยของประธานที่ว่าถือเป็นเด็ดขาดนี่ กรณีนี้ เท่านั้นครับ กรณีของการวินิจฉัยการประท้วงเท่านั้น แต่ว่าท่านประธานก็มีอำนาจครับ
คุณหมอครับ คุณหมอไป ศึกษาข้อบังคับข้อนี้ใหม่ ผมเชื่อว่าทั้งสภาเขารู้แล้วเขาเข้าใจ อาจจะมีคุณหมอต้องไปศึกษาใหม่ คำวินิจฉัยของประธานตามข้อ ๔๕ ถือว่าเป็นเด็ดขาด ใช้บังคับกับทุกข้อครับ โดยรวม ทั้งหมดครับ แล้วก็เป็นที่สุด
ท่านประธานครับ ผม หมอสุกิจ ส.ส. ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าท่านประธานพูดอย่างนี้ผมก็ขออนุญาตครับ ท่านประธานไปอ่านแล้วก็ศึกษาใหม่ด้วยครับ
ขอบคุณครับ ไม่พาดพิงครับ ผมเอาอย่างนี้ครับ ท่านอภิปรายอยู่ในประเด็นนะครับ แล้วจะไม่มีใครทักท้วงเด็ดขาด เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านขจิตร ชัยนิคม ลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าผมนี้ไม่ได้อ้างข้อบังคับแล้วก็ตีกิน ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าที่ผมไม่อ้างข้อบังคับ เพราะผมคิดว่าทุกคนทราบเพื่อประหยัดเวลาของสภา ผมก็เลยไม่ได้อ้าง แต่ผมไม่ได้ตีกินครับ ผมบอกว่าวันนี้มีกระบวนการรบกวนการอภิปราย ของสภา ผมเอามาจากไหนครับ ผมเอามาจากหนังสือพิมพ์ครับ หนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ ๑ เขาลงไว้ว่า โฆษกพรรคเพื่อไทยบอกว่า
ท่านเอาล่ะครับ พอแล้วครับ อย่าไปขยายเลยครับ เอาว่าอยู่ในประเด็นก็พอ ถ้านอกประเด็นก็มีคนประท้วงอย่างนี้ ก็เหมือนกันกับท่านขจิตรให้ท่านถอน ผมก็แค่ตักเตือน ก็ไม่เป็นอะไร ผมตักเตือนท่านขจิตร ก็แล้วกัน ท่านนิพนธ์ครับ อยู่ในประเด็นเถอะครับ ประเด็นมันมีนิดเดียวครับ ถ้าเป็นผม อภิปรายนะครับ สงวนซ้ำกันอย่างนี้นะครับ ถ้าผมเป็นคนอภิปรายคนที่ ๒ คนที่ ๓ ผมยังไม่รู้ เลยว่าผมจะพูดเรื่องอะไร เชิญท่านเข้าประเด็นเถอะครับ
ท่านประธานครับ ท่านประธานพูด อย่างนี้เสมือนหนึ่งว่าผมไม่อยู่ในประเด็น ท่านไปเปิดเทปใหม่ไหมครับว่าผมเลิกพูดเมื่อกี้ ผมพูดอยู่ในประเด็นไหม เปิดเทปกันไหมครับ
ถ้าเถียงอย่างนี้ก็ไม่จบครับ
ท่านประธานนี่ ผมไม่อยากจะต่อล้อ ต่อเถียงกับท่านประธาน ผมพูดอยู่เมื่อสักครู่นี้ผมพูดอารัมภบทว่าผมพูดอยู่ในประเด็นว่า ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งชุดเก่ากับชุดใหม่ แล้วมันไม่อยู่ในประเด็นตรงไหนล่ะ มันเกี่ยวข้อง กับมาตรา ๒๙๑/๗ อ่านดูสิครับ อ่านเข้าใจไหม ถ้าไม่เข้าใจจะบอกให้
ท่านต่อของท่านเถอะครับ อย่าต่อล้อต่อเถียงเลยครับ
ก็ผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียง ท่านมา เปิดประเด็นต่อล้อต่อเถียงกับผมก่อน ผมอภิปรายประเด็นนี้อยู่ว่าท่านเกิดมาปิดไมโครโฟน (Microphone) ผมแล้วบอกพูดแทรกขึ้นมา
ท่านต่อเถอะครับ พอแล้วครับ ท่านประสิทธิ์ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธาน ทำผิด ข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานต้องดำเนินการการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และที่ สำคัญที่สุดท่านประธานไม่ยึดข้อบังคับเป็นหลักอะลุ่มอล่วยพูดได้อย่างไรให้พูดนอกประเด็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ได้ การอภิปรายวันนี้เป็นเรื่องข้อกฎหมายและท่านประธานก็พูดอยู่เสมอว่า เราอยู่สภามานานแล้ว แสดงว่าผู้อภิปรายพอรู้ว่าอยู่สภามานานแล้วแสดงว่าสมัครใจโง่ อย่างนี้สิครับ ข้อบังคับเป็นอย่างไรก็รู้อยู่แล้ว
ท่านประสิทธิ์พอแล้วครับ ท่านนิพนธ์ต่อเถอะครับ ช่วยอยู่ในประเด็นด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ ถอนอย่างไรครับ ท่านประธานให้จะให้ผมถอน ผมทำผิดข้อบังคับผมพูดอะไร ผมกำลังจะให้เขาถอนคำว่า โง่ ครับ เขาบอกว่าพูดโง่อย่างไร ต้องถอนครับ เพราะว่าผมมันมีมันสมองแน่นอนไชศีรษะ ลงไปเจอสมองไม่เจอกะโหลก
ท่านครับ ท่านต่อของท่าน เถอะครับ
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ให้ถอน คำพูดคำว่า โง่ ก่อนครับ ถอนครับ
ก็ว่ากันไปว่ากันมา
ไม่ใช่ครับ
ก็ถือว่าผมตักเตือนเสร็จ แล้วครับ และท่านต่อเถอะครับ
(นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
เชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานสังเกตไหมเมื่อสักครู่ ท่านขจิตรมากล่าวหาท่านสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ว่า ตีกิน ท่านก็บอกว่าเตือน พอท่านคุณหมอสุกิจพูดคำว่า ท่านรับคำสั่งใครมา ท่านก็สั่งให้ถอน วันนี้พอจ่าที่ท่านว่าไม่มีสมองพูดว่า ส.ส. โง่ท่านก็บอกว่าไม่เป็นอะไร ขณะที่ท่านด้านฝ่ายค้าน ท่านให้ถอนนี่เป็นความเป็นกลางของท่านหรือ ขอให้ท่านวินิจฉัยให้เป็นกลางจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ
ที่ผมให้ถอนหมายถึง ประเด็นที่มากล่าวหาผม แต่ประเด็นที่กล่าวหากันไปกันมานี่ ผมก็ตักเตือนทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ได้ ให้ใครถอนเลย มันคนละประเด็นครับ อย่าต่อล้อต่อเถียงเลยครับ พอเถอะครับ ท่านนิพนธ์ เชิญครับ
ท่านประธาน ท่านนิพนธ์ท่านบอกให้
ท่านครับ ผมว่ามันเรื่อง เล็กน้อย อย่าเอาเรื่องเล็กน้อยมาเป็นเรื่องใหญ่เลยครับ เอาสาระที่ท่านอยากจะอภิปราย ประชาชนเขารอฟังครับ มันสมควรแล้วครับ พอเถอะครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ บุญญามณี ที่จริงผมไม่อยากจะพูดประเด็นอย่างนี้ แต่ว่าถ้าท่านประธานปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่ง มากล่าวให้คนอื่นเสียหายแล้วท่านประธานยังบอกว่า
ท่านครับ ก็ว่ากันไปว่ากันมา พอแล้วท่านต่อของท่านเถอะครับ
ที่จริงเมื่อสักครู่ท่านน่าจะเปิดเทป
ท่านครับ เกรงใจประชาชน เขาด้วยเถอะครับ ต่อเถอะครับ ต่อได้หรือยังครับ ต่อเถอะครับ
ท่านประธานท่านลองดูมาตรา ๒๙๑/๗ เขาเขียนไว้ชัดเจนที่ผมไม่เห็นด้วยผมขออนุญาตอ่านบันทึกว่าผมไม่เห็นด้วยอย่างไร ในกรณีที่รัฐสภาต้องดำเนินการ
ท่านครับ ขออภัยครับ ผมเห็นท่านอ่านหลายครั้งแล้วครับ ครั้งก่อนหน้านี้ก็อ่าน
ถ้าอย่างนั้นท่านลงมาอภิปรายเองครับ ผมไม่อภิปรายแล้ว
เชิญท่านนคร มาฉิม ครับ
(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านสาธิตมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ เมื่อวานนี้ผมจำได้ผมฟังการอภิปรายอยู่ มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาครับ ลุกขึ้นอภิปรายขออนุญาตไม่เอ่ยนามนะครับ ชื่นชมรัฐบาล ชื่นชมคุณยิ่งลักษณ์ ท่านประธานให้อภิปรายยืดยาวเลยครับ วันนี้เพื่อนสมาชิก จะอภิปรายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อโยงเข้าประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งเป็น ประเด็นที่นักข่าวยังโทรถามผมแล้วไม่เข้าใจช่วยอธิบายให้หน่อยสิว่ามันคืออะไร แต่ว่า ท่านประธานก็ตัดบทแล้วก็ไม่พยายามให้อภิปราย ผมถือว่าท่านประธานไม่เป็นกลางครับ
ขอบคุณครับ ที่ท่านพูดถึง หมายถึง ส.ว. ที่อภิปรายคนสุดท้ายเมื่อคืนก็ใช้เวลาประมาณสัก ๓ นาที แต่ท่านใช้ชั่วโมง ๒ ชั่วโมงครับบางท่าน ผมยังปล่อยเลย ถ้าบอกว่าไม่เป็นกลางเอียงเข้าข้างฝั่งท่านมากกว่า ปล่อยให้พูดได้เป็นชั่วโมง พอเถอะครับ เอาท่านนคร มาฉิม เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมแปรญัตติตัด มาตรา ๒๙๑/๗ ออกทั้งหมด ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานครับ อ่านเพื่อที่จะให้ พี่น้องประชาชนที่ติดตามได้เข้าใจว่าบทบัญญัติแต่ละมาตราได้บรรจุเนื้อหาสาระแล้วก็ มีหลักสำคัญอย่างไรบ้าง
มาตรา ๒๙๑/๗ ในกรณีที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการใดตามหมวดนี้ในระหว่าง ปิดสมัยประชุมรัฐสภา ให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการ เรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญและให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ แต่ถ้าอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และมีกรณีที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการใดภายในระยะเวลาที่กำหนดตามหมวดนี้ มิให้นับ ระยะเวลาตั้งแต่วันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร แล้วแต่กรณี จนถึงวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายหลังจากมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมเข้าในระยะเวลาที่รัฐสภา จะต้องดำเนินการ
ผมขอตัดออกทั้งหมด แล้วก็ขอเพิ่มข้อความว่า มาตรา ๒๙๑/๗ หากมีการยุบ สภาผู้แทนราษฎรให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดเป็นอันตกไป ผมขออนุญาตที่จะอธิบาย เหตุผลที่ผมได้ยื่นคำแปรญัตติแล้วก็ขอสงวนคำแปรญัตติเพื่อกราบเรียนต่อท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเกิดว่าจะมีการแก้ไขไล่ตามลำดับมาตราตามมาจนถึงมาตรา ๒๙๑/๗ นี่ครับ เป็นที่ทราบกัน แล้วก็ได้ถกกันมาพอสมควรแล้วในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ก็คือประชาชนเลือกจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ คน แล้วก็ที่องค์กรต่าง ๆ เสนอมาผ่านท่านประธานรัฐสภาอีก ๒๒ คน รวมเป็น ๙๙ คน ซึ่งจะมาเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. แล้วก็ทั้ง ๙๙ คน ถือว่าเป็น ๙๙ อรหันต์ ที่จะมาร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ กำหนดทิศทางในการบริหารราชการแผ่นดิน ของประเทศทั้งระบบ แล้วก็วางกฎเกณฑ์กติกาทางสังคมเพื่อให้ประเทศขับเคลื่อนและเดินไป ข้างหน้าได้ ผมเองหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลายอย่าง สสร. ถ้าเกิดว่าตั้งขึ้นตามเจตนารมณ์ ของสภาชุดนี้นะครับ แล้วก็เป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการและรัฐสภาชุดนี้ได้กำหนดหรือทำคลอด สสร. ทั้ง ๙๙ คน มาแล้ว ๙๙ คนก็จะสนองเจตนารมณ์หรือนำเอาเจตนารมณ์ในขณะนี้ของสมาชิกรัฐสภาชุดนี้ โดยเสียงส่วนใหญ่เข้าไปกำหนดเพื่อร่างกฎหมายสูงสุดก็คือรัฐธรรมนูญเอามาใช้บังคับต่อไป แต่ถ้าเกิดว่ามีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ เจตนารมณ์เปลี่ยนครับ เวลาเปลี่ยน ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือในส่วนของ ๗๗ คนที่เป็น สสร. ที่มาจากประชาชนโดยตรง แม้ว่าความรู้สึกจะไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ว่ามีการแทรกแซงโดยองค์กรทางการเมือง เครือข่ายทางการเมืองหรือว่า การสนับสนุนทั้งโดยตรงแล้วก็โดยอ้อม จากพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อส่ง คนของตนเองหรือว่าคนที่ฝ่ายตนเองสามารถที่จะสั่งการ ชี้นำ ครอบงำ เพื่อให้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ที่ตนเองต้องการ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่อย่างน้อยที่สุด ผมเคารพในอำนาจของประชาชนครับ ประชาชนเลือก ๗๗ คน แม้ว่าผมจะปฏิเสธว่าบาง จังหวัด จังหวัดใหญ่ก็ควรที่จะเป็นไปตามสัดส่วนของจำนวนประชากร แต่ในเมื่อผมแพ้ มาแล้วในการโหวตมาตรา ๒๙๑/๑ ไม่เป็นไร อันนั้นคือมติเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกรัฐสภา ได้จังหวัดละ ๑ คน แต่อย่างน้อยที่สุดผมเคารพในดุลยพินิจและอำนาจของเจ้าของอำนาจ ที่แท้จริงก็คือประชาชน ผมเคารพในส่วนของ ๗๗ คน แต่ในส่วนของอีก ๒๒ คนที่จะมาเป็น สสร. ท่านประธานที่เคารพครับ เราจะมั่นใจได้อย่างไรครับว่าเขาไม่ถูกครอบงำ ไม่ถูกชี้นำ ไม่เป็นตัวแทน ไม่เป็นนอมินี (Nominee) ของฝ่ายรัฐบาลหรือเสียงข้างมาก แม้ว่าผมเอง ได้อภิปรายไปแล้วว่าขออย่างเดียวว่า สสร. ถ้าเกิดว่าคุณมาทำหน้าที่ร่างกฎหมายสูงสุด ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศแล้ว ขอให้ท่านอย่าไปคำนึงถึงฝักฝ่ายทางการเมือง ขอให้ อย่าไปแบ่งเสื้อสี อย่าไปนึกถึงพวกพ้อง แล้วก็ขอให้ทำกฎหมายทุกอย่างให้ศักดิ์สิทธิ์ ผิดให้ ว่ากันไปตามผิด ถูกให้ว่ากันไปตามถูก แม้ว่าคนพวกนั้นจะเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือว่าเป็นพวกพ้อง ของตนเอง เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักของนิติรัฐแล้วก็นิติธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ใน ๒๒ คนที่คัดมาโดยผ่านกลไกแล้วก็เป็นอำนาจของท่านประธานรัฐสภา ถ้าเกิดว่ามีการยุบสภาไป ไม่แน่นะครับ ถ้าเกิดว่าประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยตัดสินใจเลือกฝ่ายเสียงข้างมากมาเป็น รัฐบาล แล้วก็ได้รับรู้แล้วว่ามีปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินหลายอย่างที่นำมาสู่ความ ทุกข์ร้อน ความเดือดร้อน ข้าวยากหมากแพง เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สินค้าแพงทุกอย่าง แนวนโยบายที่เคยประกาศไว้ต่อสาธารณะไม่เคยเป็นไปได้ตามที่ได้ประกาศเป็นสัญญา ประชาคมไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ๓๐๐ บาท ปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ก็เลื่อนไปแล้ว เลื่อนไปอีก แล้วก็พยายามที่จะลดสวัสดิการทุกอย่าง ท่านประธานที่เคารพ อันนี้อย่างไรครับ คือสิ่งที่ผมห่วง แล้วเจตจำนง
ท่านนครครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่อยากประท้วงเลย ผมนั่งฟังตั้งแต่เช้าแล้วครับ แต่ว่าผู้อภิปรายซ้ำแล้วซ้ำอีกครับ ท่านแล้วท่านเล่าครับ ซ้ำซากอย่างนี้ตลอดเวลา ข้อ ๔๓ ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่าการอภิปรายนั้นขอให้อยู่ในประเด็นซ้ำซากนะครับ ต้องอภิปรายตาม ข้อ ๙๙ ครับ ท่านประธานครับ ไม่ใช่พูดประเด็นอะไรก็นึกพูดมา เมื่อกี้ผู้อภิปรายได้พูด มาตรา ๕ ซ้ำซากอีกแล้วครับท่านประธานครับ วันนี้ท่านประธาน ผมว่าท่านเป็นกลางที่สุด อะลุ่มอล่วยที่สุด พวกผมลุกขึ้นประท้วงท่านก็ให้ พูดนิดเดียวครับ เหตุผลในการประท้วงท่านก็บอกว่าพอแล้ว แต่พรรคฝ่ายค้านประท้วงท่าน ก็ให้เวลายาวนานครับ
เอาแล้วครับ พอแล้วครับ
แล้วมาบอกว่า ท่านประธานไม่เป็นกลางมันไม่ถูกต้องครับ วันนี้ขอให้ดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์จริง ๆ ครับ อย่าหาเรื่องกันเลยครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ไม่มีใครหาเรื่องละครับ ผมได้เตือนไปแล้วครับ เรื่องหาเรื่อง ไม่ได้ระบุใครครับ เอาว่าผมตักเตือนท่านวรชัย ให้ระมัดระวังคำพูด และท่านนครช่วยกระชับด้วยนะครับ เข้าประเด็นอย่าไปไกลมากครับ ก็เหมือนกับที่เคยทักท้วงครับ ผมให้เกียรติท่านนะครับ ท่านให้เกียรติผมด้วย เชิญครับ ท่านประเสริฐครับ ท่านตอนนี้ถ่ายทอดสดนะครับ ให้เกียรติประชาชนหน่อยเถอะครับ อย่าเอาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มาเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องเลยครับ ขอความกรุณาเถอะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานจริง ๆ ผมกับท่านประธานผมไม่อยากประท้วงเลย ท่านประธานบอกให้ผมหยุด ผมก็หยุด ผมไม่เคยดื้อ แต่ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านอย่าเพิ่งปิดไมค์นะครับ ขออนุญาตสักนิดหนึ่ง ให้ผมพูดให้จบเถอะครับครั้งนี้ ผมเมื่อสักครู่มีซีกรัฐบาลประท้วง ขณะที่ลุกขึ้นยืนนะครับ ผมเดินออกจากห้องประชุม ผมไปที่สหกรณ์ครับ ไปซื้อน้ำยาวาเป็กซ์ (Vapex) ขวดนี้นะครับ จนผมกลับมานะครับ ผู้ประท้วงซีกรัฐบาลยังพูดไม่จบเลยครับ ท่านประธานก็อนุญาตให้เขาพูด แต่เวลาพวกผมขึ้นมาพูดทุกทีท่านประธานก็ปิดไมค์ทุกที แล้วก็บอกว่าพอแล้ว ๆ ท่านประธานครับ วันนี้ผมเห็นกระบวนการจริง ๆ ในการรบกวนการอภิปรายของซีกฝ่ายค้าน ท่านประธานต้องเข้าใจครับว่าทุกคนเขาแปรญัตติครับ ท่านประธานอย่าบอกว่าให้โอกาส ให้เวลาซีกฝ่ายค้านมาก เดี๋ยวชาวบ้านเขาจะเข้าใจผิดครับ เป็นสิทธิของผู้แปรญัตติ ถ้าซีก รัฐบาลแปรญัตติก็ได้อภิปรายแบบเมื่อวานนี้ครับ ท่านวิเชียร ขาวขำ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ซีกรัฐบาลยกมือจะอภิปราย ผมก็บอกเอาเลยครับ เชิญเลยครับ เชิญก่อนเลยครับ เพราะเป็น สิทธิของผู้แปรญัตติ ฝ่ายวุฒิสภาจะอภิปรายผมก็บอกเชิญครับ เป็นสิทธิของผู้แปรญัตติ วันนี้ ก็เหมือนกันครับ ซีกฝ่ายค้านต้องการจะแสดงความคิดความเห็นในการสงวนคำแปรญัตติ ผมคิดว่าเราเดินมาด้วยดีแล้วครับ อย่าไปรบกวนเลยครับ ให้เขาอภิปราย นี่คนหนึ่งก็มีประเด็น ไม่มากครับ แล้วมาตรานี้ก็มีผู้แปรญัตติเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ ท่านประธานครับ
จบนะครับ ท่านนครครับ อย่างนี้นะครับ ประเด็นที่ท่านสงวน ท่านทราบดีว่าท่านสงวนอะไรนะครับ ให้เข้าประเด็น ตรงนั้นเถอะครับ แล้วจะไม่มีใครประท้วงแน่นอน ถ้าประท้วงผมก็จะไม่อนุญาต อยู่ใน ประเด็นที่ท่านสงวนครับ ตามวาระที่สอง ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ แล้วผมจะไม่ทักท้วงเลยครับ เชิญครับ
ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานนะครับ แล้วก็ผมเองอยู่สภามา ๑๐ กว่าปี ท่านประธานที่เคารพ ผมเคารพ แล้วก็พยายามที่จะเป็นส่วนหนึ่ง
ท่านอย่างนี้นิดเดียว ประเด็นที่สงวนมี
๑. กรณีที่ให้อำนาจประธานเรียกประชุมสมัยวิสามัญในช่วงปิดนะครับ นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ เรื่องนับเวลา มีแค่นี้ครับ ประเด็นนิดเดียวครับ ถ้าพูดเลยไปนี้ ก็นอกประเด็นแล้วครับ ผมตั้งใจฟังครับ ผมอยากฟังเหตุผลว่าที่ท่านสงวนตัดตรงนี้ออกด้วย เหตุผลอะไร ผมอยากฟังครับ เชิญครับ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้เกียรติแล้วก็ผมเองเคารพ แล้วก็นับถือท่านประธานเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็มองว่าสภาแห่งนี้ครับ จะเป็นที่สร้างสรรค์ แล้วก็ แสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดให้เกิดขึ้นกับชาติบ้านเมืองแล้วก็พี่น้องคนไทยทั้งประเทศ แล้วก็กราบขอบพระคุณที่ท่านประธานได้กรุณาตำหนิฝ่ายที่ประท้วง เพราะว่าผมกำลังเข้าสู่ ประเด็นตามที่ท่านประธานได้ชี้แนะนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตนำเรียน ว่าสิ่งที่ท่านประธานบอกผมนั้น อันที่จริงแล้วยังจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ที่ผมแปรญัตติไว้ ก็คือว่าหากมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรให้ร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดเป็นอันตกไปนะครับ อันนี้ ที่ผมแปรญัตติไว้ แล้วก็สงวนคำแปรญัตติไว้ แต่ว่าผมจะพูดสั้น ๆ บนเนื้อหาสาระแล้วก็ตาม ระเบียบข้อบังคับทุกอย่าง ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมบอกว่าถ้ามีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดเป็นอันตกไป เหตุผลก็เพราะว่ากาลเวลาเปลี่ยน การเลือกตั้ง ที่ประชาชนในแต่ละช่วงอาจจะเปลี่ยนครับ จากเดิมที่ท่านอยู่ในเสียงข้างมาก ไม่แน่นะครับ อีก ๓ ปีเศษข้างหน้าฝ่ายผมอาจจะเป็นเสียงข้างมากได้ เจตจำนงของประชาชนในฐานะ เจ้าของอำนาจอธิปไตยท่านเปลี่ยน ถ้าเกิดว่าใครบริหารล้มเหลวไม่เป็นไปตามที่ประกาศไว้ ท่านก็สามารถที่จะเปลี่ยนมาเลือกอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อกลับมาเป็นเสียงข้างมากแล้วก็ใช้อำนาจ ในฐานะฝ่ายบริหาร แล้วก็ฝ่ายนิติบัญญัติแทนประชาชนได้ เราต้องเคารพเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ ของพี่น้องประชาชน ที่ผมบอกว่าถ้าเกิดว่ามีการยุบสภาก็ขอให้ร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดตกไป ก็เพราะว่า
๑. คำนึงถึงเจตจำนงของประชาชน
๒. เคารพในอำนาจและการตัดสินใจของประชาชน
๓. ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้ามีการยุบสภาแล้วและ สสร. ยังคงอยู่ ร่างรัฐธรรมนูญยังคงอยู่ อาจจะไม่ตรงกับชุดใหม่ก็ได้ ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งยัง ไม่รู้ว่าจะลุกลามบานปลายแล้วก็แตกแยกกันมากกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่ ที่สำคัญที่สุดที่ผม ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานก็คือ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญแม้ว่าจะยุบสภาไปแล้วแต่ไม่ตกไป ตามความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านจะเดินไปอย่างไรไม่ทราบครับ เพราะว่า อันนั้นเป็นดุลยพินิจและความรู้ความสามารถ รวมไปถึงความตั้งใจของท่านที่จะร่างกฎหมาย สูงสุด แต่ถ้าเกิดว่าร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดตกไป เราจะต้องย้อนกลับมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็คือฉบับที่ ๑๘ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ สิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าถ้าเกิด สสร. และร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างขึ้นมาใหม่นั้นเดินหน้าต่อไป บทบัญญัติหลายอย่าง หลายหมวด หลายมาตราที่บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ จะธำรงอยู่ได้หรือไม่ หรือว่าจะถูก ทำลายครับ หรือว่าเปลี่ยนหลักการไป จุดดี ๆ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ หลายอย่าง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างสั้น ๆ ไม่กี่หมวดครับ ท่านประธานครับ
หมวดแรก ก็คือสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย สสร. ชุดใหม่ที่จะเดินหน้า ต่อไปทั้ง ๆ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้ยุบแล้ว ท่านจะธำรงหรือว่าให้อำนาจ ให้สิทธิอันเป็น ประโยชน์โดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หลักการนี้ไม่ทราบว่าจะคงอยู่ได้ หรือไม่ แต่ถ้าเกิดว่ารัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่และรับรองสิทธิของประชาชนอยู่
หมวด ๒ ที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุด ก็คือแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ท่านประธาน ที่เคารพ ผมพยายามต่อสู้ ผมมาจากลูกชาวบ้านครับ ผมมาจากลูกชาวไร่ ชาวนา ผมเข้าใจ ถึงหัวอกของชาวไร่ ชาวนา ผมเข้าใจวิถีของชาวบ้าน รู้ถึงจิตวิญญาณและความรู้สึกนึกคิด ของประชาชนในชนบทครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประชาชนในชนบทเขาต้องการให้รัฐ และรัฐบาลใส่ใจต่อปัญหาความเดือดร้อน ความทุกข์ร้อนของประชาชน เช่นเร่งรัด สาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นน้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตรให้ครบถ้วนทุกพื้นที่ แต่จนถึงปัจจุบันมีกรมชลประทานมา ๑๐๐ กว่าปี ทำได้แค่ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน ที่เคารพ
ท่านครับ ให้กระชับหน่อยครับ ไม่อย่างนั้นก็มีประท้วงอย่างนี้ เราให้เกียรติซึ่งกันและกันครับ เอาพอสมควรครับ
ผมจะไม่แตะมาก แล้วก็ไม่แตะในทุกประเด็น แต่ว่าที่ผมจะพูดผมเคารพเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
ผมคิดว่าท่านใช้เวลาไม่มาก ท่านเชิญต่อเถอะครับ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
๒. เรื่องการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญให้ความสำคัญมากท่านประธาน แต่ในทางปฏิบัติแล้วแทนที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนับ ๑๐,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ ซึ่งรู้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ดีสุด แล้วก็กฎหมาย กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจบอกว่ารัฐบาลจะต้องจัดงบประมาณให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๕ เป็นแค่ตัวหนังสือครับ ไม่สามารถที่จะ ขับเคลื่อนและนำไปสู่การปฏิบัติได้ ท้องถิ่นทั้ง ๆ ที่มีความจำเป็น มีความต้องการ แล้วก็รู้จัก ปัญหาของหมู่บ้าน ตำบลที่ตนเองรับผิดชอบเป็นอย่างดี จึงไม่ได้รับความสำคัญในการจัดสรร งบประมาณไปให้ อันนี้ครับท่านประธานคือเรื่องที่ ๒
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพ
ถ้ายังไม่เข้าประเด็นผมจะ ไม่อนุญาตให้พูดต่อ
ผมจะสรุปแล้วครับ ท่านประธานครับ
ผมเป็นลูกศิษย์ของประธาน วิปฝ่ายค้าน ท่านจุรินทร์ ท่านแนะนำผมไว้กลางที่ประชุมสภา ถ้าท่านใดอภิปรายนอกประเด็น ไม่ได้พูดอภิปรายในประเด็นที่สงวนไว้ท่านบอกว่าให้ประธานตักเตือนครั้ง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ถ้ายังไม่เชื่อก็ให้หยุดอภิปรายได้เลย ท่านสอนผมไว้อย่างนี้
ผมด้วยความเคารพ ท่านประธาน
ผมให้ท่านสัก ๑ นาทีครับ
อย่างนี้ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธานเลยครับว่าถ้าเกิดว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับร่างคงอยู่ หลักการ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำกิน เรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน เรื่อง ป.ป.ช. เรื่องการปราบคอร์รัปชัน เรื่ององค์กรอิสระต่าง ๆ เหล่านี้จะธำรงอยู่หรือไม่ แต่ถ้าเกิดว่ายุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แล้วหวนกลับมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลักการต่าง ๆ เหล่านี้ยังคงธำรงอยู่ ผมไม่ต้องการให้ สสร. ที่จะมีขึ้นมาใหม่ โดยมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว
มีผู้ประท้วงท่านครับ ที่จริง การอภิปรายต้องอภิปรายในประเด็นไม่ใช่หาเหตุ ท่านวรชัยเชิญครับ
ผมจะจบแล้วครับ ท่านประธาน เพราะว่าผมเคารพท่านประธานรัฐสภา
ท่านประธานสภา ที่เคารพ มาตรา ๗ พูดถึงการสิ้นสุดของ สสร. นี่คือประเด็นครับ ท่านผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านพูดถึงนโยบายแห่งรัฐ พูดถึงการกระจายอำนาจ มันคนละเรื่องกันเลยครับ ออกนอก ประเด็นไปทะเลเลยครับท่านประธาน ขอให้ควบคุมการประชุมอยู่ในประเด็นตามข้อ ๔๓ ผมไม่อยากประท้วงมากเลย แต่ว่านอกเรื่องจริง ๆ ครับท่านประธาน จำเป็นจริง ๆ ครับ
เอาละครับ ท่านบอกจะจบแล้ว จบแล้วครับ พลิกดูก็จบแล้วครับ เชิญท่านนครครับ ขอบคุณครับ
ผมสรุปประเด็น สั้น ๆ ท่านประธานครับ ถ้าเกิดว่า สสร. ยังคงอยู่ทั้ง ๆ ที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว เราไม่รู้ว่าหลักการที่ดีต่าง ๆ เหล่านี้จะคงมีอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ถ้าเกิดว่ามีการยุบ สภาผู้แทนราษฎรไปแล้วร่างเป็นอันตกไป หลักการทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ การกระจายอำนาจ การแก้ไขคอร์รัปชันก็ยังคงธำรงอยู่จึงขอแปรญัตติ แล้วก็สงวน คำแปรญัตติไว้ กราบขอบพระคุณครับ
เมื่อสักครู่ต้องขออภัย ท่านพีระพันธุ์ โดดข้ามไปครับ เชิญท่านครับ รัฐสภายินดีต้อนรับชมรมชาวใต้ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เชิญท่านพีระพันธุ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ผมขออนุญาตเรียน ท่านประธานว่าในการที่ผมต้องขอสงวนคำแปรญัตติในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมมีเหตุผลหลายเหตุผล
เหตุผลประการแรก ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๗ ถ้าหากว่าท่านประธานอ่านคร่าว ๆ มันก็จะเป็นเหมือนกับที่ท่านประธานได้ให้เหตุผลกับ สมาชิกท่านอื่น ๆ อีกหลายท่านว่าไม่เห็นมีอะไร แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วครับ ท่านประธานครับ ในความไม่มีอะไร มีอะไรอยู่หลายเรื่องซึ่งผมไม่เข้าใจในเหตุผลในการของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในชั้นคณะกรรมาธิการ ผมได้พยายามหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาถาม แล้วก็ท่านประธานคณะกรรมาธิการ บอกให้ไปสงวนคำแปรญัตติมาพูดในรัฐสภา เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็ทำตามหน้าที่แล้วก็ สิ่งที่ผมยังไม่เห็นด้วย ก็คือมาพูดสงวนคำแปรญัตติไว้แล้วก็มาพูดในที่ประชุมรัฐสภา ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๗ ได้วางหลักเกณฑ์กว้าง ๆ ไว้ ประการแรกครับว่าถ้าหากอยู่ในระหว่างปิดสมัยประชุมรัฐสภาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป กับการร่างรัฐธรรมนูญ หรือการจัดทำรัฐธรรมนูญ
อันที่ ๒ ถ้าหากว่าอายุของรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรมีการยุบ จะทำ อย่างไรต่อไป อันนี้ที่วางหลักกว้าง ๆ ไว้ ในหลักอันแรกนะครับ ท่านประธานครับ ผมและ กรรมาธิการอีกหลายท่านที่ได้สงวนความเห็นไว้ได้พยายามถามเหตุผลว่า
หลักอันแรกที่บอกว่า ในกรณีที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการใดตามหมวดนี้ในระหว่าง ปิดสมัยประชุมรัฐสภา ให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคับทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการ เรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญและให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ ต้องเขียนไว้ทำไม เพราะว่าตรงนี้มันเหมือนกับว่ามันเป็นสิทธิของ ท่านประธานอยู่แล้ว ถ้ามีเหตุผล มีความจำเป็น ท่านประธานก็สามารถที่จะดำเนินการได้อยู่แล้ว โดยที่ไม่ต้องไปเขียนกฎหมายบังคับประธาน แต่ว่ายังไม่ได้คำตอบชัดเจนในวันนั้นนะครับว่า ทำไมถึงต้องเขียนเฉพาะให้มันฟุ่มเฟือย ถ้าหากว่ามีเหตุผลชัดเจนกว่านั้นผมอาจจะไม่ต้อง มาขยายคำแปรญัตติของผม อันนี้คือต่อเนื่องลงมา ทีนี้ผมขออนุญาตเรียนครับว่าในกรณี ที่ผมขออนุญาตเรียนในส่วนนี้ เมื่อผมยังไม่ได้ความชัดเจนนั้น ผมก็ไปดูนะครับ ผมไปดูใน รัฐธรรมนูญ เมื่อผมไปดูในรัฐธรรมนูญก็จะเห็นว่าเรื่องของการเปิดสมัยวิสามัญได้กำหนด ไว้ว่าต้องทำเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งการออกพระราชกฤษฎีกาจะต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ใช่ของประธานรัฐสภา ส่วนการที่ประธานรัฐสภาจะไปขออนุญาตเปิดประชุมรัฐสภาได้ต่อไป ก็ต้องเป็นอีกกรณีหนึ่งก็คือเมื่อมีสมาชิกจำนวนหนึ่งตามที่กำหนดรัฐธรรมนูญร้องขอ ถ้าเป็น เช่นนั้นประธานรัฐสภาก็จะต้องมีหน้าที่นำความกราบบังคับทูลเพื่อขอเพื่อขอเปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ ตรงนี้เห็นได้ชัดว่าในรัฐธรรมนูญได้กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขไว้ในลักษณะเช่นนี้ ผมจึงเกิดความไม่แน่ใจว่าในความที่มีเหตุผลของทางคณะกรรมาธิการ หรือผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ผมเรียนท่านประธานด้วยความสัตย์จริงครับ จนนาทีนี้ผมยังไม่ทราบเลยว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่แท้จริงคือใคร แม้แต่กรรมาธิการก็ยังตอบไม่ได้ คือผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่แท้จริงนะครับ ไม่ใช่ คนที่มีส่วนร่วมวิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาแล้วก็เสนอความเห็น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญครับ ผู้ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญทุกอย่างมันต้องมีจุดเริ่มต้น ทีนี้เมื่อเราไม่รู้จุดเริ่มต้น เราก็ไม่รู้เหตุผล ไม่รู้เจตนารมณ์ที่แท้จริงครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเหตุผลที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยเฉพาะท่านประธานตอบผมไม่ได้หรือเปล่า เพราะท่านเองก็ไม่รู้ใครร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อไม่รู้เสร็จ ผมมาดูอธิบาย ดูกฎหมาย ดูรัฐธรรมนูญ ผมก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเจตนารมณ์ของ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้ เขามีเจตนารมณ์พิเศษตรงไหนอย่างไร แล้วท่านกรรมาธิการเสียง ข้างมาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ไม่ได้อธิบายให้ฟัง เพียงแต่บอกว่าไม่เห็นด้วย ก็สงวนไว้เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการพิจารณา ซึ่งตรงนี้ผมได้เรียนมาทุกครั้งนะครับว่า เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเหมาะสมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะการแก้ไขกฎหมายธรรมดา ๆ ก็ต้อง มีโอกาสที่จะพูดคุย ทบทวนกัน หลายหัวดีกว่าหัวเดียว เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับ เหตุผล ผมนึกว่า ผมมาดูแล้วผมก็เลยคิดว่าหรือว่ามันมีเหตุพิเศษ ก็คือว่ากรณีครั้งนี้ต้องให้เกิดความรวดเร็วทุกอย่าง ถ้าหากว่าไปใช้เงื่อนไขเดิมตามที่ รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าต้องรอให้มีการรวบรวมรายชื่อสมาชิก ก็ต้องมาร้องขอประธาน เมื่อไปดูตรงนี้นะครับ เมื่อผมไปดูเหตุผลตรงนี้ย้อนกลับไปในมาตรา ที่แล้ว มาตรา ๒๙๑/๖ ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเจตนารมณ์จริง ๆ ของผู้ร่างต้องการให้ทุกอย่างมันเลว ไปหมด จึงให้ทุกอย่างไปที่ประธานรัฐสภา ซึ่งในมาตราที่แล้วก็มีการพูดคุยกันไปเยอะแล้วครับ ในกรณีอำนาจไปอยู่ที่ประธานรัฐสภา อันนี้เป็นเรื่องที่ ๒ ครับ ผมถึงเรียนว่าในความไม่มี อะไรมันมี แปลว่าอะไรครับ แปลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะมีการยกอำนาจหลาย อำนาจไปให้ประธานรัฐสภา ซึ่งผมมองในแง่ของระบอบประชาธิปไตย ก็คือว่าการมีส่วน ในการใช้สิทธิต่าง ๆ แต่ว่าขณะนี้เรากำลังร่างรัฐธรรมนูญให้รวบอำนาจเกือบทุกอย่างไปอยู่ที่ ประธานรัฐสภา และเราก็บอกว่ามันจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ในเมื่อหลักการ หรือ หลักนิยมของการรวบอำนาจมันคือหลักของเผด็จการ ท่านประธานจะเห็นนะครับ ผมถึง บอกว่าถ้ามองเผิน ๆ อาจจะไม่มีอะไร ในมาตรา ๒๙๑/๗ แต่เหตุผลเบื้องต้นที่แสดงว่านี่เป็น อีก ๑ มาตราครับ ที่พยายามรวบอำนาจไปไว้ที่ประธานรัฐสภา ดุลยพินิจอยู่ที่ประธานรัฐสภา ให้อำนาจประธานรัฐสภา อำนาจต่าง ๆ เหล่านี้มาจากรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดไว้ให้ กระจายอำนาจแต่ละส่วนไปไว้ที่คนที่เกี่ยวข้องในการบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติ ในการเปิดประชุมสมัยวิสามัญหลักทั่วไปที่ได้กำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตดูนิดเดียวนะครับว่าเพื่อให้เกิดความถูกต้องว่าเป็นมาตราอะไร เป็นมาตรา ๑๒๘ วรรคท้าย
ภายใต้บังคับมาตรา ๑๒๙ การเรียกประชุม การขยายเวลาประชุม และ การปิดประชุมรัฐสภา ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา
ท่านประธานเห็นไหมครับ ตรงนี้พระราชกฤษฎีกาแปลว่าอำนาจเป็นของ รัฐบาลครับ ส่วนอำนาจของท่านประธานอยู่ในมาตรา ๑๒๙ ก็คือว่าต้องให้มี
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองสภารวมกัน หรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของทั้งสองสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการ ประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้
ท่านประธานจะเห็นนะครับว่าเขาวางหลักกระจายอำนาจกันไว้ แต่ว่าขณะนี้ ได้ยกร่างโดยผู้ร่างซึ่งเป็นใครไม่ทราบ รวบอำนาจกลับมาครับ แล้วก็เอาอำนาจทุกอย่างมาไว้ ที่ประธานรัฐสภา ผมไม่ทราบด้วยเหตุผลว่าถ้าไม่ใช่ประธานรัฐสภาท่านปัจจุบันในโอกาสนี้ จะรวบอำนาจแบบนี้หรือไม่ แต่ว่านี่คือผมเรียนว่ามันไม่ใช่รูปแบบของประชาธิปไตยครับ ท่านประธานเห็นไหมครับ เอาอำนาจของทุกฝ่ายเลยครับ มารวมไว้ที่ประธานรัฐสภา ที่ผม เรียนท่านประธานว่าในความไม่มีอะไร และเหตุผลท่านประธานบอกว่าหลายคนแปรญัตติ เหมือนกัน แต่เหตุผลของแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ และเหตุผลที่ผมกราบเรียน ท่านประธาน ผมฟังก่อนหน้าผม ๓-๔ ท่าน ไม่ได้พูดอย่างผม เพราะเหตุผลของผมตรงนี้ เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญในรูปแบบของระบอบเผด็จการ ไม่ใช่รูปแบบของการกระจายอำนาจ ให้มีการถ่วงดุลการใช้อำนาจในระบอบประชาธิปไตยครับ เรากำลังจะมาบอกว่าเราต้อง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาจากประชาธิปไตยหรือเปล่า เปล่า มาจากเผด็จการ ที่มามาจากการยึดอำนาจ แต่เรา กำลังจะยกร่างด้วยการเริ่มต้น ก็เริ่มต้นในระบอบเผด็จการ คือรวบอำนาจแล้ว ผมถึงเรียนว่า การทำรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างนี้ แล้วผมไม่ได้คำชี้แจงให้เกิดความชัดเจน ในห้องประชุมคณะกรรมาธิการ ผมจึงต้องมาถามครั้งที่ ๒ แต่ผมเรียนท่านประธานด้วย ความเคารพครับว่า ในส่วนนี้เมื่อผมดูทั้งหมดแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าผมตัดทิ้งเสียเหี้ยน ไปเลยเหมือนท่านอื่น และถ้าหากว่าทางคณะกรรมาธิการท่านมีเหตุผลเหมือนกับผมก็เท่ากับว่า ผมไปสนับสนุนสิ่งที่ผมคิดว่าถูกแล้วมันผิด ในระบอบประชาธิปไตยเราต้องฟังเสียงข้างน้อย เสียงข้างมากคือผู้ชนะ แต่เสียงข้างน้อยคือ ผู้ที่ท้วงติงให้เสียงข้างมากชนะอย่างถูกต้องและเป็นธรรมและมีคุณธรรมในการใช้เสียง ข้างมาก ถ้าท่านไม่ฟังเสียงข้างน้อยเลย ท่านเดินไปข้างหน้าท่านอาจจะผิดพลาดหกล้มก็ได้ เพราะท่านคิดว่าเสียงข้างมากไปได้หมด ผมต้องเรียนท่านประธานตรงนี้ด้วยเหตุผลตรงนี้ครับ แม้ผมจะยังไม่เห็นด้วย แต่ผมไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนครับ ผมไม่กล้าตัดครับ เพราะถ้าผม ตัดไปแล้วผมเกิดฟังเหตุผลของท่านประธานปั๊บ เราผิด และผมก็ตัดผมไม่รู้สึกผิดหรือ แต่ผมต้องพูดไว้เพราะผมพูดเรื่องนี้ไว้ในห้องประชุม ท่านประธานไปดูรายงานชวเลขได้ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานเรื่องแรกตรงนี้นะครับ ที่ผมสงวนคำแปรญัตติต่าง ๆ ไว้ว่าขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการช่วยชี้แจงให้ชัดเจนในส่วนนี้ด้วย
ประการที่ ๒ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้มันมีอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องเล็ก ๆ แต่มันผิดหลัก ผมอยู่สภานี้มาน้อยกว่าท่านประธานครับ ท่านประธานบอกว่า ท่านประธาน ๓๐ ปี ผม ๑๖ ปี แต่ว่าตั้งแต่ก่อนผมจะอยู่สภานี้ผมทำหน้าที่ทางด้านกฎหมาย ตั้งแต่เป็นทนายความมาเป็นผู้พิพากษา สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นนะครับ ชอบเขียนกฎหมายกันผิด ๆ แล้วก็เวลาไปใช้ตีความเอามาเขียนรวมกันก็ทำให้เกิดความสับสน ผมเรียนแล้วว่าในส่วนนี้ มันมี ๒ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๑ ถ้าหากว่าปิดสมัยประชุมจะทำอย่างไร
เรื่องที่ ๒ เรื่องที่หากว่าสภามันไม่มี ถูกยุบอะไรก็ว่ากันไป มันก็จะเหมือน กรณีที่เราถกเถียงกันในห้องประชุมในเรื่องของการตราพระราชกฤษฎีกา มาตรา ๒๙๑/๑๖ ที่ต้องพูดกันข้างหน้าแล้วมาใส่ในมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ยุ่งวุ่นวายไปหมด แบบเดียวกัน แต่อันนี้ ก็เบา ๆ ก็คือว่า ๒ เรื่องนี้มันไม่ควรเขียนต่อกัน ผมถึงได้สงวนคำแปรญัตติไว้ประการที่ ๒ ถ้าท่านประธานดูของผม ผมตัดตรงนี้มาเป็นย่อหน้าที่ ๒ อย่าให้มันอยู่ด้วยกัน
สุดท้าย ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าผมไม่สามารถที่จะเห็นด้วย กับมาตรา ๒๙๑/๗ ของคณะกรรมาธิการที่คณะกรรมาธิการไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขก็แปลว่าเห็นด้วย กับร่างรัฐบาลซึ่งไม่รู้ว่าใครร่างนี่นะครับ ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ที่เราพูดคำย่อกันตรงนี้ สรุปแล้วเขาจะเป็นสภาถาวร เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือว่า เป็นองค์กรเฉพาะกิจแล้วก็ล้มกันไป เพราะที่ผมเรียนตั้งแต่ตอนมาตราต้น ๆ ได้เขียนให้มี มันเหมือนกับเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นโดยตัวของเขาเอง แต่เมื่ออ่านดูเนื้อหาสาระในรายละเอียด และในการประชุมในห้องคณะกรรมาธิการมีการคุยชัดเจนว่าอันนี้มันมีลักษณะเฉพาะกิจ ก็แปลว่าเขามาแล้วโดยเฉพาะสมาชิกอีกประเภทหนึ่งของเขามาจากการคัดเลือกโดยรัฐสภา ไม่ใช่โดยประชาชน ก็แปลว่าเขามีที่มาจากรัฐสภา เขาไม่ได้มีที่มาโดยตรงจากประชาชน ยิ่งแสดงให้เห็นว่าองค์กรที่จะมาทำงานอันนี้ทำงานตามนโยบายของรัฐสภาชุดนี้ครับ ถ้าหากว่า เกิดในชุดนี้นะครับ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็แปลว่ามันเป็นสภาที่เกิดขึ้นมาทำงานตามมติหรือตาม ความเห็นของรัฐสภาชุดนี้ ซึ่งเมื่อรัฐสภาชุดนี้ไม่มีแล้ว เพราะว่ารัฐสภาประกอบไปด้วยวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเกิดยุบไป มันก็เท่ากับขาดองค์ประกอบของรัฐสภา ก็แปลว่ารัฐสภาชุดนั้นต้องสิ้นสุดอายุลงไปด้วยเพื่อรอรัฐสภาชุดใหม่ ผมไม่พูดถึงว่าปฏิบัติ หน้าที่ในระหว่างนั้นโดยวุฒิสภา เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเห็นได้ชัดครับว่านโยบายหรือแนวทาง ที่คณะกรรมาธิการได้ยึดเป็นแนวทางว่าเกิดมาชั่วคราว คนที่เขาตั้งเขายุบไปแล้ว นโยบาย ของคนใหม่มาอาจจะเหมือนเดิมหรือไม่เหมือนก็ได้ แต่ว่าร่างของรัฐบาลและร่างของ คณะกรรมาธิการนั้นไปเขียนกำหนดไว้ให้เกิดความสับสนนิดหนึ่งครับว่าในระหว่างที่ยุบสภา ผมใช้คำง่าย ๆ สั้น ๆ คำเดียวนะครับ
มิให้นับระยะเวลาตั้งแต่วันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบ สภาผู้แทนราษฎร แล้วแต่กรณี จนถึงวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายหลังจากมี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมเข้าไว้ ในระยะเวลาที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการ
แปลว่าอะไรครับ แปลว่าสภา สสร. นี้เป็นสภาถาวรครับ เพราะว่าไม่สิ้นสุด ไปกับคนตั้ง ผมจึงเห็นว่าร่างมาตรา ๒๙๑/๗ ถ้าหากว่าในแต่ละมาตราเรายึดหลักที่ชัดเจนว่า หลักเป็นอย่างนี้มันก็ต้องใช้มาเหมือนกันหมด เมื่อหลักมันเป็นสภาชั่วคราว ก็ต้องไปสิครับ ไม่ต้องมานับอายุหรือไม่นับอายุแล้วตรงนี้ เพื่อนสมาชิกบางคนอาจจะบอกว่าให้รัฐธรรมนูญ หรืออะไรสิ้นสุดไป ก็ไม่เป็นอะไร แต่ในส่วนของผมผมขออนุญาตเรียนครับว่าในส่วนนี้ เป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญครับ มันแสดงว่าอะไรครับ แปลว่าในระหว่างนั้นรัฐธรรมนูญมัน ยังไม่เสร็จ ร่างมันยังไม่มี เมื่อไม่มีร่าง ไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูดถึงร่างมันแล้ว เป็นเพียงแค่กระบวนการในการทำงาน ในการจัดทำรัฐธรรมนูญตามที่เขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ แล้วก็ไล่กันลงมา เมื่อกระบวนการตรงนี้ยังไม่สิ้นสุดครับ กระบวนการตรงนี้มันยังมีสิ่งที่ ต้องทำต่อไปและเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง ตรงนี้ไปนับอายุทำไมครับ มันควรจะจบลงเลยครับ เพราะว่ากระบวนการมันยังไม่เสร็จไม่มีร่างต้องพิจารณาเปรียบเสมือนอะไรท่านประธานครับ เปรียบเสมือนกับที่หลักในรัฐธรรมนูญยึดถือกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ และผมไม่เคยใครมา โต้แย้งอันนี้ก็บอกว่าถ้าสภาไหนทำร่างกฎหมายแล้วมันยังไม่เสร็จก็ให้จบไป แต่ถ้าสภาใหม่ รัฐบาลใหม่มา รัฐบาลเสนอร่างมาขอยืนยันทำต่อ สภาเห็นชอบก็ไป มันก็ควรจะเป็นหลัก เดียวกัน กฎหมายเล็ก ๆ ธรรมดาเรายังต้องให้เกียรติสภาชุดใหม่ และทำไมกฎหมายใหญ่แบบนี้ ซึ่งมีผลกระทบต่อกฎหมายเล็ก ๆ ทุกฉบับ มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน เรากลับรวบอำนาจไว้อีกแล้วให้เดินหน้าต่อ โดยที่สภาชุดใหม่เขาอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้ และสุดท้ายเป็นอย่างไรครับ ในระหว่างที่เดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ รัฐสภาชุดใหม่เขาไม่เห็นด้วย แต่เขาทำอะไรเพราะต้องนับอายุต่อ มานับอายุต่อตรงนี้ก็เดินหน้าต่อไป ปรากฏว่า ๑. ต้องเสีย ค่าใช้จ่าย เสียงบประมาณ เสียเวลา เสียทุกอย่าง สุดท้ายบอกว่าไม่เอา ผมถึงเรียนท่านประธานว่า ในกรณีในส่วนนี้ ผมจึงเห็นว่าถ้าหากว่าเราวางหลักไว้กว้าง ๆ วางหลักไว้ชัดเจนในแต่ละ มาตราควรใช้หลักเดียวกันว่าเป็นสภาชั่วคราว เฉพาะกิจ เฉพาะครั้ง เมื่อเป็นเช่นนั้น ตามนโยบายที่ตั้งเอาไว้ของรัฐบาลของเสียงข้างมากในรัฐสภามันเปลี่ยนก็ควรจะถาม แล้วก็ให้เกียรติเขาใหม่ ถ้าหากว่าเขาเห็นด้วยจัดทำต่อครับ แต่ถ้าหากว่าเขาไม่เห็นด้วย ต้องยุติ ต้องเลิกไป มันถึงจะเป็นระบอบประชาธิปไตยครับ แต่ทีนี้ถ้าหากว่าดูอย่างที่ผมเรียน ท่านประธานแล้วว่าท่านประธานบอกไม่มีอะไร ถ้าท่านประธานดูลึก ๆ อย่างที่ผมว่ามีครับ อันนี้มันเหมือนกับคนยกร่างรัฐธรรมนูญคนต้นซึ่งพวกเราเองไม่รู้หรอกใครยก เขียนโดย มีจิตสำนึกอยู่ในใจคือระบอบเผด็จการ รวบอำนาจ แล้วก็ไม่ยอมฟังเสียงคนอื่น แล้วก็ไม่ยอมรับ ความเห็นของคนอื่นเลย แม้จะเปลี่ยนแปลงอำนาจไปแล้วก็ยังเอาความเห็นของฉันเป็นใหญ่ นี่คือเจตนารมณ์หรือเบื้องหลังของมาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งผมไม่สามารถจะเห็นด้วยได้ครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
ครับ เชิญคุณหมอวรงค์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ในมาตรา ๒๙๑/๗ ผมได้มีการแปรญัตติสงวนคำแปรญัตติไว้ แล้วก็อยากจะ กราบเรียนท่านประธานไปยังทางคณะกรรมาธิการว่าท่านอาจจะแปลกใจทำไมพวกผมแปรญัตติ กันเยอะ ตัวผมเองนี้แทบจะแปรญัตติกันทุกมาตรา แต่ก็อยากจะกราบเรียนเพราะว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าเราไล่ดูรายมาตรามันเป็นปัญหาครับ ผมไล่ดูแล้วตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ ถึง มาตรา ๒๙๑/๖ ถ้ามีการแก้ไขตามที่เสียงข้างน้อยได้ท้วงติง ก็คือเรื่องการใช้กฎระเบียบ ในการเลือกตั้ง ท่านประธานไม่เป็นอะไรครับ พอดีผมได้ยินเสียงคนตะโกน ผมก็เลยเสียสมาธิไปนิดหนึ่งครับ ได้ยินเสียงคนตะโกนคุยกันดังหน่อย เลยทำให้ผมเสียสมาธิไปนิดหนึ่ง อาจจะหยุดชะงัก ไปหน่อย คือผมเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านยอมในมาตรานั้นก็เพราะเป็นไปไม่ได้ ท่านจะยอมมีการแก้ไข ให้เอา พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. มาประยุกต์ใช้ แต่หลาย ๆ ประเด็นผมถือว่า เป็นการรวบรัดตัดตอน โดยเฉพาะในมาตรานี้ มาตรา ๒๙๑/๗ ผมก็เชื่อว่าท่านมีการผูกปม ในการรวบบางสิ่งบางอย่างไว้อยู่ ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานนะครับว่าในมาตรานี้ ประเด็นสำคัญ
ในกรณีแรก ก็คือในกรณีที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการใดตามบทนี้ในระหว่าง ปิดสมัยประชุมรัฐสภา ให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการ เรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าคนเขียนกฎหมายฉบับนี้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มอบให้อำนาจกับท่านประธานรัฐสภาไว้เยอะมากนะครับ ตอนมาตรา ๒๙๑/๖ ก็มีการพูดถึงตำแหน่งนี้ครับ ผมขออนุญาตย้ำไปที่ตำแหน่งว่าคนร่าง แก้ไขนี้มอบอำนาจให้กับท่านประธานรัฐสภาเพื่อรับจ๊อบ (Job) ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจท่านไว้เยอะมาก ถ้าผมจะเปรียบเทียบซึ่งมีเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้ว ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๙ ได้พูดถึงการเปิดสมัยวิสามัญ การเปิดสมัยวิสามัญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๙ ไม่ได้ให้อำนาจท่านประธานไว้นะครับ แต่บอกว่าให้ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือ ส.ส. และ ส.ว. รวมกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ เข้าชื่อกันเพื่อมอบกับท่านประธานรัฐสภา และให้ประธานรัฐสภา นำความกราบบังคมทูลและลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ก็เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ปี ๒๕๕๐ ที่บอกว่าที่ท่านอ้างว่าเป็นเผด็จการ แต่สาระประธานรัฐสภายังไม่มีอำนาจ เลยครับ จะต้องมี ส.ส. และ ส.ว. ลงนามกันสูงถึง ๑ ใน ๓ ครับ ถ้า ๒ สภาเรามี ๖๕๐ คน ลงนามก็ต้องอย่างน้อย ๒๐๐ กว่าคน แต่ถ้าเฉพาะ ส.ส. อย่างเดียว ๕๐๐ คนก็ต้องลงนาม ไม่น้อยกว่า ๑๖๐-๑๗๐ คน ในทางตรงกันข้ามท่านกำลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะแค่ มาตรา ๒๙๑ อย่างเดียว ท่านให้อำนาจประธานรัฐสภาคนเดียว ผมจึงถามท่านประธานไปยัง พี่น้องประชาชน ท่านกล่าวหาว่าอันนี้คือเผด็จการ แต่อำนาจประธานรัฐสภาไม่มีครับ ต้องมี ส.ส. และ ส.ว. ๑ ใน ๓ ครับ ท่านประธานรัฐสภาถึงจะดำเนินการได้ในการเปิดสมัยวิสามัญ แต่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข มาตรา ๒๙๑/๗ ปรากฏว่าเขียนไว้ชัดเจนว่าให้อำนาจประธานรัฐสภา กราบบังคมทูลเพื่อเปิดสมัยวิสามัญได้ เท่ากับว่าท่านประธานท่านมีอำนาจอยู่คนเดียวเลย ผมก็เลยงงครับว่าในสาระของรูปแบบและเนื้อหา อันนี้กล่าวหาว่าเป็นเผด็จการแต่สาระ เป็นประชาธิปไตย ประธานรัฐสภาไม่มีอำนาจ แต่สิ่งนี้ท่านบอกว่ามาจากที่ประชุม ส.ส. ส.ว. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ท่านกลับให้อำนาจประธานรัฐสภาไว้แค่คนเดียวครับ ผมว่าอันนี้ก็คือเผด็จการครับ ที่รวบอำนาจมอบให้กับประธานรัฐสภาแค่คนเดียว และคำถาม ต่อไปว่านอกจากกระบวนการที่ผมไม่เห็นด้วยแล้ว ท่านมอบอำนาจให้ประธานรัฐสภาคนเดียว แล้วไม่เห็นหัวทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เลย ลำพังกระบวนการนี้เรามองว่าเราไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว และมาดูด้วยสาระของการเปิดวิสามัญเรามาดูรัฐธรรมนูญที่ท่านกล่าวหา มาตรา ๑๒๘ ได้พูดถึงว่าเมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ เปิดสมัยวิสามัญได้และการเปิดสมัยวิสามัญ ก็คือใช้พระราชกฤษฎีกา คำถามที่ผมจะขอถามว่าถ้าท่านประธานจะเปิดสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญ มันเป็นประโยชน์เร่งด่วนแห่งรัฐนักหรือครับ อันนี้ผมเรียนกับ ท่านประธานตรง ๆ นะครับว่าความจริงในช่วงปิดสมัยประชุมท่านประธานควรจะเปิดโอกาส ให้เพื่อนสมาชิกทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ลงไปพบปะรับฟังปัญหาพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ แต่อย่างน้อยผมก็ต้องร้องเรียนพี่น้องประชาชนบอกท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนว่า ความจริงพวกเราควรจะได้ปิดสมัยประชุมเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายนที่ผ่านมา และหัวหน้าพรรคผม ก็มีแผนงานในการลงพบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ เพื่อรับฟัง ความคิดเห็นพี่น้องประชาชน แต่โปรแกรม (Program) พวกนี้ต้องถูกยกเลิกหมดเลยครับ จะลงไปได้ก็เฉพาะวันเสาร์ วันอาทิตย์ หรืออาจจะมีวันจันทร์ แต่แทนที่หลายโปรแกรมที่ พวกเราเซตไว้เป็นวันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี โปรแกรมพวกนี้ทุกอย่างถูกยกเลิกหมดครับ ดังนั้นผมถึงมองว่าในช่วงปิดสมัยประชุมท่านประธานที่เคารพ เราควรจะใช้เวทีแห่งนี้ เป็นการพิจารณาประโยชน์แห่งรัฐในกรณีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น ถ้าท่านประธานจะเปิดสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณางบประมาณแผ่นดิน ผมถือว่าจำเป็นครับ หรือแม้แต่ถ้าเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมขึ้นมาประชาชนเดือดร้อน เกิดถ้าเป็นช่วงปิดสมัยวิสามัญ ท่านเปิดสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาความจำเป็นเร่งด่วน ประชาชนถูกน้ำท่วม แผ่นดินไหว สึนามิ ปัญหาไฟใต้ อันนี้ผมสนับสนุนครับ แต่ผมมองว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญแต่ไม่ได้ เร่งด่วนถึงขนาดว่าท่านต้องทำแบบหามรุ่งหามค่ำ สมัยวิสามัญก็ต้องเปิดมาเพื่อพิจารณา อย่างเร่งด่วน ผมจึงมีความจำเป็นที่จะร้องผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนนะครับว่า ผมจำเป็นต้องฟ้องประชาชนครับ เพราะว่าวันนี้โหวตอย่างไรก็แล้วแต่ผมก็แพ้ท่านตลอดครับ ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ ถึง มาตรา ๒๙๑/๖ มาผมแพ้ท่านมาตลอด แต่ผมเชื่อว่าเวลาเราฟ้อง ประชาชนแล้วประชาชนจะฟังแล้วเข้าใจครับ อยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนว่าเฉพาะ ประเด็นการเปิดสมัยวิสามัญแค่ให้ประธานคนเดียวมีอำนาจก็เผด็จการแล้ว แต่การถูกบังคับ ให้ต้องมานั่งเฝ้าสภาเป็นช่วงเวลาที่จะต้องปิดสมัยประชุมเพื่อไปฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนมีความเดือดร้อน พวกผมรับฟังมาเพื่อเอามาเป็นประเด็นไปนำเสนอต่อทาง รัฐบาล แต่ขณะนี้ท่านกำลังให้อำนาจต่อท่านประธานรัฐสภาในการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่ออะไรครับ เพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ผมยังมีข้อกังขาครับ ผมสนับสนุนเพื่อน สมาชิกหลายคนครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ท่านพยายามผลักดันแบบหามรุ่งหามค่ำมิหนำซ้ำ ในการเขียนตามมาตราต่าง ๆ ที่ผูกปมไว้เพื่อมอบให้อำนาจให้กับตัวท่านประธานรัฐสภาต้อง ไม่ปกติ ผมไม่เชื่อว่าชีวิตความเป็นผู้แทนราษฎรผมได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าเป็น ส.ส. ที่แอคทีฟ (Active) คนหนึ่ง แต่ช่วงปิดสมัยประชุมผมยังอยากลงพบปะ พี่น้องประชาชน ยังไม่อยากมาประชุมตรงนี้ ผมคิดว่าในช่วงปิดสมัยอย่างนี้ผมเจอประชาชน จะแก้ปัญหาประชาชนให้มากกว่าครับ ยกเว้นมีความจำเป็นเร่งด่วน ดังนั้นท่านผูกปมไว้ใน มาตรา ๒๙๑/๗ ที่บอกว่าให้อำนาจประธานรัฐสภาสามารถเปิดสมัยวิสามัญในการพิจารณา ต่อได้ รัฐธรรมนูญที่ท่านกำลังจะแก้ต้องมีปมอะไรที่ไม่ปกติ และอยากจะบอกพี่น้องประชาชน ทุกท่านนะครับว่ากรุณาติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด เพราะว่ามันต้องมีปมที่ ไม่ปกติเกิดขึ้นถึงทำให้ท่านประธานรัฐสภาต้องขยันมากขนาดนี้
ประเด็นถัดมาที่ผมจะต้องพูดต่อ ก็คือถ้าอายุสภาสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภา ท่านบอกว่ามิให้นับระยะเวลา ถ้าจะต้องผูกติดกันไว้นะครับ พี่น้องประชาชนอาจไม่เข้าใจ เนื่องจากว่าการมี สสร. ครั้งนี้จะผูกติดด้วยเงื่อนเวลา เช่น ๙๐ วันแรกจะต้องมี สสร. เพราะ มีเงื่อนเวลาบังคับไว้อยู่ หลังจากมี สสร. มีการบังคับไว้ว่า ๒๔๐ วันต้องทำให้จบ อันนี้ผูกติด ด้วยเงื่อนเวลาไว้ ท่านก็เขียนไว้ชัดเจนว่าถ้าสภาสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาเกิดขึ้น เพราะ เราไม่รู้นี่ครับ อาจจะเดือน ๒ เดือนประชาชนเดือดร้อนมาก ๆ ออกมาขับไล่รัฐบาล นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภา แต่ท่านผูกไว้ว่ามิให้นับระยะเวลาพวกนี้ไม่ให้นับต่อ ก็เท่ากับว่ากระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญท่านเขียนเป็นโปรแกรมแบบชั่วนิรันดร์ไว้ ผมไม่เห็นด้วยครับ ท่านประธานครับ การบังคับในรัฐธรรมนูญให้กระบวนการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นโปรแกรมแบบชั่วนิรันดร์เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมถึงอยากกราบเรียนกับ ท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนนะครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เหมือนการร่าง พ.ร.บ. หรือแก้ไข พ.ร.บ. การแก้ไข พ.ร.บ. หรือแก้ไขกฎหมาย นั่นคือนโยบายของรัฐบาลท่านสามารถ เอามายืนยันดำเนินการได้ มันคือนโยบายของรัฐบาลใช้เสียงข้างมากได้ แต่รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดท่านประธาน ในเมื่อสิ่งสูงสุดเสียงข้างมากอย่างเดียวไม่เพียงพอครับ ผมต้องย้ำเตือนไปยังท่านประธานสามารถด้วยความเคารพเลยครับ รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งเดียว ที่ถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดใช้เสียงข้างมากอย่างเดียวไม่พอ ท่านต้องใช้ความเห็นพ้องจาก พวกผมด้วย ท่านต้องใช้ความเห็นพ้องจากพี่น้องประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ครับ ท่านอาจจะ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ คนไม่เห็นด้วย ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นกฎหมายทั่วไปท่านทำได้เลยครับ เพราะนั่นคือนโยบาย แต่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดจะไปต่อเมื่อมีการเห็นพ้องทุกภาคส่วน ถ้าท่านปล่อยให้เสียงข้างน้อยไม่เห็นพ้องและออกมาคัดค้านครับ สุดท้ายผมเชื่อเลยว่ามันไปไม่ได้ ต่อให้ท่านใช้เสียงข้างมากยกมือสนับสนุนให้ไปได้ สุดท้าย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไปไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญเฉพาะของเสียงข้างมาก ไม่ใช่ของ ประชาชนส่วนใหญ่ ดังนั้นการที่ท่านล็อกไว้เลยครับ ท่านล็อกไว้เลยว่าถ้าเกิดยุบสภาหรือ สภาหมดอายุก็เท่ากับว่าท่านบังคับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังสามารถดำเนินการต่อได้ ผมว่ามันไม่แฟร์ (Fair) ครับท่านประธาน คือวันนี้เสียงข้างมากอ้างว่าเป็นนโยบาย ถ้าสมมุติว่า อายุของสภาหมดไปด้วยกระบวนการหรือปัญหาทางการเมืองต่าง ๆ ผมต้องถือว่าท่านต้องแฟร์ กับประชาชนครับ ส.ส. ทุกคน พรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองต้องไปพบปะพี่น้องประชาชน แล้วก็ถ้าประชาชนต้องการให้ท่านจะมาร่างใหม่ จะมาเริ่มต้นใหม่ ท่านก็หาเสียงไป แล้วก็ ประชาชนเลือกใหม่ ท่านก็มาดำเนินการ แต่ไม่ใช่ว่าท่านมาล็อกไว้เลยว่าทุกรัฐบาลจะมีช่อง ตรงนี้อยู่ในการให้กระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญดำเนินการต่อ ผมว่าท่านเอาเปรียบ ประชาชนมากเกินไป จึงอยากจะกราบเรียนว่าประเด็นนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ผมได้ มีการแก้ไขใช้ประโยคที่ว่าถ้าอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ถือว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สิ้นสุดลง ผมว่าแฟร์ครับท่านประธาน คือถ้า เกิดเหตุอันไม่บังควรกับรัฐบาลชุดนี้ มีการยุบสภาเกิดขึ้น เรื่องนี้มันเป็นความขัดแย้งของ สังคม มันต้องจบไปครับ มันควรจะจบไปพร้อมกับการยุบสภาของทางรัฐบาลหรือไปพร้อม กับรัฐบาลชุดนี้ รอรัฐบาลใหม่เข้ามา ถ้าต้องการจะมีการแก้ไขประเด็นไหน ประเด็นต่าง ๆ เขาอาจจะเสนอขึ้นมาได้ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดใหม่ แต่ท่านมาผูกติดอย่างนี้ ผมว่ามันไม่แฟร์กับพี่น้องประชาชน อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านประธาน สามารถนะครับว่าผมอยากให้ท่านใจกว้างสักนิดหนึ่งครับ อันไหนที่ท่านถอยได้ ท่านก็ถอยไป เพื่ออย่างน้อยให้เสียงข้างน้อยอย่างพวกผมที่ท้วงติงในสิ่งที่เป็นประโยชน์มันก็ได้มีจุด ที่เราเจอกัน เพราะฉะนั้นอยากจะย้ำกับท่านประธานใน ๒ ประเด็นสุดท้ายทิ้งทวนเลยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดฉบับเดียวเท่านั้นที่เสียงข้างมากอย่างเดียวแก้ไม่ได้ ท่านต้องมีการเห็นพ้องของเสียงข้างน้อยด้วยมันถึงจะไปได้ครับ
และประเด็นถัดมา อยากจะฝากความรู้สึกที่ดีไปยังท่านประธานสามารถอีก ครั้งหนึ่งว่าท่านมักจะพูดอยู่ว่าลืมอดีตเพื่อปรองดองกัน ท่านจำได้ไหมครับ ตอนที่ปรองดองเข้า ท่านมักจะพูดว่าพวกเราต้องลืมอดีตเพื่อพวกเราจะได้ปรองดองกัน แต่ทำไมทีรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ท่านไม่เห็นลืม ท่านก็บอกว่าอันนี้คือเผด็จการ ซึ่งอันนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แต่ท่านไม่ลืม ก็เท่ากับว่าอะไรที่ท่านได้ประโยชน์ท่านก็ว่าไปอย่างหนึ่ง อะไรที่ท่านได้ประโยชน์ท่านก็ลืมได้ แต่อะไรที่ท่านไม่ต้องการท่านก็ไม่ลืม เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่เข้าใจคำว่า ลืม ของท่าน มันเป็นอย่างไรกันแน่ เลยฝากข้อคิดเห็นอันนี้ไปยังท่านประธานสามารถและกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ ขอบคุณครับ
ท่านผุสดี ตามไท เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งดิฉันขอตัดออกทั้งมาตรา แล้วก็ขอปรับแก้ไขข้อความ ขออนุญาต ท่านประธานกราบเรียนเหตุผลสนับสนุนในสิ่งที่ดิฉันสงวนคำแปรญัตติไว้นะคะ
ในช่วงแรกของมาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้ว คือการให้อำนาจประธานรัฐสภาในการที่จะเปิดสมัยวิสามัญ ซึ่งอันนี้ดิฉันเห็นด้วยทุกประการ ดิฉันคิดว่าเป็นการรวบอำนาจและไม่มีความจำเป็นเลย ซ้ำร้ายยังเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมอีก ด้วยซ้ำ ให้เห็นว่าไม่รู้ละ จะเป็นอย่างไรเสีย การเดินหน้าในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องเดินต่อไปโดยไม่ใส่ใจใยดีแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ อันนั้นก็ในส่วนแรก
ในส่วนที่ ๒ ท่านประธานคะ พูดง่าย ๆ คือถ้าแม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง จะด้วยเรื่องของการหมดวาระหรือจะเป็นการยุบสภาผู้แทนราษฎรก็แล้วแต่ ท่านก็ยังเขียนไว้ บอกว่าไม่ได้หรอก ไม่เป็นอะไร จะยุบสภาไปแล้ว จะหมดวาระไปแล้ว การร่างรัฐธรรมนูญ ต้องเดินต่อไป ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ตอกย้ำจริง ๆ เรื่องของการรวบรัด รีบร้อน ลุกลี้ลุกลนร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่เป็นกติกาสูงสุดอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไป และดิฉันเห็นด้วยทุกประการว่ากติกา สูงสุดเช่นนี้ เสียงข้างมากเท่านั้นไม่เพียงพอ ท่านต้องอาศัยความร่วมมือและการยอมรับของ สังคมทุกภาคส่วน ท่านประธานคะดิฉันขออนุญาตให้เหตุผลเพิ่มเติมนะคะ จริง ๆ หัวใจ สำคัญของการริเริ่มในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจะมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา มันก็มาจาก เจตนารมณ์แล้วก็ความต้องการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ล่ะค่ะ ดังข้อเท็จจริง ที่ปรากฏอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการซึ่งระบุไว้ว่าในช่วงวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้พิจารณาและลงมติรับ หลักการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่เสนอโดยต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนาม แต่นั่นเป็นรายงานที่ปรากฏอยู่นี้นะคะ คือ นายสุนัย จุลพงศธร กับคณะ นายภราดร ปริศนานันทกุล และคณะ รวมไปถึง ครม. ท่านประธานคะ กลุ่มบุคคลเหล่านี้ก็เป็น ส.ส. อยู่ในสภาชุดปัจจุบัน เพราะฉะนั้นหากว่า มีเหตุต้องให้ยุบสภาหรือสภาหมดวาระไป ดิฉันคิดว่าการเดินหน้าต่อไปในเรื่องการร่าง รัฐธรรมนูญนั้นไม่มีความชอบธรรมแต่ประการใดเลย ท่านประธานคะ สมาชิกสภาชุดใหม่ อาจจะมีความเห็นแตกต่างกันไปได้ อย่าไปคิดแทนค่ะ แล้วก็แม้ท่านอาจจะคิดว่าอย่างไรเสีย แม้มีการเลือกตั้งใหม่ ผู้แทนที่ขณะนี้อยู่ในสภา ส่วนใหญ่อาจจะได้กลับมาอีกก็ได้ ก็ถูกต้อง แต่ในความเป็นจริง ท่านประธานคะ ก็คือว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ดังที่มีการกล่าวขาน กันว่าสิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือความไม่แน่นอนนั่นเอง เพราะฉะนั้นโดยหลักของธรรมชาติ โดยหลักของประชาธิปไตย ดิฉันคิดว่าเราต้องเคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ รวมไปถึงความคิดและวิถีปฏิบัติที่แตกต่างกัน ท่านจึงไม่ควรจะต้องไปคิดแทน ไปคิดล่วงหน้า ให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานคะ ดิฉันขอ อนุญาตท่านประธานยกตัวอย่างประกอบให้เห็นชัดเจนนะคะว่าทำไมดิฉันถึงเห็นค่อนข้าง จะแข็งแรงทีเดียวว่าตรงนี้ต้องตัดทิ้งไปนะคะ แล้วก็จะได้เป็นการประกอบสิ่งที่ดิฉันขอสงวน คำแปรญัตติไว้ ท่านประธานลองนึกถึงความเป็นจริงสิคะ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลต้อง ยอมรับจริง ๆ ว่ารัฐบาลใหม่มีสิทธิที่จะคิดและปฏิบัติตามนโยบายของตัวเองแน่นอน ท่านประธานคะ ซึ่งอาจจะเหมือนหรืออาจจะต่างกันกับรัฐบาลชุดก่อนก็ได้เราก็เห็นอยู่เสมอ ๆ หลายครั้งเราก็พบว่าแม้นโยบายแล้วก็การปฏิบัติหลายประการของรัฐบาลชุดเดิมเป็นสิ่งดี แล้วก็เป็นประโยชน์สำหรับพี่น้องประชาชน แต่ว่ารัฐบาลใหม่นั้นก็อาจจะยกเลิกได้หรือ บางครั้งอาจจะต่อยอดออกไปอีกก็ได้ ขออนุญาตยกตัวอย่างนะคะ เช่น ในเรื่องการใช้ บัตรประชาชนใบเดียวเพื่อรับสิทธิการรักษาพยาบาลฟรีของรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งนำโดย พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงแล้วก็เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายชวนที่ให้รักษาฟรีกับคนอายุ เกิน ๖๐ ปีและเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี แต่ที่เหลือนอกนั้นให้ซื้อบัตรครอบครัว แต่ต่อมา รัฐบาลของพรรคไทยรักไทย ซึ่งก็คิดต่อไปว่าน่าจะเป็น ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ท่านประธานคะ ดิฉันกำลังอยู่ในประเด็นและยกตัวอย่างประกอบอย่างแข็งแรงว่าทำไมดิฉันถึงเชื่อว่า
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ ท่านจิรายุครับ
ท่านประธานครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมพยายามฟังมา ๓ นาทีกว่า ท่านประธานครับ ยังพยายามจะอธิบายเรื่องของนโยบายในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านครับ ผมว่าท่านแปรญัตติไว้นี้ชัดเจนแล้วว่าท่านตัดเพราะอะไร อย่างไร เข้าเรื่องเลยครับ ท่านประธานครับ จะได้ไม่เสียเวลาครับ ขอบพระคุณ ให้ท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยด้วยครับ
ท่านผุสดีครับ เราประชุม วันนี้วันที่ ๑๐ แล้วนะครับ แล้วทีนี้ประเด็นที่สงวนไว้ก็ประเด็นเดียวกันทั้งหมดครับ ตั้งแต่ พูดมาตั้งแต่เช้าก็เป็นประเด็นเดียวกันหมดเลยครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะกรุณาก็อยากให้เข้า ประเด็นเลยครับ
ขอบพระคุณค่ะ
แล้วก็ให้กระชับด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณค่ะ ที่พูดทั้งหมดนี้ดิฉันเสียใจมากเลยว่าเราบอกว่าสภานี้จะต้องสะท้อนถึงความเป็นประชาธิปไตย ดิฉันคิดว่าต้องขอกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านให้มีความอดทน เพราะว่าเรายกตัวอย่างและแนวคิดเรื่องของการอภิปรายนั้นต่างกัน อดทนสักนิดเถอะค่ะ เพราะสิ่งที่พูดนี้ไม่ใช่เรื่องเท็จแต่เป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้นดิฉันก็กำลังจะเล่าให้ฟังว่ารัฐบาล แต่ละชุดแล้วก็ยกตัวอย่างเรื่องของนโยบาย เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นผู้นำในรัฐบาลชุด ที่แล้วได้ใช้นโยบายให้ใช้บัตรประชาชนเพื่อรักษาบริการฟรี เป็นการต่อยอดในสิ่งที่ทำมา ในอดีต แต่วันนี้รัฐบาลก็ยกเลิกค่ะ เปลี่ยนใจไปใช้เรื่องของ ๓๐ บาท ซึ่งดิฉันคิดว่าทุกครั้งที่ ประชาชนไปก็ต้องเสีย ๓๐ บาท ซึ่งดิฉันเองก็คิดว่าไม่ค่อยเข้าใจและอธิบายไม่ได้ และโดยเฉพาะ ในภาวะที่ข้าวยากหมากแพงที่สุดอย่างนี้ นี่เป็นตัวอย่างที่จะบอกว่ารัฐบาลชุดไหนก็ชุดนั้น อีกสักตัวอย่างเดียวท่านประธานคะ ดิฉันเพิ่งใช้เวลาไปประมาณไม่ถึง ๓-๔ นาที ท่านประธานคะ นโยบายที่รัฐบาลชุดที่แล้วคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ ในการสร้างตนเองให้แข็งแกร่งด้วยการออม และได้ผลักดันให้มีพระราชบัญญัติกองทุนการออม แห่งชาติ ซึ่งได้ประกาศใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ แล้วก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ท่านผุสดีครับ ผมไม่แน่ใจว่า ท่านรู้ว่าท่านสงวนอะไรไว้หรือเปล่า ท่านเข้าประเด็นเถอะครับ
ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ขออนุญาตแบ่งปันความรู้สึกหน่อยได้ไหมคะ ที่จริงแล้ว การที่ท่านประธานพยายามจะหยุดสะดุดทักท้วงอย่างนี้ ทำให้คนที่ฟังก็ลำบาก ดิฉันเพียงแต่ ขออนุญาตยกตัวอย่าง ท่านฟังเถอะค่ะ เพราะนี่เป็นข้อเท็จจริงและทำไมดิฉันถึงคิดอย่างแข็งแรง มากเลยว่ามันต้องยุติค่ะ ในเรื่องของการที่จะต้องให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นดำเนินการต่อ ขออนุญาตต่อไปเลยนะคะ เมื่อมีพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็ใช้บังคับไปตั้งแต่วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ซึ่งจะเอื้อให้รัฐบาลสนับสนุนการออมของประชาชน อันจะนำไปสู่ความแข็งแรงที่ยั่งยืนของประเทศ หมายความว่าอย่างไรคะ ก็คือรัฐบาลนี้ ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ ต้องดำเนินการตามเพราะมันเป็นกฎหมาย คือต้องเร่งให้มีการจัดตั้ง กองทุนให้มีคณะกรรมการกองทุน มีการแต่งตั้งเลขาธิการ รองเลขาธิการ และรัฐบาลต้อง จ่ายเงินสมทบท่านประธานคะ ตามระดับอายุของผู้เป็นสมาชิกภายใน ๑ ปีหลังจากวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ซึ่งนี่ก็เหลืออีกไม่กี่วัน ซึ่งขณะนี้ก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว หรือไม่อย่างไร ท่านประธานคะ ที่ดิฉันใช้เวลาสั้น ๆ ตรงนี้กราบเรียนท่านประธานมาก็เป็น ตัวอย่างที่ให้ท่านประธาน แล้วก็ท่านกรรมาธิการซึ่งไม่เห็นด้วยกับการแปรญัตติของดิฉัน ได้ตระหนักในความเป็นจริงค่ะท่านประธานว่ารัฐบาลแต่ละชุดก็ต้องคิดเรื่องของตัวเอง และ ไม่อาจคิดแทนรัฐบาลอื่น ๆ ได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมชาติตามปกติที่สุด สภาผู้แทนราษฎร ก็เช่นเดียวกันก็ต้องคิดก็ต้องริเริ่มต้องทำของตัวเอง ไม่อาจก้าวก่ายล่วงไปคิดแทนทำแทน สร้างภาระไว้ให้สภาชุดต่อไปได้ ท่านประธานคะ มีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงเรื่องของการที่กฎหมาย ต่าง ๆ เมื่อสภาสิ้นสุดลงก็ต้องยุติลงไปด้วย ยกเว้นแต่ว่าถ้ารัฐบาลใหม่เข้ามายืนยันและสภาใหม่ เห็นด้วยก็เดินหน้าต่อไป ท่านประธานคะ ดิฉันจึงคิดว่าจริง ๆ แล้วเป็นความไม่ชอบธรรม อย่างยิ่ง ถ้าเผื่อจะยังให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นทำงานร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต่อไป ทั้ง ๆ ที่สภานั้น จะต้องยุติบทบาทลงไปแล้ว ดิฉันคิดว่าหยุดเถอะค่ะ อย่ารีบร้อน อย่ารวบรัด ลุกลี้ลุกลน เพราะนี่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สะท้อนจริง ๆ ว่าท่านรวบรัด ท่านประธานคะ ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานฝากไปยังท่านกรรมาธิการให้คิดจริง ๆ และทบทวนดูนะคะว่ามาตรานี้ไม่ต้องมี และดิฉันก็เขียนไว้ว่าขอปรับตัดออกไปทั้งมาตราแล้วก็ระบุไว้เพียงว่า หากมีการยุบ สภาผู้แทนราษฎรก็ให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดนั้นเป็นอันตกไป ซึ่งดิฉันคิดว่าชอบธรรม ที่สุดแล้วก็เป็นประชาธิปไตยที่สุด ก็ขอให้ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการช่วยทบทวน พิจารณาด้วย ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เผอิญผมมอง ไม่ถนัด คุณหมอเธียรชัยอยู่หรือเปล่า เชิญข้างหลังครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนว่าเมื่อกี้ท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์เพื่อน สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ท่านมีธุระต่อไป ท่านขออนุญาตให้ผมได้อนุญาตให้ท่านได้ใช้สิทธิ กับท่านประธาน ผมขออนุญาตนั้นครับ
หมายถึงท่านรัชฎาภรณ์ จะขอใช้สิทธิก่อนใช่ไหม
ครับ เชิญก่อนครับ ท่านรัชฎาภรณ์ครับ
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันจะขออนุญาตสลับเข้าใจว่าถ้าคุณหมอเธียรชัยพูดและถัดไปก็จะ เป็นดิฉัน ดิฉันก็เลยจะขอสลับกับคุณหมอเธียรชัยค่ะ ท่านอนุญาตนะคะ ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันได้แปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๗ ที่จริงแล้วดิฉันก็เห็นด้วยกับที่หลาย ๆ ท่านพูด มานะคะ เพียงแต่ดิฉันก็อยากจะยืนยันว่าด้วยหลักการและเหตุผลทุกคนเราก็มีเหตุผล ของเรา ดิฉันเห็นด้วยนะคะ ถ้าท่านประธานจะดำเนินการตามข้อบังคับให้เคร่งครัด เพียงแต่ว่า ถ้าอย่างนั้นท่านต้องดูด้วยนะคะ ถ้าท่านบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัดท่านก็ต้องดูด้วย คนที่ประท้วงไม่ตรงประเด็น คนที่ประท้วงไม่มีสาระท่านก็ต้องไม่ให้ทักท้วงนะคะ ไม่ให้ประท้วง เพราะว่าไม่อย่างนั้นมันก็จะเสียเวลาแล้วก็พูดไปเรื่อยเปื่อย ท่านก็ดูข้อบังคับนะคะ เพียงแต่ว่า เวลาเราพูดถึงมาตรา ๙๙ ก็คงไม่ได้หมายถึงว่าใช่ค่ะ ให้พูดในประเด็นที่เราแปรญัตติหรือ มีการแก้ไข แต่คำว่าอยู่ในประเด็นที่เราแปรญัตติคงไม่ใช่ให้อ่าน ให้ฟังแล้วก็พูดแค่นั้น มีที่มา ที่ไป แล้วก็ยิ่งเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องในเชิงของสังคมขนาดวิทยาศาสตร์มันยังต้องมีสูตรเลย เรื่องในทางสังคมมันมีที่มาที่ไปค่ะท่านประธาน
ท่านรัชฎาภรณ์ครับ ไม่อยาก ทักท้วงนะครับ ผมว่าเข้าประเด็นเลยดีกว่ากระมังครับ แล้วก็การสงวนก็สงวนในประเด็น ที่ชัดเจนอยู่แล้วครับ
ใช่ค่ะ
ก็อภิปรายในประเด็นตรงนี้ ก็แล้วกัน อาจจะเกริ่นนำได้บ้างเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เอาเสียยืดยาวนะครับ
ดิฉัน ก็เห็นว่าที่จริงหลายท่านเวลาอภิปรายนะคะ เขาก็ยกตัวอย่างนะคะท่าน
ท่านผมว่าเข้าประเด็นดีกว่า กระมังครับ
ดิฉัน ก็จะเข้าประเด็นค่ะว่าดิฉันได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้นะคะ เพราะดิฉันเห็นว่าถ้าสมมุติว่า ท่านได้ สสร. ตามประสงค์จากเมื่อวานที่ผ่านไปเรียบร้อยแล้วนะคะ และท่านก็บอกว่าถ้าคนกลุ่มนี้ สสร. เหล่านี้กำลังดำเนินการไป แล้วเมื่อสภาสิ้นสุดลงไม่ว่าจะครบวาระหรือว่าจะยุบสภา ก็ตามท่านก็บอกว่าให้ สสร. ยังอยู่ต่อไปแล้วก็ทำหน้าที่ต่อไป ที่จริงประเด็นที่บอกว่าถ้าเป็น ช่วงปิดประชุมจะต้องเปิดสมัยวิสามัญดิฉันไม่ติดใจหรอกค่ะ เพราะ สสร. ก็ต้องดำเนินไป เพราะเขามีเวลาแค่ ๒๔๐ วัน แต่ถ้าเมื่อไรที่สภายุบนี่ค่ะ รัฐสภา สสร. เกิดขึ้นจากรัฐสภา แม้เหลือวุฒิสภาเท่านั้นก็ยังแม้จะบอกว่าให้เป็นรัฐสภาท่าน ส.ส. ท่านก็ได้พูดไปแล้วนะคะว่า ในรัฐธรรมนูญอนุญาตให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาอะไรได้บ้าง แต่คงไม่ได้หมายถึงว่ามา ทำหน้าที่กำกับดูแลเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญด้วย เพราะอันนี้เป็นเรื่องเฉพาะที่ตั้งขึ้นมา เพราะฉะนั้นดิฉันก็ยังคิดว่าหลายคนพูดถึงเรื่องของกฎเกณฑ์กติกาทั้งหลาย ดิฉันพูดต่อด้วย ว่าเป็นเรื่องของมารยาทด้วยที่ถ้าใครตั้งเราขึ้นมาแล้ว เวลาท่านเอาคนข้างนอกเอาใครก็ตาม มาอยู่หน้าห้องท่าน ถ้าท่านไปท่านก็ต้องเอาไปด้วย ไม่ใช่ท่านจะทิ้งเอาไว้ แล้วก็ให้คนอื่น มาถึงก็ต้องมาดูแลคนของท่านต่อเขาก็ต้องมีสิทธิที่จะเอาคนของเขามา การตั้ง สสร. นี่ก็ เหมือนกันเมื่อเราในที่ประชุมรัฐสภาคณะนี้ตั้งขึ้นมาแล้ว มีเหตุผลอะไรคะ ถ้าสภาผู้แทนราษฎร ไม่อยู่แล้วไม่ว่าจะยุบสภาหรือครบวาระก็ตาม ท่านบอกทิ้ง สสร. ไว้ต่อไป แล้วเปิดสภาใหม่ ก็มาต่อ แล้วให้เขาอยู่ทำไมละคะ ก็ต้องให้เขาไป ถ้ารัฐสภาใหม่เข้ามาแล้วถ้าท่านบอกว่า อย่างไร ๆ ท่านก็เข้ามาเป็นรัฐบาลอีกแน่นอนสมัยหน้าเก็บตรงนี้ไว้ก่อน คนเขาก็จะครหา ท่านนะคะว่าเขาก็จะต้องถามว่าท่านได้ สสร. ดั่งใจหมายแล้วใช่ไหม ท่านทำรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นี่ทุกขั้นตอนกระบวนการรัดกุมหมดแล้ว ได้คนที่ต้องการหมดแล้ว ท่านเชื่อใจ ได้แล้วว่าเขาจะยกร่างรัฐธรรมนูญตามที่ท่านต้องการแล้วใช่ไหมถึงได้ยึดไว้เลย มันไม่มี หลักการใด ๆ เลยนะคะ ในการที่บอกว่าถ้าเราตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาแล้วเมื่อเราไปแล้วเราก็คงเอาไว้ แล้วคราวหน้า คนที่มาคราวหน้าอาจจะเราหรือไม่เป็นเราก็ตามต้องทำตามนี้ ท่านต้องเคารพคนที่จะมา ภายหลังสิคะ เคารพว่าถ้าเขามาทีหลังแล้วเขาต้องมีสิทธิที่จะบอกได้ จะเป็นนโยบายหรือจะ เป็นทิศทางของสภาหน้าหรือของรัฐบาลหน้าก็ตาม แม้กระทั่งท่านมา ท่านอาจจะคิดเปลี่ยนใจ อาจจะคิดเปลี่ยนแปลงก็ได้ ท่านจะล็อกเอาไว้ทำไม เฉพาะที่ร่างมาหลายวันนั้นก็ถือว่าท่าน ล็อกอยู่แล้ว ท่านไม่ยอมถอยอะไรสักอย่างอยู่แล้ว พอมาถึงคราวนี้มันก็ยิ่งจะตอกย้ำเข้าไป อีกนะคะว่าไม่มีหลักการใด ๆ ที่ท่านจะไปแล้วท่านยังทิ้ง สสร. ชุดนี้เอาไว้ให้ชุดหน้ามาแบกรับ ไว้อีก สภาชุดหน้าหรือรัฐบาลชุดหน้าเขาอาจจะไม่อยากได้ก็ได้ ท่านต้องให้เกียรติเขาในการ ที่เขาจะตัดสินใจ มันต้องเป็นนโยบายของรัฐบาลต่อไป มันจะต้องเป็นอำนาจของสภาต่อไป ชุดต่อไป ในการที่จะมาริเริ่มหรือที่จะหยิบของเก่านี่ละขึ้นมา ขนาดกฎหมายธรรมดา ๆ เมื่อ ยุบสภาแล้วยังต้องตกไปเลย เพียงแต่ว่าถ้ารัฐบาลต้องการก็ยืนยันกลับมา ทำไมท่านไม่ใช้วิธีคิด คล้าย ๆ อย่างนั้นละคะ ซึ่งที่จริงท่านอาจจะไม่มีสิทธิหยิบมาเลยก็ได้ รัฐธรรมนูญนะคะ ท่านจะค้างไว้เพื่อเป็นสมบัติของเราทำไมคะ ท่านก็ต้องปล่อยเขาไป แล้วก็มาตั้งหลักใหม่ ก็เท่านั้นเองนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่ามีหลักการ ใครเป็นคนตั้งคนนั้นก็ต้องเป็นคน ปลด ใครตั้งขึ้นมาออกไปแล้วก็ต้องออกไปด้วยกันก็แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นดิฉันว่ามันเป็น หลักเหตุผลทั้งนั้นค่ะ เพียงแต่ว่าคณะกรรมาธิการจะรับฟังหรือไม่ หรือท่านมีธงแล้วว่าอย่างไร ท่านก็ต้องเก็บไว้จนกระทั่งจะเสร็จ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลหน้าก็ตาม ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องกล้ำกลืนที่จะทำต่อไปหรืออย่างไร เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านว่าท่านอย่าเก็บไว้เลย ประเด็นนี้ถ้าเก็บส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องนี้ล่ะคะ ก็แสดงว่ามีคนคับข้องใจแล้วก็ไม่เห็นด้วยกับ เรื่องนี้เอาไว้อยู่มากนะคะ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนท่านเอาไว้แค่นี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญคุณหมอ เธียรชัยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขอเริ่มปรารภกับท่านประธานก่อนนะครับว่า ผมอยากจะใช้ความรู้สึกส่วนหนึ่งในการอภิปรายและอีกส่วนหนึ่งประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ตามที่ท่านประธานได้ดำริไว้ในเชิงให้เหตุผล ท่านประธานครับ วันนี้ผมอยากจะอภิปราย เพื่อแสดงให้เห็นถึง
คุณหมอครับ ที่จริงผมไม่ได้ หมายความว่าให้พูดนอกประเด็นได้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นครับ โดยหลักแล้ว ต้องอภิปรายอยู่ในข้อบังคับอยู่แล้วอยู่ในประเด็น แต่ถ้าจะออกนอกประเด็นบ้างเล็กน้อย เพื่อหาเหตุมาอ้างประกอบ มันก็ยังพอรับได้ เพราะฉะนั้นเอาพอสมควรคุณหมอครับ
แล้วแต่ท่าน เห็นสมควรครับ ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มเรื่องด้วยความรวดเร็วก็คือขอเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่างเพื่อสมาชิกรัฐสภาทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ด้วยข้อความที่เป็นบทกวี ในสิ่งที่ พวกเราทำเหมือน ๆ กัน ก็คือการที่เราเปิบข้าวกินด้วยกันครับ บทกวีนี้เป็นบทกวีของท่านจิตร ภูมิศักดิ์ เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน ข้าวนี้มีรส ให้ชนชิมทุกชั้นชน เบื้องหลังสิทุกข์ทน และขมขื่นจนเขียวคาว จากแรงมาเป็นรวง ระยะ ทางนั้นเหยียดยาว จากรวงเป็นเม็ดพราว ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น ปูดโปนกี่เส้นเอ็น จึงแปรรวงมาเป็นกิน น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง และ น้ำแรงอันหลั่งริน สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกำซาบฟัน จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เสียชีวิตแล้วครับ วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๐๙ อายุประมาณ ๓๐ ปี มีประวัติโยนบกที่มหาวิทยาลัย นี่คือครู นอกตำราของผมท่านหนึ่งนะครับ ผมเชื่อมด้วยแม่พระโพสพ ข้าวก็คือเพื่อให้เห็นว่า ๑๐ วันที่เราอภิปรายมานี่ครับ ท่านประธานครับ ผมก็เสียแรงมาก ทางฝ่ายทุกคน ในสมาชิกรัฐสภาผมเชื่อว่าเราใช้แรงกาย แรงใจ แรงสมองกันมากมายกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ซึ่งถ้าเราจะพูดถึงเหตุผลนะครับ เราก็พูดกันมาหลายวันแล้วครับ วันนี้ผมก็พยายามที่จะพูดในตอนท้ายครับ ท่านประธานครับ เพราะเหตุผลก็คือส่วนหนึ่ง ความรู้สึกก็คือส่วนหนึ่งครับ ซี่งอยู่ในตัวบุคคลทุกคนที่มีชีวิตครับ บุคคลท่านที่ ๒ ที่ผมจะขออนุญาตเอ่ยพระนามท่านก็คือ
คุณหมอครับ ผมว่าเมื่อกี้ คุณหมอก็บอกเอง เราพิจารณามา ๑๐ วันแล้วนะครับ ผมว่าเข้าประเด็นเลยดีกว่าครับ ดูท่า จะยืดยาว แล้วคงไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านเข้าประเด็นเถอะครับ
ท่านประธาน นิดเดียวได้ไหมครับ เป็นประโยชน์จริง ๆ ครับ
ไม่ล่ะ เข้าประเด็นเถอะครับ ผมอยากฟังเหตุผลที่ท่านสงวนตรงนี้แล้วตัดตรงนี้ออกนี่ แล้วก็ให้ สสร. เป็นอันสิ้นสุดไปด้วย เหตุผลมีอย่างไร
ตรงนี้ท่านประธาน ผมอยู่ที่หน้า ๑๘๖ ครับ ผมได้แปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๗ ในกรณีที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการใด ตามหมวดนี้ในระหว่างปิดสมัยประชุมรัฐสภา ให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อ มีพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญและให้ประธานรัฐสภา เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ถ้าอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือ มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ผมตัดข้อความดังต่อไปนี้นะครับ และมีกรณีที่รัฐสภาจะต้อง ดำเนินการใดภายในระยะเวลาที่กำหนดตามหมวดนี้ มิให้นับระยะเวลาตั้งแต่วันที่อายุของ สภาผู้แทนราษฎร ข้อความที่ผมพูดเมื่อกี้ตัดออกหมดนะครับ ข้อความที่เพิ่มก็คือมันจะอ่าน ไม่เข้าใจผมขอทวนไปอย่างนี้ หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรให้สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง และข้อความดังต่อไปนี้ผมตัดออก หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร แล้วแต่กรณี จนถึงวัน ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมเข้าในระยะเวลาที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการด้วย ด้วย นี่คือผมเอานะครับ นี่คือสิ่ง
คุณหมอครับ ขอขัดจังหวะ นิดหนึ่ง ขออภัยจริง ๆ ครับ ทีนี้ตามที่คุณหมออ่านมาแล้วก็ส่วนที่คุณหมอตัดตรงนี้นะครับ แล้วเพิ่มเล็กน้อยตรงให้ สสร. สิ้นสุดลงด้วย นี่คือประเด็นที่ท่านสงวนเอาไว้ถูกต้องนะครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาว่าคุณหมอพูดในประเด็นที่คุณหมอได้สงวนตรงนี้เท่านั้นนะครับ ที่จริงแล้วคุณหมอพูดได้ดีนะครับ น่าฟัง ถ้ามีโอกาส ถ้าทราบว่าคุณหมอไปปาถกฐาที่ไหน มีเวลาผมก็อยากจะไปนั่งฟังนะครับ แต่ในกรณีนี้ก็ต้องขอความกรุณาคุณหมออยู่ในประเด็น ที่สงวนเท่านั้นนะครับ
ขอบคุณมากครับ แต่ที่ผมจะเรียนเสนอท่านถึงความรู้สึกว่าตอนนี้ผมถูกมโนภาพทางจิตใจครับ จากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ซึ่งผมเป็นแพทย์อยู่ ดูแลผู้ป่วยที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในเหตุการณ์ครั้ง มหาวิปโยคนะครับ มันเป็นภาพที่ผมไม่อยากให้เป็นภาพที่จะต้องเกิดซ้ำขึ้นอีกในอนาคต
คุณหมอครับ อย่าเลยไปถึง ๑๔ ตุลาเลยครับ เอาประเด็นนี้ ประเด็นที่คุณหมอสงวนนี่ครับ
เหตุที่ผมต้อง กล่าวถึงนำ ผมทำสั้น ๆ ครับ เพื่อให้เกิดประโยชน์เพราะผมเกรงว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เรา กำลังจะให้ สสร. ร่างขึ้นมามีความเสี่ยงสูงต่อความสูญสิ้นประเทศไทยครับ ท่านประธานครับ นี่คือข้อที่ผมจะห่วงใยอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นวันนี้ชื่อเสียงของผมจะเป็นอะไร หรือรูปลักษณ์ ของผมจะเป็นอะไร คือเรื่องเล็กน้อยครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ท่านโปรด ฟังผมนะครับ คนไทยคนหนึ่งครับ ก็คือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ผมขอเชิญพระนามท่านมาเป็นให้เราคิด
คุณหมอครับ ผมคง ไม่อนุญาตนะครับ คุณหมอ ผมว่าเข้าประเด็นเลยดีกว่ากระมังครับ ประเด็นที่คุณหมออ่าน เมื่อกี้นะครับ ที่คุณหมอสงวนไว้ เอาประเด็นนั้นเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในประเด็นดังกล่าวนะครับ ผมเห็นว่าเมื่อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงไม่ว่าจะเป็นวาระปกติหรือมีการยุบสภาครับ ชัดเจนครับ ผมให้สภา สสร. มีอันสิ้นสุดลงไปด้วย ผมคงต้องแสดงเหตุผลนะครับ เพราะท่านประธาน อยากจะให้เหตุผล เหตุผลของผมเป็นอย่างนี้ครับ โดยอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกก็คือ หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(๑) กำหนดให้รัฐสภาประชุมร่วมกันในกรณีให้มีความเห็นชอบของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภา และกรณีการให้ ความเห็นชอบญัตติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพิ่มใน (๑๗) และใน (๑๘) ของ มาตรา ๑๓๖
(๒) กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และกำหนดกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (เพิ่มหมวด ๑๖) การจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗
(๓) กำหนดให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีผลใช้บังคับ (มาตรา ๕)
เหตุผล โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้มีวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ทั้งฉบับ เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิรูปการเมือง โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งประกอบด้วย สมาชิก ๒ ประเภท
ประเภทที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งในจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และ
ประเภทที่ ๒ มาจากรัฐสภาคัดเลือกบุคคลจากหลายสาขาอาชีพ รวมเป็น องค์กรในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่ ให้มี เสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุมัติ รัฐธรรมนูญ โดยการออกเสียงประชามติได้ด้วย ทั้งนี้โดยยังคงรักษาระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้ตลอดกาล ตลอดไป จึงจำเป็นต้องตราร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนี้
ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมต้องให้หมดอายุพร้อมกับ ส.ส. ไม่ว่าจะหมด ในวาระที่เป็นปกติหรือเกิดยุบสภาก็ตาม เพราะผมเห็นว่าเหตุผลที่เขียนว่าเพื่อปรับปรุง โครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่ให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มันไม่มีตัว เปรียบเทียบชี้วัดครับ ส่งไปลอย ๆ ให้มีสภา สสร. ตั้งขึ้น สภา สสร. จะตั้งขึ้นเขียนกี่มาตรา ข้อความเป็นว่าอย่างไร ท่านประธานจะเอาหลักการอะไรมาวัดว่าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้นนี่คือเปรียบเทียบนะครับ อันนี้ละครับคือประเด็นใหญ่ นอกจากนี้ยังให้มีเสถียรภาพ ต่อท้ายใช้คำขยายความจากยิ่งขึ้นเรื่อยไป คือมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนกับเราส่งดวงวิญญาณอะไรก็ไม่รู้ครับ มันจับต้องไม่ได้ แต่ทางท่านประธาน คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าดวงวิญญาณที่เราจะส่งไปเพื่อให้เกิด สสร. จะต้องเป็น รัฐธรรมนูญที่เรียกว่าดีแน่ ๆ วิเศษสุด แก้ปัญหาประเทศได้ทุกรูปแบบ ผมมองไม่ออกครับว่า ท่านเขียนอย่างไร แต่ท่านมาใช้เหตุผลอย่างนี้โดยที่ยังไม่เห็นของเลยครับ ผมจึงลงความเห็น ในวาระแรกอย่างไรครับ ท่านประธานครับว่ากระผมไม่รับวาระที่หนึ่ง ผมมีความเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขได้อย่างแน่นอน สอดคล้องกับบันทึกพระราชกระแสรับสั่งของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อประมาณปี ๒๕๑๗ ที่พระองค์ท่านก็ตรัสไว้ และมีผู้บันทึก ไว้เป็นหลักฐานลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ชัดเจนเลยครับว่าในขณะนั้นพระชนมายุท่าน ประมาณ ๔๗ พรรษา ท่านก็มีความเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่แก้ได้ เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เหมาะ กับกาลสมัย นี่คือประเด็นที่สำคัญยิ่งที่ผมจำเป็นที่จะต้องมาใช้เหตุผลในการหักล้างกับทางประธาน คณะกรรมาธิการชุดที่เป็นเสียงข้างมากครับ ท่านประธานครับ มันไม่มีอะไรให้เห็นนะครับ แต่สิ่งที่พวกกระผมได้จัดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญชนิดที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ แต่ทางฝ่ายรัฐบาลก็ไม่พอใจอยากจะให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับยกร่าง รัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ซึ่งผมก็ว่าเราเถียงกันด้วยเหตุผล ๒ วัน ๓ วันอะไรประมาณนั้นนะครับ ในที่สุดเสียงข้างมากก็คือเป็นผู้ที่นำทาง แล้วก็ไปสู่ที่วาระแรกได้ผ่านไป ซึ่งในระบอบ ประชาธิปไตยผมเคารพครับ แพ้คือแพ้ เมื่อเข้าสู่วาระที่สองเราก็ต้องแปรญัตติแสดงเหตุผล ต่อสู้กันในทางความคิดด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยข้อเท็จจริง ท่านประธานครับ เวลาล่วงเลยมา ทุกนาที ทุกชั่วโมง สัญญาณอันตรายจากประเทศไทยก็เด่นชัดขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียน ท่านประธานท่านแรก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านประธาน ส.ส. ผมจึงจำเป็นที่จะต้องขอถือ โอกาสนี้กับท่านประธานวุฒิสภาที่มาทำหน้าที่ประธานรัฐสภาได้ให้โอกาสกระผมในการ แสดงความรู้สึกสักเล็กน้อยครับ ท่านประธานครับ ท่านเป็นชายชาติทหาร ท่านยศ พลเอก ผมขออนุญาตที่จะนำไปสู่เรื่องราวของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ด้วยเรื่องสั้น ๆ ครับ ด้วยเหตุผลที่ท่านมีประวัติอันงดงาม และทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติไทยอย่างใหญ่หลวง
คุณหมอครับ
ท่านมีอายุ ตั้งแต่ ๖ ราชการครับ ๖ แผ่นดินครับ
คุณหมอครับ มีผู้ประท้วงครับ
เชิญครับ
เชิญท่านประสิทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเกรงใจผู้อภิปรายท่าน ผู้อาวุโสที่ผมเองก็เคารพนับถือ ผมเชื่อว่าท่านเป็นคนดีและเป็นคนเก่ง แต่เนื่องจากในสภา แห่งนี้เรากำลังอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๗ กรณีที่ท่านพูด นอกประเด็นผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านประธานก็ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วก็ขอร้องมาหลายครั้ง แต่พอเปลี่ยนประธานรัฐสภาคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนท่านก็หยิบเรื่องเก่าที่ท่านประธาน รัฐสภาคนเก่าได้ห้ามปรามไว้แล้วมาพูดอีก แล้วเป็นเรื่องที่อยู่นอกประเด็น ถ้าพูดในประเด็น ไม่มีปัญหาครับท่านประธาน ดังนั้นผมมองว่าท่านประธานต้องควบคุมการอภิปรายให้อยู่ ในประเด็นด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
เรียนคุณหมอนะครับ มาตรา ๒๙๑/๗ จริง ๆ มี ๒ ประเด็นเท่านั้นเอง คุณหมอก็คงทราบแล้วว่าประเด็นมันมี ๒ ประเด็นอะไรบ้าง ขอความกรุณาคุณหมออยู่ในประเด็นนะครับ หากท่านจะพูดอะไรก็ ขอให้เข้ามาหาประเด็นโดยเร็ว ขณะนี้ท่านใช้เวลาไปพอสมควรแล้ว เชิญท่านบุญยอดครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ที่ประท้วง เมื่อสักครู่นะครับ ผมคิดว่าเขาก็ประท้วงอยู่ตลอดเวลา ประท้วงซ้ำซาก ผมเป็นห่วงเขาครับ ท่านประธาน จ่าประสิทธิ์คนนี้ท่านประธานต้องจัดนักจิตวิทยาเข้ามาในสภาและดูว่าเขา เสพติดการประท้วงหรือเปล่า เวลาคนเราเสพติดอะไรแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรนาน ๆ อาจจะ ลงแดงนะครับ แล้วก็จะมีอาการคั่นเนื้อคั่นตัว
ท่านบุญยอดเอาส่วนที่ท่าน เสียหาย ท่านประท้วงส่วนที่ท่านเสียหายมีอะไรครับ
ผม ประท้วงให้กับการประชุมสภาครั้งนี้ว่าเขาทำผิดกฎข้อบังคับ ก็คือว่าประท้วงซ้ำซาก เสพติด การประท้วงแล้วก็มีปัญหาทางด้านจิตวิทยาต้องขอให้ท่านประธานนำเอานักจิตวิทยามาไว้ ที่สภาคอยตรวจสอบเขาครับ ผมเป็นห่วงเขาครับท่านประธาน
ไม่เป็นอะไรครับ ก็ต่างคน ต่างก็มีหน้าที่ผมเข้าใจครับ เชิญท่านประสิทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอใช้สิทธิในการพาดพิง กรณีที่เจ๊บุญยอด ลุกขึ้นมาพูดหรืออภิปรายเมื่อกี้นี้ กล่าวหาว่าผมประท้วงซ้ำซาก หาว่าผมนี้ เสพติดทางการประท้วง หรือเป็นโรคจิตอะไรประมาณนั้น ผมเป็นผู้แทนราษฎร พี่น้องชาว จังหวัดสุรินทร์ เลือกผมให้มาทำหน้าที่และการประท้วงของผม ผมก็ประท้วงอยู่ในข้อบังคับ ยึดถือตามข้อบังคับเป็นสำคัญ ผมไม่ได้แต๋วแตกเหมือนคุณเมื่อคืนนี้ ออกอาการจนผิดมนุษย์ ผิดมนาแล้วก็เดินสะดีดสะดิ้งออกจากห้องประชุมไปอย่างนี้
ท่านประสิทธิ์ไม่ต้องอธิบาย เยอะหรอกครับ ท่านเสียหาย
แล้วอย่างนี้มาหาว่าผมเป็นโรจจิตวิปริต อย่างนี้ไม่ได้ครับ ต้องถอนครับท่านประธาน ต้องถอน เพราะผมประท้วงอยู่ในข้อบังคับ และมาหาว่าผมนี้จิตวิปริตในเรื่องของการประท้วงนี้ไม่ใช่ ผมทำหน้าที่ตามที่ประชาชนได้มอบหมายมา และอยู่ในข้อบังคับครับท่านประธาน มากล่าวหา ผมเป็นโรคจิตอย่างนี้มันได้ท่านประธาน ต้องให้ถอนนะครับ
ท่านบุญยอด พูดว่า ท่านประสิทธิ์ เป็นโรคจิตหรือครับ ใช่ไหมครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ
เดี๋ยวท่านตอบผมก่อน
ผมทีละ คำเลยนะครับ คำว่า จิตวิปริต ผมไม่ได้พูดครับ
ท่านพูดหรือเปล่าครับ
ผมไม่ได้ พูดคำว่า จิตวิปริต และเดี๋ยวผมจะขอให้เขาถอนคำพูดให้ผมด้วยนะครับ
ท่านประสิทธิ์ เมื่อกี้
เขาได้ กล่าวหาว่าผมเสพจิตลงแดง เหมือนกับเสพยาเสพติดลงแดงเหมือนกับติดเรื่องการประท้วง เป็นเสพติดไป ผมทำหน้าที่ครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่าผมมาเสพติดลงแดงในเรื่องของ การประท้วง การประท้วงตามข้อบังคับไม่ใช่เป็นเรื่องของการติดเสพติด มันเป็นการทำหน้าที่ แทนพี่น้องประชาชนที่ได้รับมอบหมายมา พี่น้องประชาชนที่จังหวัดสุรินทร์เขาขึ้นป้ายชื่นชม ผมทั้งจังหวัดไปดูสิ ผมกลับบ้านเขาปรบมือทั้งนั้น เขาบอกว่าทำหน้าที่ได้ดีทั้งนอกสภาและ ในสภานี่ มากล่าวหาผมอย่างนี้ไม่ได้
เอาอย่างนี้นะครับท่าน ผมขอวินิจฉัยว่า
ต้องถอนท่านประธาน ต้องถอน ไม่ได้คำนี้มันเสียหาย
ท่านบุญยอดพูดคำอย่างที่ ท่านประสิทธิ์พูดใช่ไหมครับ
เป็น ความคิดเห็นของผมนะครับ ท่านประธานครับว่าผมรู้สึกว่าคนลักษณะนี้มีลักษณะเหมือน การเสพติดการประท้วงครับ
ถ้าอย่างนั้น ผมเรียนขอท่าน บุญยอด ช่วยถอนคำนี้เถอะครับ เพราะว่ามันเป็นการเสียดสี
ผมถอน ให้ท่านประธานครับ ไม่มีปัญหาครับ ท่านประธานครับ ผมต่อเนื่องนะครับ เมื่อกี้มีคำว่า เจ๊แต๋วแตก อีกแล้วนะครับ ท่านประธานครับ คืออย่างนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ท่านประธานขอให้ผม อธิบายท่านก่อนนะครับ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ
อันนี้ก็ขอให้ท่านประสิทธิ์ ได้ช่วยกรุณาถอนด้วย เพราะว่าท่านบุญยอด ไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ท่านให้ผมถอนคำไหนครับ
คำว่าที่ท่านพูดเมื่อกี้ครับ
ผมพูดอะไร ผมพูดไปเยอะครับ
เจ๊ อะไรสักอย่างนี้นะครับ
เจ๊แต๋วแตก
ครับ นั่นละครับถอน
ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าเขาจะหาคำว่า เจ๊ พรรคเพื่อไทยมีเยอะกว่ามากครับ และผมก็ ไม่ได้เป็นครับ แล้วคำนี้เขาพูดหลายครั้ง
ได้ครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านประสิทธิ์ ถอนคำพูดนี้ด้วยเพราะเมื่อกี้ท่านบุญยอดถอนให้ท่านแล้วครับ
ท่านประธาน ถ้าท่านประธานจะให้ผมถอนคำว่า เจ๊แต๋วแตก นี่ ผมต้องอธิบายนิดหนึ่งว่า พฤติกรรมของเขามันออกอย่างนี้
ไม่ต้องอธิบายครับ ท่านครับ กรุณาถอนเถอะครับ อย่างนี้ครับท่านกรุณาถอน ท่านประสิทธิ์กรุณาถอนคำพูดเมื่อกี้นี้ครับ
ผมยินดีถอนคำว่า เจ๊แต๋วแตก ครับ
ขอบคุณครับ คนละครั้ง เถอะครับ พอเถอะครับ เขาถอนแล้วครับ ท่านบุญยอดมีอะไรอีกครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ พฤติกรรมของ ส.ส. ท่านนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง แล้วก็ในสภา
คืออย่างนี้ไม่เป็นไรครับ คือ ถ้าเผื่ออภิปรายอย่างนี้ ผมไม่อนุญาตนะครับ เอาเฉพาะส่วนที่ท่านเสียหายครับ คือจบแล้ว ขณะนี้ คือท่านกับท่านประสิทธิ์ต่างคนต่างได้รับการถอนไปแล้ว ส่วนเรื่องอุปนิสัยส่วนตน ผมก็จะขอดูไปก่อน ผมจะขอดูไปก่อนนะครับ เพราะอุปนิสัยแต่ละไม่เหมือนกันนะครับ ผมจะดูต่อไปครับ ถ้าผิดผมก็จะว่าผิดตามผิดอย่างนี้ละครับ ว่าอย่างไรครับ
คือ มาตรฐานของท่านประธานให้สมาชิกลุกขึ้นมาด่าใครก็ได้ สุดท้ายประธานบอกให้ถอน ก็ถอน จบไป คราวหน้าก็ทำใหม่อีก ด้วยเจตนาแบบนี้ทุกครั้ง
ข้อบังคับก็เป็นอย่างนั้นครับ ท่านครับ
ท่านประธานต้องมีมาตรการเพิ่มครับ สมาชิกได้ข้อร้องให้ท่านมีมาตรการเพิ่ม ท่านก็รับปาก เหมือนคราวที่แล้ว ท่านฟังผมหน่อยสิครับ
ก็ช่วยกันคิดขึ้นมาสิครับ
ขอความ กรุณาท่านฟังผมสัก ๑๐ วินาทีได้ไหมครับ ผมขอความกรุณาครับท่าน
คือถ้าเผื่อท่านบุญยอด จะพูดอย่างนี้ประเดี๋ยวมันก็ไม่จบครับ เอาเฉพาะเรื่องที่เกิดเดี๋ยวนี้ แล้วผมวินิจฉัยแล้ว จบแล้วนะครับ ต่างคนต่างถอนนะครับ อนาคตยังไม่เกิดไม่เป็นอะไรครับ ค่อยวินิจฉัยเป็น ครั้งคราวไป เหมือนกันครับ แปลได้เหมือนกันครับ จบนะครับ เชิญท่านนั่งครับ ท่านประเสริฐ หรือครับ ท่านอะไรนะครับ
ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมยืนยกมือจนเมื่อย จนยกข้างซ้ายก็ถือว่าไม่ถูกระเบียบ
ท่านยกมือ แต่ว่าผมกำลัง วินิจฉัยเรื่องเดิมอยู่นะครับท่าน ผมไม่ได้ผิดนะครับ ตามลำดับครับท่านผู้มีเกียรติ เชิญครับ ตอนนี้ถึงคิวท่านแล้วครับ
ท่านครับ ผมไม่ได้ว่าท่านนะครับ เพียงแต่ว่าผมยืนในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมเท่านั้นเอง ผมก็บอกว่า ผมยกมือจนกระทั่งข้างขวาผมเมื่อย แล้วผมก็ยกข้างซ้าย ก็ถูกด้วยข้อบังคับ
เชิญท่านประท้วงครับ ท่านประท้วงอะไรเชิญเลยครับ เข้าเรื่องครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ขอประท้วงผู้ประท้วงเมื่อสักครู่นะครับ ก็เหมือนกับที่ต้องเรียนท่านประธานละครับ ผมเองพยายามที่จะนั่งฟังท่านประท้วงหลายวัน แล้วครับ ต้องเรียนท่านว่าขอความกรุณา
ขอความกรุณาท่านเสียหาย ตรงไหนครับ
มันเสียหาย ที่ประชุมครับ ผมกำลังจะพูดครับ ไม่ใช่เสียหายที่ตัวผมคนเดียวครับ เสียหายเวลาประชุม ด้วยครับ ผมต้องเรียนกับท่านจ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์นะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ แล้วก็ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามครับ วันนี้ ๒-๓ วันมานี้ท่านใช้เวลาประท้วงมากกว่าคนอภิปรายอีกครับ แล้วก็อย่างที่บอก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้มีเกียรตินะครับ เมื่อวานนี้ผมก็ อดรนทนไม่ได้ที่จะบอกว่าผมจะออกมาร้องเพลง ออกมารำ เวทีอภิปรายนะครับ
ท่านครับ ผมเชื่อว่าท่านประสิทธิ์ เข้าใจแล้วสิ่งที่ท่านพูดนะครับ
ท่านประธาน ไม่กล้าตักเตือน ผมก็ฝากประธานไปถึงท่านประสิทธิ์ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
มันน่าจะจบแล้วนะ นิดเดียว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มูลเหตุที่มีปัญหา แล้วก็มีการพาดพิง ถึงผม ผมบอกว่าผมประท้วงอยู่ในข้อบังคับ แล้วคุณบุญยอดก็ลุกขึ้นมากล่าวหาว่าผมพูด เหมือนคนติดยาเสพติดเดี๋ยวจะลงแดงตาย ผมบอกว่าผมประท้วงตามข้อบังคับ คนสุรินทร์ เลือกผมมาเป็น ส.ส. ไม่เชื่อถาม
มันอย่างนี้ครับ ท่านประสิทธิ์ ท่านประสิทธิ์ เดี๋ยวครับ ขอเถอะครับ คือเรื่องนี้ผมวินิจฉัยไปแล้ว ท่านบุญยอดก็ยอมแล้ว และตกลงก็ยอมกันทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วนะครับ ขอเถอะครับอันนี้ เชิญผู้อภิปรายท่านเธียรชัย ต่อเถอะครับ
(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงหรือครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม จากจังหวัดสุรินทร์ครับ จริง ๆ ผมไม่ได้ติดใจจ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ แล้วก็ท่านอภิมหาบุญยอด แต่ผมติดใจคนที่ลุกขึ้นมาด่าจ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ผมประท้วงท่านประธาน ท่านประธานให้ด่าจ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ได้อย่างไร แล้วมาด่าคน ไม่มีศักยภาพมันไม่ดีกันไปกว่าใครหรอกครับ ท่านประธานครับ ในสภาแห่งนี้ มันไม่เหนือไป กว่าใครหรอกครับ เมื่อคืนแถมยังมีคนบ้ากับท่านประธานอีก
อย่างนี้ท่าน ท่านประท้วง ท่านไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ ท่านประท้วงผมใช่ไหมครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วงประธาน จริง ๆ ผมไม่ได้ติดใจ แต่ผมติดใจอีกคนขึ้นมาด่าจ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ อยู่ได้อย่างไร คนจังหวัดสุรินทร์เขาเลือก แล้วคอยดูเที่ยวหน้าสิครับ
ผมไม่ให้ท่านอภิปรายต่อแล้ว ไม่เป็นอะไรครับ มันจบไปแล้ว ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ เชิญท่านเธียรชัยต่อครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตท่านประธาน ไม่ได้ประท้วงใคร หรอกนะครับ แต่ใช้สิทธิพาดพิง ต้องบอกเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่นะครับว่าที่ผมขึ้นมาพูด ผมไม่ได้ด่าจ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์เลยสักคำเดียวนะครับ เพียงแต่ผมบอกผ่านท่านประธานว่า ท่านประสิทธิ์ใช้เวลาไปมากกว่าผู้อภิปรายแล้วก็เหตุการณ์เมื่อวานที่ท่านประสิทธิ์พูดในสภา ว่าเดี๋ยวผมจะร้องเพลง เดี๋ยวผมจะรำ ผมบอกว่ามันถ่ายทอดสดออกไป เวทีนี้เป็นเวทีของ สภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เป็นเวทีรำวงเท่านั้น ผมไม่ได้ด่าเลยครับ ท่านครูมานิตย์เข้าใจนะครับ ขอบพระคุณนะครับ
ท่านก็ได้ชี้แจงกันครบถ้วน แล้วนะครับ เชิญท่านเธียรชัยครับ ท่านยืนนานแล้ว ท่านกรุณาตามที่ผมได้เรียนเมื่อกี้นี้ ด้วยนะครับ ช่วยกรุณาเข้าประเด็นที่เรากำลังปรึกษาหารือกันอยู่นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอผ่อน คลายบรรยากาศของการประชุมสักเล็กน้อย ๑ นาทีเท่านั้นเอง เพราะว่าเราประชุมกันมา ติดต่อหลายวัน ภาพอย่างนี้มันก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ มันเป็นข้อเท็จจริงครับ มนุษย์เราไม่ใช่สิ่งที่ เป็นอิฐเป็นดินที่จะทนได้ครับ ผมสั้น ๆ อย่างนี้ครับ ผมได้ไปตัดผมเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ปฏิทินประชาธิปัตย์ที่ทำแจกไว้บอกว่าเป็นวันดิถีร้ายห้ามทำการมงคล ผมก็ต้องการให้สนุก ๆ ว่าที่ผ่านมา ๓-๔ วันผมไม่รู้เป็นอะไร ลุกขึ้นก็พูดได้น้อย เพราะมีคนประท้วงเต็มไปหมดครับ ก็เลยเล่าสู่กันฟังว่าปฏิทินบางทีก็มีข้อเตือนใจอะไรเราก็น่าจะฟังบ้าง หรืออย่างเช่นวันที่ ๑๐ บอกว่าความจริงใจคือสายใยมิตรภาพ ๑๐ เมษายนอย่างนี้เป็นต้น หรือคำว่า ทองแท้ทนไฟ คนจริงใจทนพิสูจน์ หรือวันที่ ๙ เขียนบอกว่า สู้เสมอจึงจะเจอโอกาส ในความหมายสู้เสมอ ของผมไม่หมายความว่าเราจะต้องมาสู้รบกัน หรือต่อสู้อย่างที่ท่านเป็นนายทหารท่านจะ คุ้นเคยกับคำว่า สู้รบ หรือ สู้ ต่อสู้ แต่ความหมายของผมที่สู้นี่คือเราต้องช่วยกันสู้ด้วยตัวเอง แต่ละฝ่ายก็สู้กับตัวเองเพื่ออะไร เพราะอะไร เพื่อนำประเทศไทยเราสงบสันติครับ
ผ่อนคลายเยอะแล้วครับท่าน เชิญต่อครับ เดี๋ยวเครียดใหม่
ครับ ก็คือผม ได้มีโอกาสอ่านหนังสือพิมพ์ประชาชาติที่ออกมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ โดยท่านพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ซึ่งในหนังสือพิมพ์นี้เขามีคำขวัญ อยู่ที่หนังสือพิมพ์ คำขวัญเขียนว่าอย่างไรครับ บำเพ็ญกรณีย์ ไมตรีจิตต์ วิทยาคม อุดมสันติสุข
คุณหมอครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ที่กำลังอภิปรายอยู่ในข้อ ๔๓ แล้วก็ตามด้วยข้อ ๙๙ ท่านสมาชิกอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำ หรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่มีการสงวน คำแปรญัตติไว้เท่านั้น วันนี้ท่านสมาชิกท่านนี้ได้ใช้เวลาพอสมควรแล้ว แล้วก็ได้ขอประธาน เรื่องโน้นเรื่องนี้ ผ่อนคลายเรื่องโน้นเรื่องนี้ ผมเห็นว่าเกินความจำเป็นแล้วเกินความพอดีแล้ว ขอให้ท่านประธานได้กรุณาว่ากล่าวตักเตือนแล้วก็อยากจะให้สมาชิกท่านผู้นี้ได้กรุณาสรุป เถอะครับ แล้วขอให้พูดเข้าประเด็นด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
คุณหมอครับ อย่างที่ผมได้ บอกแล้วนะครับ ท่านสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๗ มาตรา ๒๙๑/๗ มันมี ๒ ประเด็น เท่านั้น ก็คือประเด็นหากรัฐสภาจะดำเนินการใดในระหว่างปิดสมัยประชุมก็ให้ประธาน นำความกราบบังคมทูลเรียกประชุมสมัยวิสามัญได้
กับอีกอันหนึ่ง ก็คือหากอายุของสภาสิ้นสุดลงก็ไม่ให้นับเวลา ในการทำตาม รัฐธรรมนูญนี้ เพราะฉะนั้นหากท่านได้กรุณาใช้เวลาตรงนี้นะครับ ขณะนี้ท่านประมาณ ครึ่งชั่วโมงแล้วครับผ่านไป ก็ขอให้ท่านกรุณาเถอะครับ อย่างนั้นถ้าเกิดท่านไม่สรุปเดี๋ยวผม ต้องจำเป็นต้องขอกำหนดเวลานะครับท่าน เชิญครับ
ขอกราบ ขอบพระคุณครับ ผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ คำว่า บำเพ็ญกรณีย์ หมายความว่า กระทำกิจการที่ควรกระทำ ควรกระทำนี้คือเราต้องใช้สมองคิดนะครับ กรณีย์ ไมตรีจิตต์ ตรงตัวนะครับ เราทำด้วยอะไรครับ เราต้องทำด้วยวิชาการ วิทยาคมอิงหลักวิชาที่แน่นอน เป็นเหตุเป็นผลเป็นวิชาการและพยายามเผยแพร่วิชาการเหล่านั้นเพื่อให้เป็นประโยชน์ ในวงกว้าง ทำได้เช่นนี้ก็จะเกิดอุดมสันติสุข ผมต้องการให้เกิดอุดมสันติสุขกับสังคมไทยครับ ท่านประธานครับ ในการแปรญัตติที่ท่านประธานได้กรุณาให้ผมลงสู่นั้นนะครับ ผมก็ต้อง แสดงเหตุผลดังแสดงเหตุผลไปแล้วนะครับ ในเรื่องเหตุผลที่ผมบอกว่าเหตุผลของ คณะกรรมาธิการที่พิจารณาเสียงส่วนใหญ่ท่านเขียนได้อย่างไรว่าเมื่อมี สสร. เกิดขึ้นแล้ว สสร. เหล่านั้นจะปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่ให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น เพราะเรายังไม่เห็นตัวตนไม่เห็นการจับต้องได้เลยครับ และผมจะมั่นใจได้อย่างไร ในเหตุผลนี้ นั่นก็คือว่าเราใช้ตรรกวิทยาในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผิดธรรมชาติ อย่างแน่นอน ไม่มีอะไรเลยครับ เพราะฉะนั้นผมถึงมีความคิดอยู่เสมอว่าถ้าพวกเราจาก ไปแล้วเพราะเราเป็นคนสร้างให้เขาเกิดขึ้นใช่ไหมครับ สร้างดวงวิญญาณให้เขาเกิดขึ้นแล้ว แล้วเรากำลังจะปล่อยเขาออกไป คำถามที่ผมจะต้องถามท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านใช้หลักเหตุผลหลักความคิดอย่างไร ท่านถึง ใช้เหตุผลว่าท่านเชื่อมั่นเหลือเกินว่า สสร. ที่จะเกิดขึ้นนี้ ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป ๙ คืนครับ ๙ คืนบ้าง ๑๐ คืนบ้าง ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องต่าง ๆ มากมายครับ ไม่ว่าจะเป็น วิธีการให้ได้มาซึ่งผู้เชี่ยวชาญมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) (ค) อะไรอย่างนั้นครับ ท่านใช้ ตรรกะอะไรครับ ตอบผมก่อนแล้วเดี๋ยวผมจะค่อย ๆ ไล่ไปทีละบรรทัดทีละประโยชน์ต่อไป ผมขออย่างนี้ก่อนครับ เพื่อให้การประชุมได้นำไปสู่การถามตอบ ถามตอบ เพื่อเกิดปัญญา ขอขอบคุณท่านประธานครับ
พอดีคุณหมอจบแล้วนะครับ
ไม่ครับ ถ้าว่า อย่างนั้นก็ขอให้ผมพูดก่อนแล้วเดี๋ยวให้ประธานลุกขึ้นมา ผมจะได้พูดต่อครับ อย่างนั้นถ้าผม ไม่พูดต่อ ผมก็พูดคนเดียว
คงไม่ต้องถามตอบกันหรอกครับ ท่านใช้สิทธิอภิปรายจนจบนะครับ แล้วก็ทางนี้ก็อาจจะอนุโลมแล้วก็ตอบนะครับ
ถูกต้องครับ ถ้าอย่างนั้นผมเอาตามที่ท่านประธานว่าครับ
ท่านจิรายุเชิญประท้วงครับ
ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมทบทวนเวลาให้ ท่านประธานได้ฟังหน่อยนิดเดียวนะครับ ท่านประธานมานั่งบัลลังก์เวลา ๑๓.๐๒ นาฬิกา ก่อนหน้านี้คือท่านประธานสมศักดิ์แล้วท่านเธียรชัยครับ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านครับ ท่านเริ่ม พูดเวลา ๑๒.๔๒ นาฬิกา ท่านประธานครับ ประเด็นเหมือนกันเปะ พอดีท่านประธานอาจจะ เพิ่งเข้ามา ผมก็เลยขออนุญาตท่านประธานประท้วงตามข้อ ๔๓ ครับ แล้วก็ให้ท่านประธาน วินิจฉัยตามข้อ ๔๔ ครับ ผมเห็นว่ามันวกวนไปวนมาแล้วก็ยังหาทางลงรันเวย์ (Runway) มันยาวครับ ท่านประธานครับ และผมอยากฟังครับ เพราะว่าท่านแปรญัตติไว้ลักษณะ เหมือนกันเปี๊ยบนะครับกับท่านรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ขออภัยที่เอ่ยนามท่านครับ เหมือนกัน ทุกตัวอักษรครับ ผมแค่อยากฟังว่าแตกต่างจากผู้อภิปรายท่านที่ผ่านมาอย่างไร แต่ว่าใช้เวลา มาเกือบชั่วโมงแล้วท่านประธานครับ หารันเวย์ลงด้วยคำวินิจฉัย ข้อ ๔๔ ครับ ท่านประธาน โปรดวินิจฉัยครับ
คุณหมอครับ คุณหมอได้ใช้ เวลาของที่ประชุมไปประมาณ ๔๐ กว่านาทีแล้วนะครับ ขอความกรุณาคุณหมอช่วยสรุป ภายใน ๒ นาทีนะครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านประเสริฐครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเคารพนะครับ ผมเห็นท่านประธานพูดถึง เรื่องกำหนดเวลาไว้หลายครั้ง ท่านประธานคงได้รับเอกสารนี้แล้วใช่ไหมครับ ที่วิป ๓ ฝ่าย ได้ตกลงกันวันนี้นะครับ เมื่อเช้านี้ครับ วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ระหว่างเวลา ๑๐.๐๐- ๑๐.๑๕ นาฬิกา ข้อ ๒ ท่านประธานครับ ข้อ ๒ เห็นวิป ๓ ฝ่ายตกลงกันไว้ว่าการอภิปราย ผู้แทนทั้ง ๓ ฝ่าย เห็นร่วมกันที่จะให้อภิปรายโดยไม่จำกัดเวลา ท่านประธานครับ แต่ขอให้ ประธานควบคุมการอภิปรายให้อยู่ในประเด็นที่สงวนความเห็นหรือสงวนคำแปรญัตติ เพราะจะ ไปหยุดเวลาเขาไม่ได้ครับ ถ้าเขาออกนอกท่านก็เตือนให้เขาเข้าสู่ประเด็นครับ แต่ว่าไม่สามารถ จะไปจำกัดเวลาเขาได้และควรให้เขาอภิปรายจนสิ้นกระบวนความครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณมากเลย ผมยินดี ปฏิบัติตามที่ท่านประเสริฐได้แนะนำนะครับ นั่นก็คือการอภิปรายที่พูดนี้ วิป ๓ ฝ่ายได้ตกลง กันตามข้อ ๒ นะครับ ท่านประเสริฐครับ ขอให้ประธานควบคุมการอภิปรายให้อยู่ใน ประเด็นที่สงวนความเห็นหรือสงวนคำแปรญัตตินะครับ ผมก็ได้ฟังนะครับ ผมมานั่งตรงนี้ก็ ๓๐ นาทีครับท่าน ยังไม่อยู่ตรงนั้นเลยนะครับ แล้วผมได้เรียนให้คุณหมอทราบถึง ๒-๓ ครั้ง แล้วนะครับ ผมจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อ ๔๔ นะครับ เชิญคุณหมอครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องแสดงเหตุผลให้ท่านประธานได้ทราบนะครับ ว่าที่ผมจำเป็นที่จะต้องให้มีการยุบหรือ สสร. หมดสิ้นสภาพไปพร้อมกับอายุของสภา ผู้แทนราษฎรนี้นะครับ ผมก็คงต้องแสดงเหตุผลประกอบว่าที่ผมไปบอกให้ยุบเพื่ออะไร ผมมี ความคิดว่าเราจะต้องให้เหตุผลในลักษณะนี้นะครับ ไม่ใช่ว่าจะแปรญัตติบอกว่าแค่นี้ ก็พอแล้ว ความเห็นผมผมก็ว่าผมน่าจะมีสิทธิที่จะได้แสดงให้ท่านประธานให้กับท่านประธาน คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เป็นข้อพิจารณานะครับ ขออภัยนะครับ เผอิญข้อมูลมัน คลาดเคลื่อนกัน ในส่วนที่เกี่ยวกับผมให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. นี้นะครับ สิ้นสุดลงด้วย ก็ด้วยเหตุผลดังกล่าวนะครับว่าเป็นเรื่องของตั้งแต่ความไม่ไว้วางใจตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ เป็นต้นมานะครับ ในเรื่องของการสรรหาของผู้ที่จะมาเป็นกรรมการที่มีอำนาจโดย ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้เลือกผู้สมัครในเรื่องของผู้เชี่ยวชาญที่เราเรียกว่า เป็นหัวกะทิ ในเรื่องของสาขากฎหมายก็ดี สาขารัฐศาสตร์ก็ดี ผู้มีประสบการณ์ทางด้านการเมืองบริหาร ราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่า ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อเราพิจารณาว่ามันมาด้วยความไม่ชอบธรรม ด้วยไม่มีเหตุมีผล มีความเป็นจริงรองรับ ผมก็ไม่สามารถที่จะให้ สสร. ยังไม่ตาย ทั้ง ๆ ที่พวกผมตายไปแล้ว ก็คือถูกยุบสภาไปแล้ว เพราะว่าพวกท่านกลุ่ม สสร. ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้มันเกิดจากพวกเรา ว่าด้วยความยุติธรรมก็ว่าถ้าเกิดด้วยกันก็ไปด้วยกันนะครับ เราก็ใช้หลักเหตุผลแบบนิสัยคนไทยนะครับ เพราะว่าการร่างรัฐธรรมนูญ การร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ มันไม่เครื่องยืนยันถึงอนาคตข้างหน้าให้กับประเทศไทยเลยในเรื่อง ของความมั่นคงทางการทหารที่ท่านประธานรู้ดี ความสงบสุขเรียบร้อยภายในประเทศผมก็ มองไม่ออก ในเรื่องของเศรษฐกิจก็มองไม่ออกว่าจะเจริญพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างไร จีดีพี (GDP) จะเติบโตอย่างไรนะครับ การแก้ไขในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะเพิ่มมาก แค่ไหน ลดน้อยแค่ไหน ในเรื่องของ
คุณหมอครับ พอเถอะครับ คุณหมอครับ
ท่านประธานครับ กล่าวโดยสรุปก็คือว่าเป็นเรื่องที่เราร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ไปตั้ง สสร. โดยที่ ไม่ได้เห็นอะไรแม้แต่น้อย และคนที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ต้อง รับผิดชอบอะไรครับ ถ้าต่อไปรัฐธรรมนูญที่ได้มาเป็นรัฐธรรมนูญที่อาจจะบั่นทอนเสถียรภาพ และความมั่นคั่งของประเทศหรือความมั่นคง ท่านประธานจะปล่อยไว้ได้หรือครับ ในฐานะ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านอธิบายผมอย่างไรครับ หลักการ และเหตุผลท่านก็จะต้องบอกว่ารัฐธรรมนูญนี้ผมให้ สสร. เขาไปทำแล้ว
ขอบคุณครับ คุณหมอครับ พอเถอะครับ
ครับ ผมคงใช้ เวลาเพียงแค่นี้ละครับ ท่านประธานครับ ขอขอบคุณ
ขอบคุณมากเลยครับ เชิญ ท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานสมาชิกรัฐสภา ในมาตรานี้ผมได้ตัดไปทั้งมาตราและมีการเพิ่ม ข้อความนะครับว่า หากกรณีมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดนี้ เป็นอันตกไป เหตุที่ผมตัดผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าคือมันมีความผิดปกติในการร่าง รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑/๗ เพราะปกติในการที่จะเปิดประชุมรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา เป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๒๘ ซึ่งมีอยู่แล้วนะครับ สามารทำได้ และเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ด้วย ที่จะเรียกประชุมรัฐสภา และในกรณีมาตรา ๑๒๙ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองสภารวมกัน หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิ เข้าชื่อร้องขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุม รัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้อยู่แล้ว การที่ร่างขึ้นมาตรงนี้คงจะเป็นการรวบอำนาจ อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดครับ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว โดยให้อำนาจประธานรัฐสภาซึ่งไม่เคย ปรากฏมาก่อนเลยครับ ในการร่างกฎหมายลักษณะอย่างนี้แล้วเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย คือประธานรัฐสภาโดยส่วนตัวนะครับ ผมรักเคารพกัน แล้วก็เชื่อนะครับว่าท่านเป็นคนดี แต่ในฐานะตรงนี้ผมไม่เชื่อเลยว่าท่านจะทำตามสิ่งที่ยึดหลักถูกต้อง ไม่ตามใจใครทั้งสิ้น ผมไม่เชื่อ เพราะท่านสังกัดพรรคการเมือง อย่างที่ผมได้เรียนแต่เมื่อต้นเมื่อวานแล้วว่าเขา พยายามกันพรรคการเมืองออกไปจากการสรรหาต่าง ๆ ในองค์กรหรือในกรรมการต่าง ๆ อันนี้เป็นเรื่องจริงที่ปรากฏแล้วครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธานครับว่าสิ่งที่ผมได้พูดไปว่า เป็นการรวบอำนาจและเป็นการล็อกสเปก (Lock spec) นี่ เมื่อวานนี้ผมได้กล่าวถึงอยู่ แล้วครับว่าให้อำนาจประธานรัฐสภาในกฎหมาย มาตรา ๒๙๑/๖ นั้น เป็นเรื่องที่ปรากฏจริง และที่ผมได้อภิปรายไปเมื่อวานนะครับ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าผมไม่ได้กล่าวหาใคร ทั้งสิ้นเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น ผมกลัวเหลือเกินครับ ในการที่อภิปรายและพูดในสภาแห่งนี้ เอาเรื่องไม่จริงมาพูด ในชีวิตผมไม่เคยเลยครับ คำพูดของผมทุกคำที่พูดไปในสภาทุกเรื่อง ผมรับผิดชอบและเป็นเรื่องจริง ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ผมเรียนด้วยความขมขื่นใจจริง ๆ ว่าตอนผมเป็นสมาชิกวุฒิสภา จากการเลือกตั้งชุดแรกของประเทศไทยนั้น ผมภูมิใจ แต่สื่อต่าง ๆ เรียก สภาทาส ผมมี ความขมขื่นใจจริง ๆ ผมไม่อยากเห็นเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ท่านประธานครับ ตรงนี้ละครับ ผมถึงได้ตัดด้วยเหตุผลประกอบข้อกฎหมายในมาตรา ๒๙๑/๗ ไป และที่ให้ เพิ่มข้อความว่า ถ้าหากมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดตกไปด้วย เพราะว่าเจตนารมณ์ในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เสนอต่อสภาในวันนี้ เป็นเจตนารมณ์ ของรัฐบาลชุดที่มาจากการให้ความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้เป็นเบื้องต้น และการผ่านที่รัฐธรรมนูญจะพิจารณาร่างสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ก็คงต้องผ่าน ความเห็นชอบของรัฐสภาชุดนี้ รัฐสภาชุดนี้ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่เมื่อสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบไป องค์ประกอบของรัฐสภาที่จะทำการพิจารณาเรื่องกฎหมาย ต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ผมว่ามันไม่สมบูรณ์ ควรจะตกไปด้วย เพราะเจตนารมณ์ ที่แท้จริงของรัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นไม่ควรที่จะมีต่อไปครับ เพราะว่าสภาชุดหน้านั้นของสภาผู้แทนราษฎร ใครจะชนะ ใครจะเป็นเสียงข้างมากนั้น ถึงวันเวลาไปถึงวันนั้นความคิดต่าง ๆ ของสภาอาจจะเปลี่ยนแปลงไป ความคิดของคนจะ เปลี่ยนแปลงไปก็ได้ เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่าถ้ามีการล็อกสเปกแบบนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนโดยแท้จริงครับ ผมว่าเป็น รัฐธรรมนูญของความต้องการของเสียงส่วนมากเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อเจตนารมณ์ ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ผมคิดว่าประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและ วุฒิสภาชุดนี้ เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งถูกยุบไป ความไม่สมบูรณ์มันทำให้หายไป เพราะฉะนั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรจะตกไปด้วย และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ควรจะจบไปด้วย ขอบคุณครับ
ท่านกรรมาธิการ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการเสียง ข้างมาก ขอกราบเรียนชี้แจงท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาดังนี้นะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๗ กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไขถ้อยคำใด ๆ ก็เป็นร่างเดิมที่รัฐสภาได้รับหลักการไป ประเด็นของมาตรา ๒๙๑/๗ ก็ไม่มีอะไรมากครับ ท่านประธานรัฐสภาครับ เมื่อรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้ว กระบวนการในการเลือกตั้งและการสรรหา สสร. ตลอดจนการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็จะดำเนินไป ซึ่งท่านประธานและท่านสมาชิกก็จะ เห็นนะครับว่าในแต่ละกระบวนการจะมีเงื่อนเวลาได้กำหนดไว้ เช่น การคัดเลือก สสร. ที่กระทำโดยรัฐสภาก็จะเขียนไว้ชัดเจนว่าให้ทำการให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วัน หรือกรณี ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็ให้นำรัฐธรรมนูญนั้นให้ประธานรัฐสภา ตรวจสอบว่ามีอะไรขัดหรือแย้งกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งเดี๋ยวสักครู่เราคงได้มีการพิจารณากัน หรือไม่ อย่างไรนะครับ กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้จะมีเงื่อนเวลากำหนดไว้ ฉะนั้นเมื่อเป็น เช่นนี้แล้ว ถ้าเราไม่บัญญัติมาตรานี้ไว้ก็จะมีปัญหา ถ้ากรณีว่า
๑. ขณะที่ดำเนินกระบวนการคัดเลือก สสร. ก็ดี หรือ สสร. กำลังจัดทำ รัฐธรรมนูญก็ดี เป็นช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาปิดสมัยประชุม สภาผู้แทนราษฎร สิ้นอายุหรือถูกยุบ กระบวนการต่าง ๆ ที่ถูกล็อกเวลาไว้ก็จะมีปัญหา ฉะนั้นเลยบัญญัติไว้ เพื่อความชัดเจนและไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือถ้ากรณีจำเป็นที่จะต้องมีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อมาดำเนินการใด ๆ ผมยกตัวอย่างอย่างเมื่อวานนี้เราพิจารณา มาตรา ๒๙๑/๖ ท่านก็จะเห็นนะครับว่าประธาน รัฐสภามีอำนาจที่จะเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาได้มาคัดเลือก สสร. ประเภทสรรหา ท่านประธานรัฐสภาก็สามารถที่จะนำความกราบบังคมทูลเพื่อขอพระบรมราชโองการเรียก ประชุมรัฐสภาได้ ถ้ากรณีว่ามันอยู่ในช่วงเวลาที่ปิดสมัยประชุมหรือถ้าหากกรณีมีการยุบ สภาผู้แทนราษฎรหรือสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุลงเมื่ออยู่ครบ ๔ ปีนะครับ ในช่วงนั้นนะครับ ท่านจะเห็นว่าเราบอกว่ามิให้นับระยะเวลาตั้งแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดหรือมีการยุบสภา ก็ให้รอกระบวนการต่าง ๆ ไว้โดยไม่นับเงื่อนเวลาดังกล่าว รอจนกระทั่งมีสภาผู้แทนราษฎร ชุดใหม่ มีประธานสภาและมีการเปิดการประชุมครั้งแรกถึงจะดำเนินการตามกระบวนการ ที่เงื่อนเวลาได้บัญญัติไว้ อันนี้เป็นเพียงความรอบคอบในการดำเนินกระบวนการ ทีนี้มีเพื่อน สมาชิกหลายท่านนะครับ ได้ขอแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติว่าถ้ากรณีที่ขณะดำเนินการ จัดทำรัฐธรรมนูญสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุลงก็ดีหรือถูกยุบก็น่าจะให้ สสร. ที่กำลังจะ จัดทำรัฐธรรมนูญเป็นอันสิ้นสภาพ กระผมขอกราบเรียนนะครับ โดยหลักอำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทยนะครับ มีอยู่ ๓ อำนาจ อำนาจนิติบัญญัติ ดำเนินการโดยรัฐสภา อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ อำนาจนิติบัญญัติโดยรัฐสภานี่นะครับ เมื่อเราได้พิจารณา เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และได้ดำเนินกระบวนการพิจารณาจนแล้วเสร็จนำความขึ้น กราบบังคมทูลประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมแล้วนี้นะครับ กระบวนการ ทั้งหลายย่อมเดินไปตามที่เราบัญญัติไว้ สภาผู้แทนราษฎรอาจจะถูกยุบ สภาผู้แทนราษฎร อาจจะสิ้นอายุนะครับ กระบวนการต่าง ๆ ก็ต้องเดินหน้าต่อไป เพราะถือว่าเป็นผลผูกพัน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่เราแก้ไขแล้วคงไม่มีผลที่จะทำให้สิ่งที่ได้ดำเนินมาแล้วต้อง สิ้นสุดลงด้วยนะครับ ฉะนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ขอยืนยันกับท่านประธานรัฐสภาว่า ในมาตรา ๒๙๑/๗ กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ขอยืนตามร่างที่ได้นำเสนอต่อท่านประธานรัฐสภา และรัฐสภาแห่งนี้ครับ
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้หมด ผู้อภิปรายแล้ว ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ แล้วก็จะขอมตินะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้า ห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ
(พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้อง ประชุมเพื่อลงมตินะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ ท่านสมาชิก เข้ามาแล้วกรุณากดบัตรแสดงตนด้วยนะครับ กดปุ่มแสดงตนนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านแสดงตนครบถ้วน แล้วนะครับ ขอผลด้วย ขอทราบจำนวนครับ ของท่านมีปัญหาใช่ไหมครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดู หน่อยครับ บัตรท่านใดมีปัญหาไหมครับ ไม่มีนะครับ ขณะนี้มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๘๖ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ
ต่อไปผมจะขอมตินะครับ หากท่านเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากให้กด เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากก็กด ไม่เห็นด้วย เชิญออกเสียงลงคะแนนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีท่านผู้ใดยังไม่ได้ออกเสียงครับ ทุกท่านออกเสียงลงคะแนนแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนน ขอผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๖๗ ท่าน เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๓๕๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๐๙ ท่าน งดออกเสียง ๖ ท่าน ถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ
เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานนะครับ ผมได้มีโอกาสหารือกับท่านประธานรัฐสภา สมศักดิ์ว่าผมมีประเด็นที่จะต้องหารือกับที่ประชุม และท่านประธาน และเพื่อนสมาชิก ซึ่งตั้งใจว่าอยากจะหารือในช่วงเปิดประชุม แต่บังเอิญทั้ง ๒ วัน คือเมื่อวานกับวันนี้ผมได้รับ มอบหมายจากสภาให้ไปทำหน้าที่ประธานในการประชุมไอป้า คอคัส (AIPA Caucus) ผมก็ จึงหารือท่านประธานสมศักดิ์ว่าจะขอหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ หลังจากที่มีการลงมติในมาตราใด มาตราหนึ่งเพื่อที่จะได้ไม่รบกวนการอภิปรายรัฐธรรมนูญไม่ให้เกิดความไม่ต่อเนื่อง ประเด็น ที่จะหารือก็คือว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือนายประชา ประสพดี ได้ให้สัมภาษณ์ ให้ข่าวกับสื่อสารมวลชนกล่าวหาว่าเมื่อมีการพูดถึงการกดบัตร แทนกันให้ข่าวทำนองว่ากรณีของผมซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็มีการกดบัตร แทนกันเช่นเดียวกัน ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมเป็นนักการเมือง ผมยอมรับ การตรวจสอบ แต่การที่จะมีการกล่าวหากันลอย ๆ กล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน กล่าวหา ให้คนเข้าใจผิด สับสน แล้วก็ที่สำคัญเพียงเพื่อที่จะทำให้เกิดความไม่เข้าใจของสาธารณะ ต่อประเด็นปัญหาที่เป็นปัญหาของฝ่ายตนเอง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ผมกราบเรียนว่าปัญหา การกดบัตรแทนกันมันเกิดขึ้นจากการที่เรามองเห็นว่าในบางวันที่มีการพิจารณารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ครับ บางช่วงดูด้วยสายตา ดูจากปัจจัยแวดล้อม เช่น ที่จอดรถเห็นได้ชัดว่าที่ประชุม ไม่ครบองค์ประชุม แต่ปรากฏว่าพอใช้วิธีการกดบัตร กลับปรากฏว่าครบองค์ประชุม แล้วก็ เริ่มมีภาพต่าง ๆ ที่บ่งบอกว่าน่าจะมีพฤติกรรมเช่นนั้นเพื่อที่จะให้ครบองค์ประชุมและ มีเสียงข้างมาก แต่นายประชา ประสพดี ก็ใช้วิธีการพยายามให้เกิดความสับสน แล้วก็บอกว่า เรื่องอย่างนี้ฝ่ายค้านก็ทำ ผมก็ทำ แล้วก็บอกว่าถ้ามันชัดเจนว่าไม่ได้เกิดขึ้นนี่ก็พร้อมที่จะ ขอโทษ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมก็ได้ไปติดตามดูว่าตกลงนายประชา ประสพดี กล่าวหาว่าอะไร ข้อที่ ๑ นะครับ หลังจากที่ฟังดูมีข่าวออกมาในลักษณะที่กำกวม สุดท้าย ไม่มีกรณีที่ผมไปกดบัตรแทนใคร นั่นประการแรกนะครับ
ประการที่ ๒ ข้อหาก็เลยบอกว่าผมนี่ใช้ให้คนอื่นกดบัตรผม พูดง่าย ๆ ก็คือ ว่าไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายในโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นคลิป (Clip) ที่คุณประชาอ้างนี่ ไม่มี ภาพของผมไปกดบัตรของใครทั้งนั้น อันนี้ชัดเจนนะครับ แต่กลับกลายเป็นมากล่าวหาว่ามี คนมากดบัตรผม ซึ่งก็ต้องกราบเรียนก่อนครับว่าสมมุติว่ามีจริง ซึ่งไม่มีก็ไม่ได้เป็นความผิด อะไรของผมเลยนะครับ เพราะผมมีความชัดเจนกับเพื่อนสมาชิกในพรรคของผมว่าไม่ให้ มีการกดบัตรแทนกัน ที่นี้ท่านประธานต้องดูครับว่าพฤติกรรมของนายประชานี่ก็คือ อ้างเอาภาพจากโทรทัศน์วงจรปิดในการประชุมสภาเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคมปีนี้ โดยในภาพ ดังกล่าวนะครับ คลิปมีความยาว ๙ นาที ผมมีซีดี (CD) อยู่ นายประชาก็ทราบว่ามีซีดีอยู่ ผมท้าให้เปิดทั้ง ๙ นาทีครับว่ามีวินาทีไหนที่มีภาพถ่ายมายังจุด ที่ผมนั่ง ท่านประธานครับ เรื่องนี้ท่านประธานสมศักดิ์บอกกับผมว่าจะไม่ให้มีการประท้วง และจะเปิดโอกาสให้ชี้แจงฝ่ายละคน และผมก็รับปากว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ทางพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะไม่มีการประท้วง ผมก็เรียกร้องว่าท่านประธานทำตามข้อตกลงที่ท่านประธานสมศักดิ์ ตกลงกับผมครับ ผู้ประท้วงอย่ากลัวความจริงเลยครับ พอจะถูกประจานความจริงก็ไม่กล้า ยอมรับ
(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น
ท่านจิรายุ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวาครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ฟังท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และผมก็เรียนตามตรงครับ ไม่มีกลัวความจริง แต่ว่าเท่าที่ผมฟังท่านหารือนี่ท่านประธานครับ วันนี้เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ และต่อไป (๗) แล้วนะครับ เป็นเรื่องระหว่าง ๒ คน ท่านประธานครับ ถ้าท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรโกรธท่านประชา เดี๋ยวท่านประธาน ฟังผมนิดเดียว
ผมอธิบายนิดหนึ่ง ขอความ กรุณานะครับ คือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตกลงกันโดยท่านประธานสมศักดิ์กับท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ แล้วก็เลขาธิการมาบอกผม เป็นข้อตกลงระหว่างผู้ใหญ่ทั้ง ๒ ท่าน ว่าท่านจะให้โอกาสท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจงในเรื่องนี้ในที่ประชุม ของเรานะครับ เป็นสิ่งที่ท่านได้อนุญาตครับ แล้วผมอยากจะขอความกรุณาที่ประชุมว่า ประเดี๋ยวจะทำตามข้อตกลงที่ท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๒ ท่านได้คุยกันนะครับ ก็คือว่าพอหลังจากท่าน พูดจบก็จะให้พูดฝ่ายละ ๑ ท่านใช่ไหมครับ อย่างนั้นดีกว่าครับ จะได้ไม่เสียเวลาที่ประชุม เราด้วย
ท่านประธานครับ ผมต่อท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ
ผมย้ำอีก ครั้งหนึ่งนะครับว่าผมได้หารือท่านประธานว่าใจผมอยากจะหารือก่อนมีการเข้าสู่วาระเรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญ
ท่านประสิทธิ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ถ้าเป็น กรณีอย่างที่ผู้นำของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอ้างว่าได้พูดคุยกับประธานสมศักดิ์ ก็นำ เรื่องดังกล่าวไปพูดคุยเฉพาะประธานสมศักดิ์ว่าใครพูดพาดพิงถึงท่านและท่านเสียหาย ผมเป็นสมาชิกไม่เกี่ยวข้องเลย เสียเวลา
ท่านประสิทธิ์ครับ อย่างนี้ครับ เป็นเรื่องที่ท่านประธานสมศักดิ์ท่านฝากมานะครับ ผมอยากจะขอความกรุณาที่ประชุม ช่วยกันนะครับ มันจะได้ผ่านไป แล้วผมเชื่อว่ามันไม่ได้เสียเวลาพวกเรานาน เราเสียมาเยอะ แล้วครับ ให้ทำความเข้าใจที่ดีเกิดต่อกันนะครับ เชิญท่านประสิทธิ์ครับ
ถ้าคุณประชากล่าวหาท่านอภิสิทธิ์ในทางเสียหาย ท่านอภิสิทธิ์ก็มีสิทธิที่จะไปฟ้องร้องใน ข้อกฎหมายส่วนตัวได้ นี่ในสภาไม่ใช่ใช้สภานี้มาแก้ตัวเองนะ ไม่ใช่นะครับท่านประธาน
ไม่เป็นไรท่าน เมื่อเขาตกลง กันมาขออย่างนี้ ผมก็ได้ปฏิบัติแล้ว ได้ปฏิบัติตามที่ข้อตกลงของผู้ใหญ่ทั้ง ๒ ท่าน ท่านขจิตร เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ เรื่องนี้ขออนุญาตให้ผมอธิบายนะครับ ประการแรกที่ผมหารือไม่ใช่เรื่องส่วนตัวครับ เป็นเรื่องของการที่มันเสื่อมเสียมาถึงภาพลักษณ์ของสภาในภาพรวม ที่มีความพยายามทำให้ เกิดความเข้าใจว่าทุกฝ่ายและพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสียหาย
ท่านอภิสิทธิ์ครับ ท่านขจิตร ประท้วงครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๔ สมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะให้ท่านประธานดูข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ เป็นข้อตกลง ใครก็ตามไม่สามารถจะทำผิดข้อบังคับได้ เขาก็ให้ยกเรื่องอื่นขึ้นมาครับ ในกรณีที่กำลัง ดำเนินการอยู่ แต่ว่าถ้าก่อนเข้าสู่วาระได้ครับ วันนี้เราเข้าสู่วาระการพิจารณารัฐธรรมนูญแล้ว ท่านประธานระวังให้ดีนะครับ การแก้รัฐธรรมนูญจะตกไปนะครับ ข้อ ๓๒ ครับ ถ้าท่านมี ข้ออื่นจะอ้างขึ้นมาเพื่อให้อำนาจ ไม่มีข้อใดที่ให้อำนาจประธานรัฐสภาทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๓๒ นะครับ ขอความกรุณาให้ที่ประชุมได้พิจารณาด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ผมอย่างนี้ครับ ท่านขจิตรครับ ผมได้ตกลงใจไปแล้ว แล้วก็ได้อนุญาตไปแล้วนะครับ ขณะที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้ ก็ขอให้เป็นไป ตามนี้เถอะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญไม่ตกหรอกครับ เรื่องที่จะเอาญัตติอะไรขึ้นมาปรึกษา ขณะนี้ไม่มี เรื่องของการจะไปลงมติอะไรนะครับ เป็นการหารือ แล้วเวลามีการพิจารณากฎหมายหรือ รัฐธรรมนูญญัตติเหล่านี้จะไม่ตกครับ ถ้าท่านกังวลเฉพาะตรงนี้ไม่มีปัญหาละครับ
ท่านขจิตร ขอเถอะครับ ขณะนี้มีอาจารย์และนักศึกษา สถาบันการบิน มหาวิทยาลัยรังสิต กรุงเทพฯ จำนวน ๕๐ คน มาร่วมฟังการประชุมนะครับ ก็ยินดีต้อนรับครับ เชิญท่านอภิสิทธิ์ต่อครับ
ครับ ท่านประธานครับ ประเด็นที่
เชิญท่านขจิตรครับ
ผมเป็นห่วง แต่ถ้าจะแสดงเหตุ แสดงผล ยกข้อบังคับมาอธิบายผมไม่ใช่เรื่องขอกันนะครับ แล้วไม่ใช่เรื่อง ท่านประธานจะตัดสินใจว่าข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ท่านต้องไปดูแล้วก็อธิบายผมด้วยว่าท่านจะใช้ ข้อบังคับข้อใด ถ้ารัฐธรรมนูญมันตกไปมันจะกลายเป็นปัญหานะครับ ข้อบังคับเขียนไว้ครับ
เชิญท่านสิงห์ชัยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ พี่และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอปรึกษาหารือท่านประธานครับ ข้อ ๒๐ ท่านประธานครับ มี ๒ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๑ ผมอยากให้เจ้าหน้าที่ทางรัฐสภาที่นั่งอยู่ข้างล่างนี่นะครับ ท่านอย่า มัวแต่ก้มข้างล่างครับ เวลากดบัตรสมาชิกรัฐสภานี้มากมาย ท่านต้องเงยหน้าสักคนหรือ ๒ คน เอาไว้เวลาใครยืน เพราะว่าเวลากดบัตร บัตรเสียอะไรบ้างนะครับ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ในฐานะที่ท่านประธานเป็นประธานรัฐสภาและ เป็นประธานของกระผมคือสมาชิกวุฒิสภา ผมว่าการในครั้งนี้เรื่องรัฐธรรมนูญ ท่านจะต้อง ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นท่านเป็นสุภาพบุรุษมาก ให้เกียรติสมาชิก รัฐสภาทุกท่าน ผมเชื่อว่าขณะนี้ท่านคือผู้ที่จะมีอำนาจและทำงานครั้งนี้ได้รับการยอมรับจาก ประชาชนมากที่สุด เพราะว่าท่านมิได้มาจากสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ผมอยากให้ท่านกรุณา อย่าเกรงใจ ท่านต้องตัดสินใจ เพราะว่าการควบคุมรัฐสภานั้นมิได้หมายความว่าท่านป้องกัน เพียงให้พวกเราไม่ถกเถียงกัน แต่ท่านจะต้องมองภาพรวมต่อประชาชนด้วยว่าสิ่งที่เรา ดำเนินการไปนั้นมันจะสร้างผลกระทบอย่างไรต่อความรู้สึกของประชาชนโดยรวมต่อสมาชิก รัฐสภาและรัฐสภาซึ่งเป็นรูปแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านวิเชียรครับ
กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา ที่เคารพ กระผม วิเชียร คันฉ่อง สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดตรัง ขออนุญาตที่จะกราบเรียน ต่อท่านประธานนะครับ เมื่อกี้มีผู้ประท้วงหยิกยกข้อบังคับการประชุมร่วมกันรัฐสภา ข้อ ๓๒ บอกว่าเป็นการที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้พูดเหมือนกับเป็นเรื่องของญัตติ ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าคำว่า ญัตติ มันต้องมีการลงมติ แต่กรณีนี้ ไม่ใช่เป็นการลงมตินะครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านประธานได้อนุญาตให้มีการหารือกัน ในประเด็นเหล่านี้ ผมคิดว่าเป็นการกระทำโดยชอบแล้ว ขอกราบขอบคุณ ขอท่านประธาน ได้โปรดวินิจฉัยด้วยครับ
ผมก็จะดำเนินการต่อนะครับ แต่ว่าท่านประท้วงหรือครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ประชา ประสพดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมทราบดีว่าวันนี้เป็นการพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ยืนขึ้นมา ผมว่าอย่างนี้ดีกว่าครับ ท่านประธานครับ ผมยินดีและขอเสนอให้ท่านประธานตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ทั้งหมด และผมจะนำหลักฐานไปมอบให้กับท่านประธาน และให้ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ตรวจสอบข้อมูลการสัมภาษณ์ว่ามีประเด็นคำพูดตรงไหนที่นายอภิสิทธิ์ใช้ให้บุคคล นาย ก นาย ข ระบุชื่อกดบัตรแทน ผมแถลงว่ามันเป็นความสงสัยโดยสุจริตว่าคุณอภิสิทธิ์ อยู่ในห้องประชุมหรือไม่ แล้วก็มีใครมากดบัตรให้นายอภิสิทธิ์หรือเปล่า หรือว่าคุณอภิสิทธิ์ กดบัตรด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมไม่อยากขึ้นมาโต้สำนวนโวหารหรอก โต้นะผมโต้ได้ แต่ผมเห็นว่าควรใช้เวลาตรงนี้ไปสู่การพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญดีกว่า และท่านประธาน กรุณาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงเลยครับ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน และผมจะนำหลักฐานทั้งหมดไปมอบให้ว่าสิ่งที่ผมเห็น วิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ทั้งประมวล การบันทึกการแสดงตนเป็นองค์ประชุมเวลา ๑๗.๔๓ นาฬิกา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แสดงตน เวลา ๑๗.๔๕ นาฬิกา ห่างกัน ๒ นาที กดเห็นด้วยใน พ.ร.บ. เรื่องขนส่งฉบับที่ ๑
อย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านประชาครับ
ไม่ใช่ครับ ท่านประธานครับ เพราะท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมาบอกว่ามันเป็นประเด็น การเมืองมาเล่น ไม่ใช่หรอกครับ ที่พรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรมีมากกว่านี้ก็อีกเยอะ
คืออย่างนี้นะครับ อย่างที่ผม ได้เรียนแล้วมันเป็นข้อตกลงระหว่างท่านประธานกับท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานสมศักดิ์นะครับ ผมมารับงานต่อ ผมได้อนุญาตให้ท่านอภิสิทธิ์ชี้แจงตามที่ ปรากฏเป็นข่าว แล้วเดี๋ยวผมจะให้ท่านประชาชี้แจงตอบกลับคืนนะครับ ผมขอให้ท่านผู้นำ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพูดต่อนะครับ และเดี๋ยวท่านประชานะครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ นี่ละครับที่พยายามจะหนีความรับผิดชอบด้วยการบอกว่าสงสัยโดยสุจริต แล้วก็ใช้คำพูดกำกวมว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ผมก็กำลังกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ คุณประชาอ้างคลิปวิดีโอ (Clip video) ที่เป็นภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของสภา ในวันที่ ๑๔ มีนาคม ตามเวลาที่คุณประชากล่าวถึงนั่นถูกต้องครับ แต่ประเด็นก็คือว่า คลิปที่มีความยาว ๙ นาทีกว่านี่ครับ ไม่มีตรงไหนเลยมีภาพที่กล้องจับมาที่ที่ผมนั่งนี่ครับ เพราะฉะนั้นการมาอ้างบอกหลักฐานวิทยาศาสตร์นี้แล้วก็เที่ยวสงสัยไปนี่ครับ ไม่ใช่ความสงสัย โดยสุจริต ถ้าเราใช้วิธีสงสัยโดยสุจริตมีคนสงสัยเยอะครับ เรื่องคุณประชานี่ แต่มันไม่ได้ครับ ถ้าจะสงสัยแล้วมันต้องมีหลักฐานที่บ่งบอกว่าความสงสัยมาจากเรื่องอะไร หลักฐานชิ้นที่ ๒ ที่คุณประชาอ้างก็บอกว่าได้มีการถ่ายภาพบนกล้องมือถือของคุณประชามาที่ที่นั่งของผม แล้วก็ไม่ปรากฏว่าผมนั่งอยู่ ภาพที่เอามาใช้นี่ครับ
ข้อแรกนะครับ ไม่รู้เลยครับว่าถ่ายเมื่อไร ถ่ายแถวไหน ถ่ายตอนประชุมสภา วันใด ไม่ปรากฏครับ ผมก็ไม่ทราบว่าคุณประชาถ่ายรูปผมวันละกี่รอบนะครับ ถึงได้เอา ภาพถ่ายเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม เวลา ๑๗ นาฬิกากว่า ๆ มาแสดงเอาในช่วงเดือนพฤษภาคม แล้วหลักฐานที่อ้างว่าเป็นวิทยาศาสตร์เรื่องที่ ๓ ก็คือบอกว่าวันนั้นมีการแสดงตนและลงมติ ๓ ครั้ง เวลา ๑๗.๔๓ นาฬิกา เวลา ๑๗.๔๕ นาฬิกา เวลา ๑๗.๔๗ นาฬิกา บอกผมแสดงตน ผมลงมติในกฎหมายฉบับแรก แต่ ๒ นาทีต่อมาผมไม่ได้ลงมติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเอาข้อเท็จจริงให้ท่านประธานทราบนะครับ ข้อแรกผมถามว่าโดยสามัญสำนึกมีเหตุผล อะไรครับที่ผมจะต้องให้คนมากดบัตรแทนผม การแสดงตนเวลา ๑๗.๔๓ นาฬิกา มีคนเข้า ประชุมที่กดบัตร ๒๙๑ คน ลงมติ ๒ นาทีถัดมามีคนลงมติประมาณ ๓๐๐ กว่าคน ไม่ต้องปิดบังครับ พูดตรงไปตรงมาข้อเท็จจริงก็คือฝ่ายค้านจำนวนมากไม่แสดงตนในรอบแรก แต่ลงมติ แต่ผมแสดงตนครับ แล้วเพื่อนสมาชิกเป็นพยานได้อีกเยอะเลยนะครับว่าหลายครั้ง ที่เพื่อนสมาชิกนั่งอยู่ไม่แสดงตนผมนั่งนี่ ผมแสดงตน ไม่มีเหตุผลเลยครับที่ผมจะอยู่ดี ๆ ไปขอให้ คนมาแสดงตนแทนผมผมไม่อยู่ในที่ประชุม และไม่มีเหตุผลเลยครับที่คนอื่นไม่แสดงตน แล้วอยู่ดี ๆ จะลุกมากดบัตรเฉพาะบัตรของผมคนเดียว
ข้อเท็จจริง ข้อที่ ๒ วันนั้นเป็นวันที่มีกฎหมายของกระทรวงคมนาคมต่อเนื่อง หลายฉบับ ผมแสดงตน ผมลงมติเสร็จ ท่าน ส.ส. เกียรตินั่งติดกับผม ผมก็ถามท่านวันนั้น บอกว่ามันจะมีการลงมติอีกหรือไม่
ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ด้วยความเกรงใจท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตให้ท่านใช้เวทีอื่นหรือ คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ท่านประธานครับ วันนี้พิจารณาเรื่องของ รัฐธรรมนูญไม่ใช่เวทีที่ให้ใครจะมาแก้ตัวหรือหาความเป็นจริงที่นี่ ต้องนอกห้องประชุมครับ วันนี้ประชุมรัฐธรรมนูญ อย่างไรขอให้ท่านประธานช่วยพิจารณาตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ด้วยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับปัญหาความรับผิดชอบในการตรารัฐธรรมนูญอยู่แล้วนะครับ
เดี๋ยวครับ ท่านพิเชษฐ์ครับ คือผมก็ได้เรียนให้ที่ประชุมทราบแล้วว่าอันนี้เป็นกรณีพิเศษมันไม่ใช่เป็นกรณีปกติ ซึ่งก็พูด แล้วนะครับว่าผมมานั่งตรงนี้ผมรับจากท่านประธานท่านตกลงกันมาเมื่อคืน และผมก็อนุญาต ให้ไปกันแล้ว เพราะฉะนั้นก็ขอดำเนินการต่อนะครับ
ข้อเท็จจริง ก็ใกล้จะจบแล้วครับ ประเด็นก็คือว่าไม่มีเหตุจูงใจที่คนของพรรคประชาธิปัตย์ต้องมาช่วย กดบัตรแสดงตนเพื่อให้องค์ประชุมครบ และในเมื่อหลายคนไม่ได้ลงแสดงตนด้วย แต่ลงมติ แต่ผมแสดงตนนี่ ยิ่งมองไม่เห็นใหญ่ว่าใครจะมากดบัตรแทนผม แล้วก็วันนั้นที่จะกราบเรียน ต่อไปก็คือว่าพอลงมติในกฎหมายฉบับแรก เนื่องจากว่าผมมีภารกิจอยู่ข้างนอก ผมเข้ามา ผมแสดงตน ผมลงมติเสร็จ ผมก็ไม่แน่ใจว่าฉบับต่อไปมันจะมีการลงมติเมื่อไร ผมก็เดิน ออกไปครับ แล้วผมก็เชื่อโดยสุจริตใจด้วยว่าคุณประชาเห็นด้วยว่าผมเดินออกไป เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องจะมาตั้งคณะกรรมการสอบอะไรครับ ไม่อย่างนั้นต้องสอบทั้งสภานะครับ ความจริงถ้าคุณประชาจริงจังกับความสงสัยเรื่องนี้มีบุคคลอีก ๒ คนครับ ที่แสดงตนลงมติ กฎหมายฉบับแรกและไม่ลงมติในฉบับที่ ๒ เหมือนกับผม แต่เป็น ส.ส. พรรคเพื่อไทย ๒ คน ทำไมคุณประชาไม่สงสัยบ้างละครับ มีชื่ออยู่นี่ครับ ท่านตรวจสอบได้ เพราะฉะนั้นผมจะชี้ ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่การสงสัยโดยสุจริต นี่เป็นความพยายามกล่าวหาไม่มีหลักฐานสร้างความ เลื่อนลอยขึ้นมา สร้างความสับสนแล้ววันนี้ถ้าท่านประธานตัดสินใจตั้งคณะกรรมการสอบ ผมนะครับ ผมบอกอย่างนี้ต้องสอบกันทั้งสภาครับ ผมสงสัยหมด ใครอยู่บ้าง ใครไม่อยู่บ้าง วันไหน แล้วผมก็เอาวิดีโอ (Video) ตอนไหนก็ได้ถ่ายภาพไม่เห็นใครทั้งนั้น แล้วก็บอกผม สงสัย สอบสิ ผมว่าเราเป็นนักการเมืองต้องมีความรับผิดชอบครับ คุณประชาพูดเองนะครับ หนีเองนะครับ บอกว่าไม่ได้กล่าวหาแค่สงสัย วันนี้ผมไขข้อสงสัยของท่านแล้วและชี้ให้เห็น ด้วยว่าหลักฐานของท่านไม่มีอะไรเลยครับ เป็นความเลื่อนลอย ท่านบอกว่า พูดไว้นะครับ ถ้าผมชี้แจงแล้วก็จะขอโทษ ผมก็เปิดโอกาสวันนี้ครับว่าให้ท่านขอโทษ ถ้าท่านไม่ขอโทษ ผมก็ จะไปดำเนินคดีกับท่านเท่านั้นเองครับ ไปดำเนินคดีกับท่านแล้วก็อาจจะขอให้ท่านประธาน ตั้งคณะกรรมการสอบจริยธรรม นายประชา ประสพดี แต่ว่าถ้าท่านกล้ายอมรับนะครับว่า หลักฐานท่านไม่มีอะไร วันนี้ผมอธิบายแล้วขอโทษก็จบเรื่องครับ ผมก็กราบเรียนเพียงเท่านี้ แล้วผมขอยืนยันนะครับว่าคุณเกียรติ สิทธีอมร ซึ่งนั่งติดกับผม แล้วก็มักจะนั่งติดกับผม ในที่ประชุมนี้ยืนยันข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็ได้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านประชา ก่อนหรือจิรายุก่อน เดี๋ยวนะครับ พอดีเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณประชา ท่านประชาจะ ชี้แจงอะไรไหมครับ เดี๋ยวข้อตกลงที่ได้คุยกันไว้รู้สึกจะมีได้แค่ฝ่ายละคนเท่านั้นนะครับ มิได้ คือท่านต้องตกลงกันฝ่ายละคน ถ้าอย่างนั้นเราก็ดำเนินการรัฐธรรมนูญต่อไม่ได้เหมือนอย่างที่ พวกเราต้องการ อันนี้ก็เหมือนกับเป็นการหารือตอนเช้านั่นเอง ทีนี้ถ้าเผื่อท่านถูกพาดพิง ท่านจะ ๑ คน ใช่ไหมครับ ที่ท่านไปตกลงกันมาฝ่ายละ ๑ คน ใช่ไหมครับหลังจากพูดจบ
ท่านประธาน ที่เคารพ ที่ปรึกษาท่านประธานสมศักดิ์ เมื่อผมได้ชี้แจง ส.ส. ประชา ท่านก็บอกว่า ส.ส. ประชาก็ต้องมีสิทธิในการที่จะชี้แจงในส่วนของท่านนะครับ แล้วก็จบ และท่านก็บอกว่า ขอให้ผมขอเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ว่าไม่ต้องดำเนินการต่อ แต่ถ้าคุณจิรายุจะใช้สิทธิ ผมก็ถือว่าตามข้อตกลงสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จะขอใช้สิทธิต่อเรื่องการกดบัตรแทนกันครับ ได้อีกหลายท่านเลย ก็เลือกเอาครับ
เอาอย่างนี้นะครับ เอาเฉพาะ ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ผมประท้วงท่านประธานนี่ หมดเวลาไปเกือบ ๒๐ นาทีครับ
ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ ต่อไปนี้ท่านประธานทำเป็นบรรทัดฐาน ด้วยนะครับว่าใครก็แล้วแต่ที่ไปหารือกับท่านประธาน แล้วท่านประธานกับสมาชิกท่านใด ท่านหนึ่งตกลงปลงใจกันว่าหารือได้ จะสามารถนำเข้ามาในห้องประชุมนี้ แล้วก็พูดกลางคัน แบบนี้ได้ ท่านประธานต้องตอบเรื่องนี้ก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นอีกหน่อยจ่าประสิทธิ์ไป ทะเลาะกับใครแล้วไปขอให้ท่านประธานรัฐสภา แล้วเข้ามาพูดแบบนี้ทำได้หรือไม่ครับ ประเด็นที่ ๒
ท่านจิรายุครับ ด้วยความเคารพ เลยนะครับ เรื่องนี้ไม่พูดครับ เดี๋ยวผมจะให้ท่านประชาพูดเท่านั้น แล้วก็จบและเราจะเข้าสู่ อันโน้น ส่วนเรื่องที่ท่านถามเมื่อกี้เดี๋ยวผมจะตอบให้เมื่อผมได้พบกับท่านประธานสมศักดิ์แล้ว ส่วนตัวเราจะตอบกัน เชิญท่านประชาครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ
ท่านอภิสิทธิ์ เดี๋ยวให้ทางนี้ ก่อนนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพื่อความสบายใจนะครับ เดี๋ยวจะบอกว่ามันมีเรื่องบรรทัดฐาน หรืออะไรทำไม เรื่องนี้ถึงไปหารือ ผมอธิบายให้เข้าใจครับ ผมต้องการจะใช้สิทธิตามปกติ แต่เวลามันเนิ่น นานมา ผมก็ไปหารือท่านประธานสมศักดิ์ เพราะว่าผมจะมาใช้สิทธิตรงนี้ตามปกติได้ ถ้าสภา ไม่มอบหมายหรือขอให้ผมไปทำหน้าที่เป็นประธานไอป้า คอคัส ผมก็จึงไปหารือท่านประธาน บอกถ้าจะให้ผมรับไปเป็นประธานไปไอป้า คอคัส ทำงานให้วันครึ่งกับสภานี่ครับ ผมอยากจะ ใช้สิทธิ ๒ เรื่องนี้จะให้ทำอย่างไร ท่านประธานรัฐสภาท่านก็บอกผม ๒ เรื่อง
๑. เมื่อวานนี้ ซึ่งผมทำหน้าที่ประธานที่ประชุมไอป้า คอคัส ทั้งวันช่วง พักเที่ยงขอให้วิ่งมาและมาใช้สิทธิได้โดยไม่ต้องมาต่อคิว เพราะมีชั่วโมงเดียวเท่านั้นที่ผมมา สภาได้
๒. เรื่องหารือในประเด็นนี้ ขอให้นำมาหารือหลังจากมีการลงมติในมาตราใด มาตราหนึ่ง จะได้ไม่เป็นการรบกวนการอภิปรายในเรื่องของญัตติต่าง ๆ ถ้ามีกรณีเช่นนี้นะครับ ที่สภามอบหมายให้คนไปปฏิบัติหน้าที่ แล้วจำเป็นต้องมานี่ ผมก็ว่าเป็นบรรทัดฐานได้ครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ
เชิญท่านประชาครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประชา ประสพดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่ได้จ้อง หรือมีเจตนาที่จะจับผิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาอย่างต่อเนื่องและทุกครั้งตามข้อกล่าวหา ดังที่คุณอภิสิทธิ์ได้กล่าวไป นั่นคือประเด็นที่ ๑ แต่บังเอิญว่าในวันนั้น ขณะนั้นมันมีบรรยากาศ ของการพูด หยิบประเด็นเรื่องการกดบัตรแทนกันขึ้นมาแพลม ๆ ผมก็เลยเอะใจนะครับ ปกติผมนั่งอยู่แถวนี้ซึ่งตรงกับแถวเดียวของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คนอย่างผม นายประชา ประสพดี วุฒิภาวะอย่างนี้ สายตาผมมองในระยะ ๒๐-๓๐ เมตรไม่พลาด แต่ส่วนผมจะมองหาจ้องนายอภิสิทธิ์อย่างไรก็แล้วแต่ ต้องจ้อง ต้องดู เพราะนายอภิสิทธิ์เป็น คนที่ไปเยี่ยมผมที่โรงพยาบาลพระรามเก้านะครับ ผมมองในลักษณะอย่างนี้ผมเห็นนะครับ ไม่เห็นไม่ได้หรอกครับ ผมจะไปแถลงข่าวอะไรก็แล้วแต่ผมต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ กระทำไป แต่เมื่อมีการกดบัตรนี่นะครับ นายอภิสิทธิ์เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผังที่ปรากฏอยู่ในห้องประชุมมีเลขที่นั่งทั้งหมด เป็นรูปจอ เป็นรูปโต๊ะเก้าอี้ที่เราเห็น ดังปรากฏอยู่อย่างนี้นะครับ เมื่อคุณอภิสิทธิ์ออกมาใช้เวลาของสภาผมก็เกรงใจเพื่อนสมาชิก ทุกท่าน ที่จริงเรื่องนี้ไม่อยากมาชี้แจง ถ้าท่านจะกรุณาใช้สิทธิไปฟ้องศาล ผมถามว่าผมกลัวไหม ผมกลัว เพราะถูกยิงมาแล้วยังกลัว เรื่องฟ้องศาลก็กลัวไม่ใช่ไม่กลัว แต่เรื่องนี้เห็นว่าคุณอภิสิทธิ์ เป็นบุคคลสาธารณะ เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วเป็น ผู้ที่มีอุดมการณ์ยึดมั่น เรียกร้องความสุจริต ความโปร่งใส การกดบัตรแทนกัน จนจะนำไปสู่ เหตุของการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าการกดบัตรแทนกันนั้นจะทำให้การวินิจฉัย การลงมติแต่ละมาตราเป็นโมฆะ เรื่องนี้ครับทำให้ผมสงสัยว่าวันนั้นผมมองในรัศมีอย่างนี้ แล้วเป็นเวลาช่วงท้ายของการประชุม ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านฟังนะครับ ท่านฟัง ผมไม่ได้มั่ว แล้วไม่ได้พูดจาแบบเลื่อนลอย สติสัมปชัญญะ วุฒิการศึกษา ผมเพิ่งจบ ดอกเตอร์ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมาหยก ๆ ไม่ได้เลื่อนลอยตามที่ท่านคิด ท่านอภิสิทธิ์นะครับ ท่านยังจำได้ ท่านประธานต้องให้เวลาให้ผมพูด อย่าโห่สิครับ โห่ทำไมครับ โห่ฮิตเลอร์เมื่อวานนี้ดีกว่าครับ ท่านโห่ทำไมละครับ ควรให้เกียรติกัน ให้ผมชี้แจงสิครับ ทีท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายผมยังไม่มีใครโห่สักคนหนึ่ง ท่านอยากให้ สภาแห่งนี้มันสงบไหมละครับ ผมเล็งเห็นถึงมาตรการที่จะควบคุมให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่น เพราะเห็นศักดิ์ศรีความศักดิ์สิทธิ์ของสภาแห่งนี้ ไปลงพื้นที่ประชาชนให้เกียรติ และมีความมั่นใจ ว่าสภาแห่งนี้ ที่กดบัตรแทนกันทั้งหลายก็อยากให้มีมาตรการ เอาละผมจะเข้าสรุปเลยนะครับว่า ในขณะที่ท่านประธานตรวจสอบองค์ประชุม ผมมองอยู่ ผมไม่ได้ว่าจะจ้องนายอภิสิทธิ์ครับ แต่วันนั้นอยากจะดูว่าคุณอภิสิทธิ์อยู่ไหม เหลือบไปนี้ไม่เห็นนะครับ เหลือบไปไม่เห็น คุณอภิสิทธิ์นั่ง คุณอภิสิทธิ์จะนั่งอยู่แถวเดียวกับผมนี้ตลอด แล้วตรงกับคำสัมภาษณ์ คำสัมภาษณ์ของสื่อมวลชนจะมีเทปคำพูดทุกตัวอักษร ๑. ไม่ได้มีประโยคไหนเลยที่กล่าวหาว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมพูดว่า ร้อยโท อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้บอกว่าให้นาย ก ให้นาย ข กดบัตรแทนนายอภิสิทธิ์ ไม่มี ไม่ได้มีประโยคเหล่านี้ ถ้ามีท่านก็ไปว่ากันทางศาล จะได้พิสูจน์ทางศาลครับ ผมเพียงแต่ บอกว่าผมมีความสงสัยโดยสุจริตว่า ท่านสื่อมวลชนครับ ยังไม่ได้กล่าวหา เป็นการสงสัยว่า คุณอภิสิทธิ์อยู่ในที่ประชุมหรือไม่ มีผู้ใดผู้หนึ่งไปกดบัตรให้คุณอภิสิทธิ์หรือเปล่า และวันนี้ สภาดำเนินการจะตั้งคณะกรรมการสอบลงโทษผู้กดบัตร ผมก็เลยบอกนักข่าวว่าแล้วบุคคล ที่ถูกกดบัตรไม่มีมาตรการที่จะลงโทษ หรือตั้งคณะกรรมการสอบบ้างหรือ เพราะเจ้าของบัตร เมื่อตนไม่อยู่ในที่ประชุม ตนก็ควรจะต้องเก็บรักษาบัตรให้ดี หยิบบัตรมาใส่กระเป๋าเอาไว้ หรือบอกเพื่อนข้าง ๆ ว่า กรุณาอย่ากดบัตรแทนกัน ดังที่คุณอภิสิทธิ์ได้บอกกับสื่อมวลชนว่า ผมบอกสมาชิกทุกท่านว่าไม่ต้องกดบัตร ไม่ต้องมายุ่งบัตรแทนกับผม ก็ดีนะครับ อันนี้ เป็นหลักฐานจะได้เป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษร ผมไม่แลเห็นนายอภิสิทธิ์อยู่ในที่ประชุม เป็นความผิดของผมหรือครับ ก็ผมสงสัย ผมถึงได้บอกว่า ถ้าคุณอภิสิทธิ์มีหลักฐานมาชี้แจงได้ ผมพร้อมที่จะขอโทษ แต่สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ได้พูดมา ใช้เวลาที่ผ่านมาสักครู่นี้มันยังรับฟังไม่ได้ และยังไม่เพียงพอ ถ้ากระบวนการมันไปถูกการตรวจสอบโดยคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริง และผลสรุป ออกมานั้นผมน้อมรับ แล้วพร้อมทำทุกอย่าง หรือว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์เกิดไม่พอใจ อาจจะมีอคติ หรืออาจจะโกรธแค้นผม อาจจะเสียหน้า เสียตาอะไรทั้งหลาย ท่านใช้สิทธิไปฟ้องคดีอาญา ต่อศาล ผลศาลเป็นอย่างไรผมพร้อมปฏิบัติ เพราะฉะนั้น
๑. เมื่อเวลา ๑๗.๔๓ นาฬิกา ตรวจสอบองค์ประชุม คุณอภิสิทธิ์พูดเสมอว่า องค์ประชุมเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ผมก็ยังชื่นชมว่าคุณอภิสิทธิ์ยังมีน้ำใจ ครั้งนี้คุณอภิสิทธิ์ กดแสดงตนเป็นองค์ประชุม
๒. เมื่อเวลา ๑๗.๔๕ นาฬิกา ลงมติ ฉบับที่ ๑ นี่ไงครับ หลักฐานผมเลื่อนลอย ที่ไหน มันเป็นผลการประมวลข้อมูลคอมพิวเตอร์ นี่ไงครับ แสดงตน คุณอภิสิทธิ์แสดงตน มันเลื่อนลอยตรงไหน ผมคิดหรือผมพูดจาอะไรที่ไร้สาระหรือครับคุณอภิสิทธิ์ ก็มีสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งแสดงตนก็เป็นเรื่องปกติ และทำไมเรื่องที่ไม่ค่อยปกติว่าทำไม วันนี้พรรคประชาธิปัตย์แสดงตน มันก็อาจจะเป็นจิตสำนึกของเขาที่เขาจะแสดงตน
ต่อมาเมื่อเวลา ๑๗.๔๕ นาฬิกา มาลงมติ ฉบับที่ ๑ คุณอภิสิทธิ์แสดงตน แล้วคุณอภิสิทธิ์ลุกขึ้นจากห้องไปที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่าผมแลเห็นคุณอภิสิทธิ์เดินออกไป ไม่จริงหรอกครับ ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ผมไม่เห็น ผมมองท่านอยู่ตลอดในห้องนี้ ถ้าท่านไปนั่งอยู่ทางเสาโน้น ไปนั่งอยู่ตรงโน้น ท่านก็ต้องมาบอกผมสิครับว่าผมนั่งอยู่ตรงนั้น ตรงนี้ แต่ที่ท่านบอกว่า ซีทีวี (CTV) ในสภาแห่งนี้ ๙ นาที ไม่ปรากฏมุมนี้ ก็เอาไว้เดี๋ยวพิสูจน์กัน นี่คือสิ่งที่นายอภิสิทธิ์แสดงตนในฉบับที่ ๑ พ.ร.บ. นี้ ท่านแสดงตนจริงหรือเปล่าละครับ ท่านใช้มือไหนกด ใช้นิ้วอะไรกด แล้วกดตรงไหน นั่งอยู่จุดไหน นั่งอยู่จุดนี้หรือเปล่าครับ หรือจุดโน้น จุดโน้นท่านนั่งตรงไหน ถ้าท่านบอกผมว่าคุณประชาครับ ที่คุณกล่าวหาผม ผมนั่งอยู่ตรงนี้ ๆ ถ้าผมรับฟังได้ผมสุภาพบุรุษ ผมสุภาพบุรุษครับ ไม่เคยทำร้ายใคร นี่คือ เรื่องที่ ๑ ท่านอย่าเพิ่งขยับตัวสิครับ ให้ผมพูดให้จบก่อน ฟังผมหน่อยเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่ค่อนข้างจะเป็นประโยชน์แล้วมันจะได้ยุติเรื่องเหล่านี้จะได้เป็นอุทาหรณ์ ทุกคนต้องปฏิบัติ ทุกคนต้องสำนึกเรื่องนี้ไว้ให้สำคัญ นี่อย่างไรครับท่านประธาน
ต่อมาเมื่อเวลา ๑๗.๔๕ นาฬิกา ห่างกัน ๒ นาที ประธานดำเนินการลงมติ ฉบับที่ ๒ มติฉบับที่ ๒ ไม่มีบรรทัดไหนเลยที่คุณอภิสิทธิ์แสดงตนงดออกเสียง ไม่เห็นด้วย เห็นด้วย แล้วเวลา ๒ นาที คุณลุกออกจากห้องประชุมไป ประธานอยู่ สายตาทั้งหลาย คนดังอย่างนายอภิสิทธิ์ที่เดินในภาวะฉุกเฉินที่ประกาศสลายการชุมนุมเขาเห็นกันทั้งบ้าน ทั้งเมืองเป็นคนโดดเด่น ผมจำนายอภิสิทธิ์ได้แม่นอย่างไรครับ เพราะเขาไปเยี่ยมผมที่ โรงพยาบาลพระรามเก้า และคุณจะลุกขึ้นเดินจากห้องไปผมไม่เห็นหรือ ผมไม่เห็น คุณจะมา บอกว่าผมเห็น คุณอย่ามาบีบบังคับ ให้ผมต้องแสดงตนว่าผมเห็นคุณ ผมไม่เห็นจริง ๆ แล้ว ผมมีพยานคือท่าน ส.ส. วิชาญ มีนชัยนันทน์ ก่อนที่ผมจะถ่ายรูปและก่อนที่ผมตรวจสอบ ผมได้เรียนปรึกษาท่าน ส.ส. วิชาญ มีนชัยนันทน์ อดีตท่านรัฐมนตรีว่าวันนี้หัวพรรคฝ่ายค้าน เขาไปไหน เขาติดงานประชุมสัมมนาอะไรที่ไหนหรือไม่ ขอถ่ายภาพเก็บไว้หน่อย ไม่ใช่ว่าผม เพิ่งมาถ่าย ผมถ่ายเก็บเอาไว้เพราะผมเชื่อว่าวันหนึ่งเหตุการณ์อย่างนี้ต้องเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่ได้หมายความว่า ส.ส. ที่ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ไม่เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะต้องกดบัตรหรือถูกกดบัตร แม้กระทั่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรหรือหัวหน้าพรรค อาจถูกบุคคลอื่นที่หวังดี จริงใจกดบัตรให้โดยเจ้าตัวไม่รู้ก็ได้
ท่านประชากรุณากระชับ หน่อยเถอะครับ
นี่คือ เรื่องที่กระชับครับ ท่านประธานครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ผมไม่เห็นเขาเดินออกไป คุณเดินไป ตรงไหน เดินประตูนี้ เดินประตูนี้ อยู่ตรงไหนละครับ
เฉพาะตอนนี้ท่านหลายรอบ แล้วนะครับ ท่านกรุณาเอาให้กระชับหน่อย
ก็ต้องย้ำ ให้ชัด ย้ำให้เห็นว่าไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอย ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องโกหก ไม่ใช่เรื่องเบี่ยง ประเด็น และไม่ใช่เรื่อง
ผมเตือนท่านนะครับ ขอให้ กระชับแล้วไม่ซ้ำซาก ผมเตือนท่านว่าขอความกรุณาอย่าวนเวียน แล้วก็กรุณากระชับนะครับ เชิญครับ
นี่กระชับ สุด ๆ ชัดเจนสุด ๆ เลยท่านประธาน ด้วยความเคารพและเชื่อประธานครับ ผมก็เลยสงสัยว่า เมื่อผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไม่อยู่แล้วบัตรมันมีตัวตน มันมีชีวิตจิตใจ มันมีรีโมท (Remote) กด และไปปรากฏจอภาพโป๊บนเวทีได้หรือครับ ผมก็เลยสงสัยว่าบัตรนี้มันกด ด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ผมยังแถลงข่าวว่าผมเชื่อโดยสุจริตใจว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ให้บุคคลใด บุคคลหนึ่งกดบัตรแทน คุณไปดูข้อความสัมภาษณ์ในอินเทอร์เน็ต ผมพูดชัดเจนว่าผมเชื่อ โดยสุจริตใจว่า ร้อยโท อภิสิทธิ์ ไม่ได้ให้ผู้ใดกดบัตรแทน แต่ยังสงสัยว่าใครกดบัตร นี่คือสิ่งที่ ผมชี้แจงครับ เมื่อเขาเอาเรื่องนี้เข้ามาหารือ ผมถูกพาดพิงผมก็ต้องเอาเรื่องนี้มาดำเนินการ ผมจึงขอเสนอท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผมว่าควรจะนำเรื่องนี้ไปตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงทางจริยธรรมว่ามีกระบวนการมีการจริงไหม ท่านอภิสิทธิ์อยู่ตรงไหน คุณอภิสิทธิ์อยู่ตรงไหน ถ้ามันปรากฏความชัดจริงว่าคุณอภิสิทธิ์อยู่ มีพยานทางนั้นมาสืบ ดูกล้องทีวีทั้งหลาย ถ้าผิด ถ้าผมขอโทษคุณแล้วคุณไม่พอใจ คุณไปฟ้องศาล ผมน้อมรับ แต่ผมเห็นคุณเป็นคนสาธารณะอย่างไรครับ คุณต้องพร้อมรับคำติชม คำวิพากษ์วิจารณ์ ติชมนิดหน่อยคุณโกรธโมโหโกรธา มาแสดงอารมณ์เอาคืนทุกดอก เอาคืนทุกชอต (Shot) เห็นไหมครับ แต่สิ่งที่คุณไปเหน็บแนมไปวิพากษ์วิจารณ์อดีตนายกรัฐมนตรีคนเก่าอย่างโน้น อย่างนี้ คุณไม่นึกถึงอกเขาอกเราบ้างหรือครับว่าเวลาคุยไปพูดพาดพิงถึงเขานะครับ นี่คือ สิ่งที่ผมพูดถึง เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธาน
ท่านประชาเอาเฉพาะส่วนที่ ท่านจะชี้แจงตอบก็พอครับ
ก็สรุปว่า อย่างนี้ท่านประธานครับ ผมไม่อยากมาโต้สำนวนโวหารหรอกครับ ผม ๕ สมัยก็พอโต้ไหว ผมเห็นว่าเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าท่านสุจริต ท่านเป็นนักประชาธิปไตย ท่านอยู่จริง ท่านควรให้โอกาสผม ท่านนำเสนอประธานเลยครับ เปล่งวาจาเลยให้ท่านประธานตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้วผลออกมาเป็นอย่างไร ก็ว่ากันนะครับ ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแล้วท่านนำหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมดบอกหลักฐานนี้ เลื่อนลอย ไร้สาระ พูดจามั่วซั่วในหนังสือพิมพ์ ผมตัดมาหมดเลย นี่อย่างไรครับ คนอย่าง นายประชาพูดจามั่วซั่วหรือครับ นี่อย่างไรครับ ผมก็ตัดมาไม่ว่า ท่านด่าผมผมก็ไม่ว่า เลื่อนลอย อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่โกรธ ไม่ว่าเลย แต่อยากให้สภาแห่งนี้มันมีภาพที่โปร่งใสพี่น้องประชาชน เขาดูอยู่ที่บ้านเขาจะได้ชื่นชมนะครับ ท่านเห็นด้วยหรือเปล่าว่าผมขอให้ตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้วผมจะนำหลักฐานกล้องถ่ายโทรศัพท์มือถือมันมีวัน เวลา ที่ผมนั่งอยู่นี้ผมลุกขึ้นมาถ่าย ถ่ายตรงนี้ และถ่ายอย่างนี้ และจะอยู่ตรงไหนละครับ มันไม่มี ถ้ามีแล้วผมถ่ายจงใจเจตนารู้อยู่แล้วว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ในที่ประชุมแล้วยังจงใจ เจตนาที่จะกระทำการดังกล่าวนั้น ผมผิด ผมละอายแก่ใจ ผมสมควรต้องได้รับโทษ แต่ถ้าผม สงสัยโดยสุจริตว่าไม่อยู่ มองไม่เห็น ไม่เจอ อยู่ที่ไหน ถูกไหมครับ ไม่ใช่คุณเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกคุณมากล่าวหาว่าคนนั้นกดบัตรแทนกัน คนนี้กดบัตรแทนกัน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ถูกกดบัตรแทนได้
ท่านครับ สรุปเถอะครับ
เพราะฉะนั้น สรุปว่าผมขอเสนอกราบเรียนท่านประธานและขออนุญาตท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ว่าขอให้ท่านประธานตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะเรื่องของ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกับเรื่องของผมที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เขาไม่สบายใจ เขาอาจได้รับความเสียหาย ผมยอมรับนะครับ แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นนี้ควรหาข้อยุติ และถ้าเมื่อข้อสรุปผลมาเป็นประการใดผมน้อมรับ แต่จู่ ๆ วันนี้คุณอภิสิทธิ์บอกให้โอกาสแล้ว ผมชี้แจงแล้วให้ขอโทษกลางสภา มันทำได้ แต่ไม่สมเกียรติภูมิของสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ถ้ามันชัดเจนแล้ว มันเคลียร์ (Clear) แล้ว ผมพร้อมที่ไหนก็ได้ สื่อมวลชนก็ได้ ผมชายชาตรี ไม่เคยหนีปัญหาครับ ทำผิด ผิดพลาด หรือไม่รอบคอบ ผมก็พร้อมรับ แต่เรื่องนี้ผมไม่มั่นใจครับ ถ้าไม่มั่นใจผม
ท่านสรุปว่าเสนอขอให้ตั้ง คณะกรรมการครับ ขอบคุณครับ ไม่แล้วครับ ผมว่าพอเถอะครับ ได้ชี้แจงกันทั้ง ๒ ด้านแล้ว อย่าพูดเลยครับ ไม่อย่างนั้นงานเราก็ไม่เดินนะครับ วันนี้มันเกินกว่าปกติไปแล้วนะครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเห็นด้วยกับท่านประชาใช่ไหมครับ
ท่านประธานครับ เรื่องตอบโต้นี้ไม่ตอบโต้กันแล้วนะครับ เพราะถือว่าได้พูดกันไปแล้วเดี๋ยวก็คงจะมีคนไปแถลง ข่าวเอาคลิปต่าง ๆ มาให้ดูชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไรนะครับ แต่ผมอยากจะเรียนว่าที่ผมหารือ เพื่อจะบอกว่าเราจะมาใช้บรรทัดฐานการพูดแบบนี้ ซึ่งในที่สุดเจ้าตัวบอกว่าไม่ได้กล่าวหา ไม่ได้กล่าวหานะครับ พยายามพูดเพราะกลัวว่าจะถูกฟ้อง ไม่ได้กล่าวหาแล้วบอกว่าจะให้ คณะกรรมการตรวจสอบ มันคืออะไรครับ ก็ไม่ได้กล่าวหาเรื่องก็จบนะครับ ผมบอกว่าถ้าเรา ปล่อยให้มีการกล่าวหาแบบนี้แล้วบอกไม่กล่าวหา แล้วมาเรียกร้องให้สอบ สภาเดินหน้าไม่ได้ แต่ผมจะเห็นด้วยกับท่านประชา ๑ เรื่องครับ ท่านเสนอมาดีแล้ว บอกว่าต่อไปนี้ใครไม่อยู่ อย่าให้บัตรเสียบไว้ ผมขอความกรุณาท่านประธานสั่งเจ้าหน้าที่นะครับ ต่อไปนี้ระหว่าง การอภิปรายตรงไหนมีบัตรเสียบอยู่ เก็บไปครับ ถึงเวลามาขอบัตรกันใหม่ตอนลงมติครับ จะได้ไม่กดบัตรแทนกันได้ง่ายครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ มาตรา ๒๙๑/๘ ท่านรสนาเกี่ยวกับเรื่องเมื่อกี้หรือเปล่า ผมขอเถอะครับ ถ้าเป็นเรื่องที่เมื่อกี้นี้ พอแล้วครับ จบ เดี๋ยวเอาตอนมีคณะกรรมการสอบสวนก่อนนะครับ มีคณะกรรมการแล้ว ไม่เป็นอะไรท่านรสนาผมทราบว่าคนละเรื่องกัน ไม่นะครับ เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๒๙๑/๘ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็น
ท่านรสนาครับ ผมไม่ อนุญาตนะครับ
และผู้สงวนคำแปรญัตติ
คือไม่ได้แล้วครับ ผมไม่ยอม สักคนเดียวนะครับ เชิญท่านไปหารือพรุ่งนี้ครับ เชิญท่านเลขาธิการต่อ ท่านกรุณาเถอะครับ ไม่อย่างนั้นไม่จบนะครับท่าน ผมเข้าใจ ผมเชื่อเลยว่าไม่จบ ถ้าเผื่อเราอยากให้จบนะครับ ท่านเชื่อผมเถอะครับ กรุณาเถอะครับ ผมไม่อนุญาตให้ท่านใดแล้วครับ เชิญท่านเลขาธิการ เชิญท่านรสนาก่อน
ท่านให้ผู้ที่ ไม่ได้เกี่ยวข้องตั้งแต่แรกพูดหลายครั้ง แต่ดิฉันต้องการพูดในประเด็นที่เกี่ยวข้องนะคะ ดิฉัน เห็นว่ามีการสอบกรณีเรื่องการกดบัตรแทนกัน ซึ่งดิฉันถือว่าเป็นเรื่องจริยธรรมของวุฒิสภา ของรัฐสภาที่สำคัญนะคะ แล้วเมื่อวานนี้ท่านประธานสมศักดิ์ได้บอกว่าจะไม่เรียกสอบกรณี ของภาพคลิปของท่านชูวิทย์นะคะ ดิฉันขออภัยที่เอ่ยนามท่าน มาสอบหรือมาดูหลักฐาน ดิฉันคิดว่าเรื่องการกดบัตรแทนกันนี่ เป็นจริยธรรมของรัฐสภา ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ถ้าจะมีการสอบกันเพื่อที่จะยกระดับ มาตรฐานจริยธรรมของรัฐสภานั้นเป็นเรื่องจำเป็น แต่สิ่งที่ท่านประธานรัฐสภาบอกว่าจะไม่ เรียกคลิปต่าง ๆ ซึ่งมีความชัดเจนมาสอบ ดิฉันไม่เห็นด้วย และดิฉันเองต้องการคำชี้แจงค่ะ ถ้าหากจะสอบกรณีที่ดิฉันพูดเรื่องการกดบัตรแทนกันนั้น ดิฉันไม่ได้พูดถึงพรรคใดพรรคหนึ่ง ดิฉันคิดว่าทุกคนที่กดบัตรแทนกันไม่ว่าจะเป็น ส.ส. เป็น ส.ว. เป็น ส.ส. ฝ่ายค้าน ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเป็นสิ่งที่ผิดทั้งสิ้นและเมื่อมีภาพต่าง ๆ ที่ปรากฏในยูทูป (YouTube) ดิฉัน เรียกร้องให้รัฐสภาสอบทุกอันเพื่อที่จะไม่ให้มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมี ส.ส. ของ พรรครัฐบาลนะคะ ได้พูดเมื่อวันก่อน ดิฉันไม่เอ่ยชื่อท่าน แต่ว่าไม่ได้ลงในหนังสือพิมพ์นะคะ ท่านบอกยอมรับว่ามีการกดบัตรแสดงตนแทนกันจริง โดยท่านพูดว่าในการประชุมแต่ละครั้ง ไม่มีใครนั่งอยู่กับที่ได้ถึง ๒๔ ชั่วโมง ดังนั้นต้องมีการหมุนเวียนที่นั่งตลอดเวลา บางครั้ง ส.ส. และ ส.ว. หันมากดบัตรแทนกันได้ เวลาที่มีค่าของ ส.ส. มีความจำเป็นที่ต้องเดินไปข้างหน้าบ้าง ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ชัดเจนค่ะ เพียงแต่ว่าการกดบัตรแทนกันนั้นเราเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก หรือเรื่องใหญ่ ถ้าเราเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องจริยธรรมของรัฐสภา ต้องให้มีการสอบ ไม่ใช่สอบเจาะจงไปที่คนใดคนหนึ่ง ดิฉันคิดว่ากรณีที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ท่านประชา ประสพดี พูดถึงนั้นก็เป็นกรณีหนึ่ง แต่ภาพคลิปต่าง ๆ ที่ลงในยูทูปนั้น ทำให้รัฐสภาเสื่อมเสียและดิฉันเห็นว่าจะต้องมีการสอบแต่การที่ประธานรัฐสภาบอกว่าจะ ไม่มีการเรียกคลิปเหล่านั้นมา ดิฉันไม่เห็นด้วยและดิฉันขอพูดในสภาแห่งนี้นะคะว่าขอให้ มีการเรียกสอบค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ อันนี้ก็จะฝาก ให้ทางคณะกรรมการรับไปดำเนินการ เชิญท่านเกียรติครับ ท่านประท้วง เดี๋ยวท่านประสิทธิ์ ประท้วงทีหลังท่านเกียรติครับ เชิญนั่งก่อนครับ ท่านเกียรติประท้วงก่อน
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม เกียรติ สิทธีอมร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก็ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงสั้น ๆ นะครับ เพราะเมื่อกี้ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้เอ่ยชื่อผมชัดเจนนะครับว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงนี้ในวันเวลา ที่มีการกล่าวอ้างถึง ผมขอเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยมีใคร กดแทน และไม่เคยกดแทนใคร และผมไม่เชื่อว่าพฤติกรรมเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และจริง ๆ ในทางกฎหมายน่าจะผิดอาญา ผมเองก็เป็นโจทย์ในหลายคดีนะครับ ฟ้องหมิ่นประมาท ศาลพูดชัดเจนครับ ท่านประธานครับ บุคลคลสาธารณะตรวจสอบได้ แต่กล่าวหาเลื่อนลอย ให้เสียหายไม่ได้ครับ ผิดเหมือนกันครับ กรณีนี้ขออนุญาตชี้แจงข้อเท็จจริงสั้น ๆ ว่าวันนั้น เป็นวันที่มีร่าง พ.ร.บ. ๒ ฉบับของกระทรวงคมนาคมเข้ามาสู่สภา ผมเองนั่งตรงนี้ตลอด เพราะว่าผมเป็นคนหนึ่งที่อภิปรายทั้ง ๒ ฉบับ ถ้าท่านประธานจำได้นะครับ ท่านประธานเอง เป็นประธานตอนที่ผมอภิปรายครับ และผมอภิปรายแล้วผมก็นั่งอยู่จนถึงเวลาที่จะต้อง มีการกดบัตร ผมยืนยันได้เลยนะครับ ในการที่มีการกดแสดงตน แล้วก็มีการลงมติฉบับแรก ท่านอภิสิทธิ์นั่งอยู่ตรงนี้ครับ และผมยินดีไปเป็นพยานในชั้นศาลทุกศาลครับ ชัดเจนนะครับ จากนั้นท่านถามผมว่าจะมีการลงมติอีกหรือไม่ ผมก็ตอบในลักษณะผมไม่แน่ใจครับว่าวันนั้น จะมีการลงฉบับต่อไปเลยทันทีหรือไม่ พอผมตอบไปอย่างนั้นท่านถึงเดินออกก้าวเท้าซ้าย ก่อนนะครับ เดินลงไปทางนี้ครับ ไม่ได้เดินออกไปด้านหลังครับ เดินลงไปทางนี้แล้วเดินออก ประตูนั้นครับ ชัดเจนครับ แล้วท่านเดินออกไปครับ หลังจากนั้นมีการลงมติอีกฉบับ ผมเป็น คนนั่งอยู่แล้วก็กด ตรวจสอบได้ครับ อันนี้ผมขออนุญาตชี้แจง เพราะว่ามีการอ้างถึงผมนะครับ แล้วก็ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แล้วผมเองพร้อมที่จะไปเป็นพยานบุคคล ถ้าสมาชิกท่านใด ไม่เห็นท่านในการกดแสดงตนครั้งแรกหรือลงมติครั้งแรกก็ไม่เป็นไรครับ ท่านอาจจะมอง ไม่ชัดนะครับ ผมนั่งตรงนี้ครับ ชัดเจนครับ เห็นท่านชัดเจนครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านประสิทธิ์ เดี๋ยวก่อนท่านประสิทธิ์นี่ท่านประท้วงเรื่องอะไร
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยตามที่ คุณรสนาได้นำเสนอกรณีเรื่องจริยธรรมของ ส.ส. เรื่องการกดบัตรแทนกัน ทีนี้มีอยู่เรื่องหนึ่ง คือการที่ ส.ส. สมาชิก
ไม่มีอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เอาเรื่องเดียวพอครับ
ท่านประธาน มันเป็นเรื่องจริยธรรมครับ มีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็น ส.ส. อยู่แล้ว มานั่งเปิดคลิปโป๊ในสภา
ไม่เอานะครับ อย่างนี้ครับ ท่านประสิทธิ์ครับ เรื่องนั้นเดี๋ยวผมได้ตกลงไปแล้วว่าจะมอบให้คณะกรรมการไป เดี๋ยวเชิญ ท่านวิชาญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากกรณีที่มีการพาดพิงเกี่ยวกับกรณีการกดบัตร ซึ่งได้นำหารือต่อสภาแล้วบังเอิญ เพื่อนสมาชิก ท่านประชา ประสพดี ได้บอกกล่าวว่าในวันที่ท่านเองนั้นเป็นผู้ถ่ายคลิปไปยัง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนี้ผมอยู่ในเหตุการณ์นะครับ แล้วก็ท่านประชาเองผมนั่งอยู่ ด้านหน้าของท่านประชา ตรงมุมทางด้านขวามือของท่านประธานนะครับ แล้วท่านประชา เองก็ถามผมว่าผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไปไหน ลุกไปไหนหรือเปล่านะครับ ก็มองไป
ท่านวิชาญครับ เอาเฉพาะ ส่วนที่ท่านโดนพาดพิงนะครับ
ก็กำลังบอกกล่าวนะครับ ท่านประชา บอกว่าผมเป็นพยาน แต่วันนั้นพอท่านประชาบอกผมก็มองไปนะครับ ด้วยความเคารพครับ ผมไม่เห็นท่าน วันที่เท่าไร ก็คือวันที่มีร่าง พ.ร.บ. นะครับ พ.ร.บ. ในส่วนที่มีการพิจารณา เข้ามานะครับ ก็คือวันที่กล่าวถึงครับ ซึ่งผมบอกว่าขณะที่ท่านประชาเองบอกนี่ผมไม่เห็นครับ ไม่เห็นทางท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ไม่เห็นก็คือไม่เห็นครับ แต่จะบอกว่า ในเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ผมคิดว่าถ้ามีการสอบสวนก็คงจะต้องมาดูในรายละเอียด เพราะว่า กล้องต่าง ๆ ที่แพน (Pan) ลงมาผมนั่งอยู่ตรงมุมไหนในวันนั้นก็สามารถตรวจสอบกันได้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านนิคมครับ ประธาน คณะกรรมการครับ เดี๋ยวนะครับ ท่านนิคมก่อนครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมยกมือนานมากครับ ตั้งแต่ท่านรสนาได้อภิปราย ท่านประธานครับ ในกรณีการกดบัตรแทนกันนั้นในช่วงที่มีการประชุมที่มีท่านรสนา ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามครับ ได้นำเรื่องของคลิปวิดีโอภาพถ่ายแสดงการกดแทนกันนั้นทางรัฐสภาก็ได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยผมเป็นประธาน มีผู้แทนจากพรรคฝ่ายค้าน ๒ ท่าน รัฐบาล ๒ ท่าน วุฒิสภา ๒ ท่าน เริ่มประชุมไปแล้วกำหนดแนวทางที่จะสอบสวน ไปเริ่มต้นจากท่านรสนาก่อน เพราะเนื่องจากว่ามีพยานหลักฐานเป็นข้อกล่าวอ้างทั้งใน ที่ประชุมและการสัมภาษณ์ทางสื่อต่าง ๆ ยังไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงว่าจะไปสอบของคุณชูวิทย์ หรือของใครเลยครับ เพียงแต่ว่าผมนั้นได้ทำหนังสือเชิญท่านรสนามาให้ข้อมูล เอาหลักฐานมา ทำหนังสือถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอหลักฐานการประชุม ขอบันทึกชวเลข ท่านครับ ผมนัดประชุมตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑ ท่านรสนาก็ขอเลื่อนครับ ผมก็แจ้งว่าขอให้มาวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรครับ ขอให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการเท่านั้นครับ และผลต่าง ๆ จะออกมา การสอบสวนนั้นเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการครับ การจะเรียกไปเอาเอกสาร หลักฐานใดนั้นจะเป็นมติของที่ประชุม เพราะฉะนั้นกรุณาว่าอย่าเอาคนให้สัมภาษณ์อันโน้น สัมภาษณ์อันนี้มาบอก ทำให้คณะกรรมการนั้นไม่คงไว้ซึ่งความเป็นธรรมนะครับ ขอให้เกียรติ กับคณะกรรมการด้วยนะครับ
และประเด็นของที่วันนี้ที่อภิปรายกันระหว่างท่านประชา ประสพดี หรือว่า ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ผมเชื่อว่านี่เป็นอีกเคส (Case) หนึ่ง ถ้าวันนี้ ท่านประธานหรือท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือว่าท่านประชาจะตกลงปลงใจ ว่าเรื่องนี้ท่านจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนนั้น ผมว่าเรื่องจะได้ยุติ แล้วจะได้พิจารณา เรื่องของมาตรา ๒๙๑/๗ มาตรา ๒๙๑/๘ ต่อไปครับ เวลานี้เราเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้ มาเยอะแล้วครับ ขอให้ท่านประธานได้กรุณารักษาการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับและ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ให้ท่านชูวิทย์ ท่านชูวิทย์ ถูกพาดพิง คืออย่างนี้ท่านรสนา เมื่อกี้ตอนที่ท่านพูด ท่านชูวิทย์ยกมือแล้ว ไม่เป็นอะไรครับ เดี๋ยวต่อครับ ให้ท่านชูวิทย์ก่อนนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครักประเทศไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมถูกพาดพิงหลายครั้ง แต่ผมดีใจท่านประธาน ขอเวลาสั้น ๆ ให้ ชูวิทย์ได้ชี้แจงสักเล็กน้อย การเสียบบัตรแทนกันนั้น มันไม่ใช่ภาพลักษณ์ของฝ่ายค้านหรือ ของรัฐบาล การเสียบบัตรแทนกันนั้นเสียหายถึงทุก ๆ คนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ผมมีคลิป ผมไม่เคย ใช้หรอกครับ ผมเข้าใจเป็นว่าเวลาผมพูดผมก็ถูกผลักไสให้เป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผมเข้าใจว่า หลาย ๆ ท่านคงจะเข้าใจผิด เพราะว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคนใดคนหนึ่ง คลิปที่ผมมี บางท่านจะตั้งคณะกรรมการ จะเรียกผมสอบหรือจะเอาของผม ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าผมจะ เอาไปให้ดี ไม่ดี ผมเข้าใจอยู่อย่างหนึ่งว่าคนที่เสียบบัตรแทนกันนั้น เป็นคนที่ขี้เกียจ ประชาชน ย่อมมองถึงข้อผิดพลาดของสภาทั้งสภา ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ของฝ่ายค้าน ไม่ใช่ของ ฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นของสภาซึ่งดูโอ่โถงเป็นที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ผมเรียนให้ทราบ ณ สภาแห่งนี้ ว่าผมมีคลิปอยู่หลายคลิปด้วยกัน
ท่านชูวิทย์กรุณาเอาส่วนที่ ท่านถูกพาดพิงครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมก็พยายามที่จะชี้แจงว่าผมมีคลิปแล้วก็คลิปนี้มันทำความเสื่อมเสีย ให้กับสภาโดยทั้งหมด ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ผมก็ขอเก็บเอาไว้อยู่ตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ มีกล้องอยู่ตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ แต่ว่าเก็บเอาไว้ครับ เพราะผมกลัวว่าจะไปถูกใช้ ในทางไม่ดีไม่ชอบ ผมอยากให้สภาเป็นสภาไม่ใช่สภาของฝ่ายรัฐบาลหรือของฝ่ายค้าน เวลา ผมเอามาใช้ผมกลายเป็นว่าผมถูกผลักไสไปอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ที่ให้โอกาสผมชี้แจงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ถูกพาดพิง ขอบคุณครับ
เชิญท่านรสนาครับ เอาเฉพาะ ส่วนที่โดนพาดพิงนะครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอกล่าวถึงในส่วนที่ถูกพาดพิงโดยท่านนิคมนะคะ ท่านได้แจ้งกับ ท่านประธานว่าได้เชิญดิฉันไปให้ปากคำ แต่ดิฉันขอเลื่อน อันที่จริงท่านนิคมก็ทำจดหมาย เลื่อนเองด้วยนะคะ เพราะว่าวันจันทร์ที่ท่านสอบนี้ท่านต้องนั่งเป็นประธานในวุฒิสภา อันนั้น ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ที่ดิฉันได้ทำการคัดค้านคณะกรรมการ ๓ ท่าน ที่ได้ตั้งขึ้นมา เพื่อสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้นะคะ โดยบุคคลนั้นก็มี ๓ ท่านคือ ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ท่านที่ ๑ เพราะว่าท่านนี้ได้ออกสื่อในลักษณะที่กล่าวหาดิฉัน ในทำนองว่าจะหาข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อที่จะดำเนินคดีดิฉัน ดิฉันขอคัดค้านะคะ คุณบุญยอดอีกคนหนึ่ง ซึ่งท่านเองถูกแจ้ง ข้อกล่าวหา ส่วนท่านที่ ๓ คือท่านไพจิต ศรีวรขาน เพราะว่าดิฉันเห็นว่าเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ดิฉันเคยร้องเรียนให้ตรวจสอบจริยธรรมของสมาชิกท่านหนึ่ง แล้วปรากฏว่าท่านเอง ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับดิฉัน ดิฉันร้องว่าสมาชิกท่านนั้นได้ชี้หน้าถึงดิฉันในลักษณะ ที่หยาบคายคุกคาม ซึ่งภาพนั้นปรากฏในสื่อทั่วไป แต่ท่านก็ยังยกคำร้องของดิฉันว่าไม่มี เหตุการณ์ดังที่ถูกกล่าวหา เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่าเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการสอบนี้ขึ้นมา อย่างนี้นะคะ แทนที่จะเป็นการสอบว่าเป็นเรื่องของจริยธรรมของสมาชิกทั้งหมด แต่ว่ากลับ เป็นการมุ่งหมายมาที่ตัวดิฉันแล้วก็เมื่อดิฉันเองนี้ถูกแจ้งความโดย ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งอันที่จริงวันนั้นดิฉันพูด ดิฉันไม่ได้เอ่ยถึงพรรค ไม่ได้เอ่ยถึงใคร ท่านประธานขออนุญาตนะคะ ท่านอย่าเพิ่งขัดดิฉันนะคะ
เข้าใจแล้ว ผมว่าท่านรสนา ได้ชี้แจงเป็นที่เข้าใจแล้วว่าท่านไม่เห็นด้วยกับที่มาของคณะกรรมการสอบสวนของท่าน
กราบเรียน ท่านประธานค่ะ
เป็นเรื่องภายในของท่านครับ
ไม่ใช่ค่ะ คืออย่างนี้ค่ะ ดิฉันเองอยากเรียกร้องให้มีการสอบทุกกรณี เพราะว่าเรื่องการกดบัตรแทนกัน ไม่ใช่เรื่องกรณีของดิฉันคนเดียว แล้วก็การที่ดิฉันเองคัดค้านเพราะว่ามีการแจ้งความ มันจะ กลายเป็นว่ามาสอบดิฉันเพื่อเอาไปเป็นหลักฐานในการที่จะกล่าวหาดิฉันต่อไป
อันนั้นก็รับแล้วครับ ที่ท่านเสนอ เมื่อกี้ผมรับไว้แล้วนะครับ
ดิฉันขอให้ สอบทุกกรณีนะคะ
ครับ
กรณีของ ท่านชูวิทย์ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะคะ แล้วก็คลิปอื่น ๆ เวลานี้ที่อยู่ในยูทูป ดิฉันอยากจะ ขอให้ทำ แต่เนื่องจากว่า
ท่านรสนา ทั้งหมดที่ท่านพูด มาได้อยู่ในนี้แล้วครับ ได้รับไว้แล้วครับนะครับ ถ้าเผื่อพูดแล้วก็จะอย่างนี้ครับ มันกระทบกัน ไปอย่างนี้ ท่านนิพนธ์ท่านประท้วงนานแล้วครับ ผมขอให้ท่านนิพนธ์ก่อนนะครับ พาดพิง นิดเดียวนะครับ ท่านจิรายุนิดเดียว
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมพูดตั้งแต่ต้นแล้วท่านประธานครับว่า เราไม่ควรเอาเรื่องนี้เข้ามาพูดกันในสภา แล้วก็บานทุ่งอย่างนี้ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต นิดเดียวครับ กรรมการที่ตั้งโดยสภานี้ คุณรสนายังไม่ได้เริ่มการประชุมแม้แต่ครั้งเดียว หมายถึงว่าท่านยังไม่ได้เข้าประชุมนะครับ แล้วผมนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือว่า มีส่วนได้เสีย ขออภัยที่เอ่ยนาม เดี๋ยวก็พาดพิงกันไปอีกท่านประธานครับ คณะกรรมการนี้ ผมสอบในเรื่องที่ท่านวิวัฒน์ชัยเท้าแขนท่านจำได้ใช่ไหมครับ และมีภาพปรากฏในห้องประชุม และท่านก็เอาคลิปวิดีโอจากมือถือมาโชว์ จากนั้นท่านประธานฟังนิดเดียวแล้วเดี๋ยวจบ ผมไม่ พาดพิงใครครับ จะได้เข้าใจตรงกันท่านประธานครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันก็จะอย่างนี้ ผมถึงบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าเราไม่ควรเอาเรื่องนี้เข้ามาพูด ระหว่างการประชุมแก้รัฐธรรมนูญแล้วก็ยาวชั่วโมงกว่าแล้วท่านประธานครับ นิดเดียวครับ คณะกรรมการมี ๔ คน พรรคประชาธิปัตย์ ๒ คน ก็คือมีท่านบุญยอด แล้วก็มีอาจารย์นิพิฏฐ์ ทางผมก็มีผมแล้วก็ท่านไพจิต ผมมีส่วนได้เสียอะไรครับ ผมว่าในตัวแทนพรรคการเมือง ถ้าผมพูดอย่างนี้เดี๋ยวก็ไปกระทบพี่บุญยอดอีก เพราะพี่บุญยอดเป็นคนชูภาพในห้องประชุม แล้วก็ไปนั่งแถลงข่าวก็มีส่วนได้เสียงอีกครับ ผมขออนุญาตลาออกจากการเป็นกรรมการ ท่านประธานครับ ผมชัดเจนนะครับ ผมประกาศในที่ประชุมสภาผมขออนุญาตลาออกจาก การเป็นกรรมการตรวจสอบเรื่องคลิป แล้วให้พรรคจัดตั้งคนอื่นเข้ามา ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ครับ ขอบคุณครับ ท่านนิพนธ์ ยังไม่ได้พูดเลยนานมากเลย ประท้วงนานแล้ว เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงผมประท้วงมานานเพราะว่าผู้ประท้วง หลายท่านได้ประท้วงซึ่งผมถือว่าไม่ชอบ เพราะว่าการที่มาพิจารณาเรื่องนี้มันเกี่ยวเนื่องกับ การพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญโดยตรงครับ เพราะการกดบัตรแทนกันเกี่ยวเนื่องกับ การพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญที่เรากำลังพิจารณา และเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง แล้วก็ ผมประท้วงท่านชูวิทย์ด้วย เพราะท่านบอกว่าเป็นเรื่องของคนขี้เกียจผมไม่ให้คลิป เรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดครับท่านประธาน เป็นเรื่องสำคัญที่สุดการกดบัตรแทนกันเป็นการใช้สิทธิ โดยไม่ชอบทางกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ วรรคสาม เขียนไว้ชัดเลย สิทธิของสมาชิก ๑ เสียงต่อ ๑ คน แล้วเป็นเอกสิทธิ์ในมาตรา ๑๓๐ วรรคแรก เป็นการกระทำผิดกฎหมายครับท่านไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เพราะฉะนั้นมีอะไรต้องเอามาเผยกัน ผมไม่เห็นด้วยเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด
ท่านนิพนธ์ครับ เอาเรื่องที่ ท่านถูกพาดพิงเถอะ
ไม่ใช่พาดพิงแต่ว่ามันเป็นเรื่องที่ผมจะต้องไปชี้แจงว่าที่มาพูดกันมันเกิดความเสียหาย ผมเสียหาย ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาเสียหายมาก เพราะการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมาย สิทธิอันนี้มอบหมายให้ใครก็ไม่ได้เป็นตัวแทนไม่ได้ ใช้แทนกันไม่ได้กดบัตรแทนถึงขับออก ขับออกจากสมาชิกครับ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องข้อบังคับ ผิดข้อบังคับหรือระเบียบอะไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและเรากำลังจะพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญอยู่ และทุกคนทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญท่านจะให้ปล่อยไปได้อย่างไร
ไม่ปล่อยครับ เราจะมี คณะกรรมการนะครับ
เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญต้องเอาเรื่องครับ มีทุกคลิปเอาออกมาให้หมด มาแฉกันเลย ขอบคุณครับ
เดี๋ยวนะครับท่านสมชาย ท่านนิคมอยู่ข้างหลังท่านยืนก่อน
ท่านประธานครับ ผม นิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีกดบัตรแทนกัน ท่านประธานครับ ผมชั่วชีวิตเป็นข้าราชการสอบมาเยอะ เพราะฉะนั้นการสอบสวนข้อเท็จจริงสอบวินัยนั้น ในกระบวนการมีขั้นตอน ผมไม่อยากจะเห็นผู้ที่อยู่จะต้องเป็นพยานหลักฐาน แล้วมาพูดชี้นำว่า ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการ ท่านไม่เห็นด้วยไม่เป็นอะไรครับ ท่านทำหนังสือมาเป็นหน้าที่ ของคณะกรรมการจะวินิจฉัยว่าอะไรมีเหตุมีผล อะไรควรจะมาเป็นหลักฐาน อะไรไม่ควรจะ มาเป็นหลักฐาน เพราะฉะนั้นผมไม่อยากจะให้ใช้เวทีนี้มาเสียเวลากับการที่จะต้องเอาเรื่อง ของการสอบสวนการกดบัตรแทนกันมาพิจารณาในที่ประชุมครับ เพราะฉะนั้นโปรดนะครับ เชื่อมั่นในคณะกรรมการ เชื่อมั่นในความยุติธรรมขออย่างเดียวครับ ขอให้ความร่วมมือกับ คณะกรรมการ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ผมว่าเราจบเถอะครับ เรื่องหารือครับ ผมจะขอดำเนินการประชุมต่อ ท่านรสนาก่อนหรือว่าหลัง เอาท่านสมชาย ก่อนนะ ท่านรสนาก็ไม่แล้วนะครับ ถ้าอย่างนั้นไม่จบ ผมขอให้ท่านสมชายแล้วก็พอแล้วครับ
ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีส่วนเกี่ยวข้องครับ เพราะถูก พาดพิงเนื่องจากว่ามีผู้ไปแจ้งความไว้ที่ สน. ดุสิต เดิมเข้าใจว่า ๓ ท่าน แต่ว่าเช็กแล้วครับ เป็นท่านเดียว และผมเข้าใจว่าท่านนี่น่าจะแจ้งความผิด อันนี้ต้องระวังนะครับว่าท่านอาจจะ โดนแจ้งความกลับ ไม่ได้มีการกล่าวหาสมาชิกคนใดคนหนึ่งนะครับ ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมเรียนท่านประธานครับ แล้วก็ขอฝากในที่ประชุมแห่งนี้ เพื่อบันทึก กรรมการที่ท่านรสนาทักนั้นมีนัยครับว่าถ้าท่านเห็นว่ากรรมการมีปัญหานี่ผู้ร้อง ผู้ถูกสอบมีสิทธิครับ แต่ผมเรียนท่านประธานครับว่าขอให้ท่านประธานได้กรุณาเรียนกับ ท่านประธานรัฐสภาและเลขาธิการรัฐสภานะครับ ช่วยเก็บบันทึกวิดีโอทั้งหมด เรียนเลยครับ ไม่ให้มีการลบนะครับ มิฉะนั้นจะเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่และฝ่ายข้าราชการ บันทึกวิดีโอ ทั้งหมดที่บันทึกไว้และบันทึกคอมพิวเตอร์ครับ ท่านประธานครับ เราจะได้พิสูจน์กันต่อไปครับ ว่าบัตรที่กดนั้น กดอยู่ที่ไหน เวลาเท่าไร หลักฐานอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ขออนุญาตให้ คณะกรรมการสอบให้ดีครับ ขอบพระคุณครับ
คือข้อมูลทั้งหมดนี่เดี๋ยว คณะกรรมการจะดำเนินการต่อนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอเถอะครับ ให้ผมดำเนินการ มาตรา ๒๙๑/๘ เชิญท่านรสนา
คือดิฉัน คิดว่าที่จำเป็นจะต้องแจ้ง เพราะว่าท่านประธานรัฐสภาท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ บอกว่า จะไม่มีการพิจารณาในการแก้ตัวคณะกรรมการที่ดิฉันทักท้วง ดิฉันคิดว่าในกระบวนการ ให้ความยุติธรรมนะคะ ตอนนี้เรากำลังไปผิดประเด็น วันนั้นที่ดิฉันพูดดิฉันบอกว่าสมาชิก ก็กดบัตรแทนกัน ท่าน ส.ส. ที่มีการลุกขึ้นมาประท้วงบอกว่าดิฉันใส่ร้ายขอให้แสดงภาพ ดิฉันแสดงภาพโดยไม่ได้หมายถึงว่าไปกล่าวหาบุคคลใด
ท่านรสนาครับ เรื่องทั้งหมดนี่ ผมว่าพูดกับคณะกรรมการนะครับ ไม่ต้องมาพูดตรงนี้ครับ จบอยู่ตรงโน้นแล้วท่านรสนา ผมไม่เอาแล้วครับ เชิญท่านรังสิมาครับ จบนะครับ ผมจบแล้วครับ เชิญนั่งครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือประเด็นการกดบัตร แทนกัน ดิฉันต่อสู้มา ๑๐ กว่าปีแล้วนะคะ ท่านก็ทราบดี อย่าเพิ่งกดค่ะท่านประธาน อย่าใช้ พฤติกรรมเหมือนกับท่านประธานสมศักดิ์นะคะ เพราะยิ่งไม่ให้พูดนี่ท่านต้องฟังก่อนสิคะ ไม่ใช่กดแล้วก็ให้หยุดนะคะ มันก็ไม่รู้เรื่องกันอยู่อย่างนี้แล้วมันทำให้ช้า
เดี๋ยวนะครับ ผมกำลังจะพูด ว่าอย่างนี้ ถ้าเป็นเรื่องที่ผมได้สรุปแล้วก็ขอความกรุณาอย่าพูดอีกเลยครับ พอแล้วครับ
ท่านฟังก่อนสิคะ ท่านฟังแล้วเดี๋ยวท่านค่อยสรุปว่าดิฉันจะพูดอะไร คือดิฉันต่อสู้เรื่องนี้มา ๑๐ กว่าปีแล้ว ดิฉันพูดในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่าถ้าใครกดบัตรแทนกันไม่ต้องรอฝ่ายอื่นหรอก รังสิมาจะจัดการเอง ดิฉันไม่เห็นด้วยที่คนที่มาประชุมแล้วจะต้องมาทำผิดกฎหมายให้กับ ผู้ที่เป็น ส.ส. แล้วขี้เกียจ กินเงินเดือนตั้ง ๑๑๐,๐๐๐ บาท
ท่านรังสิมาขอความกรุณา เถอะครับ เพราะนี่เราถ่ายทอดนะครับ และอย่างนี้มันจบไปแล้ว เมื่อกี้นี้ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรพูดแล้ว แล้วเรื่องของท่านจบแล้ว เรื่องหารือนี่จบแล้วนะครับ ขณะนี้ มันเลยนอกเรื่องไปแล้วครับ ถ้าเผื่อผมยอมท่านนะครับ งานไม่มีครับ เดินไปไม่ได้เลยนะครับ ท่านรังสิมาไม่ใช่เวลาที่จะพูดนะครับ ท่านรังสิมาไม่ต่อนะครับ เรื่องเมื่อกี้ที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรกับท่านประชาจบไปแล้วนะครับ ผมให้ท่านรังสิมาพูด แต่ว่าขอให้อยู่ ในหลักการนะครับ เชิญครับ
ดิฉันเคยพูดนอกเหนือจากสิ่งที่ดิฉันจะพูดอยู่แล้วค่ะ ไม่เคยเลยนอกเหนือจากนี้นะคะ ท่านประธานคะ อย่าประท้วงรอดิฉันพูดเสร็จก่อนค่อยประท้วงก็แล้วกัน
เดี๋ยวรอให้พูดจบก่อนก็ได้ครับ
คืออย่างนี้ค่ะ ท่านประธานคะ คือดิฉันคิดว่าถ้าตั้งคณะกรรมการจริยธรรมดิฉันสู้มาแล้ว หลายคนแล้วนะคะ เกี่ยวกับการกดบัตรแทนกัน แต่ว่ากดบัตรแล้วนี่
ท่านจิรายุใช้สิทธิประท้วง เชิญครับ
เดี๋ยว เริ่มหนึ่งใหม่อีก
ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านผู้อภิปรายหรือท่านกำลังพูดอะไรก็แล้วแต่ ท่านจะเริ่ม ๑ ใหม่ก็สุดแท้แล้วแต่ท่าน ถ้าความจำท่านต่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ แต่ผมจะ ขอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ จบเรื่องแล้ว กรรมการก็ว่าไปครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวท่านรังสิมาพูดอีก เดี๋ยวก็ต่ออีก ผมว่าเราเสียเวลา ผมพูดตั้งแต่ต้นแล้ว ท่านประธาน ไม่มีใครฟัง ผมบอกอย่าเอาเรื่องแบบนี้มาหารือ อีกหน่อยมันก็เป็นปัญหา อีกหน่อยก็จะมีคนหารือแบบนี้ ท่านประธานช่วยควบคุมให้เข้ามาตรา ๒๙๑/๘ ได้แล้วครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
นิดเดียวนะท่านรังสิมา
ท่านประธานคะ คือที่ดิฉันพูดเอาไว้เมื่อกี้นี้ท่านปิดไมค์อยู่นะคะ คือดิฉันไม่เห็นด้วยกับ ส.ส. ที่เป็น ส.ส. แล้วไม่มาประชุม เอาบัตรมาฝากเพื่อน แล้วกินเงินเดือน ๑๑๓,๕๖๐ บาท แล้วก็ ให้เพื่อนผิดกฎหมาย ดิฉันจึงต่อต้านมาตลอด และดิฉันก็ต่อสู้มาหลายคนแล้วที่เกี่ยวกับ การกดบัตรแทนกัน และประธานให้ดิฉันไปชี้ ดิฉันก็ชี้แล้วจนบัตรป่านนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ มานี่ ปี ๒๕๕๕ ยังหาคนผิดไม่ได้เลยสักคนเดียว เพราะฉะนั้นดิฉันจึงนั่งฟังมาตลอด ตั้งคณะกรรมการ ก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ กรรมการจริยธรรมตั้งไปแล้วไม่เคยจับจริยธรรมนักการเมืองได้สักคนหนึ่ง เห็นไหมคะ ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานจริง ๆ แล้วก็มีการตรวจสอบไปแล้ว พอถึงเวลาก็ไม่ผิด ดิฉัน เสนอไปอย่างไรคะว่าให้ยกเลิกคณะกรรมการจริยธรรม ไม่ต้องไปมีนะคะ ประชุมก็เสียเวลา เสียค่าแอร์ เสียเวลาเปล่า ๆ
เรื่องนี้เอาไว้ค่อยอภิปรายกัน ในวันหลังนะครับ
เพราะฉะนั้นดิฉันสรุปนะคะว่าไม่ต้องไปให้คณะกรรมการจริยธรรมสอบหรอกค่ะ สอบมา มันก็ไม่ผิดอยู่ดี ควรที่จะแจ้งความดำเนินคดีไปเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านสาธิต ไม่ต่อดีไหม คือ ท่านเอาเฉพาะหลักการนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกรัฐสภา ผมเติมเรื่องนี้นิดเดียวครับว่า คือกรณีที่ให้มีการสอบกดบัตรแทนกัน ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญและเห็นด้วยว่าต้องสอบ แต่การสอบต้องดูจากภาพที่มีมูลนะครับ เช่น ที่ปรากฏอยู่ในยูทูป มันปรากฏชัดว่ามีการกดบัตรแทนกัน แต่กรณีของท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ถ้ากรณีนี้ก็ต้องดูว่าถ้าไม่มีมูลก็ต้องไม่สอบ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เดี๋ยวใครก็ไปกล่าวหาใครแล้วต้องไปสอบ ก็จะเป็นเหมือนที่ท่านรังสิมาว่านะครับ เพราะฉะนั้น ฝากท่านประธานว่าคณะกรรมการต้องสอบเฉพาะกรณีที่มีมูลที่เห็นว่าสงสัยชัดเจนนะครับว่า กระทำความผิดครับ
เราจะได้คุยกันในเรื่องนี้ ท่านประสิทธิ์ไม่แล้วนะครับ ขอเถอะครับ ต่อไปเป็น มาตรา ๒๙๑/๘ เชิญท่านตวง อันทะไชย ท่านตวงรอเดี๋ยวนะครับ เชิญท่านเทพไท เสนพงศ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๘ ซึ่งผม จะขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านในรายละเอียดของมาตรา ๒๙๑/๘ เพื่อเป็นการปูพื้น ในการอภิปรายมาตรานี้ เพราะมาตรา ๒๙๑/๘ ผมเป็นสมาชิกรัฐสภาที่เป็นคนแรกนะครับ ท่านประธานที่ได้อภิปราย เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการปูพื้นให้กับเพื่อนสมาชิกที่ได้สงวน คำแปรญัตติไว้ในคนต่อไปได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ผมต้องขออนุญาตนะครับ โดย
มาตรา ๒๙๑/๘ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี
สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) จะสิ้นสุดลงเมื่อ
(๑) สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕
นั่นก็หมายความว่าสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้นะครับ เรื่องเกี่ยวกับสภา ร่างรัฐธรรมนูญจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งนะครับ หรือเกี่ยวกับสภาร่างรัฐธรรมนูญ จัดร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จในระยะเวลากำหนดหรือเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นรัฐธรรมนูญแล้ว หรือเมื่อร่างรัฐธรรมนูญตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก หรือมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสี่ ก็ถือว่าสภาร่างก็จะสิ้นสุดลงใน (๑)
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ หรือลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๓ ในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑)
(๕) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ (๑) หรือ (๒) หรือมีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๒๙๑/๓ (๑) หรือ (๓) ในกรณีของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒)
เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลงเพราะเหตุใดนอกจากถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ให้คณะกรรมการการ เลือกตั้งหรือประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น แทนตำแหน่งที่ว่างภายในกำหนดระยะเวลาสามสิบวัน เว้นแต่ระยะเวลาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน
ในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง ตามวรรคสาม ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้อง มีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑ (๑) และ (๒)
สาระสำคัญที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ครับ ท่านประธานครับ คือในวรรคสาม คือเมื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) นั่นก็คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน จำนวน ๗๗ คน ว่างลง หรือ (๒) ว่างลง ใน (๒) ก็คือ สสร. ที่มาจากการสรรหาจากผู้เชี่ยวชาญที่ประธานรัฐสภาได้กำหนดไว้เป็นหลักเกณฑ์ ซึ่งประกอบด้วย
(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน
(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน
(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน
ซึ่งเป็นสมาชิกสภาร่างประเภทที่ ๒ จำนวน ๒๒ คน ว่างลง ตามร่างเดิมครับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือประธานรัฐสภาเป็นผู้ดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือก สมาชิกที่ว่างลง เพื่อให้ได้มาครบตามจำนวนที่ระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องเรียนกับ ท่านประธานครับ ในวรรคนี้ผมได้ตัดในส่วนของประธานรัฐสภาและในส่วนของการคัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าจะถามว่าทำไมผมเลือกปฏิบัติในการตัดตัวประธานรัฐสภา ไม่ตัดคณะกรรมการการเลือกตั้งในการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ผมต้อง เรียนครับว่าเดิมตั้งแต่ตอนต้นผมไม่เห็นด้วยกับตำแหน่งผู้เป็นประธานรัฐสภาจะมีส่วนเข้าไป เกี่ยวข้องกับการคัดเลือก สสร. ครับ เพราะเราก็ทราบว่าประธานรัฐสภามาจากตำแหน่ง ของฝ่ายการเมือง ซึ่งผมไม่ได้คิดว่าผมไม่ไว้วางใจสำหรับตำแหน่งประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน แต่ที่พูดรวมก็คือ ว่าเราก็ไม่มั่นใจว่าตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งจะ สิ้นสุดลงเมื่อไร ประธานรัฐสภาคนที่ชื่อ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม อาจจะเป็นประธานรัฐสภาต่อจนทำหน้าที่สรรหาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๒) จบก็ได้ หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะมีการสรรหาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทสรรหา ก็ได้ครับ เพราะสถานการณ์การเมืองมันไม่มีอะไรแน่นอนครับ ท่านประธานครับ วันนี้คนเป็น ประธานรัฐสภาชื่อ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ท่านประธานก็ตามข่าว ท่านก็ทราบอยู่นะครับ ว่าสิ้นเดือนพฤษภาคมบ้านเลขที่ ๑๑๑ จะพ้นโทษ เพราะฉะนั้นอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองครับท่านประธาน ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีการปรับ ครม. ถ้าหากว่า ท่านประธานสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ไปเป็นรัฐมนตรีก็ต้องสรรหาประธานรัฐสภาใหม่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ผมพูดที่พาดพิงมายังตำแหน่งประธานรัฐสภาไม่ได้เฉพาะเจาะจง ถึงประธานสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เพียงคนเดียว แต่พูดถึงในฐานะที่ใครก็ตามที่มาเป็น ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง เราก็เห็นว่ามาจากพรรคการเมือง ซึ่งผมเองคลางแคลงใจครับ ยิ่งดูประสบการณ์ของคนที่เป็นประธานรัฐสภาในปัจจุบัน ท่านประธานก็แลเห็นนะครับว่า มีเพื่อนสมาชิกได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นกลาง ทวงถามถึงความเป็นกลางในการ ปฏิบัติหน้าที่อยู่เนือง ๆ หรือแม้แต่ล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมาท่านประธานก็เห็นครับว่าคนเป็น ประธานรัฐสภาได้ทำผิดข้อบังคับอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลตรงนี้ที่เราเห็นว่า เราไม่สามารถที่จะไว้วางใจคนที่เป็นประธานรัฐสภาว่าเป็นคนที่เป็นกลางให้ความเป็นธรรม กับทุกฝ่ายได้ ผมเองไม่สบายใจกับร่างของ ครม. ที่กำหนดให้ประธานรัฐสภาเข้ามาเป็น ผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ยังแปลกใจว่าทำไมท่าน ไม่หาบุคคลที่เป็นกลางคนอื่น ๆ ประมุขของศาลรัฐธรรมนูญ ของศาลปกครอง ของศาลฎีกา หรืออะไรก็แล้วแต่นะครับ ที่เราเห็นว่าเป็นกลางไม่สามารถที่จะให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแทรกแซง หรือไปกดดันการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรนั้น ๆ ได้ จริงอยู่ท่านประธานครับ องค์กรที่ผม กล่าวอ้างมาข้างต้นมันอาจจะไม่ปลอดภัย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สำหรับการที่ให้ฝ่ายการเมือง เข้าไปแทรกแซง แต่ผมคิดว่ายังดีกว่าในยุครัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่องค์กรหรือผู้นำองค์กร หรือประธานองค์กรอิสระถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ซึ่งท่านประธานก็ทราบดีครับว่า การสรรหาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องและเข้าไปแทรกแซง เข้าไปบล็อกโหวต (Block vote) ได้คนที่มาเป็นกรรมการองค์กรอิสระของคนของฝ่ายการเมือง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราจะให้คนที่มาคัดเลือก สสร. ประเภทที่ ๒ มาจากองค์กรอิสระ ในปัจจุบันครับ ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่ามันสามารถที่จะไว้วางใจได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าในส่วนนี้ผมไม่เห็นด้วยกับประธานรัฐสภา เป็นผู้คัดเลือก ผมก็เลยขอตัดตามที่ปรากฏอยู่ในร่างที่เป็นรายงานของคณะกรรมาธิการเสนอ ต่อสภาแห่งนี้ครับ
ในจุดที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่ผมขอแก้ไขก็คือ เมื่อให้มีการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่างภายในระยะเวลา ร่างเดิมเป็น ๓๐ วัน แต่ว่าผมขอ แก้ไขเป็นภายในกำหนด ๔๕ วัน ก็อยากจะเรียนกับท่านประธานครับ การกำหนดระยะเวลา ๔๕ วัน ไม่ได้หมายความว่าการสรรหาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องเสร็จภายใน ๔๕ วัน แต่ที่เขียนไว้กว้าง ๆ ผมคิดว่าเป็นการเปิดโอกาสให้การคัดเลือก การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ประเภท ก็คือประเภทเลือกตั้งจากจังหวัดละ ๑ คน และประเภทที่สรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิสามารถใช้ระยะเวลาในการพิจารณาได้อย่าง รอบคอบ การเขียนระยะเวลากว้าง ๆ ผมคิดว่าน่าจะดีกว่าการไปรวบรัดจะไปใช้เวลาเพียง ๒๐ วัน ๒๕ วัน หรือ ๓๐ วัน การที่ผมขอแก้ไข ขอแปรญัตติเป็น ๔๕ วัน จาก ๓๐ วัน ผมเชื่อว่าเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ ถ้าหากว่าประเภทสรรหา ประธานรัฐสภาหรือคณะกรรมการอื่น ๆ สรรหาก็สามารถที่จะ สรรหาได้ภายใน ๔๕ วัน ซึ่งเขาจะมีความสามารถในการสรรหาให้เสร็จภายในกี่วันก็ได้ครับ แต่ว่าการที่เราไปเขียน ๓๐ วัน ถ้าหากว่ามันมีข้อจำกัดในการเลือกตั้ง ในการคัดเลือก ในการพิจารณาสรรหา ซึ่งอาจจะใช้เวลาเกินกว่า ๓๐ วัน ก็จะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ สำหรับผู้ปฏิบัติ จึงไม่มีเหตุผลใดเลยว่าการเขียนระยะเวลาในการคัดเลือก ในการสรรหาจะ เขียนในระยะเวลาน้อย ๆ ผมคิดว่าควรจะให้การคล่องตัวกับผู้ทำงานเพื่อที่เราจะได้สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งประเภทที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนโดยตรง และจาก การสรรหาของคณะกรรมการได้อย่างมีคุณภาพและไม่ควรที่จะไปรวบรัดครับ ด้วยเหตุนี้ เองครับ ท่านประธานครับ ผมก็เลยขอเสนอแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสาม นั่นก็คือเมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งประเภทเลือกตั้ง และประเภทสรรหาว่างผมไม่อยากจะให้ท่านประธานสภาเข้ามาเกี่ยวข้องในการคัดเลือก ผมก็เลยตัดในส่วนที่ประธานรัฐสภาเข้ามาเกี่ยวข้องในการคัดเลือกออก และผมก็ได้แปรญัตติ ระยะเวลาที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการคัดเลือกสรรหาหรือเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตำแหน่งที่ว่างภายใน ๔๕ วัน ซึ่งเห็นว่าเป็นการให้โอกาส เปิดกว้าง คล่องตัวกว่าร่างของ ครม. ที่ให้เวลาเพียง ๓๐ วันครับ ท่านประธานครับ ขอขอบคุณครับ
ต้องขอขอบคุณท่านเทพไท เสนพงศ์ เป็นอย่างยิ่งเลยนะครับ ที่ท่านกรุณาอภิปรายได้ดีเหลือเกินครับ เป็นแบบอย่าง ที่ดีครับ ต่อไปเชิญท่านธนา ชีรวินิจ นะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๘ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องสมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้บัญญัติ ไว้ว่าจะต้องมีการรับรองผลเมื่อไร หลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องรายละเอียดในกรณีที่สมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ผมขออนุญาตท่านประธานครับ เพราะมาตรานี้เป็นมาตราที่สำคัญ แล้วผมเองก็ได้สงวนคำแปรญัตติไว้เพื่อที่จะได้ชี้แจงให้ เห็นว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นได้พิจารณาในเรื่องนี้อย่างไม่รอบคอบ แล้วก็มีประเด็น ปัญหาที่จะต้องตีความในวิธีปฏิบัติต่อไป และท้ายที่สุดก็จะทำให้เห็นว่าการเร่งรีบในการ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท้ายที่สุดเราก็จะเห็นปัญหาเป็นระยะ ๆ ซึ่งผมจะได้กราบเรียน ท่านประธานนับแต่นี้เป็นต้นไปครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๘ บัญญัติไว้อย่างนี้ครับ
มาตรา ๒๙๑/๘ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี
สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) สิ้นสุดลงเมื่อ
(๑) สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๓ ในกรณีของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑)
(๕) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ (๑) หรือ (๒) หรือมีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๒๙๑/๓ (๑) หรือ (๓) ในกรณีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒)
สำหรับพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านนะครับ ท่านไม่ต้องกังวลเดี๋ยวในช่วง ของการอภิปราย ผมจะได้อธิบายให้รับทราบในเรื่องของมาตราต่าง ๆ ที่มีทับต่าง ๆ นั้น มีความหมายอย่างไร แล้วก็ในวรรคสาม ของมาตรา ๒๙๑/๘
เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกมาตรา ๒๙๑/๑๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแทน ตำแหน่งที่ว่างภายในกำหนดเวลาสามสิบวัน เว้นแต่ระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของ สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน
และวรรคสุดท้ายครับท่านประธาน
ในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง ตามวรรคสาม ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้อง มีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒)
สิ่งที่กระผมได้แปรญัตติในช่วงแรกของมาตรา ๒๙๑/๘ ก็คือสมาชิกภาพของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) นั่นก็คือสมาชิก สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งใน (๑) และสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกใน (๒) ท่านให้เริ่มนับวันเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันเลือกตั้ง หรือวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี ความหมายของท่าน ในกรณีของสมาชิก สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ท่านกำหนดไว้ชัดเจนนะครับ อันนี้ผม เห็นด้วยกับท่าน เพราะคนที่มาจากการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกวุฒิสภา หรือแม้กระทั่งสมาชิกสภาท้องถิ่นก็ดี กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ชัดเจนเหมือนกันครับ คือให้นับสมาชิกภาพเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ผมแปรญัตติไว้ ซึ่งผมได้ตัดข้อความคำว่า หรือวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี ตรงนี้สำคัญครับท่านประธาน การที่ร่างของคณะรัฐมนตรีระบุว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) คือ ที่มาจากการคัดเลือกของสมาชิกรัฐสภาให้นับสมาชิกภาพในวันที่รัฐสภามีมติ ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่าการที่ร่างของคณะรัฐมนตรีใช้คำนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ ไม่ปกติ เพราะว่าผมก็พยายามที่จะไปดูครับว่าในกระบวนการการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภาก็ดี ในกรณีของการคัดเลือกบุคคลที่เข้าดำรงตำแหน่งก็ดี เขากำหนดวันเริ่มต้นสมาชิกภาพกันไว้ อย่างไร ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ถ้าท่านประธานไปอ่านดูบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๑๗ เกี่ยวกับสมาชิกภาพของสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งเริ่มตั้งแต่วันที่เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งตรงกันอย่างที่ผมบอก แต่สมาชิกประเภทที่ ๒ ที่เขียนไว้ว่า และสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา เริ่มตั้งแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการสรรหา ท่านประธานเห็นไหมครับ เขาใช้คำนี้ครับ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการสรรหา เมื่อ ประกาศผลเมื่อไรก็เริ่มนับสมาชิกภาพของ สสร. ของ สว. ทันที แต่ทำไมร่างของคณะรัฐมนตรี ถึงไปกำหนดว่าวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี
ประเด็นแรก ที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือการเขียนในลักษณะที่ไม่ชัดเจน เขียนด้วยข้อความสั้น ๆ ครับท่านประธานว่าหรือวันที่รัฐสภามีมติ มีมติเรื่องอะไรครับ เพราะว่าในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้กำหนดอำนาจของรัฐสภาเอาไว้หลายเรื่องครับ ในการที่จะลงมติ ท่านไม่เขียนให้ชัดนะครับว่าในวันที่สภามีมติเรื่องอะไร วันที่สภามีมติ ในการคัดเลือก สสร. ท่านก็เขียนให้ชัดสิครับ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะมีการตีความกันว่ามีมติ เรื่องอะไร แต่นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตไว้
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธาน ในมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านประธานดูตามผมนะครับ ซึ่งเราผ่านมาแล้ว ในกรณีของการพิจารณาการคัดเลือกกระบวนการของการได้มาซึ่ง สสร. จากการคัดเลือก ท่านประธานดูวรรคสุดท้ายครับ ให้ประธานรัฐสภาประกาศรายชื่อผู้ได้รับ การคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในราชกิจจานุเบกษา ท่านเห็นไหมครับ เพราะอะไรท่านประธาน ทำไมร่างของคณะรัฐมนตรีจึงไม่ใส่สมาชิกภาพ ของ สสร. ให้นับแต่วันที่ประธานรัฐสภาประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษานะครับ แล้วก็การที่ ไปใช้คำว่า มีมติ ไม่ได้ระบุด้วยซ้ำว่ามีมติเรื่องอะไร แต่ในวันนั้นรัฐสภาจะต้องมีการคัดเลือก จะต้องมีการลงมติครับ ไม่ใช่มีมติ เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนว่าในมาตรา ๒๙๑/๘ มีการ เขียนข้อความที่ไม่ชัดเจน แล้วจะมีผลในการตีความในอนาคตต่อไปว่าการมีมติในมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคหนึ่ง ให้หมายถึงอะไร และไม่เป็นบรรทัดฐานเดียวกับการที่ประกาศรับรองผล ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ดี หรือแม้กระทั่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งได้กำหนดขั้นตอน ของการได้มาซึ่ง สสร. ท้ายที่สุดให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ประกาศรายชื่อในราชกิจจานุเบกษา ต้องนับวันนั้นท่านประธาน เหมือนกับที่ประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผล การสรรหาถึงจะเป็นในลักษณะเดียวกัน ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าด้วยการที่เราเร่งรีบ พิจารณา เร่งรีบที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ แล้วมันก็มีข้อตกหล่น ข้อผิดพลาดที่กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยก็ดี สมาชิกรัฐสภาก็ดีได้พยายามหยิบยกข้อเท็จจริงเพื่อให้กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้พิจารณา เพื่อให้ได้มีการแก้ไข เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปโดยความถูกต้อง ชอบธรรม เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาต่อไปในอนาคต นั่นคือสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมจึงให้ตัดคำว่า วันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเพื่อให้เป็นไป ตามเจตนารมณ์เดียวกันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เคยเขียนถึงแนวทางในการที่จะรับรองผล ของผู้ที่มาจากการสรรหา ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับ สสร. ที่มาจากการคัดเลือก แล้วก็ สอดคล้องในแนวทางเดียวกับรัฐธรรมนูญที่ท่านได้เสนอแก้ไขมาในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสุดท้าย การที่มาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสุดท้ายได้เขียนเรื่องนี้ เขามีเจตนารมณ์นะครับ ท่านประธาน อยู่ ๆ ถ้าเราให้ความสำคัญของการคัดเลือกในที่ประชุมรัฐสภา วรรคท้ายนี้ ไม่ต้องเขียนเลยครับ ถ้าให้ถือว่าการคัดเลือก สสร. ที่มาจากการสรรหาให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ ที่ประชุมรัฐสภามีมติคัดเลือก ในวรรคท้ายนี้เขาจะไม่เขียนข้อความนี้เข้ามา การที่เขาเขียน ข้อความนี้เข้ามานั้นหมายถึงว่าให้นับสมาชิกภาพของ สสร. นับแต่วันที่ประธานรัฐสภา ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับผูกพัน แล้วก็เป็นที่ทราบโดยทั่วกันสำหรับ พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน นั่นคือประเด็นที่ ๑ ที่ผมกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ
สมาชิกภาพของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) สิ้นสุด ลงเมื่อ
สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ซึ่งมาตรา ๒๙๑/๑๕ คืออะไรครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๑๕ ก็คือสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงในกรณี ดังต่อไปนี้
(๑) สภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสี่ ทั้งนี้ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสาม หมายถึงอะไรครับ ท่านประธาน หมายถึงสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีทั้งหมด ๙๙ คน เมื่อไรก็ตามที่มีสมาชิก เหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่งคือ ๔๕ คน สภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดเป็นอันสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเหล่านี้จะ
๑. ไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ เพราะขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
๒. ลาออก เสียชีวิตหรือเป็นด้วยเหตุใด ๆ ก็ตามทำให้ไม่มีองค์ประชุมของ สภาร่างรัฐธรรมนูญถึงกึ่งหนึ่ง ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนไว้ว่าให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ มีผลสิ้นสุดลงทันที
(๒) สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ระยะเวลาตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่ง
ก็คือระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดไว้ ๒๔๐ วัน ๘ เดือน ถ้าการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไปประชุมไปปรึกษาหารือกันแล้วไม่ว่า จะมีปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ถ้าครบกำหนด ๘ เดือนเมื่อไรระฆังดังทันทีครับ ท่านหมดสมาชิกภาพ ของ สสร. ทันที
เมื่อร่างรัฐธรรมนูญได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้บังคับเป็นรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย
นั่นหมายถึงว่ารัฐธรรมนูญนั้นได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ท่านเห็นไหมครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๕ ก็ยังเขียนครับ ว่ารัฐธรรมนูญจะมีผลใช้บังคับได้ก็ต่อเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเมื่อประกาศ เมื่อไร สสร. สิ้นสุดสมาชิกภาพทันที มันก็สอดคล้องกับที่ผมได้อภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๘ ว่าสมาชิกของสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเริ่มในวันที่ประธานรัฐสภาได้ประกาศรายชื่อผู้ที่ ได้รับการคัดเลือกเป็น สสร. ในราชกิจจานุเบกษา นี่คือแนวทาง นี่คือธรรมเนียมปฏิบัติ ในการร่างกฎหมายครับท่านประธาน มันจะต้องมีที่มาที่ไปแบบเดียวกันในลักษณะเดียวกัน แต่ด้วยการที่เร่งรีบ เร่งร้อน แล้วก็อยากที่จะเหมือนกับจะตอบแทนคนที่จะมาทำหน้าที่ สสร. จนเกินเหตุ จะไม่เอาเวลาให้มันล่วงเลยไปละครับ สภามีมติเมื่อไร มีเงินเดือนทันที ให้เริ่มนับกันทันที นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในการร่างรัฐธรรมนูญ ถึงไม่เป็นไป ตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เชิญท่านสุนัยครับ ประท้วง อะไรครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ต้องขออภัยท่านธนา ชีรวินิจ ไม่ได้คิดจะประท้วงท่านหรอกครับ จริง ๆ ที่ฟังมาท่าน ก็ได้ทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ที่เราอภิปรายในวาระที่สอง ซึ่งเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป ท่านประธานครับ ถ้าท่านจะอภิปรายจนจบซึ่งผมเข้าใจว่าท่านจะจบแล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้คำว่า เร่งรีบ เร่งร้อน อันนี้ไม่ใช่ในเนื้อหานี้ ดังนั้นถ้าท่านผ่านไปเสีย อย่าไปพูดถึงเร่งรีบ เร่งร้อน ทำเพื่อคนคนเดียว คนอยู่ต่างประเทศอะไรอย่างนี้ ผมคิดว่ามันราบรื่นไปเลย แต่ถ้าทำอย่างนี้ปั๊บ มันเข้าโช๊ะ พอดีเลยครับว่าไม่เป็นไปตามข้อ ๙๙ และข้อ ๔๓ ก็อย่าให้พี่ต้องเดือดร้อนเรื่องพวกนี้เลยน้อง ขอให้ท่านไปเรื่อย ๆ ผมไม่ทักท้วงอะไรท่านหรอกครับ แต่ขอความกรุณาว่าแม้ท่านจะออก นอกกติกาของข้อ ๙๙ ไปบ้างก็ไม่ว่ากระไรกันครับ ท่านประธานครับ เราก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่ขอความกรุณาว่าอย่าให้มันไปเสียดสีโดยตั้งใจ แม้ท่านจะทำให้ใครรู้สึกโกรธ ผมก็ไม่โกรธ หรอกครับ กราบขอบพระคุณท่านครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณหมอ ต่อครับ
ท่านประธานครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมก็กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าสิ่งที่ผมอภิปรายอยู่ ในข้อบังคับ อยู่ในมาตราที่ผมได้แปรญัตติ สงวนคำแปรญัตติไว้ทั้งสิ้น ผมระมัดระวังครับ ท่านประธาน ผมถือว่ารัฐสภาแห่งนี้เป็นรัฐสภาที่มีเกียรติ การที่จะพูดจาต้องพูดจาด้วยเหตุด้วยผล ผมพยายามทำหน้าที่ของผมอย่างดี แล้วก็สิ่งที่ผม ได้รับฟังจากเพื่อนสมาชิกที่ลุกขึ้นมาทักท้วง ประท้วงก็ดี ผมเรียนอย่างนี้ครับ สิ่งที่ผมได้พูด ว่าด้วยเหตุผลของการเร่งทำรัฐธรรมนูญ ผมไม่ได้บอกถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งเลยครับ สิ่งที่ ผมพูดมีเหตุผลไม่ได้จะเสียดสีใครทั้งสิ้น แต่ผมพูดเพราะว่าเมื่อมีการดำเนินการที่มันเร่งรีบ ผิดปกติ มันถึงมีปัญหานะครับท่านประธาน ท่านประธานคงไม่ต้องกดไมโครโฟนหรอกครับ ผมก็จะอภิปรายอยู่ในประเด็นอยู่ครับ
เชิญครับ ท่านดีมาตลอดละครับ เชิญต่อเลยครับท่าน
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ รับรองจะ ไม่ให้เสียชื่อเหมือนที่ท่านได้ชมท่านเทพไท เสนพงศ์ ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ใน (๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๓ ในกรณีของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) สิ่งที่ผมเรียนท่านประธานก็คือว่าการที่ เราได้หยิบโยง แล้วก็ได้พูดจาให้เห็นชัดเจนนะครับว่าในการกำหนดคุณสมบัติ ในการกำหนด รายละเอียดของกฎหมาย บทบัญญัติรัฐธรรมนูญนี่ครับท่านประธาน ท่านประธานดูให้ดีครับ เขาเขียนคำนี้ครับ เขียนไว้ชัดเจนว่า
มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของ กฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
ที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญ กับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญครับ เพราะถ้ารัฐธรรมนูญที่เขียนออกไปมันไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ มันไม่สามารถยึดโยงกับแนวทางปฏิบัติ ธรรมเนียม ประเพณี จารีตปฏิบัติที่เราได้ใช้กันมา อย่างสืบเนื่อง ท้ายที่สุดเราก็จะได้รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ให้ความสำคัญและไม่สามารถยึดเป็นหลัก ให้กับพี่น้องประชาชน ผมพูดกับท่านประธานตลอดมาครับว่ารัฐธรรมนูญที่ดีไม่ต้องเขียน เยอะ เขียนสิ่งสำคัญอย่างเดียวก็คือหลักประกันในสิทธิและเสรีของพี่น้องประชาชนเท่านั้น พอครับ อะไรก็ตาม กระบวนการใดก็ตามที่ไปดำเนินการแล้วขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพของ พี่น้องประชาชน นั่นหมายถึงขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมไม่สบายใจทุกครั้งที่ต้องหยิบยก รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะฉบับแก้ไขเพิ่มเติมของคณะรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของสภา ทำไม ผมไม่สบายใจครับ เพราะท่านไปกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ในกระบวนการซึ่งการกำหนด บทบัญญัติของกฎหมายในลักษณะที่ท่านเสนอมานี้นะครับ มันจะต้องอยู่ใน พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญหรือพระราชบัญญัติทั่วไป แต่ด้วยความที่ท่านกังวลใจอย่างไรครับ ท่านต้องการให้ทุกอย่างเดินไปตามช่องทางที่ท่านวางไว้ ท่านไม่ต้องการให้อุปสรรคอื่นใด เข้ามาทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นไปตามที่ท่านได้ต้องการไว้ ท่านถึงต้องเขียนรายละเอียด ทุกประเด็น ทุกมาตรา ทุกวรรค แล้วก็เขียนลักษณะนี้ครับท่านประธาน จะทำให้การเดินหน้า ของรัฐธรรมนูญ มันจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญมันเสียไป เราเคยพูดกันครับว่า รัฐธรรมนูญไม่มีฉบับไหนครับ ที่อยู่ ๆ ไปหยิบเอาระเบียบหรือไปหยิบเอา พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญมาใช้บังคับ ในเมื่อศักดิ์ศรีของรัฐธรรมนูญมันเขียนได้ทุกอย่างอยู่แล้ว แต่เพราะว่าเรามีเวลาจำกัดอย่างไรครับ แต่ก็เพราะว่าเราเห็นว่าการทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันต้องเร่งรีบ ต้องรีบดำเนินการ มันมีเวลาไม่พอที่จะไปออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าทำได้มันก็ไม่ต้องเขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วมันก็ไม่มีสาระสำคัญที่มากมายและ มันไม่จำเป็นแล้วมันก็เป็นการรกโดยใช้เหตุ นี่คือสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนในฐานะที่เป็น นักกฎหมายท่านประธาน การเขียนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพและการเขียนกฎหมายให้มี ความศักดิ์สิทธิ์ทางนักกฎหมายเขามีความเอาใจใส่นะครับท่านประธาน การที่เราเขียนเยอะ บรรจุรายละเอียดทั้งหมดเข้าไว้ในรัฐธรรมนูญ นั่นคือสิ่งที่พวกเราเห็นแล้วไม่สบายใจ แต่เมื่อ มาถึงวันนี้พวกผมในฐานะเสียงข้างน้อย ยอมรับครับท่านประธานว่าเสียงข้างน้อยไม่สามารถ ที่จะชี้นำหรือกำหนดทิศทางให้กับรัฐสภาได้ ผมก็มีหน้าที่ในการที่จะหยิบยกเอาประเด็นที่ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้เสนอต่อกรรมาธิการเสียงข้างมากและเราเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ ถ้าจะได้มีการบันทึกไว้ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานต่อไปครับว่าเมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้นะครับว่าในกรณีของ สสร. ผมขออนุญาตใช้คำว่า สสร. ตาม (๑) ก็คือมาจากการเลือกตั้ง และ (๒) มาจากการสรรหา หรือการคัดเลือกว่างลง เพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในเวลาสามสิบวัน เว้นแต่ระยะเวลาการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน
ประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งครับท่านประธาน ผมจะไม่พูดอีกแล้วครับว่า เพราะว่าเร่งรีบ เร่งร้อนจนทำให้การเขียนมาตรา ๒๙๑/๘ เกิดปัญหา ทำไมถึงเกิดปัญหาครับ ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งหรือประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้ง แน่นอนครับ เพราะเขาเขียนไว้ ๒ กรณี คือถ้าเป็น สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งก็ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไปดำเนินการจัดการ เลือกตั้ง ส่วนถ้าเป็น สสร. ที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภา ท่านให้ประธานรัฐสภา ดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างลง ประเด็นปัญหาเกิด ตรงนี้ครับท่านประธาน ตรงที่ว่าท่านไปเขียนระยะเวลาเอาไว้ ท่านเขียนไว้ว่าภายในเวลา ๓๐ วัน เว้นแต่ระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน ผมขอแยก ๒ ประเด็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจ สมมุติว่า สสร. มีตำแหน่งว่างลงและต้องมีการเลือกตั้งหรือมีการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภา แต่ถ้า ระยะเวลาในการทำหน้าที่ของ สสร. เหลือไม่ถึง ๙๐ วัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่าไม่ต้องไป ดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือกแล้ว เพราะระยะเวลามันเหลือน้อย มันไม่เพียงพอที่จะให้ สสร. ใหม่มาทำหน้าที่ได้หรือมันอาจจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณเกินไปในการที่จะ ดำเนินการเพื่อให้ สสร. เข้ามาเติมเต็มเป็นองค์ประชุม และในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ได้ เขียนไว้แล้วว่าถ้าเมื่อไรที่ สสร. มีจำนวนลดลงไม่ถึงกึ่งหนึ่งขององค์ประชุม สสร. ก็ต้องยุติลงไป สิ่งที่ผมกราบเรียนก็คือว่าท่านไปกำหนด ๓๐ วันครับ ๓๐ วันนี้นะครับจะเป็นตัวปัญหา ผมยกตัวอย่างท่านประธานเพื่อให้เห็นว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ เรื่องการสรรหาหรือการคัดเลือก สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของรัฐสภา ที่ผมต้องหยิบยกมาเพื่อให้ท่านประธานเห็นว่ามันจะ เกิดปัญหาจริง ๆ ในมาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เรา เรียกว่า สสร. คัดเลือกก็แล้วกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ให้เสร็จภายใน ๗๕ วันนับแต่วันที่ มีพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ พูดง่าย ๆ ก็คือวันที่รัฐสภามีมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ แล้วก็มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาให้ เริ่มนับวันเลยครับว่าให้ดำเนินการคัดเลือก สสร. ให้ได้ภายใน ๗๕ วัน ท่านประธานดูตัวเลข ตรงนี้ให้ดีนะครับ ให้ สสร. ที่มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ให้ได้มาภายใน ๗๕ วัน แต่ทีนี้ ผมจะมาเทียบเคียงกับกรณีที่ สสร. เสียชีวิตหรือขาดคุณสมบัติทำให้ สสร. ว่างลง ถ้าเรานับ จำนวนวันเดียวกันกับวันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สสร. นั่นหมายถึงกระบวนการ แรกมีเวลา ๗๕ วัน แต่กระบวนการในมาตรา ๒๙๑/๘ ท่านเขียนไว้แค่ ๓๐ วัน แล้ว ๓๐ วัน จะมีปัญหาตรงไหนครับ เพราะท่านไม่ได้เขียนคำจำกัดความอื่นอีกเลยนะครับท่านประธาน เมื่อท่านไม่ได้เขียน ในทางกฎหมายต้องถือเอาเทียบเคียง เอามาตรา ๒๙๑/๖ มาใช้ในการ ได้มาซึ่ง สสร. ในประเภทของการคัดเลือก มันเป็นอย่างไรครับ ให้สภาสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ไปดำเนินการแล้วครับ แต่ละแห่ง คัดเลือกบุคคลที่จะมีคุณสมบัติที่จะเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ก็คือการคัดเลือกในแต่ละประเภท โดยให้ ๓ องค์กรที่ผมได้กราบเรียนไปเสนอรายชื่อ คนที่จะเป็น สสร. มาประเภทละไม่เกินสองคน พร้อมรายละเอียดที่ประธานรัฐสภากำหนด โดยส่งให้ประธานรัฐสภาภายในสิบห้าวัน ท่านประธานดูตรงนี้นะครับ นับแต่วันพ้นกำหนด วันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในที่เกี่ยวข้องกับระบบของการสรรหา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เห็นไปตามที่ประธาน รัฐสภากำหนด สมมุติว่ามี สสร. ที่มาจาการคัดเลือก สมมุตินะครับ เสียชีวิตหรือพ้นสมาชิกภาพ สิ่งแรกที่ต้องทำคืออะไรครับ คือท่านประธานรัฐสภาจะต้องกำหนดวันรับสมัครสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ และกำหนดรายละเอียดขององค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชนตามวรรคสอง ถ้าท่านจะพูดว่าประธานรัฐสภาสามารถไปหยิบยกเอารายละเอียด ขององค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ตามที่ได้มีเคยสรรหาแล้วในครั้งแรก ทำได้ครับ แต่ท่านประธานจะต้องออกเป็นประกาศกำหนดว่าให้ใช้ระเบียบปฏิบัติเดิมที่เคย ใช้บังคับ ทำอย่างไรละครับ เมื่อประกาศเสร็จแล้วท่านประธานต้องกำหนดเวลาในการ รับสมัครครับ เอาละครับท่านประธาน ผมให้เวลาท่านประธาน ๗ วันให้เร็วที่สุด ให้ประธาน ประกาศรับสมัครภายใน ๗ วัน ให้องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน สถาบันอุดมศึกษาส่งรายชื่อผู้ที่เหมาะสมในแต่ละประเภท ประเภทละ ๒ คนมาถึงประธาน รัฐสภา ในความเป็นจริงครับท่านประธาน องค์กรเหล่านี้เขาจะสามารถคัดเลือกบุคคล ที่มีความสามารถแต่ละประเภท ๒ คนภายใน ๗ วันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ เราก็มายึดกติกาเดิม ตามมาตรา ๒๙๑/๖ คือ ๑๕ วัน หมายถึงว่า ให้ส่งประธานรัฐสภาภายใน ๑๕ วันนับแต่วัน พ้นกำหนดวันสมัครรับเลือกตั้ง ท่านประธานเห็นไหมครับ วันที่ สสร. เสียชีวิตประธาน รีบประกาศเลย นับไป ๑๕ วัน หลัง ๑๕ วัน องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ต้องเสนอรายชื่อที่เห็นว่า เหมาะสมในสาขาอาชีพดังกล่าวเข้ามาสู่ประธานรัฐสภาหลังจากครบ ๑๕ วันแล้ว หลังจาก ครบ ๑๕ วันแล้วเป็นอย่างไรต่อครับ ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน ๑๕ คน ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด เอาละครับ ถ้าท่านประธานจะแต่งตั้งบุคคลเดิม สมมุติว่ามันผ่านกันมาไม่นานก็ทำได้ครับ แต่ท่านก็ต้องประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ตามมาตรา ๒๙๑/๖ แล้วก็ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๒๙๑/๖ มาใช้ สิ่งต่อไป เมื่อที่ท่านประธานรัฐสภาจะต้องดำเนินการก็คือ ให้ประธานรัฐสภาจัดทำบัญชีรายชื่อ ของบุคคลที่คณะกรรมการส่งมาแยกเป็นประเภท ท่านประธานเห็นไหมครับ แต่ละประเภท ให้เรียงตามชื่ออักษร และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ ได้รับผลการตรวจสอบ เพื่อให้รัฐสภาคัดเลือกผู้สมควรได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าในช่วงเวลาต้น ๆ ท่านประธานรัฐสภาเสียเวลาไปประมาณ ๒ หรือ ๓ วัน ในการที่จะ ประกาศวันสมัครรับเลือกตั้ง สสร. ประเภทคัดเลือก นับรวมอีก ๑๕ วันหลังจากที่ครบ กำหนดต้องส่งรายชื่อ นั่นหมายถึงว่าเวลาของรัฐสภาเดินไปแล้วเกือบ ๒๐ วัน ถ้าผมถือเอา ตัวเลข ๒๐ วันเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ประธานรัฐสภาก็จะต้องรับบัญชีรายชื่อมาจัดทำบัญชี รายชื่อแยกประเภท แล้วประธานรัฐสภาก็ต้องเรียกประชุมภายใน ๑๕ วันที่ได้รับผล การตรวจสอบ แล้วก็ให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติคัดเลือก ท่านประธานเห็นไหมครับ ถ้ารายชื่อ ที่ส่งเข้ามามีจำนวนมากกว่าท่านจะทำรายชื่อเสร็จ ถ้าใช้กติกาภายใน ๑๕ วันตามที่กำหนด มันเกินเวลา ๓๐ วันที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ แล้วครับ และถ้ามันเกินมาตรา ๒๙๑/๘ นั่นหมายถึงกระบวนการของการคัดเลือก สสร. ที่มาจาก ที่ประชุมรัฐสภา มันทำต่อไม่ได้แล้วครับท่านประธาน เพราะขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานครับว่าเวลาท่านเขียนกฎหมาย ท่านเขียนอยู่บนบรรทัดฐาน ของการจำกัดกรอบเวลา ซึ่งในทางปฏิบัติของการดำเนินการ ทุกอย่างเราต้องยอมรับว่ามัน มีปัญหาอุปสรรค อย่างน้อย ๆ ถ้าไม่จำเป็นกฎหมายจะไม่เขียนกำหนดกรอบเวลาไว้เลยครับ แต่จะใช้คำว่า ให้ดำเนินการโดยรีบด่วน เหมือนกับที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยลุกขึ้นทักท้วง กรรมาธิการเสียงข้างมากว่าท่านไปกำหนดเวลาให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีที่มีการ ฟ้องคัดค้านหรือเพิกถอนการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน ไม่ได้ เพราะมันสุ่มเสี่ยงต่อ การขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่อำนาจนิติบัญญัติไปก้าวก่ายแทรกแซงอำนาจตุลาการ และท้ายที่สุดท่านก็กลับมติของกรรมาธิการเสียงข้างมากให้เป็น ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษา คดีคัดค้านและเพิกถอนการเลือกตั้งให้เสร็จโดยเร็วอย่างไรครับท่านประธาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันมีที่มาที่ไปครับ เพราะการที่ท่านไปกำหนดเวลาไว้ตายตัวในลักษณะอย่างนี้ แล้วก็ จำนวนเวลาที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานในช่วงต้นมันเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาในการที่จะ คัดเลือก สสร. ต่อไป มันทำให้ผมมองเจตนาของท่านได้ ๒ อย่างครับ
ประเด็นแรก ก็คือเมื่อท่านได้ สสร. แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม ท่านไม่ ต้องการ สสร. คนใหม่ที่ท่านไม่รู้หรือท่านอาจจะคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะสามารถดูแลให้เป็นไป ตามที่ท่านมุ่งหวังได้หรือไม่ กระบวนการถ้ามันจะเกินเลยขัดต่อรัฐธรรมนูญท่านไม่สนใจแล้ว เพราะท่านถือว่าจุดประสงค์ในการได้ สสร. ครั้งแรกของท่านสมบูรณ์แล้ว ท่านสามารถ นำพา สสร. ชุดแรกที่ท่านมุ่งหวังและตั้งใจไว้เพื่อนำไปสู่จุดหมายที่ท่านต้องการได้ ท่านถึง ไม่สนใจรายละเอียดปลีกย่อยอื่นอีกแล้วครับ ท่านไม่ละเอียดพอครับ
ประเด็นที่ ๒ เพราะท่านมีธง มีความตั้งใจว่ารัฐธรรมนูญต้องเสร็จเมื่อไร รัฐธรรมนูญจะต้องเดินคู่ขนานไปกับปรองดองหรือไม่ครับ ไปกับการดำเนินการเพื่อที่ท่าน มีความตั้งใจไว้ ผมจะไม่พูดครับ เพราะผมเชื่อว่าเมื่อพูดก็อาจจะมีสมาชิกลุกขึ้นประท้วง ผมต้องการจะเป็นผู้อภิปรายที่ดีของท่านประธาน แต่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนทราบดีครับ ว่าวันนี้การที่เราเดินและมีธงของการให้รัฐธรรมนูญเสร็จตามกรอบเวลาที่ท่านตั้งไว้ ท่านมุ่ง ประสงค์อะไร ท่านประธานไม่ต้องกดไมโครโฟนหรอกครับ เดี๋ยวผมก็กำลังอภิปรายอยู่ ในประเด็น
ท่านฟังต่ออีกนิดได้ไหมครับ
ผมยังไม่ได้พาดพิงใครเลยท่านประธานครับ
ท่านจะประท้วงหรือครับ เชิญครับ
ผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ท่านธนาก็ได้อภิปรายมายาวนานพอสมควรนะครับ แล้วก็ถ้าอภิปราย ในประเด็นไม่เป็นอะไรครับ นี่อภิปรายนอกประเด็นแล้วก็วกเข้ามา และถ้าท่านอภิปราย ในเนื้อหาที่ท่านสงวนคำแปรญัตติไว้ผมก็จะไม่ลุกขึ้นเลยครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องลักษณะที่ท่าน ออกไปแล้วก็ท่านเข้ามาตีอย่างนี้ ประเด็นอย่างนี้มายาวนานพอสมควรแล้วครับ ขอให้พูด ในประเด็นดีกว่าครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าท่านนั้นก็เป็น ส.ส. มาหลายสมัย แล้วก็น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับน้อง ๆ ส.ส. รุ่นใหม่ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ดูเหมือนท่านก็พูดแล้วว่า ท่านใกล้จะจบแล้วนะครับ เชิญคุณหมอต่อเถอะครับ แต่ว่ากรุณาไม่มีอะไรออกไปนอกไกล นักนะครับ ไปพาดพิงให้ใครเสียหายไม่เอานะครับ ท่านยังไม่ได้พูดแต่ผมบอกไว้ก่อนครับ
ขอบคุณครับ ที่ท่านประธานยืนยันว่าสิ่งที่ ผมอภิปรายทั้งหมดอยู่ในประเด็น แล้วผมก็ไม่ได้พาดพิงให้ใครเสียหาย แต่ในการอภิปราย ในรัฐสภาครับท่านประธาน ท่านห้ามผมคิดไม่ได้ครับ ผมก็มีสิทธิที่จะคิด ผมก็มีสิทธิที่จะ คาดการณ์ว่าสิ่งที่มันดำเนินการมาทั้งหมดมันมีจุดประสงค์ มันมีจุดหมายอย่างไร แต่ผมก็เคารพที่จะไม่อภิปรายไปพาดพิงให้ใครเกิดความเสียหาย เพราะผมเชื่อว่าพี่น้อง ประชาชนวันนี้คนไทยติดตามข่าวสารบ้านเมืองพอสมควร ไม่ว่าจะติดตามรับฟังการถ่ายทอด การประชุมรัฐสภาซึ่งขณะนี้ไม่ได้ถ่ายทอด ไม่เป็นอะไรครับ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า เขามีวิจารณญาณที่จะพิจารณาได้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดเหมาะสม ถูกต้อง ผมไม่ จำเป็นต้องพูดหรอกครับท่านประธาน แต่ที่ผมต้องกราบเรียนเพราะว่าเนื่องจากผมไม่ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก การที่ไปกำหนดระยะเวลาไว้อย่างนี้แล้วท้ายที่สุด เกิดปัญหาขึ้นมาจริง ๆ ท่านจะไม่ได้ สสร. ที่จะมาทำหน้าที่เพื่อเติมเต็มสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มันขาดหายไป และมันก็สอดคล้องกับที่ผมอภิปรายครับ ผมบอกว่ากำหนด ๓๐ วันไม่พอ ผมถึงแปรญัตติให้ท่านเป็น ๔๕ วัน ท่านต้องมีเวลาที่จะหายใจหายคอบ้าง อย่าถึงขนาดว่า จะต้องมายื่นกันวันเสาร์ ให้เจ้าหน้าที่มาทำงานพิเศษ ให้มันพอเถอะครับ เหตุการณ์อย่างนั้น อย่าให้มันเกิดขึ้นในรัฐสภาแห่งนี้เลย ถ้าท่านไปกำหนด ๓๐ วัน เกิดมันเจอวันหยุดราชการ วันเสาร์ วันอาทิตย์ มันก็จะมีปัญหาแล้วก็จะมีพรรคฝ่ายค้านหรือเสียงข้างน้อยอย่างพวกผมนี้ ลุกขึ้นมาทักท้วงว่ามันไม่สง่างามเลยท่านประธาน การที่มาทำอะไรที่มันเกินเลยแล้วทำให้ เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติที่พึงจะทำกัน ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมมีสิทธิที่จะตั้ง ข้อสังเกต ตั้งข้อสงสัย และสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานต่อไปว่าสิ่งที่ผมกราบเรียน ให้ท่านประธานมีเหตุผลตอบรับในวรรคสุดท้ายนี้ ในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม มาตรา ๒๙๑/๑ ก็คือในลักษณะของการคัดเลือก เลือกตั้งโดยตรงและการคัดเลือกของรัฐสภา ว่างลงตามวรรคสาม ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป แต่ทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑/๑ นี่อย่างไรครับท่านประธาน ที่ผมเรียนท่านประธานตอนต้นอย่างไรครับว่าจุดประสงค์ก็คือ ให้ได้มาซึ่ง สสร. ให้มาแก้รัฐธรรมนูญ จุดประสงค์หลักคือตรงนั้น หลังจากนั้นแล้วมันเป็น จุดประสงค์รอง ท่านไม่ได้ให้ความสำคัญอีกเลย ท่านไม่สนเลยครับว่า สสร. เมื่อเลือกไปแล้ว จะมีใครขาดสมาชิกภาพ จะไม่สามารถมาทำหน้าที่ได้ ท่านไม่สนใจแล้วครับ เพราะท่าน เชื่อมั่นว่าองค์ประชุมที่มีอยู่สามารถที่จะเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญไปตามที่ท่านเห็นสมควร หรือท่านเห็นเหมาะสมได้ เพราะฉะนั้นท่านถึงบอกอย่างไรครับว่าไม่ต้องไปกังวล ถ้า สสร. มันจะขาดหายไปบ้าง ขาดคุณสมบัติไปบ้าง ตายไปบ้างไม่ต้องกังวล สสร. เดินหน้าต่อไป ตราบใดที่องค์ประชุมของ สสร. ยังตายหรือหมดสมาชิกภาพไม่เกิน ๔๕ คน เห็นไหมครับ ท่านประธาน สิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตทั้งหมดมีคำตอบซึ่งมันอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรี ในมาตรา ๒๙๑/๘ ผมขออนุญาตสรุปประเด็นที่ผมได้อภิปราย ก็คือการที่ท่านกำหนด สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในระบบคัดเลือกให้มาวันที่รัฐสภามีมติ
๑. การเขียนกฎหมายไม่ชัดเจน มีมติเรื่องอะไรท่านไม่พูด เพราะว่าใน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีเรื่องที่รัฐสภาจะต้องมีมติหลายเรื่อง ทำไมท่านไม่เขียนให้ชัดว่า ในวันที่รัฐสภาคัดเลือก สสร. เขียนให้ชัดสิครับจะได้ไม่ต้องตีความ แต่ถ้าในแนวทางกฎหมาย ที่เขาใช้บัญญัติกัน ท่านใช้คำแบบที่เขาใช้ในการประกาศรับรองวุฒิสภาก็ได้ในมาตรา ๑๑๗ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาเริ่มตั้งแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศผลการสรรหา เขามีอยู่แล้ว เขามีตัวอย่างให้ท่านหรือไม่ต้องไปดูไกล ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ที่ท่านเสนอมานี้ครับ เขียนไว้แล้วในมาตรา ๒๙๑/๖ ทำไมท่านไม่ใช้คำคำนี้ เพราะมัน ชัดเจนด้วยตัวมันเองให้ประธานรัฐสภาประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในราชกิจจานุเบกษา ให้เริ่มนับวันนั้นไปเลยครับ นั่นคือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ระยะเวลาที่ท่านกำหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสาม ในเรื่อง ของการสรรหาคัดเลือก สสร. ที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภาท่านกำหนดเวลาเอาไว้ น้อยเกินไป เสี่ยงที่จะทำให้การคัดเลือก สสร. ไม่สามารถดำเนินการได้ ท้ายที่สุดจะเป็นการขัด ต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไม่สามารถเติมเต็ม สสร. ให้เข้ามาทำหน้าที่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ นั่นคือสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้ใช้เวลาในที่ประชุมนี้อย่างมีคุณค่า และผม เชื่อว่าสิ่งที่ผมอภิปรายเป็นประโยชน์และเป็นสาระสำคัญไม่ได้อยู่นอกเหนือประเด็น ไม่ได้อยู่ นอกเหนือของการแปรญัตติฟุ่มเฟือยซ้ำซากแต่ประการใด กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านนิพนธ์ บุญญามณี ครับ แล้วก็จะต่อด้วยท่านวิรัช ร่มเย็น นะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย
ท่านสุนัยมีอะไรครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ขอประทานโทษท่านนิพนธ์นิดเดียวนะครับ ท่านประธานครับ วันนี้การอภิปรายผมว่าเป็นไป ในรูปแบบที่ดีมากเลยครับ ท่านประธานครับ ก็อยากจะกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน แล้วก็ท่านประธานครับ ที่เราอะลุ่มอล่วยกัน ทีนี้ว่ามีท่านสงวนไว้ ๓ ท่านในประเด็นคล้าย ๆ กัน ซึ่งผมเองอยากจะขอความกรุณาว่าถ้าเป็นไปได้ให้เหตุผล ใหม่ ๆ อีกเราจะได้ฟัง ผมก็นั่งฟังเหตุผลอย่างท่านธนาเมื่อกี้ครับ มีประโยชน์มากจาก ๓๐ วัน เป็น ๔๕ วัน แต่ว่าถ้ามีลักษณะอภิปรายวิ่งเข้าวิ่งออก ๆ ฟังเหมือนกับว่าไม่ค่อยผิดกติกา แต่ว่าฟังดูแล้วมันจะทำให้การอภิปรายเกิน ๑๕ วันมากกว่าในมาตรานี้ ก็ขอประทานโทษ ท่านประธานช่วยควบคุมให้ไม่ซ้ำประเด็นเดิมจะกราบขอบพระคุณมากครับ ขอบพระคุณ มากครับ ท่านนิพนธ์ครับ
เชิญท่านนิพนธ์ครับ
(นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
เชิญท่านผู้ประท้วงครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงในการทำหน้าที่ของท่านประธาน ในข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านควบคุมการประชุม ผมอยากให้ท่านประธานช่วยพิจารณานิดหนึ่งว่า การลุกขึ้นมาแล้วก็ใช้สิทธิการประท้วง ผมอยากจะให้ท่านประธานยึดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ อย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ว่าลุกขึ้นมาแล้วจะประท้วงแต่ไม่มีผิดข้อบังคับใดแล้วก็ขึ้นมานำเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่ขึ้นมาประท้วงซ้ำซากไม่มีเหตุผล อ้างแต่ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ผมคิดว่า จะใช้ฟุ่มเฟือยไปนะครับ ทั้ง ๆ ที่การประท้วงลักษณะการขัดจังหวะหรือว่าประท้วงโดย ที่อาจจะไม่ทราบที่เขากล่าวอ้าง ผมอยากให้ท่านประธานช่วยควบคุมการประท้วง ถ้าประท้วง ด้วยเหตุผลผิดข้อบังคับอย่างนี้อนุโลมได้ แต่ไม่ใช่ว่าบุคคลที่ขึ้นมาประท้วงทำหน้าที่ที่บอก อ้างว่าหน้าที่ ผมไม่ทราบว่าหน้าที่ประท้วงใครจ้างมานะครับ
เข้าใจแล้วครับท่าน ผมก็ฟัง อยู่ก็เห็นว่าเป็นประโยชน์กับพวกเราทุกคนอะไรก็ไปได้ก็ไปเถอะครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ เพราะว่าผมไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งในคำสงวนคำแปรญัตติในประเด็นหลัก ผมขออนุญาตที่จะอ่าน คำที่ผมสงวนคำแปรญัตติเป็นเบื้องต้นเสียก่อน แล้วก็ขออนุญาตท่านประธานที่จะอธิบาย ตามเหตุผลไปทีละประเด็น ๆ ที่คิดว่ามันยังมีข้อผิดพลาดข้อบกพร่อง ซึ่งอยากจะให้กรรมาธิการเสียงข้างมากนำไปพิจารณาดูท่านประธานครับ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมขออนุญาตที่จะไม่เยิ่นเย้ออ่านโดยสรุปก็แล้วกันครับว่า ในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการพิจารณาซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้แก้ไขในมาตรานี้ เอาเป็นว่าอย่างนั้นถูกต้องท่านประธานครับ ไม่มีการแก้ไขจากกรรมาธิการก็หมายความว่า รัฐบาลเสนอมาอย่างไรท่านก็ไปเห็นด้วยทั้งหมด โดยไม่มีการแก้ไข สาระสำคัญก็คือว่าเป็น บทบัญญัติบอกว่า
สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี
สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๒๑/๑ (๑) หรือ (๒) สิ้นสุดลงเมื่อ
ท่านประธานตามไปนะครับ
(๑) สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๓ ในกรณีของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑)
(๕) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ (๑) หรือ (๒) หรือมีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๒๙๑/๓ (๑) หรือ (๓) ในกรณีของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒)
ก็คือกรณีที่มาจากการสรรหา
เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกเหนือจากคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้ง หรือประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกำหนดเวลาสามสิบวัน เว้นแต่ระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะเหลือเวลาไม่ถึงเก้าสิบวัน
ในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) (๒) ว่างลงตาม วรรคสาม ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ต่อไป ทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้อง มีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒)
ท่านประธานจะเห็นได้ว่าในส่วนนี้คือร่างที่ผ่านการพิจารณาโดยกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคำแปรญัตติไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เดิมนี่ผม ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในเบื้องต้นเป็นดังนี้นะครับว่า มาตรา ๒๙๑/๘ สมาชิกภาพของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ ผมตัด (๑) และ (๒) ออกหมดเลยนะท่านประธาน เหตุผลก็คือว่าเดิมผมมีเจตนาให้มีที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญมีเพียงที่มาเดียว มันจึงไม่ต้อง ไประบุครับว่า (๑) หรือ (๒) เพราะว่าผมไม่ให้มาจากการสรรหา เพราะฉะนั้นผมจึงไม่จำเป็น จะต้องบอกว่ามี (๑) หรือ (๒) ท่านประธานเข้าใจใช่ไหมครับ นี่คือสิ่งที่ได้แปรญัตติไว้เบื้องต้น แล้วต่อมาผมก็เลยเขียนต่อไปว่าเริ่มสมาชิกภาพของสภาร่างรัฐธรรมนูญเริ่มจากวันเลือกตั้ง อย่างเดียว ผมไม่ได้หรือวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี อันนี้ผมตัดออก เพราะผมไม่ประสงค์ ที่จะให้มีการแต่งตั้ง หรือว่านับแต่วันที่สภามีมติ อันนี้ผมคิดว่านั่นคือเจตนารมณ์ที่ผมต้อง สงวนคำแปรญัตติในมาตรานี้เอาไว้ เพราะว่าผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑ แล้วว่าผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ให้มี ๒ ประเภทนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานจะเห็นว่าในส่วนนี้ผมไม่เห็นด้วย เพราะว่าผมเจตนารมณ์เดิมของผมนี่ ผมต้องการให้มีที่มาของ สสร. เพียงที่มาเดียว แต่ว่าปัญหาเมื่อสมาชิกเริ่มแล้ว ผ่านไปแล้ว ผมวรรคต่อมา ท่านประธานครับ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ ซึ่งเดิมเขียนว่า (๑) และ (๒) สิ้นสุดลงเมื่อ ผมไม่ระบุละว่าให้มี (๑) (๒) เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญที่ผมเป็นห่วง ก็คือประเด็นนี้ครับ ที่บอกว่าสิ้นสุดลงเมื่อท่านประธานอ่านดูสิครับว่า
(๑) สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕
ท่านประธานตามไปดูมาตรา ๒๙๑/๑๕ ท่านประธานจะเห็นได้ว่าสิ้นสุดลง เพราะสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๕ สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) สภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามตามมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสี่ ทั้งนี้ภายใต้การบังคับของมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสาม
(๒) สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลา ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่ง
ไม่เสร็จภายในเวลาที่มีการแก้ไขในวรรคนี้นะครับ คือแก้ไขจากเดิมที่บอกว่า ให้เสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ก็ให้แก้ไขไปแล้วเป็นสองร้อยสี่สิบวัน ถ้าไม่เสร็จภายใน ระยะเวลาดังกล่าวก็ต้องหมดลงไป ท่านประธานครับ
(๓) เมื่อร่างรัฐธรรมนูญได้ประกาศในราชกิจจาบุเบกษาให้ใช้บังคับเป็น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว
(๔) เมื่อร่างรัฐธรรมนูญตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก หรือมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสี่
ท่านประธานเข้าใจว่ามาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก จะเป็นกรณีที่ไปร่างรัฐธรรมนูญ มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทำมิได้ แล้วก็กรรมาธิการไปเพิ่มเติม ในส่วนที่เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ เข้าใจว่าคงจะเป็นวรรคนี้ แล้วก็มาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสี่
ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติ ให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันออกเสียงประชามติ หากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๙๑/๑๔ ต่อไป แต่หากคะแนนการออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญให้ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นอันตกไป โดยให้แจ้งผลการลงประชามติให้ประธานรัฐสภารับทราบด้วย
เข้าใจว่าคงเป็นประเด็นนี้ ในส่วนของภายในกำหนดท่านประธานฟังตามต่อ นิดเดียวประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ
ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้งหรือ คัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นตำแหน่งแทนที่ว่างนี่ภายในกำหนดเวลาสามสิบวัน
คณะกรรมาธิการจะเห็นว่าประเด็นผมจะไม่พูดซ้ำกับท่านธนาเมื่อสักครู่ ๓๐ วันนับจากไหนครับ ไม่ได้เขียนบอกเอาไว้ว่านับจากไหน ๓๐ วัน การนับอายุความนี่ต้องบอก ให้ชัดเจนว่านับจากวันที่ ถ้าสมมุติกรณีตายก็ต้องบอกว่ากรณีตาย หรือกรณีลาออก ก็ต้อง บอกว่านับจากกรณีลาออกต้องเขียนไว้ให้ชัดเจน หรือกรณีขาดคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดก็ต้อง บอกให้ชัดเจนว่านับแต่ขาดคุณสมบัติในข้อ ๑ ๒ ๓ ดังกล่าวว่าไป นับแต่มีเหตุการณ์ใด เกิดขึ้นต้องนับจากนั้น การนับอายุความนี่ แต่ว่าคณะกรรมาธิการดูสิครับ เขียนไว้ลอย ๆ ว่า ๓๐ วัน ท่านไม่ได้บอกว่าภายใน ๓๐ วันนับจากวันไหน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมกังวลว่าจะก่อให้ เกิดปัญหาในการตีความในวันข้างหน้า เพราะท่านไม่ได้กำหนดอายุความ ไม่กำหนดการนับ อายุความว่านับจากไหน ๓๐ วันท่านเพียงแต่เขียนไว้ว่า ๓๐ วัน มันมีหลายกรณี ในกรณี ที่ขาดคุณสมบัติมันอาจจะโต้แย้งกันได้ว่าถ้าท่านจะให้ชัดเจนนี่กรรมาธิการจะเพิ่มเติมต่อไป ได้ไหมครับ ท่านจะประชุมกันหรือว่าท่านจะอย่างไรก็แล้วแต่เพื่อไม่ให้ออกกฎหมายฉบับนี้ไปแล้ว มีปัญหาในเรื่องการนับอายุความในวันข้างหน้า ท่านจะไปดูสิครับว่าท่านจะนับจากไหน อายุความ นี่คือประการที่ ๑ ที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่าท่านการเขียนกฎหมายอย่างนี้เรา ไม่ควรออกไปอย่างนี้ครับ ผู้ปฏิบัติจะมีปัญหาในวันข้างหน้า นี่คือข้อสังเกตประการที่หนึ่ง ของผมที่ผมจะกราบเรียนว่าผมไม่เห็นด้วยในการที่จะเขียนกฎหมายออกไปอย่างนี้
ประการต่อมา ท่านประธานครับ เมื่ออ่านจบหมดนี้แล้วท่านประธานจะเห็น ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากเองไม่ได้คำนึงถึงว่าการสิ้นสุดสภาพจากคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ท่านเอาไปไว้ไหนครับ เพราะท่านไปแก้มาตรา ๒๙๑/๕ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ที่จะอ่าน ๒๙๑/๕ เพราะว่า ๒๙๑/๕ มันมีการแก้ไขโดยที่ประชุมนี้ ในห้องประชุมนี้มีการ ประชุมกันใหม่แล้ว ในมาตรา ๒๙๑/๕ โดยในมาตรา ๒๙๑/๕ มันมีการเขียนผมไม่อ่าน ข้างหน้าครับ เพราะถ้าอ่านทั้งหมด แต่ว่าถ้าเพื่อความเข้าใจผมคิดว่าควรจะอ่านทั้งหมดแล้ว จะได้ทราบว่า ๒๙๑/๕ มันคืออะไร การที่เราไม่เขียนการสิ้นสุดคุณสมบัติ ๒๙๑/๕ ไว้ด้วยนี่ มันจะเป็นการก่อให้เกิดการตีความแล้วมีปัญหาในวันข้างหน้า เพราะว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตอ่านบันทึกเอาไว้ครับ มาตรา ๒๙๑/๕ ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้ง
ท่านนิพนธ์กรุณาเอาส่วน ที่เกี่ยวข้องกับที่ท่านสงวนคำแปรญัตตินะครับ ส่วนที่ท่านจะอ่านนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าประเด็น ที่เป็นสาระจริง ๆ ในการเกี่ยวกับ ผมคิดว่าเอาส่วนที่หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง รับรองก็แล้วกัน เพราะว่ามันเริ่มมีสถานะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองไปแล้ว สมมุติ ท่านประธานครับ ผมจับสรุปก็แล้วกันไม่อ่านทั้งหมด แต่ว่าโดยย่อด้วยความเคารพท่านประธาน ผมจะเริ่มตรงที่เมื่อมีการเลือกตั้ง สสร. แล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองซึ่งใน คุณสมบัติ ข้อ ๘ เมื่อสักครู่ที่ผมอ่านให้ท่านประธานได้รับทราบว่าสมาชิกภาพของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) เอาละครับ กรณีนี้ท่านประธานครับ แล้วก็ มาตรา ๒๙๑/๒ เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง เมื่อเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งแล้วนี่แล้วกฎหมายกำหนดให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองภายใน ๑๕ วัน สมมุติว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งรับรอง การเลือกตั้งแล้วผ่านไป ๑๕ วันคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องรับรองภายใน ๑๕ วัน และกรณีมีการร้องเรียนกันต้องไปถึงศาลฎีกาแล้วกรณีที่ศาลฎีกา ผมจะอ่านในสุดท้ายครับ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เอาเป็นว่าในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งใดจะยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าการเลือกตั้งในเขต เลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้าน ได้ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่คณะกรรมการเลือกตั้งได้ประกาศผลรับรองการเลือกตั้ง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับคำร้องตามวรรคแปด หากเป็นคำร้องที่ได้รับก่อน การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริง ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันประกาศผลรับรองการเลือกตั้งและหากเป็นคำร้อง ที่ได้รับหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสืบสวนสอบสวน เพื่อหาข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องนั้น เพื่อประโยชน์ ในการปฏิบัติตามมาตรานี้ให้คณะกรรมการเลือกตั้งมีอำนาจกำหนดระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง วิธีการสืบสวนสอบสวน วิธีการยื่นคำร้องคัดค้านและการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ตลอดจนการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในการพิจารณาและมี คำวินิจฉัยให้ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกามีอำนาจออก ข้อกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วและ เที่ยงธรรมและให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่หากระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน ตามมาตรา ๒๙๑/๘ และศาลฎีกายังไม่มีคำวินิจฉัยให้การพิจารณาของศาลฎีกาเป็น อันยุติ ในการนี้อาจกำหนดให้ศาลชั้นต้นในเขตจังหวัดนั้นเป็นผู้รับคำร้องแทนเพื่อจัดส่งศาลฎีกา วินิจฉัย หรืออาจให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้สืบพยานหลักฐาน หรือดำเนินการอื่นที่จำเป็นแทน ศาลฎีกาได้ ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้ใดให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้นั้นสิ้นสุดลง และให้นำความในมาตรา ๙๒ มาบังคับใช้โดยอนุโลม การสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๕ จะต้องถูกบัญญัติไว้ในหมวดว่าด้วยการสิ้นสุดสมาชิกภาพด้วย ท่านประธานเห็นไหมครับ มันไม่มีกำหนดเอาไว้อย่างไรครับว่าการสิ้นสุดสมาชิกภาพตามมาตรา ๒๙๑/๕ จะถือเป็น การสิ้นสุดสมาชิกภาพตามหมวดนี้ด้วย ต้องใส่ไว้ด้วยครับ เมื่อเราให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้สิ้นสุด สมาชิกภาพตามมาตรา ๒๙๑/๕ แล้ว แล้วมาตรา ๒๙๑/๕ รับรองการสิ้นสุดสมาชิกภาพไว้ ท่านจะต้องเอามาตรา ๒๙๑/๕ มาบัญญัติไว้ในหมวดว่าด้วยการสิ้นสุดสมาชิกภาพด้วย ผมเข้าใจว่าท่านประธานคงไปหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วละครับ เห็นออกไปแล้ว นี่คือปัญหาท่านประธานครับ นี่คือการร่างกฎหมายที่บอกว่าไม่รอบคอบ ไม่ชัดเจน เพราะเร่งรีบ เร่งรัดเกินไปอย่างไรครับ เพราะว่าการเขียนกฎหมายเช่นนี้มันก่อให้เกิดปัญหาแน่นอนครับ การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ถ้าไม่เขียนว่าการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสภาร่างรัฐธรรมนูญเกิดจาก กรณีใดบ้าง แล้วท่านไม่เขียนกรณีมาตรา ๒๙๑/๕ เอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ ท่านดูสิครับ เวลาโต้เถียงกันว่าสมาชิกภาพเริ่มเมื่อไรเราเขียนไว้ชัดเจน วรรคแรกของมาตรา ๒๙๑/๘ คือการเริ่มต้นสมาชิกภาพ แล้วก็วรรคสองคือการเริ่มต้นก็บอกว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลงเมื่อใด นั่นคือวรรคสอง สาเหตุของการสิ้นสุดสมาชิกภาพเขียนไว้หมดเลยครับ ท่านประธานครับ คุณหมอชลน่านลองอ่านดูหน่อยนะครับ ท่านลองไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะออก กฎหมายนี้ไป วรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๘ เขียนไว้ชัดเจนว่ากรณีใดบ้างที่จะถือว่าสมาชิกภาพ ของ สสร. สิ้นสุดลง คุณสมบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาเขียนไว้หมดเลยครับ โดยจงใจที่จะไม่ให้ เกิดข้อโต้แย้งหรือข้อปัญหา ผมเข้าใจว่านี่คือสาเหตุที่ต้องบัญญัติว่าจะเริ่มนับสมาชิกภาพ เมื่อไร เพราะมันไปมีผลหลายอย่างตามมา มันไปมีผลเรื่องค่าตอบแทน มันไปมีผลเรื่องฐานะ เป็นเจ้าพนักงานตามมาหมดเลย เขาจึงต้องเขียนว่าการจะเริ่มนับสมาชิกภาพต้องเริ่มนับ เมื่อไร เอาละเมื่อสักครู่ท่านธนาบอกไปแล้วว่า ถ้าจะไปเริ่มนับกรณีมาจากการสรรหานั้น มีปัญหาแล้วละครับ ถ้าจะเริ่มนับจากการมีมติ เพราะเขาไม่เคยเขียนกันอย่างนั้น เขาเขียน นับจากวันที่ประกาศเป็นทางการ เพราะถ้ามีมติแม้สภานี้จะมีมติไปแล้ว ถ้าเป็นมติที่ไม่ชอบ เป็นมติที่อะไรก็แล้วแต่ หรือมีเหตุอื่น ๆ เกิดขึ้น มีการคัดค้านคุณสมบัติเกิดขึ้นนำไปสู่ การประกาศไม่ได้ นำไปสู่ประกาศลงชื่อไม่ได้ แต่เราเขียนว่านับจากวันที่มีลงมติไปแล้ว อันนี้ ปัญหาข้อที่ ๑ แล้วในสภาแห่งนี้จะมีปัญหา เพราะถ้าทันทีที่มีมติแสดงว่าต้องรับรองแล้ว คนคัดค้านเรื่องคุณสมบัติว่าคนนี้คุณสมบัติไม่ถูกต้องอย่างโน้นอย่างนี้ สมาชิกเขาเริ่มนับ สภาพทันที ทำไมไม่รอนับจากวันประกาศ อันนี้คุณธนาพูดไปแล้ว ผมไม่อยากพูดประเด็นนี้ซ้ำ แต่ประเด็นที่ผมมาเรียนท่านประธานก็คือ อันนี้ผมถือว่าจะบกพร่องอย่างแรงครับ ผมอาจจะ ไม่โทษกรรมาธิการ เพราะคณะกรรมาธิการท่านไปแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๕ แล้วท่านอาจจะ ลืมว่ายังไม่ได้แก้ไขมาตรา ๒๙๑/๘ แต่ว่าเหตุการณ์สิ้นสุดสมาชิกภาพตามมาตรา ๒๙๑ วรรคห้านี่นะครับ เมื่อสภานี้มีการแก้ไขตามวรรคห้าแล้ว การสิ้นสุดสมาชิกภาพตามวรรคห้า จะต้องมาถูกใส่ไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสอง ผมขอย้ำกับท่านประธานด้วยความเคารพว่า วรรคสองเขียนไว้ชัดเจนท่านประธานครับว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) สิ้นสุดลงเมื่อ ท่านประธานลองดูสิครับเขาเขียนไว้หมดเลย แม้กระทั่งเรื่องสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ เมื่อสักครู่ผมกราบเรียน ท่านประธานไปแล้วว่าคืออะไร มาตรา ๒๙๑/๒ เขาก็บอกว่าถ้าตายก็สิ้นสุด มาตรา ๒๙๑/๓ เขาบอกว่าถ้าลาออกก็คือสิ้นสุด (๔) ก็คือขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ ท่านต้องเขียน ไว้เลยครับ ขนาดขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ ผมขออนุญาตที่จะอ่านมาตรา ๒๙๑/๒ ให้ท่านประธานได้ทราบ หรือว่าให้เพื่อนสมาชิก ได้โปรดตามว่ามีอะไร เขายังเขียนไว้เลยขนาดไม่ใช่คำพิพากษาของศาลฎีกา เขายังเขียนว่า ถ้าขาดคุณสมบัติเหล่านี้สิ้นสุดสมาชิกภาพ มาตรา ๒๙๑/๒ ท่านประธานครับ บุคคลผู้มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุต่ำกว่าสามสิบห้าปี ในวันเลือกตั้ง
(๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัคร รับเลือกตั้งหรือเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ต้องอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีการศึกษา หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี
นี่คือคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ แม้กระทั่งว่ามีอายุอยู่ในทะเบียนบ้าน ไม่ครบก็ต้องขาดคุณสมบัติ ถ้าท่านประธานดูเพราะไปเขียนไว้ว่าขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๓ ในกรณีของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ขาดคุณสมบัติ (๒) ผมไม่ต้องอ่านละครับ นี่คือผมให้เห็นว่าขาด คุณสมบัติเรื่องเล็ก ๆ อย่างนี้เขายังระบุไว้ชัดเจนว่ากรณีใดออกบ้าง แล้วเหตุไฉนอันใดเล่า กรณีมาตรา ๒๙๑/๕ การออกตามคำพิพากษาของศาลฎีกาว่าให้ออกหรือว่าให้เลือกตั้งใหม่ การเลือกตั้งเป็นโมฆะเรียกว่า การเลือกตั้งโดยไม่ชอบ ทำผิดกฎหมายมาทำไมท่านจึงไม่ใส่ไว้ ในเหตุการณ์สิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นี่คือข้อกังวล นี่คือข้อห่วงใย และนี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ท่านละเลยในสิ่งเหล่านี้ด้วยความ ที่ท่านเร่งรีบเกินไป ท่านจะต้องเขียนเอาไว้ ถ้าท่านจะอ้างว่ามาตรา ๒๙๑/๕ เขียนไว้แล้วก็ มาตรา ๒๙๑/๑๕ เขาก็เขียนไว้แล้ว แต่ว่าเขายังมาเขียนไว้ในมาตรานี้เลยครับ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ เรื่องคุณสมบัติที่เขียนไว้ เขาเขียนไว้หมดแล้วแต่เขายังต้อง เอามาอ้างไว้อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้โปรด ทบทวนในมาตรานี้ ได้โปรดพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่ท่านอาจจะออกกฎหมายไปบังคับใช้ และผมไม่อยากเห็นว่าการออกกฎหมายไปแล้วมันเกิดปัญหา ในฐานะที่ท่านจะทบทวนผม สรุปว่าผมให้ท่านทบทวนใน ๒ ประเด็นท่านประธานครับ
ประเด็นแรก เมื่อท่านยืนยันว่าต้องเสร็จภายใน ๓๐ วัน ซึ่งผมขอแปรญัตติว่า ต้อง ๔๕ วัน เมื่อผมเห็นว่าต้องภายใน ๔๕ วัน แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่า ๓๐ วัน ท่านทำทัน เอาละประเด็นนี้ท่านธนาชี้ให้เห็นแล้วว่าท่านจะมีปัญหาอย่างไร ผมไม่พูดซ้ำ เมื่อท่านยืนยันว่า ๓๐ วัน ท่านทำได้ พวกผมกังวลว่าท่านทำไม่ได้ เพราะในเวลาที่ท่านสรรหา เขายังให้เวลาท่านตั้ง ๗๕ วัน ๗๕ วัน พวกผมยังกังวลว่าจะทำไม่ทันเสียด้วยซ้ำ แต่พอว่า จะสรรหามาทดแทนท่านเขียนว่าท่านขอใช้เวลา ๓๐ วัน พวกผมกังวลว่าไม่ทัน ผมสงวน คำแปรญัตติขยายเวลาจาก ๓๐ วัน ขอเป็น ๔๕ วัน ด้วยเหตุผลเดียวกับท่านธนา ซึ่งท่านธนา ได้กราบเรียนสภาแห่งนี้ไปแล้ว ผมไม่พูดประเด็นซ้ำกับท่านธนาด้วยความเคารพท่านประธาน แต่ว่าประเด็นที่ผมจะพูดต่างกับท่านธนาคือ ๓๐ วันของท่าน ท่านนับจากไหนท่านต้องระบุ ให้ชัดเจนว่าอายุ ๓๐ วัน ปกติการเขียนกฎหมายเรื่องการนับเวลากฎหมายทุกฉบับจะบอกไว้ ชัดเจนว่านับจากไหน นี่คือประเด็นที่ท่านไม่เขียนไว้ให้ชัดเจนว่าท่านจะนับจากไหน นี่คือ ข้อสรุปข้อที่ ๑ ของผมครับท่านประธาน
ท่านวรชัยประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านพูดหลายรอบแล้วครับ ในเรื่องของการนับวัน เริ่มต้นการหมดอายุ แล้วก็ท่านพูดถึงมาตรา ๒๙๑ ที่ผ่านมาที่บอกว่าสมาชิกภาพต้องขาดนั้น ท่านก็พูดซ้ำซากเอามาตราอื่นมาพูด ในมาตรา ๒๙๑/๘ เพราะฉะนั้นซ้ำซาก แล้วก็พูดแล้ว พูดอีกครับ ท่านประธานครับ มันทำให้พี่น้องชาวบ้านเขาเบื่อในการฟัง เพราะฉะนั้นก็ขอให้ พูดในประเด็นจริง ๆ เถอะครับ ผมไม่อยากประท้วงเลยครับ ท่านก็เป็นผู้ใหญ่พอสมควร ท่านหนึ่ง เรื่องนี้ทุกคนก็เห็นอยู่แล้วว่าแต่ละมาตรานั้นเราได้อภิปรายไปแล้ว ไม่ต้องมาพูดซ้ำ หรอกครับ ท่านประธานครับ เป็นการเสียเวลาของสภาครับ ขอให้พูดในประเด็นจริง ๆ ครับ ท่านสงวนคำแปรญัตติไว้นิดเดียวครับ แต่พูดยาวเป็นเกือบชั่วโมงแล้วท่านประธานครับ
เข้าใจครับ ผมก็ฟังอยู่ครับ ผมเชื่อว่าเมื่อกี้ท่านนิพนธ์กำลังสรุป ใช่ไหมครับ เชิญท่านต่อได้ครับ คราวนี้คุณหมอมีอะไร ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาตประท้วงท่านผู้ประท้วง ท่านประธานครับ เพราะว่าด้วยความเคารพท่านประธาน เพราะสังเกตว่าจะพยายามไม่ ประท้วง แต่สังเกตเป็นการประท้วงที่วนเวียนซ้ำซาก ผมนั่งฟังประเด็นที่ท่านนิพนธ์อภิปราย มันเป็นประเด็นสำคัญครับท่านประธาน แล้วก็เป็นประเด็นที่ตรงใจกับผม เพราะผมเชื่อว่า คณะกรรมาธิการต้องเอาไปแก้ไข เป็นสาระที่สำคัญมากที่จะต้องเชื่อมโยงถึงมาตรา ๒๙๑/๕ เนื่องจากว่ากระบวนการเปลี่ยนไป มีการพาดพิงถึงศาลฎีกาที่ทำให้สมาชิภาพของ สสร. สิ้นสุดลง ซึ่งในมาตรานี้ไม่ได้บรรจุไว้ อันนี้คือประเด็นสำคัญท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าการที่เพื่อนสมาชิกมาประท้วงอาจจะไม่ได้ฟังแล้วก็ทำตามหน้าที่ที่มีคนสั่งมาหรือไม่ และผมถือว่ามันเป็นการประท้วงซ้ำซากครับท่านประธาน
คุณหมอครับ ประท้วงเป็นสิทธิ ประท้วง และผมเชื่อเลยว่าผู้ฟังก็จะเข้าใจว่าการประท้วงนั้นถูกต้องหรือไม่ และผมเองก็มี หน้าที่วินิจฉัย ถ้าหากว่าผมได้วินิจฉัยอะไรไปแล้วก็ถือว่าจบ เพราะฉะนั้นกรณีที่ท่านประท้วง ก็ตามสิทธิ ทีนี้ท่านวรชัย มีอะไรอีกหรือครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายวรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วง คุณหมอครับ ที่ต่อว่าผมอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้พูดถึงใครเลย กระทบถึงใครเลย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันเป็นการใส่ร้ายป้ายสีจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ขอให้ถอนคำพูด ด้วยครับ ผมไม่ได้ทำตามใบสั่งใครนะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิทุกท่านครับ มีสิทธิ มีเสียงตัวเองทุกท่านครับ
ท่านไม่ได้ทำอะไรให้ท่านวรชัย เสียหายนะครับ แล้วก็สิ่งที่ท่านได้ประท้วง ทางนี้ก็ได้ชี้แจง ผมถือว่าพอดีกันนะครับ
ท่านบอกว่า ผมทำตามใบสั่งครับ ใครสั่งผมครับ ไม่มีใครสั่งผมเลยครับ ท่านประธานครับ ผมทำตาม ข้อบังคับทุกขั้นตอนเลยครับท่านประธาน ผมประท้วงตามข้อบังคับจริง ๆ ครับ ผมไม่ได้ รับคำสั่งมาจากใคร ถ้าเช่นนั้นแล้ว ท่านประท้วง ท่านก็รับใบสั่งมาจากใครหรือเปล่าครับ ตัวเองทำคิดว่าคนอื่นทำด้วยหรืออย่างไรครับ ขอบคุณครับ
ท่านชี้แจงแล้วคงเข้าใจแล้ว เชิญต่อเลยครับ ท่านมีอะไรครับ เชิญครับ ท่านมีอะไรเชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ผมได้ประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ ผมอยากให้ ท่านประธานช่วยพินิจพิจารณาสิ่งที่ผมประท้วง แล้วก็ได้ให้ความเห็นไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ผมไม่อยากจะเห็นคน ๒ คนเท่านั้นครับ ที่ขึ้นมาประท้วงซ้ำ
ไม่เป็นไรครับ การประท้วง เป็นสิทธินะครับ ผมขอเรื่องนี้ผ่านเถอะครับ เชิญท่านนิพนธ์ต่ออีกนิดเดียวจะจบแล้วครับ ท่านจะประท้วงต่อหรือครับ เชิญครับเป็นสิทธิของท่าน
ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ท่านประธานใช้ดุลยพินิจใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ให้เคร่งครัดขึ้นมาประท้วงผิด ข้อบังคับข้อใด ท่านพิจารณาในเหตุผลที่เขาประท้วง ไม่ใช่ขึ้นมากล่าวหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมว่าถ้าหากว่า ๒ ท่านนี้ ไม่ได้อยู่ในสภาผมคิดว่าจะลื่นไหลได้ง่ายกว่านะครับ เพราะฉะนั้น การประท้วงซ้ำซากอย่างนี้
ผมจะใช้ดุลยพินิจครับ เชิญท่านนิพนธ์ต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี ท่านประธานครับ ผมก็ทำให้การอภิปรายผมไม่ประติดประต่อเลยนะครับ ผมต้องเริ่มใหม่กระมังท่านประธาน
ผมจำได้ว่าเมื่อกี้ท่านบอกว่า กล่าวโดยสรุป แล้วท่านก็พูดเรื่องตามที่ท่านเขียนว่าเกี่ยวกับวันที่มีมติ ท่านสรุปนะครับ แต่บังเอิญท่านก็ทวนไปถึงตอนที่ท่านอภิปรายตอนต้น
นั่นสิครับ พอประท้วงอย่างนี้ผมสติ
ท่านถึงตรงนี้ครับ
มันเลยไม่ต่อเนื่อง ทำความเข้าใจ กับท่านสมาชิกเสียงข้างมาก เดี๋ยวท่านจะฟังไม่เข้าใจ
ท่านถึงตรงวรรคหนึ่งนะครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานที่ยังจำแทน ผมได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติ เอาไว้ ๒ ประเด็น ผมอยากจะเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานสามารถ ผมเข้าใจว่า ตอนนี้คงจะหารือกับกฤษฎีกาอยู่นะครับ เพราะว่าประเด็นที่ผมได้นำกราบเรียนท่านประธาน มันเป็นประเด็นที่เป็นปัญหาในข้อกฎหมายจริง ๆ ผมเชื่อว่าคุณหมอชลน่านท่านเชี่ยวชาญ เรื่องข้อบังคับเยอะ ถ้าท่านอ่านอย่างนี้แล้วท่านยังไม่เห็นเป็นปัญหา ผมพยายามชี้แสงสว่าง ให้ท่านในปัญหาข้อกฎหมาย ผมไม่เชื่อว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นข้อชี้ หรือว่าเห็น ข้อสังเกตของผมแล้ว ท่านจะละเลยหรือเพิกเฉย เพราะนี่คือการจะทำให้การออกกฎหมาย ไม่สมบูรณ์ครับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านจำได้ไหมครับ ในมาตราที่ท่านอ้างว่า ด้วยความเคารพท่านรองประธานก็หันมามองผมเลยเมื่อสักครู่ ที่ผมเคยบอกว่าอายุความ ที่บอกให้ศาลอุทธรณ์ครั้งหนึ่งต้องตัดสินภายในนับจากไหนท่านจำได้ไหมครับ ผมเลยบอกว่า นับจากวันได้รับคำร้องที่เราไปแก้กันมาครั้งแรกไปบอกว่าต้องยื่นคำร้องภายใน ๓๐ วัน ผมเคย ท้วงติงในกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าเมื่อท่านจะเอา ๓๐ วัน ท่านต้องเขียนให้ชัดเจนว่า ๓๐ วัน นับจากไหน ผมขอบคุณท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากเลยในวันนั้น ท่านยังเห็นด้วย กับผม ท่านเพิ่มเติมว่า ๓๐ วัน นับจากวันที่ได้รับคำร้อง เพราะผมบอกว่าต้องชัดเจนว่า การนับอายุความมันต้องระบุว่านับจากไหนครับ ถ้าเราไม่ระบุให้ชัดเจนว่านับจากไหน มันเป็นการดิ้นกันไปได้ ตีความกันไปได้
ด้วยความเคารพครับ ประเด็นนี้ท่านได้พูดแล้วตอนต้นเลยครับ เชิญท่านต่อเถอะครับ
นั่นละครับท่านประธาน พอประท้วง ผมต้องเริ่มใหม่ทุกที อย่าประท้วงถ้าผมพูด ผมเลยกราบเรียนท่านสมาชิกเสียงข้างมากผ่าน ท่านประธานไป ฝากท่านสรุปนะครับว่าประเด็นเรื่องนับอายุความท่านต้องบอกได้ว่านับ จากไหน เอาละครับ จบท่านประธานถ้าอย่างนี้
ประเด็นแรก เรื่องการนับระยะเวลาฝากด้วยความเคารพ กรรมาธิการเสียง ข้างมากว่าท่านต้องลองดูสิครับ เพราะว่าท่านก็เห็นหลายคนก็เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายอยู่ พอท่านจะร่างกฎหมายไปบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ ท่านเห็นข้อบกพร่องแล้วท่านยังละเลย วันหนึ่งคนอาจจะบอกว่าเราละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าตรงใจละเว้นอย่างนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้าย ที่ผมพูดท่านประธานมันมี ๒ ประเด็นเท่านั้น ประเด็นที่ ๑ คืออายุความนับจากไหน จบ ประเด็นที่ ๒ คือการสิ้นสุด สมาชิกภาพของ สสร. หรือว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ รายละเอียดปลีกย่อยผมกราบเรียน ท่านประธานไปแล้วว่าเมื่อเราไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตรา ๒๙๑/๕ โดยในสภาแห่งนี้ไม่ได้ เปลี่ยนมาจากห้องประชุมคณะกรรมาธิการ แต่เรามาเปลี่ยนในห้องประชุมนี้ครับว่าให้ศาลฎีกา เป็นคนวินิจฉัยการสิ้นสุดสมาชิกภาพถ้า สสร. ท่านใดเข้าสู่ตำแหน่งโดยการทำผิดกฎหมาย เลือกตั้ง หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง เมื่อศาลฎีกามีคำวินิจฉัย หรือมีคำพิพากษาให้ ท่านสิ้นสุดสมาชิกภาพหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองฐานะท่านแล้ว ท่านมีฐานะ เป็นแล้ว ประกาศผลให้ท่านเป็น สสร. แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองแล้ว แต่มีคน มายื่นคำร้องว่าท่านมากล่าวหาท่าน สสร. ท่านนี้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ๑ ๒ ๓ ๕ ในที่สุดศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจริง เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจริงสมาชิกภาพต้องสิ้นสุด การสิ้นสุด สมาชิกภาพโดยคำวินิจฉัยของศาลฎีกาจะต้องถูกนำมาบัญญัติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสองด้วยครับ ท่านประธานครับ ท่านไปปรึกษาเถอะครับ สำนักไหนต้องเขียนเอาไว้ ถ้าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากจะชี้แจงผมไปข้าง ๆ คู ๆ ประทานโทษไม่ได้มีเจตนาอะไร ทั้งสิ้น ท่านจะหาเหตุผลมาบอกว่าก็มันเขียนไว้แล้วในมาตรา ๒๙๑/๕ ไม่ต้องเขียนมาตรานี้ ไม่จริงครับ เพราะมาตรา ๑๘ ก็เขียนเอาไว้แล้ว มาตรา ๒๙๑/๑๕ ก็เขียน มาตราอื่นก็เขียน แต่ในมาตรา ๒๙๑/๘ เขาเอามาบัญญัติไว้อีกครั้งหนึ่งโดยทั้งสิ้นเลย เพื่อให้เห็นว่ากรณีใดบ้าง ที่ถือว่าสมาชิกภาพเริ่มต้นเมื่อไร กรณีวรรคสองถือว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลงเมื่อไร เพราะมีผล โยงใยไปถึงต้องจัดการเลือกตั้ง ถ้ายังไม่สามารถนับได้ว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลงโดยวิธีการนี้ นับอายุความเริ่ม ๑ จะเลือกตั้งมาแทนกันอย่างไร มีข้อโต้แย้งกันได้ว่าอย่างนี้ถือว่าสิ้นสุดไหม ด้วยความเคารพท่านประธานว่านี่คือข้อสรุป ข้อที่ ๒ ของกระผมว่าการสิ้นสุดสมาชิกภาพ ตามมาตรา ๒๙๑/๕ จะต้องถูกนำบัญญัติเอาไว้เพิ่มเติม ท่านจะเพิ่มเติมเป็นอนุไหนก็แล้วแต่ แต่ว่าท่านต้องเพิ่มเติมเข้าไปในมาตรา ๒๙๑/๘ ท่านจะไม่เพิ่มเติมอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด ผมถือว่าเป็นการออกกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไม่รอบคอบ ถ้าเป็นกฎหมายลำดับรองหรือเป็น พระราชบัญญัติธรรมดาผมก็ไม่ท้วงติงท่าน ท่านอาจจะคิดว่าเอาละผ่านมาถึงขนาดนี้แล้ว ท่านเร่งรีบมาก ท่านเร่งรัดมาก จะผ่านกันไปอย่างนี้ แต่ด้วยความเคารพกฎหมายนี้ คือกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศ ท่านจะออกไปโดยมีข้อบกพร่อง อย่างนี้ไม่ได้ ผมจึงสรุปว่าใน ๒ ประเด็นนี้ ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก และผมรอฟังคำชี้แจงของกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
คุณหมอมีอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอกราบเรียนกับท่านประธานในเรื่องของ การถ่ายทอดสด คือพูดตอนนี้จะได้มีเวลาเตรียมตัว เพราะว่าเดี๋ยว ๕ โมงครึ่งก็จะมีการตัด การถ่ายทอดสดจากสภาไปถ่ายทอดเรื่องอื่น มันก็จะเข้าทำนองเดียวกับเมื่อวาน เพราะว่า ตามข้อตกลงของวิปแล้วก็ที่ท่านประธานสมศักดิ์ ซึ่งหลายเรื่องที่ผมเห็นไม่ตรงกับท่าน แต่ว่าเรื่องของการถ่ายทอดสดผมเห็นด้วยกับท่านครับ ท่านบอกว่าการประชุมสภาต้องมี การถ่ายทอด เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนท่านประธานตั้งแต่ตอนนี้ยังมีเวลาว่าให้ทางวิป รัฐบาล ซึ่งรับปากไว้แล้วว่าจะติดต่อโทรทัศน์ช่องอื่นให้มารับช่วงถ่ายทอดต่อ แล้วถ้าเกิดว่า ถึงเวลาตัดการถ่ายทอด ๕ โมงครึ่งแล้วนะครับ ยังไม่มีช่องใดมารับถ่ายทอดต่อ ท่านประธาน ต้องหยุดพักการประชุมนะครับ
เชิญคุณหมอชี้แจงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ต้องขออนุญาตที่จะ ชี้แจงในประเด็นร่างของคณะกรรมาธิการกับร่างของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวน ความเห็น ประเด็นสั้น ๆ ครับ ผมจะไม่ใช้เวลามาก
ท่านวิรัชมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมคิดว่าประเด็นของคุณธนาก็ดี ของคุณนิพนธ์ก็ดี และของผมก็ดี เหมือนกัน คล้าย ๆ กัน ฟังผมอภิปรายจบก่อน ซึ่งไม่ยาว สั้น ฉบับย่อ แล้วคุณหมอค่อยชี้แจงน่าจะเหมาะสมกว่า
คุณหมอจะรอชี้แจงหรือ ว่าจะชี้แจงตอนนี้ครับ
รอได้ท่านประธานครับ ไม่เป็นไรครับ ผมฟังได้ครับ
ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านวิรัชเลยครับ ท่านสุนัยมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ขออนุญาตนิดเดียวครับ ท่านวิรัชขอเวลาแป๊บเดียวนะ คือเมื่อกี้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้พูดเรื่องถึงประเด็นการถ่ายทอดว่าตอนเย็นถ้าไม่มีการถ่ายทอดนั้นนี่เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่า รัฐบาลไม่ถ่ายทอดไม่ใช่นะครับ แต่ด้วยเหตุเพราะมีภารกิจสำคัญของช่อง ๑๑ เกี่ยวกับ เหตุการณ์ต่าง ๆ ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้ท่านประธานครับ เพื่อไม่ให้เป็นประเด็นปัญหา เพราะว่าขณะนี้คนทางบ้านเขาก็เสนอความคิดมาว่าทำไมเดี๋ยวนี้พอไม่ถ่ายทอดแล้วอภิปราย กันไม่ได้เลยหรือ ซึ่งกรณีนี้ท่านประธานครับ
ท่านสุนัยด้วยความเคารพ เลยนะครับ ผมว่าไม่เป็นอะไรครับ
โอเคครับ
ผมจำได้ครับว่าเมื่อวานนี้ มีการคุยกันแล้วแม้ผมไม่ได้นั่ง แต่ผมทราบว่ามีการคุยกัน ไม่เป็นอะไรครับ ข้อหารือเมื่อกี้นี้ เดี๋ยวก่อน
ผมคิดว่าการอภิปรายน่าจะต่อได้ ท่านประธานครับ เพราะว่ามันไม่มีระเบียบปฏิบัติหรอกครับว่าถ้าไม่มีการถ่ายทอด แล้วหยุด อภิปรายนี่ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ คุณหมอคงไม่ แล้วกระมังครับ จะได้ว่าต่อ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม หมอสุกิจจากจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ครับ ขอเรียนผ่านไปยัง ท่านสุนัยครับ ผมไม่ได้กล่าวหารัฐบาลเลยครับว่าปิดกั้นไม่ให้มีการถ่ายทอดคือผมยอมรับว่า ไม่มีการถ่ายทอดจริง แต่ว่าเนื่องจากเป็นข้อตกลงอย่างไรครับ ข้อตกลงระหว่างวิป ๓ ฝ่าย แล้วก็ท่านประธานสมศักดิ์ท่านก็ได้สร้างบรรทัดฐานไว้แล้วนะครับ
เข้าใจผมอธิบายไปแล้วครับ ท่านไม่มีอะไรเสียหาย เชิญคุณวิรัชครับ
จึงเรียนให้เข้าใจ อย่างไรครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมเห็นใจนะครับ ที่ท่านประธานจะต้องรับฟังเรื่องราวให้ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนผู้แปรญัตตินะครับ อาจจะเป็นฉบับยาว ต้องขอเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ ในการแปรญัตติมี ๒ มิติครับ มิติแรก ก็คือเป็นฉบับเต็มคือยาว มิติที่ ๒ เป็น ฉบับย่อแปลว่าสั้น คล้าย ๆ มติ ครม. ล่ะครับ มีทั้งฉบับเต็มและฉบับย่อ เมื่อกี้ท่านประธาน ได้รับชมรับฟังในเรื่องของการแปรญัตติฉบับยาวแล้ว ทั้งของท่านธนาและของท่านนิพนธ์ ซึ่งไม่ผิดครับ ถูกต้องตามข้อบังคับและตามกติกา ต่อไปเป็นฉบับย่อ แล้วหลังจากนั้นจะสลับ ด้วยฉบับยาว หลังจากผมแล้วก็จะเป็นฉบับยาว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเรียน ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติคล้าย ๆ ของเพื่อนทั้ง ๒ นะครับ มาตรา ๒๙๑/๘ มันเป็น ความจำเป็นครับ เวลาพี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเขาชมอยู่ทางบ้านหรือฟังอยู่ ทางบ้านหลายท่านบอกว่าแปรญัตติเหมือน ๆ กัน น่าจะพูดน้อย ๆ ผมเรียนเลยครับ ในทาง ปฏิบัติจริง ๆ แล้วพี่น้องประชาชนเวลาเขาฟังถ้าฟังหลาย ๆ รอบเขาเข้าใจครับ เป็นผลดีครับ ท่านประธาน มาตรา ๒๙๑/๘ ผมต้องอ่านให้ฟังก่อน แล้วคนต่อไป ท่านต่อไปจะฉบับยาว แค่ไหนก็ตามเขาก็ต้องอ่านอย่างนี้นะครับ เพื่อให้คนทางบ้านได้เข้าใจเพราะเป้าหมายที่เรา ถ่ายทอด เป้าหมายที่เรามาแปรญัตติเพื่อให้เข้าใจกันทั่วประเทศเพราะเป็นกฎหมายสำคัญ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๘ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี นี่คือฉบับของ กรรมาธิการเสียงข้างมากซึ่งลอกมาจากร่างของ ครม. เต็มยศ ไม่มีการตัดเลยแม้แต่คำเดียว ท่านประธานครับ
วรรคสอง บอกว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) สิ้นสุดลงเมื่อ (๑) สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๒) ตาย (๓) ลาออก (๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ หรือมีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา ๒๙๑/๓ ในกรณีของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) (๕) ขาดคุณสมบัติตาม มาตรา ๒๙๑/๒ (๑) หรือ (๒) หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๓ (๑) หรือ (๓) ในกรณีในของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒)
วรรคสาม เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง เพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งหรือประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกำหนดเวลาสามสิบวัน เว้นแต่ระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน
วรรคสุดท้าย วรรคสี่ ในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง ตามวรรคสาม ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป แต่ทั้งนี้ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมเข้าใจ ในความเป็นจริงครับ เวลาเราอ่านมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) เหล่านี้ครับ พี่น้องประชาชน เจ้าของอำนาจที่แท้จริงที่อยู่ทางบ้านนี้บางครั้งก็ฟังไม่เข้าใจหรอกครับ เพราะฉะนั้นการที่ได้ อ่านหลาย ๆ รอบ สมาชิกผู้แปรญัตติ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้อ่านหลาย ๆ รอบเป็นผลดี สำหรับพี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงที่จะได้รับทราบเนื้อความครับท่านประธาน นั่นคือร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากซึ่งผมเรียนแล้วว่าลอกมาจากเรียกว่าเอามาจากร่าง ของ ครม. เต็มที่ครับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่คำเดียว ต่อไปนี้เป็นร่างที่ผมแปรญัตติ ผมแปรญัตติแปลว่าผมไม่เห็นด้วยในบางประเด็นในบางเรื่องดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๘ ซึ่งเป็นร่างที่ผมได้แปรญัตติ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี ผมอธิบายอย่างนี้ครับ ผมเรียนว่ามาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ก็คือการได้มาซึ่ง สสร. (๑) ก็คือเลือกตั้งโดยตรงจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ คน (๒) ก็คือนักวิชาการ ผมใช้คำนี้สั้น ๆ ก็แล้วกัน นักวิชาการทั้งหมดที่รัฐสภาจะเป็นผู้เลือก ๒๒ คน รวมแล้ว ๙๙ คน ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมได้แปรญัตติให้มีการเลือกตั้งจังหวัดละ ๒ คน แต่ว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ผมแพ้ครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนครับว่าในกรณีที่บอกว่าเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันที่รัฐสภามีมติ แล้วแต่กรณีนั้น ในส่วนของผมนี้นะครับ ตอนนั้นที่บอกว่าในวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี ผมตัดข้อความนี้ เพราะผมมั่นใจว่าถ้อยคำหรือเนื้อความที่ผมนำเสนอนี้ กรรมาธิการเสียงข้างมาก น่าจะเห็นด้วย แต่ว่าเมื่อท่านไม่เห็นด้วยก็เป็นอันว่าตกไป เพราะฉะนั้นที่ผมแปรญัตติตัดคำว่า หรือวันที่รัฐสภามีมติ แล้วแต่กรณีนั้นเป็นเหตุผลที่ผมได้นำเสนอท่านประธานครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ วรรคสองที่ผมแปรญัตติก็คือว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) อันนี้ก็สืบเนื่องมาจากที่ผมแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑ ที่ผม ให้มี สสร. แบบเดียว ประเภทเดียวคือแบบเลือกตั้งจังหวัดละ ๒ คน เมื่อแพ้ไปผมก็เลยได้ แปรตัดนะครับ ท่านประธานครับ ข้ามมาที่ (๔) นะครับ นั่นก็คือขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๓ ท่านประธานครับ ในกรณีของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ตรงนี้ที่ผมตัดออกตั้งแต่ในกรณีของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) นั้น ที่ตัดออกก็เพราะว่าผมแปรญัตติ เหตุผล เดียวกันนะครับ ผมแปรญัตติให้มี สสร. ประเภทเดียวคือประเภทเลือกตั้งจังหวัดละ ๒ คน ท่านประธานครับ มาที่ (๕) ผมบอกเลยว่าผมเป็นฉบับย่อ เพราะฉะนั้นผมก็จะพยายามย่อ ท่านประธานครับ (๕) บอกว่าขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ (๑) หรือ (๒) หรือ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๓ (๑) หรือ (๓) และ (๔) และ (๔) นี้ที่ผมเติมเข้าไปนั้น ท่านประธาน ผมกราบเรียนครับว่าที่เติมเข้าไปนั้น (๔) ก็คือเป็นกรณีที่ผมแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๓ เพิ่มไปนะครับว่า ในกรณีที่ห้ามผู้ที่จะเป็น สสร. นี่ผมบอกว่าต้องห้ามสมาชิกพรรคการเมือง คือไม่อยากให้พรรคการเมืองเข้าไป เกี่ยวข้อง ห้ามการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมาแล้ว แต่ยังห่างพรรคไม่ถึง ๓ ปี ไม่เกิน ๓ ปี ตรงนี้เมื่อผมคิดอย่างนี้ผมจึงได้แปรญัตติได้เพิ่มไป ในข้อความที่ขีดเส้นใต้ว่า และ (๔) นี่คือคำอธิบายครับท่านประธาน
ตอนท้ายครับ ในกรณีของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) อันนี้ผมก็ต้องตัดออก ท่านประธานครับ เหตุผลที่ตัดออกเพราะเหตุผลเดียวกันละครับ เมื่อผมคิดว่าประเทศไทยน่าจะมีผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญหรือสมาชิก สสร. หรือ สสร. นี่น่าจะมีมา จากประชาชน ซึ่งตรงกันภาคประชาชน ตรงกับหลาย ๆ ท่าน แต่ไม่ตรงกับใจของกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ท่านไม่ยอมครับ ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลในวรรคสองนะครับ
วรรคสาม ท่านประธาน เมื่อตำแหน่งสมาชิกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง อันนี้ก็เหตุผลเดียวกันนะครับ ผมคงไม่ต้องอธิบาย ซ้ำนะครับ เพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๑๕ นี่เป็นเรื่องที่สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง ซึ่งมีอยู่ ๔ กรณี สภาร่างรัฐธรรมนูญ มีจำนวนสมาชิกเหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จ ภายในเวลาที่กำหนด เขากำหนดไว้เดิมนี่นะครับ ในร่างฉบับนี้ร่างของ ครม. ซึ่งเดิม กรรมาธิการเสียงข้างมากก็เห็นชอบด้วย เห็นดีเห็นงามด้วยนั่นก็คือ ท่านประธานครับ เรียกว่า ๖ เดือน ๑๘๐ วัน ต่อมาพวกผมกรรมาธิการเสียงข้างน้อยให้เหตุผล ยกเหตุผล ขึ้นมาท่านก็ยอมรับ ตรงนี้ต้องขอบคุณละครับที่ท่านได้เห็น เรียกว่า แสงธรรม ท่านก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นเอาเป็น ๒๔๐ วัน ซึ่งก็ไม่ตรงกับผมนะครับ ในมาตราต่อ ๆ ไปนี่ผมแปรญัตติไว้ ๑ ปีครับ เราไปกำหนดทำไม ๒๔๐ วัน แต่ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากวันนี้บอกว่า ๒๔๐ วัน ไม่เป็นไรครับท่านประธาน นี่คือ (๒) ของมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๓) เมื่อร่างรัฐธรรมนูญได้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นรัฐธรรมนูญแน่นอนนะครับ เมื่อเรียบร้อยแล้ว ได้รัฐธรรมนูญแล้วก็พ้นไปนะครับ และ (๔) เมื่อร่างรัฐธรรมนูญตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหกนะครับ ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลที่ผมได้แปรญัตติอภิปรายเพิ่มเติมเล็กน้อย ท่านประธานครับ วรรคสามเมื่อกี้นี้บอกว่าถึงมาตรา ๒๙๑/๑๕ ข้อความต่อไป คือให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือกสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกำหนดเวลาร่างของ ครม. และร่างกรรมาธิการ เสียงข้างมากบอกว่า ท่านประธานครับ ๓๐ วันอย่างที่เพื่อนสมาชิกก่อนหน้านี้ได้อภิปราย ไปแล้ว จริง ๆ ก็เหตุผลคล้าย ๆ กันครับ แต่ก็ห้ามผมให้มีเหตุผลเหมือนกับผู้แปรญัตติก่อน หน้านี้ไม่ได้ รวมทั้งผู้ที่แปรญัตติหลังจากผมเขาก็มีเหตุผล เหตุผลกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่เห็นอย่างหนึ่งก็เหมือน ๆ กันนะครับ เหตุผลกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่เห็นเหมือนกัน ใครจะมาต่อว่าต่อขาน ใครที่จะมาบอกพูดดักคอไว้ว่า ถ้ากรรมาธิการแปรญัตติเหมือนกัน ก็คงจะพูดให้น้อยลง อันนี้ห้ามไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมนำเรียนครับว่าที่ผมแปรญัตติว่า ภายในกำหนดเวลานี่ผมขอแปรญัตติเป็น เวลา ๔๕ วันครับ มากดีกว่าน้อย ไม่ได้เสียหาย อะไรเลย ตรงนี้ครับเราคาดหวังว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากที่อยู่ด้านซ้ายของท่านประธาน ด้านบนนี่ถ้าได้ดวงตาเห็นธรรมเมื่อไม่ ช่วยกรุณาเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจเถอะ ผมหวังนะครับ ผมหวังกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งประชุมกันมาหลายวันผมไม่ใช้คำว่า ดื้อนะครับ เดี๋ยวจะไปซ้ำกับท่านประธาน เอาเป็นว่าท่านไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเลย แต่ผมให้ข้อสังเกตนะครับท่านประธาน ท่านยืนยันตลอด ในมาตรา ๒๙๑/๕ เรียกว่า คอเป็นเอ็นเลยล่ะ ไม่ว่าใครต่อใครอภิปรายในกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านไม่ฟัง จะโหวต ท่าเดียวครับ ผมไม่ต้องเอ่ยว่าใครชอบเสนอว่าโหวต ๆ นี่ ตระกูลวิเหมือนกันโหวตเดี๋ยว ก็โหวต รู้ว่าเสียงข้างมากก็จะโหวต แต่ท่านประธานครับ ตั้งแต่ห้องคณะกรรมาธิการ ชั้น ๓ ตึกหลัง ที่เราเรียกว่าห้องงบประมาณซึ่งเป็นที่ประชุม ของเรา ของคณะกรรมาธิการคณะนี้ จวบจนกระทั่งมาถึงห้องใหญ่นี้นะครับ ประชุมรัฐสภา ในที่สุดท่านก็ต้องมาจนแต้ม นี่ไม่ใช่เยาะเย้ยท่านนะ ท่านก็ต้องเอาตามร่างของท่านนิพนธ์ บุญญามณี ขออภัยต้องเอ่ยนาม นั่นก็คือต้องใช้กฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาของ ส.ว. ท่านประธานครับ นี่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ท่านไม่เห็นด้วย ไม่ว่าในห้องคณะกรรมาธิการ แล้วก็ในห้องนี้ตั้งแต่ต้นมาท่านคิดผิดครับ ผมอยากให้ท่านนำตัวอย่างในมาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งในที่สุดท่านยอมรับตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านมาปรับใช้กับมาตรา ๒๙๑/๘ นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวรรคสามที่บอกว่าภายในกำหนดเวลา ๔๕ วันที่ผมแปรญัตติ มันจะ เสียหายอะไร ถ้าเอามากเข้าไว้ อันนี้ให้พิจารณา เมื่อกี้ท่านนิพนธ์ บุญญามณี บอก คาดเดาว่า ท่านประธานซึ่งชื่อสามารถ แก้วมีชัย หายไปด้านหลังคงไปคุยกับคณะกรรมการกฤษฎีกา ไหนพยักหน้าให้ชื่นใจหน่อยสิ ไปคุยหรือเปล่า ท่านประธานครับ ข้อความต่อไปเขาบอกว่า เว้นแต่ระยะเวลาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน จริง ๆ ร่างนี้เมื่อแก้ไขแล้ว สสร. มีเวลา ๘ เดือนครับ แต่ถ้าบอกว่า เวลาที่เหลือไม่ถึง ๙๐ วัน อันนี้ก็เหมือนกับเพื่อน ๆ กรรมาธิการผู้แปรญัตติที่บอกไปแล้วว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องมีการเลือกนะครับ เรียกว่า สสร. มีเวลาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนี่บอกแล้ว ๒๔๐ วัน วรรคสี่ท่านประธาน ในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลงตามวรรคสาม ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ก็มีข้อยกเว้นครับ นั่นก็คือ แต่ทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ จำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ที่ผมตัด (๑) (๒) ออกนั้น ก็เจตนาที่ผมพูด ไปแล้วคือผมต้องการให้มีประเภทเดียว แต่เมื่อแพ้ก็ไม่เป็นอะไร ท่านประธานครับ กรณีนี้ เหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ถ้าคิดเป็นตัวเลขก็คือต้องมี ๕๐ คน ถ้าเหลือไม่ถึง ๕๐ คน ก็ไม่ได้ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าอยากจะนำเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ผมได้แปรญัตติจริง ๆ ลึก ๆ คาดหวังครับ คาดหวังว่าได้ประชุมกันมา ด้วยเหตุด้วยผล แม้บางครั้งหรือหลายครั้งที่เราเสนอไป กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเสนอไปแล้ว ท่านไม่นำพา ไม่เป็นอะไร แต่วันนี้ด้วยเหตุด้วยผล ถ้ามันไม่เสียหาย ถ้ามันไม่ทำให้รูปแบบของ กฎหมายมันเสียหาย ผมคิดว่าถ้าจะทำตามหรือจะเรียกว่าเอาใจกรรมาธิการเสียงข้างน้อย สักเล็กน้อย เขาแปรญัตติว่า ๔๕ วัน ก็ช่วยกรุณาแก้เป็น ๔๕ วัน ไม่ใช่เป็นพระคุณกับ ผมนะครับ เป็นพระคุณกับประชาชนคนที่เลือกท่านมาทำหน้าที่นี้ ท่านประธานครับ ผมนำ เรียนท่านประธานนะครับว่าอยากจะฝากความหวังไว้กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก วันนี้ท่าน อยู่ด้านบนแล้วเสียงก็ข้างมาก ย้ำอีกทีครับท่านประธาน ไม่เยิ่นเย้อ นึกถึงมาตรา ๒๙๑/๕ นึกถึงข้อนี้ให้มาก ๆ นั่นแปลว่าสิ่งที่ท่านคิด สิ่งที่ท่านพูด สิ่งที่ท่านแสดงความเห็นยืนยันมาตลอด ไม่แน่เสมอไป ท่านประธานครับ ผมหวังว่ามาตรา ๒๙๑/๘ น่าจะคล้าย ๆ กับมาตรา ๒๙๑/๕ แล้วพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างมาก ท่านประธานครับ ผมบอกแล้วว่าฉบับย่อ เดี๋ยวผมนั่งแล้วท่านก็จะเจอฉบับยาว เพราะฉะนั้นฉบับย่อก็คือย่อ ผมขอขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ เชิญ คณะกรรมาธิการครับ เชิญคุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ต้องขออนุญาต ท่านประธานที่จะเรียนชี้แจงในมาตรา ๒๙๑/๘ ซึ่งเป็นบทมาตราที่ว่าด้วยเรื่องของสมาชิกภาพ การสิ้นสมาชิกภาพและการเลือกตั้งหรือสรรหาทดแทนของสมาชิก ท่านประธานที่เคารพครับ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ๓ ท่าน ได้กรุณาเสนอข้อที่ท่านได้สงวนความเห็นไว้ต่อกรรมาธิการ แล้วท่านนำมาบอกกับท่านประธานผ่านมายังเพื่อนสมาชิกเพื่อที่จะให้เพื่อนสมาชิกจะได้ ให้ความเห็นชอบตามร่างของท่านเอง เบื้องต้นผมขออนุญาตอย่างนี้ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นชี้แจงอยู่ ๓ ประเด็นเท่านั้นเอง
ประเด็นที่ ๑ ผมต้องกราบเรียนในนามกรรมาธิการนะครับ โดยท่านประธาน สามารถและกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอยืนยันร่างกรรมาธิการที่ปรากฏเป็นร่างกรรมาธิการ เรายืนยันขอให้สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบร่างกรรมาธิการ เหตุผลที่ต้องเรียน ยืนยันอย่างนี้เบื้องต้นนะครับ เพราะว่าร่างกรรมาธิการถึงแม้จะมีสมาชิกบางท่านบอกว่าเป็น ร่างคณะรัฐมนตรี แล้วใช้คำว่า ลอกมาทั้งดุ้น ต้องขออภัยที่ใช้คำตามท่าน ไม่สุภาพนักนะครับ แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่ากระบวนการขั้นตอนที่รัฐสภาแห่งนี้ รับหลักการในวาระที่หนึ่งไปนี้ ท่านรับร่างคณะรัฐมนตรี ร่างเพื่อนสมาชิก ๒ ร่างนะครับ เมื่อสภามีมติรับร่างแล้วนี้นะครับ นั่นเราถือว่าเป็นร่างของรัฐสภาครับ เป็นร่างรัฐสภา คณะกรรมาธิการมีหน้าที่จะเอาร่างรัฐสภาไปพิจารณาในรายมาตราให้ถี่ถ้วน ถ้าเห็นว่าร่างนั้น ที่รับมาไม่มีความจำเป็นใด ๆ มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวมันแล้ว คณะกรรมาธิการก็ไม่มี ความจำเป็นต้องไปแก้ไข ซึ่งก็เป็นวิธีปฏิบัติกันในการตรากฎหมายเป็นอย่างนี้เรื่อยมานะครับ ก็เป็นสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้ดูไปแล้วในชั้นหนึ่ง คณะกรรมาธิการก็มีความจำเป็น เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมกราบเรียนเบื้องต้นและขอยืนยันร่างคณะกรรมาธิการ
ประเด็นที่ ๒ ครับ ในข้อสงวนความเห็นของท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ทั้ง ๓ ท่านนะครับ สงวนในลักษณะเดียวกันแต่เวลาสงวนก็คงแยกเป็นทีละท่านนะครับ แต่ว่าข้อความสงวนเหมือนกันทุกบรรทัด ทุกตัวอักษรที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ประเด็นส่วนใหญ่ เป็นการแก้ไขครับ แก้ไขส่วนที่ ๑ เป็นการแก้ไขให้สอดคล้องกับร่างมาตรา ๒๙๑/๑ ของ ท่านเอง ที่ท่านจะประสงค์ให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวนะครับ เพราะฉะนั้น บทบัญญัติใดที่เขียนถึง สสร. ที่มาจากการสรรหาหรือมีการคัดเลือกของรัฐสภา ท่านก็ต้อง แปรญัตติตัดออก ตัดออกในคำแปรญัตติของท่านหรือสงวนความเห็นของท่านออกไปครับ ตรงนั้นก็เพื่อให้สอดรับกัน อันนั้นประเด็นที่ ๑ ครับ เช่น ในวรรคหนึ่งของท่านเองที่ตัดคำว่า หรือวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี ท่านตัดออก เพื่อให้สอดคล้อง แม้กระทั่งในวงเล็บนะครับ ที่ท่านตัดเลข ๑ เลข ๒ ออกก็เพื่อให้สอดคล้อง
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านสงวนความเห็นไว้ก็เป็นประเด็น ก็คือเรื่องเวลา เวลาเมื่อ สสร. ว่างลงครับ ร่างของคณะกรรมาธิการให้มีการเลือกตั้งหรือคัดเลือกซ่อมภายใน ๓๐ วัน ประเด็นนี้แตกต่างกันชัดเจน ท่านเสนอมา ๔๕ วัน ภายใน ๔๕ วัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตประเด็นเรื่องของ ๔๕ วันที่เป็นร่างคณะกรรมาธิการ ร่างคณะกรรมาธิการเอง ยืนอยู่ที่ ๓๐ วันตามร่างเดิมของรัฐสภา เพราะเราได้ตรวจสอบ เราได้ถามความเห็นนะครับ แล้วดูกระบวนการที่เขียนในบทมาตราแล้วนี่ ๓๐ วันสามารถดำเนินการได้ ไม่ว่าจะเป็นการ เลือกตั้งซ่อมหรือคัดเลือกโดยรัฐสภา ท่านประธานครับ ในกระบวนการการเลือกตั้งซ่อม และคัดเลือกโดยรัฐสภา ขั้นตอนในการที่จะนำเสนอเป็นพระราชกฤษฎีกาก็ดี หรือทำอย่างอื่น ที่นอกเหนือจากนี้ไม่ได้นำมาเป็นองค์ประกอบนะครับ เมื่อมีตำแหน่งว่างลงเมื่อใด ก็เป็น คำถามท่านว่านับจากตรงไหนนะครับ ในวรรคที่เขียนครับ เมื่อตำแหน่งสมาชิกว่างลง เมื่อใด นั่นคือว่างลง ก็เอาวันนั้นเป็นวันตั้งต้นและว่างลง ก็นับไป ๓๐ วันนะครับ เพราะเขียนอยู่ ในตัวบทอยู่แล้ว แต่อาจจะเขียนยาวไปสักนิดหนึ่งนะครับ เมื่อว่างและนับไป ๓๐ วัน ก็จัดการคัดเลือกให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน เลือกตั้งให้แล้วเสร็จ ภายใน ๓๐ วัน ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นประเด็นว่าจะทำทันหรือไม่ทันครับ จริงอยู่ครับรัฐธรรมนูญ ที่พวกเราถืออยู่ในปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ ว่าด้วยการสิ้นสมาชิกภาพของสภาผู้แทนราษฎร กรณี ที่มีการเลือกตั้งซ่อมก็เขียนไว้ภายใน ๔๕ วันครับ อาจจะ ๓๐ วัน ส่วนใหญ่ก็ประมาณ ๓๐ วัน เพราะฉะนั้นประเด็นวันก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกครับ ยืนยันว่าทำทันอย่างแน่นอน
ประเด็นต่อไป ที่เป็นข้อคำถามของเพื่อนสมาชิก ผมก็จะนำเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกครับ เกี่ยวกับร่างคณะกรรมาธิการ ผมคงไม่สามารถที่จะไปนำเสนอ ประเด็นที่ท่านได้เสนอคำแปรญัตติไว้ หรือสงวนความเห็นเอาไว้แก้ไขเพิ่มเติมตรงนั้น เพราะท่านได้พูดไปแล้ว
ประเด็นที่ ๑ เป็นข้อคำถาม คือทำไมไม่นำเอามาตรา ๒๙๑/๕ ที่ว่าด้วยการวินิจฉัย ของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมาบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ ที่เขียนเกี่ยวกับสมาชิกภาพ ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงเมื่อ ก็เขียนไล่ลงมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองต้องกราบเรียนครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๖ ที่ท่านถืออยู่ในมือคือ ปี ๒๕๕๐ ครับ เขียนว่าด้วยการสิ้นสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเทียบเคียงได้ครับ มีอยู่ทั้งหมด ๑๑ วงเล็บ ๑๑ วงเล็บผมก็พยายามดูทั้งหมด คณะกรรมาธิการพยายามดูทั้งหมด ท่านดูก็ได้ ไม่ได้นำเอาคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง กรณีวินิจฉัยของสภาผู้แทนราษฎร กรณี ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมาเขียนไว้ในบทบัญญัติของการสิ้นสมาชิกภาพ เพราะนัยต่างกันครับ นัยของการวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นการวินิจฉัยให้มีการเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้ง แล้วก็จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ กระบวนการตรงนี้เป็นตัวบทบัญญัติของมันเองครับ แยกอย่างชัดเจนครับ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ก็คือโดนใบแดง หรือสั่งให้เลือกตั้งใหม่ นั่นคือ กรณีใบเหลือง คนเดิมลงมาได้อีกครับ คนเดิมก็สามารถลงมาเลือกตั้งได้อีก ยกเว้นเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งที่ถูกตัดสิทธิไปไม่ให้ท่านกลับมาลงได้ใหม่ คนละประเด็นกับการสิ้นสุดสมาชิกภาพ ที่เราเขียนในมาตรา ๒๙๑/๘ การสิ้นสุดตามมาตรา ๒๙๑/๕ เป็นคำสั่งศาล กรณีที่มีความผิด ต่อกฎหมายเลือกตั้ง เราใช้คำว่า เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ครับ เราไม่ได้ใช้คำว่า สิ้นสุดสมาชิกภาพ เป็นการเพิกถอนสิทธิเขาเลย ตรงนั้นเองก็เป็นประเด็นหนึ่งว่าเราเทียบเคียงกฎหมายที่มีอยู่ เขียนในมาตรา ๑๐๖ อย่างไร เราก็มาเขียนมาตรา ๒๙๑/๘ เช่นนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างกัน ถ้านำมาเขียนก็จะมีคำถามว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๖ เขียนอย่างนี้ ทำไมมาตรา ๒๙๑/๘ ถึงต้องเขียนให้แตกต่างไป ก็จะมีคำถามนะครับ ซึ่งก็อธิบายได้ยากอีก โดยความ รวมนะครับ ก็คือว่ามันเป็นลักษณะของการสิ้นสุดโดยการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยศาล เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมาบันทึกในมาตรา ๒๙๑/๘ นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นที่ผมต้องกราบเรียนต่อข้อเสนอของเพื่อนสมาชิก เป็นคำถามที่เป็นประโยชน์ยิ่ง แต่ว่าสิ่งที่ท่านคณะกรรมาธิการ ผมเองก็ด้วยความเคารพท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ที่เป็นกรรมาธิการ โดยเฉพาะท่านนิพนธ์ ข้อเสนอ ข้อทักท้วงหลายประการของท่านได้รับ การนำเสนอ แล้วเอามาแก้ไข เช่น การนับวันอะไรต่าง ๆ แต่เสียดายครับ มาตรานี้เองสิ่งที่ ท่านได้สงวนความเห็นไว้ท่านก็ไม่ได้แปรญัตติในประเด็นนี้เลย ก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งถ้าท่าน แปรญัตติเอาไว้นะครับ แต่ว่าสิ่งที่ท่านตัดออกเป็นการตัดให้สอดคล้องกับเรื่องเดิมที่ท่าน แปรญัตติไว้เท่านั้นเอง ยกเว้นที่ท่านแก้เป็น ๔๕ วัน ตรงนั้นผมเองก็ได้ชี้แจงไปแล้วครับ ด้วยความขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านนิพนธ์มีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งท่านได้ชี้แจงเมื่อสักครู่ ผมคิดว่าผมด้วยความเคารพ กรรมาธิการเสียงข้างมากที่อยู่ข้างบนนั้น ประเด็นที่ท่านไม่นับเรื่องอายุความ ถ้าท่านจะเขียน ให้ชัดเจนอย่างไร ผมคิดว่าท่านไปทบทวนเถอะครับ ท่านเขียนกฎหมายนี่ท่านจะเขียนว่านับจากวันที่เกิดเหตุนั้น ๆ เกิดขึ้นหรืออย่างไรก็แล้วแต่ ต้องเขียนให้ชัด เพราะว่ามันมีหลายกรณีที่ทำให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง แล้ว ๓๐ วันมันนับ จากวันไหน ท่านประธานสามารถท่านลองโปรดทบทวนเถอะครับ ผมคิดว่ามันจะเป็น ประโยชน์ยิ่งในการปฏิบัติในวันข้างหน้าเผื่อเกิดปัญหาขึ้น แล้วมันมีผล เขียนเสียให้ชัดเจน อาจจะมีผลถึงกรณีที่ต้องให้ท่านประธานตัดสินใจว่ากรณีตาม (๒) ของท่าน ท่านจะเขียน อย่างไร ท่านจะถือวันไหนว่าขาดคุณสมบัติอย่างไรหรือไม่ อันนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายจริง ๆ แต่ว่าที่ผมไม่เห็นด้วยกับคำชี้แจงอย่างแรงของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านได้โปรดดูเถอะครับ เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าให้ไปดูการสิ้นสุดสมาชิกภาพในมาตรา ๑๐๖ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ เพื่อให้เกิดความชัดเจนประเด็นนี้จะได้จบไป รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๑๐๕ เขียนถึงเรื่องการเริ่มต้นสมาชิกภาพเขาเขียนเอาไว้ มาตรา ๑๐๕ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง อันนี้ชัดเจน มาตรา ๑๐๖ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเมื่อผมไม่อ่านหมด เพราะว่า มันเขียนคล้าย ๆ กันว่า ตาย ออกตามวาระ หรือว่าสภาถูกยุบ ตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติว่า ไล่มาเรื่อย แต่ผมเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านกรรมาธิการชลน่านอ่านเมื่อสักครู่อยู่ใน (๙) ท่านประธานครับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านได้กรุณาอ่าน (๙) ตามไปนะครับ เพื่อให้ประเด็นนี้ชัดเจน (๙) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งเขายังเขียนไว้เลยครับ หรือศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๙๑ หรือศาลฎีกามีคำสั่ง ตามมาตรา ๒๓๙ วรรคสอง ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติ หรือศาลมีคำวินิจฉัย หรือมีคำสั่งแล้วแต่กรณี ท่านเห็นไหมครับ คำสั่งคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ยังต้องเอามาเขียนรับรองไว้ครับ แล้วท่านไปดูสิครับ เปิดตามต่อไป ท่านเปิดตามต่อไป ในมาตรา ๒๓๙ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๒๓๙ ท่านสามารถช่วยเปิดดูหน่อยเถอะครับ เผื่อท่านได้พยักหน้าตามผมบ้าง มาตรา ๒๓๙ วรรคสอง ท่านประธานครับ ไม่ต้องอ่านทุกวรรค อ่านเฉพาะวรรคสอง วรรคสองเขียนชัดเจนนะครับ ในกรณีที่ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย เมื่อศาลฎีกาได้รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ วุฒิสภาผู้นั้น จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำร้องท่านเห็นไหมครับ ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งใดหรือเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลง เห็นไหมครับ เหมือนกันเป๊ะเลยท่านประธาน แต่ว่าเขาก็เอามาเขียนไว้ในเหตุตามมาตรา ๑๐๖ อย่างไรครับ ท่านบอกว่าชี้แจงผมเมื่อกี้ว่า ไม่จำเป็นต้องเขียน เขียนชัดเจน ผมด้วยความเคารพหมอชลน่านที่จริงท่านอาจจะไม่อ่าน ให้จบกระบวนความ แต่ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี่เขียนไว้ชัดเจน แต่เรากำลัง แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เขียนเหตุการณ์สิ้นสุดสมาชิกภาพไว้ท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากโปรดทบทวน โปรดอ่านคำรัฐธรรมนูญที่บังคับอยู่ดี ๆ นะครับ ผมคิดว่าท่าน อาจจะเปลี่ยนทัศนคติหรือเปลี่ยนใจก็ได้ เพราะว่าแสงแห่งธรรมจะดลบันดาลใจท่านครับ
ท่านประเสริฐมีอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ตามที่ท่านประธานได้กราบเรียนให้กับ ที่ประชุมเมื่อวานนี้ เรื่องการถ่ายทอดสด ซึ่งท่านประธานบอกไว้ว่าวันนี้เวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกา ทางทีวีช่อง ๑๑ จะตัดรายการไปถ่ายทอดเรื่องการพักหนี้เกษตรกร ทีนี้ช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่ทราบว่าท่านประธานจะหาทีวีช่องไหนมาถ่ายทอดแทนครับ
ขอบคุณท่านประเสริฐครับ ที่จริงโดยความเห็นส่วนตัวของผม ผมยืนยันนะครับว่าเห็นควรว่าจะต้องมีการถ่ายทอด เหมือนที่ผมพูดเมื่อวานนะครับ แต่ทีนี้การประสานงานกันมันกระชั้นชิดแล้วก็ทางวิปรัฐบาล ก็พยายามเต็มที่ แล้วก็ได้แจ้งผมมาโดยตลอดนะครับ เพราะฉะนั้นเอาว่าหลักการคือควรต้อง ถ่ายทอดสด เพียงแต่ในช่วงนี้ที่จะต้องเบรก (Break) ไปสัก ๑ ชั่วโมง ก็ขอเป็นว่าเราก็ไม่ต้อง มาพักนะครับ เราก็ว่ากันไป เพราะว่ามันถ่ายทอดมา ๙ วัน ๑๐ วัน อาจจะมีพักไปถ่ายทอด อย่างอื่นบ้างเล็กน้อย ซึ่งมันฉุกละหุก เราก็อย่าเอาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้มาเป็นเรื่อง เป็นราวเลยครับ มันจะเสียเวลา เราก็พิจารณาต่อไป ก็แค่ชั่วโมงเดียว แต่สัปดาห์หน้าก็คิดว่า น่าจะมีคำตอบที่ดีกว่านี้ เอาว่าหลักการเราตรงกัน อย่างนั้นนะครับ ผมขอดำเนินการต่อครับ ท่านประเสริฐ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานเป็นไปได้ไหมครับ เพราะเพียง ๑ ชั่วโมงเราก็ ใช้มาตรฐานเมื่อวานครับ เราก็พักสัก ๑ ชั่วโมง เพราะพวกเราก็เหน็ดเหนื่อยกันมาพอสมควร แล้วก็ถ้ามันไม่ได้ถ่ายทอด ก็รักษามาตรฐานไว้ ไม่มีปัญหาครับ มันจะได้เป็นไปตามที่เรา ดำเนินการไปตามภาวะปกติและมาตรฐานนี้เราก็ใช้มาแล้วตั้งแต่เมื่อวาน และวันนี้จริง ๆ เรา ก็พักน้อยกว่าเมื่อวาน เมื่อวานเราพักตั้ง ๒ ชั่วโมงครับ
ถ้าพูดถึงเหนื่อย คนที่นั่ง ข้างบนนี่เหนื่อยมากกว่านะครับ เพราะฉะนั้นอย่านั่นเลย แค่ชั่วโมงหนึ่งเราทำหน้าที่ของเรา ต่อเถอะครับ ท่านสุนัยมีอะไรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร ด้วยความเคารพต่อท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่ได้พูดถึง ท่านประธานครับ เราเข้าใจดีว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่โดยประเพณีของเรา เราก็ถือกันมาตลอด ว่าการถ่ายทอดนั้นไม่ใช่เงื่อนไขว่าถ้าไม่มีถ่ายทอดแล้วประชุมไม่ได้ อย่างที่ท่านประธาน บอกมาเมื่อสักครู่ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดครับ เราถ่ายทอดกันมา ๙ วัน ๑๐วัน แค่ชั่วโมงเดียวครับ เราจะได้ทำงานต่อไปได้ อีกประการหนึ่งเท่าที่ผมทราบ ยังมีทีวีอีกหลาย ช่องเหลือเกินครับที่เขาเก็บไปรีรัน (Rerun) ครับ รู้สึกบลูสกาย (BLUESKY) ก็ออก เอเชีย อัพเดท (Asia Update) ก็ออก ดังนั้นผมเชื่อว่าคำพูดของท่านที่มีความสำคัญนั้นสื่อมวลชน ก็นั่งเฝ้าตลอด ไม่มีตกหล่นครับ โดยเฉพาะท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องขอเอ่ยชื่อ เอ่ยนามนี้ คือท่านพีระพันธุ์ ท่านเป็นคนมีเหตุผลที่สุดครับ อยู่ในกรรมาธิการท่านให้ข้อคิด ท่านเป็นอดีตนักกฎหมาย เป็นอดีตผู้พิพากษา ผมเชื่อว่าคำอภิปรายของท่านที่เป็นประเด็น ที่จะถึงต่อไปนี้ครับ รับรองได้ว่าไม่มีตกหล่นในหน้าสื่อมวลชนแน่นอนครับ จึงสนับสนุน และอยากจะขอความกรุณาท่านประธาน อย่าให้เสียเวลาสภาครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ เมื่อกี้ ได้รับแจ้งจากท่านเลขาธิการทางโน้นเขาจะไม่ตัด เขาจะถ่ายทอด เห็นว่าอย่างนั้น เลขาธิการ รายงานอย่างนั้นนะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่จะตัดไปหรือไม่ตัดไปแค่ชั่วโมงหนึ่งผมก็ต้องขอ ความกรุณา แต่ทางเลขาธิการยืนยันว่าเขาไม่ตัด ผมขอต่อเลยกระมังครับ ท่านประเสริฐครับ
ท่านประธานครับ เพื่อความเข้าใจ ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานดำริถูกแล้วว่าท่านประธานเหนื่อยกว่า จริง ๆ พวกผมก็นั่งกันทั้งวันทั้งคืนครับ ก็เห็นใจท่านประธาน แต่ถ้าท่านประธานยืนยันว่าเขาแจ้งมาว่าวันนี้เขาจะไม่ตัด พวกผม ก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ต่อไปครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
พอแล้วกระมังครับ ท่านพิเชษฐ์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมหารือท่านประธานนะครับ เมื่อวานนี้แข่งกีฬา ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก็พยายามที่จะให้ไม่มีการถ่ายทอดครับ ท่านประธานครับ วันนี้เกษตรกรเขารอว่ารัฐบาลจะเสนอพักหนี้อย่างไร เขารอกันทั่วประเทศนะครับ มันเป็น เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งเฉพาะหน้า เรื่องของรัฐธรรมนูญก็ว่ากันมา ๑๐ วันแล้วอย่างไรก็ ๑ ชั่วโมง ทนที่ไม่ได้ออกทีวีสัก ๑ ชั่วโมงจะเป็นอะไรไป ขอท่านประธานทำตามที่ท่านประธาน ได้วินิจฉัยไว้แล้วนะครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ อย่างนี้ครับ เมื่อกี้เลขาธิการยืนยันกับผมว่ากรมประชาสัมพันธ์ยืนยันว่าเขาถ่ายทอดสดต่อครับ เชิญท่าน พีระพันธุ์เลยครับ ท่านวัชระมีอะไรครับ นั่งยิ้มฟันขาวเลย
ท่านประธาน ก็น่ารักครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้เห็นมาตรฐานที่เที่ยงธรรมของท่านประธาน สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เมื่อวานนี้ในกรณีท่านวินิจฉัยวางหลักการว่าการพิจารณากฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้นควรมีการถ่ายทอดสด ท่านประธานครับ ผมมีนิดเดียวครับ ขออนุญาตนิดเดียว จริง ๆ ครับ เนื่องจากว่าผู้อภิปรายท่านต่อไป คือท่านอาจารย์พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ท่านนั้น เป็นอดีตผู้พิพากษา และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีความรู้เรื่องกฎหมายเป็นอย่างดี ซึ่งผมเชื่อว่าถ้ามีการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ไปยังพี่น้อง
ท่านครับ เขาถ่ายอยู่แล้วครับ เขาถ่ายแล้วครับ เมื่อกี้ผมแจ้งแล้วท่านอาจจะฟังไม่ถนัด เชิญท่านอาจารย์พีระพันธุ์ เชิญครับ ท่านพีระพันธุ์ เชิญครับ
ช่วยปิด ไมโครโฟนผมด้วยครับ ท่านประธานครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ความจริงในมาตรา ๒๙๑/๘ มันเหมือน มาตรา ๒๙๑/๗ ตรงที่ว่าดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีอะไรครับ ผมเรียนครับ ต้องขอบคุณเพื่อน สมาชิกที่ได้กรุณาพูดจาให้เกียรติผมนะครับ แต่ผมก็เป็นนักกฎหมายธรรมดาคนหนึ่งนะครับ แล้วก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาครับ อาจจะเข้าใจถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ผมคิดว่าตามหลัก ประชาธิปไตยต้องช่วยกันคิดช่วยกันฟัง เราจะมีเสียงข้างมากข้างน้อยก็ผลัดกันไปผลัดกันมา แต่ว่าประเทศชาติต้องอยู่ได้ และเราทั้งหมดผมอยากจะให้ทำงานเพื่อบ้านเมืองเป็นส่วนร่วม แล้วก็ในส่วนกรณีมาตราต่าง ๆ ที่ในส่วนตัวผมได้แปรญัตติไว้ ผมได้มีเหตุและมีผลในเรื่อง ของผมจริง ๆ ท่านประธานจะเห็นนะครับว่าผมเขียนคำแปรญัตติของผมด้วยตัวเองหมด เลยนะครับ ทุกมาตราไม่ได้ไปซ้ำกับใคร แล้วก็บอกไว้ในตอนต้นที่อภิปรายเรื่องนี้ว่าอาจจะมี บางส่วนผิดพลาดบ้าง ตกหล่นบ้าง ผมต้องขออภัยท่านประธานกับท่านประธานคณะกรรมาธิการ เพราะเวลาที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการให้ไว้นั้นมันน้อยเหลือเกินในช่วงนั้น ผมขออนุญาต เรียนอย่างนี้ครับว่าในส่วนที่ผมตั้งใจจะพูดแล้วก็เพื่อนได้พูดไปแล้วบางส่วน ผมจะพยายาม พูดให้น้อยที่สุดในส่วนนั้น เพราะไม่ต้องการให้ไปซ้ำมาก แต่มันจำเป็นเพราะว่าเหตุผล บางส่วนอาจจะไม่ตรงกัน แต่อันดับแรกเลยที่ผมคิดว่าต้องขออนุญาตย้ำซ้ำเพื่อนสมาชิก ก่อนหน้านี้นิดหนึ่งตรงที่ว่าสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่นี้ท่านประธานครับ ไม่ใช่กฎหมายธรรมดา แต่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญ วัตถุประสงค์ เป้าหมายของ รัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตเรียนครับว่าสมัยที่ผมได้เคยมีโอกาสเรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ในต่างประเทศได้ฟังความคิดความเห็นของอาจารย์ที่สอน แล้วก็เพื่อนนักเรียนที่มาจาก หลากหลายประเทศ มีความเห็นตรงกันอยู่อย่างว่ารัฐธรรมนูญจริง ๆ แล้วก็เป็นสิ่งที่เป็นเครื่องมือในการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชน เพียงแต่ว่าในระบอบของแต่ระบอบนั้นก็จะมีกลไกทางการเมือง ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เห็นว่าบ้านเมืองแต่ละบ้านเมืองนั้นมีรูปแบบการปกครอง หรือพิธีการ ทางการเมืองที่แตกต่างกันไป แต่ว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญ และเป็นกฎหมายสูงสุดในการรับรองรับประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนของประเทศนั้น ๆ สมัยก่อนท่านประธานครับ ผมก็ไม่เคยมีความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ ตอนสมัยที่ผมเด็ก ๆ ผมเชื่อ ว่าหลายท่านเราคงได้ยิน
ท่านพีระพันธุ์ครับ ผมว่า เข้าประเด็นเลยดีไหมครับ
นี่ละครับ ผมจะกราบเรียน ท่านประธานครับ
เข้าประเด็นเลยดีกว่าครับ
คือผมจะเรียนท่านประธานครับ ว่าถ้ารัฐธรรมนูญเขียนไม่ชัดเจนหรือว่าเขียนไม่ถูกต้อง ดังที่ท่านประธานลองดูในมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญบอกว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับไม่ได้ สิ่งที่ เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้ที่ผมต้องขออนุญาตแปรญัตติด้วยนี้ จะผนวกเป็นส่วนหนึ่งของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าอะไรต่อจากนี้ที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติ ที่เรากำลังทำกันอยู่ตรงนี้ เป็นอันว่าใช้ไม่ได้ ต้องใช้อันนี้ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงขณะนี้ไม่ได้เป็น ห่วงว่าบทบัญญัติ หรือกฎหมาย หรือกฎ หรือระเบียบใดมาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ แต่ผม กำลังจะบอกว่าเนื้อหาสาระของสิ่งที่เรากำลังทำของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นมันจะขัด หรือแย้งกับตัวมันเอง และผลที่เกิดขึ้นมันจะเป็นปัญหา เพราะว่าไม่รู้จะหาข้อยุติอย่างไรครับ ผมเรียนท่านประธานว่าตามมาตรา ๖ ที่ผมได้อ่านให้ท่านประธานฟังไปเมื่อสักครู่ เขาบอกว่า กฎหมายอื่น กฎอื่น ระเบียบอื่นที่มาขัดหรือแย้งกับเขา คือรัฐธรรมนูญนี่ใช้ไม่ได้ แต่ไม่มี บทบัญญัติใดในนี้ที่หาทางออกไว้ว่าถ้าหากรัฐธรรมนูญเขียนขัดแย้งกันเองแปลว่าอะไร ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานต่อไปในประเด็นที่ผมได้หยิบยกตรงนี้ขึ้นมาว่าเมื่อมาดู การพิจารณาในมาตรา ๒๙๑/๘ ของกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้ว ผมคิดว่าบทบัญญัติ ในมาตรา ๒๙๑/๘ ของคณะกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลยครับ ตรงนี้จะมีปัญหา เพราะว่ามีความไม่ชัดเจนและอาจจะมีความขัดแย้งกันเองในตัวเอง หรือไม่ก็เป็นการเขียน ที่ฟุ่มเฟือยที่ไม่มีเหตุความจำเป็นเลย แต่ก่อนจะถึงตรงนั้นผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ว่ามันมีอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่ง ณ วันที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติยังไม่มีเกิดขึ้น ก็คือการเปลี่ยนแปลง มาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้ยกไปแล้วว่าเมื่อมันมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของมาตรา ๒๙๑/๕ มันควรจะต้องมาอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๘ ด้วย ซึ่งคณะกรรมาธิการท่านได้ชี้แจงไป เมื่อสักครู่ก็เป็นสิทธิของท่าน แต่ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๒๙๑/๘ ถ้าหากว่า ท่านประธานได้กรุณาอ่านไปทีละวรรคด้วยความเป็นธรรมและเป็นกลาง อย่ากั๊กกฎหมาย ท่านประธานจะเห็นว่าทุกเรื่องที่เขียนอยู่ในนี้เขียนนะครับ เขียนไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น มาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๔ อะไรที่อยู่ในนี้ครับ เรายังไม่ไปพูดถึงเรื่อง ของการที่ต้องมาเลือกในกรณีเลือกตั้งใหม่ กรณีตำแหน่งว่าง เอาพูดถึงเงื่อนไข เขียนไว้ หมดแล้วครับ ถึงได้มีเพื่อนสมาชิกบางท่านบอกว่าเมื่อเขียนแล้วเขียนซ้ำทำไม มันต้อง มีเหตุผลสิครับท่านประธาน ถ้าหากว่าท่านประธานดูในมาตราอื่น ๆ ในเรื่องอื่นนะครับ เหมือนที่เพื่อนสมาชิกขออภัยเอ่ยนาม คุณนิพนธ์ บุญญามณี ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ที่ยก มาตรา ๒๓๙ มาให้ท่านประธานกับคณะกรรมาธิการดู อันนั้นเขาก็เขียนไว้แล้ว ทำไมเขาถึง ต้องเขียนซ้ำ ตรงนี้ก็เหมือนกันครับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาตรงนี้ไม่ได้ มีการแก้ไข แปลว่าท่านก็พิจารณาเหตุพิจารณาผลแล้ว ซึ่งเหตุผลที่ท่านพิจารณาคงจะไม่ได้ ลงไปลึกนะครับว่าเขียนแล้วเขียนอีกทำไม แต่ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานตรงนี้ครับ เหตุที่เขาเขียนแล้วและเขียนซ้ำอีกในมาตรา ๒๙๑/๘ ทั้ง ๆ ที่เขียนมาแล้วก่อนหน้านี้จะ ๒ หรือ ๓ มาตราเป็นอย่างน้อย เพราะว่าที่เขียนก่อนหน้านี้คือมาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๔ อะไรอย่างนี้นะครับ มันคือขาเข้าครับ เขาเรียกว่า ผมขออนุญาตใช้ศัพท์กฎหมายนิดหน่อยนะครับ เงื่อนไขบังคับ ก่อนนะครับ คือถ้าไม่เป็นอย่างนี้ หรือเป็นอย่างนี้เข้าไม่ได้ ส่วนมาตรา ๒๙๑/๘ มันเป็น เงื่อนไขสำหรับขาออกครับ แปลว่าขาเข้าต้องไม่เป็น แต่เมื่อเข้ามาแล้วเกิดสถานการณ์ เงื่อนไขนั้นขึ้นมาต้องออก ต้องพ้นตำแหน่ง ตรงนี้คือเหตุผลที่เขาถึงต้องเขียนซ้ำ เพราะถ้า ไม่เขียนซ้ำไว้มันจะมีปัญหาตามมาว่าและถ้าเกิดอย่างนั้นขึ้นจะพ้นสภาพไหม จะมีปัญหา ทางกฎหมายตามมาเลยครับ ผมถึงเรียนว่าถ้าหากว่าเป็นกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับอื่นขัด หรือแย้งกับที่นี่ไม่ค่อยมีปัญหาครับ แต่ถ้าเราเขียนตรงนี้ไว้ไม่ชัดเจน เขียนไว้ให้คลุมเครือ เกิดปัญหาแน่นอน ตรงนี้เรียนท่านประธานว่านี่คือเหตุผลที่ทำไมเขาต้องเขียนซ้ำอย่างไรครับ เพราะมาตรา ๒๙๑/๘ เป็นเงื่อนไขบังคับหลัง คือเมื่อเข้าแล้วก็จะไปมีเงื่อนไขแบบเดิมนั้น ไม่ได้ ถ้าไปมีคุณสมบัติหรือขาดคุณสมบัติที่เขียนไว้แล้วในขาเข้าก็ต้องพ้นตำแหน่งหรือ พ้นสภาพไป นี่คือหัวใจหลัก หรือประเด็นหลักของมาตรา ๒๙๑/๘ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เกิดปัญหา ตามมาครับ ซึ่งผมต้องขออนุญาตพูดตรงนี้เพราะว่ามันเกิดขึ้นต้องถือว่าคณะกรรมาธิการ แก้ไขนะครับ คือมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตรา ๒๙๑/๕ ต้องถือว่าคณะกรรมาธิการแก้ไข แล้วก็เลยเป็นประเด็นเพราะว่าก่อนที่จะแก้ไขผมไม่ได้สงวนคำแปรญัตติเพิ่มเงื่อนไขของ คำพิพากษาศาลฎีกาเอาไว้ที่ตัดสินตามมาตรา ๒๙๑/๕ เหมือนกับเพื่อนสมาชิกได้พูดไป แต่ที่ผมขออนุญาตเรียนผมก็ขอย้ำในสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปก่อนหน้าผมคือผมก็ตั้งใจ จะพูด แต่เมื่อเพื่อนพูดไปแล้วจะไม่พูดซ้ำมากแต่ต้องพูดซ้ำอีกครั้งนิดเดียว เพราะผมเกรงว่า อันนี้มันคือเงื่อนไขอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ต้องเขียนให้ชัดเจนท่านประธานครับ อย่างจะเห็นอย่างที่ มาตรา ๒๓๙ ก็เขียนซ้ำอย่างไรครับ เพราะว่าคำพิพากษาศาล ศาลไม่ได้พิจารณาสมาชิกภาพ ท่านประธานครับ ศาลพิจารณาแต่เพียงว่าคุณสมบัติเขาครบหรือขาด การกระทำเขาชอบ หรือไม่ชอบ แต่ว่าศาลไม่ได้ไปพิจารณาถึงสมาชิกภาพ จึงต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ผล ของคำพิพากษาทำให้สมาชิกภาพเขาสิ้นสุดลงด้วยตามมาตรา ๒๙๑/๘ อย่างไรครับ ถ้าหากว่า ไม่มีเหตุผล ไม่มีความจำเป็นจะต้องเขียนไว้ก็ต้องเรียนถามว่าถ้าเช่นนั้นคณะกรรมาธิการเห็น ตามร่างเดิม ตามมาตรา ๒๙๑/๘ เดิมที่บอกว่าขาดคุณสมบัติใน (๔) วรรคสอง ขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา ๒๙๑/๒ อันนี้เป็นตัวอย่าง ผมแค่เอาอันเดียว เขียนซ้ำทำไมครับ ก็ในเมื่อมันขาด อยู่แล้ว ก็มันขาดแล้วท่านเขียนซ้ำทำไม เพราะว่าที่ซ้ำเอาไว้เพราะยืนยันว่ามันต้องมาขาด สมาชิกภาพขาออกไม่ใช่ขาเข้า ทำนองเดียวกันครับ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ เขาถึงเขียนซ้ำไว้ครับว่าถ้าหากว่ามีความพิพากษาอย่างนี้ ให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านประธานครับ เรากำลังเขียนฉบับแก้ไขฉบับใหญ่ เมื่อฉบับใหญ่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาวางหลักไว้ว่าจะต้องมาเขียนซ้ำให้เกิดความชัดเจนของการขาดสมาชิกภาพ เมื่อคำพิพากษามี เรามาเขียนแก้ไขเราก็ต้องตามหลักเกณฑ์ที่เขามีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรครับ มันถึงจะถูกต้อง มันถึงจะเป็นมาตรฐานเดียวกันของแต่ละมาตรามาว่าเมื่อผล เป็นอย่างนี้ต้องทำอย่างนี้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาขึ้นมา ตามมาที่ว่าถ้าอย่างนั้นมาตรา ๒๓๙ กับมาตราที่เรากำลังแก้ไขเข้าไปเป็นมาตรา ๒๙๑/๘ หลักมันเหมือนหรือต่างกัน ตรงไหน เวลาเอาไปใช้จะใช้หลักของมาตรา ๒๓๙ หรือมาตรา ๒๙๑/๘ ก็ท่านบอกว่ามี มาตรา ๒๙๑/๘ แบบนี้ ถ้าอย่างนั้นมาตรา ๒๓๙ ไม่ต้องไปแก้เอาออกไปหรือครับ ผมถึง เรียนท่านประธานว่าขณะนี้ที่ผมกำลังเป็นห่วง คือผมไม่ได้มีทางการเมืองนะครับ ผมพูด บนพื้นฐานของหลักวิชาการ และเรากำลังยกร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นฉบับแก้ไขก็คือรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เรากำลังทำจะเป็นใครมาจากไหนจะบันทึกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ผลงานของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็คือผลงานของรัฐสภาชุดนี้ ก็จะบันทึกไว้อย่างนี้ว่าท่านทำงานแบบไหน อย่างไร ผมก็มีหน้าที่มาเรียนให้เห็น นี่คือประเด็นแรก ที่อยากจะเรียนท่านประธานครับ
ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่ามาตรา ๒๙๑/๘ เป็นขาออกไม่ใช่ขาเข้าจะเห็น ตรงไหนครับ เห็นชัดเจน เพราะเขาบอกว่าในวรรคสองสมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) (๒) หรือ (๒) สิ้นสุดลงเมื่อ ท่านประธานเห็นไหมครับ แปลว่า เมื่อเป็นแล้ว มาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๔ ข้างหน้า อันนั้นก่อนเป็นครับ แต่อันนี้เป็นแล้วสิ้นสุดลงเมื่อ ทีนี้มาดูตรงนี้ท่านประธาน มันตลกครับ โดยเฉพาะใน (๕) ขาดคุณสมบัติอันนี้เป็นกรณีของผู้คัดเลือกนะครับ ท่านที่ไม่เห็นด้วยกับการคัดเลือกต้องมาดู ตรงนี้เลย ตลกจริง ๆ ครับ คุณสมบัติที่เขาต้องขาด ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ท่านประธานลองกลับไปดูสิครับ มาตรา ๒๙๑ (๑) หรือ (๒) มาตรา ๒๙๑/๒ (๑) หรือ (๒) ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟังนะครับว่า มาตรา ๒๙๑/๒ (๑) บอกว่าอะไร บอกว่าต้องมีคุณสมบัติดังนี้นะครับ
๑. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
๒. มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
และท่านไปกำหนดซ้ำทำไมถ้าหากว่าท่านคิดว่าไม่จำเป็น เพราะอะไรครับ มันเป็นไปได้อย่างไรคนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาแล้ว วันเข้าเขาเข้าเงื่อนไขคือมีสัญชาติไทย โดยการเกิด อายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ แต่พอมาเป็นแล้วกลายเป็นว่าไม่มีสัญชาติไทย โดยการเกิดหรือครับ มันถึงทำให้เขาขาด หรือว่าพอมาเป็นแล้วอายุมันจะต่ำกว่า ๓๕ ปีได้ อย่างไรครับ อายุมันไม่มีทาง มันต้องเดินหน้าไม่ถอยหลัง จะสิ้นสุดสมาชิกภาพตามมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสอง เมื่อขาดตรงนี้ แปลว่าอะไรครับ ท่านกำลังจะบอกว่าเมื่อเขาอายุต่ำกว่า ๓๕ ปี ก็ในเมื่อขาเข้ามันอายุเกิน ๓๕ ปี แต่พอมาเป็นแล้วมันต่ำกว่า ๓๕ ปี ได้อย่างไรครับ ท่านประธาน ผมถึงเรียนว่าตรงนี้มันไม่ใช่เนื้อหาสาระที่ต้องมาเขียนซ้ำ แต่มันเป็นหลักของ การเขียนกฎหมาย ถ้าหากว่ามีเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งมันขาดไปหรือเกินไปภายหลังจาก เข้ามาเป็นแล้วเขาต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพ เขียนซ้ำให้เกิดความชัดเจน ผมถึงเรียนว่าผมเห็น ด้วยกับสมาชิกที่เอ่ยนามไปคือ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ว่าต้องใส่ครับ เพราะถ้าไม่ใส่หลักที่ ท่านเขียนมันตีกันเองไปหมดเลยครับ อย่าว่าแต่ไปตีกับของที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ตีกันเอง ในมาตราของท่านด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้วยความเคารพครับว่าที่ผมเสนอข้อคิดเห็นตรงนี้จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ กับการทำงาน แล้วก็ผลงานที่เราได้ทำไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในครั้งนี้ด้วย ผมเรียนท่านประธานครับ เป็นตัวอย่างที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานต่อไปว่าในส่วนนี้ที่ผม คิดว่าคณะกรรมาธิการได้ทำมา จะเรียกว่าผิดพลาดหรือไม่รอบคอบก็สุดแล้วแต่ เมื่อสักครู่ ก็มีท่านกรรมาธิการชี้แจง ผมขอเรียนครับว่าในประเด็นนี้ยังไม่ได้พูดกัน ก็คือว่าในวรรคสาม เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง เพราะเหตุ อื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ท่านประธานครับ นี่ภาษาไทยครับ คราวออก ไม่ใช่สิ้นสภาพนะครับ ตอนระหว่างที่ประชุมคณะกรรมาธิการเราเคยมีประเด็นอยู่คำหนึ่งครับ ถ้าหากว่าท่านคณะกรรมาธิการจำได้ คำว่า เลือกตั้งเสร็จ กับเสร็จสิ้น ท่านจำได้ไหมครับ ที่ผมเคยยกตัวอย่างให้ฟังว่ามันไม่เหมือนกัน ภาษาไทยมันแปลความกันคนละเรื่อง ท่านลอง มาดูนะครับ ท่านเขียนตรงนี้บอกว่าเมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ คราวออก มันแปลว่าอะไรครับ แปลว่าเราได้กำหนดเอาไว้ให้บุคคลที่ดำรงตำแหน่งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. มีวาระ และออกตามวาระนั้น เช่นเราบอกว่าวุฒิสมาชิกมี ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งมีอายุเท่านี้ ถึงเวลาที่ต้องจับฉลากออกไปจำนวนนี้นะ อันนั้นละครับ เรียกว่าคราวออก แต่ว่าสภามันยังมีอยู่ สภาพของสมาชิกก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าใครที่เข้าเงื่อนไข ก็ถึงคราวออกเป็นคน ๆ เป็นวาระหรือเป็นอะไรก็ว่ากันไปถึงเรียกว่า คราวออก ครับ แต่ว่าท่านประธานครับ ลองไปดูในมาตรา ๒๙๑/๑๕ ขึ้นมาก็ไม่ใช่แล้วครับ ขึ้นมาของมาตรา ๒๙๑/๑๕ บอกว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงในกรณีต่อไปนี้ สภาสิ้นสุดนะครับ ไม่ใช่ สมาชิกสิ้นสภาพ ถ้าสมาชิกสิ้นสภาพยังพอว่าครับ เพราะสภายังมีชีวิตอยู่ นี่สภาสิ้นสุดแล้ว ไม่มีชีวิตของสมาชิกแล้วครับ ขึ้นมาก็ไม่ตรงกับที่ท่านว่าแล้วเห็นไหมครับ ก็ในเมื่อท่านบอกว่า ถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ แต่มาตรา ๒๙๑/๑๕ มันคือสภาสิ้นสุดอายุลง ไม่เหลือ ตัวตนอยู่แล้ว และจะไปทำอะไรอีกละครับ และพอมาดูเนื้อของเขานะครับ ใน (๑) (๒) (๓) (๔) ของมาตรา ๒๙๑/๑๕ ข้อแรกเลยครับ
(๑) สภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสี่ ทั้งนี้ภายใต้บังคับของมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสาม
(๒) สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ระยะเวลาตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่ง
(๓) เมื่อร่างรัฐธรรมนูญได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ใช้บังคับเป็น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(๔) เมื่อร่างรัฐธรรมนูญตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก หรือมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสี่
มี ๔ ข้อนี้เองครับ ท่านประธานลองผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการสิครับว่า ๑ ใน ๔ ข้อนี้ หรือ ๔ ข้อนี้ ข้อไหนที่เป็นคราวออกครับ ที่เป็น คราวออกของสมาชิกท่านใดท่านหนึ่งที่เป็น สสร. อยู่ ที่ทำให้เกิดต้องมีการเลือกตั้งครับ เพราะมันออกทั้งสภา สภามันสิ้นสุดลง มันไม่มีสมาชิกเหลือแล้วครับ เหมือนพวกเราละครับ ครบ ๔ ปี หรือยุบสภาก็หมดครับ ส.ส. นะครับ มันไม่ใช่คราวออกอย่างไรครับ และท่านไป บอกว่า คราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ มีได้อย่างไรครับ ไม่มี ตรงนี้เริ่มต้นท่านก็ขัดแย้ง แล้วครับ ทีนี้ท่านประธานมาดูต่อ เอาเป็นว่าผ่านตรงนั้นไป ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้ง หรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแทน ตำแหน่งที่ว่างภายในกำหนดเวลา ๓๐ วัน เว้นแต่ระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของ สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน มีเพื่อนสมาชิกแปรญัตติ ตรงนี้ แล้วพูดไปว่าบางท่านก็เห็นว่า ๔๕ วัน บางท่านก็บอกว่านับแต่ตรงไหน ท่านกรรมาธิการ ได้กรุณาชี้แจงก่อนผมขึ้นมาพูด บอกว่าก็นับแต่วันที่เขาพ้นตำแหน่ง ประเด็นของผมไม่ใช่ ตรงนั้นครับ กฎหมายเขียนให้ชัดโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ท่านประธานลองดูถ้อยคำนะครับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือประธานรัฐสภาดำเนินการนะครับ ผมเรียนเมื่อกี้ครับ ภาษาไทยให้เขาเลือกให้เสร็จครับ หรือดำเนินการเลือกตั้งครับ ท่านบอกให้เขาดำเนินการ เลือกตั้งภายใน ๓๐ วันนะครับ เลือกตั้งหรือคัดเลือกให้ดำเนินการครับ แปลว่าเขาต้องเริ่ม ดำเนินการภายใน ๓๐ วันครับ ที่ ๓๐ วันนับแต่วันไหนเดี๋ยวค่อยว่ากันนะครับ แต่นี่ท่านบอกว่า ให้เขาดำเนินการนะครับ ท่านประธาน และท่านประธานคณะกรรมาธิการลองอ่านข้อความ ในวรรคสามของมาตรา ๒๙๑/๘ ของท่านดู เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง เพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ซึ่งผมเรียนแล้วว่าไม่มีนะครับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือประธานรัฐสภาดำเนินการ เลือกตั้งครับ เห็นไหมครับ ดำเนินการเลือกตั้ง หรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น แทนตำแหน่งที่ว่างภายใน ๓๐ วัน เจตนารมณ์ท่านต้องการให้เขาเลือกแล้วได้ตัวตนให้เสร็จ ภายใน ๓๐ วัน หรือว่าท่านต้องการให้เขาเริ่มกระบวนการดำเนินการภายใน ๓๐ วัน และให้ เลือกให้เสร็จเมื่อไรครับ ก่อนหน้านี้ในมาตราก่อนหน้านี้ครับ มาตรา ๒๙๑/๕ เรายังได้เขียน กำหนดเห็นไหมครับ ให้รับสมัครภายในวันนั้น ให้เลือกภายในวันนี้ ให้เสร็จภายในวันนี้ครับ ทำไมตรงนี้ท่านไม่เขียนละครับ ท่านใช้คำว่า ให้ดำเนินการ ซึ่งคำว่า ให้ดำเนินการในมาตรา อื่นก่อนหน้านี้ แปลว่าเริ่มต้นกระบวนการครับ ถ้าหากว่าเป็นเช่นนี้แล้วเมื่อกี้คนอื่นเขาถาม ว่านับจากวันไหน ของผมนับจากวันไหนให้เริ่มดำเนินการ หรือนับจากวันไหนให้เริ่มต้น ให้เร่งเสร็จสิ้นครับ เพราะท่านใช้คำว่า ให้ดำเนินการ ไม่ได้ใช้คำว่า เลือกตั้งให้เสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันตำแหน่งว่าง แต่ที่ผมฟังท่านกรรมาธิการชี้แจงมา ผมฟังแล้วเหมือนกับว่าท่านต้องการให้เลือกให้เสร็จให้ได้ตัวตนภายใน ๓๐ วัน แต่ผม จะเรียนท่านประธานว่าที่ท่านเขียนมันไม่ใช่ครับ ที่ท่านเขียนให้เริ่มดำเนินการเองครับ แต่ว่า จะเสร็จเมื่อไรในนี้ไม่ได้บอก ท่านต้องเอาให้แน่ครับว่าท่านจะเอาอย่างไรแน่ แต่ถ้าท่านบอกว่า ให้เลือกให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ท่านไม่ได้เขียนไว้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกปัญหา หนึ่งที่ผมเรียนท่านประธานว่าที่ท่านยกร่างมานี่จะเป็นปัญหา เพราะว่าจะทำให้เกิดการขัดแย้ง กันเองในตัวของท่านเองแล้วจะเป็นปัญหาต่อไป เพราะถ้าเป็นคนอื่นขัดกับรัฐธรรมนูญ ใช้ไม่ได้ แต่รัฐธรรมนูญขัดกันเองจะเป็นอย่างไรต่อไป
ขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ ในประเด็นต่อไปครับว่าในวรรคท้ายท่าน ได้เขียนว่าในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลงตาม วรรคสาม ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป แต่ทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมี จำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑ (๑) และ (๒) ผมเรียนท่านประธานครับว่าเขียนอย่างนี้ผมดูแล้วอยากจะเรียนถามครับ คำว่า มีจำนวน สมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) หมายความว่าของใครของมันหรือว่ารวมกันครับ ที่มามาจาก ๒ ทาง ทางหนึ่งมาจากเลือกตั้ง อีกทางมาจากคัดเลือก เอามารวมกันเป็น ๙๙ คนเป็นสภา เมื่อเอามาประกอบกันเป็น ๙๙ คน องค์ประชุมก็คือกึ่งหนึ่งของ ๙๙ คน ทีนี้ถ้าบอกว่าทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีจำนวน สมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑ (๑) และ (๒) หมายความว่า ของใครของมันหรือครับ เช่น ถ้าจำนวนสมาชิกเลือกตั้ง ๗๗ คน เหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง จำนวน ของคัดเลือกเหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ท่านไปแบ่งแยกอย่างนั้นได้อย่างไร เพราะเมื่อเขาเลือกกัน มาแล้วมาอย่างไรรวมมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกัน เมื่อมันเหมือนกันมันควร จะนับยอดรวมกันสิครับ ท่านไปแบ่งแยกเป็น ๒ ฝ่ายในนั้นอีกได้อย่างไร และหลังจากนั้น ถ้าหากว่าจะต้องไปเลือกของฝ่ายไหนก็ไปว่ากันตรงนั้นครับ และที่สำคัญตรงนี้ครับ ผมถึง เรียนท่านประธานว่าผมถึงไม่สามารถเห็นด้วยกับร่างของทางคณะกรรมาธิการในสิ่งที่ผม ได้เรียนท่านประธานไปผมถึงได้แปรญัตติ ทีนี้เมื่อแปรญัตติผมเรียนท่านประธานครับว่าผม ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ทุกวรรคเลย
ในวรรคแรก ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าผมได้เพิ่มเป็นมาตรา ๒๙๑/๑/๒ ที่เรียนในเบื้องต้นไปแล้ว แต่ว่าอันนี้เมื่อมันผ่านมาตรา ๒๙๑/๑ ไปแล้วผมไม่พูด
พอมาวรรคสอง ท่านประธานครับ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) สิ้นสุดลงเมื่อ ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วย เพราะผมคิดว่าอันนี้ เป็นเงื่อนไขขาออก ไม่ใช่ขาเข้า ผมไม่ใช่คำว่า หรือ ผมใช้คำว่า และ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกแบบไหน ทั้ง ๒ คนถ้าเข้าเงื่อนไขพวกนี้ก็ไปหมดละครับ
ประเด็นต่อไป ในความเห็นของผมผมได้พูดเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๗ ว่าที่มา ของการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้มันมาจากสภาผู้แทนราษฎรกับ วุฒิสภาที่ประกอบกันเป็นรัฐสภาชุดหนึ่ง และเมื่อเป็นสภาที่มาชั่วคราวมาแล้วก็ไป เกิดแล้วก็ดับ ไม่ใช่เป็นสภาลักษณะถาวรเหมือนที่พวกเรานั่งกันอยู่ ก็แปลว่าเขามาตามนโยบายหรือตาม ความคิดเห็นของรัฐสภาชุดนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐสภาชุดนั้นเขาก็ควรต้องถามรัฐสภา ชุดใหม่ ซึ่งผมคิดว่าท่านกรรมาธิการคงไม่เห็นด้วยกับผมอยู่แล้ว แต่ผมเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ ถูกต้อง ผมจึงได้ขออนุญาตสงวนคำแปรญัตติแล้วก็เพิ่มเข้าไป ซึ่งในนี้เจ้าหน้าที่ก็ไปใส่เป็น ๑/๑ ว่าเมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ประกอบเป็นรัฐสภาที่มีมติให้จัดทำรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ที่ผมเขียนอย่างนี้หรือแปรญัตติอย่างนี้ครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้เกิด ความชัดเจนครับว่าในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ที่มีการแก้ไข ผมมองด้วยใจเป็นกลางว่าท่าน ไม่ได้เขียนมาเพื่อการใดการหนึ่ง แต่เมื่อมันเขียนแล้ว มันใช้แล้ว มันจะต้องติดอยู่ใน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ ไม่ว่ามันจะร่างเสร็จหรือไม่ร่างเสร็จ มันต้องติดอยู่อย่างนี้ครับ ต่อไปก็ต้องถือเป็นมาตราหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แม้จะยกเลิกไปโดยมีการจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ ถ้ามีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นะครับ เมื่อเป็นเช่นนั้นผมเรียนท่านประธาน ว่าอายุของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่อยากจะให้มีการแก้รัฐธรรมนูญมันอาจจะครบวาระลงไป ก่อนที่จะมีการดำเนินการเสร็จก็ได้ ไม่ว่าจะโดยครบวาระหรือโดยการยุบสภา เมื่อเป็น เช่นนั้นคนที่ให้กำเนิด สสร. หรือว่าคนที่ให้กำเนิดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้สิ้นสุด อายุลงแล้ว นโยบายต่าง ๆ ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น สสร. ก็ควรจะ สิ้นสุดอายุครบวาระตามเขาไปด้วย อันนี้คือเหตุผลที่ผมคิดว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าไม่ใส่เอาไว้ ก็จะเป็นปัญหาว่าควรจะให้เขาหมดอายุความไปไหม ผมจึงได้ใส่เงื่อนไขอันนี้เป็นการสงวน คำแปรญัตติของผม ซึ่งทางฝ่ายเลขาธิการก็ได้ไปปรับปรุงเป็น ๑/๑ เข้าไป แต่ว่าอย่างที่ผม เรียนท่านประธานเมื่อสักครู่นี้นะครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ นี้ คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไข ไปแล้วในที่ประชุมรัฐสภานี้ ก็ต้องถือมีการแก้ไขโดยคณะกรรมาธิการ เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมก็ต้องเรียนว่าควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้วก็เพิ่มเงื่อนไขอีก ๑ ข้อ ในเรื่องของ คำพิพากษาศาลที่ให้สิ้นสุดไปเพื่อจะได้หมดปัญหาในการตีความเรื่องสมาชิกภาพขาออกตรงนี้ ของผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิสภา สสร. ในส่วนของ (๔) กับ (๕) ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นว่าเงื่อนไขหลายอย่างที่ขาเข้าอาจจะไม่ใช่ แต่ขาออกอาจจะทำให้เป็นไปได้ เช่น การเกิดไปรับราชการ เขาอาจจะเกิดได้รับโอกาสเป็นข้าราชการหรือเป็นอะไรก็สุดแล้วแต่ อันนี้ขาเข้าอาจจะไม่ได้เป็น แต่ขาออกเมื่อเขาระหว่างทำหน้าที่อาจจะเป็นไปได้ก็ได้ อย่างนี้ ก็ควรจะอยู่ และสมาชิกทั้ง ๒ ประเภทเมื่อมีเงื่อนไขบางอย่างร่วมกันก็ควรจะประเภทเดียวกัน ผมจึงเห็นว่าไม่ควรจะต้องมี (๕) แล้วก็ควรจะรวมกันไว้เป็นอนุมาตราเดียว ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในวรรคสามหรือย่อหน้าที่ ๓ ของมาตรา ๒๙๑/๘ ที่ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าเมื่อสักครู่ผมได้เรียนไปแล้วว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนยันมาแล้ว ไม่มีการแก้ไขร่างของรัฐบาลนั้น มันมีประเด็นที่อาจจะทำให้เกิดข้อตีความและเกิดข้อสับสน ในหลายเรื่อง เช่น ใช้คำว่า ถึงคราวออก ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ซึ่งมันไม่มีคราวออก ในมาตรา ๒๙๑/๑๕ แล้วก็การนับระยะเวลาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมจึงได้ตัดคำว่า ถึงคราวออก ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ แต่ผมใส่คำว่า ว่างลงเพราะเหตุใด ขอโทษนะครับ เมื่อตำแหน่ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ ผมอ่านตามร่างของท่านแล้วนะครับ (๑) หรือ (๒) ว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจากเหตุตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) ผมใส่ไปอันเดียว (๑) เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๕ ถ้าหากว่าท่านประธานไปดู (๑) (๒) (๓) (๔) ไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๕ (๒) สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่ง ให้สภาสิ้นสุดอายุลง ก็ในเมื่อเขาทำงานไม่เสร็จ ทำงานไม่ได้ และมีเหตุผลอะไรต้องไปเลือกต่อครับ ใน (๓) เมื่อ ร่างรัฐธรรมนูญได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ใช้บังคับเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็งานเสร็จแล้วอย่างไรครับ งานเสร็จแล้ว ประกาศใช้แล้ว และท่านจะให้เขามาเลือกตั้งทำไม กันอีกละครับ เราไม่พูดถึงคำว่า ถึงคราวออก นะครับ แต่ท่านใช้คำว่า มาตรา ๒๙๑/๑๕ โดยท่านไม่ได้เขียนแยกในอนุมาตราต่าง ๆ ไว้ ก็แปลว่า ใช้ทั้งมาตราครับ ก็ในเมื่องานเสร็จแล้วครับ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ประกาศ ราชกิจจานุเบกษาแล้ว และจะมาเป็นเงื่อนไขเลือกทำไมครับ ใน (๔) เมื่อร่างรัฐธรรมนูญตกไป ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก หรือมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสี่ ก็ตกไปแล้วอย่างไรครับ และท่านจะเขียนเงื่อนไขเอาไว้ทำไมล่ะครับให้เขามาเลือกใหม่อีก ผมถึงเรียนว่าที่เขียนไว้ อาจจะทำให้เป็นปัญหา ส่วนเหตุผลของผมที่ผมเอามาเหลือแค่นี้แปลว่าอะไรครับ บอกกับ ท่านประธานลองอ่านให้ดีนะครับ เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งผมบอกว่ามันผ่านไปแล้ว ผมก็ไปอ่านมาตรา ๒๙๑/๒ (๑) หรือ (๒) ว่างลง เพราะเหตุอื่นใด นอกจากเหตุตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ ประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี ดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น แทนตำแหน่งที่ว่างภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลงครับ เว้นแต่ ระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน แปลว่า ถ้าหากว่าว่างเพราะเหตุใดที่นอกจากอันนี้ครับ ต้องมีการเลือก อันเดียวครับ ก็คือกรณีที่ สภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แต่เขายังทำงานไม่เสร็จครับ ถ้าจะ มีก็ต้องให้อันนี้เท่านั้นล่ะครับ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งหมดนี้นะครับ ไม่มีคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ เพราะมาตรา ๒๙๑/๑๕ มันสิ้นสุดสภาแล้วครับ
ท่านพีระพันธุ์มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านวรชัย
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่อยากประท้วงเลย แต่ว่าการประท้วงของผม ถ้าท่านไม่ทำผิดข้อบังคับผมไม่ประท้วงอย่างแน่นอน ผู้อภิปรายนี้ท่านพูดตั้งแต่ข้อ ๑ ยันข้อสุดท้ายครับ จะจบ จะจบ พอจะจบย้อนกลับขึ้นไปใหม่อีกครับ พูดซ้ำอีกครับท่านประธาน ทำอย่างนี้หลายนะครับ ผมฟังอยู่ครับ เพราะฉะนั้นพูดแล้วพูดอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกนี้ ท่านลอง คิดดูสิครับว่าอย่างนี้เมื่อไรจะจบนะครับ มาตรา ๒๙๑/๘ ท่านสงวนคำแปรญัตติไว้นิดเดียว และเมื่อไรจะจบล่ะครับ นี่ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงกว่าแล้วท่านประธานครับ ผมมีเหตุผลครับ พูดตามข้อบังคับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านช่วยพิจารณาด้วย ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านพีระพันธุ์ ก็ถือว่าอยู่ในประเด็นที่ท่านอภิปราย เพียงแต่ขอให้กระชับหน่อยเถอะ ก็คิดว่าจะจบแล้ว กระมังครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผมได้พูดมาผมเริ่มพูดบอกว่าผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ท่านไม่แก้ไขในประเด็นไหนบ้าง และท่านมีจุดผิดพลาดตรงไหนบ้าง เมื่อผมพูดตรงนั้นเสร็จผมกำลังจะบอกว่าเมื่อเป็นอย่างนั้น ผมขอปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ผมยังไม่ได้พูดซ้ำตรงไหนเลยครับ ตอนนี้ผมกำลังจะบอกว่าที่ผม บอกมาทั้งหมดว่าจุดผิดพลาดของท่านผมกำลังจะขอแก้ไขอย่างไร
ท่านครับ ขอกระชับหน่อย เท่านั้นเอง
อะไรนะครับท่านประธาน
ขอให้กระชับหน่อยครับ ใช้เวลาพอสมควรเพราะเนื้อหาประเด็นที่สงวนมีไม่เยอะครับ ก็ขอให้กระชับหน่อย
เมื่อกี้ผมพูดถึงไหนแล้วนะครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตพูดตรงนี้ใหม่ครับ ผมจำไม่ได้แล้วผมพูดอะไร ในวรรคสามนี้นะครับ ของมาตรา ๒๙๑/๘ ที่ผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติ ซึ่งผมได้เรียนแล้วว่าถ้อยคำในร่างของ คณะกรรมาธิการอาจจะก่อให้เกิดข้อปัญหาและข้อผิดพลาดในการไปบังคับใช้ ผมได้ขอ เปลี่ยนแปลงโดยเอาคำว่า ถึงคราว ออก ที่ผมเรียนว่ามันไม่มีออกไปเสีย แล้วก็เปลี่ยนคำว่า ให้ถึงคราวออกให้เป็นเหตุ ที่เหตุนี้มันมีอยู่ ๔ ข้อ ๓ ใน ๔ มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่จะทำ ให้เกิดการเลือกตั้งได้ใหม่ เพราะว่างานมันเสร็จหมดแล้ว หรือไม่ก็หมดหน้าที่แล้ว มันมีอยู่เหตุเดียวที่พอจะไปวัดไปวา เขาได้คือเหตุข้อแรก แต่เขายังไม่ทำงานไม่เสร็จ มีเหตุผลอะไรก็ว่ากันไป ซึ่งผมคิดว่าท่าน กรรมาธิการที่ฟังผมอยู่ท่านก็คงจะเข้าใจว่าผมก็เล่าให้ท่านฟัง พูดให้ท่านฟังว่าผมมีเหตุผล อย่างไร และมันเป็นประโยชน์กับท่านอย่างไร พอมาถึงตรงนี้ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุที่ ผมเรียนท่านประธานว่าร่างของคณะกรรมาธิการที่ไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขแล้วมีโอกาสได้ พูดเรื่องนี้น้อยมากในการประชุม เพราะว่าเป็นช่วงท้าย ๆ แล้วนี่นะครับ มันมีจุดผิดพลาด ตรงนี้ ถึงเวลาถ้าท่านไม่แก้ไขตามที่ผมนำเรียนท่านนะครับ เวลาท่านเอามาตรานี้ไปบังคับใช้ ผมเรียนเลยครับว่าจะเกิดปัญหา แล้วก็คือผลงานชิ้นโบดำของท่านนะครับ แทนที่จะทำให้ เดินหน้ามันกลับจะทำให้มีปัญหาแล้วก็ถอยหลังลงมา เหมือนที่ผมเรียนว่าเงื่อนไขบังคับหลัง ของวรรคสองของมาตรานี้ มันเป็นไปไม่ได้ละครับ ที่ตอนขาเข้าก็อายุเกิน ๓๐ ปี แต่พอเป็น แล้วอายุต่ำกว่า ๓๐ ปีถึงทำให้เขาพ้นตำแหน่ง ท่านเขียนไปได้อย่างไร แต่ที่เห็นเขียนนี่ ก็เพราะว่าให้ย้ำ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นหลักการเดียวกันคำพิพากษาของศาลตามมาตรา ๒๙๑/๕ มันก็ต้องเขียนซ้ำย้ำตรงนี้ครับ มันจะได้เป็นหลักการสอดคล้องกับมาตราอื่นของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณีที่ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานตามคำแปรญัตติที่ผม ได้เรียนไปนะครับ ก็เหลือประเด็นที่ผมได้เรียนเมื่อสักครู่ว่าในวรรคท้าย ในกรณีที่สมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลงตามวรรคสาม ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติหน้าที่ จริง ๆ แล้วผมเรียนท่านประธานครับ อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันผิด สำนวนไทยครับ มันต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ให้ได้ต่อไป ไม่เป็นไรครับเล็กน้อยแต่ผมพูดให้ ฟังเฉย ๆ ครับ แต่ทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดตามมาตรา ๒๙๑/๒ (๑) และ (๒) รวมกัน ผมเติมคำว่า รวมกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่ามันจะต้องรวมกันแล้วได้องค์ประชุม ถ้าองค์ประชุมมันครบอยู่แล้ว ไปเลือกทำไมครับ เพราะเมื่อมันเข้ามาแล้ว รวมกันแล้ว เหมือนตอนนี้อย่างไรครับ ขออภัยครับ เรามีวุฒิสมาชิก ๒ ประเภท ท่านมาจาก ๒ แบบ แต่เมื่อประกอบกับเป็นวุฒิสภาท่านก็คือ วุฒิสมาชิกครับ เวลานับองค์ประชุมเขาก็นับรวมกันไม่ใช่หรือครับ เขาไม่ได้นับแยก เมื่อไม่ได้ นับแยกแล้วการที่ประกอบกันเป็นสภา เป็นสมาชิก สสร. อยู่ สิ่งที่สำคัญคือองค์ประชุม ถึงจะทำงานได้ เหตุที่ต้องมีการเลือกตั้งทดแทนก็เพราะว่าองค์ประชุมมันไม่ครบ
ท่านพีระพันธุ์ครับ มันเป็น เรื่องของการแก้ไข้ถ้อยคำ ท่านอธิบายก็น่าจะสมบูรณ์แล้วนะครับ ผมว่าพอสมควรแล้วครับ
ผมก็จวนจะจบแล้วท่านประธาน ท่านประธานจะให้ผมนึกไม่ออกนะสิครับ เดี๋ยวผมก็ต้องไปทวนอีกครับ
ผมว่าถึงเวลาสมควรแล้ว
ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมอยากจะ ฝากท่านประธานไปถึงท่านคณะกรรมาธิการ ท่านต้องถามตัวท่านเองก่อนครับว่าเหตุผล ของท่านในส่วนนี้คืออะไร แต่เหตุผลของผมคือการที่ให้มีการเลือกตั้งกันใหม่ได้นี่ก็คือเรื่อง ขององค์ประชุมครับ ถ้าไม่มีผลกระทบต่อการทำงาน องค์ประชุมครบมันไม่มีเหตุที่ต้อง มีการเลือกต้อง เมื่อเป็นเช่นนั้นมันจึงไม่มีเหตุที่ต้องแยกเป็น ๒ ประเภทในการให้เขามา เลือกตั้งตรงนี้ใหม่ มันควรจะมารวมกันแล้วดูองค์ประชุมรวมครับ เมื่อดูองค์ประชุมรวม ท่านก็ต้องใช้ถ้อยคำให้ชัดเจนครับ ผมจึงได้แปรญัตติเพิ่มคำว่า รวมกัน ท่านประธานครับ ที่ผมได้รับโอกาสจากท่านประธานในฐานะที่ผมมีสิทธิตามข้อบังคับที่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้นี่ ผมก็ได้นำเรียนท่านประธานผ่านไปท่านกรรมาธิการ ก็หวังว่าสิ่งที่ผมได้นำเรียนนำเสนอไปนี่ ท่านคณะกรรมาธิการจะนำไปพิจารณาทบทวนบ้างครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้ขอแปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๘ แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้เห็นชอบด้วย กระผมจึงได้ขอสงวนความเห็น และกระผมก็จะขออภิปรายประกอบการสงวนความเห็นสั้น ๆ ท่านประธานครับ เหตุที่กระผม แปรญัตติในมาตรานี้นั้นเพราะให้สอดคล้องกับแนวความคิดและความคิดเห็นที่กระผมได้ เสนอไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งจำนวน ๒๐๐ คน แต่เมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้เห็นชอบด้วยในประเด็นดังกล่าวนั้น ความคิดเห็นของ กระผมดังกล่าวก็ตกไป แต่ความคิดเห็นดังกล่าวตกไปนั้น สิทธิในการแปรญัตติและการแสดง ความเห็นของกระผมในมาตรา ๒๙๑/๘ ก็ยังคงอยู่ กระผมขออนุญาตที่จะอ่านข้อความที่ กระผมขอตัดออกและขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นประกอบในการที่กระผมขอตัดออก ในมาตรา ๒๙๑/๘ ข้อความเดิมมีว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันที่รัฐสภามีมติ แล้วแต่กรณี กระผมได้ขอ ตัดข้อความตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ออก และขอตัดข้อความ หรือวันที่รัฐสภามีมติ แล้วแต่กรณี ออก เหตุที่ขอตัดออกเพราะว่าคำว่า หรือวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี นั้นก็ใช้ กับกรณีการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้ากรณีที่ไม่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีข้อความนี้ และกระผมมีประเด็นที่จะต้องขออนุญาตปรึกษากับทาง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวคือข้อความที่ท่านใช้ว่า เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง นั้นก็น่าจะ เป็นข้อความที่สอดคล้องกับข้อความที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๕ ที่ว่าด้วย การเริ่มสมาชิกภาพของ ส.ส. รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๕ บัญญัติไว้ว่า สมาชิกภาพของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง ท่านประธานคณะกรรมาธิการกรุณาดูตามที่ กระผมขอให้ดูครับ แต่ขณะเดียวกันถ้าเราไปดูที่มาตรา ๑๑๗ ซึ่งเป็นการเริ่มสมาชิกภาพของ สมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๑๗ ได้เขียนไว้ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เขียนข้อความไม่ตรงกันครับ ท่านจะลองกรุณา พิจารณาอีกครั้งได้ไหมครับว่าเราจะใช้ข้อความใดจึงจะเหมาะสมที่สุดในการที่เราได้เป็น การเริ่มต้นสมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าใช้ข้อความตามที่มีในร่างของท่านนั้น ก็จะเป็นเหมือนกับข้อความในการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าใช้ข้อความอย่างที่ ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่นี้คือข้อความว่า เริ่มตั้งแต่วันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ก็จะ เหมือนกันกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา รัฐธรรมนูญก็อย่างที่ทราบ น่าจะต้องไม่มีข้อความใด ที่เป็นส่วนที่จะต้องมีข้อท้วงติงหรือตำหนิได้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการกรุณาพิจารณา อีกครั้งหนึ่งว่าเราจะใช้ข้อความใด และเป็นเรื่องที่เราสามารถแก้ไขได้
ในส่วนต่อไป ที่กระผมขอตัดข้อความหลายข้อความออก ในวรรคสอง (๑) ก็ดี ใน (๔) ตอนท้ายก็ดี หรือใน (๕) ขอตัดออกทั้งหมด ก็เพื่อให้เป็นการสอดคล้องกับการที่ กระผมได้แปรญัตติ ขอให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทั้งหมดจำนวน ๒๐๐ คน จึงได้ตัดข้อความดังกล่าวนั้นออก แต่ขณะเดียวกันท่านประธาน ที่เคารพครับ ในวรรคถัดไปนั้น กรณีที่มีการกำหนด เมื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญว่างลง เพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ก็ได้มีบัญญัติให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งดำเนินการการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน กำหนด ๓๐ วัน กระผมก็เห็นว่า ๓๐ วันดังกล่าวก็เป็นระยะเวลาที่พอสมควร เว้นแต่ระยะเวลาการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน มีข้อความ บางส่วนที่กระผมตัดออกเพราะเป็นข้อความที่พูดถึงการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรณีที่ระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้น คือเป็นกรณี ๑๘๐ วัน เพราะฉะนั้นกรณีจะเหลือไม่ถึง ๙๐ วันนั้น ก็คือเป็นกรณีที่ครึ่งหนึ่งของจำนวน ๑๘๐ วัน ทั้งหมด และวรรคสุดท้ายท่านประธานครับ กระผมก็ได้ขอตัดข้อความซึ่งเป็นการเกี่ยวเนื่อง กับการที่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการคัดเลือก ซึ่งไม่มีในการที่กระผมแปรญัตติ ไม่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการคัดเลือก จึงได้ขอตัดข้อความออก และทั้งนี้ก็ให้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นสามารถดำเนินงานไปได้ หากจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีจำนวนเหลือไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งก็ให้สามารถดำเนินการไปได้ กึ่งหนึ่งของอะไร กระผมได้ตัด ข้อความในสุดท้ายออกใน (๑) และ (๒) ของวรรคสุดท้าย เพื่อจะให้ยืนยันว่าคำว่า กึ่งหนึ่ง นั้น คือกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด ทั้งหมดนี้คือข้อความที่กระผมแปรญัตติ และขอสงวนไว้ซึ่งเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่ได้เห็นด้วยกับเสียงกรรมาธิการเสียงข้างมาก จึงได้ขอสงวนความเห็นไว้และขอเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าข้อความที่กระผม เรียนเมื่อสักครู่นี้สมควรที่จะเอาข้อความอย่างใดเพื่อเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพิจารณา ในการร่างรัฐธรรมนูญครับ
เชิญท่านสุนัย
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ขออนุญาตประท้วงตามข้อ ๔๓ และข้อ ๙๙ แต่ว่าเกรงใจท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมนับถือเป็นพี่ชายของผมเองคือท่านสุทัศน์ ผมอยากจะประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ด้วยว่ากรณีอย่างนี้เราจะถือปฏิบัติอย่างไรครับ ท่านประธานครับ การพูดถึงมาตรา ๒๙๑/๘ ซึ่งโยงไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งจริง ๆ ผ่านไปแล้วครับ ท่านประธานครับ แล้วก็การแปรญัตตินั้น ไม่สามารถที่จะไปพูดถึงเรื่องที่ไม่เป็นผลแล้ว ท่านประธานครับ แต่ว่าด้วยความเคารพก็ปล่อยให้ ท่านได้อธิบาย แต่จริง ๆ แล้วการที่จะพูดถึงว่าการที่ตัดยกตัวอย่างนี้ครับ มาตรา ๒๙๑/๘ ในวรรคหนึ่งตอนท้ายที่บอก หรือวันที่รัฐสภามีมติแล้วหรือว่าตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) (๒) นี้ครับ ซึ่งจริง ๆ มันหมดไปแล้วครับ ท่านประธานครับ ดังนั้นถ้าเราถือว่าการอภิปรายอย่างนี้ยังอยู่ ในกติกาก็อาจจะทำให้ซ้ำซ้อน ผมก็เลยกราบเรียนท่านประธานว่าให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัย ด้วยครับว่ากรณีที่มีการแปรญัตติแล้วมันไม่เป็นผลแล้วครับ เพราะเนื่องจากมาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ แปรญัตติเปลี่ยนไปแล้วเนื่องจากผู้ที่แปรญัตตินั้นแปรญัตติในโอกาสอยู่ในชั้น คณะกรรมาธิการซึ่งประสานกัน แต่จบไปแล้วครับ ขอให้ท่านช่วยวินิจฉัยเป็นแนวทางด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ คงไม่เป็น อะไรกระมังครับ ท่านใช้เวลาแค่นิดเดียวเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรผิดพลาดหรอกครับ ท่านสุทัศน์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ถ้ากระผมไม่ได้ชี้แจงกระผม ก็คงเกิดความเสียหายจะทำให้เหมือนกับว่ากระผมไม่รู้ข้อบังคับและแปรญัตติไม่เข้าท่าหรือ แปรญัตติโดยที่ไม่มีเหตุมีผล
เชิญครับ
กระผมยืนยันว่าข้อความที่กระผม แปรญัตตินั้นเป็นข้อความที่กระผมได้สงวนความเห็นไว้ เพราะเป็นเสียงข้างน้อยของกรรมาธิการ เมื่อถึงวาระที่กระผมมีสิทธิตามข้อบังคับที่จะต้องอภิปรายประกอบความคิดเห็น กระผม ก็จำเป็นจะต้องเท้าความไปถึงเหตุผลว่ากระผมทำไมจึงต้องแปรญัตติตรงนี้ ซึ่งกระผม ก็ไม่ได้ใช้เวลามาก ถ้าท่านประธานกรุณายืนยันว่าคำพูดหรือคำแปรญัตติของกระผมนั้น เป็นการแปรญัตติและคำอภิปรายที่ชอบด้วยเหตุด้วยผลและไม่ขัดกับข้อบังคับกระผมก็จะ ขอบพระคุณท่านประธาน แต่ถ้าท่านประธานบอกว่าเป็นการแปรญัตติเรื่องอภิปรายไม่ชอบ ด้วยข้อบังคับ กระผมก็จะต้อง
ท่านสุทัศน์ครับ ที่จริงท่านได้ สงวนตรงนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนมีการแก้ไข ซึ่งท่านก็ใช้เวลาไม่มาก ก็ไม่ผิดครับ เชิญคุณหมอวรงค์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย อย่างไรก็แล้วแต่ผมก็คงต้องเรียกร้องผ่านไปยังกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะผมเชื่อว่ามาตรา ๒๙๑/๘ มีประเด็นครับ คำว่า มีประเด็น ก็หมายความว่า มันมีสิ่งที่ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องเอาไปพูดคุย ปรับปรุง แก้ไข หรือถ้าท่านสามารถให้คำชี้แจง กับพวกผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็เพื่อนสมาชิกได้เข้าใจ ก็อาจจะ โอเค อาจจะเคลียร์กัน แต่เมื่อสักครู่เพื่อนกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ให้คำตอบอภิปรายชี้แจงไปรอบ หนึ่งแล้วไม่ชัดเจนครับ ดังนั้นอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ผมเชื่อว่ามาตรา ๒๙๑/๘ ที่คณะกรรมาธิการ ผมยืนยันนะครับว่า ดำเนินการร่างพิจารณามา ด้วยความเร่งรีบมันมีมุมที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข และอาจจะต้องนำไปสู่การพักการประชุม ผมมีประเด็นที่น่าสนใจที่ให้ท่านใจกว้างรับฟัง แล้วก็เรียกร้องไปยังเพื่อนสมาชิกซีกรัฐบาล ต้องอดทนครับ เพราะผมจำได้ว่าตอนสมัยผมเป็นรัฐบาลท่านก็บอกให้พวกผมอดทน แล้วเรื่องนี้มันเป็นประโยชน์ท่านประธาน ยิ่งผมเห็น ฟังดูท่านสามารถท่านนั่งยิ้ม และท่าน พยักหน้า ผมเชื่อว่าท่านรับฟัง เพราะเรื่องนี้ไม่มีประโยชน์ของใครพวกผมไม่มีประโยชน์ครับ แต่ผมย้ำตั้งแต่เมื่อตอนกลางวันในช่วงมาตรา ๒๙๑/๗ แล้วว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย ฉบับเดียวเท่านั้น ท่านต้องอาศัยความร่วมมือจากเสียงข้างน้อยครับ เรื่องอื่นไม่เป็นอะไร แต่รัฐธรรมนูญเพราะสุดท้ายสิ่งเหล่านี้เป็นกติกาที่เราต้องเห็นพ้องร่วมกัน ดังนั้นการปรับปรุง แก้ไขไม่มีอะไรเสียหาย และผมเชื่อว่าถ้าเราคุยกันรู้เรื่องในประเด็นตั้งแต่ต้น ๆ มันไปได้ด้วย ความราบรื่นนะครับท่านประธาน
ประเด็นที่อยากจะฝากกับท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก อย่างน้อยผมยัง ยืนยันว่าเพื่อนสมาชิกที่ได้มีการพูดถึงในวรรคแรกเลย สมาชิกภาพของสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) เริ่มต้นตั้งแต่วันเลือกตั้ง หรือวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี ผมว่าประโยคคำว่า วันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี มันเป็นประเด็นครับท่านประธาน ที่ผม จะต้องพูดอย่างนี้เนื่องจากว่าถ้าเราอ้างอิงย้อนกลับไปที่มาตรา ๒๙๑/๖ เนื่องจากว่ามาตรา ๒๙๑/๖ ได้มีการพูดถึงการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภา พวกเราก็มักจะคิดว่าสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งผมต้องปูพื้นให้กับพี่น้องประชาชนทางบ้านคือ ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ๗๗ คน ผมเคลียร์ครับ ชัดเจน เริ่มต้น ณ วันเลือกตั้ง เพราะคนกลุ่มนี้มาจากพี่น้องประชาชน แต่ ๒๒ คน ที่มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ท่านใช้คำว่า วันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี ซึ่งมันก็จะถูกโยงมาถึงมาตรา ๒๙๑/๖ เพราะว่ามันไม่โยงไม่ได้ เหตุผลที่ประชุมเราคัดเลือก แต่ท่านประธานอย่าลืมนะครับว่า ในมาตรา ๒๙๑/๖ ทั้งวรรคหก และวรรคเจ็ด ในวรรคหก ได้พูดถึงการลงมติว่าการลงคะแนนดังกล่าวให้กระทำเป็นความลับ อันนี้ชัดเจน ถ้าบังเอิญใน ๒๒ คนนี้ เมื่อลงมติมาแล้วมี ๒๒ คนแรก ได้คะแนนสูงสุด ทุกอย่างจบครับ ประโยคนี้ผมคิดว่า ใช้ได้ แต่บังเอิญมันมีวรรคเจ็ดท่านประธาน เพราะวรรคเจ็ดถ้าผมจะเอาสรุปเป็นประเด็น ให้เข้าใจก็คือว่า กรณีที่คะแนนเท่ากันให้ประธานรัฐสภาทำการจับฉลากว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับ การคัดเลือก อันนี้คือประเด็นครับ ฉะนั้นถ้า สสร. คนนั้น ได้เป็น สสร. เพราะการจับฉลาก คำถามจึงถามว่า สมาชิกภาพเขาเริ่มจากวันที่รัฐสภามีมติมันจะใช้ได้หรือ ทำไมท่านไม่พูด ให้ชัดเจนนะครับ เหมือนกับตอนที่เขามีการเลือกตั้ง ส.ว. ส.ว. ก็มีอยู่ ๒ ชุดเหมือนกัน คือ ชุดคัดเลือก ผมใช้ภาษาชาวบ้าน คือชุดเลือกตั้งจากประชาชน กับชุดที่มีคณะกรรมการ คัดเลือก ซึ่งประโยคของ ส.ว. เขาใช้ประโยคนี้ครับ ท่านประธานครับ เพราะผมถือว่า สสร. ของเรา กับ ส.ว. มันค่อนข้างจะเทียบเคียงกันได้ ก็คือมาตรา ๑๑๗ ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ เป็นอยู่ ซึ่งในมาตรา ๑๑๗ ของรัฐธรรมนูญ พูดถึง ส.ว. ทั้ง ๒ แบบว่า สมาชิกภาพของวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา อันนี้ชัดเจน สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา เริ่มตั้งแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศผลการสรรหาชัดเจนไหมครับ เขาไม่ได้เอาวันที่มีมติ ดังนั้นของเราเหมือนกันครับ สสร. เรามี ๒ แบบเหมือนกัน ทำไมท่านไม่เขียนให้ชัดเจนไปเลยว่าสมาชิกภาพเริ่มตั้งแต่ วันเลือกตั้งอันนี้ชัดเจน หรือวันที่ประธานรัฐสภาประกาศผลมติ อย่างนี้ผมว่าชัดเจน ท่านประธาน แต่ท่านบอกว่าอันนี้ผมก็เลยให้เกียรติท่านประธานรัฐสภาเลยครับ เพราะผม ก็จะเทียบเคียงประธานรัฐสภาเหมือนกับทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ท่านเขียนว่า หรือวันที่รัฐสภามีมติ อย่างที่ผมชี้ให้ท่านนะครับว่ามันจะถูกเชื่อมโยงไปถึงมาตรา ๒๙๑/๖ และวรรคหก แล้วก็วรรคเจ็ด ถ้า ๒๒ คนแรกเราลงมติลับ ๒๒ คนคะแนนเรียงลงมาครบ ๒๒ คนอย่างนี้ชัดเจนครับ วันที่มีมติใช้ได้ครับ แต่เผอิญมันมีมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคเจ็ด ในกรณีที่คะแนนเท่ากัน ให้ประธานรัฐสภาทำการจับฉลากว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก ดังนั้นประโยชน์ที่ท่านบอกว่าเป็นวันที่รัฐสภามีมติ คนนี้ไม่ได้เป็นนะครับท่านประธาน คนนี้ ได้เป็นเพราะการจับฉลากครับ มันจึงเกิดข้อกังขาขึ้นมาอาจจะเป็นคนที่ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ก็แล้วแต่ที่มีการจับฉลากก็เลยอยากจะกราบเรียน
คุณหมอครับ ผมว่ากระชับ สักนิดก็ดี เพราะคุณหมอสงวนแค่ตัดตรง (๒) นี้เท่านั้น ผมก็ให้สิทธิได้อภิปราย สั้น ๆ นะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่า มุมนี้มันเป็นมุมที่ต้องฝากเป็นข้อสังเกต เพราะผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วนี่ทางกรรมาธิการเสียง ข้างมากอย่างไรต้องดึงออกไปพิจารณาแน่นอน เพราะจุดที่ผมจะต้องอภิปรายต่อดูแล้ว มาตรานี้มันไปไม่ได้ แต่ในเมื่อมันไปไม่ได้ก็ฝากเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติม ถ้าท่านจะใจกว้างไม่ เสียหายหรอกครับ ท่านไปแก้เสียหน่อยว่าเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันที่ประธานรัฐสภา ประกาศผลการคัดเลือก หรือประกาศผลการลงมติ ผมว่าชัดเจนครับ และเป็นการให้อำนาจ ท่านประธานด้วย และผมก็เชื่อว่าดีไม่ดีคือวันเดียวกันครับ ถึงท่านจะจับฉลากหรือไม่จับ ฉลากวันเดียวมีคะแนนออกมาชัดเจนแล้วท่านประธานรัฐสภาท่านก็ลงนามไป ผมว่ามันมี ความชัดเจน และมันเป็นประโยชน์ครับ นี่คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นถัดมา ซึ่งผมถึงว่าเนื่องจากว่ามันถูกอิงการที่ท่านได้มีการแก้ไข มาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งตรงนี้ต้องย้ำนะครับ เพราะว่าประเด็นนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขออนุญาตเอ่ยนามคุณหมอชลน่านได้พาดพิงถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๖ แล้วก็ต้องชื่นชม ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ผู้เสนอมุมนี้ขึ้นมา เพราะว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากอ่านรัฐธรรมนูญ ไม่ครบทุกบรรทัด เมื่ออ่านไม่ครบทุกบรรทัดท่านก็ไปพาดพิงถึงมาตรา ๑๐๖ ซึ่งมาตรา ๑๐๖ มันมีอยู่หลายวงเล็บครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ ในมาตรา ๑๐๖ มีทั้งหมดประมาณ ๑๑ วงเล็บ และผมก็เชื่อว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากที่ได้พูดอ่านไม่ครบ ทุกบรรทัด เมื่ออ่านไม่ครบทุกบรรทัดปุ๊บก็ลืม (๙) เพราะ (๙) นี้เขียนไว้ชัดเจนว่ากรณีที่ศาลฎีกา มีคำสั่งตามมาตรา ๒๓๙ ถ้าอย่างนั้นอันนี้ก็มีความชัดเจน ผมถือว่าประเด็นนี้เป็นประเด็น สำคัญที่คณะกรรมาธิการไม่มีอะไรเสียหาย แต่ถ้าท่านใจกว้างในการที่จะถอนกลับไปประชุม กรรมาธิการ พักการประชุมสักครึ่งชั่วโมง ปรึกษาหารือกันแล้วก็แก้ตรงนี้เข้ามา เพราะว่าสิ่ง ที่ท่านอ้างมันมัดคอท่านเรียบร้อยแล้ว กรรมาธิการเสียงข้างมากอภิปรายชี้แจงพวกเราบอก ว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๖ ที่พูดถึง ส.ส. การสิ้นสมาชิกภาพก็ไม่มีเรื่องศาลฎีกา แต่หารู้ ไม่ว่ามันเขียนไว้ชัดเจน ในเมื่อมันเขียนไว้ชัดเจนถ้าท่านยังดำน้ำต่อไปอย่างนี้มันจะทำให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สมบูรณ์แน่นอน ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าสิ่ง เหล่านี้ไม่เสียหายท่านประธาน ท่านสั่งพักการประชุมสักครึ่งชั่วโมงเหมือนเดิมนะ ไปเพิ่มเติม ตรงนี้เข้ามามันจะทำให้รัฐธรรมนูญของเราสมบูรณ์แบบแน่นอน ผมย้ำนะครับ เพราะว่า เพื่อนสมาชิกของพวกเรากรรมาธิการเสียงข้างน้อยเราก็คุยกันอย่างไม่เป็นทางการ เพราะเรา ถือว่าคำชี้แจงของกรรมาธิการเสียงข้างมากฟังไม่ขึ้น เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากอ่านไม่ครบทุกบรรทัด ดังนั้นคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลฎีกาต่อสมาชิกภาพ มีการระบุไว้ชัดเจน กรณีที่สิ้นสมาชิกภาพ ในเมื่อรัฐธรรมนูญต้นแบบเขียนไว้ชัดเจน คำกล่าว อ้างของท่านจึงฟังไม่ขึ้น เมื่อฟังไม่ขึ้นมันจึงเกิดเหตุผลเพียงพอที่มาตรา ๒๙๑/๘ ที่ว่าด้วย สมาชิกภาพของ สสร. จะสิ้นสุดลงเมื่อ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ท่านต้องใส่เพิ่มเติมครับ เมื่อศาลฎีกามี คำพิพากษา หรือศาลฎีกามีคำวินิจฉัย
สมควรแล้วกระมังครับ คุณหมอครับ
ท่านประธานครับ ผมว่าท่านต้องอดทนแล้ว ท่านประธาน เรื่องนี้มันอยู่ในประเด็นและเป็นสาระทั้งสิ้นครับ เพราะมันถูกเชื่อมโยงกับสิ่งที่ มีการแก้ไขคือมาตรา ๒๙๑/๕ ถ้ามาตรา ๒๙๑/๕ ไม่มีการแก้ไข ทุกอย่างจบท่านประธาน
คุณหมอครับ คุณหมอสงวน แค่ตัด (๒)
ผมว่าท่านประธานต้องอดทนนะครับ ท่านประธานครับ ผมยังอยู่ในประเด็นที่กำลังจะเป็นประโยชน์กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก และผมถือว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากผิดพลาดเป็นอย่างยิ่ง
คุณหมอครับ มีผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านผู้กำลังอภิปรายในข้อ ๙๙ ค่ะท่านประธาน เพราะว่าวาระนี้เป็นวาระที่สอง ไม่ใช่พิจารณาในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ขอให้ท่านประธาน ได้วินิจฉัยด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ที่จริงผมให้เกียรติคุณหมอครับ ปล่อยให้ตั้งข้อสังเกตตั้งเยอะแยะ ผมว่าพอสมควรกระมัง
ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าเพื่อน สมาชิกท่านนั้นนั่งหลับครับ ไม่ได้ฟังผมพูด
ท่านครับ ผมฟังครับ และ ผมเชื่อว่าทุกคนก็ฟัง ฟังอย่างให้เกียรติอีกต่างหาก ผมว่าพอสมควรกระมังครับ ท่านพูดได้ แค่ตัด (๒) และมาต่อตรงนี้มีเหตุผลเพราะอะไร
ท่านประธานครับ ผมกำลังจะต่อครับ แล้วก็เชื่อว่าอีกไม่นานก็จะจบ แต่วันนี้สังเกตท่านประธานเรียนตรง ๆ ว่าท่านก็ลุกลี้ลุกลน ในการเบรกพวกผมพอสมควร
ท่านครับ ท่านถอนคำพูด เถอะครับ ลุกลี้ลุกลน ผมไม่ได้ลุกลี้ลุกลนตรงไหนเลยครับ เพียงแต่ผมจะท้วงต่อเมื่อนอก ประเด็นเท่านั้น
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยินดี ถอนให้ประธาน เพราะว่าผมก็ยังเคารพท่านอยู่นะครับ ถึงอาจจะต้องต่อล้อต่อเถียงบ้าง เรากำลังทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ครับ ผมมีมุมที่อยากจะฝาก กรรมาธิการเสียงข้างมากเพิ่มเติมนะครับ
เชิญครับ ท่านสุนัยครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ขออนุญาตรบกวนคุณหมอวรงค์นิดเดียว ผมได้ประท้วงท่านประธานไว้ตามข้อ ๕ เมื่อสักครู่นี้ หลังจากที่ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ได้อภิปรายเสร็จ ผมไม่ได้ไปตำหนิว่าท่านสุทัศน์ใช้เวลามาก ผมขอบคุณด้วยครับ ที่ท่านได้ใช้เวลาน้อยและรวบรัด เพียงแต่อยากจะให้ท่านประธานได้ วินิจฉัยดูว่าการอภิปรายในการสงวนความเห็นไว้ซึ่งไม่เป็นผลแล้ว ยกตัวอย่างขอความกรุณา ประทานโทษครับ อย่างท่านคุณหมอวรงค์นี่ครับ มาตรา ๒๙๑/๘ ท่านตัด (๒) ไว้ ซึ่ง (๒) นั้น อภิปรายอย่างไร ท่านต้องอภิปรายตรง (๒) นี้ แล้วอย่างไรก็ตามทีในมาตรา ๒๙๑ (๒) นั้น มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านทำแล้ว ดังนั้นถ้าท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจในข้อ ๕ นี่ครับ ท่านประธานครับ รบกวน ก็ให้กำลังใจท่านประธานว่าท่านประธานก็จะต้องดูเรื่องเหล่านี้ ถ้าท่านได้วางแนวสักนิดหนึ่งเถอะครับ หรือว่าตั้งแนวไว้ว่าถ้าเป็นอย่างนี้แล้วมันน่าจะไม่ชอบ เพราะเป็นการอภิปรายที่ถือว่ามันเป็นไปไม่ได้นะครับ ในการอภิปรายต้องอยู่ในประเด็น ทีนี้ประเด็นมันก็หมด แต่ท่านกรุณาก็ขอบพระคุณครับ ท่านครับ ท่านให้พูด ถ้าพูดเสร็จปั๊บ มันเลยไปเรื่องอื่นอีก พอเลยไปเรื่องอื่นอีกปั๊บลามไปถึงบอกท่านประธานลุกลี้ลุกลนอีกแล้ว อย่างนี้ครับ ผมคิดว่าถ้าเราได้วางเกณฑ์ ขอบพระคุณครับ ถ้าท่านจะให้ใช้เวลาน้อยในประเด็น ผมว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดีครับ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมถึงย้ำกับ คุณหมอวรงค์ว่าผมให้เกียรติคุณหมอ และเห็นตั้งเป็นข้อสังเกต ผมก็คิดว่าจะตั้งข้อสังเกต คงใช้เวลาไม่มาก แต่ดูแล้วมันเริ่มจะขยาย มีผู้ประท้วง ผมก็ตักเตือนว่าให้กระชับ ซึ่งตรงนี้ครับ ประเด็นที่คุณหมอวรงค์จะอภิปรายมันไม่มีประเด็นอะไรเหลือแล้วครับ มันไม่มีประเด็นเหลือ คุณหมอครับ นอกจากจะขอตั้งข้อสังเกตบ้างเล็กน้อย ผมก็จะอนุโลม ผมก็เข้าใจว่าคุณหมอ ตั้งเป็นข้อสังเกต แต่ทีนี้มันยาวไปครับ
ผมต่อท่านประธาน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย
คุณหมอครับ ขอสัก ๑ นาที
ท่านประธานก็อย่างนี้อยู่เรื่อย แค่ผม แนะนำตัวท่านก็อย่างไรครับ
ขอสัก ๑ นาทีครับ
ไม่ได้ครับท่านประธาน ผมยังมี ประเด็นของผมอยู่ที่ผมแปรญัตติไว้ครับท่านประธาน เพราะท่านอย่าลืมนะครับว่าประเด็น เรื่องศาลฎีกาเป็นสิ่งใหม่ที่ท่านเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่าถ้าท่านไม่เปลี่ยนผมไม่พูดครับ แต่ท่าน ใช้ในที่ประชุมของเรามีการเปลี่ยนแปลง มาตรา ๒๙๑/๕ เรื่องศาลฎีกา มันเป็นสาระนะ ท่านประธาน ถ้ามันไม่เป็นสาระเรื่องนี้พวกผมไม่มีสิทธิที่เอามาพูดเลยครับ แต่ในเมื่อท่าน เปลี่ยนปุ๊บมันจะถูกเชื่อมโยงทันทีครับ ในเมื่อถูกเชื่อมโยงแล้วท่านขาดตกบกพร่อง ผมก็เป็น กรรมาธิการเหมือนกัน ผมก็ต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้
คุณหมอครับ ผมถึงบอกว่า แค่อนุโลมให้ตั้งข้อสังเกตซึ่งน่าจะต้องกระชับเท่านั้นนะครับ จะไปอภิปรายอ้างตรงที่สงวน แล้วไปอภิปรายย้อนหลังซึ่งมันผ่านมาแล้วไม่ได้ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะว่า ท่านประธานเบรกอย่างนี้ทำให้ช้า จริง ๆ ท่านประธาน ผมเข้าสู่ประเด็นย้ำท่านประธานสามารถ เห็นท่านพยักหน้าครับ ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์
ท่านสุนัย เชิญครับ
ท่านประธานครับ คราวนี้คงต้อง ขอประท้วงท่านประธานและท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ คือจริง ๆ ไม่มีประเด็นอภิปรายแล้ว ถ้าท่านจะตั้งข้อสังเกตเราก็รับฟัง ทีนี้พอท่านอภิปรายไปถึงมาตรา ๒๙๑/๕ อีก ซึ่งเป็น มาตราที่ทุกฝ่ายร่วมกันนะครับ ที่ตั้งคณะกรรมการ ๔ ฝ่ายไปมันก็จบไปแล้ว และจริง ๆ กัน ในนี้มันก็ค่อนข้างจะคร่อมมากครับ ท่านประธานครับ ท่านดูนะครับ ไม่มีถึง ในมาตรา ๒๙๑ ที่ท่านแปรญัตตินี้ไม่มี และปรากฏว่าท่านได้โยงไปถึงรัฐธรรมนูญอีก ในรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๐๖ อีกอย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ ดังนั้นผมคิดว่าท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านประธาน ได้ให้ความกรุณาผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แล้วก็ขอความกรุณาคุณหมอวรงค์เถอะครับ เพราะขณะนี้ทุกคนก็พยายามเฝ้าฟังในสาระที่ท่านอยากจะนำเสนอ ท่านตั้งข้อสังเกตที่ดี เราก็จะรับฟังเลยครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์ วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก เสียงข้างน้อย น้อยจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมย้ำครับ ผมจากใจเลยท่านประธาน เพราะว่าสิ่งนี้มันเป็นผลพวงที่มีการแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๕ บังเอิญ มาตรา ๒๙๑/๕ มีสิ่งที่ว่าด้วยสมาชิกภาพของ สสร. สิ้นสุดลง เพราะคำพิพากษา ศาลฎีกา แต่เนื่องจากว่ามาตรา ๒๙๑/๘ ท่านได้พูดถึงสมาชิกภาพของสภาร่างรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงเมื่อ ท่านก็มี (๑) (๒) (๒) (๓) (๔) ผมก็ย้ำให้เห็นว่าในเมื่อท่านแก้ มาตรา ๒๙๑/๕ เพราะศาลฎีกาท่านจะต้องเอาตรงโน้นเข้ามาใส่เพิ่ม ซึ่งตรงนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในที่ประชุมของเรา ผมจึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะช่วยดึงกลับมาเพื่อให้ท่านมาใส่เพิ่มเติม
คุณหมอครับ ตรงนี่ที่คุณหมอ พูดนี่ตั้งเป็นข้อสังเกตถ้าเท่านี้ผมอนุโลม แล้วก็ควรจะจบเท่านี้ครับ
จริง ๆ ผมก็แค่นี้ท่านประธาน แต่ก็ เบรกผมอยู่เรื่อยท่านประธานครับ มันก็ทำให้ผมงง ๆ
เท่านี้ก็ โอเค ขอบคุณครับ
ท่านต้องเตือนคนที่ ต้องขออนุญาตครับ ท่านเตือนเขาด้วยนะครับ อย่าประท้วงซ้ำซาก มันทำให้การต่อเนื่องมันไม่ได้ ท่านก็เข้าใจครับ เราอยู่ในสภาด้วยกัน เวลาถูกประท้วงปุ๊บเวลาจะอภิปรายต่อมันต้องค่อย ๆ ขึ้นใหม่
ขอบคุณครับ จบแล้วไม่ใช่ หรือครับ
ยังครับท่านประธาน ผมยังมีประเด็น อีกครับ แล้วก็ผมก็เชื่อว่าท่านต้องรับฟังด้วย ประเด็นที่ผมจะต้อง
ประเด็นที่ท่านสงวนนะครับ
ก็ผมกำลังจะพูดท่านประธานครับ
เชิญครับ
ท่านไม่ให้ผมได้ยืนตั้งสติเรียงสมาธิเลย เราเคยอยู่ในสภาด้วยกัน เรารู้ว่าเวลาจะนำเสนอมันต้องเป็นลำดับขั้น ลำดับตอน แล้วก็ยังไม่ทัน ได้คิดจะเร่งให้ผมพูดไม่ได้ ผมต้องขอบคุณท่านประธานสามารถนะครับ ดูท่านสนใจที่จะฟัง สิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นประเด็น ประเด็นที่ผมยังกังวลใจก็คือท่านได้พูดถึงสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องมีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ผมย้ำนะครับ นี่คือคำ สิ่งที่เสียงข้างมากกำหนดไว้ เพราะผมก็มองว่า สสร. เป็นองค์กร ถ้าพูดกันภาษาง่าย ๆ คือ เหมือนจะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญครับ
ท่านนั่งเถอะครับ คุณหมอ ยังอยู่ในประเด็นอยู่ครับ ประเด็นสุดท้ายที่ได้สงวนไว้ครับ
ไม่เป็นไรเชิญเลยครับ
เชิญครับ คุณหมอเชิญครับ
ไม่เป็นไรครับ ผมสติดีแล้วครับ ตอนนี้ จะประท้วงอย่างไรก็ยังอยู่ในประเด็นได้ ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ประเด็นที่ผมจะต้องย้ำกับท่านอีก ๑ ประเด็น ก็คือประเด็นจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่ท่านบอกว่าจะต้องมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกตาม มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ผมเรียนกับท่านประธานครับว่า เฉพาะประโยคนี้ผมมีมุมอยู่ ๒ มุม ผมเชื่อว่าการตีความหมาย สื่อสารผิดกันได้ คำว่า และ กับคำว่า หรือ เวลาเราไปธนาคาร เวลาเซ็นชื่อและมัน ๒ คน ถ้าหรือคนใดคนหนึ่ง เหมือนกันครับ วันนี้ท่านเขียนว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีจำนวน สมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑/๑ และมาตรา ๒๙๑/๒ ผมก็ตั้งคำถามถามท่านว่าถ้าผมจะไปตีความหมายว่ามีสมาชิกไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของมาตรา ๒๙๑ คือ ๗๗ คน แล้วก็ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ (๒) ก็คือ ๒๒ คน ทำไมท่านไม่เขียนว่า มีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งหมด อย่างนี้เข้าใจเลย ก็คือ ๙๙ คน กึ่งหนึ่งก็คือ ๕๐ คน อย่างนี้เข้าใจ แต่ถ้าท่านเขียนออกมาอย่างนี้ว่ามีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) มันตีความหมายได้ ๒ ความหมาย พวกเราเป็นสมาชิกในที่นี้เราเข้าใจเจตนาของท่านว่าท่านคงหมายถึง ๒ อย่างรวมกัน เอามา บวกกัน ก็คือ ๕๐ คนขึ้นไป แต่ถ้าตีตามตัวหนังสือ เนื่องจากมีคำว่า และ เข้ามา (๑) และ (๒) ก็สามารถที่จะตีได้ว่าองค์ประชุมนี้ (๑) ที่มีอยู่ ๗๗ คนต้องเกินกึ่งหนึ่งด้วย และ (๒) มี ๒๒ คนต้องเกินกึ่งหนึ่งด้วย ทำไมท่านไม่เขียนให้มันชัด ๆ เหมือนกับ ส.ว. ครับ เพราะว่า รูปแบบเราก็เลียนแบบกันมา ของ ส.ว. เขากำหนดจำนวนของจำนวนสมาชิกทั้งหมด แทนที่ ท่านจะเขียน (๑) และ (๒) ของมาตรา ๒๙๑ ท่านให้เขียนว่าไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สสร. ทั้งหมด ชัดเจนเลยครับท่านประธาน ผมก็มีความรู้สึกว่าบางครั้งเราก็ใช้ภาษาที่มันยาก และตีความหมายได้ค่อนข้างจะไปได้หลายทิศทาง แต่ในมุมการแปรญัตติของผม ผมได้แปรญัตติ ผมมองว่ากึ่งหนึ่งมันน้อยเกินไปท่านประธาน ท่านอย่าลืมนะครับว่าองค์กรนี้ทำหน้าที่คล้าย ๆ องค์กรตามรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่จะให้ ทุกคนได้ทำหน้าที่ แต่ท่านประธานนึกภาพครับว่าถ้าผมเข้าใจท่านก็คือเข้าใจว่ากึ่งหนึ่งของ ทั้ง ๒ อย่างรวมกัน ก็คือ ๕๐ คนขึ้นไป ยอดรวม ๙๙ คน ท่านบอกว่าองค์กรนี้มีสมาชิกกึ่งหนึ่ง ๕๐ คนขึ้นไปยังทำหน้าที่ได้ ผมว่ามันน้อยเกินไปครับ ขนาด ส.ว. เขายังกำหนดไว้ว่า ส.ว. จะทำหน้าที่ได้คือจะต้องมี ๙๕ เปอร์เซ็นต์ เขากำหนดไว้ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ในส่วนนั้น จะต้องดำเนินการสรรหาหรือเลือกตั้งเข้ามาให้จบภายใน ๑๘๐ วัน แต่อันนี้ท่านกำหนดไว้แค่ ครึ่งหนึ่งมันน้อยเกินไปท่านประธานครับ ผมจึงแปรญัตติเพิ่มเข้ามาว่าใจผมก็อยากจะแปรญัตติ ไว้สัก ๙๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมก็เห็นใจครับ เพื่อให้ สสร. สามารถทำหน้าที่ได้ ก็เลยเสนอ คำแปรญัตติเป็นไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ฉะนั้นจึงฝากเป็นข้อสังเกตในหลาย ๆ ประเด็นครับ ผมว่าท่านไม่มีอะไรเสียหายท่านประธาน ท่านเอาไปปรับปรุงเพิ่มเติมศาลฎีกาตามที่ต้องการ แก้ประโยคที่คำว่า (๑) และ (๒) ของบรรทัดสุดท้ายเป็นของยอดรวมทั้งหมดแล้วแต่ภาษา ที่ท่านจะใช้ และประโยคแรกเอาให้เกียรติท่านประธานครับ ก็คือวันที่ประธานรัฐสภา ประกาศผลมติออกมา ผมว่ามีความเข้าใจที่ชัดเจนมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นอย่างนี้ไม่เข้าใจครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่าน ประธานคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กระผมขอกราบเรียน ชี้แจงเหตุผลของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ให้คงมาตรา ๒๙๑/๘ ซึ่งก็เป็นไปตามร่างเดิมที่ เรารับหลักการไปจากรัฐสภา ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้ว มาตรา ๒๙๑/๘ ไม่ได้มีเรื่องอะไร สลับซับซ้อนนะครับ มันมีองค์ประกอบอยู่ ๔ อย่างนะครับ
(๑) ก็คือพูดถึงการเริ่มต้นสมาชิกภาพของ สสร. ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและ มาจากการคัดเลือก
(๒) ก็พูดถึงเรื่องของการสิ้นสมาชิกภาพ
(๓) พูดถึงเรื่องการหาคนมาแทนในส่วนที่สิ้นสมาชิกภาพไป และ
(๔) ก็พูดถึงว่าถ้าขณะที่กำลังจะหาคนมาแทนจะให้ สสร. ทำงานต่อไปได้ ก็ต้องมีองค์ประกอบ คือมีเสียงอยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ผมขอเรียนอธิบายทั้ง ๔ เรื่อง ดังนี้
เรื่องแรก ของการเริ่มสมาชิกภาพ ถ้าท่านจะดูในวรรคแรก ก็จะพูดถึงเรื่อง การเริ่มสมาชิกภาพของในส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ให้เริ่มนับสมาชิกภาพ นับแต่วันเลือกตั้ง ก็เหมือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านเลือกตั้งเสร็จ กกต. จะรับรองท่านเมื่อไรก็ตาม แต่ใน รัฐธรรมนูญจะเขียนว่าท่านเริ่มมีสมาชิกภาพเมื่อวันเลือกตั้ง อันนี้ก็เช่นเดียวกัน สสร. ก็บัญญัติไว้ให้มีสมาชิกภาพตั้งแต่วันเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน สสร. ประเภทคัดเลือกโดยรัฐสภา เราก็บัญญัติว่าให้มีสมาชิกภาพนับวันที่สภามีมติ หลายท่านก็มาถามว่าจะนับเอาวันไหนครับ ที่สภามีมติ ก็อยากกราบเรียนว่าวันที่มีการนำรายชื่อ สสร. มาให้รัฐสภาได้ลงคะแนน ขั้นตอน มันจะเป็นอย่างนี้นะครับ จะมีการเปิดโอกาสให้สมาชิกลงคะแนนเลือก สสร. พอลงคะแนน เสร็จก็นับคะแนน ใครได้คะแนนสูงสุดคนนั้นได้รับเลือกเป็น สสร. ประเภทคัดเลือก แต่จะ มีบางท่านคะแนนเท่ากันก็ให้เลือกกันใหม่ เลือกแล้วคะแนนยังเท่ากันอีก มาตรา ๒๙๑/๖ ก็ให้
ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้จับสลาก เพราะฉะนั้นเมื่อจับได้แล้วว่าเป็นใครก็ มีการประกาศผลว่าผู้ใดได้เป็น สสร. บ้าง ซึ่งในการประกาศผลเสร็จเรียบร้อยผลคะแนนว่า ใครได้เท่าไร ท่านประธานรัฐสภาก็จะอ่านว่า รัฐสภาได้มีมติเลือกบุคคลดังต่อไปนี้ให้เป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามผลคะแนนที่ได้ และตามที่มีการจับสลากได้ วันนั้นละครับ ก็คือวันที่มีมติ ไม่ได้เป็นวันอื่นเลยนะครับ วันเดียวกันนั่นละ ส่วนหลังจากนั้นประธานรัฐสภา ต้องนำรายชื่อไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สมาชิกภาพของผู้คัดเลือก จากรัฐสภาจะเริ่มในวันที่สภามีมติ อันนี้ก็ชัดเจนครับ ทีนี้มาพูดถึงเรื่องของการสิ้นสมาชิกภาพ ก็อย่างที่กราบเรียนนะครับ จะมีบัญญัติไว้ชัดเจนว่าสิ้นสมาชิกภาพเพราะอะไรบ้าง เช่น (๑) สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ถ้าท่านไปดูในมาตรา ๒๙๑/๑๕ จะสิ้นสมาชิกภาพก็เพราะ
ประการแรก เหลือสมาชิกไม่ถึงกึ่งหนึ่ง อันนี้ก็ถือว่าไปทั้งสภาเลยนะครับ
ประการที่ ๒ ทำร่างไม่แล้วเสร็จตามเวลาที่เขากำหนดให้ คือถ้าตามร่างของเรา เราบอกว่าให้เขาทำร่างให้แล้วเสร็จภายใน ๒๔๐ วัน ถ้าทำไม่เสร็จก็ถือว่าสิ้นสมาชิกภาพ ไปทั้งหมด
ประการที่ ๓ ทำร่างเสร็จแล้วไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา หมายความว่า ผ่านกระบวนการประชามติเรียบร้อย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจ ก็หมดสมาชิกภาพ
และประการที่ ๔ ก็คือร่างตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก ก็แปลว่า ประธานได้วินิจฉัยว่ามีการกระทำการร่างที่ผิดไปจากกรอบที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ก็คือไปแตะเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปเปลี่ยนรูปของรัฐหรือไปแตะหมวดพระมหากษัตริย์ อย่างนี้ก็ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำ มันตกไป หรือไม่ผ่านการประชามติ อย่างนี้ทั้งสภาก็ถือว่าสิ้นสมาชิกภาพไปทั้งหมดนะครับ นอกจากนั้นก็เรื่องปกติ ตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม ทีนี้มาถามว่าเมื่อพ้น จากตำแหน่งแล้วจะต้องทำอย่างไร เมื่อมีสมาชิกภาพว่างลงด้วยเหตุใดก็ตาม หรือแม้กระทั่ง เมื่อกี้ท่านสมาชิกเป็นห่วงว่ามันโยงไปถึงมาตรา ๒๙๑/๕ ที่เราบอกว่าเมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จ มีการร้องไปยังศาลฎีกา เกิดศาลฎีกาวินิจฉัยว่าขาดสมาชิกภาพเราก็บัญญัติไว้แล้วนะครับ ถ้าท่านจะกรุณาดูบอกว่าเมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง เพราะเหตุอื่นใด เพราะเหตุอื่นใดมันรวมไปถึงเหตุที่ศาลฎีกาเขาวินิจฉัยว่าท่านต้องพ้นจากสมาชิกภาพด้วยครับ มันก็จะมาเข้ามาว่าจะทำอย่างไรครับ ก็บอกว่าให้มีการเลือกตั้งหรือคัดเลือกแทนภายในกำหนด ๓๐ วัน นี่ก็บัญญัติชัดเจนว่าภายใน ๓๐ วัน ก็ต้องหาคนมาแทน ผมก็อยากกราบเรียนว่า ที่ท่านเป็นห่วงต่อไปว่าสมาชิกภาพของ สสร. ที่เหลืออยู่ ที่ท่านบอกไปเขียนบอกว่าจะต้อง เหลืออยู่จำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑ (๑) และ (๒) มันจะ ไปตีความแปลว่า กึ่งหนึ่งของ (๑) และกึ่งหนึ่งของ (๒) หรือไม่ ก็อยากให้ท่านย้อนกลับไปดู มาตรา ๒๙๑/๑ เราเขียนชัดเจนว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิกดังนี้ (๑) (๒) ก็แปลว่า ๒ อย่างประกอบกันเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้จำแนกเป็นแบบที่ ๑ แบบที่ ๒ หรือไม่ให้ท่านไปนับจำนวนกึ่งหนึ่ง โดยจำแนกว่าแบบที่ ๑ กึ่งหนึ่ง แบบที่ ๒ กึ่งหนึ่ง แต่องค์ประกอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ผ่านกระบวนการ คัดเลือกแล้วถือว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญคือองค์ประกอบของ ๒ ส่วนรวมกัน ฉะนั้นกึ่งหนึ่ง ที่ท่านเป็นห่วงก็ไม่ต้องห่วง กึ่งหนึ่งของ ๒ อย่างมารวมกันถ้าหารออกมา ๙๙ ท่านก็ได้ ๔๕ ท่าน ถ้ายังคงมีสมาชิกภาพเหลืออยู่ ๔๕ ท่าน ขณะที่เรากำลังดำเนินการเลือกซ่อมก็ดี คัดเลือกซ่อมก็ดี ก็สามารถดำเนินการได้ ก็กราบเรียนรายละเอียดชี้แจงให้เพื่อนสมาชิก ได้ทราบครับท่านประธาน
ไม่ใช่เหลือ ๔๕ ท่าน เหลือ ๔๙.๕ ท่าน
เหลือ ๔๙ ท่าน โทษทีครับ
๕๐ ท่านนั่นละครับ ขอสลับ มาทางวุฒิสมาชิกด้วยนะครับ ขอท่านสมชาย แสวงการ ครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านสมชาย ขอนิดหนึ่ง ส่วนที่สงวนไว้แล้ว และเหตุการณ์มาเปลี่ยนมาแล้ว และมันเป็นไปไม่ได้แล้ว ก็อย่าไปเสียเวลาพูดมาก อาจจะตั้งข้อสังเกตไว้เล็กน้อยเท่านั้นนะครับ ขอเชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ผมแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๘ ดังนี้ ก็คือเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๘ เป็นเรื่องของสมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ซึ่งผมก็ขอให้ตัดไป เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันที่ รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี อันนี้ผมก็ขอให้ตัดไป อย่างไรก็ตามในส่วนของสมาชิกภาพของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงเมื่อ ตาย ลาออก และขาดคุณสมบัติอื่นตามที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงไปแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีสมาชิก สสร. ไม่ถึง กึ่งหนึ่ง หรือไม่สามารถจัดทำร่างรัฐธรรมนูญได้ภายใน ๒๔๐ วัน หรือเมื่อมีประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาหลังจากที่ทำประชามติ หรือเมื่อร่างนั้นตกไปก็คงไม่ต้องกล่าวพาดพิง ไปถึง อย่างไรก็ตามครับ ผมต้องกราบเรียนยังท่านประธานคณะกรรมาธิการแล้วก็ผ่านไปยัง พี่น้องประชาชนครับว่าการที่ผมยืนยันการไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ โดยยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และไปยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนี่ ยังเป็นประเด็น ที่เป็นข้อปัญหาก็เพราะยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นอาจจะต้องแก้ไขเป็นรายมาตรา อย่างไรก็ตามครับ เมื่อท่านมีเสียงข้างมากในรัฐสภาแล้วสามารถผ่านวาระที่หนึ่ง และผม ก็เชื่อมั่นว่าจะผ่านวาระที่สอง วาระที่สามไปได้ ก็ยังมีความหวังครับว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้เสียง ข้างมากในสภาแห่งนี้ ที่จะต้องให้พี่น้องประชาชนรับทราบด้วยว่าควรจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ที่ออกมาโดยเป็นกลาง อิสระ และไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของผู้หนึ่งผู้ใด แล้วจะต้องเป็น รัฐธรรมนูญที่อยากให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่ไม่ถูกฉีกอีก การจะทำให้เป็นรัฐธรรมนูญ แบบนั้นได้ มีปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ องค์กรประกอบของจำนวนสมาชิก ซึ่งที่ผ่านมาก็ต้องเรียนว่าเสียงข้างน้อยนั้นก็ไม่สามารถชนะ เสียงข้างมากได้อย่างที่ได้ทราบกันแล้วก็ตาม ผมยังมีความหวังครับ มีความหวังเล็ก ๆ ว่า กรรมาธิการและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะให้ โอกาส สสร. ซึ่งจะต้องมาร่างรัฐธรรมนูญแบบที่ไม่มีกรอบ และยังเป็นประเด็นปัญหาอยู่ ในขณะนี้ให้มีเวลาพอสมควรทีเดียวครับ เพราะว่าจากการร่างรัฐธรรมนูญในสมัย ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น มีหลายกฎหมายที่เขียนตามมา และปรากฏว่า สสร. ไม่ได้ ช่วยทำไว้ แต่ก็เขียนกำกับไว้ครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขียนไว้ดีครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สิทธิเสรีภาพ เรื่องขององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ เรื่องของสิทธิมนุษยชนอะไรต่าง ๆ แต่ ปรากฏว่าไม่สามารถทำให้เป็นผลสำเร็จได้เพราะไม่มีบทบังคับ รัฐธรรมนูญก็มาเขียนอีกครับ ปี ๒๕๕๐ ก็พยายามแก้ไขจุดโหว่ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาเขียนกำกับอีกครับว่าทำให้ แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี
ท่านสมชายครับ ท่านอภิปราย ในประเด็นไหนที่ท่านสงวนคำแปรญัตติไว้ครับ
ใช่ครับ ท่านประธานครับ อยู่ในประเด็นครับ
ประเด็นไหนครับ
ประเด็นอายุเวลา ๒ ปี ซึ่งผมจะให้เวลาของคณะ สสร. มีเวลา ๒ ปีครับ ใน (๑) ท่านประธานครับ ท่านประธาน เห็นแล้วนะครับ ผมเสนอให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีวาระดำรงตำแหน่ง อันนี้ผมพูดถึง การสิ้นสมาชิกภาพ เพราะฉะนั้นอันนี้จะไปโยงกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในเรื่องของวาระ ซึ่งท่านคณะกรรมาธิการท่านให้เวลาไว้ ๒๔๐ วัน คือแก้ไขจาก ๑๘๐ วัน ผมเองเสนอให้ สสร. ซึ่งผมเองอยากให้มีความหวังในการร่างรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ให้ดีที่สุด เป็น ๗๓๐ วัน คือใช้ระยะเวลา ๒ ปี ท่านร่างรัฐธรรมนูญเอาคร่าว ๆ ว่าประมาณ สัก ๑ ปี ขณะเดียวกันท่านทำกฎหมายไปด้วย ร่างมาพร้อมกัน เพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผมเรียนแล้วครับว่ามีหลายมาตรา และหลายหมวด ดีมากนะครับ แต่ว่าไม่ถูกปฏิบัติ แล้วก็ขณะนี้ก็ยังไม่มีกฎหมาย บางส่วนกว่าจะออกมาบังคับ ใช้ได้ก็เลยระยะเวลา ผมยกตัวอย่างคร่าว ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๔๗ วรรคสอง ให้มีองค์กร อิสระกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ กว่าจะออกมาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่สำเร็จ มารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้เวลากว่าจะมีคณะกรรมการ กสทช. เพื่อมาจัดสรรคลื่นความถี่อันเป็นประโยชน์สาธารณะของพี่น้องประชาชน ใช้เวลาทั้งสิ้น ๑๕ ปี มาตรา ๖๑ วรรคสอง เรื่ององค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคมาช่วยพี่น้องดูแลเรื่อง การถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน แล้วก็ผู้ประกอบการ ปรากฏว่าจนถึงบัดนี้ผ่านวุฒิสภา แล้วก็ยังไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรอีกรอบหนึ่งครับ ติดขัดกันมาทั้งหมด ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มา นี่ก็เวลา ๕ ปีแล้ว มาตรา ๖๗ วรรคสอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขององค์กรอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อม วันนี้เรามีปัญหามากมายเรื่องมลพิษ วันนี้ก็ยังไม่ออกจากสภา รวมถึง มาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ซึ่งก็เคยเกิดปัญหาจนกระทั่งต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพราะมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า บัญญัติให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดประเภทกรอบต่าง ๆ ก็ไม่มีครับ ไม่รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผมจึงเสนอว่า โดยหลักสากลแล้วการร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเข้าใจเจตจำนงว่าจะกำหนดกติกาของ ประเทศที่ใช้กับคน ๖๕ ล้านคน อย่างไร กำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ เพราะฉะนั้น กฎหมายที่เกี่ยวข้องต้องมาด้วยกันครับ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างหนึ่ง ผู้ออกกฎหมาย ไปเขียนอีกอย่างหนึ่ง และเห็นไม่ตรงกัน ต้องมาตีความเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่ทำ กฎหมาย เสร็จแล้วท่านก็มีปัญหาเรื่องอื่น ไม่ว่าจะเป็นปัญหารูทีน (Routine) ของกฎหมาย หรือท่านไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ออกครับ ผมจึงเสนอให้มีเวลาในการ ทำร่างรัฐธรรมนูญ และมีเวลาในการเขียนกฎหมายเสนอต่อสภาด้วยไปพร้อมกัน นอกจากนั้น ยังเสนอให้ ซึ่งคงจะไปพูดในหมวดอื่นครับ ในการทำประชามติ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องในอนาคต สำหรับประเทศไทยเป็นเรื่องง่ายครับ ในกลุ่มทางบอลติก และกลุ่มทางยุโรป ซึ่งพัฒนาเรื่อง การทำประชามติผ่านร้านสะดวกซื้อ เขาทำประชามติเป็นส่วนใหญ่ครับ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทำประชามติกันแทบจะทุก ๒ เดือน อยากรู้เรื่องอะไร ประชาชนมีความเห็นอย่างไรสภา จะออกกฎหมายตามประชามติ ซึ่งผมคิดว่าทำให้เป็นเรื่องถูกทำได้ครับ และวันนี้ไม่ว่าจะเป็นไปรษณีย์ ธนาคาร หรือร้านสะดวกซื้อเราพัฒนาเทคโนโลยี และทำให้ การทำประชามติเป็นเรื่องง่าย ผมจึงเสนอให้มีการทำประชามติ แต่เที่ยวนี้เป็นรายหมวดด้วย เพราะฉะนั้นต้องให้เวลากับ สสร. ถ้าทำรัฐธรรมนูญรายหมวดแล้วตกไปบางหมวดก็ให้ สสร. มีเวลาอยู่กลับไปแก้ไขแล้วก็ส่งไปทำประชามติใหม่ เมื่อครบทั้ง ๑๒ หมวด หรือ ๑๓ หมวดแล้ว รัฐธรรมนูญจึงนำมาประกาศใช้ได้ จึงให้เวลา สสร. ถึง ๒ ปี สุดท้ายผมก็เรียนครับว่าเป็น ข้อมูลที่สวนดุสิตโพลล์ (Poll) ได้สำรวจมา ๖๓.๘ เปอร์เซ็นต์ ประชาชนมีความกังวลต่อ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำมาซึ่งความขัดแย้ง ๕๓.๘๘ เปอร์เซ็นต์ ต้องการให้ผู้แก้คำนึงถึง ผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ๕๐.๕๒ เปอร์เซ็นต์ ต้องการให้คณะกรรมาธิการแก้ไข โดยยึดหลักถูกต้อง โปร่งใส ยุติธรรม มีคุณธรรม และเป็นกลาง ๒๓.๘๙ เปอร์เซ็นต์ ต้องการ ให้ผู้แก้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติเป็นสำคัญ โดยสรุปครับ สิ่งที่ผมได้ นำข้อมูลทั้งหมดผมยังเรียนว่าคณะกรรมาธิการได้โปรดทำสิ่งที่ประชาชนเขาคาดหวังกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ อะไรที่เป็นประโยชน์จากเสียงข้างน้อยหรือจากสมาชิกวุฒิสภา ท่านน่าจะรับไป แล้วก็ถ้าท่านแก้ไขทำให้ สสร. ที่จะเกิดขึ้นมีความน่าเชื่อถือ มีความน่าไว้วางใจ ผมคิดว่าบ้านเมืองเดินต่อไปได้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านคำนูณ สิทธิสมาน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรานี้ที่ผม สงวนคำแปรญัตติไว้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับการแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ให้มีสมาชิก ประเภทเลือกตั้งประเภทเดียว มาตรานี้กระผมอ่านแล้วอ่านอีก กระผมก็ไม่มีช่องอื่นที่จะ พูดตั้งข้อสังเกตได้เลย ขออนุญาตว่าที่แปรญัตติไว้ทั้งหมดและสงวนไว้ก็สืบเนื่องมาจาก มาตรา ๒๙๑/๑ ที่ได้แพ้โหวตไปแล้ว ประเด็นข้อสังเกตอื่น ๆ ก็ขออนุญาตไปตั้งข้อสังเกต ในมาตราอื่นต่อไป ขอบพระคุณครับ
ท่านวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิลาศ จันทร์พิทักษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จากกรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ความจริงแล้วได้ผมสงวนคำแปรญัตติไว้อยู่หลายมาตรา ตลอดเวลาที่มี การอภิปรายกันมา ๑๐ วัน ผมเห็นว่ามีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายอภิปรายกันหลายคนแล้ว แล้วก็ผู้ที่สงวนคำแปรญัตติก็ดี สงวนความเห็นและได้ใช้สิทธิอภิปรายก่อนผม หลายคนผมฟัง เหตุผลในการอภิปรายแล้วผมคิดว่าเหตุผลที่ท่านเหล่านั้นได้กรุณาอภิปรายเหตุผลดีกว่าผม ผมก็เลยสละสิทธิ์ที่จะอภิปรายใน ๔ มาตราก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ หลายประเด็นที่ผมเห็นด้วยกับผู้อภิปรายแต่ก็แพ้โหวต มีหลายข้อหา มีหลายประเด็นที่มี การกล่าวหากันว่าคณะกรรมาธิการดื้อบ้าง คณะกรรมาธิการลงคะแนนตามโผ มีการกล่าวหา กันว่ากรรมาธิการลงคะแนนตามใบสั่ง อย่างไรก็ตาม
ท่านวิลาศครับ เสียงท่านดู เพลีย ๆ เหมือนผมเลย แต่ทีนี้ประเด็นของท่านได้สงวนเอาไว้แค่เพิ่มเติมคำว่า แล้วแต่กรณี ท่านสงวนไว้เฉพาะตรงนี้ครับ คือเพิ่มข้อความแล้วแต่กรณี ขอเข้าประเด็นเถอะครับ
ผมรู้เรื่องท่านประธานครับ เพราะเป็น ส.ส. มาพร้อม ๆ ท่าน แล้วมาถึงจะเข้าไปถึงแล้วแต่ กรณีเลยหรือครับ ไม่ต้องพูดอะไรเลยหรือ พอพูดเสร็จปั๊บก็นั่งเลย กำลังจะพูดเกริ่นนำว่า ที่ไม่พูดมาก่อนเพราะอะไร ท่านประธานผมรู้เรื่องครับ ทีนี้มันก็มาถึงประเด็นที่จะต้องลุกขึ้น อภิปรายวันนี้นะครับ มันก็จะเป็นการพิสูจน์ว่าข้อกล่าวหาที่เขากล่าวหากันนั้น มันเป็นจริงหรือไม่จริง เพราะว่า ประเด็นที่ผมจะพูดมันเป็นประเด็นเล็ก ๆ แล้วก็เป็นประเด็นข้อกฎหมาย ถ้าท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็ดี ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ดี ถ้าท่านจะกรุณาใช้เหตุใช้ผลแล้วดู ผมเชื่อว่าวันนี้เป็นประเด็นที่ท่านอาจจะต้องยอมปรับ เพราะเป็นประเด็นคำพูดทางกฎหมาย เล็ก ๆ เท่านั้นล่ะครับ ท่านดูนะครับ ผมเติมคำว่า แล้วแต่กรณี ก่อนที่ผมจะพูดว่าเพราะอะไร ท่านดูในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๒ ท่านผู้ช่วยก็ดี ท่านประธานก็ดี ท่านกรุณาจดตาม มาตรา ๑๐๖ (๙) มาตรา ๑๓๑ วรรคห้า หรือมาตรา ๑๓๕ วรรคสอง มาตราเหล่านี้ล่ะครับ ก็จะ เป็นทำนองเดียวกัน แล้วก็เขาเติมมีคำว่า แล้วแต่กรณี พอเติมคำนี้ก็เพื่อให้มีการลำดับ ความชัดเจนขึ้น ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านเป็นนักกฎหมาย การเขียนกฎหมายมัน ต้องเขียนให้สั้นกะทัดรัดแล้วก็เข้าใจอย่าไปมุดออกได้ ท่านดูนะครับ ผมแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑ วรรคแปด โดยเติมข้อความจะเป็นอย่างนี้นะครับ เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง เพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงลาออก ตามวาระ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือประธานรัฐสภาดำเนินการ เลือกตั้งหรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้วแต่กรณี ท่านประธานครับ ความหมาย ของวรรคนี้ก็แปลว่า สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ถ้าว่างลง นอกจากต้องออกตามมาตรา ๒๙๑/๕ ก็ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้ง สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) กับอีกอันหนึ่งก็คือ สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ว่างลง นอกจากออกตามมาตรา ๒๙๑/๕ ให้ประธานรัฐสภาดำเนินการคัดเลือก สสร. มันมี ๒ ข้อความหมายอยู่ในตัวนะครับ และมัน มาใช้ข้อความตามลำดับมา เพราะฉะนั้นถ้าท่านเติมคำว่า แล้วแต่กรณี มันก็จะสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญมาตราต่าง ๆ ตามที่ผมกล่าวอ้างมา นี่ล่ะครับ เป็นสิ่งที่ผมเสนอให้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการลองพิจารณาดู แล้วก็เรียนกับท่านนะครับว่าข้อกล่าวหาต่าง ๆ จะพิสูจน์ ตรงนี้ครับว่าตกลงท่านพิจารณาตรงนี้ท่านใช้เหตุใช้ผลหรือใช้อะไรกัน ขอบคุณครับ
ท่านวัชระ เพชรทอง สงวน ไว้ในประเด็นเดียวกันนะครับ แล้วก็เพิ่มเติมคำว่า แล้วแต่กรณี และยังจะมีอะไรอภิปรายอยู่ หรือครับท่าน ท่านอภิปรายได้ท่านเก่งครับ ขอเข้าประเด็นนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติไว้ ในมาตรานี้เหมือนกับท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ทุกประการ กราบเรียนท่านประธานว่า เป็นที่น่าเสียดายที่ผมอภิปรายเมื่อวานนี้ท่านไม่ได้นั่งเป็นประธานรัฐสภา เพราะผมได้อภิปราย เกี่ยวกับความไว้วางใจในตำแหน่งของท่านในการที่จะทำหน้าที่
ท่านครับ ผมกำลังจะฟังว่า ท่านจะอภิปรายในส่วนที่ท่านแก้ไขไว้อย่างไร ผมก็อยากจะฟังเหมือนกันเพราะถ้าเป็นผม ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะฉะนั้นท่านเข้าประเด็นเลยครับ ผมกำลังตั้งใจฟังอยู่
ก็แล้วแต่ กรณีครับ ท่านประธานครับ
นั่นล่ะท่านเพิ่มถ้อยคำคำว่า แล้วแต่กรณี นี้
ใช่ครับ สั้น ๆ
เมื่อสักครู่นี้ท่านวิลาศ ก็อธิบายเหตุผลไปพอสมควรแล้ว
จริง ๆ แล้ว สั้น ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะวันนี้ผมไม่มีความประสงค์ที่จะรบกวนเวลาของรัฐสภา แห่งนี้มากมายนัก แต่พ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศที่ได้ติดตามและเฝ้ารอการพิจารณา รัฐธรรมนูญที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศมีความเป็นห่วงว่ารัฐธรรมนูญจะออกมารูปแบบใด
ท่านวัชระ ผมว่าพอดีกว่า กระมัง ให้ท่านสุรชัยท่านรออยู่
ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ
พอสมควรแล้วครับ มันไม่มี อะไรเลย จริง ๆ นะครับ รักชอบกัน
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมยินดีครับ ไม่เกิน ๒ นาที ให้ท่านประธานสบายใจไม่เกิน ๒ นาทีจริง ๆ
๒ นาทีแต่อย่าให้ไปกระทบ คนอื่นนะครับ
ผมไม่ได้ กระทบใครครับ ท่านประธานครับ
ผมให้เวลา ๒ นาที ผมให้ ท่านแน่นอน ผมให้เกียรติท่านอยู่แล้ว แต่ ๒ นาทีต้องไม่เป็นเหตุให้ไปกระทบคนอื่นนะครับ
คือท่านประธาน อย่าไปคาดการณ์อะไรอย่างนั้นล่วงหน้าครับ
ไม่คาดการณ์ครับ เพียงแต่คุย
ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วผมไม่ประสงค์ที่จะอภิปรายในมาตรานี้เลย แต่เมื่อ ท่านประธานได้กรุณาเรียกชื่อผมซึ่งออกอากาศไปทั่วประเทศ ถ้าผมไม่ลุกขึ้นรายงานตัวกับ ท่านประธาน พ่อแม่พี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งผมทั้งประเทศจะหาว่าผมนั้นกระโดดร่ม
ถ้าอย่างนั้นท่านถือว่าผม เรียกผิด เมื่อกี้เขาเขียนชื่อผิดครับ
มิได้ครับ ผมได้แสดงตนแล้ว ๒ นาทีครับ ท่านประธานครับ
อย่าเลยนะครับ มันไม่มี ประเด็นหรอกครับ
มีประเด็นครับ ท่านประธาน แล้วแต่กรณีจริง ๆ ครับ
ถ้าอย่างนั้นเชิญ ๒ นาทีครับ เข้าประเด็นนี้เลยนะครับ
๒ นาทีครับ ท่านประธานครับ เข้าประเด็นครับ คือผมอยากจะเห็นรัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน แต่ว่า ท่านประธานทราบไหมครับว่าประธานสามารถ แก้วมีชัย ซึ่งนั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการ แม้กระทั่งหน่วยเลือกตั้งในจังหวัดเชียงราย ท่านประธานครับ เจ้าหน้าที่ กกต. ครับ
ท่าน มันแล้วแต่กรณีจริง ๆ ที่ท่านอภิปราย มันคนละเรื่องจริง ๆ
ท่านอนุญาต ผมแล้ว ๒ นาที ผมกำลังจะเข้าประเด็นครับ
เอาเถอะครับ พอเถอะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ เราควรจะจบกันด้วยกัลยาณมิตร ด้วยสุนทรียสนทนา ถ้าท่านประธานตัดบท ไม่ให้ผมพูดเลย ท่านประธานอนุญาต ๒ นาที ผมกำลังจะเข้าประเด็นตรงที่ว่าถ้าท่านประธาน สามารถ แก้วมีชัย ซึ่งเป็นประธาน ท่านประธานครับ มีนิดเดียวครับ แม้กระทั่งหน่วยเลือกตั้ง ในเขตของท่านมีอยู่ ๒ หน่วย เจ้าหน้าที่ กกต. มารายงานนะครับ รายงานที่หลักสูตร พ.ต.ส. ๓ บอกว่ามี ๒ หน่วยเลือกตั้งท่านประธานครับ ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม แม้กระทั่งในเขตหน่วยเลือกตั้งที่ท่านรับผิดชอบ ท่านยังไม่สามารถที่จะให้พี่น้องประชาชน ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่มีคนไปใช้สิทธิแม้แต่คนเดียวท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมถึง ไม่ไว้วางใจว่าถ้าประธานสามารถ แก้วมีชัย เป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญนี่
นี่เห็นไหม ๒ นาที ไปกระทบคนอื่น พอเถอะครับ ท่านครับ ไม่อนุญาตแล้ว ผมเห็นยิ้มฟันขาวผมก็ชื่นใจแล้ว พอเถอะครับ เรารักกันอยู่แล้ว ท่านวัชระครับ สมควรแล้วครับ พอเถอะครับ เชิญท่านสุรชัย ดีกว่าครับ เชิญครับ สมควรแล้วครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ ผมรักท่านอยู่แล้ว สมควรแล้วครับ ท่านครับ สมควรแล้วครับ เชิญท่านสุรชัยเถอะครับ ท่านครับ ผมไม่ติดใจ เรื่อง ๒ นาทีนะครับ แต่ผมติดใจไปพูดให้กระทบคนอื่นก็จะไม่จบ เดี๋ยวท่านสามารถก็ต้อง ใช้สิทธิพาดพิงทำให้เกิดความเสียหาย มันก็ไม่จบ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เวลาผมก็ให้เกียรติ ท่านอยู่แล้วท่านก็ต้องให้เกียรติผมด้วย ก็ไปพูดกระทบคนอื่นเขา ไม่มีอะไรให้ประท้วงครับ ท่านประเสริฐเราอยู่ด้วยกันมานานแล้วครับ ๓๐ วินาทีนะ และอย่ากระทบคนอื่นนะครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ เวลาผมพูดนี่ท่านนับเป็นวินาทีด้วยความยินดี ท่านประธานครับ ผมก็ ขอขอบคุณท่านประธาน และฝากความห่วงใยไปยังท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ด้วย เพราะว่ารัฐธรรมนูญครั้งนี้เรากำลังทำอะไรกัน และประเทศชาติกำลังจะเกิดวิกฤติ แผ่นดิน กำลังจะลุกเป็นไฟ เพราะครั้งนี้ละครับท่านประธานที่เคารพ ขอขอบคุณ
เชิญท่านสามารถครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ จริง ๆ แล้วไม่ได้เสียหายเลยครับ ต้องขอบคุณที่ท่านยกประเด็นนี้มาพูดนะครับ ก็เพียงแต่จะเรียนข้อเท็จจริงว่าเหตุเกิดที่ ตำบลห้วยชมภู ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งใหม่ของผมครับ เป็นการแสดงออกของพี่น้องประชาชน ที่อยู่ใน ๒ หมู่บ้าน ซึ่งเขาเรียกร้องต้องการไฟฟ้ามานาน ปรากฏว่าเป็นพี่น้องชนเผ่าเขาประท้วง โดยการไม่ไปใช้สิทธิกันเลยนะครับ จนในที่สุดเดี๋ยวนี้ราชการทั้งหลายก็เอาไฟฟ้าไปให้แล้วครับ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีนะครับ บางที่ที่มีปัญหาก็น่าจะทำอย่างนี้เหมือนกันครับ ขอบคุณครับ
เอาอย่างนั้นเลยหรือครับ ท่านสามารถ เอาอย่างนั้นนะครับ เชิญท่านสุรชัยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้อง ขอบคุณท่านประธานครับ ที่กรุณาดูแลการประชุมให้ผมได้มีโอกาสพูดได้เร็วขึ้น ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่าสำหรับมาตรา ๒๙๑/๘ ซึ่งเป็นมาตราที่ผมได้ใช้สิทธิแปรญัตติ และสงวนคำแปรญัตติไว้นั้น เนื่องจากสิ่งที่ผมแปรญัตติไว้ในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม เป็นการแปรญัตติเพื่อให้ถ้อยคำสอดคล้องกับมาตรา ๒๙๑/๑ เมื่อที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบ ในเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๑ คือให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วย ๒ ประเภท ผมก็ ไม่ติดใจที่จะอภิปรายสิ่งที่ผมแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม เพียงแต่ว่าจะขออนุญาตตั้งข้อสังเกตสำหรับสิ่งที่ผมแปรญัตติในสามวรรคดังกล่าวว่าผมยัง เห็นว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. นั้น ควรมาจากประเภทเดียวคือประเภทเลือกตั้ง โดยตรงทั้งหมดจากพี่น้องประชาชน จำนวน ๒๐๐ คน ผมขออนุญาตผ่านไปที่วรรคสุดท้าย ของมาตรา ๒๙๑/๘ เลยครับท่านประธาน ในวรรคสุดท้ายของมาตรา ๒๙๑/๘ ที่ผมแปรญัตติ ไว้มีประเด็นอยู่ ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก คือผมจะขออนุญาตอ่านถ้อยคำในข้อความเดิมที่ทางกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้ยกร่างเสนอต่อที่ประชุม ก็คือใช้ข้อความอย่างนี้ครับท่านประธาน ในกรณี ที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลงตามวรรคสาม ผมพิจารณาแล้วเห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวที่ใช้ข้อความว่า ในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ว่างลง ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าตัวสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. นั้น ว่างลงไม่ได้ แต่สิ่งที่จะวางลงก็คือตำแหน่งสมาชิกภาพของ สสร. เท่านั้นที่จะมีการว่างลงได้ ผมจึงเห็นว่าเมื่อถ้อยคำที่ใช้นี้เป็นการใช้ถ้อยคำที่ไม่ถูกต้อง ผมจึงได้ขอแปรญัตติโดยเพิ่ม ข้อความใหม่เป็นดังนี้ครับ ข้อความที่ผมขอแปรญัตติไว้ก็คือว่า ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ ว่างลง เพื่อให้สอดคล้องกับข้อความในวรรคสาม ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ถ้ามีผล ใช้บังคับแล้วก็จะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ผมจะ กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ว่าหมวดซึ่งพูดถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. หรือพูดถึงสมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. ก็ตาม คราวใดที่เขาจะพูดถึงกรณีที่ตำแหน่ง ของสมาชิกของแต่ละสภาดังกล่าวว่างลงนั้น รัฐธรรมนูญจะใช้คำว่า เมื่อตำแหน่งว่างลง ไม่เคย ใช้คำว่า เมื่อ ส.ส. ว่างลง หรือ เมื่อ ส.ว. ว่างลง ท่านประธานถ้าจะดูว่าสิ่งที่ผมอภิปรายนั้น ถูกต้องเป็นจริงหรือไม่ ท่านประธานเปิดรัฐธรรมนูญดูในมาตรา ๑๐๙ ท่านประธานจะพบครับว่ามาตรา ๑๐๙ เวลา เขาพูดถึงตำแหน่ง ส.ส. ว่างลงนั้นในตัวบทจะใช้คำว่า เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่างลง เช่นเดียวกันเมื่อเราจะพูดถึงตำแหน่งของ ส.ว. ว่างลง ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ เขาก็จะใช้ถ้อยคำว่า เมื่อตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลง แต่ไม่ใช้ถ้อยคำบัญญัติว่า เมื่อ สมาชิกวุฒิสภาว่างลง เนื่องจากสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงนั้นเรากำลังจะพูดถึงตำแหน่งสมาชิกภาพ ของ ส.ส. ของ ส.ว. หรือของ สสร. ที่เรากำลังจะเขียนให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมจึงได้ แปรญัตติข้อความโดยขออนุญาตเพิ่มเติมข้อความอย่างที่ได้กราบเรียนก็คือใช้ข้อความว่า ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง นั่นคือประเด็นที่ ๑ ที่ผมได้ขอแปรญัตติ และสงวนคำแปรญัตติไว้ สำหรับวรรคท้ายของมาตรา ๒๙๑/๘
ประเด็นต่อไป สำหรับมาตรา ๒๙๑/๘ ก็คือผมได้ขออนุญาตตัดข้อความ ในตอนท้ายของมาตรา ๒๙๑/๘ ออก ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าข้อความเดิม ที่ใช้อยู่นั้นใช้ข้อความว่า เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ ว่างลงนั้น ให้มีการดำเนินการเลือกตั้งต่อไปครับ ผมจะไม่อ่าน แต่ตอนท้ายนั้นใช้ข้อความอย่างนี้ครับว่า แต่ทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สมาชิกตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าเหตุผล ของมาตรา ๒๙๑/๘ ในวรรคท้าย ที่จะต้องมีข้อความในตอนท้ายอย่างที่ผมอ่านให้ ท่านประธาน ได้รับฟังไปนั้น ผมทราบครับว่าเจตนารมณ์ของผู้ร่างก็คือไม่ต้องการให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องหยุดชะงักลงเมื่อมีตำแหน่งของ สสร. ว่างลง จึงเขียนว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นยังคง ทำหน้าที่ต่อไปได้แม้จะมีตำแหน่งว่างลง ถ้าจำนวนสมาชิกเหลืออยู่กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก ทีนี้ประเด็นปัญหาก็คือท่านไปเขียนว่าต้องมีจำนวนสมาชิกตาม (๑) และ (๒) มันก็จะทำให้ เกิดปัญหาในการตีความว่ากึ่งหนึ่งที่เหลือนั้น ต้องมีจำนวนสมาชิกทั้ง ๒ ประเภทถึงกึ่งหนึ่ง นั่นหมายความเลือกตั้ง ๗๗ คน ก็ต้องเหลือไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ ๗๗ คน บวกด้วยแต่งตั้ง จากรัฐสภาอีก ๒๒ คน ก็ต้องมีกึ่งหนึ่งของประเภทนี้อยู่ด้วย จึงจะรวมกันเป็นองค์ประกอบ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญสามารถทำหน้าที่ได้ต่อไป เมื่อสักครู่ท่านประธานสามารถได้กรุณา ขึ้นมาชี้แจงแล้วว่าเจตนารมณ์ของท่านมิได้เป็นเช่นนั้น ท่านต้องการให้คิดกึ่งหนึ่งของ ๙๙ คน คือ ๔๙.๕ คนหรือก็คือ ๕๐ คนนั่นเอง แต่ในเมื่อตัวหนังสือของท่านนั้นมันสามารถทำให้ คนสามารถแปลความไปได้อย่างนั้น แล้วก็จะก่อให้เกิดข้อถกเถียงในการตีความกฎหมาย ผมจึงเห็นว่าถ้าเช่นนั้นเราควรที่จะเขียนรัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจนมากขึ้นก็จะเป็นการดีกว่า ผมจึงได้ใช้สิทธิในการแปรญัตติตัดข้อความคำว่า ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ออกครับ คงเหลือข้อความใหม่เป็นว่า แต่ทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่านี้ท่านประธานครับ ก็จะได้ความชัดเจนมากกว่า ก็คือครึ่งหนึ่ง ของยอดรวมทั้งหมดของ ๙๙ คน นี่คือประเด็นที่ ๒ ของมาตรา ๒๙๑/๘ ที่ผมได้ใช้สิทธิสงวน คำแปรญัตติไว้ครับ ขอบพระคุณครับ
คุณหมอเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ยังมีท่าน ส.ว. รสนา ต่อเลยก็ได้ครับ สะดวกไหมครับท่าน ส.ว. โอเคครับ
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภานะคะ ดิฉันก็ได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๘ เนื่องจากว่าในมาตราก่อนหน้านี้ ดิฉันได้แปรญัตติที่จะให้มี สสร. เพียงประเภทเดียวนะคะ ในมาตรานี้จึงเป็นการตัด เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับมาตราที่ได้แปรญัตติไปก่อนหน้านั้น แต่เมื่อมติเสียงข้างมากต้องการ จะให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็น ๒ ประเภท ส่วนที่ดิฉันแก้ไขนั้นก็เป็นประเด็นที่ ตกไปนะคะ แต่ว่าประเด็นที่ดิฉันได้ขอแก้ไขคือเรื่องของสมาชิกภาพของสภาร่างรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงใน (๑) ซึ่งทางกรรมาธิการเสียงข้างมากได้กำหนดระยะเวลาไว้ ๒๔๐ วัน ดิฉันได้ ขอแปรญัตติตรงนี้ว่าให้สิ้นสุดลงเมื่อครบวาระดำรงตำแหน่ง ๒ ปีนะคะ การที่ดิฉันได้กำหนด ๒ ปีนั้นก็มีเหตุผลดังต่อไปนี้ว่าระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้เพียง ๒๔๐ วันนั้น เป็นเวลาที่สั้นเกินไปสำหรับการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งถือ ว่าเป็นกติกาของประเทศ เป็นกฎหมายสูงสุดซึ่งจะนำมาใช้กับคนทั้งหมด และถ้าหากว่าเรา ต้องการให้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง มันก็จะต้องมีเวลา ในการรับฟังต่าง ๆ ที่มากพอสมควร กรณี ๒๔๐ วันนี้ ดิฉันคิดว่าถ้าหากเราลองดูในเรื่องของ การเลือกตั้ง ส.ส. เลือกตั้ง ส.ว. รวมไปถึงแม้แต่ ส.ว. สรรหา เราจะเห็นได้ว่าการคัดค้าน การเลือกตั้งหรือการสรรหาที่เกิดขึ้นนั้นกว่าจะมีผลออกมาว่ามีการคัดค้านนั้นก็ ๑ ปีนะคะ ซึ่งท่านจะเห็นว่าแม้แต่ ส.ส. ก็มีการถูกคัดค้านหลังจากดำรงตำแหน่งมาแล้วเกือบ ๑ ปี ส.ว. สรรหาที่ก็ถูกคัดค้านผ่านมาแล้ว ๑ ปีกว่า ๆ ก็เพิ่งจะถูกคัดค้านแล้วก็เป็นเรื่องที่อยู่ในชั้นศาล เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า ๒๔๐ วันนั้น ถ้าหากว่าในกระบวนการเลือกตั้ง สสร. หรือสรรหา สสร. นั้น ทั้ง ๒ ประเภท ถ้าเกิดมีการคัดค้านขึ้นมา ระยะเวลา ๒๔๐ วันก็คงจะไม่สามารถ ที่จะอำนวยความยุติธรรมหรือทำให้ผลของการเลือกตั้งนั้นมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ ดิฉัน กำหนดเวลาไว้ ๒ ปีนั้น เหตุผลประการในเรื่องนี้ข้อที่ ๑ ประการที่ ๒ ก็คือเพื่อให้มีเวลาในการ ที่จะออกกฎหมายลูกตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ คือถ้าเราย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ จะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนั้น มีกำหนดไว้ จำนวนมากในส่วนที่เป็นสิทธิของภาคประชาชนว่าให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่แล้ว หลังจากนั้นก็ไม่เคยบัญญัตินะคะ ดิฉันยกตัวอย่างอย่างกฎหมายองค์กรอิสระของผู้บริโภค ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ ซึ่งใช้มาจนถึงปี ๒๕๔๙ นะคะ ก็ปรากฏว่า ยังไม่มีโอกาสได้ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยองค์กรอิสระของผู้บริโภคนะคะ แม้แต่อย่างที่กรณีเรื่องคลื่นความถี่ก็เช่นเดียวกันนะคะ ก็ไม่ได้ออกนะคะ จนในที่สุดมาถึง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ คลื่นความถี่ตามมาตรา ๔๗ ก็เพิ่งออกไปประมาณ เมื่อปีที่แล้ว ส่วนองค์กรอิสระผู้บริโภคตามมาตรา ๖๑ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ นี้ ถ้านับรวมตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ก็เข้าไปแล้ว ๑๕ ปี จนบัดนี้กฎหมายก็ยัง ไม่ได้ประกาศใช้ กฎหมายได้ผ่านวุฒิสภาแล้วแต่ปรากฏว่าจะต้องไปเข้าในวาระร่วมกันของ ๒ สภา แต่ก็ดูเสมือนว่าจะไม่มีโอกาสได้คลอดออกมาใช้ อันนี้ไม่ต้องไปพูดถึงมาตรา ๖๗ ซึ่งเป็นมาตราที่ได้ให้สิทธิของชุมชนในการที่จะมีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมในการที่จะให้ ความเห็นเกี่ยวข้องกับกรณีโครงการขนาดใหญ่ที่ไปก่อสร้างแล้วส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ จำเป็นที่จะต้องมีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมในการให้ ความเห็นเสียก่อน ซึ่งเราก็เห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ ใช้มาถึงปีนี้แล้ว เข้าปีที่ ๕ ก็ยังไม่มี
ท่านรสนาครับ ขออภัยครับ ท่านกำลังพูดประเด็นที่ท่านสงวนไว้ตรงไหนครับ
๒ ปีอย่างไรคะ ท่านประธาน
ตรงไหนครับ ๒ ปี
ใน (๑) ว่า ดิฉันขอให้
โอเคครับ
ดิฉันขอให้มีอายุ ของสภานั้น ๒ ปี ด้วยเหตุผลว่า
ข้อที่ ๑ การเลือกตั้งและการคัดค้านนั้นเวลา ๒๔๐ วันนั้นไม่พอนะคะ ดูจาก สถิติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ไม่ว่าสรรหาหรือเลือกตั้งก็จะมี ต้องใช้เวลา ประมาณ ๑ ปี เพราะฉะนั้น ๒๔๐ วัน จะร่างรัฐธรรมนูญกันเสร็จไปแบบลวก ๆ โดยที่ยัง ไม่ได้มีโอกาสที่จะมาฟังว่ามีใครเลือกตั้งมาโดยไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมนะคะ อันนี้ข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ เรื่องการที่เสนอให้มีเวลา ๒ ปี สำหรับสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็เพื่อ ว่ายกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเสียให้เสร็จในคราว เดียวกัน และการออกกฎหมายให้เสร็จในคราวเดียวกันนั้น ก็เพราะว่าสิ่งที่เราได้เห็นมาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กฎหมาย องค์กรผู้บริโภค ๑๕ ปี และมาถึงบัดนี้ ก็ยังไม่ได้ออกมาใช้ เลยนะคะ ในขณะที่กฎหมายฉบับอื่น ๆ อย่างมาตรา ๖๗ ก็เข้ามา ๕ ปีแล้ว ก็ยังไม่มีทีท่า ว่าจะมีการออกกฎหมาย ส่วนมาตรา ๑๖๗ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ วรรคสาม ระบุเอาไว้ ชัดเจนนะคะว่าให้มีกฎหมายการเงินการคลังของรัฐเพื่อกำหนดกรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งรวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการวางแผนการเงินระยะปานกลาง การจัดหารายได้ การกำหนด แนวทางในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน การบริหารการเงิน และทรัพย์สิน การบัญชี กองทุนสาธารณะ การก่อหนี้หรือการดำเนินการที่ผูกพันทรัพย์สิน หรือภาระทาง การเงินของรัฐ หลักเกณฑ์การกำหนดวงเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และ การอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องใช้เป็นกรอบในการจัดหารายได้ กำกับการใช้จ่ายเงินตามหลักการ รักษาเสถียรภาพ พัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และความเป็นธรรมในสังคม ก็ปรากฏว่า จนบัดนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีการยกร่างกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๖๗ แต่ประการใดนะคะ อันนี้นับรวมไปถึงมาตรา ๑๙๐ ซึ่งที่จริงแล้วก็มีการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ปรากฏว่าในมาตรา ๑๙๐ นั้น วรรคห้า ก็ได้กำหนดเอาไว้ว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดประเภทกรอบการเจรจา ขั้นตอนการจัดทำหนังสือสัญญา ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง แก้รัฐธรรมนูญ ไปแล้วครั้งหนึ่ง แก้มาตรา ๑๙๐ แต่ปรากฏว่าก็ไม่ได้มีการยกร่างกฎหมายขึ้นมา อันที่จริง มีภาคประชาชนที่เขาเสนอกฎหมายโดยใช้รายชื่อ ๑๐,๐๐๐ ชื่อ เสนอกฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ เข้ามา แต่ก็ปรากฏว่า
ท่านรสนาครับ ยกตัวอย่าง พอสังเขปก็น่าจะพอแล้วครับ
แต่ก็ปรากฏว่า ดิฉันก็ใกล้จะจบแล้วคะท่านประธาน
เชิญครับ
ปรากฏว่า จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้มีการพิจารณา ด้วยสาเหตุนี้ดิฉันคิดว่าการที่เราจะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขึ้นมา ซึ่งย่อมจะต้องมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพื่อที่จะไม่ให้ซ้ำรอยสิ่งที่ เคยเกิดขึ้นมาในอดีต ดิฉันก็คิดว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้จัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นมาแล้วก็ สมควรที่จะยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเสียให้เสร็จในคราวเดียวกัน เพราะว่าจะได้ เป็นไปในทางเดียวกัน ไม่ต้องมาตีความอะไรอย่างอื่น และดิฉันคิดว่ากฎหมายเหล่านี้ที่จะ มีความสำคัญ คือ การรับรองในเรื่องของสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิที่เกี่ยวข้อง กับชีวิต เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในส่วน ของประชาชน ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้รัฐธรรมนูญที่เราปรารถนาจะให้มีความเป็น ประชาธิปไตยนั้นจะต้องเป็นประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจ และดิฉันคิดว่า ๒๔๐ วันนั้น ก็จะเป็นโอกาสในการที่จะเปิดให้ประชาชนได้เข้ามาพิจารณา ซึ่งในมาตราอื่น ๆ ต่อจากนี้ไปนะคะ ที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ก็จะอภิปรายต่อไป ก็ได้จะพูดถึง ว่าจำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการในการรับฟังในแต่ละหมวดคือรัฐธรรมนูญไม่ควรที่จะใช้ รูปแบบว่าให้โหวตรับหรือไม่รับทั้งร่าง แต่เพื่อให้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นประโยชน์กับประชาชน ก็ควรที่จะให้มีการดูเป็นรายหมวดเพื่อให้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน ที่เขาได้ยกร่างกันขึ้นมาอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นดิฉันก็จึงได้ขอแปรญัตติเอาไว้ว่าให้ใช้เวลา ๒ ปีนะคะ ส่วนในอื่น ๆ ที่ได้มีการแปรญัตติเอาไว้ในฉบับเดียวกันนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับ มาตราก่อนหน้านี้ที่ได้ตัดทิ้งไป และอันที่จริงในวรรคสุดท้ายของมาตรา ๒๙๑/๘ ดิฉันก็ได้ แปรญัตติเช่นเดียวกับที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้เพื่อให้คำพูดต่าง ๆ นั้นเป็นไปโดยถูกต้อง ในกรณีที่ตำแหน่ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญว่างลงไม่ควรจะเป็น เพียงแค่ในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ว่างลง ซึ่งดิฉันก็คงไม่อภิปรายเพิ่มเติม เพราะคิดว่าส่วนที่ท่านสุรชัยได้อภิปรายมาก่อนหน้านี้ ก็ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ดิฉันก็ขอแปรญัตติตามที่ได้อภิปรายมา ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ท่านอานิก อัมระนันทน์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายสงวนความเห็นแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๘ ใน ๒ ประเด็นค่ะ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือในวรรคสาม เรื่องของเงื่อนเวลาดิฉันได้เสนอว่าให้ขยาย ออกเป็น ๔๕ วัน สำหรับการที่จะต้องหาสมาชิก สสร. ใหม่มาทดแทน ก็ได้มีในเชิงหลักการ ก็มีหลายท่านได้อภิปรายตรงนี้แล้วนะคะ ดิฉันก็แค่ขออภิปรายเหตุผลในข้อนี้โดยสรุปเพื่อ ไม่ให้เป็นการเร่งร้อนรวบรัด เพื่อที่เราจะได้ตัวแทนผู้เชี่ยวชาญหรือแม้แต่จากการเลือกตั้งมา เป็น สสร. ที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดก็ยังมีความหวังตรงนั้น ถ้าเผื่อเราไม่เร่งร้อนเกินไป ทีนี้ประเด็นหลักที่อาจจะไม่เหมือนท่านอื่นที่ดิฉันได้ขอแปรญัตติ ไว้ก็คือในวรรคสี่ วรรคสี่ที่พูดถึง ในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลงตามวรรคสาม ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องมีสมาชิกจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) กึ่งหนึ่งตรงนี้ค่ะ ดิฉันขอแปรญัตติว่าน่าจะต้องเป็นสัก ๒ ใน ๓ นะคะ เหตุผล ตรงนี้ก็เพราะว่ากึ่งหนึ่งนี่เยอะมากเลยค่ะ ไม่ว่าจะลงเอยว่า สสร. จะมีกี่คน ดิฉันมองว่า สาเหตุที่อาจจะสูญเสียสมาชิกนะคะ อย่างเช่น อาจจะเกิดการเสียชีวิตหรือไม่สบาย หรือเกิด การขาดคุณสมบัติด้วยประการใดก็ตาม สักอย่างไรในสถานการณ์ปกติก็ไม่มีทางใกล้กึ่งหนึ่ง เหตุผลเดียวที่อาจจะมีจำนวนสมาชิกลดน้อยลงเสียไปเยอะจนกระทั่งถึงเกือบกึ่งหนึ่งนี่น่าจะ มาจากการที่มีการลาออกค่ะ ซึ่งการลาออกนี้ก็ต้องเป็นการลาออกในจำนวนที่มีนัยสำคัญค่ะ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ดิฉันมองว่าอาจจะเป็นความหวังก็ได้ค่ะ เพราะว่าสมาชิกซึ่งประชาชนจำนวนมากห่วงอยู่ ณ ตอนนี้ที่ได้มีการอภิปรายมาแล้ว ๑๐ วัน ๑๐ คืน ก็เพราะว่ามีการสะท้อนความเป็นห่วงของประชาชนว่าจะมีการล็อกสเปกหรือเปล่า ในการเลือกสรรคน ในการจัดเลือกตั้งคนอะไรต่ออะไรพวกนี้นะคะ ทีนี้ดิฉันมองว่าด้วยอะไร ก็แล้วแต่ พวกเราก็พยายามที่จะขอให้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากปรับเงื่อนไขคุณสมบัติ ต่าง ๆ ให้ได้สมาชิก สสร. ที่ดีที่สุด เป็นกลางที่สุด แต่ว่าเมื่อได้มาแล้ว ดิฉันมองว่าในโอกาส ที่เกิดด้วยสาเหตุบางอย่าง หากการร่างรัฐธรรมนูญอาจจะเป็นไปในทางที่ไม่สมควรนะคะ และเกิดประชาชนไม่ยอมรับ มีการลุกขึ้นประท้วงต่อต้าน มีการตำหนิกันอย่างกว้างขวาง และสมาชิก สสร. จำนวนหนึ่งซึ่งมากพอ อาจจะเกิดหิริโอตตัปปะขึ้นมา แล้วก็มีการถอนตัว ลาออกจากการร่างกฎหมายสูงสุดอันนี้นะคะ ซึ่งมันก็อาจจะเกิดขึ้นได้นะคะ เช่น สมมุติว่า อาจจะมีการไปแก้ไขอะไรบางอย่างที่เป็นการล้างผิดใครบางคน หรือว่าเป็นการไปแก้การถ่วงดุล ไม่ให้มีอำนาจตุลาการที่ถ่วงดุลที่เหมาะสม หรืออำนาจของการตรวจสอบขององค์กรอิสระ ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป หรือสิทธิเสรีภาพเปลี่ยนแปลงไป อย่างเช่น สิทธิเสรีภาพในการ ปกป้องของชุมชน มาตรา ๖๗/๒ หรือการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม มาตรา ๔๓ เหล่านี้ เป็นต้น ถ้าเกิดสิ่งเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าในร่างของเสียงส่วนใหญ่จะได้ระบุแล้วว่า ในส่วนของสถาบันคือระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กับในส่วนของรูปของรัฐจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ตาม แต่ว่ามีความเสี่ยงว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เรื่องอื่น ๆ ที่ดิฉันได้กล่าวมาเมื่อกี้เป็นตัวอย่างนะคะ ซึ่งจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมและ ของประชาชน แล้วก็อาจจะมีการแสดงออก มีการประท้วง กดดัน ตำหนิกันมากมาย ก็เลย อาจจะเกิดกรณีว่ามีการลาออกได้เยอะ ถึงกึ่งหนึ่งเป็นต้น เพราะฉะนั้นดิฉันมองว่ากรณีนี้ เป็นการสะท้อนว่ากำลังไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องอย่างที่หลาย ๆ คนเป็นห่วงอยู่ตอนนี้นะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงคิดว่าควรจะปรับเส้นตรงนี้ แทนที่จะกึ่งหนึ่งเปลี่ยนเป็น ๒ ใน ๓ ของ สมาชิกยังต้องเหลืออยู่นะคะ ถึงจะใกล้เคียงความจริง แล้วก็เป็นการที่จะทำให้เราได้ สสร. และได้เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่เป็นกลางแล้วก็เป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศกับประชาชน ต่อไปนะคะ อันนี้จึงเป็นเหตุผลที่ดิฉันขอเสนอตรงนี้ และที่ได้ยกตัวอย่างที่เอ่ยมา อาจจะเป็น สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้วประชาชนจำนวนมากจะต่อต้านไม่พอใจตำหนิได้ ก็เป็นเพราะว่า หลาย ๆ อย่างเป็นสิ่งที่คนกลัวกับระบบที่เขาเรียกกันว่า ทักษิโณมิก (Thaksinomics) อันนี้ ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร เอ่ยชื่อระบบที่นักวิชาการเรียกกัน เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะลดความเสี่ยงตัวนี้ ดิฉันจึงคิดว่าถ้าเผื่อสมาชิกเกิดมีการลดน้อยลงไปกว่า ๒ ใน ๓ ก็ถือว่าน่าจะหมดสภาพของ สภาร่างรัฐธรรมนูญอันนี้ จึงเรียนมาเพื่อให้ท่านโปรดพิจารณาค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
คุณหมอเธียรชัยครับ คุณหมอ สงวนไว้ในส่วนของ สสร. นะครับ ที่ให้เหลืออย่างน้อยจากกึ่งหนึ่งเป็น ๒ ใน ๓ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความ ในมาตรา ๒๙๑/๘ ดังนี้
๑. มาตรา ๒๙๑/๘ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันที่รัฐสภามีมติแล้วแต่กรณี
สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) สิ้นสุดลงเมื่อ
(๑) สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) มาตรา ๒๙๑/๒ (๑) หรือ (๒) หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๓ (๑) หรือ (๓)
ในกรณีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) เมื่อตำแหน่ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง เพราะเหตุอื่นใด นอกจาก ถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือประธานรัฐสภาดำเนินการ เลือกตั้งหรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกำหนดเวลา สามสิบวัน เว้นแต่ระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน
ในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง ตามวรรคสาม ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป แต่ทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งผมแปรญัตติเปลี่ยนไปจากกึ่งหนึ่งเป็น สองในสามของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒)
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ได้มีเพื่อนสมาชิกก่อนหน้าผมได้อภิปรายไปแล้ว คือท่านอานิก ผมคงจะใช้เวลาไม่นานนัก แต่ผมจะต้องขออธิบายในความคิดเห็นที่ผม มีนะครับ คือผมอยากจะให้เรามองดูตัวเลขจาก ๒ ใน ๓ ก็หมายความว่าจะต้องมีสมาชิก กึ่งหนึ่งของ ๙๙ คนก็คือ ๕๐ คนขึ้นไป ส่วน ๒ ใน ๓ อย่างน้อยจะต้องมีสมาชิกอยู่ ที่ผม ต้องการก็คือต้องการให้มีสมาชิกอยู่มาก
๖๖ คนครับ
๖๖ คน ถูกต้องครับ ท่านประธานครับ เมื่อเป็น ๖๖ คนครับ จากเดิมที่จะต้องมี ๙๙ คน อธิบายง่าย ๆ ก็คือว่ามันขาดหายไป ๓๓ คน การขาดหายไป ๓๓ คน ถ้าเราโยงดูกับระบอบประชาธิปไตย ของเรา ระบอบประชาธิปไตยหลักการก็คือให้มีการมีส่วนร่วมมากที่สุด ถามว่าทำไมผมถึง ไม่เอากึ่งหนึ่ง ทำไมถึงเอา ๒ ใน ๓ เพราะว่าผมได้ฟังคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ท่านให้ความรู้กับผมว่า สสร. หรือสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญถือว่ามีศักดิ์ น่าจะมีศักดิ์เหนือกว่า ส.ส. และ ส.ว. เพราะไปทำหน้าที่เป็น ผู้ร่างกฎกติกาอันสูงสุดมาใช้บังคับประเทศ พร้อมทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ก็อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ ดังกล่าวนี้ด้วย นี่คือความห่วงใยเมื่อผมได้ทราบสถานะของสภานี้แล้ว ผมก็จะพยายาม อภิปรายให้เห็นว่าตัวเลข ๒ ใน ๓ เป็นตัวเลขที่มีความหมายมากกว่าตัวเลขกึ่งหนึ่งอย่างไร ท่านประธานครับ เมื่อผมแปรญัตติว่าต้องการให้เป็น ๖๖ คน ก็หมายความว่าหายไป ๓๓ คน คิดง่าย ๆ ว่าถ้าเกิดเหตุอย่างนี้ขึ้นก็หมายความว่าตัวแทนของจังหวัดแต่ละจังหวัดจะหายไป ๓๓ จังหวัด จาก ๗๗ จังหวัด ถูกต้องไหมครับ ท่านประธานครับ มันจะหายไป ถ้าเราปล่อย ให้เก็บไว้อย่างนี้ และเห็นด้วยกับท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่คือท่านอานิก สาเหตุมันคงจะ ไม่ตายถึง ๓๓ คนหรอกครับ ถ้าตราบใดที่ยังไม่มีโรคระบาดหรือโรคระบาดใหม่ ๆ เกิดขึ้น ก็มีโอกาสที่จะลาออกตาม (๓) ซึ่งเมื่อมองดูถึงความเป็นไปได้มีความเป็นไปได้ครับ ในทัศนะ ของผมถือว่ามีความเป็นไปได้ ถามต่อไปว่ามีความเป็นไปได้มากหรือน้อย ผมอาจจะตอบไม่ได้ ไม่มีเหตุผลสนับสนุน แต่ ณ ถึงเวลาใกล้ ๆ ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ถ้าเหตุการณ์ทุกอย่างมันนิ่งก็ถือว่าโชคดี ก็เรียบร้อย แต่ถ้าเหตุการณ์ไม่นิ่งด้วยอะไรก็แล้วแต่ครับ ท่านประธานรัฐสภาครับ นี่ละครับ คือปัญหาและเป็นสิ่งที่ผมห่วงใยและกังวล ท่านประธานครับ หายไป ๓๓ คน ก็คือสัดส่วน ของ สสร. ที่เราตั้งไว้ ๙๙ คน ถ้าเราตัด ๒๒ คนทิ้งก็คือ ๓๓ คน ก็ไปลบออกจาก ๗๗ คน ก็ ๗๗ คน ๓๓ คน ก็หายไป ๓๓ จังหวัดจาก ๗๗ จังหวัด ก็หายไปไม่น้อยนะครับ ไม่ถึงครึ่ง ละครับ ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ทำไมครับ ท่านประธานครับ ที่ผมให้ตัวเลข สำคัญเพราะสภาที่ว่านี้เหมือนกับเราตั้งระบบให้เกิดความปลอดภัย ถ้าผมจะอธิบายก็อธิบาย ง่าย ๆ เหมือนกับเรามีระบบป้องกันไฟช็อต หรือไฟไหม้ในบ้านเราที่เรียกว่า เซฟ-ที-คัท (Safe-t-cut ) ท่านประธานเป็นวิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต ท่านหลับตาก็นึกออกนะครับ ถ้าเราตั้งเขาเรียกว่าตั้งจุดเซนซิบิลิตี้ (Sensibility) จุดความไว ตั้งจุดความไวไว้สูงระบบ การดูแลการจัดทำรัฐธรรมนูญก็จะมีความละเอียดลออมากขึ้น เพราะมาจากคนจำนวนมาก แต่ถ้าเราไปตั้งต่ำไปอย่างเช่น ๕๐ คนหรือกึ่งหนึ่ง บางครั้งมันไม่พอครับ ไฟมันไหม้บ้านไปแล้ว เพราะระบบเตือนภัยสัญญาณเตือนภัยมันกว่าจะออกมันช้า ท่านประธานนึกออกไหมครับ เพราะระบบมันจะเป็นอย่างนี้นะครับ ผมจึงมีความเป็นห่วงใยและเชื่อมั่นว่าถ้าเราเก็บตัวเลข ไว้ ๒ ใน ๓ น่าจะเป็นตัวเลขที่ก่อให้เกิดเสถียรภาพสอดคล้องกับเหตุผลที่มีอยู่ในร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ นี่ละครับ คือเป็นสิ่งที่ตัวเลขมีความหมายและมีความสำคัญ ผมได้มีโอกาส ไปต่างประเทศนะครับ ก็ได้เห็นคำเตือนเรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องใหญ่ ยกตัวอย่างทางหลวง บางแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกาเขียนเตือนคนขับรถ ผมขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ เพราะ เขาเป็นภาษาอังกฤษนะครับ เขาใช้คำว่า อะแวร์ (Aware) อะเลิร์ท (Alert) และอะไลฟ์ (Alive) ความหมายตัวแรก อะแวร์ ก็หมายความว่าให้ตระหนักรู้ไว้คุณกำลังขับรถตระหนักรู้ไว้ให้ดีนะ คือให้มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ คอนเชียส (Conscious) สำคัญในระหว่างขับรถเพื่อจะได้ ไม่ประมาท อเลิร์ท ก็หมายถึงให้กระชุ่มกระชวย
คุณหมอครับ มีผู้ประท้วงครับ ท่านพิเชษฐ์ผมว่าอย่างนี้ อย่าประท้วงเลยครับ ปกติคุณหมอท่านเป็นคนพูดเก่งและพูดได้ ทุกเรื่อง แต่ว่าตอนนี้เท่าที่ผมฟังก็ยังอยู่ในประเด็นครับ ยังอยู่ในประเด็น อาจจะออกไปบ้าง เล็กน้อยก็ประท้วงเลยครับ ท่านพิเชษฐ์ครับ ผมว่าใช้เวลาอีกแป๊บเดียวก็น่าจะจบแล้วครับ ขอบคุณครับ คุณหมอเชิญครับ
ความจริงผมก็ จะจบแล้วท่านประธาน บังเอิญมันก็เป็นอย่างนี้ แสดงให้เห็นถึงอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมจำเป็นต้องพูดนิดเดียว ๒ นาที คือห้องประชุมเรามันเครียดเกินไปท่านประธาน และผม สังเกตว่าท่านประธานทำงานลักษณะหักโหม ผมไม่เห็นหน้าประธานชัดนะครับ แต่เผอิญ ผมนั่งอยู่ใกล้ทีวี (TV) อยู่ไกลก็เหมือนอยู่ใกล้ พอท่านแสดงออกทางทีวีผมรู้สึกว่าท่านทำงาน หักโหมหน้าตาทรุดโทรม แล้วพวกเราทรุดโทรมกันหมดทุกคนนะครับ รวมทั้งผมด้วย
ขอบคุณคุณหมอที่เป็นห่วง
ก็อยากจะให้ ระวังสุขภาพไว้ด้วยครับ
ขอบพระคุณครับ เชิญครับ
ท่านครับ ผมเพิ่มนิดหนึ่งครับว่าความป่วยของเราอาจจะไม่ได้เกิดจากการเจ็บป่วยอย่างเดียว แต่ว่า เจ็บป่วยทางด้านจิตวิญญาณนะครับ โลภ โกรธ หลง เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเช้าผมอยากจะ พูดว่าเราแก้ไขได้โดยที่ไม่ต้องประชุมรัฐธรรมนูญนี้เลยครับ แต่เชิญท่านผู้ที่มีอำนาจเหนือ ท่านประธานมาช่วย เราไปช่วยท่านนะครับ เราอย่าทิ้งท่านให้โดดเดี่ยว ผมมีวิธีการ แต่ว่า ท่านก็ไม่ได้ฟังผมเมื่อเช้า ถ้าอย่างว่าผมจะขอถือโอกาสสัก ๑ นาทีนี้จะได้ไหมครับ
อย่าเลยครับ คุณหมอเอา เข้าประเด็นตรงนี้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมีคนประท้วงครับ
เพราะว่าถ้าผม เสนอไปรับรองว่าประเทศชาติสงบแน่นอนนะครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุดังกล่าว ข้างต้นถึงความเป็นห่วงใยของตัวเลขที่ว่าน่าจะต้องเหลือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างน้อย ต้องให้มี ๖๖ คน ถ้าต่ำกว่าในระดับที่ ๕๐ คน ความหลากหลายทางความคิด อ่าน ในการ สร้างกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มันก็จะน้อยลง ก็เหมือนกับที่ทุกคนได้เป็นห่วงว่าที่มาของ สสร. ถ้าไม่มี ความหลากหลายมันก็จะกลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับทำให้เกิดความอ่อนแอ คือไม่มีการอย่างที่ ผมอธิบายในเรื่องของทางชีวะวิทยา ต้องมีความหลากหลายทางความคิด นี่คือหัวใจสำคัญ ของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐธรรมนูญที่เป็นแม่ของเรามีความเข้มแข็งอย่างไรครับ ท่านประธานครับ เพื่อให้ทุกท่านคลายความกังวลผมก็จะขอถือโอกาสนี้ย้ำอีกสักครั้งหนึ่งว่า ผมไม่ยอมรับจำนวนกึ่งหนึ่งที่ให้คงไว้ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมขอสนับสนุนให้ในกรณี ที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) เมื่อว่างลงตามวรรคสาม ตามวรรคสามก็คือเมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง เพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ถ้าเราอยากจะรู้ว่า มาตรา ๒๙๑/๑๕ เขียนไว้ว่าอย่างไรเราก็ต้องหันกลับมาดูนี่ต่อไป มาตรา ๒๙๑/๑๕ กล่าวไว้ว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งตาม มาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสี่ ทั้งนี้ภายใต้บังคับของมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสาม ผมพูดให้พวกเรา ฟังนี้อาจจะเข้าใจ แต่ทางบ้านบอกว่าไม่เข้าใจ
(๒) บอกว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะสิ้นสุดลงในกรณี สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่ง
มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่งว่าอย่างไรครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่งว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาจากเดิม ๑๘๐ วัน กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้แก้ไข ซึ่งเรายังอภิปรายไปไม่ถึงว่าต้องให้เสร็จภายใน ๒๔๐ วันนับแต่วันถัดจากวัดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ก็ประมาณ ๘ เดือน ท่านประธานครับ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๒๙๑/๑๕ เมื่อสักครู่นี้ต่อไปก็จะไปถึงข้อ ๓
(๓) สภาร่างรัฐธรรมนูญจะสิ้นสุดลงได้ในกรณีข้อ ๓ ก็คือเมื่อร่างรัฐธรรมนูญ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ใช้บังคับเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันนี้คือ สาเหตุอันหนึ่งที่จะทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นสุดลง
คุณหมอครับ เพื่อไม่ให้มี ผู้ประท้วงคุณหมอกลับมาเถอะครับ เอาเข้าประเด็นสิครับ ๒ ใน ๓
อันนี้เข้า ประเด็นครับ เพราะว่ามันอ้างอิงกันครับ
มันไกลมากครับ
มันไปไกลนะครับ ผมเชื่อท่านประธานครับ
เชิญท่านจิรายุ
เรียน ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ จริง ๆ วันนี้มีคนมาแซวผม ๒ คน แล้วท่านประธานครับ บอกว่าไปเบรกคุณหมอเขาทำไม เมื่อตอนกลางวันทีแล้วครับ คือผม ฟังผมเข้าใจเลยครับ ท่านกลัวว่า ๕๐ คนจะน้อยไป ท่านอยากจะได้สัก ๖๖ คน ๒ ใน ๓ ก็ฟังเหตุผลท่านมานานแล้ว ท่านประธานครับ ช่วยหารันเวย์ให้คุณหมอสักนิดหนึ่งเถอะครับ และท่านก็พูดไปเดี๋ยวท่านก็ขึ้นบินต่อ เดี๋ยวสักพักท่านทำท่าจะลงขึ้นบินอีกแล้ว ขอประธาน วินิจฉัยครับ
เอาละครับ คุณหมอกำลัง หาที่ลงอยู่ เชิญครับคุณหมอ
(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
หมอสุกิจประท้วงหรือครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอประท้วงผู้ประท้วงเมื่อกี้นะครับ ก็เริ่มต้นดีตามข้อ ๔๓ แต่ว่า ท่านก็ใช้นิสัยอย่างนี้ครับ พูดจาแล้วก็เสียดสี ท่านประธานต้องพินิจพิเคราะห์ด้วยนะครับ ต้องวินิจฉัยด้วย ปล่อยให้ประท้วงแบบนี้ วิปทางโน้นก็ขอร้องพวกเราว่าให้อยู่ในกรอบ เราก็ พยายามครับ ดูสิครับว่าคุณหมอเขาพยายามพูดในเรื่องที่สร้างสรรค์ ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ แต่มันจะไม่ให้ซ้ำกับคนอื่นเลยมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานวินิจฉัย ด้วยครับ
ขอบคุณครับ
เป็นการประท้วง ที่ซ้ำซากแล้วก็เสียดสีอย่างนี้ท่านประธานต้องเตือนผู้ที่ประท้วงเมื่อกี้ด้วยครับ
ขอเตือนท่านจิรายุก็แล้วกัน เชิญคุณหมอเข้าประเด็นเลยนะครับ ๒ ใน ๓ นี้ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็คงจะจบแล้วครับ ผมค่อนข้าง เป็นห่วงนะครับ เป็นห่วงก็คือว่าเหตุการณ์ตายนี่ก็อย่างที่เรียนให้ทราบคงจะเป็นโรคอุบัติเหตุ เป็นอุบัติเหตุหรือเป็นโรคที่เกิดใหม่ที่ได้มีโอกาสเกิดตายถึงขนาดนี้ครับ และที่สำคัญก็คือ การลาออกจะเกิดขึ้นค่อนข้างสูง มีโอกาสเกิดสูงครับ เพราะว่าเราอยู่ในบรรยากาศสิ่งแวดล้อม การเมืองที่รุนแรงครับ ใครอยากจะทำอะไรก็น่าจะทำได้ ก็จะทำให้เกิดตัวแปรที่สำคัญเกิดขึ้น ผมขออนุญาตท่านประธานรัฐสภาจบเพียงแค่นี้ครับ เพื่อความสงบสุขโดยทั่วกันครับ
ขอบคุณครับ ท่านสาธิต เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมอยากให้ประธาน อารมณ์แบบนี้ครับ การอภิปรายจะได้ราบรื่น แล้วก็เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ทีนี้ท่านสาธิตอย่างนี้ครับ ถามความเข้าใจนิดหนึ่ง ต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ ผมก็มีหน้าที่ ท่านก็มีหน้าที่ เข้าใจ แต่ทีนี้ ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน เราให้เกียรติ ผมให้เกียรติท่าน ท่านให้เกียรติผม ท่านหมายถึง พวกเราทั้งหมดนะครับ ไม่ใช่หมายถึงท่านสาธิต เพราะฉะนั้นในส่วนที่ท่านสาธิตได้สงวนไว้ ในประเด็นประมาณสัก ๑ บรรทัดตรงนี้นะครับ ก็เป็นส่วนที่
ประธานครับ ผมเรียนว่าทุกคนให้เกียรติ ท่านประธานอยู่แล้วครับ แล้วก็ผมเรียนว่าท่านสมาชิกอันทรงเกียรติในสภาแห่งนี้มีวุฒิภาวะ แล้วก็สุดท้ายแล้วใครปฏิบัติอย่างไรประชาชนที่อยู่ทางบ้านจะเป็นคนตัดสิน แต่ว่าในส่วนตัวผม ผมเคารพท่านประธานอยู่แล้วครับ และผมก็ใช้เวลาไม่มากครับ
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระยอง ในฐานะของสมาชิก รัฐสภา ผมก็เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้แปรญัตติสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ ข้อความที่ผมแปรญัตติไว้ก็คือว่าอยู่ในวรรคท้าย วรรคสาม เป็นประเด็นเรื่องการว่างลงของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างของรัฐบาลหรือเสียงข้างมากก็ใช้คำว่า หรือประธานรัฐสภา ดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ของผมที่แปรญัตติไว้ก็ไปโยง กับที่ผมสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๒๙๑ (๑) แล้วก็ (๒) ของการได้มาของ สสร. ท่านประธาน ที่เคารพครับ ทุกครั้งที่ผมลุกขึ้นพูดผมจะอภิปรายว่าผมยืนยันความเห็นของผม คือผมไม่เห็น ด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเหตุผลก็คือผมคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังไม่มีความจำเป็นเพียงพอกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน มาตรา ๒๙๑/๘ ก็เป็นเรื่องของสมาชิกภาพของ สสร. ในร่างของรัฐบาล แล้วก็กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีการแก้ไข สมาชิกภาพของ สสร. จะสิ้นสุดลงก็ด้วยเหตุปกติครับ คือ การตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๑ หรือมาตรา ๒๙๑/๒ หรือมีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๒๙๑/๓ ส่วนวรรคสอง เมื่อตำแหน่ง สสร. ว่างลงเพราะเหตุอื่น นอกจากออก ตามคราว ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ อันนี้ก็เป็นเหตุเฉพาะตัวครับ เป็นเหตุลักษณะเฉพาะ ก็มี ๓ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ เหตุเพราะว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง หมายความว่า ถ้าสมาชิก สสร. จาก ๙๙ ท่าน มีเหตุอันเป็นไปเหลือ ๔๔.๕ ท่าน อันนั้นก็ถือว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีอันต้องสิ้นสภาพไป
ประการที่ ๒ ก็คือสภาร่างรัฐธรรมนูญร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ระยะเวลาที่กฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้ ก็ให้ถือว่าสมาชิกสภาพของสภาร่างรัฐธรรมนูญก็เป็น อันสิ้นสุดลง
ประเด็นที่ ๓ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา นั่นหมายความว่าภาระหน้าที่ของ สสร. เมื่อทำหน้าที่เสร็จสิ้นตามกฎหมายแล้วก็ให้สภา ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีอันยุติ สิ้นสุดไป
ผมเรียนท่านประธานว่าความสำคัญของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความสำคัญ และเพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดถึงสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีศักดิ์และ สิทธิ์ไปร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ นั่นหมายความว่าแทบจะเป็นอีกสถาบันหนึ่งนะครับ แล้วก็มีระยะเวลาสั้น ๆ
ท่านขจิตรครับ ท่านสาธิต เมื่อกี้คุยกันให้เกียรติซึ่งกันและกัน ท่านก็ใช้เวลาไม่มากครับ อย่าประท้วงเลยครับ ให้ท่านได้ พูดของท่านเถอะ ท่านกระชับด้วยนะครับ
ผมกระชับอยู่แล้ว ท่านประธานครับ
ท่านขจิตรครับ กรุณาเถอะครับ คงใช้เวลาไม่มากครับ
ผมเพิ่งอภิปรายได้ ประมาณ ๕ นาทีท่านประธาน
ท่านขจิตรครับ เชิญครับ
ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมต้องการ ประท้วงผู้กำลังอภิปราย ท่านแปรญัตติไว้ในหน้า ๑๙๐ ไปต่อหน้า ๑๙๑ ท่านแปรญัตติตัด ข้อความที่ว่า หรือประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้ง หรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ท่านตัดออก ท่านเพิ่มข้อความ จัดการเลือกเข้าไปแทน ท่านประธานครับ ใครอภิปรายในสภานี้ ก็ต้องเอาตามข้อบังคับ ท่านทำผิด ข้อ ๙๙ ท่านไม่ได้แปรญัตติตัดข้อความ หรือเกี่ยวข้องกับ เรื่องอื่นครับ เมื่อท่านจะพูดก็ต้องพูดอยู่ในประเด็นนี้เท่านั้นครับ ท่านต้องปฏิบัติตามข้อ ๙๙ ทุกคน ไม่มีข้อยกเว้นท่านประธาน ท่านผู้มีเกียรติที่กำลังอภิปรายอยู่ก็ต้องปฏิบัติเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องที่ท่านแปรญัตติไว้อาจจะไม่ต้องพูดด้วยซ้ำ เพราะสภายืนยันแล้ว ลงมติไปแล้ว เพราะฉะนั้นต้องมีทั้งความถูกต้องตามข้อบังคับ และรู้ด้วยหลายท่านบอกว่าท่านแปรญัตติ ตกไปแล้ว ท่านก็ไม่อภิปรายครับ เพราะฉะนั้นไม่สมควรจะอภิปรายหรอกครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอกราบเรียนประท้วงท่านประธานว่าผู้ที่ประท้วงเมื่อกี้นี้ครับว่าเพื่อนสมาชิกผมนี้ เพิ่งอภิปรายได้ไม่ถึง ๕ นาที แล้วกำลังกล่าวลำดับเหตุผลสนับสนุนในคำแปรญัตติของเขา ผมคิดว่าไม่น่ากดดันจนเกินไป เพราะว่าท่านประธานก็ใจกว้างพอสมควร ผมเห็นด้วยครับว่า ในการยึดถือข้อบังคับนั้นไม่มีใครอยู่เหนือข้อบังคับได้ แต่ผมอยากจะให้ท่านประธานได้เห็น โอกาสว่าแสดงความคิด แสดงเหตุผล อย่าปิดปาก ปิดหู ปิดตา ปล่อยโอกาสให้ และถ้าเผื่อ เขานอกประเด็นท่านประธานก็สามารถตัดได้ แต่ผมไม่อยากให้ทำเป็นระบบแบบนี้เพื่อที่จะ ตัดเวลาให้พวกผมนั้นไม่สามารถแสดงเหตุผลที่จำเป็นที่จะโน้มน้าวคณะกรรมาธิการได้ครับ จึงอยากจะขอให้ท่านประธานได้กรุณาพิจารณาประเด็นตรงนี้ด้วย ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ บางทีนั่งอยู่ ข้างบนมันก็ต้องใช้ศิลปะเหมือนกัน ผมว่าเป็นเรื่องของศิลปะ แต่ทีนี้มีผู้ประท้วง ท่านสาธิต เข้าใจผมนะครับ ท่านเข้าประเด็นเลยนะครับ
ท่านประธานครับ ก่อนที่จะเข้าประเด็น ผมชี้แจงนิดหนึ่ง ผมขอความเห็นใจจากท่านประธาน ผมไม่ได้ขอความเห็นให้ผมนะครับ แต่ผมขอความเห็นใจให้กับประชาชน คือเราอยู่ดี ๆ แปรญัตติไว้ในมาตราไหน ลุกขึ้นมาพูด บอกว่าแปรญัตติว่าจัดการเลือกตั้งแล้วไม่อภิปรายเลย ชาวบ้านเขาฟังเขาจะเข้าใจได้อย่างไร ท่านประธานครับ เราต้องลำดับสิครับว่าผมโยงไป มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) (๒) ที่มาของ สสร. และ (๑) มาจากการเลือกตั้ง (๒) ก็คือการคัดสรรให้สภาเลือก ผมก็แปรญัตติตามที่ผมสงวน ความเห็นไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ผมก็ต้องโยงให้เห็นแล้วก็ต้องอธิบายก่อนว่าหลักที่แท้ของ มาตรา ๒๙๑/๘ มันคืออะไร แล้วก็ไปอภิปรายว่าที่ผมแปรญัตติไว้เหตุผล เพราะอะไรแค่นั้นเอง ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ เพียงแต่ลำดับครับ
พอสมควรครับ ท่านศุภชัย พอแล้วนะครับ จบแล้วครับ ท่านสาธิตจะได้อภิปราย ท่านศุภชัยพอเถอะครับ จะได้เปิดโอกาส ให้ท่านสาธิตได้อภิปรายครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงการทำหน้าที่ของท่านประธานตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ ท่านประธานที่เคารพครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านลุกขึ้นประท้วงการทำหน้าที่ของ ท่านประธานหลายครั้ง หลายวาระ หลายโอกาส และสาระสำคัญที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานก็คือว่าในขณะที่มีเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นให้ความเห็นต่อที่ประชุมแห่งนี้ตามสิทธิ ของเขาตามรัฐธรรมนูญตามการแปรญัตติ เพียงแค่ลุกขึ้นเอ่ยเพียง ๑ นาที หรือ ๒ นาที ก็มีเพื่อนสมาชิกอีกฟากหนึ่งลุกขึ้นมาประท้วงการทำหน้าที่ของเขาในรัฐสภาแห่งนี้ โดยกล่าว อ้างว่าอยู่นอกประเด็น โดยกล่าวอ้างว่าซ้ำซากวกวน ท่านประธานที่เคารพครับ เขายังไม่ได้ เอ่ยถึงสาระที่เขาแปรญัตติเลย เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่ของท่านประธานก็ควรจะบอกกับ เพื่อนสมาชิกบางท่านบางคนที่ให้ความเห็นที่ประชุมแห่งนี้ว่าเขายังไม่ได้ถึงเนื้อหาสาระ ถ้าจะเป็นไปได้ก็อยากให้ท่านประธานบอกเขาว่าอย่าเพิ่งประท้วงตอนนี้เลย ให้เขาทำหน้าที่ ให้สมบูรณ์เสียก่อนท่านประธานครับ
ท่านศุภชัยครับ ผมเข้าใจ ท่านแล้วครับ ที่จริงถ้าท่านไม่ขึ้นประท้วงมันก็น่าจะเบาไปกว่านี้ และผมเห็นด้วยนะครับ กับคำประท้วงของท่านขจิตร แต่ผมพยายามให้เกียรติท่านสาธิต แต่พอท่านศุภชัยขึ้นมาพูด อย่างนี้มันเลยไปอีกเรื่องหนึ่ง ไปคนละเรื่อง เอาอย่างนี้ท่านสาธิตครับ เกริ่นนำพอสังเขป เล็กน้อยอย่าเกินสัก ๑ นาทีครับ
ผมไม่ได้อภิปรายนอกเนื้อหาในมาตรา ๒๙๑/๘ เลยนะครับ ผมอธิบายให้ชาวบ้านฟังว่า
เอาเถอะครับ ท่านอย่าแย้ง เลยนะครับ เอาว่าเกริ่นสักเล็กน้อยอย่าเกินสักนาที แล้วก็เข้าประเด็นเลยนะครับ
ความจริงไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียง เพราะผมต้องการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่เลือกมาได้มีความศรัทธาแล้วก็ มีความเชื่อมั่นในสภา แต่นี่เป็นการทำหน้าที่ของผม เพราะผมกรรมาธิการเสียงข้างน้อย
ท่านต่อเถอะครับ ที่จริงถ้า ไม่ประท้วงมันจบไปแล้ว ท่านต่อเถอะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอธิบาย ต่อเลยนะครับ ทีนี้ผมจะอธิบายให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้เข้าใจว่ามาตรา ๒๙๑/๘ ระบุ ถึงการขาดสมาชิกภาพว่า สสร. หมดสมาชิกภาพเมื่อไร และเมื่อหมดแล้วถ้ามีตำแหน่งว่างลง ต้องทำอย่างไร ถ้าตำแหน่งว่างลงร่างเดิมก็คือว่าแบ่งเป็น ๒ ส่วน ร่างเดิมนั้นเขาบอกว่าให้ ประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้หมายความว่า เป็นมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ส่วนมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) นั้นก็ให้ประธานรัฐสภาได้ดำเนินการเลือกตั้ง คัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกำหนดระยะเวลา ๓๐ วัน ซึ่งระยะ ๓๐ วันนั้น ผมไม่ได้แปรญัตติตัดไว้ก็ให้คงไว้ตามร่างเดิมแต่เพื่อนสมาชิกก็ได้พูด ไปแล้วว่า ๓๐ วันมันช้ามันเร็วเกินไปอย่างไร ผมสงวนความเห็นในประเด็นที่ผมตัดที่ให้ ประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้งหรือการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญออก แล้วก็ เขียนคำว่า จัดการเลือกตั้ง แทนตำแหน่งที่ว่าง ที่ผมเขียนคำว่า จัดการเลือกตั้ง นั้น ก็ต้อง อธิบายให้ท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนว่าความเห็นของผม ก็คือว่าการได้มาของ สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) นั้น ร่างของ ครม. และกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ก็สรุปเป็น ๒ ทางตามหลักการก็คือ
๑. มาจากการเลือกตั้ง ๗๗ คน
๒. คัดสรรคัดเลือก ๒๒ คน
อันนั้นก็ให้รัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบหรือให้ความคัดเลือก อันนั้นเป็นไป ตามหลักการร่างเดิม ส่วนผมแปรญัตติไว้ผมก็แปรว่าใน (๒) ของผมถึงแม้จะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากหลายสาขา แต่ผมให้ใช้วิธีคัดเลือกโดยการเลือกตั้งเป็นระบบบัญชีรายชื่อทั่วประเทศ เหตุผลก็คือว่าที่ผมสงวนไว้อย่างนั้น เพราะผมศรัทธาในระบอบการเลือกตั้งเพื่อให้คนไทย ทั้งประเทศได้เลือกผู้ทรงคุณวุฒิมาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับ สสร. อีก ๗๗ ท่านที่ได้รับ การเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนโดยตรง แต่ในส่วนของผมนั้น มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ที่ผม สงวนความเห็นไว้ผมเพิ่มจำนวนเป็น ๑๕๐ คน โดยมีสัดส่วนตามจำนวนประชากรแต่ละ จังหวัดเป็นเกณฑ์ ทีนี้ที่ผมแก้ให้เขียนว่าจัดการเลือกตั้งก็เพราะว่าที่ผมแปรญัตติไว้ก็คือว่า ผู้ทรงคุณวุฒิที่ต้องมาเป็นที่ปรึกษาให้กับ สสร. นั้น ของผมคือเป็นการได้มาโดยการเลือกตั้ง ทั่วประเทศในระบบบัญชีรายชื่อ เมื่อระบบนี้ว่างลงก็ต้องให้ กกต. ไปจัดการเลือกตั้งแทน ตำแหน่งที่ว่าง ตำแหน่งที่ว่างผมคิดว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้บางท่านก็อาจจะมองว่ากึ่งหนึ่ง หรือ ๒ ใน ๓ ที่ยังคงเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ผมก็ไม่ได้ติดใจในเรื่องจำนวนครับเพียงแต่ว่า ก็ขอแก้ไขในเรื่องของตำแหน่งที่ว่างเพื่อให้มีการจัดการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน กำหนดระยะเวลา ๓๐ วันครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมใช้เวลาแค่นี้ที่สงวนความเห็นไว้ และเป็นเหตุเป็นผล
สุดท้ายก็อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตกับท่านประธานว่าการอภิปรายในสภา การสงวนความเห็นไว้เพื่อนสมาชิกคิดว่าจะให้พูดอย่างไรครับ ไม่พูดถึงหลักกฎหมาย ไม่เล่าให้ เขาฟังว่ามันมีที่มาอย่างไร มีหลักการอย่างไรแล้วไปแปรญัตติ เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาแก้กฎหมายแล้วไม่รู้เรื่องเลย และมาพูดแค่เฉพาะที่สงวนความเห็นไว้ผมว่าไม่เป็นธรรม กับการทำหน้าที่ ที่สำคัญที่สุดครับท่านประธาน พวกผมไม่เห็นด้วยในการแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ผมก็เลยใช้สิทธิในการสงวนความเห็นในการแปรญัตติ ผมก็เลยฝากท่านประธาน อย่างนี้ล่ะครับว่าก็ต้องให้โอกาสครับ ไม่ใช่มาตีรวน แต่เขาเบื่อคนประท้วงครับ
มันเป็นวาระที่สอง ท่านสาธิต ไม่ใช่วาระที่หนึ่ง
ผมก็ขอฝากท่านประธานไว้แค่นี้ครับ ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ในประเด็นนี้ก็เลยแปรญัตติไว้ขอบพระคุณครับ
มีท่านใดติดใจไหมครับ ยังติดใจอยู่หรือเปล่าครับที่จะอภิปรายครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการยังยืนยันตามเสียงข้างมากหรือเปล่าครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ยืนยันร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ
ถ้าอย่างนั้น ผมขอมติเลยครับ เชิญสมาชิกที่อยู่ข้างนอกครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงมติ ขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรียบร้อยแล้วนะครับ ส่งผล ได้เลยครับ มีผู้เข้าประชุม ๓๓๙ ท่าน ครบองค์ประชุม
ผมขอมติที่ประชุมเลยครับ มติถามจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือไม่ เห็นด้วยกด เห็นด้วย ครับ ไม่เห็นด้วยกด ไม่เห็นด้วย ครับ ใช้สิทธิได้เลยนะครับ มาตรา ๒๙๑/๘ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติเห็นด้วย ๓๓๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๖๙ ท่านครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบครับ
เชิญท่านเลขาธิการต่อเลยครับ
มาตรา ๒๙๑/๙ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการ สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ
เชิญท่านธนาครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานก็คงจะได้เห็นนะครับว่าบรรยากาศ ในการประชุมรัฐสภาวันนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านก็ได้ให้ความร่วมมือในการทำหน้าที่ในการ พิจารณาในวาระที่สองอย่างดี ท่านประธานจะเห็นได้ว่าส่วนไหนก็ตามที่เราเห็นว่าไม่มี ความสำคัญหรือไม่มีสาระเราก็ไม่อภิปรายครับ เราก็จะหยิบยกในประเด็นของข้อเป็นห่วง หรือข้อห่วงใยเพื่อที่จะสะท้อนสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไปยังกรรมาธิการ และผมเชื่อครับว่าวันนี้ ที่ประชุมรัฐสภาก็คงจะเดินหน้าไปได้หลายมาตรา นั่นคือเจตนาที่ดีของทุกคนที่พยายามทำ หน้าที่ โดยเฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๙ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานได้เห็นคำแปรญัตติ ที่ผมได้สงวนความเห็นไว้ ที่ยื่นต่อกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานจะเห็นได้เลยครับ ว่าเจตนารมณ์ของสมาชิกพรรคฝ่ายค้านหรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยอย่างพวกผมนี่ครับ มีเจตนาที่ดีที่จะช่วยกันปิดช่องว่างของการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานจะเห็นได้นะครับว่า สิ่งที่ผมได้แปรญัตติ คือในมาตรา ๒๙๑/๙ ที่เดิมเขียนไว้ว่าภายใน ๑๐ วันนับแต่วันถัดจาก วันที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครบจำนวนตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ให้มีการประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก นี่คือร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีครับ และท่านประธานดูที่ผมได้แปรญัตติไว้นะครับ ผมได้แปรญัตติโดยให้เพิ่มเติมข้อความจาก จำนวน ๑๐ วันเป็น ๔๕ วัน แต่ให้ตัดข้อความคำว่า ถัดจากวันที่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครบจำนวนตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) โดยให้เพิ่มเติมข้อความต่อไปนี้แทนเป็น ภายใน ๔๕ วันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก แล้วก็ท่านประธานดูรายงานของคณะกรรมาธิการ ดูสิครับ คณะกรรมาธิการก็ได้แก้ไขจากร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีโดยใจความและสาระสำคัญ ก็เหมือนกับร่างที่ผมแปรญัตติไว้ ท่านประธานเห็นไหมครับว่าในร่างของคณะรัฐมนตรีนั้น ในบางส่วนก็มีข้อผิดพลาด ในบางส่วนก็มีข้อบกพร่อง พวกเราก็พยายามทำหน้าที่ที่จะเติมเต็ม เพื่อให้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด และสามารถที่จะเดินพ้นกับ ปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าเราไม่มีความรอบคอบในการที่จะจัดทำ คำแปรญัตติของผม ที่ผมได้เสนอต่อท่านประธานรัฐสภาเป็นสิ่งพิสูจน์ได้ดีครับว่าเรามุ่งเน้นที่จะทำงานเพื่อให้ การทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภานั้นยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับรัฐสภาและพี่น้องประชาชน ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้อห่วงใยของผมเองซึ่งได้ขอแปรญัตติและกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ได้ปรับเปลี่ยนถ้อยความเดิมจากร่างของคณะรัฐมนตรี นั่นคือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนครับว่าเมื่อทุกคนพยายามที่จะทำหน้าที่เราก็สามารถที่จะ เดินหน้าแล้วก็เห็นข้อบกพร่องไปด้วยกัน ทำไมผมถึงต้องตัดคำว่า นับแต่วันถัดจากวันที่ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครบจำนวนตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) แล้วก็ตรงกับที่ กรรมาธิการเสียงข้างมากตัด แล้วก็เพิ่มเติมข้อความเดียวกันเลยครับ เพราะเราเห็นนะครับ ท่านประธาน เห็นว่าถ้าไปกำหนดข้อความแบบนี้จะมีปัญหาอย่างมากในกรณีที่การรับรอง สสร. ไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ เนื่องจากท่านมีกรอบเวลาว่ารัฐธรรมนูญ สสร. นั้น จะต้องรับรองภายในกี่วัน และจะต้องเริ่มประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญภายในกี่วัน ผมเป็นห่วง เป็นห่วงว่าถ้าไปกำหนดเวลาไว้อย่างนั้น เกิดมันมีข้อบกพร่อง ผิดพลาดทำให้ กกต. ไม่สามารถ รับรองผู้ที่สมัครเป็น สสร. ไม่ว่าทั้งจากระบบการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หรือระบบ คัดเลือกจากรัฐสภา ถ้ามันเกิดมีข้อขัดข้องและบกพร่องเกิดขึ้น มันกลายเป็นว่าเดินหน้า ในการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เลย เพราะไปเขียนเอาว่ามันต้องครบจำนวน ๙๙ คน นี่อย่างไรครับท่านประธาน นี่คือมุมมองสมาชิกรัฐสภาที่มองด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แล้วก็ท้ายที่สุด กรรมาธิการเสียงข้างมากก็เห็นด้วย แล้วก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้กลับไป แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเห็น ไม่ตรงกัน ผมก็เข้าใจครับว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากก็คงจะยึดหลักกรอบเวลาที่คณะรัฐมนตรี ได้เสนอมาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ว่ากัน เมื่อท่านมีความจำเป็น ท่านเห็นว่าเวลาในการ จัดทำรัฐธรรมนูญมีความสำคัญสำหรับท่านก็ไม่เป็นอะไร ผมเสียงข้างน้อยก็ต้องยอมรับ วันนี้ ท่านมีเสียงข้างมาก ท่านชี้ขาด ท่านสามารถชี้นำในการประชุมรัฐสภา พวกผมเสียงข้างน้อย ก็ต้องยอมรับ แต่การยอมรับของพวกผมก็ต้องแสดงเหตุผลให้เป็นที่ประจักษ์ในที่ประชุม รัฐสภาว่าเสียงข้างน้อยที่ทักท้วงและท้วงติงนั้น เกิดด้วยความตั้งใจที่ดี อยากให้ทุกภาคส่วน ได้มีโอกาสที่จะร่วมกันเดินหน้าในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ผมถึงกำหนดเวลาไว้เป็น ๔๕ วัน เพื่อเปิดโอกาส เปิดช่องหายใจ เปิดเวลาสำหรับเหตุการณ์ที่มันอาจจะไม่คาดฝัน หรืออาจจะ ไม่คาดถึง เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าตลอดระยะเวลา ๑๐ วัน หรือ แม้กระทั่ง ๑๑ วัน ที่พวกเราได้ทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ อาจจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง อาจจะมีความรู้สึกกดดันโดยบางช่วง บางเวลาของเหตุการณ์ก็เป็นเรื่องปกติของคนที่ทำงาน กันหามรุ่งหามค่ำ และการทำงานในการอภิปรายในสภาเป็นเรื่องที่มีความละเอียด รอบคอบ เป็นเรื่องทางกฎหมาย เป็นเรื่องทางเทคนิคที่จะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ แล้วก็ความจำเป็น ที่จะต้องอธิบายให้เพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนได้มีความเข้าใจนะครับ เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของเสียงข้างน้อย แล้วก็พรรคร่วมฝ่ายค้าน ว่าเราอยากให้รัฐสภาเดินหน้า แล้วก็อยากฝากท่านประธานว่าการทำหน้าที่ท่านประธาน ท่านประธานก็ให้มีความยืดหยุ่น เพราะว่าการอภิปรายในสภามันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของ ระบอบประชาธิปไตยครับท่านประธาน ท่านประธานจะมาบอกว่าแปรญัตติ ๑ คำ ๑ บรรทัด และให้พูด ๓ นาที นั่นไม่ใช่ความสวยงามในระบอบประชาธิปไตย ความสวยงามในระบอบ ประชาธิปไตยท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนที่เขาติดตามฟังการอภิปรายเขาได้รับอรรถรส ได้ความรู้ความเข้าใจ ลีลาท่าทางของท่านสมาชิกก็เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะทำให้พี่น้องประชาชน ได้ให้ความสนใจในการที่จะติดตามการทำหน้าที่ของรัฐสภา วันนี้ผมแปรญัตติในเรื่องของ จำนวนเวลาจากเดิม ๑๐ วัน เป็น ๔๕ วัน ผมก็บอกท่านประธานแต่เพียงว่าอยากจะเปิดช่อง อยากจะเปิดเวลาเพื่อให้เราสามารถรับกับสถานการณ์ที่เราคาดไม่ถึง แล้วก็ที่ผมแปรญัตติไว้ ว่าให้ตัดว่าอย่าไปเริ่มนับตั้งแต่วันที่ สสร. ครบจำนวน เพราะจะมีปัญหา ท่านจะไม่สามารถ ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ผมถึงต้องแปรญัตติว่าให้นับ ๔๕ วันนับแต่วันเลือกตั้งสภา ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่า ๑๕ วัน กกต. ต้องรับรองครับท่านประธาน เหลืออีก ๓๐ วันไว้เผื่อท่านประธาน จะได้มีช่องเวลาในการที่จะเรียกประชุมรัฐสภาหรือกำหนดให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้ทำหน้าที่ต่อไป นั่นคือสิ่งที่ผมกราบเรียนว่าความคิดเห็นที่เราอยากจะเดินหน้ารัฐธรรมนูญ และความเห็นที่ตรงกันระหว่างกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในประเด็นมาตรา ๒๙๑/๙ เป็นเครื่องยืนยันว่าเราทำงานเรื่องนี้ด้วยเจตนาที่จะให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เดินหน้าและไม่มีปัญหาต่อไปในอนาคต กราบขอบพระคุณครับ
กรรมาธิการที่สงวนความเห็น ถ้าอย่างนั้นผมไปที่คุณหมอเธียรชัยเลยนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๙ ผมได้ แปรญัตติไว้ดังนี้ครับว่าภายในจากของเดิม ๑๐ วัน ผมแก้เป็นภายใน ๒๐ วันนับแต่วันถัด จากวันที่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครบจำนวนตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ให้มี การประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก สภาร่างรัฐธรรมนูญ มีประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญคนหนึ่งและรองประธานคนหนึ่งหรือ ๒ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมติของสภาร่างรัฐธรรมนูญและให้ประธาน รัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญมีอำนาจ หน้าที่ดำเนินกิจการของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามหมวดนี้ รองประธานมีอำนาจหน้าที่ตาม ประธานมอบหมายและปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน เมื่อประธานไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้เมื่อประธานและรองประธานไม่อยู่ในที่ประชุม ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้งกันขึ้นเองเป็นประธานชั่วคราวในที่ประชุมนั้น แต่เมื่อมาได้อ่านของร่างที่ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้แก้ไขนะครับ ก็เปลี่ยนเป็นจาก ๑๐ วันก็เป็นว่าภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันที่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครบจำนวนตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) อันนี้คือข้อความที่ฆ่าทิ้งนะครับ ท่านก็มาแก้ไขเป็นว่าภายใน ๓๐ วันนับแต่วันเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุม กันครั้งแรก ข้อความอื่น ๆ ผมไม่อ่านซ้ำนะครับ เพื่อให้ประหยัดเวลา ท่านครับ เมื่อผมเห็น การแก้ไข ได้มีความชัดเจนขึ้น เวลายืดยาวขึ้นก็เป็นสิ่งที่ผมพอใจนะครับ ผมก็คงจะไม่ใช้ เวลาอภิปรายนะครับ แต่เมื่อสักครู่นี้ก่อนที่ผมจะอภิปรายจบ ท่านประธานได้กล่าวชมว่าผม เป็นคนที่พูดได้ทุกเรื่อง ผมคิดว่าบางครั้งผมก็อยากจะยกมือประท้วง แต่เนื่องจากผมก็อายุ ขนาดนี้แล้วท่านประธานก็พูดอยู่บ่อย ๆ ว่า
คุณหมอครับ ไม่ใช่พูด ประชดนะครับ ผมพูดจากใจจริง ๆ ครับ คุณหมอพูดได้มีความรู้กว้างครับ ผมอยากไปฟังและ ถ้าวันไหนมีโอกาสไปปาฐกถา ถ้าว่างผมก็ยังอยากไปฟัง เป็นคำชมครับ ไม่ได้ประชดอะไร
ขอขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ก่อนจบนะครับ สั้น ๆ เลยครับ ผมได้อ่านเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ เหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ก็คือประเทศฝรั่งเศสจะยึดไทย ร. ๕ เกิดสวรรคตนะครับ
คุณหมอครับ เอาไว้ฟัง โอกาสหน้าดีกว่ากระมังครับ
เดี๋ยวครับ ผมฝากท่านประธานนิดเดียว ท่านประธานบอกเราขอกันมาเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมฝากท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าผมได้อ่านแล้วผมชอบครับ ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย เขาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ จะนับถือ พงศ์พันธุ์นั้นอย่าหมาย ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย ไหนจะอายทั่วทั้งโลกา ครับ เป็นวันที่เศร้าที่สุดของ ร. ๖ นะครับ ที่ท่านประพันธ์เรื่องไว้ครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ คุณหมอครับ ท่านรัชฎาภรณ์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้สงวนความเห็นเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๙ นี้นะคะ ก็เรียนว่า ดิฉันสงวนความเห็น ดิฉันก็จะดูไปเป็นมาตรา ๆ ไป แล้วก็ดูสิ่งที่มันสอดคล้องกัน แน่นอน ดิฉันก็ยังจะพูดเรื่องเดิมนะคะ เพราะว่าในรัฐธรรมนูญมาตรานี้ก็บอกว่าประธานสภาให้สภา ร่างรัฐธรรมนูญมีประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญคนหนึ่ง และรองประธานคนหนึ่ง หรือ ๒ คน ดิฉันก็เคยพูดนะคะว่าถ้ามี ๒ คน ดิฉันเรียกร้องอีกครั้งหนึ่งสำหรับคณะกรรมาธิการ ดิฉัน ทราบแล้วละคะตอนนี้คณะกรรมาธิการที่ดิฉันเจอก็พยายามจะบอกดิฉันว่าก็ไปเขียนให้ สสร. แล้วก็ไปบอกเขา ให้เขาเขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญที่อยากจะให้มีหญิงชายอะไร ดิฉันบอกว่า อันนั้นมันคือปลายทาง ต้นทางก็คือคนที่จะไปยกร่าง ที่ผ่านมาหลายคนท่านถาม ส.ส. เลย ส.ส. ทุกคนจะบอกว่าพวกผู้หญิงนี่ละเป็นหัวคะแนนที่ดีที่สุด และซื่อสัตย์ที่สุด หลายคนบอกว่า ได้เป็น ส.ส. ก็เพราะผู้หญิงนี่ละ แต่ว่าถึงเวลาบอกว่าให้เขาเขียนกติกาบ้างได้ไหม กติกาที่ต้อง ใช้กับคนทั้งประเทศ กติกาที่ใช้กับคนที่เป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และประชากรเราก็เป็นผู้หญิง มากกว่าผู้ชายประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน หลายคนก็บอกไม่ได้ถ้ามีปัญญาก็มาร่าง ก็เข้ามา เองก็แล้วกัน เขาไม่ได้พูดอย่างนี้นะคะ แต่ความหมาย นัย ก็คืออย่างนี้ ดิฉันก็ยังเรียกร้อง อีกค่ะว่าถึงเวลาอย่างนี้แล้วสุดท้ายแล้ว ตั้งแต่ตอนแรก มาตรา ๒๙๑/๑ ก็ไม่ได้แล้ว ที่บอกว่า ๒๒ คน ให้มีทั้งหญิงและชายก็ไม่ได้ มาตรา ๒๙๑/๖ ก็ขอว่าถ้าองค์กรต่าง ๆ ส่งมาด้านละ ไม่เกิน ๒ คน ขอให้มีทั้งหญิงและชาย มาตรา ๒๙๑/๑ ไม่ได้แล้ว มาตรา ๒๙๑/๖ ถ้าได้ อย่างน้อยที่สุดมีผู้หญิงมากองไว้ให้เลือก กำหนดว่ามีผู้หญิงมากองไว้ให้เลือก เขาก็จะได้รับ การเลือก ดิฉันไม่ได้พูดถึงสัดส่วนเลย ดิฉันไม่ได้พูดถึงความเท่าเทียม หรือเสมอกัน เท่ากัน ไม่เคยพูดเลย แค่บอกว่าให้มีทั้งหญิงและชาย เพราะฉะนั้นพอมาถึง มาตรา ๒๙๑/๙ ก็คือ เรื่องรองประธานสภา สสร. ถ้ามี ๒ คน ๑ คน ดิฉันก็ไม่ยุ่งค่ะ ถ้ามี ๒ คน ให้มีทั้งหญิงและชาย เป็นหลักการที่ไม่เสียหายอะไรเลย มีผู้ใหญ่ในพรรครัฐบาลก็ถามดิฉันว่าถ้าใส่หญิงและชาย เข้าไปให้มีทั้งหญิงและชาย ถามว่ามันจะกระทบอะไรไหม ดิฉันเรียนเลยว่าไม่กระทบอะไร แม้แต่อย่างเดียว ไม่กระทบโครงสร้างใด ๆ ท่านจะมีกี่คน ท่านจะมาจากไหน ไม่กระทบเลย และวิธีการท่านจะได้มาอย่างไรก็ไม่เกี่ยวเลย เกี่ยวอย่างเดียวค่ะ ขอให้มีทั้งหญิงและชาย แล้วก็มาตรา ๒๙๑/๙ เป็นทับสุดท้ายแล้วที่จะใส่เรื่องหญิงและชายเข้าไปได้ คุณหมอชลน่าน ก็ยิ้มค่ะ ทุกคนเจอดิฉันยิ้มทุกคน แล้วก็บอกว่าเห็นด้วยทุกคน แต่ใส่ไม่ได้ เขาโทษว่าเป็น ท่านประธานนะคะ ดิฉันก็เรียนท่านประธาน ๒ ครั้ง ท่านก็บอกเดี๋ยวจะดูให้ว่าจะใส่ตรงไหน ดิฉันบอกก็อยู่ในที่ดิฉันแปรญัตติเอาไว้นี่ละ วันนี้ก็จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการจะได้ทำความดีให้กับผู้หญิงและผู้ชายทั่วประเทศนะคะ องค์กรผู้หญิงก็ กำลังรอดูท่านอยู่ ทุกคน ดิฉันก็ยังพูดถึงบรรยากาศเมื่อร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการเป็น สสร. ท่านก็นึกภาพออกว่าเราต่อสู้อย่างไร และท่านเองก็ไม่ได้คัดค้าน สมัยนั้น มี สสร. ผู้ชายหลายคนสนับสนุน และในรัฐธรรมนูญก็บัญญัติออกมาได้ แต่ถึงตอนนี้ เราบอกว่าบัญญัติตั้งแต่ สสร. นี่ละ ไม่ใช่บอกว่าพอกติกาอย่างนี้ออกมา คุณก็ไปรณรงค์ ให้ผู้หญิงลงเยอะ ๆ ก็แล้วกัน ลงเยอะ ๆ แล้วแต่ใครจะลง เราไม่ว่าอันนั้นนะคะ เพียงแต่ว่า ถ้ามีการคัดเลือกทำไมจะเลือกให้มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายไม่ได้ ดิฉันไม่เข้าใจ
สุดท้ายตอนนี้ก็คือรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมี ๒ คน ดูวุฒิสภาเป็น ตัวอย่างสิคะ วุฒิสภามีรองประธาน ๒ คน มีผู้หญิง ๑ คน ผู้ชาย ๑ คน และครั้งแรกที่ท่าน รองศาสตราจารย์ทัศนาท่านสมัคร การเลือกครั้งนั้นดิฉันไปแอบดู ดิฉันก็ได้ยินมีการพูดกันว่า ให้ผู้หญิงสักคนหนึ่ง และผู้ชาย ๑ คน และพอหลังจากนั้นมาพอเป็นท่านพรทิพย์ท่านก็อยู่ ในส่วนที่เป็นผู้หญิง แล้วก็เป็นผู้หญิง ๑ คน ผู้ชาย ๑ คนมา นั่นคือวุฒิสภา แต่สภาผู้แทนราษฎร มี ๒ ท่าน ก็ยังเป็นผู้ชายล้วนนะคะ ดิฉันก็ยังไม่ได้เรียกร้อง เพราะไม่ได้อยู่พรรคท่าน ถ้าเมื่อไรที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เป็นประธานสภา ดิฉันก็จะ เรียกร้องรองประธานให้มีทั้งหญิงและชายซึ่งไม่ใช่ดิฉัน เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนว่าครั้งนี้ อีกครั้งหนึ่ง นอกจากท่านจะใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประสบความสำเร็จของ ผู้ชายแล้วให้เขามีโอกาสมาร่างกติกาใหม่นะคะ พอเสร็จจากนี้ไปแล้วเขาจะไปรณรงค์ให้ ผู้หญิงลงสมัคร อบต. ลงสมัครเทศบาล แล้วก็ อบจ. แล้วก็ยังจะไปรณรงค์ เรามีหลักสูตรที่จะ ไปอบรมให้เขาเพื่อให้เขาเข้ามาอย่างรู้ว่าเขาเข้ามาทำอะไร และที่ผ่านมาเราก็ทำมาทุกปี แล้วก็ได้ผลพอสมควรนะคะ ก็ได้ผลไม่มากหรอกค่ะ เพราะว่าค่านิยมต่าง ๆ มันยังเป็น อุปสรรคอยู่ แต่พอมาถึงตอนนี้นี่ค่านิยมในสภานี่ยิ่งหนักเข้าไปอีก กำแพงหนักกว่า ดิฉันพูด ได้เลยว่าตั้งแต่อภิปรายมานี่ ตั้งแต่เราพูดกันเรื่องวาระสอง ไม่มีวันไหนเลยที่ดิฉันจะไม่คุยกับ กรรมาธิการเพื่อที่จะบอกว่าใส่ให้หน่อย ไม่ได้กระทบอะไรแม้แต่อย่างเดียว แล้วก็ต้องยืนยัน ท่านบอกว่าถ้ามี ๒ คน ก็เอา ๒ คนนี่ วิธีการท่านจะเลือกอย่างไรก็ตามขอให้มีผู้หญิงคน ผู้ชายคน ดิฉันไม่เข้าใจว่ายากลำบากตรงไหน แต่ยากลำบากมาทุกสมัยนะคะ เพียงแต่คิดว่า พอมาถึงสมัยนี้ผ่านรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาจะ ๑๕ ปีแล้ว แล้วก็ยังเหมือนเดิมเลย และต้อง กลับมาพูดเรื่องเดิม และยังต้องพูดต่อไปเรื่อย ๆ หรือเปล่าในขณะที่ท่านทั้งหลายเห็น บทบาทของผู้หญิงเวลาวันสตรีสากลเชิญเถอะ เชิญผู้ชายไปพูดสุดยอดทั้งนั้นเลยผู้หญิง เก่งอย่างโน้นเก่งอย่างนี้ มาถึงตอนนี้กลัวผู้หญิงไม่เก่งแล้วที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญมาเป็น สสร. ใครจะหาดิฉันพูดซ้ำซาก พูดร่ำไรก็ตาม ซ้ำซากขนาดนี้ยังไม่ได้เลย ถ้าพูดครั้งเดียวแล้วจะได้ อย่างไร และดิฉันก็ยังจะพูดต่อ ๆ ไปนะคะ ดิฉันจำได้หมดกรรมาธิการเสียงข้างมากมีใครบ้าง ขนาดดอกเตอร์พีรพันธุ์ ดิฉันไปเจอที่สนามบินที่จังหวัดอุบลราชธานีดิฉันก็ยังเรียนท่านเลย พูดทุกครั้งที่เจอและพูดทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ก็ยังไม่ได้ แล้วก็มีกรรมาธิการบางท่านพอดิฉัน บอกว่านี่นะมีหลายคนบอกดิฉันว่าเดี๋ยวจะไปดูให้ กรรมาธิการท่านนี่ละบางท่านบอกดิฉันเลย อาจารย์ถูกหลอกแล้ว ถูกหลอกก็ไม่เป็นไร ดิฉันถูกหลอกมานานแล้ว คราวนี้ถูกหลอกอีกสักครั้ง แต่ก็ยังหวังอยู่นะคะว่าถ้าท่านคุยกันเสียหน่อยแล้วก็ใส่เข้าไปให้หน่อย ที่ผ่านมานี่ที่คัดเลือก สสร. มันผ่านไปแล้ว เหลือช่วงสุดท้ายก็คือประธานสภา อย่างน้อยที่สุดดิฉันย้ำอีกครั้งหนึ่ง ยึดวุฒิสภาเป็นแบบอย่างให้มีทั้งหญิงและชาย ท่านประธานคณะกรรมาธิการเวลาคนอื่นพูด ท่านบอกแล้วพยักหน้า ดิฉันพูดท่านไม่มองเลยนะคะ ท่านกลัวท่านต้องพยักหน้ากับดิฉัน และต้องไปแก้ให้ ยิ้มและพยักหน้าแล้ว ท่านประธานทำสักมาตราเดียวนะคะ มาตรา ๒๙๑/๙ รองประธานสภา สสร. ถ้ามี ๒ คน ก็ให้มีทั้งหญิงและชาย ไม่เสียหายค่ะท่าน ขอบพระคุณ
เชิญท่านบุญยอดครับ
เรียน ท่านผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์ มาตรา ๒๙๑/๙ ของผมแปรญัตติอยู่ในหน้า ๒๑๓ กระผมจะขอใช้สิทธิเนื่องจากว่ากรรมาธิการ ได้ทำการแก้ไขในมาตรานี้ด้วยนะครับ ท่านที่กำลังตรวจอยู่ว่าผมจะแปรญัตติอย่างไรกรุณา เปิดไปนะครับ หน้า ๒๑๓ จะได้ทันแล้วก็ทำหน้าที่ของท่านได้อย่างเต็มที่ ผมตัดคำว่า และ (๒) ออก เนื่องจากว่าผมคิดว่ามีแค่ (๑) อย่างเดียวครับ ในมาตราก่อนหน้านี้ให้มีการเลือกตั้ง จากจังหวัดเท่านั้นเป็นพอ ดังนั้นผมจึงต้องตัด และ (๒) ออก ผมขอจบการอภิปรายในเรื่อง ของการแปรญัตติของผมเพียงเท่านี้นะครับ
ส่วนต่อไป ผมจะอธิบายถึงมาตรา ๒๙๑/๙ ที่ท่านทำการแก้ไขครับ ผมดูใน มาตราที่ท่านแก้ไขนะครับ ท่านแก้ไขจากคำว่า ภายในสิบวันนับแต่วันถัดจากวันที่มีสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญครบจำนวนตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ท่านแปลงตรงนี้เป็นว่า ภายในสามสิบวันนับแต่วัน แล้วก็ขีดฆ่าคำว่า ถัดจากวันที่มีสมาชิกครบจำนวน ออก เปลี่ยนเป็น คำว่า เลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องอภิปรายตามข้อบังคับที่เคร่งครัดของท่านผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาในขณะนี้ว่า ห้ามอภิปรายคำอื่นใดที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข คำว่า ๓ เป็นคำที่มีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขอยู่หน้าคำว่า ๑๐ นั้นแปลว่ามีจำนวน ๓๐ ซึ่งมากกว่า ๑๐ อยู่ ๒๐ หรือถ้าจะ เปลี่ยนเป็นจำนวนเท่าก็จะแปลว่า ๓๐ มีจำนวนมากกว่า ๑๐ อยู่ ๓ เท่า ประโยคนี้ผมจบ เลยนะครับ ผมอภิปรายตามที่ท่านประธานผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาได้กำหนดกฎเกณฑ์ อย่างเคร่งครัดไว้ ไม่ต้องมีใครลุกขึ้นประท้วงนะครับ ขอบพระคุณครับ
ประโยคต่อไป ที่ท่านตัดทิ้ง คือคำว่า ถัดจากวันที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครบจำนวนตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ออกครับ ผมจึงต้องกลับไปถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่าท่านตัดคำว่า ถัดจากวันที่มีการครบจำนวน แสดงว่าท่านไม่ต้องการ ครบจำนวน ก็สามารถที่จะเปิดสภาได้ คำถามจึงมีตามมาครับ ในประเด็นนี้ก็คือว่าและท่าน ต้องการจำนวนเท่าไรครับ จำนวนคือครึ่งหนึ่งเหมือนกับมาตราที่แล้ว ใช่หรือไม่ ถ้าผมเดา ก็คงน่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะท่านไม่ได้กำหนดจำนวนไว้ครับ ซึ่งถ้าเท่ากับครึ่งหนึ่งก็แสดงว่า สภาที่ท่านมี ๙๙ คน ต้องมีไม่น้อยกว่า ๔๙ คนครึ่ง หรือ ๕๐ คน ก็เป็นสภาที่น่าอดสูใจครับ มีกำหนดให้ ๙๙ คน แต่ถ้ามีสมาชิก ๕๐ คน ยังถือเป็นสภาอยู่ ยังทำงานได้อยู่ มีการโหวตกัน ๕๐ ก็โหวตกัน ๒๖ ต่อ ๒๔ ท่านก็อาจจะกลับมติ ๒๔ ต่อ ๒๖ ก็ได้นะครับ อย่างที่ท่านเคย กลับมาแล้วนะครับ ก็ขอให้ท่านดำเนินการต่อไปครับ ผมเชื่อว่าการแก้ไขตรงนี้ออกไป ซึ่งจำนวนมันไม่ได้กำหนด แสดงว่าท่านก็ไม่แน่ใจว่าจนถึงวันที่ครบ ๓๐ วัน นับจากวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นท่านจะมีจำนวนคนสักเท่าไรและท่านก็จะเปิด เท่าไรท่านก็ จะเปิด ถูกไหมครับ และท่านก็เติมคำว่า เลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มานะครับ นี่คือ สิ่งที่ผมจะอภิปรายในมาตรานี้ครับ ขอบพระคุณท่านผู้ทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภาครับ
ขอบคุณครับ ท่านบุญยอด ที่เคารพครับ ไม่มีท่านใดอภิปรายนะครับ ผมขอมติเลยนะครับ ท่านวิทยา เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เรียนผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ผมเข้าใจว่าข้อซักถาม ท่านบุญยอดอยากได้รับการชี้แจงครับ ท่านจะเปิดสภาภายใน ๓๐ วันโดยไม่คำนึงถึงว่า สสร. จะมีกี่คนใช่ไหมครับ
ครับ เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๙ กรรมาธิการได้มีการแก้ไขจากร่างเดิม ประเด็นที่แก้ไขก็คือเปลี่ยนจาก ๑๐ วันเป็น ๓๐ วัน แล้วก็ตัดถ้อยคำที่บอกว่า ถัดจากวันที่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครบจำนวนตาม มาตรา ๒๙๑ (๑) และ (๒) เป็นภายในสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็กราบเรียนอย่างนี้นะครับ เนื่องจากถ้าเราบัญญัติตามถ้อยคำเดิมมันก็จะมีปัญหาว่าเมื่อไร สมาชิกจะครบจำนวนที่จะเปิดประชุมได้ แต่ที่บัญญัติบอกว่า ๓๐ วันนับจากวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็อยากจะกราบเรียนว่า เนื่องจากในมาตราที่เราได้พิจารณาผ่านมา ก็คือมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ได้บัญญัติเรื่องการเลือกตั้ง โดยเราใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ในร่างนั้นที่นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม เราก็ได้ บัญญัติไว้ว่าหลังเลือกตั้งแล้วให้ กกต. รับรองผลเลือกตั้งภายใน ๑๕ วัน ฉะนั้นภายใน ๑๕ วัน หลังเลือกตั้งแล้วสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ก็จะได้รับรองจาก กกต. ให้มา ดำเนินการ ฉะนั้นท่านไม่ต้องห่วงเรื่องจำนวนนะครับว่าจะครึ่งหนึ่งหรือเปล่า อย่างน้อย ผมมั่นใจว่าเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และหลังจากนั้นจะมีการร้องคัดค้านเพื่อนำไปสู่ศาลฎีกาอีก ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก แต่ในร่างที่เราเพิ่งพิจารณาผ่านไป เมื่อมาตรา ๒๙๑/๖ ก็ได้บัญญัติชัดเจนว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะทำงานได้อย่างน้อยต้องมี สมาชิกอยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ฉะนั้นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงบัญญัติโดยใช้ถ้อยคำอย่างนี้ แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณว่าเราบัญญัติเราก็คำนึงถึงความคิดเห็นของท่านกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยและเราก็ได้เทียบเคียงกับรัฐธรรมนูญปัจจุบันนะครับ ท่านดูในมาตรา ๑๒๗ ก็จะพูดชัดเจนว่าภายใน ๓๐ วันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการเรียก ประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกมาประชุมเป็นครั้งแรกก็เทียบเคียงกันมา ส่วนท่านกรรมาธิการ รัชฎาภรณ์ที่ท่านได้กรุณาแปรญัตติเพื่ออยากจะให้มีรองประธาน ถ้ากรณีมีรองประธาน ๒ ท่าน ของสภาร่างรัฐธรรมนูญก็อยากจะให้เป็นสุภาพสตรีสัก ๑ ท่าน ตรงนี้อยากจะกราบเรียน ท่านด้วยความเคารพในจุดยืนและอุดมการณ์ของท่าน สมัยผมเป็น สสร. ปี ๒๕๔๐ รองประธาน ท่านอาจารย์ยุพา อุดมศักดิ์ ก็เป็นสุภาพสตรี ซึ่งผมคิดว่าจากจุดยืนของท่าน จากการเรียกร้องของท่านผมก็มั่นใจครับว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นนี้ ให้มีรองประธาน ๒ ท่าน ท่านหนึ่งน่าจะได้เป็นสุภาพสตรีนะครับ ขอบคุณครับ
เชิญครับ ท่านรัชฎาภรณ์
รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน คณะกรรมาธิการเอาของหวานมาล่อดิฉันอย่างนี้ไม่ได้ ท่านจะบอกว่าที่นั่นมันก็มีที่นี่ก็มี คราวนี้ถ้ามี ๒ คนก็คงจะมี ท่านก็ใส่ให้เลยสิคะ และมันก็จะได้มี ท่านใส่ให้ได้ไหมคะ ท่านพูด เหมือนกับจะใส่เลยนะ ดิฉันอุตส่าห์หันกลับมาตั้งใจฟังมากเลย นึกว่าท่านจะบอกว่าถ้าตกลง ด้วยอุดมการณ์ของท่านพูดจาดีมากเลย ด้วยอุดมการณ์ของท่าน ความตั้งใจของท่าน จุดยืน ของท่านมันคงจะมี อย่างนี้ไม่ได้ค่ะ มันต้องมีค่ะท่าน ท่านใส่ให้หน่อยสิคะ ไหน ๆ ท่านก็ หลวมตัวพูดกับดิฉันมาแล้ว กรุณาใส่ให้หน่อยนะคะ ที่จริง ส.ส. พรรคท่านเห็นด้วยทั้งนั้นเลย เพียงแต่ว่าเขาบอกว่านี่มันเป็นวินัยของพรรค เพราะฉะนั้นก็ท่านประธานค่ะ ดิฉันก็ยังเรียน ว่าท่านสุนัยมาบอกว่ามันเป็นมติของศูนย์กลางพรรคและเป็นศูนย์การนำของพรรค แต่เรื่องนี้ ดิฉันบอกว่ายุทธศาสตร์พรรคมันต้องทำแต่เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องอย่างนี้ที่จริงเป็นเรื่องเล็กไม่ กระทบทั้งโครงสร้าง วิธีการอะไรทั้งหลาย ไม่กระทบอะไรเลย ประเภทชอบมาบอกบทนะคะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เพราะว่าที่จริงถ้าถามกรรมาธิการทั้งหลายที่อยู่บนนี้นี่นะคะ เห็นด้วยทั้งนั้นเลยค่ะ ดิฉันยืนยันได้ถ้าไม่หลอกดิฉันนะคะ ถ้าใครหลอกดิฉันกรุณาบอกด้วย ดิฉันยังมีเวลาจะเอาคืนได้อีกเยอะนะคะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการนั่งพยักหน้า ท่านใส่ ให้ดิฉันไหมคะ ใส่ให้ดิฉันขอบคุณเดี๋ยวนี้เลยแล้วดิฉันจะไปบอกพวกองค์กรผู้หญิงทั้งหลายว่า ประธานสามารถ แก้วมีชัย ท่านตัดสินใจแล้ว ท่านตอบดิฉันหน่อยสิคะท่านประธาน เมื่อกี้ ท่านบอกว่าดิฉันมีจุดยืนชมมากมาย แต่ไม่ให้ ไม่ได้นะคะ
ขอบคุณครับ เป็นกำลังใจครับ ขอมติเลยนะครับ ท่านบุญยอดก่อน
เรียน ท่านผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่ต้องรีบร้อนท่านประธานครับ รถทัวร์ ๒ ชั้น สีขาว ๔ คัน จอดอยู่ หน้าสภาแล้วครับ ป้ายแดงล้วน ๆ ท่านใดต้องการพักผ่อนไปนอนได้ครับที่นั่น ผมประกาศ ให้แทนท่านเลยครับ จะได้เข้าใจตรงกันครับ เรียนท่านนะครับว่าสิ่งที่ผมยังติดใจอยู่ก็คือว่า สิ่งที่ท่านแก้ไขท่านไม่ระบุจำนวน เมื่อสักครู่นี้ท่านยืนยันแล้วนะครับว่าถ้ามีครึ่งหนึ่งแสดงว่า เป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ถูกไหมครับ แต่คำถามก็คือว่าถ้าเมื่อถึง ๓๐ วันนับจากวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งไปกำหนดให้เปิดประชุมสภาในวันแรก ถ้าถึงวันนั้น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของท่านมีไม่ถึงครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นมา จะด้วยเหตุใด ๆ ก็แล้วแต่ครับ ถ้าถึงวันนั้นมีไม่ถึงครึ่งหนึ่งแปลว่า สสร. นี้ยกเลิกใช่หรือไม่ครับ
เชิญครับ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็กราบเรียนชี้แจงท่านบุญยอด ก่อนนะครับว่าที่ผมได้กราบเรียนว่า มาตรา ๒๙๑/๕ บัญญัติชัดเจนว่าหลังเลือกตั้งแล้ว ภายใน ๑๕ วัน กกต. ต้องรับรองผลการเลือกตั้ง ฉะนั้นแน่นอนครับ ต้องมี สสร. เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แน่นอนครับ และไม่มีปัญหาที่จะไม่ถึงกึ่งหนึ่งนะครับ ส่วนท่านรัชฎาภรณ์ ต้องขอประทานอภัยว่า ณ โอกาสนี้ผมก็ยังคงยืนยันตามร่างของคณะกรรมาธิการอยู่นะครับ ขอบคุณครับ
ท่านบุญยอด เชิญครับ
กราบเรียนท่านผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาครับ ผมต่อเนื่องนิดเดียวครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ท่านประธานคณะกรรมาธิการรู้สึกจะมั่นใจเหลือเกินว่าหลังวันเลือกตั้งแล้วภายใน ๑๕ วัน กกต. ต้องรับรองให้กับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของท่าน อะไรคือความมั่นใจของท่าน ขนาดนั้นครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งต้องดำเนินการในการเลือกตั้ง อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ถ้าหากว่าองค์กรนี้เกิดไปพบว่ามีการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมขึ้นมา ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งท่านเองก็บอกว่าจะบังคับ ชัดเจนว่าพรรคการเมืองจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สสร. ทำไมท่านจึงมั่นใจละครับ ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน ๑๕ วันจะต้องมีการรับรองให้กับท่านถึงขนาดเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรอิสระได้อย่างนั้นหรือครับ
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ จริง ๆ ก็จะไม่ตอบโต้นะครับ เดี๋ยวก็ จะเสียหายว่าคณะกรรมาธิการไปสั่งองค์กรอิสระได้ กราบเรียนอย่างนี้นะครับ เนื่องจากเรา มั่นใจว่าในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดละ ๑ คน ถ้าท่านดูภารกิจของ สสร. เข้ามาเพื่อทำกฎหมาย ไม่ได้เข้ามามีอำนาจด้านการบริหารหรือจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ เรื่องการกำกับดูแลควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอะไรทั้งนั้นนะครับ และผมก็มั่นใจ ว่าพี่น้องประชาชนเขาคงเลือกคนดีเป็นที่ประจักษ์ของแต่ละจังหวัด ฉะนั้นปัญหาเรื่องการ ทุจริตเลือกตั้ง ปัญหาเรื่องการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งคงมีน้อยนะครับ ก็กราบเรียนด้วย ความเคารพว่าเราก็มั่นใจว่าการกำกับดูแลการเลือกตั้งของ กกต. บวกกับความตั้งใจของ พี่น้องประชาชนที่จะช่วยกันเป็นหูเป็นตาคัดเลือกเอาคนที่ดีที่สุดของเขามา จะช่วยทำให้เรา สามารถที่จะได้ สสร. จากการเลือกตั้งได้จำนวนมากพอที่จะสามารถดำเนินการเปิดประชุม ครั้งแรกตามที่บัญญัติไว้ได้ครับ ขอบคุณครับ
ขอมติเลยนะครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญสมาชิกข้างนอกเข้า ห้องประชุมเพื่อลงมติครับ เชิญครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ ถ้าพร้อมก็ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ ท่านที่มาถึงทีหลังใช้สิทธิแสดงตนได้เลย สักครู่นะครับ ยังมีทยอยเข้ามา ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้ครับ ผู้เข้าประชุม ๓๕๕ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ผมขอมติเลยนะครับ มติมาตรา ๒๙๑/๙ ถามว่าเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ เห็นด้วยหรือไม่ครับ
สำหรับมาตราต่อไป มาตรา ๒๙๑/๑๐ มีผู้สงวนความเห็นไว้แค่ ๒ ท่าน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ไม่ต้องไปไหนนะครับ อยู่แถว ๆ นี้คงใช้เวลาไม่นาน
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรียบร้อยแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนน ส่งผลได้เลยครับ มติเห็นด้วย ๓๓๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๖๕ ท่าน ถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบครับ
เชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๒๙๑/๑๐ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็นและผู้สงวนคำแปรญัตติ
มีท่านใดจะอภิปรายหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ไม่มีผมขอมติ เลยนะครับ ผ่านได้เลยนะครับ ถ้าอย่างนั้นขอมติเลยครับ ไม่ต้องตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ขอมติเลยครับ มาตรา ๒๙๑/๑๐ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ครับ เห็นด้วย หรือไม่ ใช้สิทธิได้เลยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรียบร้อยแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติเห็นด้วย ๓๓๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕๐ ท่าน ถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบนะครับ
ผมขอไปประชุมต่อพรุ่งนี้เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ขอปิดประชุมครับ